6 กันยายน 2569 เวลา 06:10 น.

หวั่นดาต้าฯเอื้อนายทุน ปชป.ถล่มยับ สร้างปัญหาให้คนกรุง ขยี้ซ้ำTH-AIบกพร่อง
พรรคประชาธิปัตย์ เตือนรัฐบาล-กทม. เตรียมรับศึก “Hyperscale Data Center” ใจกลางเมือง ซ้ำเติม 3 วิกฤต กรุงเทพฯ จี้ คุมเข้มส่งเสริมเพื่อคนไทย ไม่ใช่เอื้อนายทุน-ทุนต่างชาติ ‘การดี’ กาง3ปมร้อนขยี้ ‘TH AI Passport’ ต่อเนื่อง หลังเปิดใช้งาน 5 วัน ห่วงโมเดลฟรี ‘ล้าหลัง-โควตาน้อย’
เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2569 นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงข่าวแสดงความห่วงใยต่อทิศทางการจัดตั้งและอนุมัติศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ หรือHyperscale Data Center ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยระบุว่า แม้การพัฒนา Data Center จะเป็นเรื่องที่ดีต่อเศรษฐกิจดิจิทัล แต่ลักษณะการก่อสร้างระดับ Hyperscale หรือการสร้างอาคารทั้งตึกเพื่อเป็นศูนย์ข้อมูลใจกลางเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ นั้น แทบไม่ได้สร้างประโยชน์ใดๆ ให้แก่เมืองและประชาชน นอกเหนือไปจากกลุ่มผู้ประกอบการเพียงอย่างเดียว
นายพงศกร ชี้ให้เห็นถึงปัญหาหลัก 3 ประการที่เกิดขึ้นหากปล่อยให้เกิด Hyperscale Data Centerในพื้นที่เมืองหลวง 1.วิกฤตความร้อนและปรากฏการณ์โดมความร้อน เนื่องจากการทำงานเต็มรูปแบบของ Data Center ขนาดใหญ่มีการปล่อยความร้อนสูงมาก ขณะที่สภาพเมืองของกรุงเทพฯ มีความหนาแน่นจนเกิดสภาวะเหมือนมีโดมหรือฝาชีครอบ ความร้อนที่ปล่อยขึ้นไปจะสะท้อนกลับลงมา ทำให้ความร้อนในพื้นที่เมืองพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง
อันตรายสะสมน้ำมันสำรอง
2.อันตรายจากการสะสมน้ำมันสำรอง กล่าวคือ Data Center ขนาดใหญ่ต้องมีการสะสมน้ำมันเชื้อเพลิงปริมาณมหาศาลและรันเครื่องปั่นไฟสำรองเพื่อป้องกันไฟดับ ซึ่งการตั้งอยู่ใจกลางเมือง หรือใกล้สถานพยาบาลย่อมสร้างความเสี่ยงสูง อีกทั้งยังมีปัญหากลิ่นและสารพิษระเหยออกมาจากการรันเครื่องทดสอบระบบอย่างต่อเนื่อง
3.คนไทยและเมืองแทบไม่ได้ประโยชน์ เพราะในเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ การเข้ามาของ Data Centerไม่ได้ตอบโจทย์เรื่องการสร้างงาน การจัดเก็บภาษี หรือการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่คนไทยอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ ข้อมูลในเซิร์ฟเวอร์ส่วนใหญ่ยังเป็นของต่างชาติ แต่คนไทยกลับต้องทนรับกลิ่นน้ำมัน ความร้อน และมลพิษน้ำเสียที่แอบปล่อยลงสู่ระบบ
ซัดอย่ามุ่งแต่ความสะดวกนักลงทุน
โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวต่อว่า “Data Center ไม่ควรอยู่ในเมืองโดยเฉพาะใจกลางเมืองหลวงอย่างกรุงเทพมหานคร” การพัฒนาพื้นที่ควรมองภาพรวมรอบนอกเมืองและวางโครงสร้างพื้นฐานในจุดที่มีความพร้อม เพื่อป้องกันระบบล่มและกระจายความเจริญสู่รอบนอก
“จะพัฒนาอะไรก็แล้วแต่ อย่าเอาแค่สะดวกคนมาลงทุน เอาสะดวกชาวบ้านด้วย” นายพงศกร กล่าว พร้อมระบุว่า การขายที่ดินหรือการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เป็นสิ่งที่ดี แต่ต้องสร้างประโยชน์ให้กับคนไทยทุกกลุ่มไม่ใช่แค่นายทุนบางกลุ่มหรือคนต่างชาติที่เข้ามาทำงานโดยผิดกฎหมาย
