ผู้คนคึกคักเที่ยวชมงาน”ต่อยอด ชีวิตวิถีใหม่ ไปกับศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ” ฉะเชิงเทรา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ผู้คนคึกคักเที่ยวชมงาน”ต่อยอด ชีวิตวิถีใหม่ ไปกับศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ” ฉะเชิงเทรา

ผู้คนคึกคักเที่ยวชมงาน"ต่อยอด ชีวิตวิถีใหม่ ไปกับศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ" ฉะเชิงเทรา12 สิงหาคม 2563 – 14:31 น.

ผู้คนคึกคักเที่ยวชมงาน”ต่อยอด ชีวิตวิถีใหม่ ไปกับศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ” จังหวัดฉะเชิงเทรา

นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี ประธานคณะกรรมการบริหารโครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ กล่าวในระหว่างเป็นประธานเปิดงาน “ต่อยอด ชีวิตวิถีใหม่ ไปกับศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ” ณ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดฉะเชิงเทรา ว่า ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ เป็นสถานที่ซึ่งมีประวัติศาสตร์อันสำคัญ 
 เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงและพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทร มหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เคยเสด็จพระราชดำเนินมาทรงปฎิบัติพระราชกรณียกิจอย่างต่อเนื่องและได้พระราชทานแนวพระราชดำริให้จัดตั้งสถานที่นี้ขึ้นเป็นศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริขึ้นเป็นแห่งแรก ทรงวางแนวทางให้เป็นสถานที่ศึกษาและแสดงตัวอย่างแห่งความสำเร็จ ที่เกษตรกรและประชาชนทั่วไปสามารถนำไปเป็นแบบอย่างเพื่อปฏิบัติตามได้อย่างเหมาะสม 

ผู้คนคึกคักเที่ยวชมงาน"ต่อยอด ชีวิตวิถีใหม่ ไปกับศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ" ฉะเชิงเทรา

“ตลอดระยะเวลา 41 ปีที่ผ่านมา เป็นข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนว่าทรงให้ความสำคัญกับงานพัฒนา เนื่องจากเป็นเรื่องที่ต้องไม่หยุดนิ่ง ต้องสร้างสรรค์ เพื่อให้เกิดกระบวนการทำงานที่ดีขึ้น และพระราชปณิธานในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรง สืบสาน รักษา ต่อยอด โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่กระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศกว่า 4,800 โครงการ ให้มีความครบถ้วน สมบูรณ์และคงอยู่เพื่อสร้างประโยชน์สุขให้แก่พสกนิกรอย่างมั่นคงถาวร ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่จะนำพาประเทศของเราให้พัฒนาได้อย่างมั่นคง และยั่งยืนต่อไป ”นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี กล่าว

             ผู้คนคึกคักเที่ยวชมงาน"ต่อยอด ชีวิตวิถีใหม่ ไปกับศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ" ฉะเชิงเทรา

ทางด้านนายดนุชา สินธวานนท์ เลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ( สำนักงาน กปร. ) กล่าวว่า สำนักงาน กปร. จังหวัดฉะเชิงเทรา ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้พร้อมใจกันจัดงานนิทรรศการวันสถาปนาศูนย์ศึกษาฯขึ้น เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ ที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทานแนวพระราชดำริให้ดำเนินการจัดตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริขึ้นเป็นแห่งแรกจากทั้งหมด 6 ศูนย์ฯ ที่กระจายอยู่ทุกภูมิภาคของประเทศ ให้เป็นสถานที่ศึกษาวิจัยทดลอง และหารูปแบบการประกอบอาชีพด้านด้านต่าง ๆ ที่สอดคล้องกับทรัพยากรธรรมชาติและสภาพภูมิสังคม ซึ่งจะช่วยให้ราษฎรมีรูปแบบการประกอบอาชีพที่เหมาะสมถูกต้องตามหลักวิชาการ โดยใช้เทคโนโลยีที่เรียบง่ายที่หาได้ในชุมชน 

ผู้คนคึกคักเที่ยวชมงาน"ต่อยอด ชีวิตวิถีใหม่ ไปกับศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ" ฉะเชิงเทรา

 ซึ่งศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ ได้ดำเนินการจวบจนปัจจุบันครบรอบวาระปีที่ 41 โดยได้ขยายผลองค์ความรู้ และแสดงรูปแบบแห่งความสำเร็จไปสู่เกษตรกรและประชาชน ในลักษณะพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต และเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 88 พรรษา 12 สิงหาคม 2563 ด้วยพระองค์ทรงประกอบพระราชกรณียกิจเคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในทุกพื้นที่เพื่อสร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้แก่พสกนิกรทุกหมู่เหล่า อันเป็นภาพที่ประทับไว้ในใจของพสกนิกรชาวไทยไม่ลืมเลือน
 “และเพื่อสนองพระราชปณิธาน พระบาทสมเด็จพระปรเมนทร รามาธิบดีศรีสินทร  มหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงสืบสาน รักษา ต่อยอดโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ให้มั่นคงถาวรและสร้างประโยชน์สุขให้แก่ประชาชนสืบต่อไปสำนักงาน กปร. จึงร่วมกับศูนย์ศึกษาฯ จังหวัดฉะเชิงเทรา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดงานครั้งนี้ขึ้น” นายนายดนุชา สินธวานนท์ กล่าว
 โดยงานได้จัดขึ้นในระหว่างวันที่ 10-12 สิงหาคม 2563 มีการนำผลสัมฤทธิ์จากการขยายผลองค์ความรู้จากกลุ่มเกษตรกร รวมทั้งการพัฒนาตามแนวพระราชดำริของหน่วยงานร่วมที่อยู่ภายใต้การดำเนินงานของศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ  จำนวน 13 หน่วยงาน ได้แก่ กรมพัฒนาที่ดิน งานเพาะชำกล้าไม้ งานสวนรุกขชาติ งานวิชาการเกษตร งานส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร งานส่งเสริมสหกรณ์ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีฉะเชิงเทรา งานประมง งานชลประทาน งานส่งเสริมการเกษตร งานสวนพฤกษศาสตร์ งานพัฒนาชุมชนที่ได้น้อมนำแนวพระราชดำริ ในการศึกษา ทดลอง วิจัย และขยายผลการพัฒนาผ่านองค์ความรู้ที่พิสูจน์มาแล้วถึง 41 ปี เป็นประจักษ์พยานที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการสืบสาน รักษา ต่อยอด งานพัฒนาจากศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ไปสู่ประชาชนในพื้นที่โดยรอบและผู้สนใจในทั่วประเทศได้นำไปใช้ประโยชน์ในการดำเนินชีวิตเพื่อสร้างความมั่นคงให้แก่ตนเองและครอบครัวตามวิถีชีวิตใหม่ในปัจจุบัน ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ ได้ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพนำผลสำเร็จไปขยายผลสู่เกษตรกรพื้นที่รอบศูนย์ฯ จำนวน 43 หมู่บ้าน 12,403 ครัวเรือน โดยเกษตรกรมีรายได้และมีความมั่นคงในการดำเนินชีวิตได้เป็นอย่างดีในปัจจุบัน
 ภายในงานมีประชาชนทั้งในพื้นที่และพื้นที่ใกล้เคียงเดินทางมาเที่ยวชมอย่างคึกคัก และส่วนใหญ่จะให้ความสนใจกับความสำเร็จของเกษตรกรขยายผลที่ได้เดินทางมาเป็นผู้ให้ความรู้และถ่ายทอดประสบการณ์ในการทำการผลิตด้วยตนเอง ซึ่งเป็นการยืนยันอย่างเป็นรูปธรรมว่า การน้อมนำแนวพระราชดำริในด้านต่าง ๆ โดยยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวทางในการดำรงชีวิตและประกอบอาชีพนั้นจะทำให้ชีวิตมีกินมีใช้มีเก็บไม่ขัดสนไม่ว่าสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและสังคมจะอยู่ในสภาพอย่างไร อย่างปัจจุบันที่สังคมโลกกำลังได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้ทุกอย่างต้องหยุดชะงัก เพื่อการเฝ้าระวังต่อสุขภาพลดการเคลื่อนไหวทางสังคม ตลอดถึงการติดต่อระหว่างกันก็ตาม ราษฎรเหล่านี้ก็ยังมีกินมีใช้อย่างสมบูรณ์  นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ที่ทรงวางรากฐานแนวทางในการใช้ชีวิตและดำรงชีพไว้ให้ปวงชนชาวไทยได้อย่างมั่นคงเสมอมา

ททท.ร่วมกับ ช้างจัดงานคอนเสิร์ตให้คนเมืองสนุกบนรถตุ๊กตุ๊กได้แบบ “เว้นระยะห่าง” ใน Amazing Thailand TUK TUK Festival Powered by Chang Music Connection” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ททท.ร่วมกับ ช้างจัดงานคอนเสิร์ตให้คนเมืองสนุกบนรถตุ๊กตุ๊กได้แบบ “เว้นระยะห่าง”  ใน Amazing Thailand TUK TUK Festival Powered by Chang Music Connection”

ททท.ร่วมกับ ช้างจัดงานคอนเสิร์ตให้คนเมืองสนุกบนรถตุ๊กตุ๊กได้แบบ "เว้นระยะห่าง"  ใน Amazing Thailand TUK TUK Festival Powered by Chang Music Connection"10 สิงหาคม 2563 – 12:43 น.

