7 กันยายน 2569 เวลา 06:06 น.

พรรคปชน.โหมปั่นคดีฮั้วสว.ต่อเนื่อง ชำแหละ 4 ปมพิรุธคณะอนุวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 ชี้ที่มาความจำเป็นการตั้งไม่ชัดเจนสอดรับธงการเมืองหรือไม่ แฉลึกเครือข่ายโยงใยกับผู้ถูกกล่าวหา ชวนจับตากกต. ชี้ชะตา 14 กันยาฯนี้ถ้ายกฟ้องหมดเจอเล่นงานทางกฎหมายแน่ ด้าน‘ไอติม’น้อมรับผิดครบรอบ 1 ปีโหวต“อนุทิน”ขอใช้เวลา 3 ปีที่เหลือแก้ไขขานชื่อ3วิฯ โวลั่นเตรียมถก 6 พรรคฝ่ายค้านเปิดซักฟอก‘อนุทิน-ไชยชนก’
เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2569 ที่พรรคประชาชนจัดการแถลงข่าว“แสวงหาความจริง: กกต. และ DSI องค์กรของใคร?” นำโดย นายพริษฐ์วัชรสินธุนายชยพล สท้อนดีนางสาวพนิดา มงคลสวัสดิ์ และ นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.พรรคประชาชน พร้อมเชิญนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มาร่วมวิเคราะห์การทำงานของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้งคณะที่ 36 ก่อนที่ กกต. ชุดใหญ่จะพิจารณาว่าจะสั่งฟ้องคดีโกง สว. หรือไม่ในวันที่ 14 กันยายนนี้
‘สมชัย’จัดหนักชำแหละอนุฯที่36
นายสมชัย ระบุว่า ต้องแยกบทบาทระหว่างคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง คณะที่ 26 (“คณะฯ ที่ 26”) ออกจากคณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ คณะที่ 36 (“อนุฯ ที่ 36”) โดยคณะฯ ที่ 26 เป็นคณะพิเศษที่มีเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เข้ามาร่วม ทำให้สามารถตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกทั้งเส้นทางการเงินและการติดต่อสื่อสารได้ ก่อนมีความเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหา 229 รายมีมูลควรส่งฟ้อง
ส่วนการตั้งอนุฯที่ 36นั้นในทางกฎหมาย กกต. มีอำนาจตั้งได้ แต่น่าตั้งคำถามต่อเหตุผลและความชอบธรรม เพราะเดิมมีคณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ อยู่แล้ว 35 คณะ ซึ่งใช้ระบบเรียงลำดับรับคดี ขณะที่เหตุผลว่าต้องตั้งอนุฯ ที่ 36 เพื่อลดภาระงานและนำผู้เชี่ยวชาญมาพิจารณาคดี ก็ยังต้องตรวจสอบว่ากรรมการทั้ง 7 คนมีคุณสมบัติสอดคล้องกับเหตุผลดังกล่าวจริงหรือไม่
ตั้งคำถามจับพิรุธพิจารณาคดีฮั้วสว.
