9 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

หงายไพ่จับมือไอลอว์ เท้งปลุกม็อบ กดดันกกต.ฟันฮั้วสว. นัดระดมพล13กันยา สุชาติโต้สนธิลงถนน พาชาติถอยหลัง20ปี
พรรคประชาชนมาแล้ว! “เท้ง”นัดรวมพล 13 กันยายนเดินเท้า 11 กิโลเมตร จาก iLaw ถึงหอศิลปฯ กดดัน กกต.ฟันคดีฮั้วสว. “สมชัย”เตือนกกต.พิจารณาคดีด้วยความรอบคอบ หากยกคำร้องนักการเมือง 21 คน เสี่ยงเจอ ม.157 “สนธิญา” ให้ปากคำ กกต.ยุบพรรคประชาชน ชี้พฤติกรรม สส. ใช้คำพูด-เอกสารดึงสถาบันพระมหากษัตริย์โยงประเด็นฮั้ว สว. เข้าข่ายเซาะกร่อนบ่อนทำลาย พร้อมเตือนกกต.อย่าส่งเรื่องฟ้องศาล ตามเกมพรรคการเมือง เสี่ยงโดนฟ้องกลับ“สุชาติ”ย้อน “สนธิ” ปลุกม็อบอกไม่ใช่เรื่องสนุก พาประเทศถอยหลังไป 20 ปี มั่นใจ ไม่กระทบรัฐบาล เหตุเข้ามาอย่างชอบธรรม ไม่มีทุจริต
เมื่อวันที่ 8กันยายน 2569 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ – NatthaphongRuengpanyawutระบุว่าวันที่ 13กันยายนนี้ ก่อนที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติคดีโกง สว.ชวนทุกคนร่วมเดิน11กิโลเมตร กดดัน กกต.จากหน้า iLaw 10โมงถึงหอศิลป์ฯช่วงเย็น
ทั้งนี้ ในวันดังกล่าว จะเป็นการจัดกิจกรรมที่นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ประกาศนัดหมายภายใต้แคมเปญสั่งฟ้องสว.ก่อนที่ กกต.จะลงมติและแจ้งผลในวันที่ 14 กันยายน โดยเรียกร้องให้ กกต.สั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คน โดยกำหนดนัดหมายกิจกรรมหลักที่ลานหน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร แยกปทุมวัน ระหว่างเวลา 16.00-18.00 น. มีการแสดงดนตรีและจัดแสดงบอร์ดนิทรรศการเกี่ยวกับคดี แต่จะไม่เน้นการปราศรัยหรือปักหลักยืดเยื้อ พร้อมย้ำข้อเรียกร้องให้ กกต.สั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด
‘สมชัย’เตือนกกต.ต้องรอบคอบ
ด้านนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. กล่าวถึงกรณีคดีฮั้ว สว.ของ กกต.ในการพิจารณาสั่งฟ้องต่อศาลฎีกาในวันที่ 14กันยายนว่า กกต.ควรจะใช้เวลาอย่างเต็มที่ในการพิจารณาสำนวนให้รอบคอบที่สุด แม้จะมีการสรุปความเห็นกับผู้ใต้บังคับบัญชามาแล้วก็ตาม แต่ก็ควรพิจารณาแต่ละกรณีว่าเป็นอย่างไร
เท่าที่ตนประเมินจากรายละเอียดมติของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ชุดที่ 26คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดหรือข้อโต้แย้ง ชุดที่ 36 และความเห็นของเลขาธิการ กกต. เชื่อว่าแนวโน้มในวันดังกล่าวจะมีการสั่งฟ้องไปยังศาลฎีกาเฉพาะ สว.จำนวนหนึ่ง และบุคคลธรรมดาที่เกี่ยวข้องจำนวนหนึ่ง แต่คงไม่มีการฟ้องผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ทั้งรัฐมนตรี สส. และกรรมการบริหารพรรคเลยแม้แต่รายเดียว จึงอยากเตือนว่าควรพิจารณาให้รอบคอบ มิเช่นนั้นภัยจะกลับมาที่ กกต.เอง
เชื่อไม่สั่งฟ้องฝ่ายการเมือง
