1 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

นายกฯแจง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านเพื่อความมั่นคง ศก.กู้วิกฤตพลังงาน ยกระดับคุณภาพชีวิตปชช. ปธ.กมธ.ติดตามงบฯ ชี้ต้องคุ้มราคากลาง-มาตรฐานอุปกรณ์ ขณะที่‘อลงกต’หนุนสุดลิ่ม ทำไปเถอะทำหรือไม่ทำ โดนตำหนิอยู่ดี อย่างน้อย43ล้านคน ได้ประโยชน์จาก‘ไทยช่วยไทยพลัส’ก่อนลงมติ132เสียง ผ่านพรก.กู้เงิน4แสนล้าน สภาสูงเดือดพลั่ก’พันธุ์ใหม่‘ปะทะเ’มุ้งน้ำเงิน‘สว.นันทนา‘ซัดเกียรติภูมิสว.ชุดนี้ไม่เหลือ ปชช.ก่นด่าสาปแช่งหมดศรัทธา ด้าน‘พ.ต.อ.กอบ’สวนกลับแรง ไม่สมควรเป็น‘ดอกเตอร์’พูดจำเจซ้ำซาก จมปลัก ลั่นไม่ต้องมาทำฝีปากมาก ร้อนถึง’บิ๊กเกรียง‘สวมบทขึงขังเข้าห้ามศึก
เมื่อเวลา09.30น.วันที่ 31สิงหาคม2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มีพล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาเรื่องด่วน พระราชกำหนด(พ.ร.ก.)ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 วงเงิน 4แสนล้านบาท ที่ ครม.เป็นผู้เสนอ
โดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย แถลงเหตุผลและความจำเป็นของ พ.ร.ก กู้เงิน 4 แสนล้าน ต่อที่ประชุมวุฒิสภาว่า จากวิกฤติพลังงานที่เกิดขึ้นและงบประมาณ ปี2569 มีไม่เพียงพอต่อขนาดของผลกระทบ และภาระค่าใช้จ่ายต่อการแก้ไขวิกฤติพลังงาน รวมถึงการใช้มาตรการคลังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ทัน หากไม่ทำจะทำให้วิกฤติยืดเยื้อ เพิ่มความเสี่ยงเชิงระบบเศรษฐกิจ จึงต้องตรา พ.ร.ก.ฉบับนี้ นอกจากนั้นต้องสร้างความมั่นคงทางพลังงาน และเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก สำหรับการตราพ.ร.ก.เพื่อเป้าหมาย รักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจฉุกเฉิน หลีกเลี่ยงไไม่ได้ และช่วยเหลือประชาชนเกษตรกร ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ ลดการใช้พลังงานฟอสซิล ให้เร็วที่สุด รวมถึงส่งเสริมใช้พลังงานทดแทน พลังงานทางเลือกในประเทศ
นายกฯแจงกู้เงินเพื่อความมั่นคงศก.