นายสมชัย กล่าวต่อไปว่า จากบันทึกการประชุมที่ได้รับมา อนุฯ ที่ 36 ประชุมโดยทั่วไปคือวันอังคารและพฤหัสบดี ครั้งละประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง รวมแล้วอาจอยู่ที่ประมาณ 20-30 ครั้ง แต่สิ่งที่น่าตั้งคำถามคือรูปแบบการประชุม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการรับฟังทีมเลขานุการสรุปสำนวนของคณะฯ ที่ 26 โดยเฉพาะช่วงหลังที่แทบไม่ปรากฏการซักถามจากอนุกรรมการ ขณะที่ผู้สอบสวนจากคณะฯ ที่ 26 ไม่เคยถูกเรียกมาชี้แจง และเอกสารหลักฐานชั้นต้นจำนวนหลายหมื่นหน้าก็ไม่ได้ถูกนำมาพิจารณาโดยตรง
“ผมไม่ใช่คนเดียวที่ได้รับเอกสารของอนุกรรมการชุดที่ 36 และขอรอดูการวินิจฉัยของ กกต. วันที่ 14 กันยายนว่า จะชอบธรรมและตรงไปตรงมาหรือไม่ หากเป็นเช่นนั้น เอกสารคงไม่ถูกนำมาเปิดเผยอีก แต่หากวินิจฉัยไม่ตรงไปตรงมา เอกสารที่มีซึ่งระบุถึงผู้ที่อาจกระทำผิดและความเชื่อมโยงไปยังฝ่ายการเมือง สส. และกรรมการบริหารพรรค ตนเชื่อว่าเรื่องนี้จะยาว”นายสมชัย กล่าว
ชี้ตีกรอบวินิจฉัยตัดตอนการเมือง
นอกจากนี้ ตนยังมีข้อสังเกตถึงการตีกรอบกฎหมายในช่วงต้นของการพิจารณา โดยเฉพาะประเด็นความเชื่อมโยงระหว่างผู้สมัคร สว. กับฝ่ายการเมือง เช่น การตีความเรื่อง “การยินยอมรับความช่วยเหลือ” และเจตนาที่จะได้รับเลือกเป็น สว. ซึ่งหากตีความแคบเกินไปอาจทำให้ความเชื่อมโยงกับฝ่ายการเมืองถูกตัดออกจากคดี
7กกต.ต้องรับผิดชอบคำวินิจฉัย
นายสมชัย ยังกล่าวต่อไปว่า หากภายหลังมีข้อพิพาททางกฎหมาย ควรขออำนาจศาลตรวจสอบรายงานการประชุมครั้งสุดท้ายของอนุฯ ที่ 36 และความเห็นส่วนบุคคลของอนุกรรมการแต่ละคน เพื่อดูว่ามติยกคำร้องตั้งอยู่บนกรอบการตีความกฎหมายอย่างไร ทั้งนี้สุดท้าย กกต. ทั้ง 7 คนต้องรับผิดชอบต่อคำวินิจฉัยของตนเอง
ไอติมถล่มซ้ำซัดคณะอนุฯที่36
ในส่วนของนายพริษฐ์ ระบุว่า พรรคประชาชนพยายามขอข้อมูลการทำงานของอนุฯ ที่ 36 ผ่านกลไกคณะอนุกรรมาธิการฯ ของสภาผู้แทนราษฎรมาตั้งแต่เดือนมิถุนายน ทั้งรายชื่อผู้เสนออนุกรรมการแต่ละคน จำนวนครั้งการประชุม และข้อมูลที่นำมาพิจารณา แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่ได้รับข้อมูลครบถ้วน และประธานอนุฯ ที่ 36 ก็ไม่ได้มาชี้แจงต่ออนุกรรมาธิการฯ ตามคำเชิญ
นายพริษฐ์กล่าวด้วยว่า ก่อนถึง กกต. ชุดใหญ่ คดีนี้ผ่านความเห็นมาแล้ว 3 ชั้น ได้แก่ คณะฯ ที่ 26 ที่เห็นควรสั่งฟ้อง 229 คน, ชั้นรองเลขาธิการ กกต. ซึ่งจากข้อมูลที่ปรากฏเห็นควรสั่งฟ้องอย่างน้อย 140 คน และอนุฯ ที่ 36 ที่กลับมีความเห็นไม่สั่งฟ้องแม้แต่คนเดียว พรรคประชาชน
ชี้4ข้อพิรุธ-ที่มาการตั้งไม่ชัดเจน
“จึงขอตั้ง 4 ข้อพิรุธต่อคณะอนุฯที่ 36ได้แก่1.ที่มาและเหตุผลความจำเป็นในการตั้งคณะอนุกรรมการพิเศษ ซึ่งยังไม่มีคำอธิบายชัดเจน 2. กระบวนการทำงาน ซึ่งยังมีคำถามว่าละเอียดรอบคอบเพียงพอหรือไม่ เมื่อเทียบกับคณะฯ ที่ 26 3. แนวทางการวินิจฉัย ซึ่งพรรคตั้งข้อสังเกตว่าอาจสอดรับกับธงทางการเมือง ทั้งการตั้งมาตรฐานพิสูจน์หลักฐานเสมือนเป็นศาล การตีกรอบไม่ให้สาวถึงนักการเมือง และการแยกพิจารณาหลักฐานแต่ละพื้นที่ออกจากกันจนไม่เห็นภาพของขบวนการและ 4. ผลลัพธ์ ซึ่งยกคำร้องผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด 229 คน”นายพริษฐ์ กล่าว
