21 กันยายน 2569 เวลา 09:00 น.

วานนี้ 20 กันยายน 2569 ดร.สุวินัย ภรณวลัย นักเขียนและอดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์โพสต์ภาพพร้อมข้อความวิเคราะห์การเมืองเกี่ยวกับม็อบ ด้วยข้อความทั้งหมดระบุว่า “เมื่อการเมืองมวลชนบนท้องถนนของไทยกำลังกลายเป็นสิ่งตกยุคทางประวัติศาสตร์ มีช่วงเวลาหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่ ถนนคือสนามรบสำคัญที่สุดของการเมือง หากผู้คนจำนวนมากพอออกมารวมตัวกัน
รัฐบาลอาจสั่นคลอน
นายกรัฐมนตรีอาจต้องลาออก
ระบบการเมืองทั้งระบบอาจเปลี่ยนทิศทาง
คนไทยหลายรุ่นจึงเติบโตมากับความทรงจำว่า
เมื่อการเมืองในระบบแก้ปัญหาไม่ได้
ประชาชนต้องออกมาบนถนน
…..

ผู้เขียนเองเป็นคนหนึ่งที่เคยอยู่ในยุคสมัยนั้น
ผู้เขียนจึงรู้ดีว่า
ความรู้สึกของการอยู่ท่ามกลางผู้คนนับหมื่นนับแสนคนเป็นอย่างไร
เสียงปราศรัย
เสียงตะโกน
เสียงปรบมือ
ตลอดจนความรู้สึกว่า
สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้า
อาจเปลี่ยนประวัติศาสตร์ได้จริง
แต่วันนี้
เมื่อเวลาผ่านไปหลายสิบปี
ผู้เขียนกลับมีคำถามอีกแบบหนึ่ง
หรือยุคสมัยของการเมืองมวลชนบนท้องถนน
กำลังผ่านพ้นไปแล้วอย่างไม่มีวันหวนกลับ?
…..
1. เมื่อถนนเคยเป็นศูนย์กลางของอำนาจ
หากย้อนกลับไปดูการเมืองไทยหลายสิบปี
เราจะพบการเมืองบนถนนครั้งแล้วครั้งเล่า
14 ตุลาคม 2516
พฤษภาคม 2535
พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย 2549
แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ 2552
กปปส. 2557
ไม่ว่าคนแต่ละฝ่ายจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับขบวนการเหล่านี้
สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธได้ยากคือ
ถนนเคยเป็นแหล่งกำเนิด Political Power ที่สำคัญของสังคมไทย
จำนวนคนมีความหมาย
การยึดพื้นที่มีความหมาย
การปักหลักยาวนานมีความหมาย
เพราะเมื่อผู้คนจำนวนมากอยู่บนถนนต่อเนื่อง
ต้นทุนของรัฐบาลจะสูงขึ้นเรื่อย ๆ
ทั้งในทางการเมือง
เศรษฐกิจ
ความชอบธรรม
และการบริหารประเทศ
…..
แต่สิ่งที่เราเรียกว่า Mass Movement
ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะมีผู้นำขึ้นเวที
และไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะมีประชาชนไม่พอใจรัฐบาล
มันต้องผ่านกระบวนการหลายขั้น
Grievance (ความคับข้องใจ)
→ Trigger (ตัวจุดชนวน)
→ Mobilization (เริ่มระดมคน)
→ Expansion (เริ่มขยายตัว)
→ Mass Mobilization (กลายเป็นการระดมมวลชนจำนวนมาก)
→ Mass Retention (การรักษาการชุมนุมของมวลชน)
→ Movement (ขบวนการล้มรัฐบาล)
ประชาชนจำนวนมากอาจไม่พอใจเรื่องเดียวกัน
แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะออกจากบ้าน
คนจำนวนมากอาจออกมาหนึ่งวัน
แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะกลับมาอีกในวันรุ่งขึ้น
และต่อให้มีคนจำนวนมากอยู่บนถนนหลายวัน
ก็ไม่ได้หมายความว่าขบวนการจะสามารถขยายตัวต่อไปได้
…..
