
2 ก.ย. 2569 11:06 น.
- ข่าว
- ต่างประเทศ
- ไทยรัฐออนไลน์
โลกร้อนทำภัยพิบัติหิมาลัยถี่ขึ้น หวั่นน้ำท่วม-ดินถล่ม แบบเนปาลเกิดบ่อยกว่าเดิม
นักวิทย์เตือน ภาวะโลกร้อนกำลังเพิ่มความเสี่ยงภัยพิบัติในเทือกเขาหิมาลัย ทั้งน้ำท่วมฉับพลัน ดินถล่ม หิมะถล่ม และการพังทลายของธารน้ำแข็ง แม้ยังไม่ชี้ชัดว่าน้ำท่วมในเนปาลเกิดจากโลกร้อนโดยตรง
เหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ในเนปาลและพื้นที่ใกล้เคียงของจีน เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม กลายเป็นอีกหนึ่งสัญญาณเตือนถึงความเปราะบางของชุมชนในเทือกเขาหิมาลัย หลังมวลน้ำ โคลน และก้อนหินมหาศาลไหลทะลักลงมาตามแม่น้ำหลายสาย คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วมากกว่า 1,000 ราย และยังมีผู้สูญหายอีกหลายพันคน ขณะที่บางส่วนคาดว่ายังติดอยู่ภายในอุโมงค์ของโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ
เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังชั้นหินและมวลน้ำแข็งจากธารน้ำแข็งบนพื้นที่สูงพังถล่มลงมา ทำให้เกิดกระแสน้ำและเศษซากไหลลงสู่พื้นที่ชุมชนอย่างรวดเร็ว
โลกร้อนทำหิมาลัยเสี่ยงภัยพิบัติมากขึ้น
ผู้เชี่ยวชาญด้านภัยพิบัติระบุว่า เทือกเขาหิมาลัยกำลังเผชิญภัยพิบัติที่เชื่อมโยงกันมากขึ้น โดยอุณหภูมิที่สูงขึ้นทำให้น้ำแข็งและธารน้ำแข็งบนภูเขาละลาย ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อดินถล่ม หิมะถล่ม และน้ำท่วมเพิ่มขึ้น
ในบางกรณี หิมะหรือน้ำแข็งที่ถล่มลงมาอาจกีดขวางเส้นทางน้ำจนเกิดเป็นเขื่อนธรรมชาติ ก่อนที่น้ำจะทะลักออกมาอย่างฉับพลันกลายเป็นน้ำป่าหลาก ขณะที่ฝนตกหนักหลังเกิดภัยพิบัติครั้งแรกยังสามารถซ้ำเติมสถานการณ์ให้รุนแรงยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ย้ำว่า ยังเร็วเกินไปที่จะระบุโดยตรงว่าเหตุภัยพิบัติครั้งล่าสุดในเนปาลมีสาเหตุมาจากภาวะโลกร้อน แต่เมื่ออุณหภูมิโลกเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล โอกาสเกิดภัยพิบัติลักษณะนี้ก็เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่เทือกเขาหิมาลัย ซึ่งกำลังอุ่นขึ้นเร็วกว่าหลายพื้นที่ของโลก
ผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์ระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนาภูเขาแบบบูรณาการ หรือ ICIMOD ในกรุงกาฐมาณฑุ ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังมีบทบาทสำคัญต่อการเกิดภัยพิบัติซับซ้อน ในภูมิภาคฮินดูกูช-หิมาลัย ซึ่งส่งผลกระทบต่อชุมชนและโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ปลายน้ำ
ธารน้ำแข็งละลายเร็ว ความเสี่ยงยิ่งเพิ่ม
เทือกเขาฮินดูกูช-หิมาลัยพาดผ่านพื้นที่ของอัฟกานิสถาน ปากีสถาน อินเดีย เนปาล ภูฏาน บังกลาเทศ เมียนมา และจีน และเป็นพื้นที่ที่มีน้ำแข็งสะสมมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลกนอกเขตขั้วโลก
แม่น้ำสายสำคัญจำนวนมากมีต้นกำเนิดจากภูเขาเหล่านี้ และหล่อเลี้ยงประชากรเกือบ 2,000 ล้านคน
ข้อมูลจากนักวิจัยด้านสภาพภูมิอากาศระบุว่า การสูญเสียน้ำแข็งจากธารน้ำแข็งในพื้นที่ดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนับตั้งแต่ปี 2000 ขณะที่การละลายของชั้นดินเยือกแข็ง หรือเพอร์มาฟรอสต์ ยังอาจทำให้พื้นที่ลาดเขาอ่อนตัวและเพิ่มความเสี่ยงต่อดินถล่ม