“ส่วนเหตุผลที่ผมเชื่อว่า กกต.จะไม่สั่งฟ้องผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทั้ง 21 คนนั้น เพราะหากดูจากมติของคณะชุดที่ 26 เห็นว่าทั้ง 21 คน ซึ่งมีทั้ง สส. รัฐมนตรี และกรรมการบริหารพรรค มีความผิดทั้งหมด แต่พอมาถึงชั้นความเห็นของเลขาธิการ กกต. กลับยกคำร้องทั้งหมดทั้ง 21 คน ขณะที่คณะอนุวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 ก็มีความเห็นยกคำร้องทั้งหมดอยู่แล้ว จึงมีแนวโน้มสูงมากที่จะยกคำร้องผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทั้ง 21 คน จึงอยากแนะนำ กกต. ในฐานะที่เคยทำงานที่นี่มาก่อนว่าขอให้พิจารณาให้ดี หากจะยกคำร้องบางคนก็ไม่มีปัญหา แต่ขอให้ดูคนที่มีหลักฐานการกระทำความผิดชัดเจน เพราะไม่อย่างนั้นเกิดเรื่องแน่ จึงอยากให้ทำงานอย่างละเอียดรอบคอบและสามารถชี้แจงต่อประชาชนได้”นายสมชัย กล่าว
เชื่อมีคนเตรียมแจ้ง ม.157เพียบ
เมื่อถามว่าจะมีการแจ้งความดำเนินคดีตามมาตรา 157 หรือไม่ นายสมชัยกล่าวว่า มีคนเตรียมจะแจ้งความอยู่จำนวนมากแล้ว และเชื่อว่าคนที่มีเอกสารการประชุมมีมากกว่า 100 คน ไม่ใช่มีตนเพียงคนเดียว
ส่วนกรณีที่มี สว. บางคนอ้างว่าไม่ได้เห็นหรือไม่ได้อยากเป็น สว. แต่มีคนช่วยนั้น นายสมชัยกล่าวว่า เป็นการตีกรอบความเห็นของคณะชุดที่ 36 ซึ่งเป็นการตีความที่ผิดไปจากเจตนารมณ์ของกฎหมาย หาก กกต.ยึดแนวทางนี้ก็จะต้องรับผิดชอบ และคณะอนุฯชุดที่ 36 ที่ลงมติก็ต้องร่วมรับผิดชอบด้วย
ไม่สนับสนุนม็อบลงถนน
สำหรับกรณีที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเตรียมจัดการชุมนุมหากมติการสั่งฟ้องคดีฮั้ว สว. เป็นไปตามแนวทางของคณะชุดที่ 36 นั้น นายสมชัยกล่าวว่า ขึ้นอยู่กับมวลชนว่าถึงคราวจำเป็นหรือไม่ แต่ตนไม่ได้สนับสนุนให้ลงถนนเพราะอาจเกิดสถานการณ์ที่รุนแรงและควบคุมไม่ได้ หากอยู่ในขอบเขต เช่น ทำภายใต้กรอบกฎหมายโดยสงบที่สุด ไม่มีเวทีหรือเครื่องเสียงก็น่าจะดีกว่า อย่างการเคลื่อนไหวของไอลอว์ที่จะเดินขบวนในวันที่ 13 ก.ย. จากลาดพร้าวมามาบุญครอง ก็เป็นการเคลื่อนไหวโดยสงบ
‘สนธิญา’ให้ปากคำกกต.ยุบปชน.
วันเดียวกัน ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายสนธิญา สวัสดี นักเคลื่อนไหวทางการเมือง ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือและให้ปากคำเพิ่มเติมต่อ กกต.ตามคำสั่งเรียกสอบสวนกรณีที่ตนเคยยื่นร้องเรียนให้พิจารณายุบพรรคประชาชน เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา โดยนายสนธิญา เปิดเผยก่อนเข้าให้ปากคำว่า กกต. ได้เรียกตนมาสอบเพิ่มเติมในประเด็นที่ตนขอให้ตรวจสอบ น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ, นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และ นายพริษฐ์วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กรณีกระทำการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญและกฎหมายลูกว่าด้วยพรรคการเมืองและการเลือกตั้ง โดยนำสถาบันพระมหากษัตริย์เข้ามาเกี่ยวข้องกับประเด็นการกล่าวหาเรื่องการฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ผ่านการใช้คำพูดและโพสต์ข้อความลงสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งเข้าข่ายเป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลายตามแนวคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ อันนำไปสู่การร้องขอให้ยุบพรรคและตัดสิทธิทางการเมืองของคณะกรรมการบริหารพรรคต่อไป