หัวใจของ Mass Movement จึงไม่ใช่เพียงจำนวนคน
แต่คือความสามารถในการ
เปลี่ยนความไม่พอใจ
ให้กลายเป็นการเข้าร่วมทางกายภาพอย่างต่อเนื่อง
นี่คือสิ่งที่ผู้เขียนเรียกว่า
Mass Retention (การรักษาการชุมนุมของมวลชน)
หากรักษามวลชนไม่ได้
การชุมนุมก็เป็นเพียง Event
หากรักษาได้เฉพาะแกนนำและผู้สนับสนุนเดิม
มันก็เป็นเพียง Campaign
แต่ถ้าสามารถดึงคนที่เดิมไม่ได้อยู่ในขบวนการเข้ามา
และคนเหล่านั้นกลับมาอีก
วันแล้ววันเล่า
จนเกิดแรงกดดันทางการเมืองที่ขยายตัวเองได้
เมื่อนั้นจึงเริ่มเกิด
Movement (ขบวนการล้มรัฐบาล)
…..
2. ทำไมม็อบในอดีตจึงเติบโตได้?
Mass Movement ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะผู้นำเก่งเพียงอย่างเดียว
ผู้นำอาจมีความสามารถในการปราศรัย
มีสื่อ
มีเครือข่าย
มีองค์กร
แต่สิ่งเหล่านั้นเป็นเพียง
เครื่องรับและขยายคลื่น
มันไม่ใช่ตัวคลื่น
คลื่นเกิดขึ้นเมื่อความไม่พอใจที่สะสมอยู่ในสังคม
พบกับเหตุการณ์บางอย่าง
ที่ทำให้คนจำนวนมากเกิดความรู้สึกร่วมว่า
พอแล้ว!
เหตุการณ์เช่นนี้คือ Trigger (ตัวจุดชนวน)
แต่ Trigger ก็ยังไม่เพียงพอ
มันต้องทำให้คนจำนวนมากข้ามเส้นที่ผู้เขียนเรียกว่า
Participation Threshold (เส้นแบ่งการเข้าร่วมชุมนุม)
คนที่เคยนั่งดูอยู่บ้าน
เริ่มคิดว่า
ครั้งนี้ฉันควรออกไป
เพื่อนออก
ญาติออก
เพื่อนร่วมงานออก
เมื่อคนเห็นคนอื่นออกมา
ต้นทุนทางจิตวิทยาของการเข้าร่วมก็ลดลง
การระดมมวลชนจึงเริ่มขยายตัวเอง
…..
ในช่วงรุ่งเรืองของการเมืองมวลชนไทย
ยังมีองค์ประกอบอีกอย่างหนึ่งที่สำคัญมาก
คือ
Organizational Network หรือเครือข่ายจัดตั้ง
พรรคการเมือง
สหภาพแรงงาน
NGO
เครือข่ายนักศึกษา
กลุ่มวิชาชีพ
องค์กรท้องถิ่น
สื่อ
กลุ่มผลประโยชน์
และเครือข่ายประชาชน
ช่วยกันเปลี่ยนความไม่พอใจที่กระจัดกระจาย
ให้กลายเป็น
Collective Action หรือปฏิบัติการรวมหมู่
ดังนั้น Mass Movement ที่แท้จริง
ไม่เคยเกิดจากบุคคลคนเดียว (ขีดเส้นใต้ตรงนี้)
…..
3. แต่โลกการเมืองเปลี่ยนไปแล้ว
สิ่งที่เปลี่ยนอย่างใหญ่หลวงในวันนี้คือ
โครงสร้างของ Attention (ความสนใจ)
ในอดีต
เมื่อสื่อโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ หรือสถานีดาวเทียมไม่กี่แห่ง
สามารถทำให้คนจำนวนมาก
เห็นเรื่องเดียวกัน
ฟังเรื่องเดียวกัน
โกรธเรื่องเดียวกัน
การสร้าง Grand Narrative (เรื่องเล่าใหญ่) จึงทำได้ง่ายกว่า
แต่วันนี้
โทรศัพท์มือถือหนึ่งเครื่อง
เปิดประตูเข้าสู่เรื่องเล่านับพันเรื่อง
การเมือง
ดารา
สงคราม
หุ้น
กีฬา
ละคร
TikTok
YouTube
ข่าวอาชญากรรม
เรื่องพระ
เรื่องชู้สาว
เรื่องเศรษฐกิจ
เรื่อง AI
ทั้งหมดกำลังแข่งขันกันแย่ง Attention
ของมนุษย์คนเดียวกัน (ขีดเส้นใต้ตรงนี้)
…..
