ลั่นภท.ไม่เกี่ยวคดีฮั้วสว. ‘หนู’ซัดคนโยง จี้เคารพเสียงข้างมาก ไม่กลัวถูกยื่นซักฟอก กกต.ลุยสอบพันสีส้ม

19 กันยายน 2569 เวลา 06:03 น.

กกต.ชุดใหญ่ สั่งสอบเพิ่ม 3 สำนวน “ฮั้วสว.ส้ม” ลงมติช้า เหตุพยานปากสำคัญ เลื่อนให้ปากคำคณะที่ 26 หลายครั้ง ส่งผลไม่สามารถเชื่อมโยงไปยังหลักฐานเส้นทางการเงิน-ผู้สมัคร สว.และผู้อยู่เบื้องหลัง เกี่ยวกับการจ่ายเงินค่าจัดประชุม ด้าน‘หนู’ชี้คำวินิจฉัยกกต.ต้องเคารพเสียงข้างมาก ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ก็ตาม ชี้จุดเริ่มต้นมาจากการเมือง ยังไม่กำหนดวันกินข้าวรมต.แต่คุยพรรคร่วมตลอด มั่นใจผ่านซักฟอก ไม่เคยมีเจตนารมณ์ไม่สุจริตในการทำงาน’ภราดร’ไม่รู้ซักฟอกเรื่องอะไร แต่ครม.พร้อมชี้แจง ขณะที่’โรม’ยันลุยซักฟอกม.151 จี้ประธานสภาฯวางตัวเป็นกลาง‘สนธิ-คปท.’นัดรวมพลบุกกกต.25ก.ย.นี้

เมื่อวันที่ 18กันยายน2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ถึงความคืบหน้าในการไต่สวนคดีเกี่ยวกับการเลือก สว.หรือโกงเลือก สว.ที่ยังเหลืออีก 3สำนวน โดยอยู่ในชั้นคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่26 ดำเนินการสอบสวนอยู่และยังไม่เสร็จสิ้น โดย 3สำนวนดังกล่าว ได้แก่ 1.การฮั้ว สว.ของพรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองสีส้ม ในระดับจังหวัด 2.การฮั้ว สว.ของพรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองสีส้มในระดับประเทศ 3.กลุ่มฮั้วสว.อิสระ หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า“ฮั้ว สว.ส้ม”นั้น

กกต.สั่งสอบ3สำนวนฮั้วสว.ส้ม

ล่าสุด มีรายงานแจ้งว่า คณะกรรมการฯคณะที่ 26 ได้ส่ง 3สำนวนดังกล่าวไปยังที่ประชุม กกต.ชุดใหญ่แล้ว แต่ที่ประชุม กกต.ชุดใหญ่ สั่งให้สอบสวนเพิ่มเติม เนื่องจากพยานหลักฐานยังไม่เพียงพอในการพิจารณาเพื่อลงมติ สาเหตุที่พยานหลักฐานเกี่ยวกับเรื่องนี้ยังไม่เพียงพอนั้น เนื่องจากพยานปากสำคัญ ขอเลื่อนเข้าให้ปากคำกับคณะที่26 หลายครั้ง ส่งผลให้ไม่สามารถเชื่อมโยงไปยังหลักฐานชิ้นสำคัญคือ เส้นทางการเงิน ซึ่งมีความเชื่อมโยงไปถึงตัวผู้สมัคร สว.และผู้อยู่เบื้องหลัง เกี่ยวกับการจ่ายเงินค่าจัดประชุม

 “เรื่องนี้หมกเม็ดไม่ได้หรอก ถ้าหมกเม็ด เดี๋ยวโดนสังคมเอาตาย” แหล่งข่าวจากสำนักงาน กกต.ระบุ

‘อนุทิน’ย้ำภท.ไม่เกี่ยวข้องฮั้วสว.

