24 กันยายน 2569 เวลา 12:06 น.

“เติร์ด Tilly Birds” เปิดใจผ่านรายการ PrimeCast ถึงมุมมองความรักวัย 31 ปีที่ยังไม่เคยมีแฟนอย่างเป็นทางการ เล่าวิกฤตสุขภาพที่เผชิญมาตลอดทั้งภาวะทางเดินอาหารอักเสบจนเกือบขึ้นโชว์ไม่ได้ รวมถึงภาวะ IBS ที่ขับถ่ายผิดปกติจากความเครียด เผยเบื้องหลังฉายา King of ห้องน้ำ ที่เพื่อนในวงตั้งให้ และปัญหานอนไม่หลับฝังลึกจากวัยเด็กจนต้องพึ่งพาแพทย์ กินยาปรับสภาพต่อเนื่องกว่า 2 ปี
อายุ 31 แต่ไม่เคยมีแฟน ?
เติร์ด Tilly Birds: ก็เป็นเรื่องปกติ หลายคนที่อายุเยอะกว่าเรา หรือเท่าเรา หลายคนก็ไม่เคยประสบพบเจอกับการมีแฟนมาก่อน คือเคสล่าสุดของเราหวังพึ่งมากในใจว่า อยากเป็นแฟนกับเขา อยากขอเป็นแฟน แต่ล่าสุดเป็น Long Distance ก็จบไป ส่วนที่ผ่านมาก่อนหน้านั้นอยู่ในขั้น Situationship แต่ว่าท้ายที่สุด เราอาจจะยังไม่ใช่สำหรับเขา แล้วในบางกรณีก็อาจจะมีเคสที่เรารู้สึกว่าเขาไม่ได้ใช่สำหรับเราเหมือนกัน
การเดทกันจะต้องเริ่มจากอะไร ?
เติร์ด Tilly Birds: จะเจอกันใน Application หรือว่าใน Instagram ช่องทางออนไลน์ต่าง ๆ มากกว่า หรือไม่ก็เป็นเพื่อนของเพื่อนที่รู้จักกัน ก็ยังไม่ได้เจอคนที่เข้ากัน หรือว่าลงล็อก 100% กับคนล่าสุดประมาณ 7-8 เดือน แต่ว่าถ้าในที่ผ่านมาก็จะมีบางครั้งก็ 2 เดือนหรือเกือบปี แต่ว่าเราจะมีทั้ง 2 กรณี คือเขารู้สึกว่าเราไม่ใช่ เขาก็จะบอกตรง ๆ หรือเรารู้สึกว่า เรายังไม่ได้อะไรกับเขาขนาดนั้น ในสมัยเรา เพื่อนก็เคยบอกว่า เขากับแฟนเขา คุยกันหนึ่งปีเลยก่อนจะคบ มีหลายกรณีมากในที่ผ่านมา แต่นานสุดของเราที่คุยกันเกือบปี ส่วนใหญ่เขาจะเบรกเรามาเองว่า พี่เติร์ดดีมากเลยนะ แต่หนูไม่ใจเต้นกับพี่ หนูไม่ได้รู้สึกกับพี่ จะเป็นส่วนใหญ่ แต่ว่าในเคสในกรณีที่เราไม่ได้อะไรกับเขาก็มี แต่จะน้อยกว่าแบบแรกครับ
มีสเปกผู้หญิงตายตัวไหมหรือชอบคนที่เคมีและ Lifestyle เข้ากันมากกว่า ?
เติร์ด Tilly Birds: Physically ผู้หญิงหน้าตาทรงหมวย ๆ Lifestyle ไม่จำเป็นต้องตรงกัน 100% แค่คุยกันรู้เรื่อง แบบเรามีกันและกัน be there for each other เหมือนมีไว้เพื่อเป็นความสบายใจ และเป็น Safe Zone ที่ยึดเหนี่ยว เพราะว่าเราก็อายุ 31 ปีแล้วอาจจะไม่ได้มองถึงความสัมพันธ์ที่แบบอย่างนั้น เราอาจต้องการการลงหลักปักฐานสักหน่อยแล้ว หน้าตาสำหรับเราเป็นสิ่งแรก แต่ว่าก็ยังไม่สำคัญเท่าความเข้ากันอยู่ดี ท้ายที่สุดอย่างคนที่เราเคยรู้สึกชอบเขา แต่ว่าไม่ได้ตรงตามรูปภัณฑ์ หรือ Physical Traits ที่เรามองไว้ Type ที่เรามองไว้ก็มีเหมือนกัน
นิยาม “ความโรแมนติก” ของตัวเองไว้แบบไหนคิดว่าเดทแรกที่ดีควรเป็นยังไง ?