นายอนุทิน กล่าวต่อว่า ภาพรวมการกู้เงินของรัฐบาล เกิดสถานการณ์วิกฤติ รัฐบาลพยายามบริหารจัดการแหล่งเงิน แต่มีไม่เพียงพอ ไม่ทันสถานการณ์ และเป็นวิกฤติใช้ ต้องใช้เงินแก้ปัญหาผลกระทบ 4 แสนล้านบาท ใช้วิธีงบประมาณปกติ หรือ กู้เงินตามกฎหมาย จึงเป็นทางเลือกสุดท้าย ทั้งนี้การกู้เงินดังกล่าว และกู้เงินกรณีดังกงล่าว ไม่กระทบการบริหารหนี้สาธารณะ ที่กฎหมายวางกรอบไม่เกิน ร้อยละ 70 ขณะที่การใช้เงินกู้ให้คุ้มค่า จำเป็นเร่งด่วน ไม่ซ้ำซ้อน กำหนดให้ต้องผ่านการกลั่นกรองของคณะกรรมการและเป็นไปตามบัญชีแนบท้าย สัปดาห์ที่ผ่านเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ตามขั้นตอนกฎหมาย รัฐบาลจึงเสนอต่อวุฒิสภาให้พิจารณาและหากไม่มีปัญหาใดๆ ขอความกรุณาลงมติให้ มีผลบังคับใช้ตามเจตนารมณ์ของรัฐบาลแก้ปัญหาเศรษฐกิจ พลังงาน สร้างคุณภาพชีวิตของประชาชน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่นายกรัฐมนตรี แถลงต่อวุฒิสภา พบว่าได้อ่านด้วยเสียงแหบแห้ง และมีอาการไอเป็นระยะ ๆ ซึ่งนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อที่ประชุมว่า ตนพยายามรักษาอาการป่วยของหลอดลม ไปให้หมอดริฟยาแล้วดีขึ้น แต่จำเป็นเพื่อเป็นการแสดงเจตนารมณ์ของรัฐบาลที่ให้เกียติต่อวุฒิสภา จึงตัดสินใจที่จะมาขอแถลงด้วยตัวเอง
กมธ.ฯย้ำปชช.ต้องได้รับประโยชน์
จากนั้นที่ประชุมเปิดให้สมาชิกอภิปรายแสดงความคิดเห็น โดย นายศุภโชค ศาลากิจ สว.ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการติดตามการบริหารงบประมาณ วุฒิสภา อภิปรายว่า ตนและกรรมาธิการฯมีข้อเสนอแนะและข้อสังเกตร่วมกันเพื่อเสนอรัฐบาลดังนี้ 1.รัฐบาลควรต้องลงไปเก็บข้อมูลสำรวจรับฟังความคิดเห็น ความพึงพอใจ ของประชาชนว่า เงินที่ได้มาได้ประโยชน์และได้รับประโยชน์จากโครงการนี้อย่างไร คุณภาพชีวิตดีขึ้นหรือไม่ รัฐบาลต้องทำสื่อประชาสัมพันธ์ดีๆ ให้กับทุกภาคส่วนได้รับทราบถึงประโยชน์ของโครงการดังกล่าวให้เห็นถึงความพึงพอใจของประชาชน 2.รัฐบาลต้องเก็บ ข้อมูลจากร้านค้า ผู้ประกอบการว่า ได้ประโยชน์จากโครงการนี้และมีความคิดเห็นกับโครงการนี้อย่างไร รวมถึงเงินที่ลงจากโครงการนี้ได้ช่วยสร้างสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการได้จริงหรือไม่ 3.รัฐบาลต้องมีการประเมินมูลค่าทางเศรษฐกิจออกมาเป็นตัวเลขทางเศรษฐกิจอย่างชัดเจนให้ทุกภาคส่วนได้รับทราบถึงความสำเร็จของโครงการว่าภาครัฐทุ่มเงินลงไปแล้วและได้ผลตอบแทนเป็นตัวเลขทางเศรษฐกิจเท่าไหร่ และ 4.โครงการดังกล่าวมีระยะเวลาเพียง 4เดือน รัฐบาลต้องส่งเสริมการประหยัดวินัยการใช้เงินและวินัยการเงินการคลัง
ต้องคุ้มราคา-ได้มาตรฐานอุปกรณ์