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีเสียงวิพากษ์วิจารณ์คดีฮั้ว สว.ที่ยังคงมีต่อเนื่อง ว่า ตนยืนยันเหมือนเดิม รัฐบาลไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆกับการตัดสินใจหรือมติหรือการส่งดำเนินคดีใดๆก็ตาม ในส่วนที่ตนรับผิดชอบอยู่ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ฉะนั้นตนไม่มีข้อมูลที่จะให้ความเห็นอะไรได้

เมื่อถามว่ามองอย่างไรกับปฏิกิริยาผลวินิจฉัยคดีฮั้วสว.ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่มีเสียงข้างมากโดนวิพากษ์วิจารณ์แต่เสียงข้างน้อยก็ออกมาเปิดเผยข้อมูล นายอนุทิน กล่าวว่า “ผมไม่ได้มองอะไรเลย มันไม่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลหรืองานที่ผมรับผิดชอบอยู่ ผมคิดว่าทุกอย่างมีหลักของมันอยู่ หลักประชาธิปไตยเขาถืออะไร การวินิจฉัยในคดีความขององค์กรอิสระผมก็เห็นมีทั้งคะแนนเอกฉันท์ คะแนนเสียงข้างมาก คะแนนที่ก้ำกึ่ง หรือแม้แต่ประธานต้องลงความเห็นสองครั้ง แต่ที่สำคัญทุกรูปแบบต้องเป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ เขามีเขียนไว้หรือไม่ว่าเสียงข้างน้อยต้องชนะ ถ้าไม่มีก็แสดงว่าเสียงข้างมากวินิจฉัยอย่างไรก็เป็นไปตามนั้น ชอบหรือไม่ชอบก็ต้องทำตาม”

ฝ่าฝืนข้อห้ามเรื่องส่วนตัวคนนั้น

เมื่อถามว่า กรณีคนที่เคยให้ปากคำกกต.แล้วมากลับคำให้การ จนทำให้คนมองพรรคภูมิใจไทยในทางลบ จะเอาผิดอะไรกับคนให้การหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า มันไม่ได้มีผลลบกับพรรคภูมิใจไทยแต่มีคนพยายามลากพรรคภูมิใจไทยเข้าไปเกี่ยวข้อง พรรคภูมิใจไทยไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการฮั้วสว.ตนยังยืนยันเหมือนเดิมให้ยึดถือประกาศคำสั่งและข้อห้าม หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยคือตนที่ออกมา เป็นข้อปฏิบัติและข้อห้ามไม่ให้ผู้มีตำแหน่งทางการเมืองในสังกัดพรรคภูมิใจไทยไปยุ่งเกี่ยวกับการได้มาซึ่งสว.และตนไม่ข้องใจกับคนที่ไปให้ข้อมูล เพราะตนได้ทำหน้าที่ของตนไปแล้ว คนที่ไม่ทำตามก็ต้องไปรับผิดชอบกับสิ่งที่เขาได้ทำนั้น เป็นเรื่องที่เขาตัดสินใจ เพราะมีข้อห้ามแล้ว ถ้าใครยังไปทำก็ต้องไปแก้ต่างในความเป็นส่วนตัวของเขา ไม่ได้ทำในนามพรรคว่าอย่างนั้นเถอะ หากมีการกระทำเช่นนั้น

จุดเริ่มต้นเรื่องนี้มาจากการเมือง

เมื่อถามว่าจะทำอย่างไรให้ข้อครหานี้หมดไปจากพรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน กล่าวว่า คนที่ครหาก็เห็นหน้าอยู่ คนที่ไม่ติดใจก็เห็นหน้าอยู่ เมื่อถามว่ามองว่าเรื่องนี้เป็นการเมืองล้วนๆใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “จุดเริ่มเป็นการเมืองอยู่แล้ว จุดเริ่มก่อนมาถึงตรงนี้เมื่อ2ปีก่อนเป็นการเมือง”

ยังไม่กำหนดวันกินข้าวคุยรมต.

นายอนุทิน ยังให้สัมภาษณ์กรณีรัฐบาลทำงานมา 6เดือนแล้ว จะพูดคุยกับรัฐมนตรีถึงการทำงานของแต่ละกระทรวงเพื่อประเมินการทำงานหรือไม่ ว่า ตนคุยอยู่ตลอดทุกสัปดาห์ และตนได้แจ้งไปยังทุกท่านขอให้ทำงานอย่างเต็มที่ งานจะต้องจับต้องได้อย่างเป็นรูปธรรมเป็นประโยชน์ เมื่อถามว่ากรณีเลื่อนการทานข้าวร่วมกับรัฐมนตรีก่อนหน้านี้ ขณะนี้ได้กำหนดวันแล้วหรือยัง นายอนุทิน กล่าวว่า กำลังจะนัดอยู่ เหตุที่ต้องเลื่อนการทานข้าวในวันที่ 6 ก.ย.ที่ผ่านมา เนื่องจากตนมีภารกิจด่วนเข้ามาต้องเดินทางไปต่างประเทศในวันที่ 7 ก.ย. และวันที่ 17 ก.ย.ได้คุยกับ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงานในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ในฐานะแกนนำพรรคเพื่อไทย ว่าจะนัดทานข้าวกัน

