14 กันยายน 2569 เวลา 11:49 น.

วันที่ 14 ก.ย. 2569 นายพัฒนเดช อาสาสรรพกิจ ผู้เชี่ยวชาญด้านรถยนต์ ระดับแนวหน้าของเมืองไทย โพสต์ในเฟสบุ๊คส่วนตัว “ยิ่งรัก ยิ่งลุ่มหลง” โดยแบ่งเนื้อหาออกเป็นสองส่วนหลัก คือการชื่นชมกลุ่มการเมืองที่มุ่งมั่นทำงาน และการวิพากษ์วิจารณ์พฤติกรรมของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) บางส่วนอย่างรุนแรง

ในส่วนแรก ผู้โพสต์ได้กล่าวชื่นชมการทำงานของกลุ่มการเมืองที่เรียกว่า “ทีมงานชุดสุดซอย” ซึ่งเคยมีบทบาทในกระทรวงอุตสาหกรรมและปัจจุบันดูแลกระทรวงพลังงาน โดยระบุว่าทีมงานชุดนี้เป็นกลุ่มที่ก้มหน้าก้มตาทำงานอย่างสม่ำเสมอที่สุดในยุคนี้ แม้จะมีบางนโยบายที่อาจยังไม่ถูกใจผู้โพสต์ทั้งหมด แต่ก็ถือว่ามีผลงานเป็นชิ้นเป็นอัน แตกต่างจากนักการเมืองบางกลุ่มที่เน้นแต่การสร้างกระแสหรือวิจารณ์โดยไม่มีหลักฐาน ซึ่งผู้โพสต์เปรียบเปรยว่าเหมือนการทำให้ผู้สนับสนุนส่งเสียงเชียร์อย่างไร้จุดหมาย
อย่างไรก็ตาม ผู้โพสต์ยังได้ฝากข้อเตือนใจถึงทีมงานดังกล่าวว่า โลกการเมืองนั้นโหดร้าย ขอให้ระมัดระวังอย่าสะดุดล้ม เพราะมวลชนที่เคยส่งเสียงเชียร์อาจหันมาโจมตีได้ทุกเมื่อ
ในส่วนที่สอง ผู้โพสต์ได้เปลี่ยนผ่านอารมณ์ไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์การเมืองในภาพรวม โดยระบุว่ารู้สึกเบื่อหน่ายกับสภาพการเมืองที่วนเวียนไม่ไปไหน ก่อนจะพุ่งเป้าโจมตีประเด็นพฤติกรรมของ สส. บางกลุ่มอย่างดุเดือด โดยเฉพาะกรณีที่มีการบ่นถึงความยากลำบากในการหาอาหารรับประทานเมื่อต้องทำงานดึก (ซึ่งผู้โพสต์ระบุว่ามีเพียงไม่กี่วันต่อปี)
ผู้โพสต์ตั้งคำถามอย่างรุนแรงว่า สส. เหล่านี้ได้รับเงินเดือนหลักแสน ทำงานเพียงสัปดาห์ละไม่กี่วัน มีสวัสดิการ บำนาญ และเดินทางฟรี อีกทั้งยังมีทีมงานผู้ช่วยที่ได้รับเงินเดือนจากภาษีประชาชนติดตาม แต่กลับไม่สามารถแก้ปัญหาพื้นฐานของตัวเองได้ เช่น การให้ผู้ช่วยไปซื้ออาหาร หรือการสั่งอาหารผ่านแอปพลิเคชันเดลิเวอรี่ให้มาส่งที่สภา
“เรื่องง่ายๆ ของตัวเองแท้ๆ ยังแก้ปัญหาให้ตัวเองไม่ได้ แล้วจะมีปัญญาไปแก้ปัญหาให้ประชาชนได้อย่างไร หรือว่าตั้งคนเป็นผู้ช่วย โดยตั้งจากเครือญาติเพื่อเอาเงินเดือนเข้ากระเป๋า จึงไม่มีคนมาช่วยงาน” ผู้โพสต์ ระบุ
ในช่วงท้าย ผู้โพสต์ได้ทิ้งท้ายอย่างเจ็บแสบด้วยการเปรียบเทียบนักการเมืองกลุ่มนี้กับหลานวัย 10 ขวบของตนเอง โดยระบุว่าเวลาหลานหิว ยังสามารถสั่งพิซซ่าผ่านแอปพลิเคชันมารับประทานเองได้ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงทักษะการแก้ปัญหาที่เก่งกว่านักการเมืองเสียอีก พร้อมประชดประชันว่าควรเอาหลานของตนไปเป็น สส. แทนจะดีกว่า ก่อนจะจบบทความด้วยการตัดพ้อว่าเบื่อหน่ายการเมืองอย่างหนัก