ททท. ร่วมกับ ช้าง ยกระดับการจัดงานคอนเสิร์ต ให้คนเมืองสนุกบนรถตุ๊กตุ๊ก ได้แบบ “เว้นระยะห่าง”  ใน Amazing Thailand TUK TUK Festival Powered by Chang Music Connection”

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับ เครื่องดื่มตราช้าง และพันธมิตร วู๊ดดี้เวิร์ล, Zaap มอบความสนุกให้คนเมือง จัดกองทัพรถตุ๊กตุ๊กกว่า 200 ค้นให้นั่งชมคอนเสิร์ต “Amazing Thailand TUK TUK Festival Powered By Chang Music Connection” โดยสนุกสุดเหวี่ยงได้ในรูปแบบ “เว้นระยะห่าง”  ร่วมสัมผัสแสงสีเสียงและ สุดยอดศิลปิน ได้แก่ โปเตโต้, ปาล์มมี่, โจอี้บอย, แสตมป์ อภิวัชร์, ทรีแมนดาว (THREE MAN DOWN) และ ไท ทศมิตร (TAITOSMITH) ที่ได้มาร่วมเติมเต็มความสนุกให้กับทุก ๆ คน ได้เต็มอิ่มกันอย่างต่อเนื่อง ตลอด 7 ชั่วโมงเต็ม 

ททท.ร่วมกับ ช้างจัดงานคอนเสิร์ตให้คนเมืองสนุกบนรถตุ๊กตุ๊กได้แบบ "เว้นระยะห่าง"  ใน Amazing Thailand TUK TUK Festival Powered by Chang Music Connection"

“Amazing Thailand TUK TUK Festival Powered By Chang Music Connection” ภายใต้คอนเซ็ปต์ The world’s first TUK TUK drive-in music festival เป็นการแสดงคอนเสิร์ตรูปแบบใหม่ โดยคำนึงถึงสุขอนามัยของผู้เข้าชมทุกๆ คน ซึ่งไฮไลท์คือการนำ “รถตุ๊กตุ๊ก” จำนวนกว่า 200 คัน มาให้บริการเดินทางจากจุดนัดพบไปยังบริเวณภายในงาน ผู้ร่วมงานจะได้ประสบการณ์เหมือนได้ซิ่งรถตุ๊กตุ๊กท่องเที่ยวเข้าไปรับความสนุกถึงหน้าเวที แต่ยังคงรักษาระยะห่างระหว่างคันมาตรฐานความปลอดภัยด้านสุขอนามัย Amazing Thailand Safety and Health Administration หรือ SHA เพื่อช่วยในการรักษาระยะห่างระหว่างการชมคอนเสิร์ต เมื่อมาผสานเข้ากับบรรยากาศในการตกแต่งสถานที่ ไม่ว่าจะเป็น เวที แสงสีเสียง และจุดให้บริการต่างๆ สะท้อนความทันสมัยควบคู่ไปกับการนำเสนอความเป็นไทยผ่าน “รถตุ๊กตุ๊ก” ที่ถือเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ที่โดดเด่น ทำให้ผู้เข้าร่วมชมคอนเสิร์ตครั้งนี้ ได้รับอรรถรสความสนุกอย่างเต็มที่  ทั้งยังมั่นใจในความปลอดภัย ด้วยจำนวนผู้เข้าชมคอนเสิร์ตที่อยู่ระดับที่พอดี ในขณะที่ความสนุกสุดเหวี่ยงอยู่ในระดับสูงเกินพิกัด 

ททท.ร่วมกับ ช้างจัดงานคอนเสิร์ตให้คนเมืองสนุกบนรถตุ๊กตุ๊กได้แบบ "เว้นระยะห่าง"  ใน Amazing Thailand TUK TUK Festival Powered by Chang Music Connection"

การจัดคอนเสิร์ต “Amazing Thailand TUK TUK Festival Powered By Chang Music Connection”  ถือเป็นการร่วมมือของภาครัฐ ได้แก่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และภาคเอกชน เครื่องดื่มตราช้าง ที่จะสร้างมาตรฐานให้เป็นงานอีเว้นท์ต้นแบบ ที่จะทำให้นักท่องเที่ยวได้รับประสบการณ์ทางดนตรีที่ดี มีความสุขและความมั่นใจเรื่องความปลอดภัยด้านสุขอนามัยไปพร้อมกัน เพื่อส่งเสริมให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ และกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นกลับคืนมาอีกครั้ง ด้วยเหตุนี้ จะเห็นได้ว่าภายในงานคอนเสิร์ตทางผู้จัดมีความเคร่งครัดในด้านมาตรการป้องกัน ไม่ว่าจะเป็นการใช้รถตุ๊กตุ๊ก โดยจำกัด 3 คนต่อ 1 คัน นั่งชมเพื่อรักษาระยะห่าง อีกทั้ง ยังให้ความสำคัญในจุดคัดกรองเข้า-ออกงาน พร้อมจัดเตรียมทีมแพทย์และพยาบาล, จุดวางเจลและแอลกอฮอลล์ เป็นจำนวนมากและพอเพียง ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยด้านสุขอนามัย Amazing Thailand Safety and Health Administration หรือ SHA

ททท.ร่วมกับ ช้างจัดงานคอนเสิร์ตให้คนเมืองสนุกบนรถตุ๊กตุ๊กได้แบบ "เว้นระยะห่าง"  ใน Amazing Thailand TUK TUK Festival Powered by Chang Music Connection"

ในส่วนของผู้เข้าชมคอนเสิร์ตฯ จะได้เต็มอิ่มทั้ง บูธอาหารไทยและเครื่องดื่ม ความอลังการของเวทีการแสดง รวมไปถึงศิลปิน โดยงานครั้งนี้ โปเตโต้, ปาล์มมี่, โจอี้บอย, แสตมป์ อภิวัชร์, ทรีแมนดาว (THREE MAN DOWN) และ ไท ทศมิตร (TAITOSMITH) ต่างถ่ายทอดบทเพลงและลีลาความสนุกในแบบฉบับของตนเอง สร้างรอยยิ้มให้กับผู้ชม “เติมเต็มคำว่าเพื่อน” ตลอด 7 ชั่วโมงเต็ม

นายนพปฎล ฤทธาภัย ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ เครื่องดื่มตราช้าง เปิดเผยว่า ทาง “เครื่องดื่มตราช้าง” รู้สึกยินดีที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนงาน Amazing Thailand TUK TUK Festival Powered By Chang Music Connection “ช้าง” ยังให้ความสำคัญกับการส่งมอบความสุขให้กับกลุ่มลูกค้าเสมอ จะเห็นได้ว่าที่ผ่านมา เราเดินหน้าสร้างสรรค์กิจกรรมใหม่ๆ และพัฒนาแนวทางสื่อสารให้เข้าถึงและตอบโจทย์ความต้องการ รวมถึงรูปแบบการดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งหมดเพื่อที่จะแสดงจุดยืน และตอกย้ำถึงมิตรภาพระหว่างแบรนด์ช้างกับลูกค้า ตามแนวคิด “วันเพื่อนมีได้ทุกวัน” โดยสำหรับการร่วมสนับสนุนงานคอนเสิร์ตในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการส่งมอบประสบการณ์ดนตรีแนวใหม่ในคอนเซ็ปต์ที่น่าสนใจแล้ว ยังช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ความเป็นไทยในรูปแบบที่ทันสมัยมากขึ้น ซึ่งส่วนตัวมองว่าเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งจากคนในประเทศเองและนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะกลับเข้ามาท่องเที่ยวในอนาคตอีกด้วย
สำหรับ คอนเสิร์ต Amazing Thailand TUK TUK Festival Powered By Chang Music Connection จัดขึ้นที่ เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ บริเวณพื้นที่ริมน้ำ อากาศปลอดโปร่ง โดยมีผู้เข้าร่วมชม จำนวนกว่า 600 คน ซึ่งจะมีการจัดให้นั่งอยู่บนรถตุ๊กตุ๊ก ที่จอดเว้นระยะห่างตามมาตรฐาน ทุกมุมสามารถชมคอนเสิร์ตได้อย่างชัดเจน มีบัสเลอร์เสิรฟ์อาหารและเครื่องดื่ม โดยผู้ร่วมงานไม่ต้องลุกออกไปซื้อเอง ทำให้แฟนเพลงของ โปเตโต้, ปาล์มมี่, โจอี้บอย, แสตมป์ อภิวัชร์, ทรีแมนดาว (THREE MAN DOWN) และ ไท ทศมิตร (TAITOSMITH) สามารถสนุกกันได้อย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นว่า ถึงแม้ต้องรักษาระยะห่าง แต่มิตรภาพ “ความเป็นเพื่อน” จะเติมเต็มให้กันและกันไม่มีที่สิ้นสุด เพราะ “วันเพื่อนมีได้ทุกวัน” 

