24 กันยายน 2569 เวลา 12:01 น.

โอ๋ ภัคจีรา เปิดใจในรายการ WandOland เดิมทีไม่เคยคิดถึงการแต่งงานใหม่แค่อยากมีคู่ชีวิตอยู่กันจนแก่ ขณะที่ เบียร์ สรณัฐ ยอมรับถึงจุดที่รู้สึกพร้อมและอยาก Commit ในความสัมพันธ์อย่างจริงจัง จึงก้าวข้ามเส้นความเป็นเพื่อนเข้ามาสู่โลกความเป็นจริงร่วมกัน เผยบทเรียนทะเลาะแรงถึงขั้นสาดโคลนใส่กันและลากกระเป๋าออกจากบ้าน สุดท้ายต้องหันหน้าแก้ปัญหา เป็นทีมเดียวกันที่พร้อมปกป้องและอยู่ข้างกันเสมอ

จุดเริ่มต้นความสัมพันธ์และมุมมองเรื่องการใช้ชีวิตคู่และการแต่งงาน ?
โอ๋ ภัคจีรา: ในใจไม่คิดจะเริ่มต้นการแต่งงานเป็นชีวิตใหม่ แต่ว่าอยากจะมีคู่แล้วก็อยู่กันไปแก่เฒ่าคิดแค่นั้น แต่ไม่คิดว่าจะต้องมีการแต่งงานใหญ่โตหรือมีผู้ชายมาคุกเข่า โดยเฉพาะเบียร์ไม่ได้คิดไม่ได้คาดหวังจริง ๆ แค่คิดว่าเราน่าจะอยู่กันไปได้จนแก่เรื่อย ๆ
อะไรที่เป็นเสียงในหัวที่บอกว่า Commit ดีกว่า ?
เบียร์ สรณัฐ: ไม่มีเลยครับ โดยสัจจริงก็คืออยู่ดี ๆ ความรู้สึกเกิดขึ้นมาเองว่าเราพร้อมแล้ว และอยากจะ Commit แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่เชื่อเขา 100% ที่บอกว่าจะใช้ชีวิตง่าย ๆ คบกันโดยไม่มีสถานะอย่างนี้ ผมเชื่อว่าผู้หญิงทุกคนลึก ๆ จนถึงคู่รักทุกคนไม่ว่าจะเพศไหนก็ตาม การไม่มีตัวตนเป็นสิ่งอันตรายมาก และเขาก็เคยพูดว่าความฝันเขาอยากให้มีใครสักคนมาคุกเข่า แสดงว่าจริง ๆ ใจลึก ๆ ก็อยากที่จะให้เป็นอย่างนั้น แต่เขาไม่ได้มาบังคับเรา วันหนึ่งรู้สึกว่าใจเราพร้อมแล้ว เชื่อมั่นว่าเราอยู่ได้กับคนนี้ ก็เป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นเอง คุยกันว่าถึงเวลาแล้วเราจะแต่งงาน
การปรับตัวและการรับมือของกันและกัน ?
เบียร์ สรณัฐ: เรื่องราวในชีวิตเขาไม่ได้เป็นปัญหาสำหรับผม เราอยู่ในฐานะที่ปรึกษา ให้กำลังใจ แต่เรื่องที่จะเป็นปัญหาคือเรื่องของเรา เรื่องที่เกิดขึ้นเรื่องของตัวเราตัวเขาต่างหาก เรื่องของอดีตไม่ได้มองว่าเป็นปัญหาเลย รู้ตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว และเราเป็นคนที่เคียงข้างเขา ไม่ได้เอาตัวเองเข้าไปอยู่ใน Position ในตำแหน่งที่จะต้องร่วมปัญหาด้วย แต่เราช่วยให้กำลังใจเขา อยู่ข้าง ๆ ให้สถานการณ์ไปได้ด้วยดี แต่สิ่งที่ยากคือเรื่องของเราที่ยากกว่าก็คือ Character ผมก็มี Character รูปแบบหนึ่งที่อาจจะแย่กว่าเขาด้วยซ้ำ ก็ต้องค่อย ๆ ใช้เวลาปรับกันไปเรื่อย ๆ
อะไรในตัวเบียร์ที่มาเติมเต็มให้กับเรา ?
