วุฒิสภาไทย โต้กลับ ฮุน เซน ซัดบิดเบือนข้อเท็จจริง ยันไทยปฏิบัติตามข้อตกลงเคร่งครัด

3 กันยายน 2569 เวลา 13:52 น.

วุฒิสภาไทย โต้กลับ ฮุน เซน ซัดบิดเบือนข้อเท็จจริง ยันไทยปฏิบัติตามข้อตกลงเคร่งครัด พร้อมงัดหลักฐานนิติวิทยาศาสตร์-ดาวเทียม ยันกัมพูชาเปิดฉากยิงก่อน-บุกรุกพื้นที่ไทย 

เมื่อวันที่ 3 ก.ย.2569 นายนพดล อินนา สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาฝ่ายกิจการต่างประเทศของวุฒิสภา ได้ออกถ้อยแถลงในนามคณะกรรมการที่ปรึกษาฝ่ายกิจการต่างประเทศของวุฒิสภา ต่อกรณีประธานวุฒิสภากัมพูชากล่าวพาดพิงไทย เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2569 โดยระบุรายละเอียดทั้งหมด ว่า

1. ตามที่ประธานวุฒิสภากัมพูชาได้ออกแถลงการณ์ เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2569 กล่าวพาดพิงไทยว่า อากาศยานทางการทหารของไทยได้บินล้ำเข้าไปในน่านฟ้ากัมพูชาเป็นระยะทางหลายร้อยกิโลเมตร และกล่าวหาว่า เป็นความก้าวร้าวของไทยต่ออธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกัมพูชา ในประเด็นนี้ คณะกรรมการที่ปรึกษาฝ่ายกิจการต่างประเทศของวุฒิสภา ชี้แจงว่า ประเทศไทยเคารพและปฏิบัติตามถ้อยแถลงร่วม (Joint Statement) ของการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) สมัยพิเศษ ครั้งที่ 3 ระหว่างไทยกับกัมพูชา เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 อย่างเคร่งครัด

และกำหนดให้ทั้งสองฝ่ายคงการวางกำลังที่มีอยู่ในพื้นที่ในปัจจุบัน โดยไม่เคลื่อนย้ายกำลังหรือลาดตระเวนไปยังที่ตั้งของฝ่ายตรงข้าม การดำเนินการของไทยเป็นไปเพื่อรักษาความมั่นคง และความปลอดภัยของประชาชน ซึ่งอยู่ภายใต้กรอบของถ้อยแถลงร่วมดังกล่าวที่ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงร่วมกัน ไทยจึงปฏิเสธข้อกล่าวหาของกัมพูชาที่ได้หยิบยกขึ้นกล่าวอ้างและเผยแพร่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าในเวทีต่าง ๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างสิ้นเชิง 

2. ประเด็นที่วุฒิสภากัมพูชากล่าวหาว่าวุฒิสภาไทยออกแถลงการณ์ว่ากัมพูชาเป็นผู้เปิดฉากยิงก่อนนั้น และกัมพูชาปฏิเสธโดยชี้แจงว่าเป็นการโฆษณาชวนเชื่อที่มุ่งบิดเบือนความจริง เปลี่ยนขาวเป็นดำและเปลี่ยนดำเป็นขาว เพื่อพยายามปกปิดการกระทำที่เป็นการรุกรานของตนเอง ในประเด็นนี้ คณะกรรมการที่ปรึกษาฝ่ายกิจการต่างประเทศของวุฒิสภาขอชี้แจงว่า ในความเป็นจริงมีหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ ภาพถ่ายจากดาวเทียม และการลงพื้นที่ภาคสนามแสดงให้เห็นว่า เมื่อปี 2568 กัมพูชาเปิดฉากยิงครั้งแรกมายังพื้นที่ประเทศไทย

