คนป่วยทางเดินหายใจทะลุ 1.7 แสนราย วิกฤตหมอกควันไฟป่าอินโดนีเซีย

คนป่วยทางเดินหายใจทะลุ 1.7 แสนราย วิกฤตหมอกควันไฟป่าอินโดนีเซีย

23 ก.ย. 2569 13:08 น.

คนป่วยทางเดินหายใจทะลุ 1.7 แสนราย วิกฤตหมอกควันไฟป่าอินโดนีเซีย

กระทรวงสาธารณสุขอินโดนีเซียเผย พบผู้ป่วยติดเชื้อทางเดินหายใจเฉียบพลันในพื้นที่ได้รับผลกระทบจากไฟป่าและไฟไหม้ที่ดินกว่า 174,000 ราย ตั้งแต่เดือนสิงหาคมถึง 21 กันยายน ในจำนวนนี้เป็นเด็กเล็กกว่า 40,000 ราย ขณะที่หมอกควันพิษปกคลุมหลายพื้นที่ของอินโดนีเซีย รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์

กระทรวงสาธารณสุขอินโดนีเซียเปิดเผยว่า พบผู้ป่วยโรคติดเชื้อทางเดินหายใจเฉียบพลัน หรือ ARI จำนวน 174,694 ราย ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากไฟป่าและไฟไหม้ที่ดิน ระหว่างเดือนสิงหาคมถึงวันที่ 21 กันยายน โดยในจำนวนนี้มีเด็กเล็กมากกว่า 40,000 ราย

ตัวเลขดังกล่าวรวบรวมจาก 7 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากหมอกควัน และเพิ่มขึ้นจากกว่า 113,000 รายที่รายงานเมื่อวันที่ 9 กันยายน สะท้อนถึงผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนจากสถานการณ์ไฟป่าที่ยืดเยื้อมาหลายสัปดาห์

ไฟป่าในเกาะบอร์เนียว สุมาตรา และปาปัว ส่งผลให้หมอกควันปกคลุมหลายพื้นที่ของอินโดนีเซีย ซึ่งมีประชากรมากกว่า 280 ล้านคน รวมถึงพื้นที่ในประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียและสิงคโปร์ ทำให้ดัชนีคุณภาพอากาศในหลายพื้นที่ลดลงจนอยู่ในระดับที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

เธน สุยันตี เจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุขอินโดนีเซีย ระบุว่า หมอกควันมีมลพิษหลายชนิด รวมถึงฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าเส้นผมมนุษย์ และสามารถเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจ ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อและปัญหาสุขภาพอื่น ๆ

กระทรวงสาธารณสุขได้ส่งความช่วยเหลือไปยังพื้นที่ประสบภัย โดยมีทั้งเครื่องผลิตออกซิเจนแบบเข้มข้น หน้ากากอนามัย และถังออกซิเจน พร้อมแนะนำประชาชนให้ลดกิจกรรมกลางแจ้งเมื่อคุณภาพอากาศแย่ลง สวมหน้ากากอนามัย และดื่มน้ำให้เพียงพอ

อินโดนีเซียเผชิญไฟป่าเป็นประจำในช่วงฤดูแล้ง ซึ่งโดยทั่วไปอยู่ระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงตุลาคม แต่ปีนี้สถานการณ์รุนแรงขึ้น โดยมีปัจจัยจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่คาดว่าจะมีความรุนแรงสูงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกข้อมูลเปรียบเทียบเมื่อประมาณ 40 ปีก่อน

แพลตฟอร์มติดตามไฟป่า Nusantara Atlas ตรวจพบจุดความร้อนทั่วประเทศประมาณ 734,000 จุด ณ วันที่ 23 กันยายน ซึ่งสูงกว่าช่วงฤดูไฟป่ารุนแรงในปี 2019 มากกว่า 30% ขณะที่ตั้งแต่ต้นปี มีพื้นที่ถูกไฟไหม้แล้วอย่างน้อย 895,657 เฮกตาร์ หรือเกือบ 5.6 ล้านไร่ คิดเป็นเกือบ 6 เท่าของพื้นที่มหานครลอนดอน

รัฐบาลอินโดนีเซียระดมเจ้าหน้าที่มากกว่า 54,000 คน และเครื่องบินหลายสิบลำเพื่อปฏิบัติการทิ้งน้ำดับไฟในเกาะบอร์เนียวและสุมาตรา แต่พื้นที่กว้างใหญ่และสภาพพื้นที่พรุที่ควบคุมไฟได้ยาก ทำให้ภารกิจดับไฟมีความซับซ้อน