นายศุภโชค กล่าวอีกว่า ในแผนงานที่สองมีข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า รัฐบาลต้องเข้มงวดกวดขันกับโครงการที่ขออนุมัติ ว่าต้องมีประโยชน์จริงต่อประชาชนหรือหน่วยงานและต้องกำหนดราคากลางที่เหมาะสมกับราคาตลาดที่เป็นจริง เพื่อป้องกันส่วนต่างที่อาจจะเกิดขึ้นและเป็นการฉวยโอกาสให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชันหรือได้ประโยชน์จากโครงการเงินกู้นี้ ถ้าประชาชนรู้ว่าการกู้มาให้คนโกง ตนคิดว่าประชาชนต้องเกิดความไม่พอใจอย่างแน่นอนในการออก พ.ร.ก.นี้และโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่มีการจัดซื้อจัดจ้าง อุปกรณ์ต้องมีการรับประกันที่ยาวนานให้ถึงจุดคุ้มทุน คัดสรรคุณภาพคุณสมบัติบริษัทที่มีมาตรฐานและมีศูนย์บริการมีอะไหล่ไว้คอยบำรุงรักษา หากเกิดปัญหา เช่น แผงโซลาร์เซลล์ อินเวอร์เตอร์ หัวชาร์จต่างๆ โดยรัฐบาลต้องเน้นย้ำในเรื่องนี้เป็นสำคัญ และหากการเปลี่ยนผ่านพลังงานโดยการใช้เงินกู้ก้อนนี้ เพื่อการลงทุนและคุณภาพวัสดุของอุปกรณ์โครงการที่จัดซื้อจัดจ้างมาใช้ประโยชน์ไม่ได้ถึงจุดที่คุ้มทุนของราคาอุปกรณ์นั้น โครงการจะไม่ตอบสนองต่อวัตถุประสงค์และเป้าหมาย ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชน และประเทศชาติอย่างแท้จริง รัฐบาลและประชาชนต้องชำระหนี้ดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยที่กู้มาเช่นเดิม คงจะเป็นการซ้ำเติมประชาชนและเศรษฐกิจอย่างแน่นอน
‘.นันทนา’ซัดตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ
น.ส.นันทนานันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา(สว.) อภิปรายพ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 วงเงิน 4 แสนล้านบาทว่า พ.ร.ก.ฉบับนี้ผ่านสภาผู้แทนราษฎรมาแล้ว ทั้งที่มีแต่ผู้คนตั้งคำถามกันมากมายถึงความเร่งด่วนและความสมเหตุสมผลในการใช้เงินกู้จำนวน 2 แสนล้านบาท เพื่อสนับสนุนเปลี่ยนโหมดพลังงานจากพลังงานฟอสซิลเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ แม้จะรู้ว่า พ.ร.ก.ฉบับนี้ยังไงก็ผ่านวุฒิสภา แต่ตนขออภิปรายเพื่อบันทึกไว้ว่าได้เคยเตือนแนวทางการใช้เงินกู้ของรัฐบาลในภาวะที่เศรษฐกิจประเทศไทยโคม่า เปรียบเหมือนการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำหรือเกาไม่ถูกที่คัน
ดันโซลาร์รูฟท็อปเอื้อพวกคนรวย
น.ส.นันทนากล่าวว่า อยากให้รัฐบาลตอบคำถาม 3ข้อ ได้แก่ 1.เทคโนโลยีด้านโซลาร์เซลล์มีความเสถียรแล้วหรือไม่ หากวางโครงสร้างการใช้พลังงานแสงอาทิตย์แบบปูพรม มั่นใจได้อย่างไรว่าอีก 3 ปี 5 ปีข้างหน้า แผงโซล่าเซลล์จะไม่ล้าสมัย ตกรุ่น หรือกลายเป็นขยะพิษของประเทศไทย 2.ประเทศไทยเป็นเจ้าของเทคโนโลยีด้านโซลาร์เซลล์หรือไม่ เพราะบรรดาโซลาร์เซลล์ที่นำเข้ามาประกอบในประเทศไทยต้องนำเข้าวัสดุอุปกรณ์เทคโนโลยีทั้งหมด ขณะนี้เจ้าของกิจการเป็นคนไทยจริงหรือไม่ สุดท้ายใครได้รับเงินทอนและเงินไหลออกนอกประเทศมากน้อยเพียงใด ขอให้ดูบทเรียนการอุดหนุนรถยนต์ไฟฟ้าจากจีนว่า ได้สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจไทยอย่างไรและ3.ขณะที่เราอยู่ในวิกฤตเศรษฐกิจสมควรแล้วหรือไม่จะนำเงินกู้มาใช้เปลี่ยนพลังงาน ควรนำเงินไปใช้ในวิธีฉลาดกว่านี้และประชาชนจำนวนมากได้ประโยชน์