ต่อข้อถามถึงการตั้งคณะอนุกรรมการ 4 ชุดของรัฐบาลเพื่อจัดทำแผน Data Center ภายใน1 เดือนนั้น นายพงศกร ยืนยันในหลักการเดิมว่า ไม่ว่าเทคโนโลยีจะดีเพียงใด แต่ Hyperscale DataCenter ไม่ควรตั้งอยู่ในเมือง รัฐบาลและผู้เกี่ยวข้องต้องตั้งเกณฑ์ที่เข้มงวด ยึดประโยชน์และสุขอนามัยของคนกรุงเทพฯ และคนไทยทุกคนเป็นตั้ง ไม่ใช่เลือกใช้วิธีที่ง่ายที่สุดแล้วปล่อยให้ประชาชนแบกรับผลกระทบในระยะยาว
‘การดี’ขยี้‘TH-AI Passport’
ที่พรรคประชาธิปัตย์ นางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงการติดตามโครงการ TH-AI Passport หลังเปิดใช้งานมาแล้ว 5 วัน โดยระบุว่า จากการจัดกิจกรรมทดสอบระบบร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ พบประเด็นที่น่ากังวลหลายด้าน โดยเฉพาะเรื่องประสิทธิภาพของโมเดล การบริหารจัดการข้อมูลส่วนบุคคล และความคุ้มค่าของโครงการ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า โมเดล AI ฟรีที่ให้ใช้งานบนแพลตฟอร์มยังมีประสิทธิภาพไม่เพียงพอ เมื่อเทียบกับโมเดลฟรีในตลาด และมีข้อจำกัดด้านจำนวนคำสั่งที่ใช้งานได้ต่อวัน และมองว่า หากเป้าหมายของโครงการคือการพัฒนาทักษะดิจิทัล เพิ่มผลิตภาพ และช่วยเหลือ SMEs ก็ควรแบ่งกลุ่มผู้ใช้งานให้ชัดเจนว่า นักเรียน ครู ข้าราชการ SMEs และสตาร์ทอัพ ต้องการใช้ AI เพื่ออะไร
พร้อมกันนี้ นางการดี ยังแสดงความกังวลว่า หากนำโมเดลที่ยังไม่ฉลาดเพียงพอไปให้ประชาชนใช้อย่างแพร่หลาย อาจเกิดผลตรงกันข้าม จากที่ควรช่วยเพิ่มทักษะ กลับทำให้ผู้ใช้พึ่งพาคำตอบที่ผิดหรือข้อมูลที่คลาดเคลื่อน จนเกิดสิ่งที่เรียกว่า “ทักษะถดถอย” หรือ “โง่ฉับพลัน”
บี้แจง‘ธรรมาภิบาลข้อมูล’
ส่วนอีกประเด็นสำคัญคือธรรมาภิบาลข้อมูล โดยนางการดีกล่าวว่าได้ตั้งข้อสังเกตเรื่องนี้มาตั้งแต่วันแรกที่โครงการเปิดตัว เพราะใน TOR มีการระบุถึงความสามารถในการรายงานและวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้งาน รวมถึงแนวโน้มของผู้ใช้ทั้งในระดับรายบุคคลและรายกลุ่ม พร้อมมองว่า ข้อมูลถือเป็นทรัพยากรที่มีค่าที่สุดในโลกเทคโนโลยี ขณะที่ความเป็นส่วนตัวเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง จึงต้องการให้หน่วยงานรัฐชี้แจงอย่างชัดเจนว่า ข้อมูลที่ผู้ใช้งานส่งเข้าสู่ระบบจะถูกเก็บ ใช้ วิเคราะห์ และนำไปประโยชน์อย่างไร
นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตถึงกรณีการปิดกั้นคำสั่งบางประเภท รวมถึงความเป็นไปได้ในการเชื่อมโยงข้อมูลกลับมายังตัวบุคคล จึงเรียกร้องให้รัฐสร้างความมั่นใจว่า ข้อมูลประชาชนจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อสร้างอคติ หรือเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
อยากรู้แผนพัฒนา National LLM