โอ๋ ภัคจีรา: ความไม่คาดหวังแล้วเขาดีขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อก่อนเรารู้จักกันใน Part ที่เป็นเพื่อนกันก่อน รวดเร็วมากในแง่ตอนนั้นก็เป็นผู้หญิงจิตใจหวั่นไหว เหมือนโอ๊ยอกหักอีกแล้วโซซัดโซเซ แล้วพอมาเจอเขาก็เป็นหนุ่มน้อยหน้าตาน่าเอ็นดู เราเอ็นดูในหน้าตาเขา แต่นิสัยก็ยังไม่ได้มาก แต่ก็ไม่ได้คิดว่าเราจะจริงจังจนมาถึงวันนี้ แต่พอเขาพูดว่าจริงจัง ณ วันนั้น เราเห็นความพัฒนาและเปลี่ยนแปลงก็คิดว่าเขาตั้งใจจะอยู่กับเราจริง ๆ ซึ่งเราก็เจอกันในสายดื่มกิน จะเป็น Part ที่เราก็เห็นเขาดื่มกิน สนุกดี แล้วก็เป็น Part เพื่อน พอหลังจากนั้นก็มีบ่นบ้างว่า “เธออย่าสุดดิ เธอมาดื่มก็น่าจะเหมือนเรานะ”
เบียร์ สรณัฐ: แสดงว่าเขาเริ่มก้าวข้ามเส้นความเป็นเพื่อน ถ้าเพื่อนกันก็คืออยู่กันแต่เพื่อนใช่ไหม แสดงว่าเขาเริ่มก้าว เริ่มเข้ามาเส้นนี้แล้ว ฉันอยากจะ Comment เธอได้แล้ว
เริ่มความรู้สึกเปลี่ยนไปไหมพอเริ่ม Comment ?
เบียร์ สรณัฐ: พอคนเราข้ามเส้น Promotion เริ่มเป็นเส้นความเป็นจริง อยู่ในพื้นที่ความเป็นจริงของทั้งคู่มีการ Comment กัน แสดงว่ากำลังมองอนาคตด้วยกัน ถ้าเป็นเพื่อนกันจะเละเทะยังไงก็เรื่องของคุณพรุ่งนี้เรามาเจอกันใหม่เวลาเดิม แต่ถ้าคนที่จะใช้ชีวิตด้วยกัน เป็นครอบครัวจะปล่อยเรื่องอย่างนี้ผ่านไปไม่ได้
ความเป็นตัวเองและการเปิดใจให้กัน 100% ?
โอ๋ ภัคจีรา: เป็นตัวเอง 100% ตั้งแต่แรกแล้ว ถ้าจะคบกับใครไม่เคยกั๊กไว้ ไม่ได้มีความรู้สึกว่า ต้องสวย หรือเก็บซ่อน ไม่เล่าความจริง ถึงได้บอกเบียร์ว่าเวลาคบกับเขาเหมือนเป็น Safe Zone เราก็จะเล่าตั้งแต่ก่อนจนถึงปัจจุบัน แต่เบียร์จะเป็นคนที่ไม่เล่า ฉันก็จะบอกว่าเล่าให้ฟัง แล้วเขาก็จะแบบว่า เธอเคยมีแฟนหรือเปล่า เพราะโอ๋ชอบถามเรื่องแฟนเก่า เพราะเราเล่าได้ แต่เขาจะไม่เล่า พอไม่เล่าแล้ววันนั้นเราก็ถามว่า เธอจีบใคร ฉันยังไม่รู้เลย เธอรู้ก่อนฉันได้ยังไง ก็จะมีบ้าง แต่ว่าโอ๋ 100%
เบียร์ สรณัฐ: ผมเชื่อว่าจริง ๆ เขาเปลี่ยน แต่เขาไม่รู้ตัวว่าเขาเปลี่ยนไปเยอะ ความสดใสร่าเริง เขายังเหมือนเดิม ทุกคนจะเห็นโอ๋ในกล้องสามารถพูดเป็นตัวของตัวเองได้ แต่ชีวิตความสัมพันธ์ไม่ได้ง่ายขนาดนั้น ไม่สามารถฉันจะอารมณ์เสีย ฉันจะมาเหวี่ยงใส่เธอตลอดเวลา อีกคนรับไม่ไหวหรอก