ก๋วยเตี๋ยวเรือวินเทจ “10บาทก็อิ่มได้” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ก๋วยเตี๋ยวเรือวินเทจ “10บาทก็อิ่มได้”

ก๋วยเตี๋ยวเรือวินเทจ "10บาทก็อิ่มได้"2 สิงหาคม 2563 – 03:00 น.

อดีตลูกจ้างโรงพยาบาลรัฐ พอมีครอบครัวอยากใช้ชีวิตใกล้ชิดอยู่กับลูก จากลูกจ้างสู่เจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวเรือวินเทจ ตกแต่งร้านแนวคลาสสิก กำเงินมาเพียง10 บาทก็อิ่มท้องได้ นับเป็นขวัญใจยามยากของคนสู้โควิด-19

อยากกินเส้นเชิญทางนี้ มีร้านดีๆมาแนะนำ เป็นร้านก๋วยเตี๋ยวแนววินเทจ ตกแต่งร้านแนวคลาสสิก จำหน่ายก๋วยเตี๋ยวเรือและอาหารหลากหลายเมนู ที่สำคัญราคาไม่แพง แค่ชามละ 10 บาท มีหลากหลายเมนูให้เลือก ไม่ว่าจะเป็น ลูกชิ้น เนื้อสด เนื้อเปื่อย น้ำข้น น้ำใส มีให้เลือกหมด 

ก๋วยเตี๋ยวเรือวินเทจ "10บาทก็อิ่มได้"

 นอกจากนั้นยังมีเมนูเด็ดอีกหลายรายการ เช่น กะเพราถาด ราคา 50 บาท อิ่มกันได้หลายคน ข้าวผัดต้มยำ ข้าวผิดน้ำพริกเผาไข่เค็ม และเมนูแนะนำ ผัดไท กุ้งสด 

ก๋วยเตี๋ยวเรือวินเทจ "10บาทก็อิ่มได้"

สนใจแวะชิมกันได้ในราคาสบายกระเป๋าที่ ร้านก๋วยเตี๋ยวเรือ ดงมูลเหล็ก ร้านตั้งอยู่บริเวณสามแยกหน้า สภ.วิเชียรบุรี ริมถนนบุษราคัม หมู่ 13 ต.ท่าโรง อ.วิเชียรบุรี จ.เพชรบูรณ์ รับรองอิ่ม อร่อย ทุกเมนู

ก๋วยเตี๋ยวเรือวินเทจ "10บาทก็อิ่มได้"

ย้อนที่มาร้านก๋วยเตี๋ยวชามละ10 บาท “นางเสาวณี ดวงจันทร์” อายุ 40 ปี เจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวเรือ ดงมูลเหล็ก เล่าว่า เดิมทำงานเป็นลูกจ้างอยู่ที่โรงพยาบาลวิเชียรบุรี พอมีครอบครัวก็อยากมีเวลาให้กับครอบครัวบ้าง จึงคิดทำกิจการของตนเอง หันมาขายก๋วยเตี๋ยวตามตลาดนัด เน้นราคาถูก แค่ชามละ 10 บาท

ก๋วยเตี๋ยวเรือวินเทจ "10บาทก็อิ่มได้"
ก๋วยเตี๋ยวเรือวินเทจ "10บาทก็อิ่มได้"

นางเสาวณี ดวงจันทร์ 

ก๋วยเตี๋ยวเรือวินเทจ "10บาทก็อิ่มได้"

“และมีการปรับปรุงสูตรของตนเองอย่างต่อเนื่องไปกินที่ไหนอร่อยก็นำมาปรับใช้กับก๋วยเตี๋ยวของตัวเอง”

จนปัจจุบันมีหลากหลายเมนูให้เลือกรับประทาน นอกจากก๋วยเตี๋ยวแล้วก็ยังมีอาหารตามสั่งให้เลือกอีกหลายรายการ เรียกกันได้ว่าเดินเข้ามาร้านนี้ไม่ผิดหวัง ยังไงก็ต้องมีอาหารให้เลือกรับประมานแน่นอน

ก๋วยเตี๋ยวเรือวินเทจ "10บาทก็อิ่มได้"

ส่วนราคาก๋วยเตี๋ยวที่ตั้งไว้แค่ชามละ 10 บาท เพราะเห็นว่าทำให้สามารถรับประทานได้หลายคน หรือคนละหลายชาม บางที่มากันเป็นครอบครัวก็ได้รับประทานกันครบทุกคน

ก๋วยเตี๋ยวเรือวินเทจ "10บาทก็อิ่มได้"
ก๋วยเตี๋ยวเรือวินเทจ "10บาทก็อิ่มได้"
ก๋วยเตี๋ยวเรือวินเทจ "10บาทก็อิ่มได้"
ก๋วยเตี๋ยวเรือวินเทจ "10บาทก็อิ่มได้"

โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดี จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 เพียงเดินเข้ามาที่ร้านก๋วยเตี๋ยวเรือ ดงมูลเหล็ก กำเงินมา10 บาทก็สั่งก๋วยเตี๋ยวกินอิ่มท้องได้

ชัยวัฒน์ ปานนิล เพชรบูรณ์ เรื่องและภาพ

การ์ดตก หรือ ไม่ยกการ์ด ที่ “วัดผาซ่อนแก้ว” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

การ์ดตก หรือ ไม่ยกการ์ด ที่ “วัดผาซ่อนแก้ว”

การ์ดตก หรือ ไม่ยกการ์ด ที่ "วัดผาซ่อนแก้ว"6 กรกฎาคม 2563 – 12:40 น.

การ์ดตกหรือไม่ยกการ์ด ที่ “วัดผาซ่อนแก้ว” อำเภอเขาค้อ แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังของเมืองมะขามหวาน

หลังจากจังหวัดเพชรบูรณ์ มีคำสั่งเปิดให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวสามารถเข้าชม วัดผาซ่อนแก้ว อำเภอเขาค้อ แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังทางศาสนาของจังหวัดเพชรบูรณ์ เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2563 ตามคำสั่งจังหวัดเพชรบูรณ์ ที่ 1132/2563 ลงนามโดย นายสืบศักดิ์ เอี่ยมวิจารณ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์

การ์ดตก หรือ ไม่ยกการ์ด ที่ "วัดผาซ่อนแก้ว"

ทั้งนี้ในการเปิดให้บริการเจ้าของหรือผู้จัดการสถานที่ มีหน้าที่ดูแลรักษาความสะอาดของสถานที่ ภาชนะและอุปกรณ์ที่ใช้ และจัดให้มีมาตรการป้องกันโรคตามที่ทางราชการกำหนด คือ ทำความสะอาดพื้นผิวสัมผัสของพื้นที่ใช้บริการ อย่างน้อยวันละ 3 ครั้ง

การ์ดตก หรือ ไม่ยกการ์ด ที่ "วัดผาซ่อนแก้ว"

ทุกคนที่เข้ามาในวัดต้องสวมใส่หน้ากากอนามัย มีจุดล้างมือด้วยสบู่และแอลกอฮอล์ ควบคุมจำนวนผู้ใช้บริการอย่างเหมาะสม มีการรักษาระยะห่างระหว่างกันอย่างน้อย 1 เมตร

แต่ในระหว่างวันที่ 4-7 กรกฎาคม 2563 ที่ผ่านมา  ตรงกับ“วันอาสาฬหบูชา” และ “วันเข้าพรรษา” ซึ่งเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา และหยุดยาวติดต่อกัน 4 วัน ประกอบกับรัฐบาล ได้มีมาตรการผ่อนปรน ระยะที่ 5 ส่งผลให้บรรยากาศการท่องเที่ยวของจังหวัดเพชรบูรณ์ กลับมาคึกคักอีกครั้ง แม้ช่วงนี้จะไม่ใช่ช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวก็ตาม

การ์ดตก หรือ ไม่ยกการ์ด ที่ "วัดผาซ่อนแก้ว"

วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : บรรยากาศช่วงวันหยุด นทท.แห่เที่ยวภูทับเบิก ทำรถติดหนึบยาว 2 กม.

