เที่ยวโรงงานหลวง-ลุยแปลงสตรอเบอร์รี่พรีเมียม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/421972?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=lifestyle

เที่ยวโรงงานหลวง-ลุยแปลงสตรอเบอร์รี่พรีเมียม

13 มีนาคม 2563 – 00:05 น.
ดอยคำ,สตรอเบอร์รี่,โรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูปที่ 1 ฝาง,โรงไฟฟ้าบ้านยาง,ศาลเจ้าแม่กวนอิมพระราชทาน,นารอ กรองแก้ว,ศิรินภา ไชยพล,ธนกฤต จันทรสมบัติ
เปิดอ่าน 216 ครั้ง

เยี่ยมชมกระบวนการผลิต โรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูปที่ 1 (ฝาง) พร้อมชมแปลงสตรอเบอร์รี่พรีเมียม

ในช่วงที่ไวรัสโควิด-19 กำลังแพร่ระบาด และฝุ่นพิษ พีเอ็ม 2.5 ก็ยังอบอวลทั่วเมืองหลวง เห็นทีต้องหนีไปสูดอากาศบริสุทธิ์ในที่ห่างไกลมลพิษกันเสียหน่อย และครั้งนี้เราเลือกที่จะมุ่งหน้าขึ้นเหนือไปเรียนรู้เส้นทางการกำเนิด “ดอยคำ” ที่ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ พร้อมเยี่ยมชมกระบวนการผลิต โรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูปที่ 1 (ฝาง) ตั้งอยู่ในพื้นที่บ้านยาง ตำบลแม่งอน ซึ่งหลอมรวมไปด้วยชาติพันธุ์ วัฒนธรรม และศาสนา ทั้งไทยพุทธ จีน มุสลิม มีเอกลักษณ์และอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขท่ามกลางขุนเขา ดังคำกล่าวที่ว่า “ชุมชนแห่งความสุขที่พ่อสร้าง”

ภายในพิพิธภัณฑ์โรงงานหลวงที่ 1 (ฝาง)

โรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูปที่ 1 (ฝาง) เป็นโรงงานหลวงแห่งแรกที่ก่อตั้งขึ้นตามแนวพระราชดำริในการพัฒนาที่ยั่งยืนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของ พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนและทุกข์ยากของราษฎร ปัจจุบันเป็นโรงงานหลักที่เป็นกำลังสำคัญในการผลิตผลิตภัณฑ์ภายใต้ตราสินค้า “ดอยคำ” และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงการศึกษา โดยด้านหน้าของโรงงานเป็น พิพิธภัณฑ์โรงงานหลวงที่ 1 (ฝาง) เป็นสถานที่รวบรวมและจัดแสดงแนวพระราชดําริในการพัฒนาที่ยั่งยืนตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ตัวอาคารเป็นสถาปัตยกรรมแบบจีนยูนนานเพื่อให้คนจีนในพื้นที่รู้สึกเป็นเจ้าของและไม่เกิดความแตกแยก จัดแสดงในรูปแบบพิพิธภัณฑ์มีชีวิตโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้และพัฒนาอย่างยั่งยืนด้านอุตสาหกรรมการเกษตรแปรรูป เพื่อเกื้อหนุนและส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาชุมชนโดยรอบ เพื่อเป็นสถานที่รวบรวมและจัดแสดงแนวพระราชดำริในการพัฒนาและเพื่อความคงอยู่อย่างยั่งยืนของโรงงานหลวง

โรงไฟฟ้าบ้านยาง

ศาลเจ้าแม่กวนอิมพระราชทาน

          เดินเข้าไปด้านในอีกนิดจะเห็น โรงไฟฟ้าบ้านยาง ซึ่งเป็นโครงการพระราชดำริโรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็กแห่งแรกของประเทศ ปัจจุบันยังคงดำเนินกิจการอยู่ ไม่ไกลกันนักเป็นที่ตั้งของสถานีอนามัยเก่าที่ในหลวง รัชกาลที่ 9 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระราชทานแก่ชาวชุมชนบ้านยาง หากยังมีแรงแนะนำให้เดินขึ้นเขาไปอีกนิดพอได้เหงื่อ บนเนินเขาเป็นที่ตั้งของ ศาลเจ้าแม่กวนอิมพระราชทาน สถานที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวบ้านยางที่นับถือพระพุทธศาสนา

สตรอเบอร์รี่สดเกรดพรีเมียม

นารอ กรองแก้ว

          ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคมเป็นฤดูกาลของสตรอเบอร์รี่ ซึ่งช่วงนี้ดอยคำได้คัดสรร “สตรอเบอร์รี่สดระดับพรีเมียม” สายพันธุ์พระราชทาน 80 จากการส่งเสริมเกษตร “โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำแม่งอน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ” มาจำหน่ายที่ร้านดอยคำ 7 สาขาในกรุงเทพฯ และเมื่อมาถึงถิ่นสตรอเบอร์รี่ระดับพรีเมียมทั้งที เราจึงไม่พลาดที่จะเยี่ยมชมไร่สตรอเบอร์รี่ของเกษตรกรที่ปลูกส่งให้กับดอยคำ ที่บ้านหนองเต่า ต.ม่อนปิ่น อ.ฝาง ซึ่ง นารอ กรองแก้ว เกษตรกรวัย 27 ปี เล่าให้ฟังว่า เริ่มต้นปลูกสตรอเบอร์รี่มาตั้งแต่ปี 2561 ก่อนหน้านี้ปลูกลิ้นจี่ซึ่งให้ผลผลิตน้อยและราคาไม่ดีเท่าที่ควร เจ้าหน้าที่จากดอยคำจึงเข้ามาสนับสนุนให้ปลูกสตรอเบอร์รี่ สายพันธุ์พระราชทาน 80 ตอนที่เริ่มปลูกไม่มีความรู้เลย ก็ได้เจ้าหน้าที่ดอยคำเข้ามาให้คำแนะนำทุกอย่างตั้งแต่เริ่มปลูกจนกระทั่งเก็บเกี่ยวผลผลิตไม่ให้ผลมีรอยช้ำ และคัดส่งดอยคำตามมาตรฐานที่กำหนด

สตรอเบอร์รี่สดๆ จากไร่

          “ปีแรกที่เริ่มปลูกยังไม่มีประสบการณ์ผลผลิตก็ยังไม่ดีมาก ก็ค่อยๆ เรียนรู้ไป พอปีที่แล้วเพิ่มพื้นที่ปลูกรายได้ก็เพิ่มขึ้น ยิ่งปีนี้อากาศดี ฝนไม่ตกนอกฤดู สตรอเบอร์รี่จึงออกผลเยอะและลูกใหญ่กว่าปีก่อน สลับเก็บวันเว้นวันได้ประมาณวันละ 50 กิโลกรัม คัดแยกเป็นเกรดส่งไปบรรจุกล่องขายเป็นผลสดแบบพรีเมียมได้ราคาดีมาก แต่ก็มีเฉพาะบางช่วงเท่านั้น หลังจากกลางเดือนเมษายนไปก็ไม่สามารถเก็บเกี่ยวได้แล้ว” หนึ่งในเกษตรกรที่ปลูกสตรอเบอร์รี่ส่งให้ดอยคำเล่าถึงที่มาก่อนจะบรรจุกล่องเป็นสตรอเบอร์รี่สดเกรดพรีเมียม

ธนกฤต จันทรสมบัติ

          ด้าน ธนกฤต จันทรสมบัติ เจ้าหน้าที่ส่งเสริมและพัฒนาเกษตร โรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูปที่ 1 (ฝาง) วัย 27 ปี เล่าว่า หน้าที่หลักของตัวเองคือการนำเอาองค์ความรู้ทางวิชาการเกษตรที่ผ่านการวิจัยจากโรงปฏิบัติการวิจัยทางพืชมาถ่ายทอดให้พี่น้องเกษตรกรบนพื้นที่สูง โดยเฉพาะเกษตรกรที่ปลูกสตรอเบอร์รี่ และมัลเบอร์รี่ ซึ่งดูแลพื้นที่ครอบคลุมพื้นที่ 3 อำเภอ ใน จ.เชียงใหม่ ประกอบไปด้วย อ.ฝาง อ.ไชยปราการ อ.แม่อาย โดยในพื้นที่ทั้ง 3 อำเภอมีเกษตรกรปลูกสตรอเบอร์รี่รวมทั้งสิ้น 50 ไร่ 85 ครัวเรือน

สตรอเบอร์รี่สดๆ จากไร่

          “สตรอเบอร์รี่จะเริ่มปลูกตั้งแต่เดือนตุลาคมเก็บผลผลิตได้ 5 เดือน เริ่มตั้งแต่กลางเดือนธันวาคมจนถึงสิ้นเดือนเมษายน ซึ่งเกษตรกรแต่ละรายจะมีรายได้ต่อครัวเรือนเฉลี่ยอยู่ที่ 7-8 หมื่นบาท แต่ถ้าเกษตรกรมีความตั้งใจขยันเอาใจใส่และดูแลสตรอเบอร์รี่อย่างดี ก็สามารถทำรายได้มากถึง 1-2 แสนบาทต่อครัวเรือน อย่างที่ผ่านมามีเกษตรกรที่ขายสตรอเบอร์รี่ได้ 1 แสนบาท ทั้งสิ้น 10 ราย และ 2 แสนบาทอีก 5 ราย” เจ้าหน้าที่ส่งเสริมและพัฒนาเกษตรให้ข้อมูล