โอ๋ ภัคจีรา: ฉันไม่ได้เป็นคนอารมณ์เสียตลอดเวลา ฉันก็ไม่ได้เป็นคน Acting ตลอดเวลา เบียร์เข้าใจผิด
เบียร์ สรณัฐ: ใช่ แต่ที่จะบอกคือ เขา Soft ขึ้น น่ารักขึ้น เขาจะมี Communication Skill ที่ดีขึ้น แต่เป็นคนน่ารักอยู่แล้ว แต่ว่าโลกความเป็นจริงก็ต้องมีทะเลาะกัน ซึ่งเขาก็จะพูดทันที พอเราผ่านอะไรมา เรียนรู้ความรู้สึกของอีกคนหนึ่งเข้าไปผสมกันโดยไม่รู้ตัว ผมก็สังเกตว่าเขาก็อ่อนลง ใจเย็นขึ้น
มีมุมไหนของ โอ๋ ภัคจีรา ที่คนอื่นอาจจะไม่เคยเห็น แต่พอเบียร์ได้มารู้จักและสัมผัสแล้วรู้สึกว้าวที่สุด ?
เบียร์ สรณัฐ: โอ๋หน้าจอกับหลังจอเหมือนกัน 100% แต่ทำไมผมถึงเห็นมากกว่า เพราะผมไปก่อเรื่องก่อราวส่วนตัว เมื่อก่อนเป็นเพื่อนเขาไม่มีอะไรอยู่แล้ว เขาก็ต้องปรี๊ดใส่เรา แต่กับคนอื่นหรือเพื่อนเขาดีใส่กันเลยไม่ค่อยมีอะไร
โอ๋ ภัคจีรา: แต่ไม่เคยเล่าเรื่องเศร้าหรือพาดพิงถึงคนอื่น แต่กับเบียร์จะเล่าทุกอย่างเพราะเขาเป็น Safe Zone ของเรา แต่กับเพื่อนจะไม่ Drama
การมองอีกฝ่ายเป็นพื้นที่ปลอดภัย Safe Zone และการรับมือกับความเครียด ?
โอ๋ ภัคจีรา: ด้วยชีวิตและ Safe Zone โอ๋คือแฟน เหมือนที่เคยเล่าชีวิตเรา Dark ไม่ค่อยมี Safe Zone แต่พอมี Safe Zone ผู้ชายคนหนึ่งที่เขามาดีกับเรา ก็เลยรู้สึกว่า คนนี้คือ Safe Zone เป็นเพื่อนสนิท เป็นคนที่ระบายได้ เพราะเวลาเราไปดื่มไปเจอเพื่อนเขาก็คงอยากได้ฟีลที่ดีกับเรา ถ้านอกจากว่าแย่จริง ๆ ก่อนช่วงที่ยังไม่มีเบียร์ เพื่อนก็จะรู้ว่าเศร้ามากแล้วจะลากเราออกไป แต่ก็ไม่สามารถเล่าเรื่องให้เพื่อนฟังที่ลึกๆ ได้ก็เลยเก็บไว้คนเดียว
เบียร์ สรณัฐ: เก็บได้นะยิ่งสมมุติตอนเมาไม่มีสติ ไม่เคย Drama โอ๋เก็บได้เก่งมาก แต่ผมจะเป็นคนที่ Drama เองมากกว่า อย่างตอนผมเมา สัญชาตญาณเราก็จะหลุดออกมาเอง เก็บไม่อยู่ ผมไม่เคยเลย
โอ๋ ภัคจีรา: เคยมีช่วงหนึ่งหาหมอ หมอก็บอกว่า ให้เราเอาขยะออกจากหัวบ้าง จะได้คลี่คลาย แต่เราเก่งกว่านั้น เพราะฝึกมาตั้งแต่เข้าวงการ ฝึกแบบ ไม่ชอบคนนี้ต้องเงียบ แต่ต้องเก็บ ต้องยิ้มไว้ เป็นอย่างนี้ เราต้องเอาภาพออกมาให้คนอื่นเห็นว่าเราโอเค
กำแพงในใจของโอ๋บางและพร้อมจะพังลงมาได้ง่ายมากแต่ไม่ได้มีกำแพงกับเบียร์ ?