เมื่อถามว่าจะเกิดขึ้นก่อนเดินทางไปสหรัฐอเมริกาเพื่อร่วมประชุมสหประชาชาติ วันที่ 20 ก.ย.นี้หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ยังไม่ได้กำหนดวัน เรื่องกินข้าวไม่ได้สำคัญอะไรหากมีเวลาก็กิน หากไม่มีเวลาก็หารือกันตลอดอยู่แล้ว โทรศัพท์คุยกันตลอด ตนไม่จำเป็นต้องคุยกับรัฐมนตรีทุกท่าน

พร้อมตอบซักฟอก-โหวตผ่านทุกครั้ง

เมื่อถามว่าต้องเตรียมพร้อมอะไรก่อนที่ฝ่ายค้านจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตอบไม่ถูก เราต้องพร้อมตอบในทุกเรื่องถ้าทำแล้วไม่ได้ออกมาจากเจตนารมณ์ที่ไม่สุจริต ทุกการกระทำของรัฐบาลทุกการตัดสินใจทุกการดำเนินงานตั้งแต่ตนมาเป็นรัฐบาลตนก็ทำอยู่บนพื้นฐานประโยชน์ของประเทศและประชาชนและเจตนารมณ์ที่สุจริตไม่มีตรงไหนที่สามารถบ่งชี้ว่าไปเอื้อประโยชน์กับใครคนใดคนหนึ่ง ตนทำงานแบบนี้มาตั้งแต่สมัยเป็นรมว.สาธารณสุข กี่ปีมาแล้วแต่ตนก็โดนอภิปรายทุกรอบ เป็นรมว.สาธารณสุขก็โดน แต่ก็ได้รับคะแนนเสียงไว้วางใจมากที่สุดแทบทุกครั้ง ตนก็มีความพร้อมในการชี้แจงหากถูกกล่าวหามีการอภิปรายหรือมีการตั้งคำถามก็ต้องตอบ

เมื่อถามว่าหากถูกอภิปรายในรอบนี้ก็มั่นใจว่าจะรอดใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “จะไม่มั่นใจก็ต่อเมื่อผมตั้งใจทำอะไรผิดแล้วนึกว่าคนจะจับไม่ได้ ถ้าอย่างนั้นจะกังวล แต่ผมไม่กังวลเพราะผมไม่มีวันทำอะไรที่ผิดกฎหมายและไม่เป็นประโยชน์กับประเทศและประชาชน”

‘ภราดร’ไม่รู้ซักฟอกตามมาตราไหน

ด้าน นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีฝ่ายค้านจะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลว่า เดี๋ยวรอว่าฝ่ายค้านจะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรเมื่อไหร่ เมื่อยื่นแล้วคงจะมีเวลาให้ฝ่ายรัฐบาลได้ดูญัตติว่ามีเรื่องอะไรบ้าง คงจะใช้เวลาหลังจากที่มีการยื่นตรวจญัตติประมาณ 1 สัปดาห์ และให้เวลารัฐบาลเพื่อเตรียมตัวประมาณ 1 สัปดาห์ แต่ตอนนี้ยังไม่ทราบว่าฝ่ายค้านจะยึดญัตติเมื่อไหร่ แต่อย่างไรก็ตาม ตนเชื่อว่าคณะรัฐมนตรีทุกคนพร้อมชี้แจงในทุกประเด็น ทุกข้อกล่าวหา ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการเก็งข้อสอบหรือไม่ว่าฝ่ายค้านจะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจเรื่องอะไรบ้าง นายภราดร กล่าวว่า ไม่เก็งเลย เพราะรัฐมนตรีแต่ละคนก็มั่นใจว่าที่ผ่านมาได้ปฎิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา พยายามที่จะแก้ไขปัญหาของประเทศ