เติร์ด Tilly Birds: เป็นคน Hopeless Romantic ก็คือ Unrequited love เดทแรกก็จะถามเขาว่าอยากกินอาหารชนชาติไหน แล้วก็จะจิ้มว่า อยากกินอินเดีย อยากกินจีน อยากกินญี่ปุ่น เราก็จะอยู่ระแวกไหน หาที่ใกล้ ๆ เขา พาเขาไปสะดวกสบายที่สุด อาจจะมีของขวัญเล็ก ๆ ติดมือไปให้เขา เพราะว่าตอนที่แม่อยู่ เขาจะชอบเย็บผ้า แล้วเคยเย็บกระเป๋าใส่เศษตังค์ เล็ก ๆ แล้วเคยบอกว่า ไปหาคนคุยใช่ไหม เอากระเป๋านี้ไปฝากเขาสิ เราก็แบบเขาจะชอบไหม ของจากแม่ เขาต้องชอบสิ เราก็โอเค
เพลงของคุณจะเปลี่ยนไปตาม Status หัวใจไหม ถ้าช่วงไหนอินเลิฟจะได้ฟังเพลง Feelingใหม่ ๆ หรือเปล่า ?
เติร์ด Tilly Birds: เป็นไปได้ เพราะว่าเราเขียนเพลงจากเรื่องราวชีวิตโดยตรง คือเรียนฟิล์ม เรียนภาพยนตร์ แล้วอาจารย์คนสอนคือคุณยุ้ย จะบอกว่าอยากให้เขียนเรื่องอะไรที่เรารู้ดีที่สุด เพราะว่า Detail ที่รู้ดีที่สุดจะเป็นสิ่งที่พิเศษ ไม่เหมือนใคร ฉะนั้นเพลงที่เราเขียนส่วนใหญ่ ร้อยละ 90 ของเพลง Tilly Birds มาจากชีวิตเรา แต่งเองทั้งหมด แต่ว่าอัลบั้มล่าสุดมีคนมาช่วยและทีมครับ
ทำงานหนักขนาดนี้มีช่วงที่ร่างกายเริ่มประท้วงหรือมีปัญหาสุขภาพกวนใจบ้างหรือเปล่า ?
เติร์ด Tilly Birds: มีครับ แต่เราไม่อยากจะฟันธงนะ เพราะว่ายังไม่ได้ไปหาหมอ จะไปหาหมอวันที่ 13 สิงหาคมนี้ เพิ่งมีเวลาไปหา เข้าข่ายสิ่งที่เรียกว่า IBS ภาวะลำไส้แปรปรวน ตั้งแต่เด็ก ช่วงมัธยม เราลำไส้อักเสบบ่อยมากจนบางครั้งเป็นหนักไข้ขึ้นเข้าโรงพยาบาล ทางเดินอาหารอักเสบ ปีที่แล้วก็ก่อนจะไปเล่นคอนเสิร์ตที่ต่างจังหวัดก็สาหัสก่อนขึ้นเครื่อง ต้อง Cancel Flight ตรงนั้น แล้วเลื่อนคิวงานไปเพราะว่า เติร์ดไม่ไหว อาเจียนอยู่ตรงที่เลื่อนกระเป๋า แบบไม่ไหวแล้ว นั้นคือหนักกว่าที่เป็นปกติ เหมือนอาหารเป็นพิษด้วย แล้วเขาวินิจฉัยว่า เป็นทางเดินอาหารอักเสบเฉียบพลัน ต้อง Admit ที่สมิติเวช ตอนขึ้นที่สนามบินเลย ปวดท้องหนักที่สุดในชีวิต ตอนนั้นหนักรู้สึกปวดแล้วก็จะอาเจียน แต่ไม่มีอะไรออกมาแล้ว พอเป็นอย่างนี้บ่อย ๆ ก็เลย Develop หรือพัฒนา กลายเป็น IBS กินอะไรเข้าไปที่ละเอียดอ่อนมาก อาจจะถ่ายทันทีลำไส้ตรง หรือว่าบางครั้งกินน้ำหรือไม่กินเลย ตื่นมาแล้วทำงานลืมกินข้าว ก็มาถ่ายเหมือนท้องเสีย แต่จะไม่ใช่ท้องเสีย จะเป็นการถ่ายที่ถ่ายเป็นน้ำของเหลว
ถ้าสมมติว่ากำลังจะต้องขึ้นเวที ?