การ์ดตก หรือ ไม่ยกการ์ด ที่ "วัดผาซ่อนแก้ว"

โดยเฉพาะที่อำเภอเขาค้อ ซึ่งมีสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญหลายแห่ง อาทิ วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว ซึ่งเป็นแหล่งปฏิบัติธรรม และแหล่งท่องเที่ยวทางศาสนาชื่อดังของจังหวัดเพชรบูรณ์ ที่คลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยว ต่างอุ้มลูกจูงหลานพาครอบครัวมากราบไหว้ขอพร พระธาตุผาซ่อนแก้ว และพุทธพุทธเจ้า 5 พระองค์

เนื่องจากวันนี้เป็นวันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษา ซึ่งเป็นวันพระใหญ่ และเป็นวันที่สำคัญทางศาสนา พร้อมกับชมสถาปัตยกรรมที่สวยงามสุดอลังการ ภายในวัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว

สภาพบรรยากาศของนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ที่เดินเบียดเสียดเยียดยัดกันเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้การจราจรในบริเวณวัดผาซ่อนแก้วติดยาวเหยียดกว่า 2 กิโลเมตร

ขณะเดียวกันสภาพภายในวัดพระธาตุซ่อนแก้ว ก็ไม่ได้แตกต่างกัน ประชาชนจำนวนมากที่เดินสวนกันไปมา มีให้เห็นเป็นจำนวนมาก ที่ไม่สวมหน้ากากอนามัย จุดคัดกรองภายในวัดมีไม่เพียงพอ กลายเป็นชุมชนแออัดเล็กๆ ที่มีผู้คนหนาแน่น

การ์ดตก หรือ ไม่ยกการ์ด ที่ "วัดผาซ่อนแก้ว"

ทำให้มาตรการป้องกันโรคโควิด19 ต่างๆ อาจปฏิบัติได้ไม่ครบถ้วน และรัดกุม ประกอบกับนักท่องเที่ยวและประชาชนที่มาจากทุกสาระทิศ อาจทำให้การ์ดของเราเริ่มตกแล้วก็เป็นได้

การ์ดตก หรือ ไม่ยกการ์ด ที่ "วัดผาซ่อนแก้ว"

กรมศิลป์ ลั่นห้ามซ่อมแซมต่อเติม “โบสถ์โบราณ” อำเภอนาดูนเด็ดขาด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

กรมศิลป์ ลั่นห้ามซ่อมแซมต่อเติม “โบสถ์โบราณ” อำเภอนาดูนเด็ดขาด

กรมศิลป์ ลั่นห้ามซ่อมแซมต่อเติม "โบสถ์โบราณ" อำเภอนาดูนเด็ดขาด5 กรกฎาคม 2563 – 09:43 น.

สำนักศิลปากรที่ 10นครราชสีมาลงพื้นที่อำเภอนาดูน จังหวัดมหาสารคาม ติดตามสำรวจความเสียหายของหอแจกวัดสิมโบสถ์โบราณอายุกว่า 100 ปีในภาคอีสาน พร้อมย้ำห้ามซ่อมแซมต่อเติมเองมีความผิดเหตุขึ้นทะเบียนกฏหมายคุ้มครองแล้ว

เมื่อวันที่ 4 กรกฏาคม 2563 ที่วัดโพธาราม อ.นาดูน จ.มหาสารคามสำนักศิลปากรที่ 10นครราชสีมาได้ลงพื้นที่ติดตาม สำรวจโบราณสถานหลายแห่งในอำเภอนาดูน และสำรวจความเสียหายของหอแจกวัด เพื่อของบประมาณบูรณะซ่อมแซ่มเพื่อให้ประชาชนได้เข้ามาใช้ในทางพุทธศาสนา

เนื่องจากกลุ่มสิมหรือโบสถ์โบราณในภาคอีสาน ซึ่งมีจำนวนมาก ที่ผ่านมามีวัดหลายแห่งที่ต้องซ่อมแซมเอง โดยที่วัดโพธาราม อำเภอนาดูน จังหวัดมหาสารคาม พระสงฆ์และแกนนำชุมชนร่วมกับเจ้าหน้าที่กรมศิลปากรมาลงพื้นที่ตรวจสอบ โบสถ์ ศาลา และสิ่งปลูกสร้างอายุกว่า100ปี อาจพังทลาย เพื่อหาแนวทางแก้ไขหรือบูรณะโบราณสถาน

โดยอาศัยความร่วมมือของหลายภาคส่วน แต่ไม่สามารถทำได้ เพราะข้อจำกัดกฎหมายโบราณสถาน ซึ่งสำนักศิลปากรที่10นครราชสีมา ได้ลงพ้นที่สำรวจโบราณสถานในพื้นที่อำเภอนาดูน และเข้าสำรวจโบสถ์ และศาลาการเปรียญ อายุกว่า103ปี เพื่อเตรียมวางแนวทางบูรณะซ่อมแซม

 นางชุติมา จันทน์เทศ ผูู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา เปิดเผยว่า วันนี้ได้ลงพื้นที่อำเภอนาดูน หลายแห่งและได้ลงพื้นที่ติดตาม สำรวจความเสียหายของหอแจกวัด เพื่อของบประมาณบูรณะซ่อมแซมให้กลับมาอยู่ในสภาพเดิมเนื่องจากชาวบ้านได้อนุรักษ์มากว่า100ปีไม่อยากให้สูญหายไป เพื่อให้ประชาชนได้เข้ามาใช้ในทางพุทธศาสนาซึ่งจาการลงพื้นที่ได้มีการสำรวจ และออกแบบเขียนแบบ พร้อมยื่นเข้ากรมของประมาณซ่อมแซมบูรณะได้ ซึ่งมีความคืบหน้าไปแล้ว 50 เปอร์เซ็นต์

“ขอทำความเข้าใจกับชุมชนให้รับทราบนะคะ กระบวนการหรือขั้นตอนซ่อมแซมบูรณะต้องใช้เวลา พร้อมย้ำเตือน ผู้รับผิดชอบ ห้ามซ่อมแซมเองหรือต่อเติมเองต้องขออนุญาตจากกรมศิลปกร เพราะมีการขึ้นทะเบียนกฏหมายคุ้มครอง”สำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา ระบุ

กรมศิลป์ ลั่นห้ามซ่อมแซมต่อเติม "โบสถ์โบราณ" อำเภอนาดูนเด็ดขาด
กรมศิลป์ ลั่นห้ามซ่อมแซมต่อเติม "โบสถ์โบราณ" อำเภอนาดูนเด็ดขาด

นางชุติมา จันทน์เทศ ผูู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา

กรมศิลป์ ลั่นห้ามซ่อมแซมต่อเติม "โบสถ์โบราณ" อำเภอนาดูนเด็ดขาด

ข่าวและภาพโดย เอนก กระแจ่ม ผู้สื่อข่าว จังหวัดมหาสารคาม

เปิด 5 อันดับเมืองท่องเที่ยว ที่ชาวไทยอยากไปมากที่สุด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

เปิด 5 อันดับเมืองท่องเที่ยว ที่ชาวไทยอยากไปมากที่สุด

เปิด 5 อันดับเมืองท่องเที่ยว ที่ชาวไทยอยากไปมากที่สุด28 พฤษภาคม 2563 – 15:25 น.