นางการดี ยังตั้งคำถามถึงแนวทางการพัฒนา National LLM หลังเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) เคยระบุว่า หากไม่มีโครงการ TH AI Passport จะไม่สามารถสร้างโมเดลภาษาขนาดใหญ่ของประเทศได้จึงต้องการทราบว่า รัฐมีแผนพัฒนา National LLM อย่างไร และเหตุใดรายละเอียดดังกล่าวจึงไม่ปรากฏอย่างชัดเจนใน TOR พร้อมตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมถึงความเสี่ยงเรื่อง Vendor Lock-in หลังมีผู้ลงทะเบียนใช้งานจำนวนมาก โดยไม่ได้กล่าวหาว่ามีการล็อกสเปก แต่ขอให้สังคมจับตา TOR ในอนาคตที่เกี่ยวข้องกับแพลตฟอร์ม โดยเฉพาะกรณีบริษัทผู้รับจ้างมีข้อมูลประชาชนจำนวนหลายล้านคน เพราะอาจทำให้เกิดข้อได้เปรียบในการประมูลครั้งต่อไป
รัฐต้องตอบให้ได้ประเทศไทยได้อะไร
จำนวนผู้ลงทะเบียนไม่ควรเป็นตัวชี้วัดหลักเพียงอย่างเดียว เพราะตัวเลข 5 ล้านคนเป็นเพียงตัวชี้วัดด้านการเข้าถึงหรือการตลาด แต่สิ่งที่รัฐต้องตอบให้ได้คือ ประเทศไทยได้อะไรจากโครงการนี้ และทักษะ AIของประชาชนเพิ่มขึ้นเท่าไร โดยเรียกร้องให้ สดช.กำหนดตัวชี้วัดที่จับต้องได้ เช่น อัตราการเข้าถึง AI ที่เพิ่มขึ้น หรือผลลัพธ์ด้านทักษะของประชาชนแต่ละกลุ่ม พร้อมเปิดเผยกลไกธรรมาภิบาลและจัดทำแดชบอร์ดแสดงผลความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ ประเด็นดังกล่าวเตรียมนำเข้าสู่การพิจารณาของ คณะกรรมาธิการการสื่อสาร โทรคมนาคม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 8 กันยายน 2569” นางการดี กล่าว
ขณะเสียงวิจารณ์ว่าการใช้งานจริงของประชาชนไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง ทั้งเรื่องความฉลาดของระบบและข้อมูลผิดเพี้ยน นางการดี ระบุว่า สาเหตุหนึ่งมาจากการใช้โมเดลรุ่นเก่า และเห็นว่า หากรัฐลงทุนกับระบบที่คุณภาพไม่สามารถแข่งขันกับโมเดลที่มีอยู่ในตลาดได้ ก็ต้องตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าของการใช้งบประมาณ เพราะเป็นเงินภาษีของประชาชน
ข้องใจคุณภาพ-มาตรฐานของระบบ
ส่วนกรณีที่นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ระบุว่า ผู้ใช้อาจนำAI ไปใช้งานผิดประเภท นางการดีกล่าวว่า จากการทดลองสร้างบัญชีใหม่และใช้คำสั่งเดียวกับบัญชีเดิม กลับพบว่าคำตอบมีความแตกต่างกันมาก จึงยังมีข้อสงสัยเรื่องคุณภาพและมาตรฐานของระบบ ขณะที่หลักสูตรออนไลน์ภายในแพลตฟอร์มว่า แม้จะมีเนื้อหาหลากหลาย แต่ควรระมัดระวังเรื่องคุณภาพ และมาตรฐานของระบบ ขณะที่หลักสูตรออนไลน์ภายในแพลตฟอร์ม ว่า แม้จะมีเนื้อหาหลากหลาย แต่ควรระมัดระวังเรื่องคุณภาพ เพราะบางส่วนมีลักษณะคล้ายคลิปประชาสัมพันธ์หรือ“อวยโครงการ”มากกว่าการสอนทักษะAI ระดับสูง โดยได้ทดลองเรียนประมาณ 3-4 คลิปแล้วพบว่า เนื้อหาหลายส่วนสามารถหาได้ทั่วไป และยังไม่เห็นความพยายามในการนำเสนอทักษะ AI ระดับ Advanced ที่จะช่วยยกระดับศักยภาพผู้ใช้งานอย่างแท้จริง
‘ชัยวุฒิ’ระบุเป็นพื้นฐานศก.ดิจิทัล
ทางด้าน นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ ในฐานะอดีตรมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ให้สัมภาษณ์กรณีที่นักการเมืองบางกลุ่มสร้างคอนเทนต์โจมตีโครงการ ดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) ว่า ดาต้าเซ็นเตอร์คือโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทย เพื่อสร้างงาน สร้างรายได้ และรองรับเทคโนโลยีสมัยใหม่ ซึ่งในอดีตข้อมูลของไทยมักถูกเก็บไว้ในต่างประเทศ ขาดทั้งประสิทธิภาพและความปลอดภัยในสมัยรัฐบาลที่ผ่านมา ตนได้พยายามผลักดันและดึงดูดการลงทุนจากบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลก อาทิ Microsoft, Apple, AWS (Amazon) และ