ภาพถ่ายดาวเทียมหลังเหตุการณ์ล่าสุดยังแสดงให้เห็นว่า มวลหินและน้ำแข็งจากธารน้ำแข็งขนาดมหาศาลพังถล่มลงสู่หุบเขา ก่อนผลักดันมวลน้ำและโคลนสูงหลายชั้นอาคารไหลลงไปยังชุมชนที่อยู่ห่างออกไปหลายกิโลเมตร
ภัยพิบัติซ้ำซาก ชุมชนอาจไม่มีเวลาฟื้นตัว
ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า ชุมชนในพื้นที่หิมาลัยกำลังเผชิญปัญหาสำคัญ เพราะยังไม่ทันฟื้นตัวจากภัยพิบัติครั้งก่อน ก็ต้องเผชิญกับภัยพิบัติครั้งใหม่
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา พื้นที่หิมาลัยเกิดเหตุรุนแรงหลายครั้ง ทั้งน้ำท่วมเคดาร์นาถในอินเดียเมื่อปี 2013 เหตุธารน้ำแข็งถล่มที่จำโมลีในปี 2021 และน้ำท่วมจากทะเลสาบธารน้ำแข็งแตกในรัฐสิกขิมของอินเดียเมื่อปี 2023 ซึ่งล้วนสร้างความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินอย่างมหาศาล
ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายสภาพภูมิอากาศของเนปาลเตือนว่า ในบางพื้นที่ขีดจำกัดของการปรับตัว อาจถูกก้าวข้ามไปแล้ว จนการสร้างบ้าน ถนน สะพาน หรือโครงสร้างพื้นฐานกลับขึ้นมาใหม่อาจไม่ใช่ทางเลือกที่ปลอดภัยอีกต่อไป และอาจจำเป็นต้องย้ายชุมชนไปยังพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่ำกว่า
เตือนภัยอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ
แม้เนปาลจะมีระบบแจ้งเตือนภัยผ่านข้อความโทรศัพท์มือถือ แต่ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ระบบดังกล่าวยังมีข้อจำกัด โดยประชาชนบางส่วนเป็นนักท่องเที่ยวหรือแรงงานข้ามชาติที่ไม่เข้าใจภาษาเนปาล ขณะที่บางคนประเมินความรุนแรงของภัยต่ำเกินไป
ในการรับมือกับภัยพิบัติในอนาคต ผู้เชี่ยวชาญเสนอให้พัฒนาระบบเตือนภัยที่ระบุอย่างชัดเจนว่าประชาชนควรปฏิบัติตัวอย่างไร รวมถึงเข้มงวดเรื่องการใช้ประโยชน์ที่ดิน ประเมินความเสี่ยงหลายด้านก่อนอนุมัติโครงการก่อสร้าง และเพิ่มระบบติดตามสถานการณ์ข้ามพรมแดนระหว่างประเทศในภูมิภาค
เนปาลปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อย แต่รับผลกระทบหนัก
ขณะที่เนปาลเป็นหนึ่งในประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกในสัดส่วนต่ำมาก โดยมีส่วนต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของโลกน้อยกว่า 0.1% แต่กลับต้องเผชิญผลกระทบรุนแรงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพภูมิอากาศของเนปาลชี้ว่า ประเทศที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากโลกร้อนควรใช้เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นแรงผลักดันให้ทั่วโลกเร่งลดการปล่อยคาร์บอน โดยเฉพาะจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล
โดยเหตุการณ์น้ำท่วมและดินถล่มครั้งล่าสุด ไม่เพียงเป็นโศกนาฏกรรมของเนปาลเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญญาณเตือนว่า เมื่อโลกยังคงร้อนขึ้น ภูมิภาคที่เปราะบางอย่างเทือกเขาหิมาลัยอาจต้องเผชิญกับ ภัยพิบัติที่เกิดถี่ขึ้น รุนแรงขึ้น และซับซ้อนขึ้น จนการฟื้นฟูหลังภัยพิบัติครั้งหนึ่งอาจไม่ทันก่อนที่ภัยพิบัติครั้งใหม่จะมาถึง.
ที่มา : AP