เมื่อถามย้ำว่า ประเด็นยังคงอยู่ในเรื่องของฮั้ว สว., TH-AI Passsportและการทุจริตสอบเข้าข้าราชการท้องถิ่น นายภราดร กล่าวว่า ตนไม่ได้เป็นคนเขียนญัตติ ต้องไปถามฝ่ายค้านว่ามีประเด็นไหนที่ยังติดใจสงสัยหรือไม่ ถ้ายังติดใจสงสัยก็คงจะบรรจุไว้ในญัตติ พวกเราฝ่ายรัฐบาลก็พร้อมที่จะชี้แจงในทุกข้อกล่าวหา เมื่อถามว่า คาดว่าฝ่ายค้านจะยื่นญัตติอภิปรายตามมาตรา 151 หรือมาตรา 152 ของรัฐธรรมนูญ นายภราดร กล่าวว่า อยู่ที่ฝ่ายค้าน

‘โรม’ยันซักฟอกม.151-สมัยประชุมนี้

ขณะที่ นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน(ปชน.) เปิดเผยการเตรียมความพร้อมอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้านในสมัยประชุม2569ก่อนสิ้นสุดสมัยประชุมสภาฯสมัยสามัญประจำปีที่2 ปี2569 วันที่ 22ธ.ค.นี้ ว่า อยู่ในช่วงการรวบรวมข้อเท็จจริง ซึ่งมีรายละเอียดและหลายเรื่องมาก แต่จะต้องรวบรวมข้อเท็จจริงให้นิ่ง อยู่ระหว่างการสรุปว่า จะเป็นการอภิปรายรัฐมนตรีรายบุคคล หรือจะเป็นทั้งคณะ ก่อนพูดคุยกับพรรคร่วมฝ่ายค้าน เพื่อกำหนดแนวทางอภิปรายและระบุรัฐมนตรีคนใดบ้าง

เมื่อถามว่าอีกว่า ฝ่ายค้านจะใช้กลไกการอภิปรายเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 หรือการอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 นั้น นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ฝ่ายค้าน จะใช้กลไกการอภิปรายเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 แน่ ๆ แต่สำหรับการอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 จะต้องมีการพิจารณาอีกครั้ง และย้ำว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล จะเกิดขึ้นทันสมัยประชุมสภา 2569 นี้แน่นอน

เล็งคุย’ปชป.-กล้าธรรม’ร่วมทำศึก

เมื่อถามว่า การพูดคุยกับพรรคร่วมฝ่ายค้าน เป็นการพูดคุยกับพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และพรรคกล้าธรรม (กธ.) พร้อมกันเลยหรือไม่นั้น นายรังสิมันต์ ยอมรับว่า พรรคกล้าธรรมอาจต้องพูดคุยกันว่า พรรคกล้าธรรมจะมีจุดยืนอย่างไร เพราะการพิจารณาร่างพรบ.งบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ2569 ในวาระที่3พรรคกล้าธรรมก็มีแนวทางพิเศษ แตกต่างจากพรรคร่วมฝ่ายค้าน แต่พรรคปชป.จะพูดคุยกันอย่างแน่นอน เพราะอยู่ในพรรคร่วมฝ่ายค้าน ซึ่งไม่มีปัญหาและจะพูดคุยทำหน้าที่ร่วมกันหลังจากนี้ ส่วนพรรคเล็กอื่นๆ เดี๋ยวจะมีการพิจารณาอีกครั้งเช่นเดียวกัน