สตรอเบอร์รี่สดเกรดพรีเมียม

          หลังจากชมไร่สตรอเบอร์รี่ และเด็ดชิมกันแบบสดๆ แล้ว เราตามเส้นทางสตรอเบอร์รี่ต่อไปยังโรงคัดแยกเกรด แบ่งเป็นขนาดใหญ่สุด เกรด AA คัดพิเศษ 16 ผล น้ำหนัก 480 กรัมต่อกล่อง เกรด A คัดพิเศษ ขนาด 20 ผล น้ำหนัก 450 กรัมต่อกล่อง และขนาด B คัดพิเศษขนาด 24 ผล น้ำหนัก 380 กรัมต่อกล่อง จากนั้นขนส่งโดยรถห้องเย็นส่งถึงผู้บริโภคใน กทม.เช้าตรู่วันถัดไป

ศิรินภา ไชยพล

โรงเรือนสตรอเบอร์รี่

          ทริปนี้เรายังมีโอกาสได้ชมเทคโนโลยีการวิจัยเนื้อเยื่อสตรอเบอร์รี่ภายในโรงเก็บผลิตภัณฑ์เกษตรและโรงปฏิบัติการวิจัยทางพืช รวมถึงโรงเรือนสตรอเบอร์รี่ ซึ่งเราได้ ศิรินภา ไชยพล ผู้จัดการแผนกนวัตกรรมเกษตร (Lab) โรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูปที่ 1 (ฝาง) พาชมโรงเรือนแห่งใหม่นี้พร้อมอธิบายให้ฟังว่าโรงเรือนทั้งหมดใช้ระบบน้ำทำความเย็นและออกแบบป้องกันแมลงศัตรูพืช มีระบบการให้ปุ๋ยอัตโนมัติ ควบคุมความเข้มข้นของปุ๋ย วัดปุ๋ยในดินเพื่อดูการตอบสนองของพืช ปัจจุบันมีเกษตรกรจำนวน 6 รายร่วมปลูกสตรอเบอร์รี่ในโครงการ จำนวน 6 โรง อีก 3 โรงปลูกโดยดอยคำ โดยเริ่มปลูกชุดแรกเมื่อวันที่ 15 ตุลาคมปีที่แล้ว ขณะนี้ผลผลิตชุดแรกออกแล้ว รสชาติและขนาดเป็นที่พอใจ แต่ยังต้องพัฒนาต่อไป ซึ่งการปลูกในโรงเรือนจะสามารถปรับสภาวะแวดล้อม ลดต้นทุนการผลิต ลดการใช้สารเคมี ไม่ต้องกำจัดวัชพืช ไม่เสี่ยงต่อสภาพอากาศที่แปรปรวน และตอบสนองความต้องการผู้บริโภคสตรอเบอร์รี่นอกฤดูกาล

สตรอเบอร์รี่ที่ปลูกในโรงเรือน

          อดใจรออีกนิด…สตรอเบอร์รี่สดเกรดพรีเมียมจากดอยคำ อาจมีให้อร่อยกันได้ทั้งปีเร็วๆ นี้คร้า…

สักครั้งในชีวิต จาริกตามรอย “พระศาสดา” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/420854?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=lifestyle

สักครั้งในชีวิต จาริกตามรอย “พระศาสดา”

5 มีนาคม 2563 – 17:21 น.
พระศาสดา,สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า,สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒนฯ,ศนพนิธิ มหานนท์,พระธรรมโพธิวงศ์ วีรยุทฺโธ,พระนวกโพธิ,พุทธคยา,สารนาถ,สาวัตถี,กุสินารา,พาราณสี,ตรัสรู,ประสูติ,ปฐมเทศนา,ปรินิพพาน,อินเดีย,เนปาล,โรงพยาบาลจุฬาภรณ์,สังเวชนียสถาน 4 แห่ง,จาริกแสวงบุญ,บรรพชา,อุปสมบท
เปิดอ่าน 482 ครั้ง

การเดินทางจาริกแสวงบุญ ณ แดนพุทธภูมิ ไปตาม “สังเวชนียสถาน 4 แห่ง” ก็เหมือนได้ใกล้ชิดพระพุทธองค์

หน้าที่ชาวพุทธนอกจากการน้อมนำหลักธรรมคำสอนของ “สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า” มาใช้ดำเนินชีวิต ยึดเหนี่ยวจิตใจให้ประพฤติแต่กรรมดีละเว้นความชั่วแล้ว การเดินทางจาริกแสวงบุญ ณ แดนพุทธภูมิ ไปตาม “สังเวชนียสถาน 4 แห่ง” สักครั้งในชีวิต ก็เป็นอีกหนึ่งหนทางเหมือนได้ใกล้ชิดพระพุทธองค์ และยิ่งได้ข้ามน้ำข้ามทะเลไปบวชครองผ้าเหลืองถึงดินแดนแห่งศรัทธาก็นับเป็นบุญยิ่ง ในแต่ละปีจึงได้เห็นพุทธศาสนิกชนมหาศาลจากทั่วโลกมุ่งหน้าสู่อินเดียและเนปาล ดินแดนอันเป็นต้นกำเนิดแห่งพระพุทธศาสนา

   

ศ.นพ.นิธิ มหานนท์ ในพิธีปลงผมนาค

    การเดินทางครั้งนี้ก็เช่นกัน โอกาสครบรอบ 10 ปีการดำเนินงานของโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ได้จัดโครงการบรรพชาอุปสมบทหมู่และปฏิบัติธรรมถวายเป็นพระกุศลแด่ ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานก่อตั้งโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ณ แดนพุทธภูมิ สาธารณรัฐอินเดีย และสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาล ระหว่างวันที่ 15-23 กุมภาพันธ์ 2563

ขบวนแห่นาคไปยังวัดมหาโพธิ์ พุทธคยา

พิธีบรรพชาเป็นสามเณรนวกะ

สามเณรนวกะ ใต้ต้นศรีมหาโพธิ์

พิธีอุปสมบท

      ในการนี้ ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เสด็จไปทรงเป็นประธานฝ่ายฆราวาส ในพิธีปลงผมนาค ณ พระอุโบสถวัดไทยพุทธคยา รัฐพิหาร สาธารณรัฐอินเดีย ทรงขริบผมนาคจำนวน 44 คนซึ่งเป็นบุคลากรของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ สถาบันการศึกษาจุฬาภรณ์ และสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ นำโดย ศ.นพ.นิธิ มหานนท์ เลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ โดยมี พระธรรมโพธิวงศ์ (วีรยุทฺโธ) เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา และหัวหน้าพระธรรมทูตสายอินเดีย-เนปาล กล่าวนำประกอบพิธี

      พร้อมกันนี้ เสด็จไปยังมณฑลพิธีใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ภายในวัดมหาโพธิ์ พุทธคยา สถานที่ตรัสรู้ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงเป็นประธานฝ่ายฆราวาสในพิธีบรรพชาสามเณรนวกะ (บวชใหม่) ทั้ง 44 รูป ก่อนที่สามเณรนวกะจะเข้าสู่พิธีมหามงคลอุปสมบทเป็น “พระนวกโพธิ” อย่างสมบูรณ์ภายในพระอุโบสถวัดไทยพุทธคยา โดยมี สมเด็จพระมหาธีราจารย์ กรรมการมหาเถรสมาคม ประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ และเจ้าอาวาสวัดยานนาวา เป็นต้น เป็นพระอุปัชฌาย์

สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒนฯ ทรงบาตรพระนวกโพธิ ที่วัดไทยพุทธคยา

     ในการนี้ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒนฯ ได้ทรงบาตรพระนวกโพธิ อีกทั้งทรงปลูกต้นราชพฤกษ์ บริเวณลานหมอชีวก ณ วัดไทยพุทธคยา และในวันสุดท้ายของโครงการบรรพชาอุปสมบทหมู่และปฏิบัติธรรมถวายเป็นพระกุศล ซึ่งเป็นวันลาสิกขาพระนวกโพธิ ได้เสด็จไปยังปรินิพพานวิหาร ณ สาลวโนทยาน เมืองกุสินารา รัฐอุตตรประเทศ สถานที่จำลองการดับขันธปรินิพพานของพระพุทธเจ้า ทรงกระทําประทักษิณในพระวิหาร ทรงสักการะปรินิพพานสถูป ทรงเป็นประธานฝ่ายฆราวาสในพิธีลาสิกขาพระนวกโพธิทั้ง 44 รูป ที่พระอุโบสถวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์