Alibaba ให้เข้ามาสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ในเมืองไทย เพื่อวางรากฐานด้านข้อมูลให้ครอบคลุมทั้งภาครัฐและเอกชน
“ดาต้าเซ็นเตอร์ เป็นเรื่องสำคัญ เป็นสิ่งที่ต้องมีในประเทศไทย เพราะวันนี้เศรษฐกิจดิจิทัลที่จะเติบโต จะขยายเพื่อสร้างงานสร้างรายได้ให้ประชาชน ต้องมีโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ คือดาต้าเซ็นเตอร์ด้านเก็บข้อมูล สมัยก่อนเก็บข้อมูลในต่างประเทศ อาจไม่ปลอดภัย ไม่มีประสิทธิภาพ ตอนรัฐบาลลุงตู่ ที่ผมเป็นรัฐมนตรีอยู่ พยายามส่งเสริมให้มาสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ในเมืองไทย เพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญในการสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลในประเทศ ซึ่งทำมาอย่างดีโดยตลอด” หัวหน้าพรรครักชาติ กล่าว
ไม่เห็นด้วยนักการเมืองปั่นดราม่า
นายชัยวุฒิ กล่าวว่า ตนไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งที่นักการเมืองบางคน นำเรื่องนี้ไปสร้างเป็นคอนเทนต์ดราม่า จนทำให้ภาพลักษณ์ของดาต้าเซ็นเตอร์ดูเป็นเรื่องไม่ดี โดยเฉพาะการหยิบยกประเด็นผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากการใช้เครื่องปั่นไฟและน้ำมันดีเซลสำรองในกรณีฉุกเฉินหรือไฟดับ ซึ่งกรณีดังกล่าวเป็นคนละเรื่องกับดาต้าเซ็นเตอร์ การกำกับดูแลด้านสิ่งแวดล้อมมีหน่วยงานอย่างกระทรวงพลังงาน และสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ดูแลตามกฎหมายอย่างเข้มงวดอยู่แล้ว อย่าเอามาปนกัน การออกข่าวว่าจะชะลอการก่อสร้างถือเป็นการสร้างปัญหาให้ผู้ประกอบการ หากนักลงทุนเปลี่ยนใจหนีไปประเทศอื่น ประเทศไทยจะลำบาก รวมถึงความจำเป็นด้านความมั่นคงและประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ
ชี้ถ้าไม่มี‘ดาต้าเซ็นเตอร์’ศก.พัง
“ข้อมูลบางอย่างเป็นข้อมูลลับและความมั่นคงที่ต้องเก็บไว้ในประเทศเพื่อให้สามารถประมวลผลได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ระบบคลาวด์ (Cloud) ที่เกิดจากดาต้าเซ็นเตอร์ ยังเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับบริการภาครัฐ เช่น ระบบคลาวด์กลางด้านสาธารณสุข ที่เชื่อมโยงข้อมูลประวัติการรักษา ทำให้ประชาชน
สามารถเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลใดก็ได้โดยไม่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ วันนี้เราใช้ข้อมูล ใช้ AI มีการคำนวณต่างๆมากมาย ถ้าไม่มีดาต้าเซ็นเตอร์ เศรษฐกิจพังเลยครับ การแข่งขันในด้านต่างๆ ดาต้าคือสิ่งสำคัญที่สุด เราจึงต้องช่วยกันสร้างสิ่งเหล่านี้ให้เกิดขึ้นในประเทศไทย”นายชัยวุฒิ กล่าว
การดีกาง3ปมร้อน, ขยี้ซ้ำTH-AIบกพร่อง, ดาต้าเซ็นเตอร์, ประชาธิปัตย์ถล่มยับ, สร้างปัญหาให้คนกรุง, หวั่นเอื้อนายทุน