นายพริษฐ์ยังกล่าวด้วยว่า จากหลักฐานเส้นทางการโอนเงินให้ผู้สมัคร สว. ก่อนวันเลือก และหลักฐานที่นครพนม ทั้งคลิปเสียง การจัดตั้ง ค่าตอบแทน ตั๋วเครื่องบิน ที่พัก และการทำโพล เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับคดีเกี่ยวกับการเลือก สว. ก่อนหน้านี้ที่ กกต. เคยส่งศาลจากหลักฐานเพียงข้อความไลน์ไม่กี่ข้อความ ทำให้ต้องตั้งคำถามว่าเหตุใดหลักฐานในคดีนี้จึงไม่เพียงพอแม้แต่จะส่งให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัย
ถ้ายกฟ้องหมดถือว่าค้านหลักฐาน
“ดังนั้น สรุปได้ว่า 4 ข้อพิรุธที่เรามีต่อชุดที่ 36 คือเรื่องของที่มาที่ขาดคำอธิบายที่ชัดเจนเพียงพอว่าเหตุใดจึงตั้งขึ้นมา แล้วก็กระบวนการทำงาน ซึ่งเท่าที่เห็นยังไม่เห็นความละเอียดรอบคอบเท่าที่ควรเมื่อเทียบกับคณะชุดที่26 นอกจากนี้ การวินิจฉัยในบางประการที่จะไปสอดรับโดยบังเอิญกับธงทางการเมือง เช่น การปกป้องนักการเมือง การพยายามปฏิบัติตนเป็นศาลเสียเอง หรือการปฏิเสธความเป็นขบวนการของผู้ถูกกล่าวหาในครั้งนี้และสุดท้ายคือผลลัพธ์ของชุดที่ 36 ที่บอกว่า ไม่มีใครมีความผิดแม้แต่คนเดียว ดูจะค้านกับหลักฐานที่ปรากฏต่อ สาธารณะ”นายพริษฐ์ กล่าวย้ำ
อ้างเครือข่ายเชื่อมโยงผู้ถูกกล่าวหา
ขณะที่นายชยพล ได้นำเสนอข้อมูลความเชื่อมโยงของบุคลากรจากอนุฯ ที่ 36 จำนวน 5 คน ที่ลงมติยกคำร้อง ทั้งหมดต่างมีความเชื่อมโยงผ่านหลักสูตรพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูง (พตส.) ของ กกต. และหลักสูตรหลักนิติธรรมเพื่อประชาธิปไตย (นธป.) ของสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีทั้งบุคคลในแวดวง กกต. และบุคคลทางการเมืองเข้าร่วม
อย่างไรก็ตาม การเข้าอบรมหลักสูตรเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่ามีการกระทำผิด แต่สิ่งที่ต้องตรวจสอบคือเครือข่ายความสัมพันธ์ดังกล่าวมีผลต่อความเป็นกลางของผู้มีอำนาจวินิจฉัยคดีหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อผู้ที่อยู่ในอนุฯ ที่ 36 มีหน้าที่ตัดสินคดีที่เกี่ยวข้องกับบุคคลในเครือข่ายเดียวกัน นอกจากนี้ ยังมีข้อสังเกตถึงความเชื่อมโยงทางธุรกิจกับบริษัทที่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคลซึ่งปรากฏอยู่ในสำนวน ซึ่งอาจเข้าข่ายผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่
จี้กกต.สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่
นายชยพล กล่าวต่อไปว่า ตนจึงขอเรียกร้องให้ กกต. พิจารณาตามระเบียบ ที่ให้อำนาจสั่งอนุกรรมการหยุดปฏิบัติหน้าที่หรือพ้นจากตำแหน่ง หากปรากฏหลักฐานหรือเหตุอันควรสงสัยเรื่องความไม่เป็นกลางทางการเมือง ความไม่สุจริตเที่ยงธรรม หรือพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม
คาใจดีเอสไอส่งสำนวนแค่8ราย
ในส่วนของ น.ส.พนิดา ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับคดีพิเศษที่ 24/2568 (คดีโกง สว.) ของ DSI ในฐานความผิดอั้งยี่และฟอกเงิน โดยระบุว่า DSI ตั้งคณะพนักงานสอบสวน 41 คน โดยมี พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดี DSI เป็นหัวหน้าคณะ สอบพยานกว่า 700 ปาก และรวบรวมทั้งข้อมูลทางการเงิน การติดต่อสื่อสาร ภาพถ่าย และข้อมูลทางเทคนิค โดยหลังจากที่ DSI ส่งสำนวนผู้ต้องหาเพียงแค่ “8 ราย” ให้อัยการ อัยการได้ส่งสำนวนกลับมาให้สอบสวนเพิ่มเติม โดยระบุว่าข้อเท็จจริงมีผู้เกี่ยวข้องกว่า 1,200 คน แบ่งเป็น 7 กลุ่ม และมีลักษณะเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย ไม่ควรแยกดำเนินคดีเฉพาะผู้ต้องหา 8 ราย
จับตาโยกย้ายมีผลต่อคดีฮั้วสว.