เตือนกกต.อย่าส่งเรื่องฟ้องศาล
นอกจากนี้ นายสนธิญา ยังได้ยื่นหนังสือเรียกร้องให้ กกต. ไม่ส่งเรื่องไปยังศาลฎีกาตามเอกสารของกลุ่ม iLawหรือพรรคประชาชนที่นำมากล่าวหาเรื่องการฮั้ว สว. เนื่องจากเห็นว่าเป็นเอกสารทางราชการที่ไม่ถูกต้อง และกระบวนการสรรหา สว. ได้ล่วงเลยมานานกว่า 2 ปี 3 เดือนแล้ว หาก กกต. รับเรื่องฟ้องต่อแล้วศาลยกฟ้อง กกต. อาจเสี่ยงต่อการถูกฟ้องกลับ จึงขอให้ กกต. ยึดตามคำวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยคำร้องฯ ชุดที่ 36 และยึดหลักตามรัฐธรรมนูญเพื่อความปลอดภัยขององค์กรอิสระ
ขู่ฟ้อง iLawหากชุมนุมสกายวอล์ก
พร้อมกันนี้ นายสนธิญา ได้ส่งสัญญาณเตือนไปยัง นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการ iLawและประชาชนที่จะเข้าร่วมกิจกรรมชุมนุมบริเวณสกายวอล์ก สี่แยกปทุมวัน หน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ในวันที่ 13 กันยายน 2569 โดยระบุว่า หากมีการจัดชุมนุมจริง ตนจะเดินทางไปแจ้งความดำเนินคดีที่ สน.ปทุมวัน ทันที เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวมักถูกใช้จัดกิจกรรมทางกฎหมาย และเข้าข่ายฝ่าฝืน พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 มาตรา 7 ที่ห้ามชุมนุมในรัศมี 150 เมตร จากเขตพระราชฐาน ซึ่งใกล้กับวังสระปทุม อีกทั้งในอดีตศาลชั้นต้นเคยมีคำพิพากษาจำคุกแกนนำผู้จัดชุมนุมในจุดดังกล่าวมาแล้ว จึงขอเตือนผู้ที่จะเข้าร่วมชุมนุมให้ระมัดระวังเรื่องข้อกฎหมายดังกล่าวด้วย
‘สุชาติ’ซัดม็อบจะพาปท.ถอยหลัง20ปี
นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวถึงการที่นายสนธิ ประกาศทวงคืนประเทศไทย ว่า ตนได้รับทราบข่าวผ่านทางสื่อ และช่วงที่ผ่านมาพึ่งจะมีการผ่านกฎหมาย นิรโทษกรรมให้กับผู้ชุมนุม ปล่อยตัวบางคนที่อยู่ในเรือนจำออกมา โดยตนมาเป็นผู้แทนครั้งแรกเมื่อปี 2554 ซึ่งเป็นช่วงที่มีสถานการณ์ชุมนุมทุกสีทุกเหล่า ขณะนั้น ประเทศมีความสับสนมาก ซึ่งเราผ่านจุดนั้นมาแล้ว และเราจะย้อนกลับไปแบบ 20 ปีก่อน ก็ให้ประชาชนช่วยตัดสินใจ
รัฐบาลเข้ามาด้วยความชอบธรรม
นายสุชาติ กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคที่มีโหวตเตอร์ จำนวน 5,200,000 คน แต่พรรคการเมืองอื่น อาทิ พรรคประชาชน มี 8.1 ล้านคน ส่วนพรรคเพื่อไทย มี 4.6 ล้านคนรัก ก็ต้องถามกลับว่า คนที่รักและเป็นโหวตเตอร์ของพรรคภูมิใจไทย ก็มีเพียงเท่านี้ ส่วนที่เหลือที่ไม่ใช่ โหวตเตอร์ พรรคภูมิใจไทย ที่มีจำนวนมากกว่า เพราะฉะนั้นจะให้คนที่รักเราหมดก็คงไม่ใช่ และเป็นไปไม่ได้ แต่เราก็ต้องอยู่อยู่ในหลักกฎหมายและประชาธิปไตย ต้องยอมรับเสียงข้างมาก พร้อมย้ำว่า รัฐบาลอนุทิน ตั้งโดยความชอบธรรม มีผู้แทนราษฎร มากที่สุด รวมกับพรรคร่วมอื่น ๆ ที่ รวมเสียงได้เกินกึ่งหนึ่งของสภาฯ