จี้ประธานสภาฯวางตัวเป็นกลาง

เมื่อถามว่า การอภิปรายของฝ่ายค้าน จะมีอุปสรรคหรือไม่ เช่น ข้ออ้างจากฝ่ายรัฐบาล ที่บางประเด็นปัญหาก็อยู่ระหว่างการตรวจสอบขององค์กรอิสระแล้ว เช่น การฮั้ว สว. หรือการทุจริตสอบท้องถิ่น ฯลฯ และยังคาบเกี่ยวรัฐบาลก่อน ที่รัฐบาลหลาย ๆ ชุดมักจะอ้างไม่ได้เกิดขึ้นในรัฐบาลชุดนี้นั้น นายรังสิมันต์ กล่าวว่า เจออุปสรรคแน่ และฝ่ายค้าน จะต้องเตรียมพร้อมให้ดี เพราะทราบว่า ขณะนี้ ได้มีการสั่งการให้ข้าราชการฝ่ายประจำ เตรียมหาเหตุผลทำให้การยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ไม่สามารถทำได้อย่างเต็มที่ ซึ่งเรื่องนี้ นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร น่าจะตอบได้ดีที่สุดว่า ตกลงแล้ว มีการวางแผนใดๆ หรือไม่ ซึ่งตนขอยืนยันว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจ ฝ่ายค้าน ได้ดำเนินการกันมาหลายครั้งแล้ว ฉะนั้น จึงไม่มีเหตุผลจะต้องเตะตัดขา หรือเปลี่ยนแปลง ดังนั้น จึงหวังว่า ประธานสภาผู้แทนราษฎร จะทำหน้าที่อย่างเป็นกลาง หรือหากฝ่ายค้านอภิปรายแล้ว จะต้องออกมาปกป้องนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี หรือออกมาปกป้องแกนนำรัฐบาล ซึ่งก็จะเป็นการกระทำที่ไม่เป็นกลาง พร้อมยืนยันว่า ฝ่ายค้าน มีประสบการณ์ในการทำงาน โดยเฉพาะการตรวจสอบ ฉะนั้น ในแง่กระบวนการ และขั้นตอน ตนทราบดีกว่า จะต้องทำอย่างไร แต่ตนก็กังวลว่า จะเกิดวิชาสาระพัดวิชา เพื่อทำให้งานของฝ่ายค้านมีอุปสรรค

‘สนธิ-คปท.’นัดบุกกกต.25ก.ย.นี้

นายพิชิต ไชยมงคล แกนนำเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “PichitChaimongkol” เพื่อนัดหมายเคลื่อนไหวทางการเมือง ร่วมกับ นายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยระบุข้อความเชิญชวนประชาชนและมวลชนเตรียมความพร้อมสำหรับการเดินทางไปชุมนุมที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในวันศุกร์ที่ 25 กันยายน 2569 ตั้งแต่เวลา 10.00 น.เป็นต้นไป พร้อมเน้นย้ำให้ผู้ร่วมเดินทาง “ใส่รองเท้าผ้าใบมาร่วมกัน” เพื่อแสดงพลังร่วมกันในวันดังกล่าว

‘สมชัยยก3คดีโต้ช่องทางเอาผิดกกต.

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก“ปั่นไปไหน-สมชัย ศรีสุทธิยากร”กล่าวถึงช่องทางการดำเนินคดีกับ กกต.โดยระบุว่า มีผู้พิพากษาอาวุโสท่านหนึ่งให้ความเห็นว่า หากจะดำเนินการกับ กกต.ต้องยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตามมาตรา 234 และ 235 ของรัฐธรรมนูญเพียงช่องทางเดียว ยังมีกฎหมายอื่นที่สามารถใช้เป็นช่องทางดำเนินการได้ พร้อมยกตัวอย่าง อย่างน้อย 3 กรณีที่มีการยื่นเรื่องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง กรณีแรก วันที่ 3 กันยายน 2569 ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งมีคำสั่งรับคำร้องเป็นคดีดำที่ ลต.สว.9/2569 กรณีผู้สมัคร สว.ผิดกลุ่มที่จังหวัดอำนาจเจริญ และ กกต.มีคำวินิจฉัยว่าสามารถสมัครได้ โดยศาลนัดตรวจพยานหลักฐานวันที่ 27 ตุลาคม 2569 กรณีที่2 วันที่ 9 กันยายน 2569 ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งรับคำร้องเป็นคดีดำที่ ลต.สว.10/2569 โดยนายสมชัยระบุว่า ใช้ฐานการร้องตามมาตรา 44 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. กรณีขอให้เพิกถอนและสั่งให้ สว.อำนาจเจริญ2 รายพ้นจากตำแหน่ง ศาลนัดตรวจพยานหลักฐานวันที่ 27 ตุลาคม 2569 กรณีที่3 วันที่ 16กันยายน 2569 กลุ่ม สว.สำรอง ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง เพื่อคัดค้านคำวินิจฉัยและมติของ กกต.เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 โดยใช้ฐานการร้องตามมาตรา 44 และระบุความผิดตามมาตรา 32 และ 62 ซึ่งนายสมชัยระบุว่า ศาลรับเรื่องทางธุรการแล้ว