เบียร์ สรณัฐ: เขาไม่ได้มีกำแพงสำหรับผม เพราะผมเข้ามาในฐานะเพื่อนกับที่เขาสนุก ผ่อนคลายด้วย แต่ไม่รู้ว่าเขามีกำแพงกับอะไรไม่รู้ของเขาเอง คงมีอยู่ช่วงเวลาหนึ่งที่สภาพจิตใจย่ำแย่ในระดับหนึ่ง พอ Self-Esteem และ Self-Respect ต่ำ ร่างกายเกิดความกลัวไปทุกอย่าง ผมสังเกตได้ช่วงแรก ๆ ที่เขามีปัญหาอยู่ พอเริ่มผ่อนคลายลง พอ Self-Esteem กลับมาเหมือนเดิมก็จะสะท้อนกลับมา ก็สะท้อนอย่างหนึ่งว่าเริ่มมีความมั่นใจในตัวเองกลับมา เริ่มกลับมาใช้ชีวิตอยู่เป็นคนปกติ เราก็เริ่มรู้แล้วว่าจิตใจเขาคงแข็งแกร่งขึ้นมา
สิ่งที่ชอบในตัวเบียร์ที่สุด ?
โอ๋ ภัคจีรา: เขามีเสน่ห์และ Passion ในการทำงานที่เห็นเขาผลักตัวเองให้ดีที่สุด เพราะช่วงก่อนมี วิ่ง ออกกำลังกาย และมีช่วงนี้ที่เขาทำงานหนัก
มีตอนไหนที่คุณรู้สึกว่าถูกละเลย จนรู้สึกไม่สำคัญเหมือนเดิมบ้างไหม ?
เบียร์ สรณัฐ: โอ๋จะมีเวลาให้ผมน้อยกว่าที่ผมมีให้เขา แต่ไม่เคยรู้สึกว่าถูกละเลย ตรงกันข้ามเขาต่างหากที่รู้สึกว่าถูกละเลย อย่างกรณีที่โอ๋ต้องดูแลลูก ก็มีอีกเรื่องหนึ่งเรื่องใหญ่ที่สำคัญกว่าเรา อีก แต่เขาเลือกลูกเป็น Priority เลือกแสนดีเป็นอันดับหนึ่ง แต่เรากลับไม่รู้สึกแบบนั้น เพราะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับเขา เมื่อแสนดีเสร็จธุระ เขาจะคิดถึงเราคนแรกเสมอ ตรงกันข้ามเราต่างหากที่ดูเหมือน Available เสมอ เพราะเรานั่งอยู่ที่บ้านทำงานแต่จริง ๆ แล้วเราไม่สามารถ Concentrate กับเขาได้ เช่น วันที่เขามา ก็ต้องรู้สึกว่าฉันอุตส่าห์ไปทำจัดการอีกเรื่องหนึ่งมา กลับมาถึงบ้าน ผมต่างหากที่เป็นคนไม่ใส่ใจเขา เพราะเราก็ไม่สามารถเปลี่ยน Concentrate ได้ งานตรงหน้าเราก็สำคัญเหมือนกัน เขาก็จะมีบ่นว่า เราไม่สนใจเขา แปลกไหมคนมีเวลาน้อยกว่าแต่กลับต้องรู้สึกอย่างนี้มากกว่า

การจัดสรรเวลาให้ลูก การวางขอบเขต และการก้าวข้ามกำแพงในอดีต ?