“ทุกคนมีหนึ่งสิทธิหนึ่งเสียง เมื่อหนึ่งสิทธิหนึ่งเสียงของเราแต่ละคน รักใครชอบใคร ไม่มีใครรู้ได้ ตราบใดที่เราเลือกพรรคที่ชอบมาเป็นรัฐบาลแล้ว แล้วเกิดมีคนที่ไม่ชอบ ซึ่งมันมีมากกว่าอยู่แล้วถ้าหากรวมกัน มาพูดทำนองแบบนี้ แล้วประเทศไทยจะต้องมีเลือกตั้งทุกปี หรือทุก 6 เดือนหรือครับ ก็ต้องให้โอกาสการทำงานด้วยครับ อย่าลืมว่ารัฐบาลเรามาด้วยความชอบธรรมจากการเลือกตั้ง” นายสุชาติ กล่าว
นายสุชาติ กล่าวว่า การทำงานวันนี้ ต้องแยกเป็น 2 เรื่อง 1.เลือกตั้งโดยหลักของประชาธิปไตย และมีเสียงข้างมากในการจัดตั้งรัฐบาล 2.การเลือกตั้งเพิ่งจะผ่านพ้นมาเพียงไม่กี่เดือน รวมทั้งการจัดตั้งรัฐบาล เราก็ทำกันทุกวัน
ชี้กระทบบรรยากาศการลงทุน
เมื่อถามว่า การเคลื่อนไหวครั้งนี้ จะกระทบรัฐบาลหรือไม่ นายสุชาติ กล่าวว่า เป็นเรื่องของบรรยากาศการลงทุนมากกว่า เพราะรัฐบาลไม่ได้มีปัญหาเรื่องการทุจริตหรือการบริหารราชการแผ่นดินโดยผิดพลาดอย่างร้ายแรง แต่จะเป็นเรื่องของบรรยากาศการลงทุน ทั้งที่ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีหลายคนเดินสายไปต่างประเทศ ในการดึงนักลงทุนเข้ามาในประเทศ ซึ่งทั่วโลกขณะนี้ต้องนับหนึ่งใหม่ทั้งหมด หลังจากผ่านพ้นช่วงเวลาของการระบาดของโควิด เพราะไทยได้เปรียบมากกว่าเพื่อนบ้าน เราฟื้นตัวเร็วกว่า และวันนี้เราจะนำปัญหาความไม่พอใจในประเทศเข้ามา แล้วบรรยากาศการลงทุนจะเป็นอย่างไร
“ใครจะคิดอะไรก็เป็นสิทธิ แต่ผมในฐานะที่เป็น สส. ที่พึ่งผ่านพ้นการเลือกตั้งมา และเคยผ่านบรรยากาศที่จะต้องลาประชุมสภาสมัยประชุมที่รัฐสภาเก่า ที่เวลาประชุมก็จะต้องฟังเสียงว่าจะมีใครบุกเข้ามาหรือไม่ หรือต้องดูประตูทางออกตลอดเวลา บรรยากาศแบบนี้มันสนุกหรือ ซึ่งมีอยู่ครั้งหนึ่งมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผมต้องนอนที่สภาจนเช้า แล้วต้องตื่นมาแปรงฟันเพื่อที่จะโหวต บรรยากาศแบบนั้นมันจะกลับมาอีกหรือมันไม่ใช่เรื่องสนุก” นายสุชาติ กล่าว
‘วราวุธ’ขอให้ชุมนุมภายใต้กฎหมาย
ที่รัฐสภา นายวราวุธศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม ในฐานะแกนนำพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีนายสนธิ ระบุว่าระบอบสีน้ำเงินเลวร้ายกว่าระบอบทักษิณ ว่า ตนคิดว่าไม่มีระบอบสีน้ำเงินและระบอบทักษิณ มีแต่ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ต้องยอมรับว่าแต่ละพรรคการเมืองมีผู้นำแต่ละห้วงเวลา มีลักษณะสไตล์การทำงานที่แตกต่างกัน และมีแนวทางและเทคนิคใหม่ๆ ในการทำงาน ส่วนการที่ระบุว่าระบอบนั้นระบอบนี้ คนไทยอยู่ภายใต้ระบอบเดียว
เมื่อถามว่า มีอะไรฝากถึงกลุ่มผู้ชุมนุมที่จะลงถนนหรือไม่ นายวราวุธ กล่าวว่า ขออย่าให้ก่อความเดือดร้อนกับพี่น้องประชาชน ท่านจะออกมาใช้สิทธิ ใช้เสียง แสดงความคิดเห็นอย่างไร ขอให้อยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย อย่าทำให้มีความเดือดร้อนต่อผู้คนที่อยู่รอบข้าง