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าตั้งข้อสังเกตคือความเคลื่อนไหวด้านบุคลากรในกระทรวงยุติธรรม หลังจากนายปิยะศิริวัฒนวรางกูร เข้ารับตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรม ทั้งการตั้งสอบวินัย พ.ต.ต.ณฐพล ดิษยธรรม และการโยกย้าย เอกรินทร์ ดอนดง กับ กิตติพงศ์ เดชาพิวัฒน์ โดยเอกรินทร์เป็นทั้งพนักงานสอบสวน DSI ในคดีพิเศษที่ 24/2568 และหนึ่งในเจ้าหน้าที่ DSI ที่ร่วมคณะฯ ที่ 26 ของ กกต. ด้วย
น.ส.พนิดา กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ยังมีกระแสข่าวถึงการโยกย้าย พ.ต.ท.อนุรักษ์ โรจนนิรันดร์กิจ รองอธิบดี DSI ซึ่งเป็นทั้งคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษและคณะไต่สวนฯ ชุดที่ 26 รวมถึง พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดี DSI ขณะที่ ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล อธิบดีกรมคุมประพฤติ ซึ่งเป็นหนึ่งในอนุฯ ที่ 36 มีชื่อในกระแสข่าวว่าจะถูกโยกมาดำรงตำแหน่งอธิบดี DSI ด้วย
“แม้การโยกย้ายข้าราชการเป็นอำนาจฝ่ายบริหาร แต่คำถามคือทำไมต้องเป็นตอนนี้ ก่อนวันที่ 14 กันยายน ซึ่ง กกต. มีกำหนดพิจารณาคดี และหากมีการโยกย้ายจริงจะกระทบต่อทิศทางคดี DSI หรือการเบิกความในศาลของผู้ที่ทำสำนวนมาตั้งแต่ต้นหรือไม่”น.ส.พนิดากล่าว
ขู่ถ้ายกคำร้อง14ก.ย.โดนเล่นแน่
ด้านนายภัณฑิล ได้ตั้งคำถามต่อองค์ประกอบของคณะกรรมการ กกต. ชุดใหญ่ ซึ่งผู้ดำรงตำแหน่ง กกต.ต้องรักษาความเป็นกลางทางการเมือง ตนขอฝากถึง กกต.ก่อนการลงมติวันที่ 14 กันยายนว่าการพิจารณาคดีต้องเป็นไปอย่างตรงไปตรงมา และอย่าซื้อเวลาอีกพรรคประชาชนยืนยันว่าจะจับตาการพิจารณาของ กกต. ในวันที่ 14 กันยายนอย่างใกล้ชิด โดยก่อนหน้านี้พรรคระบุไว้แล้วว่าหากมีการยกคำร้องทั้งที่มีหลักฐานชัดเจน ก็จะสงวนสิทธิดำเนินการทางกฎหมายต่อผู้ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบต่อไป
จับตาสภาฯถกงบฯปี70วาระ2-3
ขณะเดียวกันผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า ในวันที่7-9ก.ย.นี้ จะมีการประชุมสภาผู้แทน ราษฎร เป็นพิเศษ เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 เงิน 3.78 ล้านล้านบาท วาระ2-3 ตามที่คณะกรรมาธิการวิสามัญฯพิจารณาเสร็จแล้ว มี 41มาตรา โดย กมธ.พิจารณาตัดลดงบประมาณจากวาระแรกลง 11,162ล้านบาท นำไปจัดสรรให้ส่วนราชการตามที่ครม. เสนอตามความเหมาะสมและจำเป็น 10,891ล้านบาท และจัดสรรให้หน่วยงานของรัฐ รัฐสภา ศาล องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญและองค์กรอัยการ 271 ล้านบาท