‘อลงกต’หนุน43ล้านคนได้ประโยชน์
นายอลงกต วรกี สมาชิกวุฒิสภา (สว.) อภิปรายช่วงหนึ่งว่า พรก.กู้เงินฉบับนี้มีความจำเป็น เพราะตอนนี้มีปัญหาภัยภิบัติหลายพื้นที่ ยังรวมถึง ปัญหาชายแดน ทำให้รัฐบาลต้องใช้งบกลางที่มีอยู่ เพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเหล่านี้ ดังนั้น การตรา พ.ร.ก.กู้เงิน ฉบับนี้ ก็โดนตำหนิ ถ้าไม่กู้ ก็ยังโดนตำหนิ ว่ารัฐบาลทำอะไรอยู่ การออก พ.ร.ก. กู้เงินฉบับนี้ นั่นคือการที่รัฐบาล ทำความดีให้กับประชาชนไทย มีคนพูดว่า การกู้เงินครั้งนี้ กระทบจีดีพี ของประเทศ ที่ใกล้ติดเพดาน ที่ 70% แล้ว แต่จริงแล้ว ตัวเลขนี้ ต่างจากการกู้ทั่วไป เพราะเป็นการกู้จากสถาบันการเงินในประเทศ เงินจะหมุนอยู่ในระบบ โครงการ ไทยช่วยไทยพลัส มีคนได้รับประโยชน์ 43 ล้านคน ที่พึงพอใจกับโครงการนี้ กระตุ้นให้คนเอาเงินออกมาใช้ ซึ่งเป็นผลดีกับประชาชน ที่สามารถช่วยลดค่าครองชีพ ดังนั้น การออก พรก.ฉบับนี้ เป็นการกระตุ้นให้คนออกมาใช้เงิน จึงขอยืนยันว่า รัฐบาลทำไปเถอะ มันอาจจะมีเสียงว่าบ้าง แต่ 43 ล้านคน ได้ประโยชน์จากโครงการนี้ ไม่ต้องกังวลว่า จะมีเสียงพูดว่า จะมีเงินทอนหรือไม่ อย่างไรก็มีคนว่าอยู่แล้ว ยืนยันว่า สตง.ป.ป.ช.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คงไม่ละเลย ในการตรวจสอบเรื่องแบบนี้แน่นอน
132เสียงผ่านพรก.กู้เงิน4แสนล้าน
ภายหลังที่ประชุมได้อภิปรายกันอย่างกว้างขวางครบถ้วน และตัวแทน ครม. ได้ชี้แจงสรุปพ.ร.ก.แล้ว ในเวลา13.32น. ที่ประชุมจึงมีมติ132เสียงต่อ11เสียง เห็นชอบต่อพ.ร.ก.ฯกู้เงินฯ พ.ศ.2569 โดยงดออกเสียง28เสียง ไม่ลงคะแนนเสียง1เสียง ใช้เวลาในการอภิปราย และชี้แจงทั้งสิ้น4ชั่วโมง
สภาเดือด’นันทนา’ปะทะสว.น้ำเงิน
เวลา13.45น.ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มีพล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุด คือนายโกวิท ศรีไพโรจน์ ตามที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.)วิสามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติความประพฤติและพฤติกรรมทางจริยธรรม ที่มี นพ.ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล สมาชิกวุฒิสภา(สว.) เป็นประธานกมธ.ฯพิจารณาตรวจสอบประวัติฯเสร็จแล้ว ทั้งนี้ นพ.ประพนธ์ ได้แถลงรายงานกมธ.ฯ ต่อที่ประชุมในส่วนที่เปิดเผยได้ จากนั้นได้เปิดให้สมาชิกอภิปรายในส่วนที่เปิดเผยได้เช่นกัน
อ้างประชาชนก่นด่า-หมดศรัทธา
โดย น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว.อภิปรายว่า ตนอยากถาม สว.ทั้งหลายว่า เรามาถึงจุดนี้กันได้อย่างไร เรามาถึงจุดที่ประชาชนหมดศรัทธา ไม่ไว้วางใจการทำหน้าที่สว.ทั้งหลาย ไม่ไว้วางใจกระบวนการเข้าสู่ตำแหน่ง ถึงขนาดออกมาเปิดเผยหลักฐานต่างๆ เพื่อให้ กกต.ส่งฟ้องศาลฎีกาตามสำนวนสอบสวนของคณะอนุไต่สวนชุดที่26 เกียรติภูมิ สว.ชุดนี้ไม่เหลือแล้ว ประชาชนต่างก่นด่าสาปแช่ง
ปธ.ย้ำให้พูดเรื่องคุณสมบัติ’อสส.’