เบียร์ สรณัฐ: ไม่เลย เมื่อไหร่ที่น้องแสนดี Request ต้องไปทางนั้นก่อน คำตอบคืออย่างงั้นซึ่งผมยินดี บ้านเรายังโชคดีคืองานผมไม่มีวันหมดไม่มีวันสิ้น หยิบมาทำตอนไหนก็ได้เมื่อโอ๋ออกไป ผมก็ทำ พอกลับมาผมก็หยุดแล้วก็ใช้ชีวิตได้
โอ๋ ภัคจีรา: โอ๋บอกเขาตลอดว่าตอนนี้รู้สึกยังไง ก่อนที่จะคบกันมีปัญหาอะไร ในความรู้สึกโอ๋มีเป็น Pack อย่างเรื่องป่วยนับจากนี้ถ้าเราป่วยจะใช้ชีวิตยังไงกับสามีตอนนี้ แต่เขาจะบอกว่าเอาแสนดีก่อนเลย และอีกปัญหาหนึ่งที่เบียร์พูด เราพยายามว่างนะ ตอนนี้เธอยังทำงานไม่เสร็จ ซึ่งเธอก็รู้ว่าฉันมีเวลาอยู่แค่นี้ก็เลยจะบ่นเขาเรื่องนี้ ซึ่งโอ๋ว่าเขารู้
คุณบอกลูกยังไงเมื่อมีอีกคนเข้ามาในชีวิต ?
โอ๋ ภัคจีรา: โอ๋กับแสนดีสนิทกัน นอนด้วยกัน แล้วก็รู้สึกว่าลูกเราไม่ค่อยห่างเรา หมายถึงไม่ห่างในความคิดความรู้สึก เพราะเหมือนโอ๋รู้สึกได้ว่า หลับตาโอ๋ยังรู้เลยแสนดีคิดอะไร โอ๋มีความรู้สึกแบบนั้น แต่ละคนแต่ละครอบครัว โอ๋รู้สึกว่าถ้าใกล้ชิดลูกจะรู้ว่าลูกเป็นคนยังไง อาจจะรู้คำตอบของลูกด้วยซ้ำ เพราะโอ๋ก็รู้แรก ๆ ก็คงไม่ได้แฮปปี้ในการที่แม่มีแฟนใหม่ โอ๋ว่าทุกคนแหละ แต่รู้สึกว่าพอคบไปสักพัก ถ้าเขาจริงจังพอโอ๋บอกแสนดี แสนดีทำเหมือนไม่สนใจ แต่เขาก็สนใจ และเขาก็บอกว่าเขารู้มาตลอด แม่ชอบคุยโทรศัพท์อย่างงั้นอย่างนี้ แต่พอเรามาบอกเขาก็จบด้วยประโยคนั้น โอ๋ก็ถามไม่อยากรู้อะไรต่อเหรอ เขาบอกรู้หมดแล้ว โอ๋ถึงบอกว่าลูกเราเขาก็อาจจะมียีนเหมือนเรา ไม่ได้คิดอะไร ไม่ต้องพูดอะไรเพิ่ม เขาก็จะบอกว่าไม่ชอบ โอ๋ก็บอกว่าไม่ชอบได้ แต่ห้ามไม่มีมารยาทกับเพื่อนแม่เพราะเขาอายุมากกว่า หรือว่าก็พูดกับเขาตรง ๆ ว่าแล้วทำไมถึงไม่ชอบ เพราะอย่างนี้หรือเปล่า แต่เราก็รู้แหละว่าเพราะไม่ใช่พ่อเขา เบียร์เป็นคนสอนโอ๋ด้วยซ้ำว่าก็เราไม่ใช่พ่อเขาย่อมมีความที่ไม่ชอบ
เบียร์ สรณัฐ: ในมุมมองของเขา ต้องมี 3 คนนี้ พออยู่ดี ๆ มีใครเข้าไปแทรก เด็กเขาก็ต้องปฏิเสธออกมาด้วย ถ้านาทีแรกชอบอันนี้ประหลาด การไม่ชอบกลับเป็นเรื่องปกติก่อน
โอ๋ ภัคจีรา: เบียร์เขาบอกกับเราแบบนั้น ทำให้เราคุยกับลูกง่ายขึ้น หลังจากนั้นพอเบียร์ทำอะไรให้เขาแค่เล็กน้อย เช่น ซื้อของให้ เขาจะรู้สึกโอเคขึ้นเรื่อย ๆ แต่ก็ยังเป็นคนที่ตึงที่สุด แสนดีเขาจะเป็นเด็กน่ารักกับทุกคนเพื่อนแม่ แต่กับคนนี้เขาก็ยังตึงที่สุดอยู่ดี แต่ถ้าย้อนไปที่คำถามว่าจะพูดกับลูกยังไงถ้าเกิดปัญหาแบบนี้โอ๋ว่าถ้าเราสนิทกับลูก เรามองตาแล้วพูดจริง ๆ ในเหตุผลว่ามีอีกคนหนึ่งที่เข้ามารักแม่ แล้วหนูก็อาจจะเป็นอีกคนหนึ่งด้วยซ้ำที่โดนรัก แต่มันก็ต้องใช้เวลานะคะ
มีหลักคิดหรือวิธีจัดการยังไง ในวันที่ต้อง Balance บทบาทของตัวเองระหว่างคนรักกับลูกของเขา ?