ทรงสักการะพระพุทธรูปปางปรินิพพานภายในปรินิพพานวิหาร เมืองกุสินารา

ทรงเป็นประธานฝ่ายฆราวาสในพิธีลาสิกขาพระนวกโพธิ วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์

     และในการนี้ยังโปรดให้มีหน่วยแพทย์พระราชทานจากโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ เพื่อตรวจรักษาพระภิกษุสงฆ์ ผู้จาริกแสวงบุญ ตลอดจนประชาชนในพื้นที่โดยรอบวัดไทยพุทธคยา และวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการตรวจรักษาอาการเบื้องต้นในโรคพื้นฐานทั่วไป สร้างความซาบซึ้งในพระกรุณาธิคุณอย่างยิ่ง

หน่วยแพทย์พระราชทานจากโรงพยาบาลจุฬาภรณ์

     ศ.นพ.นิธิ มหานนท์ เลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ กล่าวว่า เป็นที่ทราบกันดีว่า ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทรงศรัทธาในพระพุทธศาสนามาตลอด เข้าพระทัยอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ซึ่งเปิดดำเนินการมาครบ 10 ปี จึงถือโอกาสจัดโครงการดังกล่าวเพื่อถวายเป็นพระกุศลแด่พระองค์ที่ทรงงานหนักเพื่อประชาชนชาวไทย โดยเฉพาะด้านสุขภาพของประชาชนผู้ยากไร้ รวมถึงการดูแลรักษาโรคมะเร็งซึ่งเป็นความเจ็บป่วยที่สร้างความทุกข์ทรมาน

พระนิธิยานนฺทโพธิ (ศ.นพ.นิธิ มหานนท์)

     “แรกเริ่มที่ทรงก่อตั้งโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ตั้งพระทัยให้เป็นโรงพยาบาลเฉพาะทางด้านมะเร็ง แต่เมื่อมีคนไข้มากขึ้น จึงได้ขยับขยายเป็นโรงพยาบาลทั่วไป เพื่อรักษาพยาบาลให้ครบทุกเรื่อง มีพระประสงค์ที่จะขยับขยายเพิ่มเป็น 400 เตียง ซึ่งจะเปิดให้บริการรักษาทุกโรคในต้นปี 2565 โดยเครื่องไม้เครื่องมือของเรามีคุณภาพเช่นเดียวกับต่างประเทศ บางอย่างดีกว่าด้วยซ้ำ เพราะเราเข้าใจในการวิจัยที่ก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์ในด้านนี้ อีก 1-2 ปีข้างหน้าเราจะมีเทคโนโลยีการรักษามะเร็งเฉพาะจุด หรือ “เฮฟวี่ พาร์ติเคิล เธอราพี” มีผลข้างเคียงน้อย ทุกคนสามารถมาใช้รักษาได้ โดยโรงพยาบาลจุฬาภรณ์จะเป็นศูนย์กลางในการดูแล” ศ.นพ.นิธิ กล่าว

     ในการบรรพชาอุปสมบทถวายเป็นพระกุศลครั้งนี้ พระนวกะแต่ละรูปได้นามฉายาต่อท้ายด้วยคำว่า “โพธิ” ซึ่งเป็นรูปแบบการให้ฉายาที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ เพื่อเป็นเครื่องแสดงให้รู้ว่าผู้บวชได้มาประกอบพิธีบรรพชาใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ สถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า หนึ่งในสังเวชนียสถานทั้งสี่ นับเป็นความปีติของทุกคนที่ได้บวชเป็นพระสงฆ์อย่างสมบูรณ์ อาทิ ศ.นพ.นิธิ มหานนท์ เลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ได้ฉายา “นิธิยานนฺทโพธิ” ผู้มีขุมทรัพย์เป็นเครื่องเพลิดเพลินยินดี, รศ.ดร.ธณัฏฐ์คุณ มงคลอัศวรัตน์ ผู้ช่วยอธิการบดี สถาบันบัณฑิตศึกษาจุฬาภรณ์ ได้ฉายา “สุธีรโพธิ” นักปราชญ์ผู้มีปัญญาดี, ณรงค์ฤทธิ์ ศรีธนะ นักวิจัย โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ได้ฉายา “วริทฺธิโพธิ” ผู้มีความสำเร็จอันประเสริฐ เป็นต้น

วิหารมหามายาเทวี ลุมพินี สถานที่ประสูติ

มหาเจดีย์พุทธคยา สถานที่ตรัสรู้

ธรรมเมกขสถูป ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ต.สารนาถ สถานที่แสดงปฐมเทศนา

ปรินิพพานวิหาร ณ สาลวโนทยาน เมืองกุสินารา​​​​​​​

    สาระสำคัญอีกประการของการอุปสมบทหมู่ คือการที่พระนวกโพธิ ทั้ง 44 รูป ได้ออกเดินทางจาริก ปฏิบัติธรรม และเจริญสมาธิยังพุทธสังเวชนียสถาน 4 แห่ง ได้แก่ สถานที่ประสูติ ณ ลุมพินี, สถานที่ตรัสรู้ ณ พุทธคยา, สถานที่แสดงปฐมเทศนา ณ สารนาถ และสถานที่ปรินิพพาน ณ กุสินารา รวมถึงสถานที่แม้ไม่ใช่สังเวชนียสถานทั้ง 4 หากว่ามีความสำคัญตามพุทธประวัติ อย่างที่เมืองพุทธคยา ที่เต็มไปด้วยวัดพุทธนานาชาติ ของประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาทั้งสายมหายาน และเถรวาท ต่างมีศรัทธาร่วมกันสร้างขึ้น วัดเวฬุวัน เมืองราชคฤห์ วัดแห่งแรกในพระพุทธศาสนาที่พระเจ้าพิมพิสาร ทรงสร้างถวายเป็นพุทธบูชาแด่พระพุทธเจ้า และเป็นสถานที่ซึ่งพระอารยสงฆ์สาวก 1,250 รูป มาประชุมกันโดยไม่ได้นัดหมาย เป็นต้น กำเนิด “วันมาฆบูชา” หรืออย่าง “นาลันทาคาม” บ้านเกิดของพระสารีบุตร อัครสาวกฝ่ายขวาซึ่งต่อมาเป็นสถานที่สร้างมหาวิทยาลัยนาลันทา มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดในโลก เคยมีพระภิกษุจำพรรษากว่าหมื่นรูปมาศึกษาพระธรรม

วัดญี่ปุ่นหนึ่งในวัดพุทธนานาชาติ ที่เมืองคยา

สถูปพระสารีบุตร ที่นาลันทาคาม

ยอดเขาคิชกูฏ 

กุฏิพระพุทธเจ้าที่วัดเชตวันมหาวิหาร

    ยอดเขาคิชกูฏ สถานที่ตั้งพระคันธกุฏิของพระพุทธเจ้า ที่สมัยพุทธกาลพระเจ้าพิมพิสาร กษัตริย์แห่งกรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ ได้เสด็จขึ้นไปกราบนมัสการพระพุทธเจ้า ที่นี่เต็มไปด้วยรอยพระบาทของพระพุทธองค์ การดั้นด้นขึ้นไปจาริกและได้กราบพระพุทธบาทจึงเป็นยอดมงคลชีวิตอย่างหาใดเปรียบ เช่นเดียวกับการมีโอกาสล่องเรือในแม่น้ำคงคาที่ชาวฮินดูเชื่อว่าเป็นแม่น้ำศักดิ์ จึงมีพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อมากมาย โดยเฉพาะการลงไปอาบน้ำล้างบาป การบูชาสุริยเทพ การเผาศพ ริมแม่น้ำ และเหนือสิ่งอื่นใดคือการลอยกระทงใบสาละเล็กๆ บูชาพระบรมสารีริกธาตุพร้อมกับขอขมาแม่น้ำคงคา หรืออย่าง “วัดพระเชตวันมหาวิหาร” เมืองสาวัตถี ที่พระพุทธเจ้าเสด็จมาประทับจำพรรษานานที่สุดถึง 19 พรรษา และยังมีกุฏิของพระราหุล กุฏิพระมหากัสสปะเถระ กุฏิพระสีวลี และกุฏิพระสารีบุตรอีกด้วย

ลอยกระทงใบสาละ บูชาพระบรมสารีริกธาตุ ณ คงคามหานที

เผาศพตามวรรณะริมแม่น้ำคงคา

อาบน้ำล้างบาปตามความเชื่อ

     พระครูปลัดเฉลิมชาติ ชาติวโร เลขานุการหัวหน้าพระธรรมทูตสายอินเดีย-เนปาล ให้มุมมองเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า การจาริกแสวงบุญยังแดนพุทธภูมินับว่าได้อานิสงส์หลายด้าน ประการแรกเป็นการสืบทอดมรดกธรรมที่พระพุทธเจ้าประทานไว้ก่อนเสด็จดับขันธปรินิพพาน ตรัสไว้ว่าบุคคลใดที่ปรารถนาจะไปกราบสักการะพระองค์หลังการล่วงลับก็สามารถไปได้ที่สังเวชนียสถาน 4 แห่ง บุคคลใดเมื่อได้ไป 4 สถานที่นี้แล้วสามารถยังจิตให้เกิดความเลื่อมใส ยังใจให้เกิดความศรัทธาได้ เมื่อกายใจแตกดับก็สามารถไปจุติยังโลกสวรรค์