ทั้งนี้ งบประมาณที่ตัดลดลง11,162ล้านบาทนั้น ส่วนหนึ่งถูกนำไปจัดสรรเพิ่มให้งบกลาง จำนวน 6,044ล้านบาท เพื่อนำไปอยู่ในรายการเงินสำรองจ่าย เพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น นำไปใช้จ่าย กรณีการป้องกันหรือแก้ไขสถานการณ์อันกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน ความมั่นคงของรัฐ การเยียวยาหรือบรรเทาความเสียหายจากภัยพิบัติสาธารณะร้ายแรงและภารกิจจำเป็นเร่งด่วนของรัฐที่อาจเกิดขึ้นโดยมิได้คาดหมาย และไม่สามารถปรับแผนดำเนินการจากงบรายจ่ายประจำปีของส่วนราชการ ทำให้งบกลาง มีงบประมาณเพิ่มขึ้นเป็น 699,924,956,400บาท จากเดิม 693,880,000,000บาท
หั่นทิ้งงบค่าโง่คลองด่าน3พันล้าน
ส่วนกระทรวงที่ถูกตัดลดงบประมาณ 5สูงสุด 5อันดับแรกคือ 1.กระทรวงทรัพยากรธรรชาติและสิ่งแวดล้อม ได้รับงบ 14,375,820,000บาท จากเดิม 17,505,388,300ล้านบาท ลดลง3,129.5ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นของกรมควบคุมมลพิษ 3,000ล้านบาท ที่เสนอของบเพื่อนำไปชำระค่าเสียหายและดอกเบี้ยตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด กรณีคลองด่าน แต่กมธ.ลงมติตัดทิ้งทั้งหมด 2.กระทรวงกลาโหม ได้รับงบ 90,728, 227,800บาท จากเดิม 91,957,182,500ล้านบาท ลดลง 1,228ล้านบาท 3.กระทรวงมหาดไทย ได้รับงบ 226,929, 855,500บาท จากเดิม 227,842,668,000บาท ลดลง 912.8ล้านบาท 4.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับงบ 166,014, 611,700บาท จากเดิม 166,641,605,800บาท ลดลง626.9ล้านบาท 4.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับงบ 53,050,306,600บาท จากเดิม 53,732,557,700บาท ลดลง682.2ล้านบาท 5.กระทรวงคมนาคม ได้รับงบ 166,014,611,700บาท จากเดิม166,641, 605,800บาท ลดลง626.2ล้านบาท
รุมขอตัดงบฯฟื้นฟูเศรษฐกิจ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในส่วนมาตรา 6งบกลาง มีกมธ.และสส.เข้าชื่อขออภิปรายแสดงความเห็นจำนวนมาก โดยเฉพาะการขอตัดงบโครงการค่าใช้จ่ายเพื่อแก้ไขปัญหา ฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมและรองรับผลกระทบจากวิกฤติความผันผวนของราคาพลังงาน วงเงิน 12,000ล้านบาท อาทิ นายอภิสิทธ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และน.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ที่เตรียมอภิปรายตัดงบกลาง รายการดังกล่าว โดยมองว่า มีความซ้ำซ้อนกับงบเงินกู้ 2แสนล้านบาท ที่มีวัตถุประสงค์นำมาใช้ในการปรับเปลี่ยนพลังงานอยู่แล้ว
ปธ.วิปรัฐบาลมั่นใจวาระ2-3ฉลุย
นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล ) กล่าวเบื้องต้นจากการหารือกับวิปฝ่ายค้านแล้วจะใช้กรอบการพิจารณาเป็นจำนวนมาตราแทนการกำหนดเวลา โดยวันที่ 7 ก.ย.จะพิจารณาตั้งแต่มาตราแรกถึงมาตรา 15 งบกระทรวงคมนาคม วันที่ 8 ก.ย. ตั้งแต่ มาตรา 16 งบกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จนถึงมาตรา 26 งบกระทรวงอุตสาหกรม และวันที่ 9 ก.ย.พิจารณาตั้งแต่ มาตรา 27 งบของส่วนราชการไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง หรือทบวง และหน่วยงานภายใต้การควบคุมดูแลของนายกรัฐมนตรี จนถึงมาตราสุดท้าย ส่วนการลงมติในวาระสามนั้น คาดว่าจะอยู่ในช่วงเวลาประมาณ 19.00 – 20.00 น.