ปูดสภาสูงปีกน้ำเงินเดูด สว.เข้าก๊วน

นาวาตรีวุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ สว.กลุ่มอิสระ กล่าวถึงการทำงานวุฒิสภาต่อจากนี้ว่า เมื่อ กกต.ส่งคำร้องคดีฮั้ว สว.ไปศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง แล้วศาลฎีกาฯ รับคำร้องไว้ไต่สวนจะมีคำสั่งให้ สว. 26คน ตามรายชื่อที่ กกต. ประกาศออกมาในคดีฮั้ว สว. จะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จะทำให้ สว. เสียงหายไป 26 คน แต่แทบไม่มีผล เพราะประธานวุฒิสภา รองประธานวุฒิสภา ยังเป็นคนของฝ่ายเขาอยู่ อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงในส่วนของคนที่จะมาเป็นประธานคณะกรรมาธิการสามัญของวุฒิสภา 4-5 คน เพื่อมาแทนที่ สว.ที่ถูก กกต.ยื่นคำร้อง แต่ฝ่ายสีน้ำเงินยังคุมเสียงข้างมากอยู่ ทำให้มองสภาพแล้วในวุฒิสภาก็คงไม่ได้มีอะไรแตกต่างไปจากเดิม เพราะมีการกำหนดไว้แล้วว่า ห้ามส่งคำร้องไปศาลฎีกาเกินยี่สิบกว่าคน เขาก็ตัดออกมาได้แล้ว 26 คน แต่ ณ ขณะนี้สีน้ำเงินก็ยังคุมอยู่ สว.26คน ก็ยังมาประชุมกันตามปกติ มีการปลุกขวัญกำลังใจกันเต็มที่

เมื่อถามว่า เสียง สว. ที่หายไป 26คน แต่ตอนนี้ฝ่ายสีน้ำเงินก็ยังคุมสภาพในวุฒิสภาได้อยู่ นาวาตรีวุฒิพงศ์กล่าวย้ำว่า ก็คุมได้ แต่ว่าก็ต้องไปหาพวก สว.อิสระ ให้มาอยู่กับพวกเขาเพิ่มเติมเสียงเข้าไป ซึ่งก็มีหลายต่อหลายคนที่จากเดิมเป็น สว.อิสระ ตอนนี้ก็ไม่อิสระแล้ว ต้องคอยมอนิเตอร์ดูกันไป

 “เรื่องนี้รากเหง้ามันอยู่ที่ตัวเราเอง ผมเคยอภิปรายในที่ประชุมวุฒิสภาหลายหนว่า บุญคุณไม่ต้องมี แต่บุญคุณของประเทศชาติและประชาชนที่เขาเสียภาษีมาจ้างเรา สิ่งนี้สำคัญสุด เราต้องชดใช้บุญคุณของประชาชน ไม่ใช่บุญคุณของเจ้านายที่ไหนก็แล้วแต่ไม่เกี่ยวแล้ว เมื่อได้เป็น สว.ต้องทำหน้าที่ตามที่ได้เคยสาบานไว้ตอนเข้าปฏิบัติหน้าที่ ที่บอกไว้ว่า จะปฏิบัติหน้าที่ให้ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญตามกระบวนการที่ถูกต้อง แต่ที่ทำกันทุกวันนี้ ก็มีคนจำนวนหนึ่งเข้าใจว่ากระบวนการที่ถูกต้องคือทำตามที่เขาสั่ง แบบนี้มันไม่ใช่ มันผิดแน่ ๆ แต่หากในอนาคตถ้ามีพวก สว. สำรอง จำนวนหนึ่งเข้ามาทำหน้าที่มองว่าวุฒิสภาก็จะดีขึ้นตามลำดับ แต่ว่าตอนนี้หากหลับตาจะมองเห็นอนาคนเลยว่ามันยังมืดไปหมด” สว.กลุ่มอิสระ ระบุ

ร้องปปช.สอบทรัพย์สินประธานกกต.

นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ เปิดเผยว่า ได้ส่งหนังสือทางไปรษณีย์ EMS ไปยัง ปปช.ขอให้ตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของ นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ กรณีเข้ารับตำแหน่ง กกต.เมื่อวันที่ 30 ส.ค. 68 ว่ามีการยื่นบัญชีโดยถูกต้องตามความใน พรป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 หรือไม่ โดยนายเรืองไกร ระบุว่า จากข่าวการลงมติคดีฮั้วเลือก สว.จึงได้ย้อนตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินในฐานข้อมูลที่เก็บไว้ เมื่อนำมาพิจารณากับกฎหมายต่างๆที่เกี่ยวข้องพบข้อสังเกตที่ควรให้ ปปช.ตรวจสอบคือ นายณรงค์ ได้แจ้งในแบบบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินของ ปปช.ว่า มีรายได้ประจำ 3รายการ คือ เงินเดือน 966,480 บาท เงินประจำตำแหน่ง 510,000 บาท เงินค่ารับรองเหมาจ่าย 510,000บาท รวมรายได้ประจํา 1,986,480 บาท และแจ้งว่ามีเงินได้พึงประเมิน 1,592,040 บาท จึงมีเหตุอันควรตรวจสอบว่า ผลต่างระหว่างรายได้ประจำ 1,986,480 บาท กับเงินได้พึงประเมิน 1,592,040 บาท นั้น มีการนำรายได้เงินค่ารับรองเหมาจ่าย 510,000 บาท ไปรวมเสียภาษีให้กรมสรรพากรครบถ้วน หรือไม่ หากเสียไม่ครบ จะเข้าข่ายฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรม ตามมาตรา 87 หรือไม่

นอกจากนี้ นายณรงค์ แจ้ง ปปช.ว่า เคยดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ตั้งแต่ปี 2566-2568 แต่ไม่พบการแจ้งรายได้เงินบำนาญที่อาจมีจากตำแหน่งดังกล่าว จึงมีเหตุอันควรสงสัยว่า นายณรงค์ มีเงินบำนาญจากตำแหน่งผู้พิพากษา หรือไม่ มีการแจ้งรายได้ครบถ้วนหรือไม่ หากไม่ครบ จะเข้าข่ายฝ่าฝืนมาตรา 114 หรือไม่ ซึ่งกรณีนี้เทียบเคียงกับการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของนายเอกวิทย์ วัชชวัลคุ ต่อวุฒิสภา กรณีเข้ารับตำแหน่ง ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 3 มี.ค.67 ซึ่งแจ้งว่า เคยดำรงตำแหน่งประธานศาลอุทธรณ์ภาค 6 ตั้งแต่ ต.ค. 66-12 พ.ย. 66 และแจ้งรายได้เงินบำนาญไว้ 683,877.60 บาท

สงสัยแจ้งไม่ครบ-เลี่ยงภาษีหรือไม่

นายณรงค์ แจ้ง ปปช.ว่า ตนเองมีที่ดิน6แปลง รวม 3,250,000บาท คู่สมรสมีที่ดิน 9แปลง รวม 47,228,500 บาท แต่ไม่พบการแจ้งรายจ่ายค่าภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ตามความมาตรา9 พรบ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ.2562 จึงมีเหตุอันควรสงสัยว่า นายณรงค์ มีการเสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างครบถ้วนหรือไม่ หากไม่ครบ มีหนี้ค่าภาษีที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ได้รับแจ้งตามแบบ ภ.ด.ส.หรือไม่ ถ้ามีหนี้แต่ไม่แจ้ง จะเข้าข่ายฐานไม่แจ้งหนี้ที่มีหลักฐานเป็นหนังสือ อันฝ่าฝืนมาตรา114หรือไม่และการที่ นายณรงค์ แจ้ง ปปช.ว่า มีปืนสั้น1กระบอก ได้มาปี2559 มูลค่า 37,500บาท คู่สมรสมีปืน1กระบอก ได้มาปี2564 มูลค่า 28,680บาท แต่ไม่แจ้งทะเบียนอาวุธปืนหรือเครื่องกระสุนปืน(ใบ ป.3 หรือ ป.4) ตามพรบ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืนพ.ศ.2490 กรณีจึงมีเหตุอันควรสงสัยว่า นายณรงค์ แจ้งการครอบครองอาวุธปืนของตนเองและคู่สมรส โดยให้ข้อมูลถูกต้องครบถ้วนหรือไม่

Leave a comment