เติร์ด Tilly Birds: มีบ่อยเหมือนกัน เพราะความเครียดน่าจะเป็นสาเหตุหนึ่งของสิ่งนี้ ความเครียดจะกระตุ้นทำให้อยู่ ๆ ก็ปวด บางครั้งรู้ว่าไม่ทันแล้วก็ต้องขึ้น แต่ว่าส่วนใหญ่จะทัน ยังโชคดี เพราะว่ารู้ไวเหมือนฉี่ เสร็จแล้วขึ้นเลย ถ้าอยู่บนเวทีส่วนใหญ่จะไม่มา จะมาแค่ก่อนขึ้น แต่มีอยู่รอบหนึ่งที่ปวด จำได้ที่อุบล ตลาดทุ่งศรีเมือง แล้วผมปวดมากจะขึ้นแล้ว เขาบอกว่ามีห้องน้ำอยู่ ต้องเดินฝ่าคนดูเป็นพันคนไป คือไม่มีห้องน้ำตรงนี้ ต้องอั้นไว้ แล้วขึ้นไป มีเพลงนึงจำท่อนผิด เข้าผิด เหมือนประมาณว่า Intro 2 ห้องแล้ว เราจำได้ว่าห้องเดียวก็เลยขึ้นไปก่อน คำว่า ขี้หดตดหาย ปันปัน คือหายไปเลย น่าจะตกใจหายไปหมด แต่เราร้องเพลงไหว แต่แค่กลัวจะไม่ไหว พอลืมเนื้อมีสิ่งอื่นที่มาทดแทนความกังวลตรงนี้ก็เลยหายไปเลย เหมือนขี้หักใน หมอก็พยายามบอกว่า อย่าอั้น เดี๋ยวท้องผูก เพราะตอนเด็ก ๆ เคยอั้นจนพัฒนากลายเป็นริดสีดวงหรือเป็นฝี เคยเป็นฝีกับริดสีดวงพร้อมกันแล้วต้องผ่าออก ต้องเจาะ ฉีดยา
คนอื่นเขาเก็บแต้มคาเฟ่หรือร้านอาหาร แต่เราเป็นสาย “Check in ห้องน้ำทั่วไทย” ช่วยเล่าที่มาที่ไปหน่อย ?
เติร์ด Tilly Birds: มีอยู่หลายครั้ง คือ ตอนนั้นเดินทางจากจังหวัดแห่งหนึ่ง แต่ต้องผ่านอีก 3 จังหวัด ก็คือเดินทางทั้งหมด 4 จังหวัด ทุกครั้งที่เขาแวะปั๊ม เรา Check in หมดเขาก็เลยเรียกว่าCheck in เพราะว่า เติร์ดไปสร้าง Landmark มีบิลลี่เคยบอกว่า “นายลองอยากเปลี่ยนจากรีวิวคอนเสิร์ตเป็นรีวิวห้องน้ำไหม” ปวดเข้าห้องน้ำ 4 จังหวัดเลย เพื่อนก็เลยสถาปนาว่า King of ห้องน้ำนะ มีสถานที่ที่แย่ที่สุด ก็คือไปออกกองถ่าย MV เพลง The แบก ตอนนั้นช่วงโควิดระลอก 2 แล้วห้องน้ำที่ไปถ่าย คือ Location ไปถ่ายโรงสีข้าวเก่า แล้วห้องน้ำนึกภาพว่าไม่ได้สกปรก แต่เก่ามาก คือทั้งห้องและโถส้วมดำจน My God ไม่มีฝารอง เหมือนส้วมห้องน้ำร้านก๋วยเตี๋ยวเก่า ๆ เราก็ยังไงดี ทีมงานก็บอกว่า ข้างหน้าปากซอยมีโลตัส เข้าได้ดีกว่า เราแบบฝนตกขนาดนี้แล้วเดี๋ยวพี่ต้องถ่ายแล้วทำไง เราก็เลยใช้ Skill ห้ามไม่ให้ผิวเรา โดนกับฝารองชักโครก ก็คือ Squat ก็ทิชชู่เปียก ทิชชู่แห้ง พร้อมเสร็จ ประสบการณ์ค่อนข้างมีเยอะจนรับมือได้ เคยเจอโถส้วมตัน..ที่เจอตึกแดง หรือว่าที่ห้องน้ำใช้ไม่ได้ สามารถเอาตัวรอดได้ หรือทิชชู่หมด เคยผ่านหมดแล้วครับ
เคยมีช่วงที่เจอปัญหาโรคนอนไม่หลับบ้างไหม ช่วงนั้นรับมือหรือปรับการใช้ชีวิตยังไงให้ผ่านไปได้?