ซึ่งการโจมตีของฝ่ายกัมพูชานั้นมิได้จำกัดเฉพาะเป้าหมายทางทหารเท่านั้น แต่กลับมุ่งไปยังเป้าหมายพลเรือนต่าง ๆ เช่น บ้านเรือนชุมชนร้านค้าโรงเรียนหรือแม้แต่โรงพยาบาลทำให้บุคคลพลเรือนทั้งผู้ใหญ่และเด็กเล็กเสียชีวิตจำนวนมาก ถือว่าผิดหลักมนุษยธรรมและละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องตอบโต้การโจมตีของฝ่ายกัมพูชา บนหลักการพื้นฐานของการป้องกันตนเองภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ กฎการใช้กำลัง (Rules of Engagement-ROE) ความจำเป็นได้สัดส่วน (Principle of Proportionality) รวมถึงการจำกัดเฉพาะเป้าหมายทางการทหาร (Limitation to Military Objectives) 

3. ประเด็นต่อมาที่วุฒิสภากัมพูชาเรียกร้องให้ไทยถอนกำลังออกจากดินแดนของกัมพูชา ยุติกิจกรรมทุกอย่างที่เปลี่ยนแปลงสถานะเดิม และเปิดทางให้ชาวกัมพูชามากกว่า 20,000 คนที่ถูกพลัดถิ่นสามารถกลับบ้านได้อย่างปลอดภัยและมีศักดิ์ศรี ในประเด็นนี้ คณะกรรมการที่ปรึกษาฝ่ายกิจการต่างประเทศของวุฒิสภา ขอชี้แจงว่ากัมพูชาได้มีการละเมิดพื้นที่ของไทย โดยใช้ประชาชนชาวกัมพูชาบุกรุกพื้นที่หลายร้อยครั้ง โดยประเทศไทยได้มีหนังสือทักท้วงมาตลอด แต่กัมพูชาเพิกเฉย เช่น กรณีพื้นที่บ้านหนองจาน และบ้านหนองหญ้าแก้วซึ่งเป็นดินแดนของไทย ในปี พ.ศ. 2522 ได้เกิดสงครามภายในประเทศกัมพูชา ชาวกัมพูชาจำนวนมากหนีตายและหนีความอดอยาก ข้ามชายแดนเข้ามายังฝั่งไทย

สหประชาชาติจึงร่วมกับประเทศไทยได้จัดตั้ง (United Nations Border Relief Operation-UNBRO) ขึ้น เพื่อช่วยเหลือผู้ลี้ภัยชาวกัมพูชาหลายแสนคน ที่หนีภัยสงครามและการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มายังชายแดนไทย โดยแจกจ่ายอาหารยารักษาโรค และคุ้มครองผู้ลี้ภัยตามค่ายต่าง ๆ นอกจากนี้ ยังมีบันทึกของนาง ROSALYNN CARTER ภริยานาย Jimmy Carter ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ที่เดินทางมายังไทยระหว่างวันที่ 8-10 พฤศจิกายน 2522 และเยี่ยมชมศูนย์พักพิงผู้ลี้ภัยจากกัมพูชาและชื่นชมประเทศไทยที่เปิดพรมแดนให้ความช่วยเหลือผู้ลี้ภัยชาวกัมพูชาที่หนีภัยสงครามเข้ามายังศูนย์พักพิง ณ บ้านหนองจานและหนองหญ้าแก้ว จังหวัดสระแก้ว ของประเทศไทย

ต่อมาค่ายแห่งนี้ได้ถูกปิดไปเมื่อปี 2522 ภายหลังสถานการณ์คลี่คลายแล้วแต่กลุ่มบุคคลดังกล่าวมิได้ย้ายออกจากพื้นที่ แม้ว่าฝ่ายไทยได้ทำการประท้วงฝ่ายกัมพูชาหลายครั้งแล้ว ก็ตาม จึงถือเป็นกลุ่มบุคคลที่รุกล้ำเข้ามาในเขตแดนไทย และไม่เข้านิยามของการเป็นผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ (Internally Displaced People-IDPs) 

4. ฝ่ายนิติบัญญัติในฐานะตัวแทนของประชาชนควรสร้างบรรยากาศที่ดี เพื่อสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ และสนับสนุนแนวทางแก้ปัญหาตามกลไกที่มีอยู่ของทั้งสองประเทศ อีกทั้ง ไม่ควรใช้กลไกในการประชุมรัฐสภาระหว่างประเทศในการบิดเบือนข้อเท็จจริงและโจมตีประเทศไทย 

ชายแดนไทยเขมรสว.แนวหน้าออนไลน์

Leave a comment