ฮั้ว สว. ฉากใหม่ในศาลฎีกา วัส ติงสมิตร เจาะลึกคดี เมื่อความจริงกับประตูสู่ศาล เดินกันคนละเส้นทาง

17 กันยายน 2569 เวลา 07:27 น.

17 กันยายน 2569 วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เจาะลึกคดีฮั้ว ส.ว. 2567-2569: เมื่อ “ความจริง” กับ “ประตูสู่ศาล” เดินกันคนละเส้นทาง

คดีประวัติศาสตร์การเลือกสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) พ.ศ. 2567 หรือที่สังคมรู้จักในชื่อ “คดีฮั้ว ส.ว.” ก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้งในเดือนกันยายน 2569 เมื่อ ส.ว. สำรอง 20 คน ยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกาเพิกถอนมติคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ยกคำร้องในข้อหาสำคัญ และขอให้ศาลเปิดไต่สวนกระบวนการทุจริตใหม่

อย่างไรก็ตาม หากมองผ่านเลนส์ของ “กฎหมายมหาชน” และ “วิธีพิจารณาคดีเลือกตั้ง” การต่อสู้ครั้งนี้ไม่ได้มีแค่คำถามว่า “มีการฮั้วกันจริงหรือไม่?” แต่กลับมีด่านหินทางกฎหมายที่สำคัญกว่านั้นคือ “ศาลฎีกามีอำนาจรับเรื่องนี้ไว้พิจารณาได้ตั้งแต่แรกหรือไม่?”

1. ข้อเท็จจริงเชิงประมวล: จาก “ถังขยะ” สู่สำนวน 70,000 หน้า

จุดเริ่มต้นเกิดจากการพบหลักฐานเอกสารลักษณะ “โพยสั่งการ” ถูกทิ้งไว้ในห้องน้ำ ณ สถานที่เลือก ส.ว. ระดับประเทศ ที่เมืองทองธานี เมื่อเดือนมิถุนายน 2567 พร้อมรูปแบบคะแนนที่เกาะกลุ่มผิดปกติในหลายกลุ่มการเลือก นำไปสู่กระบวนการสืบสวนและไต่สวนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคดีหนึ่ง:

• ผู้สอบสวนและพยาน: สอบพยานกว่า 750 ปาก รวบรวมเอกสารกว่า 70,000 หน้า พร้อมหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์และเส้นทางการเงิน

• ผู้ถูกกล่าวหา: แจ้งข้อกล่าวหาทั้งหมด 229 คน (ส.ว. ที่ได้รับเลือก 138 คน และเครือข่ายนักการเมือง 91 คน)

• มติ กกต. (14 ก.ย. 2569): วินิจฉัยชี้มูลความผิดเพียง 77 คน และสั่งยกคำร้องผู้ถูกกล่าวหาอีกหลายร้อยคน โดยอ้างว่าพยานหลักฐานไม่เพียงพอ พยานปากสำคัญกลับคำให้การ และมีมติ 4 ต่อ 3 ไม่รับข้อมูลเพิ่มเติมจาก DSI

มติดังกล่าวสร้างความไม่พอใจแก่กลุ่ม ส.ว. สำรอง นำโดย พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว จึงเป็นที่มาของการนำเรื่องขึ้นยื่นต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 (คดีหมายเลขดำที่ ลต สว 21/2569 ซึ่งเป็นการออกเลขคดีทางธุรการ โดยศาลยังไม่ได้สั่งรับคำร้อง)

2. ด่านแรกที่ต้องข้าม: “ยื่นทัน 3 วัน” ไม่เท่ากับ “มีสิทธิยื่น”

ผู้ร้องอ้างสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาภายใน 3 วันนับแต่ กกต. มีมติ โดยอาศัยช่องทางตาม มาตรา 44 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561

แต่ปมปัญหานี้ ศาลฎีกาเคยมีคำสั่งยกคำร้องกลุ่ม ส.ว. สำรอง 12 คน เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 (ในคดีหมายเลขดำที่ ลต สว 16/2568 หมายเลขแดงที่ ลต สว 51/2568) ไว้อย่างชัดเจนและเป็นบรรทัดฐานว่า:

• เงื่อนไขเวลาของมาตรา 44: เป็นบทบัญญัติในหมวด 3 ว่าด้วยการเลือก ที่ใช้สำหรับคัดค้านขั้นตอน “ในระหว่างกระบวนการเลือก” (ระดับอำเภอ จังหวัด หรือประเทศ) เท่านั้น

• หลังประกาศผลการเลือก: เมื่อ กกต. ประกาศผลการเลือก ส.ว. ลงในราชกิจจานุเบกษาแล้ว (ตั้งแต่ 10 ก.ค. 2567) ขั้นตอนตามมาตรา 44 ถือว่าปิดฉากลงโดยสิ้นเชิง

ดังนั้น แม้ผู้ร้องจะนำมติ กกต. เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 มายื่นต่อศาลภายใน 3 วัน แต่ในทางกฎหมายถือว่า เป็นการใช้ช่องทางผิดประเภท (Wrong Legal Basis) มาตั้งแต่แรกนับตั้งแต่ กกต. ประกาศรับรองผลไปเมื่อกว่า 2 ปีก่อน

3. โครงสร้างมาตรา 62: กุญแจดอกเดียวที่อยู่กับ กกต.

