หมอวรงค์ เบรกโครงการประกันภัยพิบัติฯ กางตัวเลขเฉลี่ยเสียหายแค่ปีละ 5.3 พันล้าน แต่เอาตัวเลข 4 หมื่นล้านมาจากไหน

3 กันยายน 2569 เวลา 13:34 น.

หมอวรงค์ เบรกโครงการประกันภัยพิบัติแห่งชาติ กางตัวเลขเฉลี่ยเสียหายแค่ปีละ 5.3 พันล้าน เอาตัวเลข 4 หมื่นล้านมาจากไหน พร้อมจับตาปม คอมมิชชั่น ย้ำภัยพิบัติหนักหรือเบา รัฐบาลหนีความรับผิดชอบไม่ได้ พร้อมเสนอตั้งกองทุนสะสมเงินดูแลประชาชนเอง

เมื่อวันที่ 3 ก.ย.2569 ที่รัฐสภา นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคไทยภักดี แถลงกรณีที่รัฐบาลโดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติให้ดำเนินโครงการประกันภัยพิบัติแห่งชาติ โดยให้มีการทำประกันภัย 30,000 ครัวเรือน เพื่อคุ้มครองบ้านเรือนที่เสียหายและเสียชีวิต โดยมีภัย 3 ประเภท คือ กรณีน้ำท่วม ลมพายุ และแผ่นดินไหว หากเกิดอุทกภัยน้ำท่วมบ้านเรือนมีปัญหาก็จะได้รับการดูแลเบื้องต้น 10,000 บาท จากนั้นจะตรวจสอบสภาพความเสียหาย โดยจ่ายไม่เกิน 100,000 บาท จ่ายจริงต่อปี ส่วนกรณีที่เกิดความเสียหายจากลมพายุ หรือแผ่นดินไหวจ่ายเบื้องต้น 5,000 บาท และหากมีความเสียหายจะจ่ายไม่เกิน 100,000 บาทต่อปีเช่นกัน โดยรัฐบาลอ้างว่าในแต่ละปีจะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 40,000 ล้านบาท

นพ.วรงค์ กล่าวต่อว่า จากที่ตนเคยศึกษาตัวเลข ค่าใช้จ่ายที่ ครม. เคยศึกษาจากมติครม.เมื่อวันที่ 21 เม.ย. 2569 โดยขณะนั้นมีแนวคิดจะตั้งกองทุนขึ้นมาเพื่อดูแลปัญหาภัยพิบัติ โดยค่าใช้จ่ายในภาพรวมตั้งแต่ปี 2546 ถึง 2569 มีค่าเฉลี่ยภัยพิบัติต่อปีประมาณ 5,300 กว่าล้านบาท ขอถามว่าที่รัฐบาลอ้างว่าค่าใช้จ่ายเรื่องภัยพิบัติปีละ 40,000 ล้านบาทนั้น เอามาจากไหน และอย่าลืมว่ารัฐบาลได้ทำประกันภัยคุ้มครองอยู่ 2 เรื่อง คือกรณีเสียชีวิตที่จ่าย 2 ล้านบาท และกรณีบ้านเรือนเสียหาย ดังนั้นรัฐบาลเอาตัวเลขนี้ขึ้นมาได้อย่างไร

“ไม่ว่าภัยพิบัติจะนำไปสู่ตัวเลขที่สร้างความเสียหายมากหรือน้อยขนาดไหน รัฐบาลปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ หรือจะอ้างว่าวันใดเกิดน้ำท่วมใหญ่ขึ้นมาแล้วบอกให้ประชาชนไปติดต่อกับบริษัทประกันภัยเอาเอง เพราะได้ทำประกันไปแล้วอย่างนั้นหรือ หากพูดแค่นี้ประชาชนก็จะถามว่าแล้วมีรัฐบาลไว้ทำไม เพราะอย่าลืมว่า 30,000 ครัวเรือนทั้งประเทศ ท่านได้มอบคุณภาพชีวิตให้กับบริษัทประกันภัยเอกชนมันเหมือนกับว่ารัฐบาลจะไม่รับภาระอะไรเลยหรือ” นพ.วรงค์ กล่าว

นพ.วรงค์ กล่าวอีกว่า หากดูตัวเลขระหว่าง 40,000 ล้านบาทที่ต้องจ่ายหรือ 5,500 ล้านบาทที่จ่ายต้องมีความแตกต่างกันมาก หากรัฐบาลจ่ายปีละ 4 หมื่นล้านบาทโดยบริษัทประกันภัยได้ปีละ 15,000 ล้านบาท เขาจะอยู่ได้อย่างไรหากเขาอยู่ไม่ได้รัฐบาลก็ต้องเข้ามาดูแล แต่หากตัวเลขเฉลี่ยอยู่ที่ 5,300 ล้านบาท บริษัทประกันภัยจะมีกำไรปีละประมาณ 10,000 ล้านบาท ขอฝากไปยังรัฐบาลให้ช่วยคิดด้วย

นพ.วรงค์ กล่าวต่อว่า ที่สำคัญรัฐบาลจะปฏิเสธความรับผิดชอบต่อภาพรวมการดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชน ไม่ว่าภัยพิบัติปีนั้นจะมีมากน้อยแค่ไหน ยิ่งหากมีความเสียหายมากเกินวงเงินที่เอกชนจะจ่ายรัฐบาลก็ปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้แต่ถ้ามีความเสียหายน้อย มันก็เป็นเงินที่ก้อนโต ตนจึงขอเสนอรัฐบาลว่าทำไมไม่จัดตั้งในรูปแบบของกองทุนดูแลภัยพิบัติประชาชน อย่างน้อยเงินปีละ 15,500 ล้านบาทส่งเข้ากองทุนทุกปี มันก็จะสะสมได้ และที่ผ่านมานานๆครั้งถึงจะมีอุทกภัยน้ำท่วมใหญ่เกิดขึ้นในประเทศ แต่ในภาพรวมแต่ละปีเกิดน้ำท่วมก็จริงแต่ไม่หนักหนาสาหัสขนาดนั้น

นอกจากนี้ หากรัฐบาลจะอ้างว่าถ้าทำประกันกับเอกชนในภาพรวมทุกอย่างจะรวดเร็ว รัฐบาลก็ควรแก้ไขกฎหมาย กฎระเบียบ เพื่อให้การเยียวยาดูแลประชาชนมีความรวดเร็วมากขึ้น

“ผมจึงอยากจะบอกกับรัฐบาลว่าการทำประกันภัยต่างๆมันมีเรื่องคอมมิชชั่น ท่านมีเรื่องคอมมิชชั่นมาปะปนเพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการจ่าย ปีละ 15,500 ล้านบาทให้กับบริษัทเอกชนหรือไม่ ดังนั้นการตั้งกองทุนน่าจะคุ้มกว่าและปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ด้วย” นพ.วรงค์ กล่าว

รัฐบาลรัฐสภาหมอวรงค์แนวหน้าออนไลน์โครงการประกันภัยพิบัติแห่งชาติ

Leave a comment