7 กันยายน 2569 เวลา 07:59 น.

7 กันยายน 2569 วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเกี่ยวกับกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำลังพิจารณาสำนวนคดีการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โดยมีกำหนดนัดลงมติครั้งสำคัญในวันที่ 14 กันยายน 2569 โดยมีข้อความทั้งหมดว่า “การวินิจฉัยของ กกต. ในคดี “ฮั้ว สว.”: ความเป็นกลางที่ต้องมีทั้งในใจและในสายตาสังคม
กรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำลังพิจารณาสำนวนคดีเกี่ยวกับการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) และมีกำหนดนัดลงมติครั้งสำคัญในวันที่ 14 กันยายน 2569 ถือเป็นหมุดหมายที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อทั้งตัวผู้ถูกกล่าวหา สมาชิกวุฒิสภา และความน่าเชื่อถือของกระบวนการนิติรัฐในประเทศไทย
คำถามสำคัญทางกฎหมายในชั้นนี้ ไม่ใช่เพียงแค่ “ใครผิดหรือใครถูก?” แต่คือ “กกต. ใช้มาตรฐานและดุลพินิจอย่างไรในการพิจารณาพยานหลักฐาน เพื่อส่งเรื่องให้ศาลฎีกา และกระบวนการดังกล่าวดำเนินไปโดยสุจริต เที่ยงธรรม กล้าหาญ และปราศจากอคติทั้งปวงเพียงใด?”