AirbnbเปิดWish Lisl เปิด 5อันดับเมืองท่องเที่ยวที่ชาวไทยอยากไปมากที่สุด ระบุ พัทยาและหัวหิน มาแรง โดยชูความโดดเด่นทั้งเรื่องความเป็นส่วนตัวและสิ่งอำนวยความสะดวกเช่น ครัว อินเทอร์เน็ตไร้สาย และสระว่ายน้ำ คือปัจจัยหลักดึงดูดนักเดินทางเลือกพัก 

ในขณะที่ชุมชนทั่วโลกกำลังเปิดประตูต้อนรับผู้คนอย่างค่อยเป็นค่อยไป หลายๆ คนที่ต้องอยู่บ้านในช่วงโควิด-19 ก็เริ่มมีไอเดียการเดินทางในอนาคตพรั่งพรูออกมา

อ่านข่าว : เห็นแล้วขนลุก “ถ้ำนาคา” อ.บึงโขงหลง จ.บึงกาฬ

โดยข้อมูลภายในของ Airbnb เผยให้เห็นสัญญาณแรกเริ่มของการวางแผนการเดินทางในอนาคตจากการค้นหาและตั้ง WishList หรือลิสต์บันทึกสถานที่ที่ต้องการไป ซึ่งนักเดินทางสร้างขึ้นเพื่อเตรียมพร้อมออกไปสานสัมพันธ์กับผู้คนและสังคมโลกอีกครั้ง

ในขณะที่การท่องเที่ยวเริ่มฟื้นตัว Airbnb ขอนำเสนอเทรนด์ยอดนิยมของนักเดินทางชาวไทยเพื่อไม่ให้มีใครต้องตกเทรนด์ ไม่ว่าจะเป็นวิลล่าริมสระหรือวิลล่าส่วนตัวพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน สถานที่เหล่านี้ล้วนเรียกร้องให้ก้าวขาออกเดินทางอีกครั้งหลังจากที่ทุกคนกักตัวอยู่บ้านเพื่อความปลอดภัยของตัวเองและผู้คนรอบข้าง

การท่องเที่ยวในประเทศคือตัวเลือกแรกของนักเดินทางไทย

แม้ว่าการท่องเที่ยวจะถูกจำกัดด้วยความจำเป็นหลายๆ อย่าง แต่จิตวิญญาณของนักเดินทางก็ยังคงเฝ้าฝันถึงประสบการณ์การเดินทางที่แปลกใหม่Wish Listแสดงให้Airbnbเห็นว่า ผู้มีใจรักในการท่องเที่ยวชาวไทยยังคงมองหาจุดหมายปลายทางที่ใกล้กับกรุงเทพมหานครและติดทะเลที่สามารถเดินทางไปถึงจุดหมายปลายทางได้ในไม่กี่ชั่วโมง

จากการสำรวจข้อมูลภายในของAirbnbตั้งแต่เดือนมีนาคม ถึง 18 พฤษภาคม 2563 พบว่าพัทยาและหัวหินเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่นักเดินทางชาวไทยบันทึกว่าอยากไปมากที่สุด ยิ่งไปกว่านั้น 8 ใน 10 ของสถานที่พักในประเทศที่คนไทยอยากเข้าพักยังอยู่ที่หัวหินอีกด้วย

นอกจากนั้นAirbnbยังพบว่า 5 จุดหมายปลายทางที่นักเดินทางชาวไทยค้นหาถึงมากที่สุดคือ

1.กรุงเทพ

2.พัทยา

3.ภูเก็ต

4.หัวหิน

5.เชียงใหม่

ซึ่งแตกต่างไปจากการสำรวจในช่วง 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2562 ที่เมืองโตเกียว โซล และโอซาก้า ติด 5 อันดับที่คนไทยอยากไปมากที่สุด แสดงให้เห็นว่าความนิยมในปัจจุบันของผู้ใช้Airbnbชาวไทยคือการท่องเที่ยวในประเทศ

ความเป็นส่วนตัวและสิ่งอำนวยความสะดวก เป็นปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจเที่ยวของคนไทย

ปัจจุบันเรื่องของความสะอาดและสุขอนามัยเป็นสิ่งสำคัญ ความนิยมในการเลือกสถานที่พักเมื่อเดินทางของชาวไทย จึงเน้นไปที่ที่พักและสิ่งอำนวยความสะดวกที่มีความเป็นส่วนตัว

เช่น วิลล่าเหมาะสำหรับครอบครัวที่หาดจอมเทียน พัทยาที่ประกอบไปด้วยสระว่ายน้ำส่วนตัว สวน และเครื่องครัวครบครันแห่งนี้เป็นที่พักที่ผู้ใช้Airbnb ชาวไทยบันทึกว่าต้องการไปมากที่สุด ตามมาด้วยอันดับสองอย่างวิลล่าสไตล์โมเดิร์น ใกล้ทะเลที่หัวหิน

ขณะที่ผลสำรวจภายในของAirbnbตั้งแต่เดือนมีนาคม ถึง 18 พฤษภาคม 2563 ยังแสดงให้เห็นว่า สิ่งอำนวยความสะดวกอย่าง ครัว อินเทอร์เน็ตไร้สาย และสระว่ายน้ำ เป็นสิ่งที่นักเดินทางชาวไทยค้นหาถึงมากที่สุด

นอกจากนั้น ที่พักที่อนุญาตให้สัตว์เลี้ยงเข้าพักได้ก็ถือเป็น 1 ใน 10 สิ่งอำนวยความสะดวกที่ผู้ใช้ชาวไทยค้นหามากที่สุดเช่นเดียวกัน

ภาพฝัน ณ ต่างแดน

มองไกลออกไปจากประเทศไทยAirbnbพบว่านักเดินทางชาวไทยมีความต้องการท่องเที่ยวประเทศแถบเอเชีย จากการสำรวจปีที่แล้วพบว่า ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ได้รับความนิยมเป็นอันดับต้นๆ เช่นเดียวกับการสำรวจในปีนี้ที่พบว่า โซลและโตเกียว ยังคงเป็นเมืองต่างแดนที่คนไทยค้นหาถึงมากที่สุด

เปิด 5 อันดับเมืองท่องเที่ยว ที่ชาวไทยอยากไปมากที่สุด
เปิด 5 อันดับเมืองท่องเที่ยว ที่ชาวไทยอยากไปมากที่สุด

ขอบคุณที่มา : Airbnb

“นาเดิมก้าวไกล เดินไปด้วยกัน” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“นาเดิมก้าวไกล เดินไปด้วยกัน”

"นาเดิมก้าวไกล เดินไปด้วยกัน"11 เมษายน 2563 – 07:00 น.

คอลัมน์ท่องเที่ยว “วิถีไทย” คมชัดลึก 11 เม.ย.2563 โดย มนัสศิริ ลูกรักษ์

****************************

แรกสัมผัสในการเข้าทำงานที่ที่ว่าการอำเภอบ้านนาเดิม จ.สุราษฎร์ธานี วันนั้นร่วม 2 ปีมาแล้ว ภาพแรกที่เห็นในก้าวใหม่คือ ภาพพ่อท่านเจ้าฟ้า พระบรมสาทิสลักษณ์ของรัชกาลที่ 9 และอักษร “นาเดิมก้าวไกล เดินไปด้วยกัน” บนกำแพงรั้ว ฉันชอบวลีนี้มาก เข้าใจง่าย ดึงใจไม่ต้องตีความให้ยุ่งยาก มันชัดเจนว่าพวกเราจะทำให้เกิดสิ่งดีดีที่นี่

"นาเดิมก้าวไกล เดินไปด้วยกัน"


อ.บ้านนาเดิม  เป็นอำเภอขนาดกะทัดรัด มีเพียง 4 ตำบล ประชากรราว 2 หมื่นกว่าคน ประกอบอาชีพเกษตรกรรมร้อยละ 80 แต่ถือว่าเป็นอำเภอที่ถือได้ว่าเป็นศูนย์กลางการเดินทางทั้งถนนสาย 41 เส้นทางหลักจากกรุงเทพมหานครสู่ภาคใต้ และถนน 44 ที่รู้จักกันในนามเซาเทิร์นซีบอร์ด ตัดผ่านจากฝั่งอ่าวไทยสู่อันดามัน ทำให้ อ.บ้านนาเดิม มีจุดเด่นคือการคมนาคมที่เป็นโครงข่ายในภาคใต้ได้เป็นอย่างดี

"นาเดิมก้าวไกล เดินไปด้วยกัน"

เมืองเล็กที่เต็มเปี่ยมด้วยศักยภาพของผู้นำและผู้คนในชุมชน อันโดดเด่นด้านการกีฬาเป็นอย่างมาก ผ่านการผลักดันและร่วมแรงร่วมใจในหลายภาคส่วน ตั้งแต่ระดับเยาวชนก็ได้รับการสนับสนุนจนมีชื่อเสียง

เช่นทีม Kaboom นักเรียนโรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุราษฎร์ธานี 3 (บ้านนา) ซึ่งรับถ้วยรางวัลพระราชทานรางวัลชมเชยลำดับที่ 1 ระดับประเทศ จากทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี องค์ประธาน โครงการ ทู บี นัมเบอร์วัน TO BE NUMBER ONE TEEN DANCERCISE THAILAND CHAMPIONCHIP 2020 

"นาเดิมก้าวไกล เดินไปด้วยกัน"