เบียร์ สรณัฐ: ผมว่าวิธีการใช้ชีวิตคน ต้องเอาตัวเรา Step on their shoes กับ in their shoes ให้ได้ก่อน เราต้องเข้าใจว่า ขออนุญาตสมมุติพี่เฟี๊ยตจะคิดยังไง แสนดีจะคิดยังไง รวมถึงโอ๋จะคิดยังไง ในคำถามเมื่อสักครู่นี้ว่าไม่มีเวลา ขอย้อนกลับไปคำถามที่แล้วถ้าเราเป็นโอ๋ ผมก็เคยพูดอย่างงี้ “โอ๋ เราเข้าใจนะ สมมติ ฉัน Imagine ว่าฉันคือโอ๋ ฉันก็ต้องออกไปเลี้ยงลูก ไม่มีทางเลือก ยังไงแสนดีคือเบอร์ 1 กลับมา เบียร์ยังทำงาน ไม่สนใจดูแลฉัน พรุ่งนี้ฉันก็มีงาน โอ๋ก็ต้องโกรธ” เราเริ่มเข้าใจเขา ความคิดของแสนดีก็น่าจะคิดประมาณนี้ถ้าเราฝึกที่จะหัดเข้าใจคนอื่นบ้าง เราก็จะผ่อนตัวเราเองก็จะไม่เอาความคิดตัวเราเป็นหลักคนเดียว แล้วก็วิจารณ์จริง ๆ ฉันคือโอ๋อยู่ แล้วก็ด่าเบียร์ คือด่าใส่กระจกเลย เป็นเราก็คงด่าอย่างนั้นเหมือนกัน อาจจะเป็นการสร้างแนวคิดง่าย ๆ เพื่อหัดเข้าใจคนอื่นบ้างครับ
ข้อคิดและมุมมองในการเปิดใจคบกับคนที่เคยมีครอบครัวและมีลูกติด ?