1.มาตรา 62 ให้อำนาจ กกต. “ส่งศาล” มิใช่ให้อำนาจ “ชี้ขาดความผิด”
ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 62 บัญญัติไว้ชัดเจนว่า เมื่อมี “หลักฐานอันควรเชื่อได้” ว่าผู้สมัครหรือผู้ใดกระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือก หรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น ให้ กกต. ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อขอให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือสิทธิเลือกตั้ง
• กกต. เป็นเพียงผู้กลั่นกรองคดี (Prima Facie Case) : มาตรา 62 ไม่ได้ตั้ง กกต. ให้ทำหน้าที่พิพากษาชี้ขาดคดี แต่กำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำของพยานหลักฐานว่ามีน้ำหนักเพียงพอที่จะนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของศาลหรือไม่
• อำนาจชี้ขาดขั้นสุดท้ายอยู่ที่ศาลฎีกา : การตัดสินว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิดจริงหรือไม่ ยังคงเป็นอำนาจของศาลฎีกาตามกระบวนการยุติธรรม
2. ข้อยกเว้นทางปกครอง ไม่ใช่ใบอนุญาตให้ใช้อำนาจโดยปราศจากความเป็นกลาง
แม้ พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 4 (2) จะยกเว้นไม่ให้นำกฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองมาใช้บังคับแก่ “องค์กรที่ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะ” ซึ่งรวมถึง กกต. ด้วยก็ตาม แต่ข้อยกเว้นนี้ ไม่ใช่อภิสิทธิ์ที่ทำให้ กกต. พ้นจากการปฏิบัติตามหลักความเป็นกลาง
• รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 215 วรรคสอง : กำหนดชัดเจนว่า การปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรอิสระต้องเป็นไปโดย สุจริต เที่ยงธรรม กล้าหาญ และปราศจากอคติทั้งปวง
• พ.ร.ป. กกต. พ.ศ. 2560 มาตรา 21 : วางหลักการในลักษณะเดียวกัน ยืนยันว่า กกต. ต้องใช้อำนาจบนฐานของความสุจริต เที่ยงธรรม กล้าหาญ และปราศจากอคติทั้งปวงในการใช้ดุลพินิจอย่างเคร่งครัด และปฏิบัติตนให้ถูกต้องตามมาตรฐานทางจริยธรรม
3. ความเป็นกลางใน 2 มิติ: ไม่ใช่เพียง “กรรมการบอกว่าตนเป็นกลาง”
การทดสอบความเป็นกลางของผู้ใช้อำนาจรัฐในทางนิติศาสตร์ แบ่งออกเป็น 2 มิติสำคัญ:
• ความเป็นกลางในเชิงอัตวิสัย (Subjective Impartiality) : ผู้ใช้อำนาจต้องไม่มีอคติ หรือส่วนได้เสียในจิตใจ อย่างไรก็ดี สภาพจิตใจภายในเป็นสิ่งที่ตรวจสอบได้ยากเพียงคำยืนยันของผู้ใช้อำนาจ
• ความเป็นกลางในเชิงภาววิสัย (Objective Impartiality) : โครงสร้าง กระบวนการไต่สวน และพฤติการณ์แวดล้อมเชิงประจักษ์ ต้องไม่มีลักษณะที่ทำให้บุคคลทั่วไปที่มีเหตุผลเกิดข้อสงสัยตามสมควรต่อความเป็นกลาง
สุภาษิตทางกฎหมาย: “ความยุติธรรมไม่เพียงแต่ต้องเกิดขึ้นจริง แต่ต้องแสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดว่าได้เกิดขึ้นจริงด้วย”
(“Justice must not only be done, but must also be seen to be done”)
4. การใช้ดุลพินิจต่อบุคคลจำนวนมาก (229 ราย) ต้องตั้งบนฐาน “ความรับผิดรายบุคคล”
ในคดีที่มีการกล่าวหาว่ามี “ขบวนการฮั้ว” ครอบคลุมบุคคลจำนวนมาก โดยมีรายงานข่าวถึง สว. 138 ราย และบุคคลอื่นอีก 91 ราย รวมเป็น 229 ราย นั้น ผลกระทบทางกฎหมายย่อมสูงมาก เพราะเมื่อศาลฎีการับคำร้อง ผู้ถูกกล่าวหาที่เป็น สว. อาจต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที
ดังนั้น กกต. จำเป็นต้องหลีกเลี่ยงการเหมารวม (Guilt by Association) และสามารถตอบคำถามเป็น รายบุคคล (Individualized Evidentiary Standard) ซึ่งพิสูจน์ผ่านโพย บัตรลงคะแนน หรือคะแนนที่แต่ละคนได้รับ ให้ได้ว่า:
• บุคคลนั้นกระทำการอะไร และเกี่ยวข้องกับการเลือกอย่างไร?
• หากกล่าวหาว่า “รู้เห็น” มีพยานหลักฐานใดเชื่อมโยงอย่างชัดเจน?
• เหตุใดหลักฐานจึงสมบูรณ์จนถึงระดับ “หลักฐานอันควรเชื่อได้” ตามมาตรา 62?
5. วันที่ 14 กันยายน 2569 กับการคุ้มครองความน่าเชื่อถือของระบบรัฐธรรมนูญ
การประชุม กกต. ในวันที่ 14 กันยายน 2569 จึงไม่ควรถือเป็นเพียงแค่คำถามว่าจะ “ส่งหรือไม่ส่ง 229 ราย” แต่คือการพิสูจน์มาตรฐานกระบวนการยุติธรรมทางรัฐธรรมนูญ
หาก กกต. มีมติยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา การยื่นคำร้องนั้นก็ควรตั้งอยู่บนเหตุผลและพยานหลักฐานที่สามารถอธิบายได้ว่า เหตุใดแต่ละบุคคลจึงเข้าเกณฑ์มาตรา 62
ในทางกลับกัน หาก กกต. เห็นว่าบุคคลใดไม่มีหลักฐานถึงระดับดังกล่าว ก็ควรสามารถอธิบายได้เช่นเดียวกันว่า เหตุใดหลักฐานจึงยังไม่เพียงพอ
ทั้งสองทางล้วนเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย
กกต. ไม่ได้มีภารกิจเพียงแค่ทำเรื่องให้เสร็จสิ้นตามข้อกฎหมาย แต่ต้องใช้อำนาจบนฐานของ พยานหลักฐานที่เป็นรูปธรรม ปราศจากแรงกดดันทางการเมืองหรือกระแสสังคม เพราะในคดีที่มีผลกระทบต่อสิทธิทางการเมืองของประชาชน ความชอบธรรมมิได้เกิดจาก “ผลลัพธ์” เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก “ความโปร่งใสและเป็นกลางของกระบวนการ” ที่นำไปสู่ผลลัพธ์นั้นอย่างแท้จริง
วัส ติงสมิตร
นักวิชาการอิสระ
7/9/69
#กฎหมายไทย #กกต #ฮั้วสว #เลือกสว67 #วุฒิสภา #รัฐธรรมนูญ2560 #หลักนิติธรรม #ศาลฎีกา #กระบวนการยุติธรรม #JusticeMustBeSeenToBeDone #วัสติงสมิตรการ

หลังจากที่โพสต์ของ วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ เผยแพร่ลงมาบนโลกโซเชียลได้ไม่นาน ทำเอาชาวเน็ตต่างก็เข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกัน เช่น
“ขอบคุณครับอาจารย์/และขออนุญาตแชร์”
“#ความเป็นกลางที่ต้องมีทั้นในใจและต่อสายตาของสังค ชอบมากครับกับแนวคิดนี้..และหากจะยึดถือเป็นพันธกิจร่วมกัน ในทุกองค์กรรัฐ จะดีหรือเปล่าครับอาจารย์ หรือว่าผมคิดมากไป”
“ทุกสายตามองกกต.อยู่ ประเทศและหลักการหรือพรรคพวก ไตร่ตรองเอา”
“ดูก็ทราบว่า กกต. ไม่อิสระ รับใช้นักการเมือง รัฐบาลฯ ชุดปัจจุบัน เพราะการดำเนินคดี นี้ไม่ปกติ ยาวนาน และไม่ควรไว้วางใจอย่างยิ่ง”




ขอขอบคุณข้อมูลและภามพจาก เฟซบุ๊ก วัส ติงสมิตร