กมธ.แฉซ้ำแก๊งโกงสอบ ตั๋วเด็กนาย เป็นขรก.ไม่ต้องจ่ายเงิน งัดก.ม.เรียกอนุทินชี้แจง

25 กันยายน 2569 เวลา 06:05 น.

กมธ.กฎหมายฯมีมติเสียงข้างมาก 7 ต่อ 5 ใช้อำนาจเรียก “อนุทิน-นฤชา” และมีมติเอกฉันท์ เรียก อธิการบดี มศว เข้าแจงปมทุจริตสอบท้องถิ่น 8ต.ค.นี้ ด้าน “โรม” ใส่ยับเด็กนายขึ้นทางด่วนไม่ต้องซื้อตำแหน่ง’บังซุป’กระตุก’สนธิ’ถามทำหน้าที่สื่อหรือเคลื่อนไหวการเมือง ซัด’ไมโครโฟนไม่ใช่ศาล เสียงดังไม่ใช่พยานหลักฐาน

เมื่อวันที่ 24 ก.ย.2569 นายรังสิมันต์   โรม สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า กมธ.กฎหมายฯ มีมติเสียงข้างมาก 7 ต่อ 5 งดออกเสียง 1 ให้ใช้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) อำนาจเรียกนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย และนายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยและมีมติ 12 ต่อ 0 งดออกเสียง 1 ใช้ พ.ร.บ.อำนาจ เรียกอธิบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ให้มาชี้แจงในวันที่ 8 ต.ค.2569

‘โรม’ยังตามกัดไม่ปล่อย

ก่อนหน้านี้ นายรังสิมันต์ โรม ให้สัมภาษณ์ว่ากี่ยวกับเรื่องการโกงสอบที่ผ่านมา เรายังไม่ได้รับความร่วมมือจากบุคคลระดับสูง ตั้งแต่ระดับรัฐมนตรีไปจนถึงระดับอธิบดีจึงต้องมาหาทางออกร่วมกัน  นอกจากนี้ ที่ประชุมจะติดตามกรณีการชี้มูลของคณะทำงาน นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568 โดยจะไล่ตามข้อมูลต่างๆ ว่ามีความคืบหน้าอย่างไรบ้าง เพราะ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย บอกว่าจะไม่ยอมให้ใครมาโกงบนหัวท่าน แต่ในขณะนี้ประเด็นดังกล่าวเกิดขึ้นแล้ว และเผลอๆอาจจะเกี่ยวโยงกับบุคคลที่สูงกว่าท่านด้วย ฉะนั้นเราจะตรวจสอบเรื่องนี้ต่อไปเพื่อให้มีข้อมูลที่ครบถ้วน

เด็กนายไม่ต้องซื้อตำแหน่ง

นายรังสิมันต์ กล่าวอีกว่า ก่อนหน้านี้ ทางคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. เคยทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี เพื่อขอข้อมูลที่เกี่ยวข้อง แต่ก็ยังไม่ได้รับข้อมูลจากคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายฯ จึงเกิดข้อสงสัยว่าเหตุใดนายกรัฐมนตรีถึงไม่ยอมส่งข้อมูลให้กับ ป.ป.ช. แต่อย่างไรก็ตาม ตนขอยืนยันกับสื่อมวลชนว่าคณะกรรมาธิการฯ จะตามติดประเด็นนี้อย่างใกล้ชิด เพราะเราได้จิ๊กซอ รวมถึงตัวละครต่างๆ และข้อมูลใหม่ๆ ที่พบว่าบางคนเป็นเด็กนายและน่าสงสัยว่าเป็นกลุ่มประเภทที่ไม่ต้องซื้อตำแหน่ง แต่ใช้คอนเนกชั่น หรือ ตั๋ว เพื่อเข้ามาเป็นข้าราชการท้องถิ่น

เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่ว่าบุคคลที่เป็นเด็กนาย จะไม่มีชื่ออยู่ในสำนวนคดีของ ป.ป.ช. ที่กำลังทำอยู่ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ที่เราตามเรื่องมาขนาดนี้ เพราะเป็นห่วงว่าจะมีการตัดตอน โดยที่นักการเมืองหรือข้าราชการระดับสูง ไม่ถูกดำเนินคดีอะไรเลย และจบเพียงแค่บางคน คนที่อยู่เบื้องหลังอาจจะไม่ถูกดำเนินการตามกฏหมาย และทำให้ฝ่ายการเมืองรอดพ้นจากการถูกตรวจสอบ