เบียร์ สรณัฐ: คือหลาย ๆ คนก็อาจจะคิดว่าการคบกับคนที่เคยมีครอบครัวมาแล้ว อาจจะมีอุปสรรค แม่ผมเองก่อนคบเขาก็เคยพูด แต่เขาก็ให้เกียรติเรา เพราะเราก็อายุเยอะพอสมควร เขาก็บอก “เบียร์ ดูดี ๆ นะ” คือผู้ใหญ่เขาก็มองแต่มุมมองเขาว่าอันนี้ไม่ใช่เคสปกติ คุณรับได้ใช่ไหม เราก็บอกว่า รับได้ เขาก็จบ เขาก็เตือนมา 1 ครั้งว่าให้ตั้งใจดูดี ๆ ลองประเมินสถานการณ์ให้เรียบร้อยก่อน เราก็อยู่กับความเป็นจริงคือการลองคบกัน เพื่อที่จะได้มาลองว่าเป็นยังไง แน่นอนโอ๋มาพร้อมกับประวัติ ไม่ใช่ศูนย์ ก็จะมีทั้งดีและมีทั้งปัญหาที่เกาะมา ถ้าเราไม่ได้เอาตัวเราไปอยู่ในปัญหานั้น เราอยู่ในฐานะเพื่อนที่คอยรับฟัง ไม่ได้จะไป Fight กับใครด้วย
โอ๋ ภัคจีรา: ครอบครัวแต่ละครอบครัวก็ไม่เหมือนกัน แต่ของโอ๋ยังมีข้อดีที่พ่อเขาก็ช่วยเราเลี้ยงลูกด้วย ไม่ใช่ว่าเขาปล่อยไปเลย คือโอ๋กับพ่อเขาอาจจะไม่ใช่คู่รักกันเหมือนเดิม แต่เขายังเป็นพ่อแสนดี เขารักแสนดีมาก เขายังดูแลอย่างเต็มที่เหมือนเดิม เพียงแต่ว่าเรา 2 คนยังแชร์ลูกกัน เพราะฉะนั้นลูกไม่ใช่ปัญหาของใครเลย ทั้งเรา 3 คน แต่ของโอ๋ก็ยังมีข้อดีที่พ่อเขาช่วยเลี้ยงลูก ด้วยปัญหาก็อาจจะน้อยค่าใช้จ่าย พ่อเขาก็ Support เรื่องการเรียนการศึกษา เราแค่ดูตัวเราเอง เรา 2 คนได้ใช้ชีวิตของเรา 2 คนจริง ๆ เหมือนที่เบียร์บอกตั้งแต่ต้นว่าไม่ได้มีปัญหาตรงนี้ อาจจะเป็นข้อดีของตัวโอ๋ แต่อีกหลายครอบครัวก็จะหนักกว่า
เบียร์ สรณัฐ: ในมุมน้องแสนดีทุกวันนี้ โอ๋ก็ต้องไปส่งใช่ไหม เขาก็จะผลัดกันไปส่งกับพี่เฟี๊ยต พอที่โอ๋ไปส่ง ผมก็ต้องไปส่งด้วย พอส่งเราก็ต้องอยู่ดูเฝ้ารอเป็นเพื่อนแม่ เราไม่ได้มองว่าเรื่องพวกนี้เป็นภาระ กลับเติมเต็มเรามากกว่า การดูแลเด็ก เขามีความสุข ขนาดเขาไม่ใช่ลูกเรา เรายังแฮปปี้ หรือวันไหนที่เขามาคอนโด เราทำอะไรให้เขากิน เรากุลีกุจอมากกว่าทำให้โอ๋อีก สิ่งที่เขาชอบต้องรีบซื้อมา กลับเติมเต็มเรา ไม่ใช่การเอาใจนะ มีความสุขกับสิ่งที่เราทำจริงๆ หลาย ๆ อย่างที่เรากลัวคิดว่าเป็นภาระอาจจะไม่ใช่ก็ได้
สัญญาณอะไรที่ทำให้คุณรู้ทันทีว่าเขากำลังรู้สึกไม่สบายใจ ?
โอ๋ ภัคจีรา: เงียบ ไม่คุยด้วย แล้วสามารถ Ignore คำพูดที่ฉันลั้นล้าได้ สามารถแบบว่า “ที่รักจะกินอะไร” แล้วเงียบ แสดงว่าเขากำลังทำอะไรอยู่ เราก็ต้องเงียบกลับ เพราะรู้สึกว่าเขาไม่ได้มีอะไรจริง ๆ เขาแก้ไขปัญหาได้ด้วยตัวเขาเอง เอาจริง ๆ ไม่ได้มีอะไรที่ Drama เหมือนเรา เขาจะไม่ค่อยมีเรื่องดราม่าอะไรหรอก อาจจะเป็นเรื่องที่กำลังตั้งใจอยู่
แนวทางการจัดการปัญหาเมื่อเกิดการทะเลาะและโต้เถียงกัน?