เติร์ด Tilly Birds: ก็ยังไม่หลับ เพราะว่าตอนเด็ก ๆ นอนกับป๊า แม่ เรานอนตรงกลาง นอนห้องเดียวกัน ป๊าแกดูบอล ดูชิงร้อยชิงล้าน มีเสียง คือเขาไม่ได้เปิดดัง แต่ว่าแสงจากจอ เราก็ไม่หลับ แม่เราหลับไปแล้ว เขาดูทีวีก็ต้องแกล้งหลับ เป็นอย่างนี้มาตั้งแต่ตอนนั้น พอช่วงประถมก็หลับเองได้ยากมาตั้งแต่จำความได้ จนทุกวันนี้ก็ต้องพึ่งยา หาหมอที่โรงพยาบาลแผนกนี้โดยตรง ทรมานมาก แล้วคือจะมาง่วงตอนไหนรู้ไหม ตอนต้องใกล้จะตื่น เป็นแทบจะทุกครั้งในการต้องออกกองตอนเช้า ไม่ว่าจะอยู่เบื้องหลังหรืออยู่เบื้องหน้า อาจจะเพราะกังวล สมมติเวลาตี 5:00 น. จะต้องตื่นแล้ว บิลลี่บอกว่า น่าจะเป็นเพราะความเครียด กินยาก็แล้ว ชาคาร์โมมายล์ก็แล้วทำทุกอย่าง อาบน้ำร้อน ทำให้ห้องเย็นที่สุด ทำทุกวิถีทาง ซึ่งทุกวันนี้ดีขึ้นนะ แต่ก่อนหนักมาก
จัดการยังไง สมมติไม่ได้นอน 2-3 วัน ?
เติร์ด Tilly Birds: นั่งเขียนเพลง นั่งดูหนังบนเครื่อง นั่งทำงานไปเลย แต่สมมติว่าจะต้องไปเพอร์ฟอร์ม แล้วจะต้องขึ้นเวที ร่างกายเราเหนื่อย ต้องฝืนทำยังไงก็ได้ให้คนดูไม่รู้ แต่ส่วนใหญ่ก่อนคอนเสิร์ตได้พัก แต่ก่อนออกกองส่วนใหญ่ไม่ยอมหลับ ตื่นเต้น แต่เราไม่ได้กินยานอนหลับทุกวันจริง ๆ จะมีบางวันที่เผลอหลับไปเองบ้าง อย่างเช่น วันที่อาจจะกินเยอะ หรือว่าอาจจะเหนื่อยมาก แต่ต้องบังเอิญจริง ๆ หัวโล่ง หรือว่าไม่เครียด เพราะถ้าเครียดเมื่อไหร่ แล้วเป็นคนที่พอหลับตาเหมือนสมอง Shut down ไม่ได้ ต้องบอกตัวเองว่าหลับเถอะ แต่สมองตอนนั้นเราตัดสินใจพลาดหรือเปล่านะ เมื่อประมาณหลายปีที่แล้ว ก็จะวนมา พยายาม นับแกะ พยายามหายใจ ใช้หลายเทคนิค ใช้หลายวิธี เรียกว่า Bad Anxiety ครับ
มีปัญหานอนไม่ค่อยหลับแบบนี้ เคยคิดจะไปทำ Sleep Test เช็กดูไหม?
