1 กันยายน 2569 เวลา 11:23 น.

1 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าย) กล่าวถึงการยื่นญัตติอภิปรายรัฐบาล ว่า พรรคฝ่ายค้าจะตัดสินใจจะยื่นทั้ง 2 อย่าง อภิปรายทั่วไปมาตรา 152 และอภิปรายไม่ไว้วางใจแบบลงมติตาม มาตรา 151 แม้รัฐบาลจะบริหารประเทศมาเพียง 4-5 เดือน แต่ปัญหาก็ยังรุมเร้า คือ ปัญหาเศรษฐกิจ ที่นายกรัฐมนตรีไม่เคยพูด โยนให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โดยเฉพาะเศรษฐกิจไทยโตช้าที่สุดในอาเซียนในภาวะการคลังวิกฤต รัฐบาลพูดแต่การแจกเงินให้ประชาชนซึ่งเป็นปัญหาอยู่ แต่การทำให้เศรษฐกิจโตขึ้น นายกฯ ยังสับสนในเรื่องการทำนโยบาย และบางเรื่องยังมีความขัดแย้งกันอยู่ เช่น ดาต้าเซนเตอร์ อาจมีผลประโยชน์ทับซ้อนเข้ามาเกี่ยวข้อง 2.เรื่องสังคมและความมั่นคงก็เป็นปัญหามาก เป็นเรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และ 3.เรื่องใหญ่ที่สุดคือการบริหารราชการแผ่นดิน การตั้งหน่วยงานหรือยุบหน่วยงานราชการต่างๆเป็นต้น รวมถึงความสามารถในการบริหารราชการแผ่นดิน
“เพราะฉะนั้นในหลายเรื่องเหล่านี้ เราจะนำส่วนหนึ่งไปอภิปรายโดยไม่ลงมติก่อน ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ โดยนายกฯกับรัฐบาลจะบริหารงานตามคอนเทนต์ เป่าแซกโซโฟน ทำท่าตีวอลเลย์บอล ไปวันๆไม่ได้ เพราะปัญหาบ้านเมืองไปลึกมาก และชาวบ้านเดือดร้อนมาก ดังนั้นแก้ปัญหาด้วยคอนเทนต์ ทางโซเชียลฯไม่ได้ แต่ต้องเอามาพูดอย่างจริงจังว่าปัญหาบ้านเมืองในเวลานี้อยู่ตรงจุดไหน แล้วจะเดินต่อไปให้บ้านเมืองรอดได้อย่างไร” นายสาทิตย์ กล่าว
นายสาทิตย์ กล่าวต่อว่า ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นและความล้มเหลวในการบริหารราชการแผ่นดิน เป็นประเด็นที่พรรคฝ่ายค้านเก็บรวบรวมข้อมูลเอาไว้ที่จะยื่น อภิปรายไม่ไว้วางใจตามที่ผู้นำฝ่ายค้านฯได้แจ้งไว้ โดยในสัปดาห์นี้ฝ่ายค้านจะคุยถึงแนวทางในการยื่นชัดเจนมากขึ้น ก่อนที่จะแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ และจากการพูดคุยเบื้องต้นเข้าใจว่า จะยื่นอภิปรายทั่วไปก่อน การยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ และช่วงนี้มีเรื่องใหญ่เยอะ โยในวันที่ 7-9 ก.ย.อภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ในวาระ2และ3 และในวันที่ 14 ก.ย.ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีวาระสำคัญ ในคดีฮั้ว สว.ที่ฝ่ายค้านจับมือกันทำงาน หากผลเป็นอย่างไรก็ยังไม่จบ ฝ่ายค้านต้องเดินหน้าต่อ
นายสาทิตย์ กล่าวด้วยว่า ในช่วงเดือนก.ย.ถือว่ามีเรื่องใหญ่เยอะแล้ว ดังนั้นการยื่นซักฟอกอาจจะเกิดขึ้นในช่วงเดือน ต.ค.หรือ พ.ย.และยังมีเดือน ธ.ค.อีกครึ่งเดือน ซึ่งเป็นช่วง 70 วันที่ต้องเลือกวันในการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ
“ตามหลักเสียงของฝ่ายค้านไม่สามารถล้มรัฐบาลในสภาได้อยู่แล้ว แต่ที่สำคัญรัฐบาลชุดนี้จุดอ่อนเยอะ แผลเยอะ การทำงานก็ไม่มีความชัดเจนแน่นอน เพราะทุกวันนี้อาศัยการทำคอนเทนต์สร้างกระแสไปวันๆ ใช้อินฟลูเอนเซอร์ เข้ามาช่วย กับหาทางลดแลกแจกแถม แต่พอถึงปัญหาวิกฤตการคลังทำไม่ได้ ไปไม่ออก ก็ใช้วิธีรำอย่างที่เห็น จึงต้องใช้ความจริงมาพูดกัน เชื่อว่ารัฐบาลจะอยู่ได้ไม่ได้ ขึ้นอยู่กับความจริงและผลลัพธ์ในการบริหารราชการแผ่นดิน หากถูกเปิดปมความจริงและไม่สามารถชี้แจงได้ก็ยาก” นายสาทิตย์ กล่าว
เมื่อถามถึงกรณีที่ นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกฯ และรมว.มหาดไทย ชวน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ มารับประทานข้าวกับนายกฯ อร่อยกว่าไปกินที่โรงแรมพูลแมนแน่นอน ก่อนการเลือกตั้งครั้งหน้า เป็นสัญญาณอะไรหรือไม่ นายสาทิตย์ กล่าวว่า เป็นการทอดสะพานได้ แต่ตอนนี้พรรคประชาธิปัตย์ไม่รับสะพานอะไรทั้งนั้น ที่จะไปร่วมเป็นรัฐบาล และย้ำว่าบ้านเมืองตอนนี้จำเป็นต้องมีฝ่ายค้านที่มีประสิทธิภาพ หากมีรัฐบาลเสียงข้างมากทำงานกันแบบรำไปมา ไม่ได้เข้าถึงประเด็นปัญหาที่แท้จริง และไม่มีผลงานที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม ที่มากกว่าการกู้เงินมาแจก
“ถึงเวลาที่ต้องมีฝ่ายค้านที่มีประสิทธิภาพ และยืนยันที่จะทำงานอย่างจริงจัง ไม่มีค้านแล้วรอไปร่วมรัฐบาล” นายสาทิตย์ กล่าว
เมื่อถามย้ำว่า หากเป็นสนามเลือกตั้งครั้งหน้าจะมีโอกาสหรือไม่ นายสาทิตย์ กล่าวว่า สนามเลือกตั้งครั้งหน้าไม่รู้จะเกิดเมื่อไหร่ เที่ยวนี้พรรคประชาธิปัตย์มีแค่ 21 เสียง หากเที่ยวหน้ามี สส.มากกว่านี้ ตอนนั้นก็ค่อยมาดูว่าจะเดินไปในทิศทางอย่างไร การเลือกตั้งครั้งหน้ายังอยู่อีกไกล และมีสูตรสมการทางการเมืองเกิดใหม่ขึ้นเยอะ แต่ตอนนี้ยังไม่ต้องนับฟ้า