ดังนั้นก่อนที่ผู้นำทางการเมืองคนหนึ่ง
จะทำให้ประชาชนเชื่อเรื่องเล่าของตน
เขาต้องทำสิ่งที่ยากกว่านั้นเสียก่อน
คือ
ทำให้ประชาชนหยุดดูเรื่องอื่น
แล้วหันมาฟังเขา
นี่คือเหตุผลที่ผู้เขียนแยก
Narrative Power (พลังในการเล่าเรื่อง)
ออกจาก Attention Power (พลังในการดึงความสนใจ)
คนคนหนึ่งอาจยังมีความสามารถสูงมากในการเล่าเรื่อง
แต่ถ้าคนส่วนใหญ่ไม่ได้หันมาสนใจฟังอีกเหมือนแต่ก่อน
Narrative Power นั้นก็ไม่สามารถแปลงเป็น Political Power (พลังทางการเมือง) ได้เหมือนเดิม
…..
และสิ่งที่ยิ่งยากขึ้นไปอีกคือ
Attention (ความสนใจ) ยังไม่เท่ากับ Commitment (ข้อผูกมัด)
คนอาจดูคลิปหนึ่งล้านครั้ง
คอมเมนต์หนึ่งหมื่นครั้ง
แชร์หนึ่งแสนครั้ง
แต่ทั้งหมดนั้นยังไม่เท่ากับ
การออกจากบ้าน
เดินทางไปสถานที่ชุมนุม
ยืนกลางแดด
อยู่จนกลางคืน
กลับมาอีกวัน
และทำเช่นนั้นต่อเนื่องหลายสัปดาห์
…..
ดังนั้น
Online Engagement ≠ Mobilization
การเข้าร่วมทางออนไลน์ ยังไม่ใช่การระดมคนจริง
และ Mobilization ≠ Movement
การระดมคนจริง ก็ยังไม่ใช่ขบวนการล้มรัฐบาล
นี่คือความแตกต่างสำคัญของการเมืองยุคใหม่
…..
4. เมื่อผู้นำมวลชนจากโลกเก่ากลับมา
คำถามนี้กลับมาหาผู้เขียนอีกครั้ง
เมื่อคุณสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตผู้นำ พธม. เมื่อยี่สิบปีก่อน
ประกาศกลับมาเคลื่อนไหวทางการเมือง
พร้อมถ้อยคำใหญ่โตหลายครั้ง
ทั้งการชูคำขวัญ
“เอาประเทศไทยคืนมา”
และการประกาศเดินสายทั่วประเทศ
สำหรับคนที่เคยเห็นพลังของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในอดีต
คำประกาศเช่นนี้ย่อมทำให้เกิดคำถามว่า
ประวัติศาสตร์กำลังจะกลับมาหรือไม่?
ผู้เขียนเองเคยร่วมอยู่ในสนามการเมืองยุคนั้นจึงรู้ว่า
คุณสนธิเคยมี
สื่อ
เครือข่าย
ทุนทางเรื่องเล่า
และความสามารถในการระดมมวลชนมากเพียงใด
แต่การที่คุณสนธิมี Historical Mobilization Power
ไม่ได้หมายความว่า จะยังมี Present Mobilization Power
เท่าเดิม
เพราะสิ่งที่เปลี่ยนไป ไม่ใช่เพียงอายุของผู้นำ
แต่คือโลกทั้งใบที่ล้อมรอบผู้นำนั้น
…..
5. Narrative Capital ยังอยู่ แต่ Conversion Rate เปลี่ยนไป
คุณสนธิยังมีสิ่งที่ผู้เขียรเรียกว่า
Narrative Capital (ทุนเรื่องเล่า)
เขามีผู้ติดตามเดิม
มีผลงานในอดีต
มีชื่อเสียง
มีความทรงจำร่วมกับคนรุ่นหนึ่ง
และมีระบบสื่อของตัวเอง
สิ่งเหล่านี้ไม่ได้หายไป
ดังนั้นเขายังสามารถหยิบประเด็นต่าง ๆ
ตั้งแต่ทุนเทา
สิ่งแวดล้อม
Data Center
การทุจริต
ทุนต่างชาติ
SME
หรือปัญหาเศรษฐกิจ
ขึ้นมาสร้างเรื่องเล่าใหญ่ได้อย่างต่อเนื่อง
…..