ทำให้ พล.อ.เกรียงไกร ในฐานะประธานในที่ประชุม ได้เตือน น.ส.นันทนา อภิปรายให้ตรงประเด็นคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุด แต่น.ส.นันทนา ยืนยันว่า ไม่ได้ทำผิดข้อบังคับข้อไหนเลย จะมากล่าวว่า ตนว่าผิดข้อบังคับข้อไหนในการเลือกองค์กรอิสระในการเลือกอัยการสูงสุดมีผู้เลือกกับผู้ถูกเลือก ตนกำลังพูดถึงผู้เลือก มันไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นนี้ตรงไหน ตนกำลังพูดถึงผู้ถูกเลือกว่าผู้เลือกมีคุณสมบัติเหมาะสมเพียงพอที่จะเลือกผู้ที่ถูกเลือกหรือไม่ ทำให้พล.อ.เกรียงไกรชี้แจงมันมีคุณสมบัติอยู่แล้ว เป็นหน้าที่ ถ้าไม่ทำก็เจอมาตรา 157
ซัด’นันทนา’พูดใส่ร้ายสว.ด้วยกัน
ทั้งนี้ พ.ต.อ.กอบ อัจนากิตติ สว.ในฐานะกมธ.ตรวจสอบประวัติฯ ลุกขึ้นประท้วง น.ส.นันทนา ว่า ที่จริงก็อยากให้ผู้อภิปรายได้พูดแสดงความรู้สึกตามที่คิด แต่บังเอิญที่พูดเมื่อสักครู่ ไม่ใช่การตรวจสอบประวัติ เป็นเรื่องพูดถึงการกล่าวหาสว.อย่างนั้น อย่างนี้ แม้กระทั่งตัว น.ส.นันทนา ก็โดนกล่าวหา แต่วันนี้เป็นการตรวจสอบประวัติของผู้ที่ได้รับการสรรหามา เพื่อให้ สว.ได้รู้ว่า ผู้ที่ดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุด มีประวัติ มีพฤติกรรมอย่างไร ไม่เกี่ยวกับประวัติ สว.เลยและเรื่องสว.ที่ว่า ก็เป็นประเด็นที่เป็นอำนาจของ กกต.แต่ท่านไปติดยึดและตั้งใจที่จะมาล้มล้างวิธีการเลือก สว.และพูดมาตั้งแต่วันแรกที่มาเป็นสว. จนกระทั่งวันนี้ที่ยังพูดอยู่
ไม่สมควรเป็นอาจารย์-จมปลัก
“ท่านไม่สมควรที่จะเป็นครูบาอาจารย์ ไม่เหมาะด้วยประการทั้งปวง ไม่เหมาะที่จะเป็นดอกเตอร์ด้วยซ้ำไป ท่านเป็นผู้ใหญ่อายุ 50กว่าแล้ว ท่านทำไมมาจำเจจมปลักกับเรื่องนี้ ท่านไม่ให้บ้านเมืองเดินได้หรือ อัยการสูงสุดท่านเป็นองค์กรอิสระ ที่ดูแลเรื่องความยุติธรรม ท่านอยากได้ความยุติธรรม ท่านก็เลือกคนที่เขาสรรหามา ไม่ใช่ไปพูดแขวะหาว่าอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่มีสิทธิ์เลือก ท่านดีกว่าคนอื่นตรงไหนอย่างไร ดีชั่วของท่านคือตรงไหน จะดีจะชั่วอยู่ที่ตัวทำ จะสูงจะต่ำอยู่ที่ตัวตน ผมไม่อยากพูดมาก พูดมากทะเลาะเป็นเรื่องยาวงานจะไม่จบ โตๆกันแล้ว จะเข้าโลงอยู่ไม่กี่วันแล้ว ไม่ต้องมาทำฝีปากมาก“ พ.ต.อ.กอบ กล่าว