“ผมเชื่อการบริหารจัดการเวลาการประชุมนั้นจะไม่มีปัญหา และเป็นไปตามกรอบเวลา ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาภายใต้งบประมาณที่กมธ.เสนอ โดยผู้ที่สงวนความเห็นและเสนอคำแปรญัตติมีสิทธิที่จะอภิปรายตามประเด็นได้ จึงไม่สามารถใช้กรอบระยะเวลาเป็นตัวกำหนด อีกทั้งการพิจารณางบประมาณเป็นเรื่องที่ สส.ต้องซักถามกับ กมธ.ที่มีทั้ง สส.ฝ่ายค้าน และ สส.ฝ่ายรัฐบาล ดังนั้นจึงไม่กังวลว่าจะมีเหตุปั่นป่วนในสภาฯเหมือนสัปดาห์ที่ผ่านมา” นายกรวีร์
10กันยาฯถกญัตติด่วนไฟใต้-กกต.
นายกรวีร์ กล่าวต่อว่าสำหรับวันที่ 10 ก.ย.สภาฯจะมีการประชุมตามระเบียบวาระปกติ และหลังจากนั้นจะพิจารณาเรื่องค้าง คือ การอภิปรายในญัตติด่วนเรื่องแก้ปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ต่อด้วยพิจารณารายงานประจำปีของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และเรื่องรับทราบ
ปชน.โหมเปิดเวทีถล่มองค์กรอิสระ
ทางด้านนายพริษฐ์วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวว่า พรรคจะมีการจัดกิจกรรมและเวทีแถลงข่าวอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะในวันพฤหัสบดีที่จะถึงนี้ซึ่งจะมีวาระการอภิปรายรายงานประจำปีของ กกต. ในสภาฯ นอกจากนี้ในวันที่ 12 กันยายน กรรมาธิการองค์กรอิสระ จะจัดเสวนาหัวข้อ «จับตาบทบาทองค์กรอิสระต่อวิกฤตการเมืองไทย» ส่วนกิจกรรมของกลุ่ม iLawเกี่ยวกับกรณีการโกง สว. นั้น พรรคเห็นว่าสอดรับกับข้อเรียกร้องของพรรคและยินดีหากสมาชิกจะเข้าร่วม
ดักทางรบ.อย่าแทรกคิวญัตติกกต.
“ผมกังวลใจว่าอาจไม่มีการนัดประชุมวันพฤหัสบดีจึงได้สื่อสารดักทางไว้ ซึ่งประธานสภาก็ได้ส่งหนังสือนัดประชุมเพิ่มแล้ว โดยตามระเบียบวาระ รายงาน กกต. จะถึงก่อนญัตติชายแดนใต้ที่ค้างไว้เสียด้วยซ้ำ หากจะมีการหยิบยกเรื่องอื่นขึ้นมาแซงคิวก็ต้องมี สส. เสนอเปลี่ยนระเบียบวาระ ซึ่งเจตนาที่ผ่านมาของ สส. รัฐบาลชัดเจนว่ามีความพยายามปิดกั้นการอภิปรายรายงาน กกต. ผมจึงหวังว่ารัฐบาลจะได้รับบทเรียนว่าความพยายามดังกล่าวไม่เป็นที่ยอมรับ และจะไม่มีใครพยายามประวิงเวลาหรือใช้เสียงข้างมากมาปิดกั้นไม่ให้ สส. อภิปรายได้อย่างเต็มที่ในวาระนี้”
ผนึก6พรรคฝ่ายค้านลุยศึกซักฟอก
ผู้สื่อข่าวถามว่าจะมีวิธีการแก้อย่างไร ถ้ายังเป็นอย่างนี้อยู่ และเรื่องการโกง สว. จะมีการสอดไส้เข้าไปในการอภิปรายด้วยหรือไม่ นายพริษฐ์ระบุว่าประเด็นการโกง สว. เป็นสาระหลักที่ฝ่ายค้านเตรียมบรรจุไว้ในญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจที่จะยื่นในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ร่วมกับประเด็นการโกงสอบท้องถิ่นและเรื่อง AI Passport โดยเป็นการทำงานร่วมกันของ 6 พรรคฝ่ายค้าน ได้แก่ พรรคประชาชน พรรคกล้าธรรม พรรคประชาธิปัตย์ พรรคไทยภักดี พรรคไทยสร้างไทย และพรรคไทยรวมพลัง