เท็ดดี อินทรา วิจายา เลขาธิการคณะรัฐมนตรีอินโดนีเซีย กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ยังคงปฏิบัติงานทั้งทางอากาศและภาคพื้นดิน เพื่อดับไฟ ลดผลกระทบจากควัน และปกป้องประชาชนจากภัยคุกคามของไฟป่าและไฟไหม้ที่ดิน

สถานการณ์ไฟป่าส่งผลให้โรงเรียนบางแห่งต้องหยุดการเรียนการสอน และมีรายงานผู้ป่วยเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเพิ่มขึ้นทั่วอินโดนีเซีย โดยจำนวนผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจที่เกี่ยวข้องกับไฟป่าเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่า จาก 50,891 รายเมื่อวันที่ 1 กันยายน เป็น 113,336 รายเมื่อวันที่ 9 กันยายน ตามข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุข

ผลกระทบยังขยายไปถึงสัตว์ป่า โดยเฉพาะอุรังอุตังซึ่งเป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง มูลนิธิอนุรักษ์สัตว์ป่าในอินโดนีเซียเผยแพร่ภาพอุรังอุตังตัวหนึ่งมีอาการดิ้นทุรนทุรายอยู่บนพื้นในสวนปาล์มน้ำมันของจังหวัดกาลิมันตันตะวันตก ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด อุรังอุตังตัวดังกล่าวถูกเกษตรกรพบและได้รับการช่วยเหลือ พร้อมรักษาภาวะพร่องออกซิเจน และตายลงในเวลาต่อมา

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กลุ่มชนพื้นเมืองและภาคประชาสังคมในกาลิมันตันตะวันตกได้ยื่นฟ้องแบบกลุ่มต่อรัฐบาลกลางและฝ่ายปกครองท้องถิ่น โดยกล่าวหาว่าละเลยหน้าที่ในการรับมือไฟป่าที่ลุกลามในจังหวัดอย่างเหมาะสม ทนายความของกลุ่มระบุว่า เหตุการณ์หมอกควันที่เกิดขึ้นซ้ำทุกปีสะท้อนถึงความล้มเหลวในการป้องกันและจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติ

ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา อินโดนีเซียได้ดำเนินปฏิบัติการทำฝนเทียมหลายครั้ง โดยบางภารกิจได้รับความร่วมมือจากสมาชิกกองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่น ซึ่งเดินทางมายังเกาะบอร์เนียวเมื่อต้นเดือนเพื่อช่วยเหลือภารกิจดับไฟ

การทำฝนเทียมเป็นกระบวนการกระตุ้นเมฆที่มีอยู่แล้วให้เกิดฝน โดยอาจใช้การโปรยผลึกเกลือหรือซิลเวอร์ไอโอไดด์เข้าสู่ก้อนเมฆ อย่างไรก็ตาม นักอุตุนิยมวิทยายังมีความเห็นแตกต่างกันเกี่ยวกับประสิทธิภาพของวิธีการดังกล่าว

รัฐซาราวักของมาเลเซีย ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่นอกอินโดนีเซียที่ได้รับผลกระทบจากหมอกควันรุนแรง ได้เปิดปฏิบัติการทำฝนเทียมเป็นเวลา 5 วันเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา นอกจากช่วยรับมือหมอกควันแล้ว ยังมีเป้าหมายเพิ่มระดับน้ำในเขื่อนผลิตไฟฟ้าพลังน้ำหลายแห่ง ก่อนเข้าสู่ช่วงอากาศแห้งแล้งรุนแรงที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในเดือนตุลาคม

ดักลาส อุงกาห์ เอ็มบาส รองนายกรัฐมนตรีรัฐซาราวัก เตือนว่า เดือนตุลาคมอาจมีอากาศร้อนและแห้งแล้งมากขึ้น จึงต้องการเพิ่มระดับน้ำในเขื่อนให้ได้มากที่สุดก่อนที่สภาพอากาศจะเลวร้ายลง

ขณะเดียวกัน หมอกควันจากไฟป่ายังลอยไปไกลถึงบางพื้นที่ของฟิลิปปินส์ ซึ่งเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นขอให้ประชาชนอยู่ภายในอาคารให้มากที่สุด และสิงคโปร์ที่เริ่มออกประกาศเตือนสถานการณ์หมอกควันเป็นประจำทุกวัน เพื่อให้ประชาชนติดตามคุณภาพอากาศและป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพ.

ที่มา BBC / AFP

Leave a comment