เข้านมัสการพระพุทธเมตตา ในมหาเจดีย์พุทธคยา

มกุฎพันธเจดีย์ สถานที่ถวายพระเพลิง พระสรีระของพระพุทธเจ้า

     ประการถัดมา เป็นการเรียนรู้รากฐานของพระพุทธศาสนาให้ถึงแก่นแท้ เรียนรู้จุดที่พระพุทธศาสดาทรงถือกำเนิดขึ้นในโลก แม้ว่าปัจจุบันจะเป็นซากอิฐกองปูน แต่เมื่อเราได้ฟังเรื่องราวเกี่ยวกับพระพุทธองค์เชื่อมโยงกับสถานที่นั้นๆ  ซากอิฐกองปูนก็กลับกลายมีชีวิตขึ้นมาเหมือนว่าพระพุทธศาสนดายังคงประทับอยู่ ณ สถานที่นั้นๆ ประการที่ 3 เป็นรูปแบบที่พระอรหันต์สมัยก่อนได้ประพฤติปฏิบัติกันมาตั้งแต่พระพุทธเจ้ายังดำรงชีวิตอยู่ และเมื่อปรินิพพาน กล่าวคือเมื่อออกพรรษาแล้วมีธรรมเนียมไปเฝ้าพระพุทธเจ้าที่วัดเชตวันมหาวิหารบ้าง วัดเวฬุวันบ้าง เพื่อถวายรายงานการปฏิบัติของตนเอง สืบต่อเนื่องเป็นพันปีถึงปัจจุบัน การจาริกแบบนี้จึงเหมือนได้ตามรอยพระอรหันต์ ทำให้ได้ใกล้ชิดพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ยิ่งขึ้น

พระพุทธรูปปางปรินิพพาน ปรินิพพานวิหาร ณ สาลวโนทยาน เมืองกุสินารา

      และประการที่ 4 ใช่เพียงได้เข้าไปสู่พุทธสถาน แต่ในระหว่างที่เดินทางไกลนั้น จะมีพระธรรมวิทยากรคอยถ่ายทอดเรื่องราวของพระพุทธเจ้า บทธรรมต่างๆ ที่เชื่อมโยงกับพุทธสถานต่างๆ เป็นการใช้พุทธสถานสื่อให้เห็นธรรมของพระพุทธองค์ จากไม่เคยรู้ก็ได้รู้ จนทำให้เกิดศรัทธามากยิ่งขึ้น เป็นสิ่งที่มีค่ามากนำพาให้เราพ้นทุกข์ได้ และนำไปสู่ปัญญา

ศรัทธาไร้พรมแดน ณ พุทธภูมิ

       กล่าวได้ว่าการมาสู่สังเวชนียสถาน ณ แดนพุทธภูมิ ด้วยประโยชน์มากมายเช่นนี้ ชาวพุทธจึงควรสักครั้งหนึ่งที่จะมีโอกาสได้ตามรอยเท้า ตามรอยธรรมขององค์สมเด็จพระศาสดา…

ทราเวลิสต้าสาวสวยชวนแรลลี่ถอดรหัส #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/420226?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=lifestyle

ทราเวลิสต้าสาวสวยชวนแรลลี่ถอดรหัส

2 มีนาคม 2563 – 18:16 น.
ท่องเที่ยว,แรลลี่ถอดรหัส,สุรเชษฐ์ อัศวเรืองอนันต์,เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป,แอนตี้-อลิตา แบล็ทเลอร์,ฝ้าย-สิรอัยย์ รุจิภาไพสิฐ,บี-ปิติภัทร สารสิน,เดินทาง,หัวหิน
เปิดอ่าน 339 ครั้ง

เส้นทาง UNSEEN TOUR กรุงเทพ-หัวหิน พร้อมพิชิตภารกิจลับกับรถคู่ใจ

การท่องเที่ยวถือเป็นศิลปะแห่งการใช้ชีวิต ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่มองการท่องเที่ยวเป็นการตอบสนองความต้องการของตัวเองเป็นหลัก ประกอบกับการท่องเที่ยวยังเป็นเทรนด์ที่คนในยุคนี้ติดตาม และให้ความสนใจอย่างมากอีกด้วย สมัยก่อนคนนิยมเที่ยวแบบ “พักผ่อนหย่อนใจ” ชอบการเที่ยวแบบสะดวกสบาย อยู่ดีกินอร่อยก็พร้อมจะจ่ายเต็มที่ แตกต่างจากปัจจุบัน เน้นการท่องเที่ยวแบบยูนีค เน้นการท่องเที่ยวในสไตล์ตัวเอง พร้อมแชะ และแชร์ ถ่ายภาพอวดบนโลกโซเชียล และแชร์ทริปของตัวเอง เพื่อเป็นประโยชน์ให้ผู้อื่นต่อ

สำหรับกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีไลฟ์สไตล์ชื่นชอบการเดินทางหาร้านอร่อย ช้อปปิ้ง ดูหนัง ฟังเพลง ท่องเที่ยว กีฬา ปาร์ตี้ หรือทำกิจกรรมกับครอบครัวฯ จะดีแค่ไหนถ้าคุณมีกิจกรรมที่ตอบโจทย์ครบทุกไลฟ์สไตล์ในงานเดียว เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ ผู้นำธุรกิจไลฟ์สไตล์เอนเตอร์เทนเมนท์ครบวงจร จึงได้ร่วมกับ ทรูยู, ธนาคารซิตี้แบงก์, บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน), นีเวีย ซัน, กาแฟ, มอคโคน่า, แอร์เพย์, เชลล์ วีพาวเวอร์ และ เอซ ออฟ หัวหิน รีสอร์ท สร้างปรากฏการณ์ครั้งแรก! ของ Movie Rally ในงาน Major Movie Rally: Mission of spy พิชิตภารกิจลับกับรถคู่ใจ ถอดรหัสเส้นทาง UNSEEN TOUR กรุงเทพ-หัวหิน วันที่ 7- 8 มีนาคมนี้ขึ้น เพื่อตอบโจทย์ให้ตรงตามความต้องการของผู้บริโภค นอกจากจะเป็นกิจกรรมที่สร้างความสนุกสนาน บันเทิง ยังสร้างช่วงเวลาดีๆที่ได้ทำกิจกรรมร่วมกันระหว่างเพื่อน พี่น้อง หรือครอบครัวด้วย

สุรเชษฐ์ อัศวเรืองอนันต์

  สุรเชษฐ์ อัศวเรืองอนันต์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายสื่อโฆษณา บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) เผยถึงที่มาในการจัดกิจกรรมดังกล่าวว่า กิจกรรมแรลลี่ในครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เมเจอร์ได้จัดขึ้น โดยได้ร่วมมือกับพันธมิตรที่มีลูกค้ากลุ่มเดียวกัน ไลฟ์สไตล์ใกล้เคียงกันจัดขึ้น เพื่อมอบประสบการณ์สุดพิเศษให้กับลูกค้าคนพิเศษ ตลอดเส้นทางผู้เข้าแข่งขันจะได้ร่วมสนุกกับกิจกรรมมากมาย บนเส้นทาง UNSEEN TOUR ให้ได้ถ่ายรูปอวดลงบนโซเชียลกันอย่างเต็มที่ ปิดท้ายความสนุกกับปาร์ตี้สุดคูล เพลิดเพลินไปกับเอ็กซ์คลูซีฟดินเนอร์ริมทะเล และอาฟเตอร์ปาร์ตี้จากศิลปินชื่อดัง พร้อมลุ้นรับของรางวัลพิเศษมากมาย สำหรับผู้ที่สนใจสามารถสมัครเพื่อเข้าร่วมกิจกรรมในราคาเพียง 4,900 บาทผ่านช่องทาง http://www.Majorcineplex.com/MajorMovieRally2020

อลิตา แบล็ทเลอร์

ภายในงานแถลงข่าวกิจกรรมผู้บริหารหนุ่มไฟแรงสุรเชษฐ์ อัศวเรืองอนันต์ ได้ชวนบรรดาเซเลบริตี้สาวทราเวลิสต้า ที่มีไลฟ์สไตล์การท่องเที่ยวที่น่าสนใจร่วมพูดคุยกันด้วย เริ่มที่ แอนตี้-อลิตา แบล็ทเลอร์ เจ้าของ Channel AnnDay บน YOUTUBE ได้ให้สัมภาษณ์กับเราว่าชอบการเดินทาง เพราะทำให้เราได้ออกไปพบเจอสถานที่สวยงาม พบเจอผู้คน และมิตรภาพใหม่ๆ ที่สำคัญการที่เราได้ออกไปเผชิญกับสิ่งที่เราไม่คุ้นเคย มันกลายเป็นเรื่องสนุก จนอยากมาแชร์ให้คนอื่นได้สนุกไปกับเราด้วย เลยเกิดแรงบันดาลใจทำ YOUTUBE Channel ชื่อ ANNDAY ขึ้นมา เพราะอยากแบ่งปันเรื่องราว และประสบการณ์ที่ได้ไปเจอมาด้วยตัวเองให้คนที่กำลังหาข้อมูล ได้เที่ยวตามทริปของเราแบบง่ายๆ