แต่ปัญหาของคุณสนธิคือ
Narrative Capital (ทุนเล่าเรื่อง) ไม่เท่ากับ Mobilization Power (พลังในการระดมมวลชน)
ระหว่างสองสิ่งนี้ ต้องมี Conversion (กระบวนการเปลี่ยนผลัด) หลายชั้น
Narrative Capital (ทุนเล่าเรื่อง)
× Attention Capture (จับความสนใจของผู้คนได้อยู่หมัด)
× Belief Conversion (เปลี่ยนเรื่องเล่าใหญ่ให้กลายเป็นความเชื่อสุดจิตสุดใจ)
× Participation Conversion (กระทั่งเปลี่ยนความเชื่อนั้นให้เป็นการตัดสินใจเข้าร่วมชุมนุม)
= Mobilization Power
หากคนฟังสนธิ
แต่ไม่เชื่อ
ย่อมไม่เกิดการ Mobilize
หากเชื่อสนธิ
แต่ไม่ออกจากบ้าน
ก็ไม่เกิดการ Mobilize
หากออกมาหนึ่งครั้ง
แต่ไม่กลับมาร่วมชุมนุมอีก
ก็ไม่เกิด Mass Retention (การรักษาม็อบ)
และหากไม่มี Mass Retention
ก็ไม่มี Mass Movement
ตรงนี้เอง
ที่ทำให้ผู้เขียนเริ่มมองการเคลื่อนไหวปัจจุบันของคุณสนธิ
ต่างจากเมื่อยี่สิบปีก่อน
…..
6. Campaign ไม่เท่ากับ Movement
การเดินสายต่างจังหวัด
การขึ้นเวทีของเครือข่ายท้องถิ่น
การทำคลิป
การปราศรัย
การสร้างประเด็นรายสัปดาห์
และการรักษาฐานผู้ติดตามเดิมเอาไว้
สามารถทำให้ Campaign
ดำรงอยู่ได้นานมาก
โดยไม่จำเป็นต้องกลายเป็น
Mass Movement
นี่คือความแตกต่างที่สำคัญ
Campaign สามารถดำรงอยู่ด้วย
สื่อ
ผู้ติดตามเดิม
กิจกรรมเป็นระยะ
และประเด็นใหม่อย่างต่อเนื่อง
แต่ Movement ต้องการคนใหม่
และต้องการคนใหม่จำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ (ขีดเส้นใต้ตรงนี้)
…..
ดังนั้นคำถามที่ผู้เขียนสนใจ
จึงไม่ใช่ว่าคุณสนธิยังจัดกิจกรรมได้หรือไม่
หรือยังมีคนฟังหรือไม่
เพราะคำตอบคือ ได้อยู่แล้ว
คำถามที่สำคัญกว่าคือ
เขาสามารถเปลี่ยน Campaign
ให้กลายเป็น Movement ได้หรือไม่
และสำหรับเรื่องนั้นสิ่งที่ขาดไม่ได้คือ
Trigger (ตัวจุดชนวน)
…..
7. ผู้นำสร้างคลื่นไม่ได้ทุกครั้ง
นี่เป็นบทเรียนสำคัญอย่างหนึ่ง
ที่ผู้เขียนได้จากการย้อนกลับไปศึกษาการเมืองมวลชนอีกครั้ง
เรามักจดจำประวัติศาสตร์ผ่านชื่อผู้นำ
จนเผลอคิดว่าผู้นำคือผู้สร้างประวัติศาสตร์
แต่ในความเป็นจริง
ผู้นำจำนวนมากเพียงบังเอิญอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม
เมื่อคลื่นทางประวัติศาสตร์กำลังมาเท่านั้น
คนที่มีความสามารถ
สามารถขี่คลื่น
ขยายคลื่น
หรือกำหนดทิศทางคลื่นได้
แต่ไม่มีใครสามารถสร้างคลื่นมหาสมุทรขึ้นมาจากความว่างเปล่าได้
…..
นี่ทำให้ผู้เขียนกลับไปคิดถึงการเมืองไทยในปัจจุบัน
ปัญหาของประเทศมีจริงมากมาย
ค่าครองชีพ
คอร์รัปชัน
ทุนเทา
ความเหลื่อมล้ำ
ปัญหาสิ่งแวดล้อม
การแข่งขันจากทุนต่างชาติ
ความไม่พอใจต่อรัฐบาล
ทั้งหมดสามารถกลายเป็นGrievance (ความคับข้องใจ) ได้
แต่ Grievance ไม่เท่ากับ Trigger
และ Trigger ต่อรัฐบาล ถ้ามีขึ้นมาจริง
ก็ไม่ได้หมายความว่าจะกลายเป็น Trigger ให้ผู้นำคนใดคนหนึ่งโดยอัตโนมัติ
…..