เมื่อการเลือก สว. ประกาศผลไปแล้ว กฎหมายไม่ได้ออกแบบให้ผู้สมัครหรือประชาชนใช้สิทธิฟ้องตรงต่อศาลฎีกาได้เอง แต่กำหนดกลไกตาม มาตรา 62 ไว้อย่างเป็นระบบ:

[ กกต. สืบสวน/ไต่สวน ] – [ กกต. พบหลักฐานอันควรเชื่อได้ ] – [ กกต. ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา ]

• สิทธิผูกขาดในการนำคดีขึ้นสู่ศาล: กฎหมายมอบสิทธิผูกขาดในการนำเรื่องขึ้นสู่ศาลฎีกาหลังการรับรองผลให้เป็น “อำนาจของ กกต. แต่เพียงผู้เดียว” (Monopoly of Action)

• ผู้สมัครไม่มีช่องทางตรงในการยื่นคำร้อง: แม้ ส.ว. สำรอง จะมีส่วนได้เสียในข้อเท็จจริง (หาก ส.ว. ตัวจริงถูกถอดถอน ตนจะได้เลื่อนลำดับขึ้นแทน) แต่กฎหมายไม่ได้เปิดช่องทางตรง (Direct Access) ให้ผู้สมัครยื่นคำร้องแทน กกต. หรือยื่นคำร้องตรงเพื่อขอให้ศาลสั่ง กกต. ทำการบ้านใหม่ได้

4. ข้อสังเกตเรื่องมาตรฐานพยานหลักฐาน: คดีอาญา vs คดีเลือกตั้ง

ประเด็นที่น่าเสียดายที่สุดในเชิงเนื้อหา คือเรื่อง มาตรฐานการพิสูจน์ (Standard of Proof) ที่ กกต. นำมาใช้ยกคำร้อง:

• คดีอาญา: ใช้มาตรฐาน “ปราศจากข้อสงสัยตามสมควร” (Beyond a Reasonable Doubt) ต้องพิสูจน์จนชัดเจนว่าผู้ถูกกล่าวหาแต่ละรายกระทำผิดจริงเจาะจงตัว

• คดีเลือกตั้ง (มาตรา 62): ใช้มาตรฐาน “หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” (Reasonable Grounds) พิจารณาจากภาพรวม พฤติการณ์แวดล้อม โพย และการเกาะกลุ่มคะแนนว่ากระบวนการ “ไม่สุจริต/ไม่เที่ยงธรรม”

การที่ กกต. ตัดน้ำหนักคำให้การพยาน หรือมองโพยสั่งการแยกเป็นรายบุคคล อาจเป็นการนำมาตรฐานคดีอาญามาจับ ทั้งที่เจตนารมณ์ของมาตรา 62 ต้องการเพียง “ความน่าเชื่อถือในภาพรวม” ว่ากระบวนการเลือกถูกแทรกแซงหรือบิดเบือนไปหรือไม่

บทสรุป: เมื่อความจริงชนกำแพงวิธีพิจารณาความ

คดีฮั้ว ส.ว. ฉากใหม่ในศาลฎีกานี้ กำลังสะท้อนความจริงอันเจ็บปวดของระบบกฎหมายมหาชนว่า “ความจริง” กับ “ช่องทางนำความจริงไปสู่ศาล” เป็นคนละเรื่องกัน:

1) ด่านอำนาจฟ้อง: มีความเป็นไปได้สูงมากที่ศาลฎีกาจะยกคำร้องในชั้นต้นด้วยเหตุ “ผู้ร้องไม่มีอำนาจร้องตามมาตรา 44” โดยไม่จำเป็นต้องข้ามไปเปิดดูเอกสารหลักฐานกว่า 70,000 หน้าเลยด้วยซ้ำ

2) ศาลไม่ได้ตัดสินว่าไม่มีการโกง: หากศาลยกคำร้องด้วยเหตุผลทางวิธีพิจารณาความ สังคมต้องเข้าใจว่า ไม่ได้แปลว่าศาลรับรองว่าการเลือก ส.ว. ครั้งนี้สุจริต แต่ศาลเพียงตอบว่า “ผู้ร้องเดินเข้าผิดประตู”

3) สนามสู้ถัดไป: เมื่อประตูศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งถูกปิดล็อคโดยโครงสร้างกฎหมาย สนามต่อสู้ต่อไปของผู้ร้องภายหลัง กกต. ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาตามมติเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 แล้ว คือ การส่งพยานหลักฐานไปให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งไต่สวนเพิ่มเติมตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 226 วรรคสอง ส่วน สว. มีสิทธิเข้าชื่อกันไม่ต่ำกว่า 20 คน ร้องต่อประธานวุฒิสภาว่า สมาชิกภาพของ สว. 136 คนสิ้นสุดลง เพราะฝักไฝ่หรือยอมตนอยู่ใต้อาณัติของพรรคการเมือง เพื่อให้ประธานวุฒิสภาส่งคำร้องนั้นไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยอีกครั้ง ครับ

วัส ติงสมิตร
นักวิชาการอิสระ
17/9/69

#คดีฮั้วสว #ศาลฎีกา #กกต #สว2567 #มาตรา44 #อำนาจฟ้อง #มาตรา62 #องค์กรอิสระ #มาตรฐานการพิสูจน์ #กระบวนการยุติธรรม #นิติรัฐ #วัสติงสมิตร

Leave a comment