 “ส่วนใหญ่แอนตี้กับเพื่อนๆจะมีโปรแกรมไปเที่ยวกันตลอดทั้งต่างประเทศ และในประเทศถ้าไปท่องเที่ยวใกล้ๆพวกเราชอบขับรถไปด้วยกันเป็นกลุ่ม วันนี้ได้มาร่วมงานแถลงข่าวทราบว่าเป็นครั้งแรกของ Major Movie Rally บนเส้นทาง UNSEEN กรุงเทพ-หัวหิน ก็รู้สึกสนใจมากค่ะเพราะแอนตี้ และเพื่อนๆกำลังจะทำคลิปท่องเที่ยวใหม่ๆตามเส้นทาง UNSEEN สวยๆ เลยว่าจะชวนเพื่อนๆมาลงสมัครด้วยกันค่ะ คิดว่าน่าเป็นอีกทริปในช่อง ANNDAYที่ทำให้เพื่อนๆได้ประทับใจค่ะ” แอนตี้ เผย

สิรอัยย์ รุจิภาไพสิฐ

มาที่สาวสวยอีกคนที่หลงรักการท่องเที่ยวอย่าง ฝ้าย-สิรอัยย์ รุจิภาไพสิฐ พูดคุยกับเราว่า การออกเดินทางไปท่องเที่ยวเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจดีๆให้กับตัวเราได้ เวลาว่างของฝ้ายจึงเป็นการออกไปเที่ยวเป็นส่วนมากถือว่าเป็นการชาร์จแบตให้ตัวเอง เพื่อจะได้มีพลังดีๆกลับมาทำงานอย่างเต็มที่ เวลาไปเที่ยวฝ้ายก็จะชอบไปเที่ยวกับกลุ่มเพื่อน หรือพาน้องๆที่บริษัทไปด้วยค่ะเป็นการหากิจกรรมทำร่วมกัน อย่างกิจกรรมแรลลี่ ก็เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ฝ้ายสนใจ เพราะทุกคนที่ไปจะได้สนุกไปด้วยกัน ถือว่าเป็นการพักผ่อนไปอีกแบบ

ปิติภัทร สารสิน-วิลาสินี ธัญญะวิเศษศิลป์

ปิดท้ายที่คุณแม่คนเก่งของน้องดีดี-น้องจีดี บี-ปิติภัทร สารสิน เผยว่า แต่ละปีจะมีแพลนไปเที่ยวทั้งกับครอบครัว และเพื่อนๆอยู่ตลอด ส่วนใหญ่จะหนักไปทางทริปครอบครัวมากกว่า การได้ออกเดินทางไปเที่ยวกันทั้งครอบครัวเป็นการเปิดโลกการเรียนรู้ให้ลูกๆ ด้วย เราก็จะคอยสอนเขาอยู่ตลอดเวลาที่ทำกิจกรรมร่วมกัน เน้นการแลกเปลี่ยนถามตอบ ให้ลูกได้มีการใช้ความคิด และเป็นตัวของตัวเองอย่างมั่นใจ กิจกรรมแรลลี่บียังไม่เคยพาลูกไปเล่น แต่ฟังจากที่เพื่อนเล่าคือ สนุกมาก ลูกจะได้ทำกิจกรรมร่วมกับเราไปตลอดเส้นทาง ถ้ามีโอกาสสักครั้ง มั่นใจว่าไม่พลาดแน่นอน

เปิดโรงแรมใหม่สวนวิกฤติโควิด-19 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/419658?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=lifestyle

เปิดโรงแรมใหม่สวนวิกฤติโควิด-19

28 กุมภาพันธ์ 2563 – 13:53 น.
เซ็นทารา,เซ็นทารา มิราจ บีช รีสอร์ท ดูไบ,เซ็นทารา เคเอ็มเอ รีสอร์ท อินเล เลค,โรงแรมโคซี่ กระบี่ อ่าวนาง บีช,เซ็นทรา บาย เซ็นทารา ชะอำ บีช รีสอร์ท หัวหิน,เซ็นทารา คมชัดลึก
เปิดอ่าน 424 ครั้ง

เดินหน้าเปิดโรงแรมใหม่อีก 8 แห่งใน 4 ประเทศ

แม้ประเทศไทยและทั่วโลกจะเริ่มต้นปีได้ไม่ค่อยสวยนักเพราะเหตุการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส “โควิด-19” แต่ก็ไม่สามารถฉุดรั้งแผนงานเติบโตธุรกิจของโรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา เดินหน้าเปิดโรงแรมใหม่อีก 8 แห่งใน 4 ประเทศที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวในระยะยาว สอดคล้องกับแผนกลยุทธ์ทางธุรกิจที่ต้องการก้าวสู่การเป็น 1 ใน 100 เครือโรงแรมชั้นนำของโลกในอีก 5 ปี หรือภายในปี 2568

เริ่มจากเตรียมเผยโฉมแบรนด์ใหม่ซึ่งมีความหรูหรามากที่สุดในบรรดาแบรนด์ของเครือแห่งแรกปลายปีนี้อย่าง เซ็นทารา แกรนด์ บีช รีสอร์ท สมุย ส่วนโรงแรมแห่งใหม่ที่จะเปิดให้บริการก่อนใครในเดือนเมษายนนี้ คือ เซ็นทรา บาย เซ็นทารา ชะอำ บีช รีสอร์ท หัวหิน ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมได้แก่ สวนสนุก สนามกอล์ฟ เอาท์เล็ท และพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน เป็นต้น นอกจากนี้ยังเพิ่มโรงแรมแนวไลฟ์สไตล์ที่ไม่เหมือนใครอีก 1 แห่ง เป็นโรงแรมแบรนด์โคซี่แห่งที่ 3 เจาะตลาดกลุ่มคนรุ่นใหม่อย่าง โรงแรมโคซี่ กระบี่ อ่าวนาง บีช ขนาด 142 ห้องพักภายในไตรมาสสุดท้ายของปี

เซ็นทารา เคเอ็มเอ รีสอร์ท อินเล เลค

ขณะที่ภูมิภาคอาเซียนยังคงเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่จะเข้าไปปักธงเพิ่มอีก 2 ประเทศใหม่ ได้แก่ เซ็นทารา เคเอ็มเอ รีสอร์ท อินเล เลค รีสอร์ทแห่งแรกในเมียนมาร์ภายใต้แบรนด์ ไว้ต้อนรับนักท่องเที่ยวในไตรมาสที่ 2 ถัดมาคือ เซ็นทารา พลูมเมอเรีย รีสอร์ท ปากเซ รีสอร์ทแห่งแรกที่จะเบิกทางกลุ่มโรงแรมเซ็นทาราเข้าประเทศลาวอย่างเป็นทางการ อีกหนึ่งโซนที่น่าจับตามองคือตะวันออกกลาง มีอีก 2 โรงแรมและรีสอร์ทเตรียมพร้อมเปิดต้อนรับนักท่องเที่ยว ได้แก่ เดอะบีพรีเมียร์ เซ็นทารา, บูติกคอลเลกชัน กาตาร์ 

 เซ็นทารา มิราจ บีช รีสอร์ท ดูไบ

นอกจากนี้ ยังเตรียมต่อยอดนำความสำเร็จของรีสอร์ทสไตล์ครอบครัวกับ เซ็นทารา มิราจ บีช รีสอร์ท ดูไบ ขนาดใหญ่ถึง 607 ห้องพักที่จะมีกิจกรรมรองรับทุกคนทุกวัยในครอบครัว พร้อมจุดยืนมาตรฐานเดียวกันทุกโรงแรมเรื่องการเลิกใช้พลาสติกแบบครั้งเดียวทิ้ง อาทิ หลอดน้ำดื่ม ถุง ขวดพลาสติก ภาชนะบรรจุอาหาร การลดปริมาณขยะจากอาหารเหลือ การสนับสนุนเกษตรกรในท้องถิ่น ชุมชนห่างไกล และจากผู้ผลิตที่คำนึงถึงความยั่งยืนเช่นกัน เป็นต้น ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.centarahotelsresorts.com

ลัดเลาะหาของดีจาก “ยอดดอย” สู่ “โต๊ะอาหาร” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/419666?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=lifestyle

ลัดเลาะหาของดีจาก “ยอดดอย” สู่ “โต๊ะอาหาร”