ทำให้ น.ส.นันทนา พยายามจะใช้สิทธิ์ถูกพาดพิงจาก พ.ต.อ.กอบ โดยเฉพาะประเด็นที่ พ.ต.อ.กอบ บอกว่า ไม่เหมาะเป็นครูบาอาจารย์ ไม่เหมาะเป็นดอกเตอร์ ตนคิดว่า ควรให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน ไม่ใช่ท่าน แต่ พล.อ.เกรียงไกร ได้ปิดไมค์อภิปราย น.ส.นันทนาและเริ่มกล่าวด้วยน้ำเสียงขึงขังว่า ประชาชนเขาดูอยู่ ท่านจะอภิปรายในประเด็นนี้หรือไม่ เดี๋ยวจะให้อภิปรายต่อ ท่านเข้าใจหรือไม่ ฟังภาษาคนถูกนะ
‘บิ๊กเกรียง’ต้องรีบเข้ามาหย่าศึก
ทั้งนี้ นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สว.พยายามจะประท้วง น.ส.นันทนา ให้อภิปรายอยู่ในประเด็น และขอให้ประธานฯควบคุมการประชุม พล.อ.เกรียงไกร จึงขอให้น.ส.นันทนา อภิปรายอยู่ในประเด็น เพราะประชาชนฟังอยู่ เขาฟัง เขารู้ แต่ น.ส.นันทนา กล่าวว่า นายพิสิษฐ์ ไม่ได้พูดว่า ประท้วงข้อไหน เพียงแต่บอกว่า อย่ามาพูดถึงฉันๆ ซึ่ง นายพิสิษฐ์ พยายามชี้แจงว่า ประท้วงประธานฯให้ควบคุมการประชุม แต่พล.อ.เกรียงไกร ได้ตัดบทและให้น.ส.นันทนา อภิปรายต่อ โดยกล่าวว่า”ตามสบายครับ ตามสบายเลย“
น.ส.นันทนา จึงกล่าวว่า เพราะการที่ สว.ยิ่งลงมติไปมากเท่าไร ก็ยิ่งทำให้กระบวนการยุติธรรมบิดเบี้ยวไปมากขึ้นเท่านั้น หากสุดทางแล้ว พบว่าท่านขาดคุณสมบัติผู้ที่ท่านไม่เห็นก็ไม่อาจกลับไปดำรงตำแหน่งได้ ท่านจะเยียวยาเขาอย่างไรส่วนผู้ที่ท่านเห็นชอบไปแล้วจะถือเป็นมรดกบาปที่ท่านทิ้งไว้หรือไม่ เขาจะถูกสังคมมองว่าเขาได้ตำแหน่งมาจากการต่างตอบแทนหรือไม่ ความเป็น สว.ของท่านจะเป็นที่ยอมรับของประชาชน หากท่านใช้จิตสำนึกและจริยธรรมให้มาก โดยชะลอการลงมติเรื่องอัยการสูงสุดไปก่อน รอจนกว่าศาลจะพิสูจน์ว่า ท่านบริสุทธิ์แล้วท่านก็พ้นมลทิน ท่านก็กลับมาโหวตใหม่จะดีกว่าหรือไม่ แต่หากท่านยังยืนยันที่จะลงมติแบบเทาๆเช่นนี้ก็ขอเชิญให้ประชาชนจดจำให้ดี
สภา151เสียง‘โกวิท’อัยการสูงสุด
เวลา13.45น.ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มี พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุด คือ นายโกวิท ศรีไพโรจน์ ทั้งนี้ หลังเปิดให้สมาชิกอภิปรายอย่างกว้างขวางครบถ้วนและมีการประชุมลับ จนกระทั่งเวลา15.00น.ที่ประชุมจึงลงคะแนนลับ ปรากฏมติ 151เสียง ต่อ 0เสียง โดยงดออกเสียง14 เสียงไม่ลงคะแนนเสียง1เสียง ปรากฏว่า นายโกวิท ได้ความเห็นชอบจากวุฒิสภาด้วยคะแนนเสียงข้างมาก จึงถือว่า ที่ประชุมวุฒิสภาเห็นชอบให้ นายโกวิท ดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุด