9 กันยายน 2569 เวลา 07:26 น.

ถกงบฯปี70วันที่สองเดือดหัวดึก! ‘ภูมิใจไทย-ปชน.’ ปะทะกันนัว ‘งบฯน้ำบาดาล’ 1.5 พันล้าน ด้าน ‘พท.-กมธ.’ รุมจี้ถามปมกระจุกตัว-ผิดพื้นที่ ขณะที่ ‘ไอซ์ รักชนก’ โกรธจัดจนตัวสั่นเทาของขึ้นหวิดรุนแรง เพื่อนพรรคส้มต้องเดินมาเบรคอารมณ์
เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 เมื่อเวลา 21.45 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ซึ่งกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาแล้วเสร็จ ในวาระ2 ต่อเนื่องเป็นวันที่2 ในระหว่างพิจารณาในมาตรา 17 งบประมาณกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ สส.นครราชสีมา พรรคภูมิใจไทย ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ชี้แจงว่า เป็นประเด็นที่ตนต้องตอบ เพราะเป็นคำถามจากกรรมาธิการเสียงข้างน้อย นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน คำถามนี้เคยถามในห้องประชุมกรรมาธิการงบประมาณแล้ว ก็ชี้แจงคิดว่าจะเข้าใจกัน เมื่อมีประเด็นกรมทรัพยากรน้ำบาดาล งบประมาณปี 70 ตั้งไว้ 1.5 พันล้านบาท เพื่อจะดำเนินการขุดบ่อน้ำบาดาลให้กับประชาชน แต่บ่อน้ำบาดาลมาอยู่ในพื้นที่ของพรรคภูมิใจไทยมากกว่าพรรคประชาชน ซึ่งจะมีการเจาะน้ำบาดาลประมาณ 281 โครงการ อยู่ในพื้นที่ของพรรคภูมิใจไทย 141 โครงการ
นายบุญจง กล่าวต่อว่า พวกเราเป็น สส. รู้ดีว่าปัญหาของประชาชนเรื่องน้ำเป็นเรื่องใหญ่ โดยเฉพาะผู้แทนราษฎรที่อยู่ในเขตเลือกตั้ง ลงพื้นที่ก็จะมีเรื่องน้ำบาดาลไม่เพียงพอต่อการอุปโภคบริโภค ไม่มีน้ำสำหรับทำเกษตร นี่เป็นเสียงสะท้อนมายัง สส. แต่ประเด็นที่เป็นคำถามคือ ทำไมโครงการน้ำบาดาลเหล่านี้ กรมทรัพยากรน้ำบาดาล จึงบรรจุอยู่ในพื้นที่ที่บอกว่าอยู่ในพื้นที่ของ สส. พรรคภูมิใจไทย มากกว่า สส. พรรคประชาชน เราต้องยอมรับความจริงว่า สส.เขต พรรคภูมิใจไทย มีทั้งหมด 172 เขต ส่วนพรรคประชาชนน้อยกว่าครึ่งหนึ่ง และที่สำคัญ สส.เขต พรรคภูมิใจไทยส่วนใหญ่อยู่ทุกภาค เป็นพื้นที่ชนบท เวลาลงพื้นที่พบปัญหาก็ประสานไปยังหน่วยงานราชการ ส่วนพื้นที่ใดจะขุดเจาะได้ไม่ได้ ก็อยู่ที่กระบวนการวิธีการของหน่วยงานราชการนั้นๆ

”ขอให้กรรมาธิการเสียงข้างน้อย นายณัฐชา โปรดเข้าใจไว้ด้วย นี่คือข้อเท็จจริง เพราะพื้นที่ชนบทอยู่ในพื้นที่พรรคภูมิใจไทย พรรคประชาชนมี สส.กทม. ทั้งจังหวัด จะไปเจาะตรงไหน ต้องเอาความจริงมาอธิบายกัน ไม่ได้เอาเปรียบ แต่เป็นความเดือดร้อนของประชาชน หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยสั่งลูกพรรคเสมอว่า เราคือขี้ข้าประชาชน เวลาลงพื้นที่พบปัญหาเดือดร้อนต้องประสานกับหน่วยงานราชการ สส. ไม่มีอำนาจที่จะเอางบลงตรงนั้นตรงนี้ หวังว่าประเด็นนี้คงจะเป็นที่เข้าใจของประชาชนว่าทำไมน้ำบาดาลจึงอยู่ในพื้นที่ สส. พรรคภูมิใจไทย มากกว่าพรรคประชาชน“ นายบุญจง กล่าว
ด้านนายณัฐชา ใช้สิทธิ์พาดพิงว่า จากที่บอกว่าเรื่องนี้คุยกันในคณะกรรมาธิการแล้ว และจะเข้าใจกันนั้น ตนเองเข้าใจว่า ท่านน่าจะเข้าใจกันในสถานการณ์ที่ตนเองถามในวันนั้น คือถามกรมทรัพยากรน้ำบาดาลว่า ในงบกลางปี 2569 จำนวน 5 พันกว่าล้านบาท ทำไมถึงเป็นในเขตภูมิใจไทยถึง 3 พันกว่าล้านบาท และทางกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ก็มีการตอบ และให้เอกสารมาหนึ่งชุด ซึ่งในเอกสารดังกล่าว เป็นข้อมูลใหม่ ที่ระบุชัดเจนว่า เป็นงบประมาณใหม่ ไม่ได้เกี่ยวกับ 5 พันล้านบาทเดิมนั้น ซึ่งถือเป็นความผิดครั้งเก่า แต่ที่ถามในที่ประชุมแห่งนี้ คือความผิดครั้งใหม่ ว่างบประมาณ 1.5 พันกว่าล้าน ไปอยู่ที่พรรคภูมิใจไทย 861 ล้านบาท 141 โครงการ จาก 281 โครงการ บอกว่า เรื่องนี้อธิบายไปแล้ว ถือว่าไม่ใช่ สิ่งที่ตนมาถาม และมากล่าวในการพิจารณาครั้งนี้ เพราะบอกว่าในแผนที่ที่บอกมาทั้งหมด เอารายละเอียดที่กรมทรัพยากรน้ำบาดาลส่งให้นั้น ไปลงในแผนที่ และปรากฏว่าเป็นเขตพรรคภูมิใจไทย สิ่งที่รู้อยีกอย่าง คือไม่ตรงกับแผนที่เรื่องพื้นที่เสี่ยงการเกิดภัยแล้ง 8 ปี นี่คือแผนที่ตั้งแต่ปี 2560-2567 ไปเจาะบาดาลในที่ไม่แล้ง และที่แล้งนั่งมองตาปริบ ๆ ท่านทำได้อย่างไร
“ประเด็นที่สองที่บอกว่า สส.พรรคภูมิใจไทยมีจำนวนมากกว่า จึงมีผลงานและมีการขอการขุดเจาะน้ำบาดาลในพื้นที่กันดาร เรื่องจำนวน สส. นั้น ที่ผ่านมาจะชอบใช้วิธีการนี้ พรรคมี สส. มากกว่า แต่เมื่อดูพรรคร่วมรัฐบาล ก็ไม่เกรงใจกันเลยหรือไม่ เพื่อนอุตส่าห์ยกมือให้เป็นนายกฯ ไปอยู่ร่วมรัฐบาลกัน ไม่เห็นหัวเขาเลย ให้เขา 57 บ่อ กล้ำกลืนฝืนทน นั่งเอามือกุมไว้ ไม่อยากกดไมค์ เพราะเกรงใจอยากร่วมรัฐบาลต่อ นี่ท่านประธานลองดู ตนเองพูดทุกพรรคการเมือง พรรคท่านประธานด้วย นั่งมองตาปริบ ๆ ได้อย่างไร ปล่อยให้เขาเอาไป 141 โครงการ พรรคเป็นพรรคร่วมรัฐบาลได้อยู่ 57” นายณัฐชา กล่าว

จากนั้น นายเลิศศักดิ์ กล่าวตักเตือนว่า ท่านกำลังพาดพิงพรรคการเมืองอื่นอยู่ ทำให้ นายณัฐชา ระบุว่า ”ผมกำลังพาดพิงทวงสิทธิ์ให้พรรคร่วมรัฐบาล ไม่งั้นท่านยกมือให้เขาเป็นรัฐบาลอย่างเดียว แล้วเขาก็ฟาดเรียบ นี่แหละระบอบสีน้ำเงิน ที่บอกว่าฟาดเรียบ แดกไม่เหลือ“
จากนั้น ได้มีเสียงประท้วงจาก สส.พรรคภูมิใจไทยหลายคน โดยนายยศวัฒน์ มาไพศาลสิน สส.กาญจนบุรี พรรคภูมิใจไทย ลุกขึ้นประท้วงว่า “ท่านเองก็รู้ในเหตุผลว่าท่านเลือกตั้งได้น้อย แล้วพื้นที่ของท่านก็อยู่ในเขตกรุงเทพฯ นนทบุรี สมุทรปราการ ท่านจะมีพื้นที่ที่ไหน เพราะตัวท่านก็เป็นปาร์ตี้ลิสต์ ไม่ได้ตากดินตากหญ้าลุยเหมือนพวกผม ฉะนั้น ท่านใส่ร้ายส่อเสียด ผมก็เป็นกรรมาธิการ ท่านบอกว่าผิด ท่านเอาอะไรมาบอกว่าผิด คนที่ผิดคือท่าน ไม่รู้จักข้อบังคับ ท่านประธานช่วยควบคุมด้วยครับ“

ด้านนายวิชัย สุดสวาสดิ์ สส.ชุมพร พรรคภูมิใจไทย ประท้วงว่า “ผมยกมือตั้งนานแล้ว ยกตั้งแต่ปลาหมอคางดำแล้ว ผมอยากรู้ว่าเป็นไอดอลอย่างไร ปลาหมอคางดำเต็มประเทศแล้ว ยังปราบไม่หมด ไม่เอาใครก็ได้“ พร้อมท้วงติงประธานว่า “ปล่อยให้เขาเสียดสีตลอด ปล่อยให้ว่าพรรคภูมิใจไทยมาตลอด ตั้งแต่พื้นที่ อย่าคิดว่าเสียงดังฟังชัด ผมก็เสียงดังเหมือนกัน สิ่งที่เป็นอนุสรณ์ สิ่งที่เป็นศักดิ์ศรีของ สส.ทั้งหมด มีศักดิ์ศรีเท่ากัน จะด่าเพื่อนคนเดียวไม่ได้ ฉะนั้น ขอให้ท่านช่วยวินิจฉัยหน่อยว่าพูดผิดหรือถูก”
ทำให้นายณัฐชา ตอบโต้ว่า “ผมเสียดสีอะไร เมื่อสักครู่ผมเสียดสีอะไร เอาให้ชัดที่ท่านประท้วง ให้ผมเสียดสีอะไร ต้องระบุให้ชัด“
จากนั้น ได้มีการโต้เถียงกันไปมา จนทำให้นายเลิศศักดิ์ ประธานในขณะนั้น ต้องปิดไมค์ทุกฝ่าย แต่ยังมีเสียงเล็ดลอดเข้ามา ก่อนที่นายเลิศศักดิ์จะกล่าวว่า ตนทราบถึงการประท้วงของนายวิชัยแล้ว ขอให้พอแล้ว แต่นายวิชัยกล่าวว่า ตนอยากรู้ว่าสองสีคือสีอะไร ตนเชื่อว่าสีเดียวกัน มาสีดำเหมือนกัน

ต่อมา นายอัครเดช วงศ์พิทักษ์โรจน์ สส.ราชบุรี พรรคภูมิใจไทย ประท้วงว่า ขอให้ประธานควบคุมการประชุมให้ดีให้อยู่ในกฎเกณฑ์ และอยากให้มีการถอนคำว่าระบอบน้ำเงิน เนื่องจากเป็นคำที่เสียดสี ระบอบน้ำเงินไม่มีจริง มีแต่สีน้ำเงินคือพวกตนพรรคภูมิใจไทย แล้วท่านมาปรักปรำว่าเป็นระบอบน้ำเงิน
“ท่านยังกล่าวเท็จว่าเราเอาเปรียบพรรคร่วมรัฐบาล เรามี สส. 190 กว่าคน ได้ 141 บ่อ แล้วถามทางนี้ว่าได้ 57 บ่อ ท่านคูณสามไปเท่ากันหรือไม่ เอาเปรียบอย่างไร ท่านตกเลขหรือไม่ ท่านจบวุฒิอะไรมา“ นายอัครเดช กล่าว ทำให้นายณัฐชาทักท้วงว่า แบบนี้ไม่จบ
นายเลิศศักดิ์ จึงปิดไมค์ทุกฝ่ายอีกครั้ง ก่อนจะวินิจฉัยว่า ได้มีการชี้แจงและใช้สิทธิ์พาดพิงไปแล้ว ส่วนคำว่าระบอบสีน้ำเงินที่ท่านบอกว่าไม่มีจริง ตนถือว่าไม่มี ฉะนั้นถือว่าจบ ดังนั้น ตนจะดำเนินการต่อเพื่อลงมติ

ทำให้นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ประท้วงว่า การดูถูกว่าจบอะไรมา ดูถูกว่าคำนวณเลขเป็นหรือไม่ ในฐานะที่ท่านเป็นประธานในที่ประชุมนี้ จะปล่อยผ่านถ้อยคำนี้ได้หรือไม่ ขอให้ถอนคำพูดออกไป
ก่อนที่นายเลิศศักดิ์จะชี้แจงว่า นายอัครเดชอภิปรายว่าคำนวณอย่างไร ไม่ได้เป็นการดูถูก แต่นายรังสิมันต์ประท้วงอีกครั้งว่า ตกลงจะอภิปรายในสภานี้ต้องดูคุณวุฒิใช่หรือไม่
นายอัครเดชจึงลุกยืนยันว่า “ผมพูดว่าจบอะไรมาจริง เป็นคำถาม ท่านก็ตอบสิ เสียดสีตรงไหน” ทำให้นายเลิศศักดิ์ตักเตือนว่า การพูดเช่นนี้จะเป็นลักษณะของการเสียดสี และขอให้ถอนคำพูดนี้ สุดท้ายนายอัครเดชจึงยอมถอนคำพูดดังกล่าว
ด้านนางพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล สส.นครศรีธรรมราช พรรคภูมิใจไทย ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ชี้แจงนายณัฐชาตอนหนึ่งว่า ที่ท่านบอกว่าพรรคไหนได้ พรรคโน้นได้ พรรคท่านไม่ได้นั้น มาดูสัดส่วนของเพื่อนสมาชิกที่รัก ท่านมี สส.เขตทั้งหมด 88 ท่าน เป็น สส.ใน กทม. 33 ท่าน สส.ปริมณฑล 32 ท่าน และ สส.ในเขตเมืองต่างๆ 9 ท่าน รวม 74 ท่าน พวกท่านใช้ประปานครหลวง ประปาภูมิภาค ท่านไม่รู้หรอกว่าพี่น้องประชาชนที่อยู่ตามเขา ตามชายแดนพื้นที่ต่างๆ นั้น เขาใช้ประปาหมู่บ้าน ประปาภูเขา ซึ่งเขามีความจำเป็นต้องของบประมาณจากกรมทรัพยากรน้ำบาดาล พอจะเข้าใจหรือยังว่าทำไมท่านไม่ได้ เพราะท่านอยู่ในเมือง ท่านใช้ประปานครหลวง ท่านใช้ประปาภูมิภาค หากท่านจะขอก็ขอได้
นางพิมพ์ภัทรา กล่าวต่อว่า กลับมาที่เพื่อนสมาชิกอีกฟากหนึ่ง ทำไมสัดส่วนถึงไม่เท่ากัน ที่ตนต้องอธิบายเพราะเรื่องนี้ไม่ได้จบแค่ในห้องประชุมนี้ มันเริ่มมาตั้งแต่ห้องประชุมกรรมาธิการ ก่อนหน้าหน้านั้นมีการประชุมงบประมาณ เป็นเรื่องเดิม คำถามเดิม อธิบายแบบเดิม ตอบแบบเดิม แต่มาทำการเมืองซ้ำๆ อย่างนี้ เน้นคอนเทนต์ไม่ได้ค่ะ
“สส.แต่ละพรรคไม่เท่ากัน สัดส่วนจึงไม่เท่ากัน หากไปดูในส่วนของพรรคกล้าธรรมในส่วนของงบกลาง พรรคกล้าธรรมได้มากที่สุดหากเทียบกับสัดส่วนของ สส. แต่เราไม่ได้พูดอะไร เพราะประโยชน์ไปตกกับประชาชนที่รออยู่ รอโอกาสที่จะได้ใช้น้ำสะอาด น้ำประปาดื่มได้ น้ำกินน้ำใช้ที่ถูกสุขลักษณะและได้มาตรฐาน” นางพิมพ์ภัทรา ระบุ

น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ขอใช้สิทธิ์พาดพิงในฐานะประธานกรรมาธิการติดตามงบประมาณ ทำให้มี สส. ในที่ประชุมประท้วงประธานในที่ประชุม ทำให้นายเลิศศักดิ์ กล่าวว่า การจะประท้วงโดยใช้สิทธิ์พาดพิงนั้นทำไม่ได้ และการประท้วงประธานนั้น จะประท้วงในสิทธิ์อะไร ซึ่งประธานวินิจฉัยว่ายังไม่ใช่การพาดพิง และไม่ให้หารือในที่ประชุม พร้อมย้ำว่า ประธานวินิจฉัยแล้ว และคงมีโอกาสที่ท่านจะได้พูดอยู่
ซึ่ง น.ส.รักชนก กล่าวว่า อยากให้สมาชิกในที่ประชุมรักษามารยาท