28 กุมภาพันธ์ 2563 – 13:37 น.
มูลนิธิโครงการหลวง,สยามพารากอน,ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงห้วยลึก,เคปกูสเบอร์รี่,สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง,ไดแอนทัส,ลินิน,ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงผาตั้ง,ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหมอกจ๋าม,กะหล่ำปลีหัวใจ,ฟักทองญี่ปุ่น,อาหาร,ท่องเที่ยว,รอยัล โปรเจกต์ แกสโตรโนมี เฟสติวัล 2020
เปิดอ่าน 233 ครั้ง

เป็นเวลาหลายสิบปีมาแล้วที่พืชผักจากที่นี่ถูกลำเลียงจากยอดดอยสู่ห้องครัวที่บ้านและร้านอาหารมีชื่อน้อยใหญ่

กว่าจะได้จานอร่อยแต่ละรายการ ปัจจัยสำคัญช่วยเพิ่มรสชาตินอกจากฝีมือคนปรุง เห็นจะเป็นคุณภาพของวัตถุดิบที่มาจากแหล่งผลิตเชื่อถือได้ และโครงการหลวงก็เป็นหนึ่งต้นทางวัตถุดิบชั้นเลิศ ซึ่งเป็นเวลาหลายสิบปีมาแล้วที่พืชผักจากที่นี่ถูกลำเลียงจากยอดดอยสู่ห้องครัวที่บ้านและร้านอาหารมีชื่อน้อยใหญ่ และเพื่อพิสูจน์ให้เห็นถึงความสดใหม่ ตัวกลางในการส่งต่อความอร่อยอย่าง “สยามพารากอน” จึงจับมือกับมูลนิธิโครงการหลวง อาสาพาไปสืบสาวราวเรื่องตั้งแต่ต้นตอการผลิตก่อนจะลำเลียงถึงมือผู้บริโภคแล้วจบลงที่จานอร่อยบนโต๊ะอาหาร

เคปกูสเบอร์รี่

สุระศักดิ์ ชาญชำนิ

เรียกว่าทริปนี้จัดขึ้นเพื่อ “สายกิน” โดยเฉพาะก็ว่าได้ เริ่มลงแปลงเกษตรเบาๆ กันที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงห้วยลึก อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ที่ส่งเสริมการปลูกเจ้าผลไม้ลูกเล็กแต่เจ๋งด้วยคุณประโยชน์มีวิตามินซี-วิตามินเอสูง และมีสารต้านอนุมูลอิสระอย่าง “เคปกูสเบอร์รี่” หรือคนไทยเรียกแบบน่ารักๆ ว่า “โทงเทงฝรั่ง” โดย สุระศักดิ์ ชาญชำนิ เจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ชี้ชวนว่าเคปกูสเบอร์รี่ที่เห็นเป็นพันธุ์ “เกียโร รอสโต้” จากบราซิล ตอนนี้ส่งเสริมให้เกษตรกรละแวกใกล้เคียงปลูกแล้วกว่า 40 ราย จุดเด่นอยู่ที่เก็บผลผลิตได้ทั้งปี โดยเฉพาะช่วงหน้าหนาวลูกจะดกมาก ลูกยิ่งสีส้มจะยิ่งหวานฉ่ำ นิยมกินผลสดหรือนำไปแปรรูปทำแยมหรือขนม

สวนดอกไม้ตระการตาที่สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง

 “ไดแอนทัส” ดอกไม้กินได้

ไต่ระดับขึ้นดอยอ่างขาง อ.ฝาง ที่สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง ไม่ใช่แค่สัมผัสความหนาวเย็นตลอดทั้งปี หรือไปเซลฟี่สุดฟินกับดอกซากุระ แต่งานนี้อยากชวนไปทำความรู้จักพืชผักเมืองหนาวน้องใหม่หลายชนิดที่กำลังได้รับการฟูมฟักอย่างดี อย่างจำพวกดอกไม้กินได้ที่เราเห็นเชฟชอบนำมาตกแต่งจานอร่อย จนบางครั้งอดสงสัยไม่ได้ว่าประดับสวยๆ หรือกินได้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นดอกเนสเตอร์เตียมสีส้มๆ, ไดแอนทัส หรือดอกผีเสื้อ, บีโกเนีย มีสีชมพู สีขาว สีแดง, แพนซี เป็นต้น ช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคมจะบานสะพรั่งท้าลมหนาว กลีบจะบางไม่มีรสชาติ แต่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ คราวนี้ล่ะเห็นดอกพวกนี้ในจานอาหารอย่าเขี่ยทิ้งเด็ดขาด

แปลงปลูกลินิน

เมล็ดลินินแก่จัด

อีกหนึ่งพืชที่กำลังได้รับการส่งเสริมให้ปลูกมากคือ “ลินิน” พืชไร่ทนแล้งจากประเทศแคนาดาที่เริ่มนำเข้ามาปลูกมาตั้งแต่ปี 2512 โตไวและใช้ประโยชน์ได้ทั้งต้น เมล็ดที่แก่จัดกระเทาะออกมาแล้วจะคล้ายๆ เมล็ดงา เอาไปสกัดเป็นน้ำมัน หมึกพิมพ์ แน่นอนว่ากินได้อร่อยด้วย สรรพคุณช่วยควบคุมน้ำหนัก ตามแผนเห็นว่าจะผลิตให้ได้ 4-6 ตันต่อปีเพราะตอนนี้กำลังเป็นที่ต้องการของตลาด รวมถึงพืชเนื้อหอมอย่างบลูเบอร์รี่ ส่วนชาอู่หลง และสตรอเบอร์รี่พันธุ์พระราชทาน 80 ไม่ต้องพูดถึง รู้กันดีว่าถ้ามาจากอ่างขางคุณภาพหายห่วง

จิบชาอู่หลงอุ่นๆ คลายหนาวที่อ่างขาง

สตรอเบอร์รี่พันธุ์พระราชทาน 80 สร้างรอยยิ้ม

ลงจากดอยมาที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหมอกจ๋าม อ.แม่อาย ที่นี่ สมนึก สมพงษ์ หัวหน้าศูนย์ฯ เล่าให้ฟังว่า เมื่อปี 2512 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินมาทอดพระเนตรเห็นความแห้งแล้งและทุกข์ยากของราษฎรในพื้นที่ จึงมีพระราชดำริให้ตั้งหนวยงานพัฒนาอาสาขึ้น โดยให้อาจารย์จากมหาวิทยาลัยแม่โจ้มาช่วยถ่ายทอดความรู้เรื่องการเกษตร ทุกวันนี้พืชผักที่ส่งเสริมมีตั้งแต่ฟักทองญี่ปุ่นสีเขียว สีส้ม ฟักทองจิ๋ว มะเขือม่วงก้านเขียว-ก้านดำ ข้าวโพดม่วง เสาวรส เห็ดหลินจือแปรรูป บลูเบอร์รี่ รวมถึงผักสลัด 

เกษตรกรผู้ปลูกฟักทองสีส้ม

ฟักทองจิ๋ว

โดยเฉพาะฟักทองญี่ปุ่น เกษตรกรปลูกแล้วประสบความสำเร็จอย่างมาก จนตอนนี้สามารถผลิตได้ถึง 400 ตันต่อปี จะปลูกหลังฤดูเก็บเกี่ยวข้าวแล้ว เริ่มหยอดเมล็ดช่วงเดือนตุลาคมถึงธันวาคมแล้วเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ตั้งแต่กุมภาพันธ์ถึงมีนาคม ฟักทองจะมีเนื้อแน่น ผิวสวย ถ้าชอบความหวานมัน เนื้อแน่นแนะนำให้เลือกเป็นฟักทองจิ๋วมากกว่าชนิดอื่นๆ เกรด 1 ราคาประมาณ 17 บาทต่อกก. ซึ่งเขาจะลำเลียงส่งให้โครงการหลวงก่อนจะกระจายเข้ากรุงเทพฯ และส่งออกไปให้คนญี่ปุ่นได้มีโอกาสลิ้มรสด้วย

เช้าๆ ไต่ระดับขึ้นดอยผาตั้งชมพระอาทิตย์ขึ้นก่อนใคร

โรงเรือนอนุบาลต้นอ่อนผักสลัด

องุ่นดำไร้เมล็ด

จากนั้นเดินทางต่อไปยังเชียงราย ที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงผาตั้ง อ.เวียงแก่น ลัดเลาะไปตามไหล่เขา วิวสองข้างทางสวยงามน่าตื่นตาพอๆ กับความเก่งกาจของชาวเขาที่พลิกฟื้นพื้นที่เสื่อมโทรมบนยอดดอยให้เป็นแหล่งอาหาร สร้างงาน สร้างรายได้ ด้วยการปลูกพืชผักตามแนวพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 ไม่ว่าจะเป็น กะหล่ำปลีหัวใจ เบบี้คอส ผักสลัด พลับหวาน ลูกพีช กาแฟ องุ่นดำไร้เมล็ด แม้กระทั่งมะนาวหวานที่กำลังพัฒนาและทำตลาด โดยเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ให้ข้อมูลว่าจริงๆ แล้วพืชผักจากที่นี่จะถูกลำเลียงสองทางคือไปรวมที่ศูนย์เชียงใหม่สัปดาห์ละ 1 เที่ยว ซึ่งใช้เวลาขนส่งขึ้นเขาลงห้วยกว่า 6 ชม.กับส่งตรงเข้ากรุงเทพฯ เลยสัปดาห์ละ 2 เที่ยวใช้เวลาพอๆ กัน รวมประมาณ 20 ตันต่อเดือน