เติร์ด Tilly Birds: Sleep Test ยัง ตอนแรกที่ไปหาหมอที่นี่ ถามเขาเลยว่าผมต้อง Sleep Test ไหม เขาบอกว่า Sleep Test ไว้สำหรับคนที่นอนแล้วเหมือนหยุดหายใจ หรือว่ากัดฟัน มีปัญหาระหว่างการนอน ซึ่งเราก็ไม่รู้นะว่าเรามีไหม คือแม่เพื่อนเราเพิ่งไปตรวจมาแล้วเขาบอกว่าใน 1 นาที เขาหยุดหายใจไปเกิน 60 ครั้งแล้ว เราอึ้ง เพราะ 1 นาที 60 วินาทีแล้ว เขาทำยังไงก็ต้องรักษา ไป Sleep Test จริงจัง แต่ของเราหมอบอกว่ายังไม่ถึงขั้นนั้น ถ้าคุณไม่ได้มีปัญหาในระหว่างการนอน คุณมีปัญหาแค่ในการที่พยายามจะนอน ใช้แค่ยาพอแล้ว ให้ยาปรับสภาพ ก็ปรับมา 2 ปีแล้ว ที่ต้องกินยาเกือบทุกวัน เหมือนร่างกายเราจัดการได้ อาจจะจำและชินไปแล้วครับ
ทุกวันนี้สุขภาพใจโอเคไหม เวลาเริ่มรู้สึกว่างานกดดันจนใจสั่นหรือวิตกกังวล มีวิธีดึงตัวเองกลับมายังไงบ้าง ?
เติร์ด Tilly Birds: จิตใจในเรื่องของการงานจะเครียดหน่อย มีความ Paranoid มีความ Anxious เป็น C ดีกว่า เมื่อกี้เป็น Sleep Anxiety อันนี้เป็น Work anxiety แต่ว่าตอนเด็ก ๆ เคยเป็นสิ่งที่เข้าข่ายก็ยังไม่ได้มีการวินิจฉัย 100% ว่าเป็น Panic Disorder หรือเปล่า
ตอนเด็ก ๆ โดน Bully เรื่องรูปร่าง
เติร์ด Tilly Birds: หลัก ๆ โดน ชื่อพ่อชื่อแม่ รูปร่างมีบ้าง แต่ว่าชื่อพ่อชื่อแม่เรา เป็นอาหาร โจ๊ก กุ้ง ก็โดนล้อเยอะหน่อย ก็ผ่านมาได้ ล้อกันเข้มข้น คือเราลืมเรื่อง Panic Disorder ไปเลย เพราะคิดเรื่องนี้แทนตอนนั้น ผ่านมาได้ เพราะว่าช่วงเปลี่ยนผ่านไป ม.ปลาย ได้ไปอยู่กับเพื่อนที่โอเคมากขึ้น ในสายเรียนศิลป์-ญี่ปุ่น ตอนมัธยมเรียนรวมในห้อง แล้วพอแยกสายก็เป็นสายคำนวณ สายภาษา ก็จะอยู่กับเพื่อนที่สบายใจมากกว่า แต่เพื่อนที่ Bully เราหลัก ๆ ก็ไปเรียนศิลป์-จีน อยู่ห้องเดียวกัน แต่กลายเป็นว่า เราขอเขาหลายรอบแล้วว่า เรื่องนี้หยุดเถอะ วันที่แม่เราเสีย เขาก็ไปกราบศพแม่ ขอโทษที่เคยล้อ ทุกคนไม่ใช่แค่เขา ทุกคนที่เคย Bully เราตอนนั้นก็ไปขอโทษคุณแม่เรา
ประสบการณ์ที่เคยผ่านการโดน Bully มา ถ้าวันหนึ่งมีลูก แอบกังวลหรือกลัวว่าลูกจะต้องมาเจอเรื่องแบบนี้เหมือนกันไหม ?
เติร์ด Tilly Birds: มีลูก จะมีไหมหาแฟน แต่คงรับบุตรบุญธรรม การมีลูกในยุคนี้ต้องคิดเยอะจริง ๆ ลูกเราเกิดมาแล้วจะสอนเขายังไง เขาจะเจอโรคอะไร เพิ่งมี Conversation นี้กับเพื่อนไปตอนไปเที่ยวญี่ปุ่นด้วยกันเดือนที่แล้วว่า เรานั่งคุยกันเรื่องลูก เรื่องสร้างครอบครัว เรื่องแต่งงาน อายุเพิ่มขึ้น คนส่วนใหญ่ถ้าเลือกได้ก็จะไม่มี เพราะว่า กลัวโลก กลัวสังคมตอนนี้ ไม่รู้จะเอาอยู่ไหม จะดูแลเขาไหวหรือเปล่า
คิดว่าความกดดันของการเป็นศิลปินแตกต่างจากอาชีพอื่นยังไงบ้าง ?
เติร์ด Tilly Birds: เราอาจจะพูดได้ไม่เต็มปาก หรือไม่ 100% เพราะว่าไม่ได้สัมผัสชีวิตของเพื่อนเราที่ทำงานอื่น ได้แค่ Glimpse งานเป็นยังไง Suffer ยังไง ชอบ Research มากว่าความอึดอัดในการทำงานของเขาเป็นยังไง ของเราเป็นอย่างนี้ แล้วก็มาแชร์กัน เราเลยไม่สามารถบอกได้ว่า การเป็นศิลปินกดดันมากกว่า บางครั้งเขาต้องทำ KPI ให้ถึง ทำยอดก็เครียด หนักใจเหมือนกัน เราก็เลยไม่กล้าตอบว่าศิลปินหนักกว่า แต่เชื่อว่าทุกคนมีความทุกข์เหมือนกัน แต่อาจจะทุกข์ในเรื่องที่ต่างกันครับ
ตารางงานร้องเพลงและทัวร์คอนเสิร์ตแน่นขนาดนี้ ทุกวันนี้มีวิธีดูแลเสียงของตัวเองยังไง?
เติร์ด Tilly Birds: เราไม่กินเหล้าอยู่แล้ว ถ้าก่อนร้องเพลง เนื่องจากเป็นคนที่ Gassy หมายความว่า เรอหรือผายลมอาจจะบ่อย เยอะเป็นพิเศษ ก็เลยต้องเว้นก่อนคอนเสิร์ตอย่างน้อยชั่วโมงหรือ 2 ชั่วโมงบางครั้ง ร้อง ๆ ไปเรอ คือผายลมไม่เท่าไหร่ แต่ว่าเวลาเรอร้องไม่ได้ ต้องให้คนดูร้องแล้วกัน ก็จะเป็นอย่างงั้นต้องเว้น แล้วเหล้าไม่กินอยู่แล้ว ถ้าเลี่ยงได้ก็ดี บุหรี่ทำลายทางเดินหายใจ เราไม่ได้สูบอยู่แล้ว ใครที่สูบแล้วเป็นนักร้อง ก็เข้าใจว่าเลิกยาก เป็น Addiction เสพติด ฉะนั้นก็ระวังสุขภาพตัวเองด้วย เราอาจจะเป็นเปอร์เซ็นต์น้อยด้วยซ้ำที่ไม่ได้ยุ่งกับของพวกนี้ ช่วยชีวิตเราตรงนี้ไว้มาก ๆ เวลาไปร้องเพลงหรืออัดเพลงคือไม่มีเสมอหะ การที่คุณสูบบุหรี่ หรือว่าสูบ vape ทำให้เส้นเสียงสกปรก ไม่ได้คลีน 100% แล้วเราใช้เสียงหากิน สิ่งนี้เป็นเครื่องดนตรี คนอื่นมีกีตาร์ มีเบส มีนิ้วมือ มีเปียโน แต่เครื่องดนตรีเราชิ้นหนึ่งคือสิ่งนี้ อีกชิ้นหนึ่งคือไมโครโฟน ก็ต้องดูแลเครื่องดนตรีให้ดีครับ
การที่คนใกล้ชิดในครอบครัวป่วย ทำให้เริ่มมองเรื่องสุขภาพของตัวเองเปลี่ยนไปไหม มีความกลัวหรือระวังเรื่องการส่งต่อทางกรรมพันธุ์?