ถ้าวันหนึ่งเกิดเหตุการณ์ใหญ่
จนคนจำนวนมากข้าม Participation Threshold
ประชาชนอาจออกมาด้วยตัวเอง
ผ่านเครือข่ายใหม่
พรรคการเมืองใหม่
ประชาสังคม
หรือการรวมตัวรูปแบบที่เรายังไม่รู้จัก
คลื่นนั้น
ไม่จำเป็นต้องไหลเข้าสู่เวทีของผู้นำจากอดีตแต่อย่างใด
…..
8. หรือสิ่งที่กำลังหมดไปไม่ใช่ “ม็อบ” แต่คือยุคสมัยหนึ่ง
เมื่อผู้เขียนคิดมาถึงตรงนี้
คำถามเรื่องคุณสนธิจึงค่อย ๆ เล็กลง
จนแทบไม่ใช่คำถามสำคัญในสายตาผู้เขียนอีกต่อไป
คำถามใหญ่กว่าคือ
การเมืองไทยกำลังเปลี่ยน Political Form หรือไม่?
อำนาจทางการเมืองอาจกำลังย้ายจากถนนไปสู่
พรรคการเมือง
ระบบราชการ
เครือข่ายทุน
ข้อมูล
แพลตฟอร์ม
อัลกอริทึม
สื่อดิจิทัล
การจัดการ Attention
และระบบนิเวศของอำนาจที่ซับซ้อนกว่าเดิม
ใช่หรือไม่?
…..
นั่นไม่ได้หมายความว่า
จะไม่มีการชุมนุมใหญ่อีกเลย
ประวัติศาสตร์ไม่มีใครรับประกันเช่นนั้นได้
หากเกิด Trigger ที่รุนแรงเพียงพอ
ประชาชนจำนวนมหาศาล
ยังสามารถกลับลงถนนได้เสมอ
แต่สิ่งที่ผู้เขียนกำลังตั้งข้อสังเกตคือ
ถนนอาจไม่ใช่ศูนย์กลางของ Political Power
อย่างที่เคยเป็นอีกต่อไป
และนี่เป็นคนละเรื่องกับการบอกว่า
“ม็อบตายแล้ว”
…..
9. The Last Mass Movement
บางที
สิ่งที่คนรุ่นผู้เขียนกำลังเห็น
อาจไม่ใช่เพียง
การโรยราของผู้นำมวลชนคนหนึ่ง
แต่มันอาจเป็น
การโรยราของรูปแบบการเมืองที่คนรุ่นเราเคยคุ้นเคย
เราเคยเชื่อว่า
เมื่อบ้านเมืองมีปัญหา
ต้องลงถนน

หลังจากโพสต์ของ ดร.สุวินัย ภรณวลัย เผยแพร่ลงมาบนโลกออนไลน์ ทำเอาชาวเน็ตต่างก็เข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกัน เช่น
“ชัดเจนมากคะ อาจาร์ย”
“ขอบคุณครับอาจารย์เชื่อมโยงประเด็นได้น่าสนใจมากครับมีหลักคิดและรูปธรรมมากทำให้ต้องกลับมาอ่านใหม่เพื่อตรวจสอบทบทวนกรอบความคิดตัวเอง”
“นอกจากอาหารดี ดนตรีไพเราะ ถ้ามารอบนี้คงต้องแจกแพมเพิสด้วย”
“ฟืนเปียกน้ำอย่างไรก้อจุดไฟไม่ติด”
“จุดไม่ติดเพราะเหตุผลในจัดม็อบมันไม่เป็นเหตุเป็นผลเพียงพอ ข้ออ้างในการออกมาต่อต้านรัฐบาลฟังไม่ขึ้น ประกอบกับประชาชนก็เห็นว่าปัญหาของประเทศส่วนใหญ่ก็เกิดมาก่อนมีรัฐบาลนี้และเห็นว่ารัฐบาลได้กำลังแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง จึงไม่เห็นเหตุผลที่จะทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย ซึ่งไม่ดีในสายตาต่างชาติและนักลงทุน รวมถึงผู้นำม็อบขาดความน่าเชื่อถือในสายตาของผู้ที่รู้ข้อมูล”
“เพราะไม่มีใครซื่อสัตย์ทำเพื่อชาติตามที่พูด ประชาชนผิดหวัง ไม่ยอมเปนเหยื่ออีก”

















ขอขอบคุณข้อมูลแลพภาพจาก เฟซบุ๊ก สุวินัย ภรณวลัย