นายเลิศศักดิ์ จึงวินิจฉัยว่า อย่าเพิ่งประท้วง ตนวินิจฉัยแล้ว อยากให้น.ส.รักชนกเชื่อในคำวินิจฉัยของประธาน
กระทั่ง สส.หลายคนยังคงลุกขึ้นประท้วงต่อเนื่อง พร้อมบอกว่าการจะหารือนั้น จะหารือได้ในวันพฤหัสบดี แต่น.ส.รักชนก ยังยืนยันว่า ท่านประธานให้เพื่อนสมาชิกลุกมาพล่ามหลายคน ทำให้นายเลิศศักดิ์ปิดไมค์ ก่อนจะกล่าวตักเตือนว่า ตนได้วินิจฉัยแล้วว่าให้หยุด ไม่ให้ประท้วงต่อ ซึ่งการที่น.ส.รักชนกใช้คำว่าพล่ามนั้น ขอให้ถอนคำพูดดังกล่าว
น.ส.รักชนก ยอมถอนคำว่าพล่าม และประท้วงในที่ประชุม เช่นเดียวกับนายธนยศ ทิมสุวรรณ สส.เลย พรรคภูมิใจไทย ที่ลุกขึ้นประท้วง และขอให้ดำเนินการในการลงมติต่อไปได้

ขณะที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า แม้จะไม่มีการเอ่ยถึงชื่อพรรคโดยตรง แต่ก็เอ่ยว่าเป็นพรรคในเมือง เป็นเรื่องปกติที่จะไม่ได้มีการจัดสรรงบประมาณในการขุดบ่อบาดาลในพื้นที่ที่ สส.เขตเราสังกัด
ซึ่งนายเลิศศักดิ์ ได้กล่าวว่า ตนอนุญาตให้นายณัฐพงษ์พูด แต่ให้นางสาวรักชนกปิดไมค์และนั่งลง
ก่อนที่นางสาวรักชนกจะกล่าวว่า “ท่านประธานจะมาละเมิดสิทธิการยืนของดิฉันไม่ได้” ระหว่างนั้นมีเสียงเฮมาจากในห้องประชุม
จากนั้นนายณัฐพงษ์ จึงกล่าวต่อว่า หากติดตามฟังคำชี้แจงเมื่อสักครู่ ตีความได้ตรงกันว่าสิ่งที่ได้คำชี้แจงสำหรับตนคือการตีความเพื่อบิดเบือน สิ่งที่นายณัฐชาอภิปรายตั้งแต่ช่วงแรกและชี้แจงนั้น นายณัฐชาไม่เคยเปรียบเทียบระหว่างการจัดสรรงบประมาณส่วนนี้ระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับพรรคประชาชน แต่สิ่งที่แสดงข้อมูลให้เห็นคือความกระจุก ซึ่งเป็นการตั้งข้อสังเกต และประเด็นที่สำคัญคือการจัดสรรงบประมาณที่ผิดพื้นที่ กลายเป็นพื้นที่ที่ไม่มีปัญหา แต่กลับไปจัดสรรงบประมาณในพื้นที่ที่ไม่ได้มีปัญหา ซึ่งตั้งข้อสังเกตว่ามีการกระจุกตัวอยู่ในบางพื้นที่ของบางพรรคหรือไม่
“อยากฝากถึงประธานเตือนไปยังเพื่อนสมาชิกทุกท่านที่ลุกขึ้นมาอธิบายบิดเบือน รับข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา ถือเป็นเรื่องปกติที่งบประมาณไปลงในพื้นที่ อย่าลืมว่าในสภาแห่งนี้เคยมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในมาตรา 144 คำพูดของท่านเป็นบันทึกในที่ประชุม และอาจผิดรัฐธรรมนูญมาตรา 144” นายณัฐพงษ์ กล่าว
จากนั้น นายเลิศศักดิ์ได้เปิดให้ที่ประชุมลงมติในมาตราดังกล่าว และดำเนินการประชุมต่อทันที
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางสาวรักชนกมีอาการโกรธจัดจนตัวสั่น ทำให้เพื่อน สส.ในพรรคประชาชนต้องเดินมาเบรกอารมณ์