เมื่อถามว่า วันนี้จะมีการเปิดตัวละครใหม่หรือไม่ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ก็มีใหม่เรื่อยๆ แต่ไม่ใช่แค่เรื่องการเปิดตัวละครใหม่ เพราะอย่างนายทองเจือ เราเชิญมาหลายครั้งแล้ว ก็ไม่มา และไม่ตอบ ก่อนจะกล่าวติดตลกว่า “หมายเลขที่ท่านเรียกไม่สามารถติดต่อได้”

“บังซุป”อัด”สนธิ”

นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย โพสต์เฟซบุ๊ก ตอบโต้นายสนธิลิ้ม ทองกุล หลังออกมาพาดพิงพรรคภูมิใจไยในหลายประเด็น  ทั้งตั้งขอสงสัยว่า วันนี้ นายสนธิ กำลังทำหน้าที่ “สื่อมวลชนผู้ตรวจสอบ” หรือกำลังทำหน้าที่เป็น “ผู้เคลื่อนไหวทางการเมือง” ที่ใช้สื่อเป็นเครื่องมือสื่อสารจุดยืนของตนเอง? นี่ไม่ใช่คำถามที่เกิดขึ้นโดยไม่มีที่มา ในอดีตนายสนธิไม่ได้มีบทบาทเฉพาะในฐานะผู้ประกอบวิชาชีพสื่อ แต่ยังเป็นแกนนำสำคัญของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และเคยใช้รายการสื่อควบคู่กับการเคลื่อนไหวทางการเมืองต่อต้านรัฐบาลทักษิณ ชินวัตรอย่างเปิดเผย ดังนั้น เมื่อบุคคลที่มีทั้งบทบาทสื่อและประวัติการเป็นผู้เคลื่อนไหวทางการเมืองกลับมานำเสนอเรื่องการเมืองอย่างเข้มข้น ประชาชนย่อมมีสิทธิตั้งคำถามว่า ตรงไหนคือข่าว ตรงไหนคือความคิดเห็น และตรงไหนคือการรณรงค์ทางการเมือง

มีหลักฐานก็เอาไปให้กกต.

คำถามนี้ยิ่งสำคัญ เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2569 สื่อในเครือผู้จัดการเผยแพร่ถ้อยคำของนายสนธิเองว่า “พวกผมจะเดินสายทั่วประเทศ ไปพูดให้ประชาชนเข้าใจว่า ไอ้ 500 บาท 1,000 บาท ที่คุณรับเขามา แล้วลงคะแนนให้ พรรคภูมิใจไทย นี่คือสิ่งที่คุณได้รับ” เมื่อกล่าวเช่นนี้ต่อสาธารณะ ผมจึงขอถามในฐานะคนที่ถูกพาดพิงอย่างตรงไปตรงมา ใครจ่ายเงิน? ใครรับเงิน? จ่ายที่ไหน? จ่ายเมื่อไร? และหลักฐานใดเชื่อมโยงการจ่ายเงินนั้นมาถึงพรรคภูมิใจไทย?

ถ้ามีหลักฐาน เปิดออกมา ส่งให้ กกต.ส่งให้ตำรวจ ส่งให้หน่วยงานที่มีอำนาจดำเนินการ พรรคภูมิใจไทยไม่มีสิทธิและไม่ควรขัดขวางกระบวนการตรวจสอบ หากใครซื้อเสียง ก็ต้องดำเนินคดีกับคนนั้น แต่ถ้ายังไม่มีหลักฐาน การกล่าวถึงประชาชนที่รับเงิน 500 หรือ 1,000 บาทแล้วลงคะแนนให้พรรคภูมิใจไทย ก็มีผลทำให้เกิดคำถามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า กำลังทำให้ประชาชนเข้าใจว่าคะแนนเสียงที่พรรคภูมิใจไทยได้รับเกิดจากการซื้อเสียงหรือไม่ ประชาชนที่เลือกภูมิใจไทยไม่ได้มีศักดิ์ศรีน้อยกว่าประชาชนที่เลือกพรรคอื่น เขามีสิทธิเลือกจากนโยบาย เลือกจากผลงาน เลือกจากตัวผู้สมัคร หรือเลือกจากเหตุผลทางการเมืองของเขาเอง ไม่มีใครควรลดคุณค่าของคะแนนเสียงเหล่านั้นด้วยข้อกล่าวหาที่ไม่มีหลักฐานรองรับเพียงพอ