     
ที่นี่ยังมีสนามกรีฑาที่ได้มาตรฐาน ยังสามารถรองรับกิจกรรมด้านกรีฑาได้ดี เช่นการจัดศึกกรีฑาดาวรุ่งมุ่งโอลิมปิกทั่วไทยที่โซนภาคใต้ เพื่อเป็นการสรรหาและส่งเสริมยุวชนที่มีพรสวรรค์สู่ความเป็นเลิศทางการกีฬา  ทั้งยังจัดสรรพื้นที่บางส่วนเปิดให้ประชาชนทั่วไปได้ใช้ร่วมกัน 

กระทั่งกลุ่มแม่บ้าน|กลุ่มสตรี ยังมีการรวมกลุ่มเพื่อเต้นแอโรบิค รำวงเวียนครก เต้นบาสโลป ถือเป็นการออกกำลังกายในแบบชุมชนสร้างสรรค์  แบะอีกมากมายที่สนับสนุนความสุข ความแข็งแรงทั้งกายและใจ อันเป็นพื้นฐานของสังคมสู่ความก้าวไกลด้านอื่นๆ

"นาเดิมก้าวไกล เดินไปด้วยกัน"


วัดปัฏนาราม  (วัดท่าเรือ) ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 3 ตำบลท่าเรือ เป็นวัดเก่าแก่ จากหลักฐานคือใบเสมาหินทราย ซึ่งเป็นศิลปะสมัยอยุธยาตอนปลาย และอิฐก้อนใหญ่ ซึ่งเป็นอิฐสมัยศรีวิชัย มีขนาดใหญ่กว่าปัจจุบันมาก กว้างประมาณ 15 ซม. หนาประมาณ 10 ซม. (ใหญ่) กว่านี้จะเป็นอิฐสมัยอยุธยา

ส่วนพระอุโบสถนั้นสร้างประมาณ ปี พ.ศ. 2510 กว่าๆ โดยหลังเดิมนั้นเป็นไม้ผุพังไปหมดแล้ว หลังใหม่ได้สร้างที่โบสถ์หลังเก่า สำหรับพระพุทธรูปในโบสถ์เป็นสมัยอยุธยาศิลปะภาคใต้

"นาเดิมก้าวไกล เดินไปด้วยกัน"

การสร้างวัดไม่ปรากฏ ว่าผู้ใดเป็นคนสร้าง ผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านเล่ากันมาว่ามีรูปปั้นเจ้าอาวาสซึ่งชาวบ้านเรียกกันว่า “พ่อท่านเจ้าฟ้า” เป็นที่เคารพเลื่อมใสมาก มีการบนบานต่อรูปบูชาท่านที่วัดก็มักจะหายจากโรค หากมีภัยใดๆก็จะเข้าทรงบอกกล่าวชาวบ้านให้เตรียมตัวระวังและรักษาโรค ทุกปีจึงมี “ประเพณีถวายหรับ” หรือ สำรับ แด่พ่อท่านเจ้าฟ้า อันเป็นศูนย์รวมใจชาวบ้านนาเดิมมาตลอดหลายยุคสมัย

อ.บ้านนาเดิม ที่ฉันสัมผัสในอีกซอกมุมหนึ่งคือที่นี่ยังเป็นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้ใช้ความสามารถในการพัฒนาตัวเองผ่านการพัฒนาภายในใจสู่การพัฒนาบ้านเกิด  เป็นวิถีของคนรักษ์บ้านเกิดที่เห็นเป็นรูปธรรมและสัมผัสได้จริงๆ มีมากมายหลายคนมากนัก

"นาเดิมก้าวไกล เดินไปด้วยกัน"

ฉันจะหยิบยกเรื่อง น้องอุ๊ วิภาวดี กุลศิริ ผู้หญิงตัวเล็กๆ ผันตัวเองจากพนักงานบริษัท สู่การลงรากบนเส้นทางเศรษฐกิจพอเพียง พลิกผืนดินเล็กๆ เพียงไม่กี่ไร่แต่เป็นความพอเพียงในชีวิต ในนามไร่ “ทรัพย์มณี”  ที่ใช้ชีวิตผสมผสานในพื้นถิ่นได้อย่างพอดี

"นาเดิมก้าวไกล เดินไปด้วยกัน"

ไร่ทรัพย์มณีจึงเป็นพื้นที่ต้อนรับแขกผู้มาเยือนที่ต้องการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และรักในสิ่งเดียวกันอยู่เสมอ นอกจากนี้ยังมีกลุ่มวิสาหกิจชุมชนคนทำปลาเม็งของบ้านห้วยทราย กลุ่มผลิตหมอนยาพาราบ้านห้วยคุย กลุ่มเลี้ยงแพะบ้านนาเดิมก้าวหน้า และอีกหลายกลุ่มมากมายที่ดึงดูดให้ผู้คนจากถิ่นอื่นมาศึกษาดูงาน ถือเป็นการท่องเที่ยวแบบวิถีชุมชนที่น่าสนใจอย่างยิ่ง

"นาเดิมก้าวไกล เดินไปด้วยกัน"


ตลอดระยะเวลาที่ฉันได้ใช้ชีวิตที่บ้านนาเดิม เหมือนบ้านอีกหลังที่ยังความรื่นรมย์ ไม่มีวันใดที่ไม่รู้สึกไม่อยากไปทำงาน ไม่ใช่ว่าฉันไม่เคยมีอุปสรรคจากการงาน  ฉันเพียงรับรู้ว่าทุกๆ วันในบ้านนาเดิม เราคือฟันเฟืองเล็กๆ รวมกับผู้อื่นเพื่อขับเคลื่อนไป ขับเคลื่อนช้าบ้าง เร็วบ้าง แต่มีพลวัตรอยู่เนืองๆ ไม่เคยหยุดนิ่ง  … “เดินใกล้เดินไกล เราจะเดินไปด้วยกัน ด้วยความรัก “

มนัสศิริ

น่าน…ไง บ้านสะปัน ที่ก้าวผ่านวิถีข้าวโพด สู่วิถีชุมชนต้องเที่ยว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

น่าน…ไง บ้านสะปัน ที่ก้าวผ่านวิถีข้าวโพด สู่วิถีชุมชนต้องเที่ยว

น่าน...ไง บ้านสะปัน ที่ก้าวผ่านวิถีข้าวโพด  สู่วิถีชุมชนต้องเที่ยว11 เมษายน 2563 – 02:00 น.

คอลัมน์ท่องเที่ยว “วิถีไทย” หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับสุดท้าย 8 เม.ย.2563 โดย ธนชัย แสงจันทร์ เจ้าหน้าที่สื่อสารเพื่อสร้างสังคมฐานความรู้ สกสว.

*******************************

“น้ำไหล นกร้อง” เสียงที่บอกถึงความเป็นธรรมชาติ ซึ่งเราอาจรับรู้และสัมผัสโดยไม่ต้องลืมตาขึ้นมามอง ทั้งหมดที่กล่าว คนเมืองหลายคนอาจจะไม่ได้ยินหรือสัมผัส หากแต่เปิดทีวีดูสารคดีแล้วจินตนาการตามเท่านั้น

เช่นเดียวกับชุมชนบ้านสะปัน ตำบลดงพญา อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน ที่น้อยคนจะรู้จัก…ว่าสวรรค์บนดินเป็นอย่างไร

น่าน...ไง บ้านสะปัน ที่ก้าวผ่านวิถีข้าวโพด  สู่วิถีชุมชนต้องเที่ยว

เชื่อว่าอีกไม่นาน ภาพที่พักริมน้ำว้าที่ใสเห็นตัวปลา กระโจมริมน้ำตกที่มีเสียงน้ำกระทบหินทุกค่ำเช้า จะปรากฏใน Google และ เพจท่องเที่ยว ต่างๆ เต็มไปหมด และอาจจะโด่งดังก่อน

ท่องเที่ยววิถีไทยฉบับสุดท้ายนี้ จะกางอยู่ต่อหน้าทุกท่านเสียอีก แต่ถึงอย่างไร ความประทับใจที่จะกล่าวต่อจากนี้ ไม่เสียเที่ยวที่จะได้ทำความรู้จักหมู่บ้านเล็กๆ กลางหุบเขาที่โอบล้อมไปด้วยต้นไม้ รวมถึง ธารน้ำ และ สายลม

น่าน...ไง บ้านสะปัน ที่ก้าวผ่านวิถีข้าวโพด  สู่วิถีชุมชนต้องเที่ยว

ทว่าบางท่านที่อ่านแล้วอาจจะบอกว่าไม่เชื่อ? ก็เป็นไปได้ ด้วยที่ผ่านมา จังหวัดที่ถูกขนานนามว่าเป็น ‘หุบเขาข้าวโพด’ เกษตรเชิงเดี่ยวซึ่งโยงใยผลประโยชน์ “คน-ป่า-น้ำ” จนส่งผลกระทบถึงระบบนิเวศในระดับวิกฤติ จากแหล่งเหลือธรรมชาติที่สมบูรณ์ สวยงามเช่นนี้