มะนาวหวาน

สำหรับผู้บริโภคมั่นใจได้เลยว่าจะได้รับพืชผักที่สดใหม่และปลอดภัยจากสารพิษ เพราะผลผลิตโครงการหลวงทุกตัวต้องผ่านการตรวจสอบสารตกค้างถึง 3 ครั้ง เริ่มจากการสุ่มตรวจในแปลง ต่อด้วยโรงเก็บย่อย และในศูนย์รวบรวมผลผลิต จากความมั่นใจตรงนี้บอกเลยว่าผลผลิตที่ได้มักออกมาน้อยกว่าความต้องการของตลาดมาก ดังนั้นมีเท่าไรผู้ประกอบการร้านค้ารับซื้อหมด

เพื่อไม่ให้พลาดลิ้มรสความสดจากยอดดอย ตอนนี้กำลังมีงานใหญ่ “รอยัล โปรเจกต์ แกสโตรโนมี เฟสติวัล 2020 แอด สยามพารากอน : คัลเลอร์ส ออฟ เฮลท์ สีสันแห่งยอดดอยสู่สุขภาพที่ดีของคนเมือง” ยาวไปจนถึง 8 มีนาคมนี้ ที่พาร์ค พารากอน ศูนย์การค้าสยามพารากอน ไปดูให้เห็นกับตาแล้วชิมให้รู้รส นอกจากจะสนองความอยากแล้วยังเป็นการช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตชาวเขาด้วยนะ…@

เรื่อง/ชาญยุทธ ปะวะขัง

เที่ยวไร่องุ่น ชมวิถีการผลิตไวน์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/419185?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=lifestyle

เที่ยวไร่องุ่น ชมวิถีการผลิตไวน์

26 กุมภาพันธ์ 2563 – 13:58 น.
เที่ยวไร่องุ่น ชมวิถีการผลิตไวน์
เปิดอ่าน 348 ครั้ง

แหล่งปลูกองุ่นหลากสายพันธุ์ สู่การผลิตไวน์ชั้นนำที่ได้รับรางวัลระดับโลก

ด้วยความฝันของ เฉลิม อยู่วิทยา อยากให้คนไทยได้ดื่มไวน์ที่ดี ราคาไม่แพง อีกทั้งยังเชื่อว่า การดื่มไวน์ไปพร้อมกับการรับประทานอาหาร ถือเป็นทางเลือกที่ดี เพราะการดื่มไวน์นั้น ถ้าดื่มในปริมาณที่พอดีพอประมาณ และดื่มตามกฎกติกา มารยาทแล้ว น่าจะส่งผลดีต่อสุขภาพ ปี 2544 ไวน์สัญชาติไทยที่ผลิตจากไร่องุ่น “มอนซูน แวลลีย์” บนพื้นที่มากกว่า 700 ไร่ ที่บ้านคอกช้างพัฒนา หนองพลับ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ จึงถือกำเนิดขึ้น จนกระทั่งถึงวันนี้ บริษัท สยามไวเนอรี่ จำกัด สามารถกวาดรางวัลจากเวทีการประกวดไวน์ระดับโลกมาครองกว่า 300 รางวัล สร้างความภูมิใจในฐานะไวน์ไทยที่ได้รับรางวัลการันตีคุณภาพมากที่สุด

เฉลิม อยู่วิทยา

ในโอกาสที่ เฉลิม อยู่วิทยา ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัท สยาม ไวเนอรี่ จำกัด จัดกิจกรรมนำคณะสื่อมวลชน ชมไร่องุ่น “มอนซูน แวลลีย์ วินยาร์ด” แหล่งปลูกองุ่นหลากสายพันธุ์ สู่การผลิตไวน์ชั้นนำที่ได้รับรางวัลระดับโลก เจ้าตัวเล่าที่มาของการทำไร่องุ่นว่า คิดว่าประเทศไทยของเราน่าจะมีการดื่มไวน์ไปพร้อมกับการรับประทานอาหาร ซึ่งถือเป็นทางเลือกที่ดี เพราะการดื่มไวน์นั้น ถ้าดื่มในปริมาณที่พอดีพอประมาณ และดื่มตามกฎกติกา มารยาทแล้ว น่าจะส่งผลดีต่อสุขภาพ ซึ่งถ้าหากไม่เคยลิ้มรสไวน์มาก่อน อาจจะไม่ชอบ ประกอบกับราคาไวน์สมัยก่อนนั้นมีราคาสูงเกินไป ส่วนราคาที่ถูกจะเป็นไวน์ที่คุณภาพไม่ดีเท่าที่ควร และหากคนที่จะเริ่มดื่มไวน์มีประสบการณ์กับตัวไวน์ที่คุณภาพไม่ดี ก็จะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ไม่ชอบดื่มไวน์ ดังนั้น เพื่อให้คนไทยส่วนใหญ่ที่ไม่เคยได้ลิ้มรสไวน์ได้ชิมไวน์รูปแบบใหม่ เราจึงเริ่มทำสปายไวน์คูลเลอร์ จนปัจุบันมีคนไทยเริ่มคุ้นเคย และเราจึงเริ่มทำไวน์องุ่นแท้ๆ เพื่อนำมาทำไวน์แบรนด์ไทยให้คนไทยได้ดื่มในราคาที่ถูก

รถยนต์พาชมไร่องุ่น

“สำหรับการปลูกองุ่นในพื้นที่แห่งนี้ว่าเพราะมีที่ตั้งอยู่ใกล้ทะเล ทำให้ไร่องุ่นได้รับลมทะเลอยู่ตลอด ในขณะเดียวกันพื้นที่แห่งนี้เป็นดินร่วนทรายที่มีสารอาหารอันประเมินค่าไม่ได้จากเปลือกหอยและฟอสซิล มีแร่ธาตุนานาประการจากทะเล ที่สำคัญองุ่นได้รับน้ำฝนจากธรรมชาติ ถึงแม้ช่วงเวลากลางวันจะร้อนมาก แต่ช่วงตอนเย็นและกลางคืน อุณหภูมิมีความแตกต่างจากช่วงเวลากลางวันมากๆ สามารถได้ผลผลิตที่คุณภาพดี ผลองุ่นอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน อีกทั้งรสชาติขององุ่นมีความสดชื่นและมีรสชาติดี เมื่อนำไปผลิตไวน์จึงได้ไวน์ที่ดีและมีคุณภาพสูง” บอสใหญ่แห่งสยามไวเนอรรี่ เล่าถึงจุดเด่นขององุ่นภายในไร่

เมื่อถึงฤดูกาลเก็บเกี่ยวองุ่นนักท่องเที่ยวจะได้สนุกกับกิจกรรมนี้

“เดอะศาลา”ในบรรยากาศท่ามกลางขุนเขา

อาหารสไตล์เวสเทิร์นกับใบการันตีคุณภาพไวน์

พร้อมกันนี้ “มอนซูน แวลลีย์ วินยาร์ด” ไร่องุ่นแห่งแรกและแห่งเดียวใน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ยังมีร้านอาหาร “เดอะศาลา” (The Sala) ตั้งบนเนินเขา ท่ามกลางวิวธรรมชาติ และไร่องุ่นเขียวขจีเต็มตา เปิดให้บริการด้วยอาหารสไตล์เวสเทิร์นหลากหลายเมนู สอดแทรกอาหารไทยเน้นให้สอดคล้องกับเครื่องดื่มทั้งไวน์แดง ไวน์ขาว ไวน์โรเซ่ จนถึงสปรากกลิ้งไวน์ จากผลผลิตของไร่ รวมถึงเมนูที่มีวัตถุดิบจากองุ่นที่น่าสนใจอื่นๆ อีกด้วย และนอกจากความรื่นรมย์ในรสชาติของอาหารและเครื่องดื่มแล้ว ทางไร่ยังมี รถยนต์ หรือ จักรยาน ให้นักท่องเที่ยวได้ชมไร่ตามอัธยาศัย โดยจะเปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 09.30-19.30 น. สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือสำรองที่นั่ง INFO@MONSOONVALLEY.COM หรือโทร. +66 (0) 81 701 0222, +66 (0) 81 701 0444

เผยโฉมเอ็กซ์คลูซีฟพูลวิลล่าดื่มด่ำวิวทะเลแบบพาโนรามา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/417824?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=lifestyle

เผยโฉมเอ็กซ์คลูซีฟพูลวิลล่าดื่มด่ำวิวทะเลแบบพาโนรามา

20 กุมภาพันธ์ 2563 – 01:00 น.
วรสิทธิ อิสสระ,ชาญอิสสระ,ศรีพันวา,X25,ลักชัวรี่ เรสซิเด้นทอล พูล วิลล่า
เปิดอ่าน 380 ครั้ง