ล็อกเป้าถล่ม‘อนุทิน-ไชยชนก’
เมื่อถามว่าการเปิดรายชื่อรัฐมนตรีที่จะถูกซักฟอกก่อนจะทำให้เขาเตรียมตัวได้หรือไม่ และข้อมูลที่นำมาอภิปรายมาจากไหน นายพริษฐ์กล่าวว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล และนายไชยชนก ชิดชอบ น่าจะรู้ตัวอยู่แล้วว่าจะถูกพุ่งเป้าจากประเด็นที่กล่าวไป ส่วนข้อมูลนั้นมีทั้งข้อมูลเดิมที่ผู้กระทำผิดยังไม่ได้รับการลงโทษและข้อมูลใหม่ที่มีคนส่งเข้ามาเรื่อยๆ
น้อมรับผิดครบรอบ1ปีโหวต“อนุทิน”
ในขณะที่นายพริษฐ์วัชรสินธุ สส. บัญชีรายชื่อพรรคประชนชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายณัฐวุฒิ ใสเกื้อ อดีตแกนนำคนเสื้อแดง ออกมาระบุว่า MOA พรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทยอีก 100 ปีก็เกิด และควรนำมาถอดบทเรียน ว่า ต้องพูดอย่างตรงไปตรงมา ว่าเป็นการครบรอบ 1 ปี เหตุการณ์ที่เราตัดสินใจผิดพลาด และการครบรอบครั้งนั้นก็ถูกลงโทษจากประชาชนผ่านการเลือกตั้งที่ผ่านมา และอีกในมุมหนึ่ง ก็เป็นหน้าที่ของพวกเราทุกคนในพรรคประชาชนที่จะต้องรับผิดชอบต่อความผิดพลาดดังกล่าว ในการเดินหน้าแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากการตัดสินใจในวันนั้น
ขอ3ปีแก้ไขความผิดพลาดขานชื่อ3วิฯ
เมื่อถามว่า ด้วยเหตุนี้หรือไม่ทำให้ไม่ตรวจสอบเรื่องการฮั้ว สว.ในช่วงแรก นายพริษฐ์ กล่าวว่า ความจริงในวันนั้นตอนที่อภิปรายนโยบายรัฐบาล ซึ่งเป็นวาระแรกๆ หลังจากโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ก็มี นพ. วาโย อัศวรุ่งเรือง สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน ที่อภิปรายตรวจสอบ มีข้อมูลหลายอย่างที่คาบเกี่ยวกับเนื้อหาในวันนี้ด้วย แต่ตนคิดว่าเราก็ไม่ปฏิเสธว่าการตัดสินใจวันนั้นก็อาจจะมีผลกระทบในเชิงลบที่ตามมา และตนก็ถือว่าสิ่งที่ตนและพรรคประชาชนทำได้ในวันนี้ ที่เราจะรับผิดชอบกับความผิดพลาดที่ได้ก่อไว้ในอดีต คือการเดินหน้าแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นที่เกิดจากการตัดสินใจในวันนั้น
“ผมถือว่าผมได้รับความไว้วางใจมาเป็นสส. เหลืออยู่ประมาณ 3 ปีกว่า ผมถือว่าส่วนหนึ่ง ในการทำหน้าที่ของผมใน 3 ปีข้างหน้านี้ก็ต้องเป็นการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น จากการขานชื่อ 3 วินาทีในวันนั้น” นายพริษฐ์ กล่าว