เติร์ด Tilly Birds: แม่เราเป็นมะเร็งปอด ซึ่งแม่ไม่ใช่ Smoker ไม่สูบบุหรี่ หรือ Genetics ไม่รู้เหมือนกัน แต่ยายเสียเพราะมะเร็งลำไส้ อะไรที่ไม่ดียายเรากินหมด เบาหวาน, ไต ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นกี่อย่างเขาก็เสียไป ส่วนแม่เราพิศวงมาก เพราะว่าเขาไม่ได้สูบบุหรี่ ไม่ได้ทำงานในที่ที่มีควันธูป แต่สิ่งหนึ่งที่เรากับป๊าสังเกต ไม่ได้ฟันธงเพราะว่าเราก็ไม่สามารถฟันธงได้ คือเขาชอบเย็บผ้า เย็บปักถักร้อย เย็บกระเป๋า เคยเย็บกระเป๋าคีย์บอร์ดให้บิลลี่ เย็บกระเป๋าเป้ให้เราสะพายใส่คอม ทุกวันนี้ยังใช้ได้อยู่ เย็บมาตลอดตั้งแต่เรายังไม่เกิด เขามีอุปกรณ์เย็บผ้า แล้วทุกครั้งที่เขานั่งทำงาน เขาไม่ใส่ Mask เราก็ไม่รู้ว่า Microfiber fabric เศษผ้าเล็ก ๆ หรือฝุ่นที่เขาเก็บกองกันไว้เยอะ ๆ เข้าไปหรือเปล่า เรากับป๊าพยายามสันนิษฐานตรงนี้ วินิจฉัยว่าเพราะอะไรแม่ถึงเป็นมะเร็งปอดเป็นไปได้หลายปัจจัย เพราะว่าเขาเป็นคนที่ดูแลสุขภาพดีที่สุดคนหนึ่งในชีวิต ที่เรารู้จักแม่ เขาหัวใจสั่นเพราะกาแฟแล้วเขารักกาแฟมาก แค่กลิ่นมาเขาก็ไม่ไหว เขาก็ห้ามใจได้ ห้ามกินไปเกือบ 20 ปี ช่วง 10 กว่าปีที่เขาเลิกไปก็ทำได้ ก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไร อาจจะดวงไม่รู้เหมือนกัน
ถ้ามองภาพความสำเร็จในตอนนี้มีอะไรที่เป็นเป้าหมายในใจที่อยากทำให้คุณแม่เป็นพิเศษไหม ?
เติร์ด Tilly Birds: ทำเพื่อพวกเขาทุกวัน ทั้งป๊า แม่ เพราะเขาไม่อยู่แล้ว ทุกครั้งที่ขึ้นไปร้องเพลง ทุกครั้งที่ปล่อยเพลง หวังว่าสักทางหนึ่ง เขาจะรับรู้ในทางสัมปรายภพ หรือว่าในทางที่ไม่ใช่ทางโลก เพราะยังคุยกันอยู่เลยว่าเพลง “ถ้าเราเจอกันอีก” มีชื่อเสียงได้เพราะไม่ได้ Promote แต่อาจจะเป็นเพราะป๊าหรือเปล่าก็ว่ากันไปครับ
การสู้ชีวิตในอดีต AF, The Star, The Voice 5 รอบ และเป้าหมายบั้นปลาย ?
เติร์ด Tilly Birds: ไกลมาก คือเราร้องเพลงมาตั้งแต่จำความได้ช่วงประถม เริ่มประกวดตั้งแต่ประมาณ ป. 6 ก็ประกวดมาเรื่อย ๆ เคยประกวดของสยามกลการ, AF Academy Fantasia, The Star, The Voice ไปมา 5 รอบ ไม่เคยติดสักอย่างเลย The Voice Season แรก ใส่ชุดนักเรียน หัวเกรียน ถือกีตาร์ของเพื่อนจากหลังห้อง แล้วก็ขึ้นรถเมล์ไปลง House RCA เข้าไปร้องเพลง เขาก็ขอเยอะมาก ขอแนวนั้นแนวนี้ “หนูแต่งเพลงด้วยเหรอ เล่นเพลงที่หนูแต่งให้หน่อย” สัมภาษณ์เยอะมาก ไม่เอาเราเข้า ผมก็ไม่เข้าใจ ก็นั่นแหละ แต่ไม่เป็นไรนะ ไม่ได้ว่า The Voice นะ ขอบคุณที่เอาเพลงผมไปร้อง
วันนี้มีความฝันยังไง อะไรคือเป้าหมายที่อยากจะทำให้สำเร็จตอนนี้
เติร์ด Tilly Birds: ความฝันถ้าพูดกันแบบบั้นปลายเลยคือ ตายไปแต่ชื่อเรายังมีชีวิต ยัง On เหมือน Jackson เหมือน The Beatles ที่มีสมาชิกเสียไปแล้วนั่นคือเป้าหมาย เคยไป TED Talks แล้วสิ่งที่พูดใน TED Talks สมมุติถ้าเขาให้เลือกระหว่าง เงินทอง ชื่อเสียง เราเลือกชื่อเสียง เพราะรู้สึกว่าเรารักสิ่งนี้ พยายามทำมาตลอดเพื่อสิ่งนี้ เราเชื่อว่าความสามารถเราควรค่าแก่การมองเห็นและการรับฟังค่ะ