บ้านสะปัน ที่นี่ไม่เป็นอย่างที่คิด และ อย่างที่เขาเล่าว่า จังหวัดน่านมีแต่เทือกเขาโล้น ที่เกิดจากคนลุกป่าปลูกข้าวโพด กระทั่งประจักษณ์ด้วย “ตา” และไปลองสัมผัสด้วยตนเอง

น่าน...ไง บ้านสะปัน ที่ก้าวผ่านวิถีข้าวโพด  สู่วิถีชุมชนต้องเที่ยว

เริ่มตั้งแต่รถยนต์แล่นผ่านตัวอำเภอเมือง อำเภอปัว ก่อนจะไต่ระดับความสูงขึ้นมาตามถนนลอยฟ้าเห็นวิวรอบทิศ สู่ดินแดนเกลือสินเธาว์โบราณ แหล่งท่องเที่ยวเชิงวิถีอนุรักษ์ ที่คนส่วนใหญ่นิยมมาชมและทำความรู้จักกระบวนการต้มเกลือ ที่ใช้หลักการระเหิด ของน้ำด้วยความร้อน ต่างกับบ้านสะปันที่ใครก็ส่ายหน้าเมื่อถามถึง เว้นแต่เป็นคนในพื้นที่

วันนี้ ไม่เหมือนเมื่อวาน หมู่บ้านกลางหุบเขาและสายน้ำ กลายเป็นชุมชนมีมนต์เริ่มมีคนรู้จัก และแวะเวียนเข้ามาเที่ยว หรือ เข้ามาพักโฮมสเตย์ ซึ่งถือเป็นตัวเลือกที่ดีของคนชอบธรรมชาติ “อยู่นิ่งๆ ดูปลา” ที่ชานบ้านริมน้ำ

น่าน...ไง บ้านสะปัน ที่ก้าวผ่านวิถีข้าวโพด  สู่วิถีชุมชนต้องเที่ยว

หรือ ถ้าใครอยากเปลี่ยนบรรยากาศไปนอนที่กระโจมขาวริมน้ำ “ฟังเสียงลมพัดใบไม้ และเสียงน้ำไหลกระทบหิน” ก็เป็นตัวเลือกที่ดี นอกจากแลนด์มาร์คที่กล่าวไป 2 จุดแล้ว ยังมีที่พักบนเชิงเขา สำหรับคนที่ชอบวิว

เรียกได้ว่า มาที่นี่ที่เดียวจบ…ก็ว่าได้ หลักท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างในละแวกเดียวกัน เช่น กาแฟบ้านไทลื้อ วัดพระธาตุจอมกิตติ การต้มเกลือสินเธาว์ ชมบ่อโบราณอายุกว่า 800 ปี พระตำหนักภูฟ้า ล่องแก่งน้ำว้า และ จุดชมภูมิทัศน์ เดอะวิวกิ่วม่วง

เดิมก่อนหน้านี้ กิจกรรมท่องเที่ยวจะสิ้นสุดที่อำเภอบ่อเกลือ อย่างมากก็อยู่ทานข้าวเย็นเมนูพิเศษ “ไก่ทอดมะแข่วน” ที่บอเกลือฮิว หรือ พักที่นั้น เพราะเมื่อก่อนที่พักแถวนี่มีไม่มา ถือเป็นข้อจำกัด ที่น่าเสียดาย ประกอบกับการเดินทางด้วยลักษณะถนนที่สูงชันตามแนวเขา

น่าน...ไง บ้านสะปัน ที่ก้าวผ่านวิถีข้าวโพด  สู่วิถีชุมชนต้องเที่ยว

บางช่วงถนนเลี้ยวโค้งไปมาอยู่บนยอดดอย อันเป็นที่มาของ “ถนนลอยฟ้า” หากมองในช่วงกลางวันผ่านกระจกรถออกไปจะเห็นเส้นจากยอดต้นไม้บนเขาตัดกับขอบฟ้าไปจนสุดสายตา สลับกับเมฆหมอกที่เกาะกลุ่มกันเป็นก้อนคลายกับว่ามันกำลังวิ่งตามรถที่กำลังแล่นอยู่

แม้ภูมิทัศน์ที่มองเห็นระหว่างทาง ซ้าย-ขวา จะตื่นตาแต่ก็ไม่พอที่จะหลอกล้อสายตาให้หันเหจากซากต้นข้าวโพดที่ยืนแห้งตายข้างทาง

ตรงกันข้ามกับยามค่ำคืน นอกจากแสงจากหน้ารถแล้ว ก็ไม่มีแสงใดที่พอจะมองเห็นทางข้างหน้า แม้ยามที่เงยหน้าขึ้นฟ้าจะมีจันทร์และแสงดาว แต่ก็ไม่พอที่จะมองเห็น ถือว่าเป็นความอันตรายที่คนขับรถต้องระวัดระวัง และไม่เหมาะกับคนขับรถน้อยประสบการ หรือ มือใหม่

ร่องรอยความเสียหายของธรรมชาติที่เกิดจากการปลูกข้าวโพดในพื้นที่จังหวัดน่าน ทำให้ชาวบ้านที่นี่ “รู้ซึ้ง” ถึงผลกระทบ เมธวัฒน์ พุทธธาดากุล นายกอบต.ดงพญา ประธานโครงการป่าชุมชนบ้านสะปัน ย้อนถึงบทเรียนที่ผ่านมาว่า ตั้งแต่ก่อน ปี พ.ศ. 2553 พื้นที่ป่าธรรมชาติในจังหวัดน่านได้ถูกเปลี่ยนเป็นที่พื้นการเกษตรเชิงเดี่ยวเพื่อการพาณิชย์อย่างรวดเร็วจนคาดไม่ถึง โดยเฉพาะการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ตัวเลขกลมๆ ของพื้นที่เพาะปลูกอยู่ที่ 9 แสนไร่และเพิ่มขึ้นทุกปีหลังจากนั้น

น่าน...ไง บ้านสะปัน ที่ก้าวผ่านวิถีข้าวโพด  สู่วิถีชุมชนต้องเที่ยว

ผลกระทบที่ชัดเจนมากขึ้นเรื่อย ๆ คือ การพังทลายของดินบนพื้นที่ลาดชัน การชะล้างตะกอนสู่แหล่งน้ำธรรมชาติในช่วงฤดูฝน ครั้นพอถึงฤดูแล้ง ภูเขาสีน้ำตาลก็ถูกซ้ำเติมด้วยไฟป่าและหมอกควัน

ซึ่งคนที่ต้องทนทุกข์มากกว่าใคร ก็คือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดที่ทำเท่าไหร่ก็ไม่รวยสักที แถมยังต้องเผชิญกับพิษของสารเคมีทั้งที่สูดดมเข้าไปและปนเปื้อนในแหล่งน้ำ

น่าน...ไง บ้านสะปัน ที่ก้าวผ่านวิถีข้าวโพด  สู่วิถีชุมชนต้องเที่ยว

เรื่องนี้คนน่านรู้ดีว่าเพราะอะไร กระทั้งมีการพูดคุย และ ได้ทำวิจัย “แนวทางการอนุรักษ์ และ ฟื้นฟูฐานทรัพยากรธรรมชาติ” โดยการสนับสนุนของฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) หรือ สกสว. ปัจจุบัน

จากการพูดคุยเปิดใจของคนในชุมชน ทำให้ได้สรุปผลกระทบร่วมกัน และ ช่วยกันแก้ไขเลื่อยมา สร้างชื่อเสียงมิติใหม่ที่ใครก็อยากไปเยี่ยมชม

น่าน...ไง บ้านสะปัน ที่ก้าวผ่านวิถีข้าวโพด  สู่วิถีชุมชนต้องเที่ยว

วันนี้ ไม่ว่าภาพความงามของธรรมชาติ เรื่องราวที่บอกเล่ามานี้ จะกระตุ่นความปรารถนา จะแรงปานใดเราทุกคนก็ไม่สามารถกล่าวออกจากบ้าน หรือ ที่พัก ด้วยกติกาทางสังคม Social Distancing เราไม่ติดต่อ (โควิด19) ไม่ติดต่อ เพื่อเราทุกคน ไม่งั้นก็อาจกลายเป็นดราม่าของคนเมืองผู้โหยหาธรรมชาติ….

และมันกำลังจะนำไปสู่ดราม่าเรื่องต่อไป

โดย ธนชัย แสงจันทร์ เจ้าหน้าที่สื่อสารเพื่อสร้างสังคมฐานความรู้ สกสว.