สุดท้าย ผมฝากคำถามง่าย ๆ ถึงนายสนธิ ถ้าสิ่งที่พูดเป็นความจริง — หลักฐานอยู่ที่ไหน? เอาหลักฐานมาวางบนโต๊ะ แล้วให้กฎหมายทำหน้าที่ เพราะในสังคมที่เคารพหลักกฎหมาย ไมโครโฟนไม่ใช่ศาล เสียงดังไม่ใช่พยานหลักฐาน พูดซ้ำกี่ครั้งก็ไม่ทำให้ข้อกล่าวหากลายเป็นความจริง และคำว่า “สื่อมวลชน” ไม่ได้ให้สิทธิพิเศษแก่ใครในการกล่าวหาโดยไม่ต้องรับผิดชอบต่อข้อเท็จจริง มาตรฐานนี้ต้องใช้กับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองหรือสื่อมวลชนก็ตามการเมือง/รัฐสภา/24ก.ย.69

‘ศรีสุวรรณ’ร้องเอาผิด2สว.

ที่สำนักงานใหญ่ ป.ป.ช.นนทบุรี นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ได้เดินทางมายื่นคำร้องถึงคณะกรรรมการ ป.ป.ช.เพื่อขอให้ไต่สวนและวินิจฉัยเอาผิด 2 สมาชิกวุฒิสภา ที่กลับคำให้การในคดีฮั้ว สว.อันถือได้ว่า เข้าข่ายทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่ หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง หรือไม่

ทั้งนี้สืบเนื่องจากประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ได้ออกมาตั้งโต๊ะแถลงเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 ถึงผลการสืบสวน สอบสวน กรณีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา หรือ สว.อาจเป็นไปโดยไม่สุจริต และเที่ยงธรรมตามที่กฎหมายบัญญัติและได้มีมติส่งศาลฎีกาฟ้องบุคคลต่างๆ ที่มีส่วนพัวพันคดีฮั้ว สว.จำนวนทั้งสิ้น 77คน โดยผลการวินิจฉัยของ กกต.ที่เสียงส่วนใหญ่ไม่ฟ้องคณะกรรมการบริหารพรรคสีน้ำเงิน แต่เลือกฟ้อง ส.ว.เพียง 26คนและทีมงานเครือข่ายอันแสดงให้เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ได้จากการสืบสวนในสำนวนพบหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า มีการโกงการเลือก สว.เกิดขึ้นจริง

แต่ทว่าหลังจากการแถลงของประธาน กกต. ว่าเสียงข้างมากไม่รับฟังพยาน 3 รายที่ กกต.เคยมีมติกันไว้เป็นพยาน ตามมาตรา 65 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 และ ระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการกันบุคคลไว้เป็นพยานโดยไม่ดำเนินคดีอาญา พ.ศ.2563 ได้แก่ พยานรหัส 16 พยานรหัส 21 และ พยานรหัส 22 แต่กลับมีการเปลี่ยนแปลงคำให้การ ทำให้ กกต.เสียงข้างมากอ้างว่าไม่น่าเชื่อถือ ส่งผลต่อข้อกล่าวหาในคดีฮั้ว ส.ว. “ไม่น่าเชื่อถือ” เพราะมากลับคำให้ภายหลัง สร้างความสงสัยให้กับคนในแวดวงกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรมอย่างมาก ซึ่ง 2 ใน 3 พยานดังกล่าวมีสถานะเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือสมาชิกวุฒิสภาอยู่ในขณะนี้ด้วย

หลักฐานโยงไม่ถึงพรรคใหญ่

ในเมื่อสมาชิกวุฒิสภาทั้ง 2 คน ซึ่งถูกกันไว้เป็นพยาน แต่กลับคำให้การ อันทำให้การสอบสวนเอาผิดเครือข่ายนักการเมืองทั้งหลายสะดุด โดยเฉพาะการไม่เชื่อมโยงไปถึงพรรคการเมืองใหญ่ได้ การกระทำของ สว.ทั้ง 2 คน ถูกสังคมตำหนิอย่างมาก ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดํารงตําแหน่ง อาจเข้าข่ายทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่ หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง หลายข้อ จึงเป็นหน้าที่ของ ป.ป.ช.ที่จะต้องเร่งประสาน กกต.เพื่อไต่สวนและวินิจฉัยเอาผิดตามกฎหมายของ ป.ป.ช.โดยเร็วต่อไป นายศรีสุวรรณ กล่าวในที่สุด

Leave a comment