เบียร์ สรณัฐ: ล่าสุดทะเลาะกันแรงมาก ทะเลาะเสร็จแล้วก็สาดโคลน เดินแยก ลากกระเป๋าออกไป พอลากออกไปเสร็จแน่นอนต่างคนต่างก็ไปร้องไห้ สุดท้ายก็ต้องเรียกกลับมาเจอกัน เลยได้บทเรียนจากตรงนั้นว่าทำไมเราจะต้องมีกระบวนการโกรธและสาดโคลน ทะเลาะกันมีปากเสียง แล้วทำไมจะต้องไปทำให้เกิดการเสียใจ ในเมื่อผลสุดท้ายก็ต้องกลับมานั่งแก้ปัญหา เพราะฉะนั้นเมื่อเราเจอปัญหา เราข้ามไปที่ใจเย็น ๆ แล้วมาแก้ปัญหาเลยไม่ต้องไปเสียพลังงานทั้งวัน เวลาเราเศร้าทีพลังแก้เสร็จ เศร้าไปต้องบวกไปอีก 1 วัน ถ้าเราจะพูดว่าเพราะเธอทำให้ฉันอย่างงั้น ปัญหาเกิดขึ้นก็ต้องแก้ลงมาที่จุดนี้ให้ได้ โดย 90% ของสิ่งที่เราทะเลาะมาจากเรื่องของผม ดีที่สุดก็คือเราก็อย่าสร้าง แต่ถ้าเกิดขึ้นคนเราอยู่ด้วยกันก็ต้องเดินเส้นนี้ไปด้วยกัน

วิธียังไงถ้ามันร้อนแล้วสามารถดับได้เร็ว ?
โอ๋ ภัคจีรา: เวลาที่ไม่มี่เรื่องอะไรใหญ่ ๆ โอ๋จะไม่ค่อยเอาเรื่องนั้นมาเป็นประเด็น แต่โอ๋กับเบียร์ ถูกตัดเรื่องการงอนไปแล้วไม่ได้เหมือนเด็ก ๆ ที่เมื่อก่อนมีงอน เสียใจ ถ้าไม่ลุกมาหอมแก้มฉัน ณ ตอนนั้น เคยพูดกับเขาไปแล้ว โอ๋จะไม่ค่อยเก็บมาใส่ใจเท่าไหร่
เบียร์ สรณัฐ: แต่อยู่ดี ๆ ไม่มีอะไรเลยนะ นั่งดูทีวีกันสร้างเรื่องขึ้นมาเอง “เธอรักฉันไหม” ตอบยังไงก็ซวย “ฉันรัก รักมากเลย” แล้วบอกเราโกหก (หัวเราะ)
ถ้าต้องตั้งกฎเพื่อรักษาความสุขของคู่เราไว้ 1 ข้อ คุณอยากให้เป็นเรื่องอะไร ?
โอ๋ ภัคจีรา: เราเคยผ่านประสบการณ์ชีวิตคู่ เราคิดว่ายังไงก็ต้องวาง เพราะเรารักเขาที่สุด เหมือนที่แม่ You บอก ไม่มีทางที่จะเห็นสามีตัวเองเป็นคู่แข่ง ไม่ใช่ คือเป็นทีมเดียวกัน ไม่ใครรักเธอเท่าฉัน ไม่มีใครรักฉันเท่าเธอ
เบียร์ สรณัฐ: เพราะฉะนั้น แฟนกันบ่นกันได้ ถ้าเราเป็น Third Party เราฟังคนอื่นบ่นนะ แฟนเขาบ่นกันเองนะ แต่คนนอกอย่าไปยุ่ง
โอ๋ ภัคจีรา: ฉันด่าเธอได้ แต่ถ้าฉันได้ยินคนข้างนอกมาด่าเธอ เราก็ไม่ยอม ฉันเป็นอย่างนี้ถ้าด่าแฟนเราไม่ถูกต้อง โอ๋ก็เลยบอกว่า “ฉันรักเธอที่สุด ฉันด่าเธอได้ แต่ถ้าถึงเวลาฉันปกป้องเธออยู่แล้ว ไม่มีใครรักเธอมากเท่าฉัน”