“ข่าวดี”พบเสือโคร่งตัวแรกป่าสลักพระ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“ข่าวดี”พบเสือโคร่งตัวแรกป่าสลักพระ

"ข่าวดี"พบเสือโคร่งตัวแรกป่าสลักพระ9 มีนาคม 2563 – 00:00 น.

นักวิจัยพบเสือโคร่งตัวแรก ในผืนป่ารักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ พร้อมตั้งชื่อ “SLT001M ” จากการตั้งกล้องดักถ่าย

9 มีนาคม 2563 กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติสัวต์ป่าและพันธุ์พืช รายงานว่า นายไพฑูรย์ อินทรบุตร เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ ตำบล วังด้ง อำเภอเมืองกาญจนบุรี กาญจนบุรี ได้รายงานความคืบหน้ากรณีพบเสือโคร่งในพื้นที่เขตฯ จากการตั้งกล้องดักถ่ายสัตว์ป่า ของงานวิจัยจากองค์กรสัตววิทยาแห่งลอนดอน Zoological Society of London (ZSL)
                   

โดยเมื่อวันนี่ 27 กุมภาพันธ์ 2563 ทางทีมงาน ZSL ได้นำภาพบันทึกจากกล้องดักถ่ายโครงการเสือโคร่งมาลงบันทึกให้ไว้ที่ห้องข้อมูล ในจำนวนภาพทั้งหมดได้พบเสือโคร่งจำนวน 3 ตัว จากการตรวจสอบฐานข้อมูลต่างๆประกอบกับสถานีวิจัยสัตว์ป่าเขานางรำ ปรากฏว่าเสือโคร่งทั้ง 3 ตัว ที่พบ มีรายละเอียดดังนี้

ตัวแรก รหัส HKT270M (Male) เป็นภาพถ่ายเสือโคร่งเพศผู้ พบบริเวณพื้นที่หน่วยพิทักษ์ป่าแม่ปลาสร้อย เป็นเสือที่มาจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ห้วยขาแข้ง

ตัวที่สอง รหัส TWT130M(Male) เป็นภาพถ่ายเสือโคร่งเพศผู้ พบบริเวณพื้นที่หน่วยพิทักษ์ป่าห้วยล้อ เป็นเสือที่มาจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ด้านตะวันตก

ตัวที่ 3 รหัส SLT001M(Male) เป็นภาพถ่ายเสือโคร่งเพศผู้ พบเจอใหม่ในบริเวณพื้นที่หน่วยพิทักษ์ป่าสลักพระ(เขาเสือ) เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ เจ้าหน้าที่ ZSL จึงได้ตั้งชื่อเสือโคร่ง ตัวใหม่นี้ว่า SLT001M (สลักพระไทเกอร์001) ซึ่งได้พบเจอที่เขตฯสลักพระเป็นครั้งแรก ซึ่งไม่ปรากฎว่าพบเจอที่ใดมาก่อน

การพบเสือโคร่งดังกล่าว เป็นตอกย้ำการทำงานของเจ้าหน้าที่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ทั้งเรื่องการเฝ้าระวังไม่ให้มีการไล่ล่า การดูแลพื้นที่ป่า ทำให้ประชากรเสือในพื้นที่สลักพระ มีความสมบูรณ์และปลอดภัยจากภัยคุกคามต่าง ๆ และสามารถถ่ายเทประชากรสัตว์ป่าจากพื้นที่ป่าอื่น ๆ มาในพื้นที่ได้อีกด้วย

ตีกอล์ฟเสร็จไปนวดสปากันมั้ย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/422158?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=lifestyle

ตีกอล์ฟเสร็จไปนวดสปากันมั้ย

14 มีนาคม 2563 – 08:00 น.
สปา,กอล์ฟ,โรงแรมแคนทารี กบินทร์บุรี,สนามกอล์ฟกบินทร์บุรีสปอร์ตคลับ,ซอลท์ พอท ทรีทเมนต์,โพธาลัย เลเชอร์ ปาร์ค,นวดด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยแบบดั้งเดิม
เปิดอ่าน 107 ครั้ง

เอาใจคนรักกีฬากอล์ฟ ชื่นชอบการพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติ อีกทั้งนวดสปาผ่อนคลาย

แม้ภาคธุรกิจท่องเที่ยวจะโดนกระแสไวรัสโควิด-19 จนทำให้อยู่ในภาวะนิ่ง แต่บรรดาโรงแรมต่างๆ ก็ไม่ลดละความพยามในการจัดแคมเปญต่างๆ เพื่อดึงนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศให้ไปใช้บริการ

 

เอาใจคนรักกีฬากอล์ฟ

      ** โรงแรมแคนทารี กบินทร์บุรี เอาใจคนรักกีฬากอล์ฟและชื่นชอบการพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติในห้องพักหรูอยู่สบาย ให้สนุกสนานกับการดวลวงสวิงกับผองเพื่อน ณ สนามกอล์ฟที่ยาวที่สุดในประเทศไทยและติดท็อป 5 ของโลก อย่าง สนามกอล์ฟกบินทร์บุรีสปอร์ตคลับ หรือ สนามกอล์ฟฮิลล์ไซด์คันทรี โฮม กอล์ฟ แอนด์รีสอร์ท กับแพ็กเกจห้องพักพร้อมออกรอบเล่นกอล์ฟ 2 วัน 1 คืน ในราคาเริ่มต้นเพียง 3,200 บาทสุทธิ (จันทร์-พฤหัสบดี) และราคา 4,000 บาทสุทธิ (ศุกร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์) พักในห้องสตูดิโอ 1 ห้อง สำหรับ 2 ท่าน พร้อมอาหารเช้าและการออกรอบเล่นกอล์ฟ 18 หลุม จำนวน 2 รอบ (1 รอบต่อวัน) ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2563….แฟนกอล์ฟตัวจริงห้ามพลาด!

ซอลท์ พอท ทรีทเมนต์

    ** ยกระดับการปรนนิบัติผิวทั่วเรือนร่าง สปา เซ็นวารี โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์บีชรีสอร์ทและวิลลา หัวหิน ขอต้อนรับฤดูร้อนอันสดใส พร้อมเชิญทุกท่านคลายความเมื่อยล้า ในทรีทเมนต์ยอดนิยม “ซอลท์ พอท ทรีทเมนต์” ด้วยการนวดด้วยหม้อดินอุ่นร้อน ประคบกับสมุนไพรตำสด ผสานเทคนิคการนวดของสปา เซ็นวารี เริ่มจากช่วงแขน เรื่อยมาจนถึงแผ่นหลังและช่วงลำตัวทั้งหมด

   

ประคบกับสมุนไพรตำสด

ซึ่งนอกจากจะรับประกันด้านการบำบัดความเมื่อยล้า ยังมอบความปลอดโปร่งโล่งสบายโดยใช้กลิ่นธรรมชาติจากสมุนไพรสดคุณประโยชน์นานัปการทั้ง 7 ชนิด อาทิ การบูร มะกรูด ตะไคร้ เม็ดเกลือทะเล ล้วนมีสรรพคุณด้านการดูแลผิวพรรณ การันตีความผ่อนคลายตลอดระยะเวลา 90 นาที ในราคาสุทธิท่านละ 2,700++บาท ตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงเดือนมิถุนายน 2563

ทรีทเมนต์แผนไทยแบบดั้งเดิม

** โพธาลัย เลเชอร์ ปาร์ค ขอเชิญคุณสัมผัสประสบการณ์ “ทรีทเมนต์และการนวดด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยแบบดั้งเดิม” ท่ามกลางในบรรยากาศและสภาพแวดล้อมอันสงบ ส่วนตัว ซึ่งจะช่วยเติมเต็มความสุขกายสบายใจและช่วยปรับสมดุลให้ร่างกายหลากหลายรูปแบบ อาทิ ไทย เมอริเดียน มาสสาจ, เดอะ ทัช ออฟ โพธาลัย, ไทย ทัช มาสสาจ และซินโดรม เทอราพี มาสสาจ เป็นต้น พร้อมรับส่วนลดสุดพิเศษกับ “นวดเพื่อสุขภาพในช่วงเวลาพิเศษ” เอาใจคนรักสุขภาพโดยเฉพาะ พร้อมรับส่วนลด 20 เปอร์เซ็นต์ ทุกวันจันทร์–ศุกร์ ตั้งแต่เวลา 10.00–14.00 น. เมื่อใช้บริการตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไป ที่ โพธาลัย เวลเนส แอนด์ ลองเจวิตี้ ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 มีนาคม 2563