เอ็กซ์คลูซีฟพูลวิลล่าสุดลักชัวรี่บนปลายแหลมพันวา จุดชมวิวทะเลอันดามันสวยที่สุด

  “ปลาวาฬ” วรสิทธิ อิสสระ ประธานกรรมการ บริษัท ชาญอิสสระ รีท แมเนจเมนท์ จำกัด และกรรมการผู้จัดการศรีพันวา เผยโฉมโซนใหม่ X25 เอ็กซ์คลูซีฟพูลวิลล่าสุดลักชัวรี่ที่ ศรีพันวา ภูเก็ต บนเนื้อที่ใช้สอยทั้งหมด 1,275 ตารางเมตร บนปลายสุดของแหลมพันวา ซึ่งเป็นจุดที่สามารถชมวิวทะเลอันดามันได้สวยที่สุด เหมาะสำหรับวันพักผ่อนของคู่รัก ครอบครัว เพื่อนสนิท หรือแม้กระทั่งการจัดไพรเวทปาร์ตี้ รับรองว่า X25 สามารถเติมเต็มประสบการณ์พักผ่อนให้สมบูรณ์แบบได้อย่างลงตัว

X25 ประกอบไปด้วย ลักชัวรี่ เรสซิเด้นทอล พูล วิลล่า ทั้งหมด 4 วิลล่า ซึ่งแต่ละห้องนอนจะหันหน้าไปในทิศทางที่ต่างกันเพื่อให้ทุกหลังได้สัมผัสกับวิวทะเลอันดามันที่สวยงามแตกต่างกันไป แต่ละห้องมีพื้นที่ใช้สอยขนาด 140-150 ตารางเมตร พร้อมด้วยคอนเซ็ปต์ของศรีพันวาที่ไม่พูดถึงไปไม่ได้อย่างสระว่ายน้ำส่วนตัว ที่เป็นไฮไลท์ของโรงแรมด้วยดีไซน์ที่ตอบรับกับธรรมชาติ สามารถมองวิวทะเลอันดามันแบบพาโนรามา อีกทั้งยังมีบาร์ส่วนกลางให้ลูกค้าได้เอนจอยกับทุกช่วงเวลาแห่งความประทับใจ นอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งจุดเด่นสำคัญของวิลล่าอย่างสระว่ายน้ำส่วนกลางขนาดใหญ่ ที่สามารถดื่มด่ำบรรยากาศพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตกได้อย่างสวยงามเกินคำบรรยาย

เอกลักษณ์ที่ทำให้ X25 แห่งนี้ดูโดดเด่นอีกหนึ่งอย่างนั่นคือ สถาปัตยกรรมภายในและภายนอก ที่มีการใช้เส้นโค้งเข้ามาช่วยในการดีไซน์ ทำให้วิลล่าแห่งนี้มีความเป็นธรรมชาติ ดูแล้วสบายตา เน้นความรู้สึกอบอุ่นนุ่มนวล รวมไปถึงโทนสีที่ใช้ตกแต่งภายนอกของวิลล่าอย่างโทนสีน้ำเงินซึ่งรับกับสีน้ำทะเล

ภายในจะเน้นสีขาวให้ความรู้สึกผ่อนคลายเหมาะกับวันพักผ่อนสบายๆ ในส่วนของเฟอร์นิเจอร์จะเป็นสีฟ้าเทอร์ควอยซ์ หรือสีชมพูฟูเชีย เพื่อสร้างสีสันให้การพักผ่อนมีชีวิตชีวายิ่งขึ้น ซึ่งผู้ที่สนใจเข้าพักสามารถจองวิลล่าทั้งหลังจำนวน 4 ห้องนอน หรือสามารถแบ่งจองเป็น 1-2 ห้องนอนได้ตามต้องการ ดูรายละเอียดการจองเพิ่มเติมได้ที่ https://www.sripanwa.com/4br-luxury-residential-pool-villa/

สัมผัสมนต์เสน่ห์ของเวียดนามตอนกลาง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/416642?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=lifestyle

สัมผัสมนต์เสน่ห์ของเวียดนามตอนกลาง

15 กุมภาพันธ์ 2563 – 00:10 น.
ไฮแอท รีเจนซี ดานัง รีสอร์ท แอนด์ สปา,เวียดนามตอนกลาง,คมชัดลึก ท่องเที่ยว
เปิดอ่าน 561 ครั้ง

ย้ำจุดหมายไมซ์ยอดนิยม-ชูจุดเด่นทำเลติดชายหาด

บนหาดทรายขาว Non Nuoc อันเงียบสงบและทอดยาว ณ ประตูสู่ดานัง เมืองแห่งสีสันและความมีชีวิตชีวา Hyatt Regency Danang Resort & Spa เป็นสถานที่อันสมบูรณ์แบบสำหรับการสัมผัสมนต์เสน่ห์ของเวียดนามตอนกลาง เพียงไม่กี่ก้าวจาก Marble Mountain และเพียง 30 นาทีจากเมืองเก่าฮอยอัน

ในฐานะจุดหมายปลายทางไมซ์ยอดนิยม ไฮแอท รีเจนซี ดานัง รีสอร์ท แอนด์ สปา (Hyatt Regency Danang Resort & Spa) ได้รับหน้าที่จัดการประชุม การสัมมนาองค์กร และกิจกรรมการท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัลเป็นประจำทุกวัน ซึ่งทางรีสอร์ทมีความมุ่งมั่นต่อความยั่งยืนด้วยการสรรหาเครื่องปรุงและวัตถุดิบจากผู้ผลิตท้องถิ่น ตลอดจนเลิกใช้พลาสติกแบบใช้แล้วทิ้งในสถานที่จัดการประชุม รวมถึงในห้องพักแขก นอกจากนี้ทางรีสอร์ทยังให้ความสำคัญกับความป็นต้นตำรับเพื่อที่แขกผู้เข้าพักจะได้รับประสบการณ์แบบฉบับท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นอาหาร หรือความบันเทิง ยิ่งไปกว่านั้นทำเลที่ยอดเยี่ยมของรีสอร์ทยังทำให้แขกผู้เข้าพักได้สัมผัสกับช่วงเวลาการทำงานผสานกับการพักผ่อน (bleisure) อย่างแท้จริง

สถานที่จัดงานของรีสอร์ทนำเสนอฟังก์ชันที่หลากหลายอย่างครบครัน จึงพร้อมตอบรับทุกความต้องการขององค์กร ไม่ว่าจะเป็นการจัดกิจกรรมกีฬาหรืออีเวนท์อื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บีช เฮ้าส์ การ์เด้น (Beach House Garden) ที่ได้รับเลือกเป็นสถานที่จัดงานเลี้ยงรับประทานอาหารค่ำอยู่เสมอ เนื่องจากสามารถรองรับแขกได้ถึง 700 คน อีกทั้งยังมีส่วนหน้าติดชายหาด ซึ่งช่วยเพิ่มบรรยากาศให้งานได้อย่างดีเยี่ยม

ในโอกาสนี้ Hyatt Regency Danang Resort & Spa ได้จัดโปรโมชั่นพิเศษ Year-End 2020 MICE Promotion สำหรับการประชุมและกิจกรรมที่สำรองสถานที่และห้องพักก่อนวันที่ 30 พฤศจิกายน 2020 โดยสามารถเข้าพักได้ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน-22 ธันวาคม 2020 สำรองสถานที่จัดงานและห้องพักได้ทางอีเมล danang.regency@hyatt.com หรือโทร.+84-236-398-1234 หรือเข้าชมเว็บไซต์ hyattregencydanang.com เพื่อดูข้อมูลเพิ่มเติม

ท่องทะเลเจดีย์ชมวิถีแห่งศรัทธา@”พุกาม” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/416422?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=lifestyle

ท่องทะเลเจดีย์ชมวิถีแห่งศรัทธา@”พุกาม”

14 กุมภาพันธ์ 2563 – 00:05 น.
พุกาม,เจดีย์ชเวสิกอง,วัดสัพพัญญู,วัดอนันดา,วิหารธรรมยันจี,เมืองแห่งทะเลเจดีย์
เปิดอ่าน 372 ครั้ง

เรื่อง โดย วันวิสา โรจน์แสงรัตน์

ทุกครั้งที่มีโอกาสไปเที่ยวเมียนมาร์ ไม่ว่าจะเป็นเมืองใดก็ตามเราจะสัมผัสได้ถึงแรงศรัทธาต่อพระพุทธศาสนาอย่างแรงกล้าของผู้คนที่นั่น “พุกาม” ก็เช่นกันเป็นอีกเมืองสำคัญที่ไม่ควรพลาด เพราะเป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานและได้รับการรับรองจากองค์การยูเนสโกให้เป็นแหล่งมรดกโลก พุกามได้ชื่อว่าเป็น “เมืองแห่งทะเลเจดีย์” หรือ “ดินแดนแห่งเจดีย์” นั่นเพราะในสมัยที่อาณาจักรพุกามรุ่งเรืองเคยมีเจดีย์มากถึง 4,446 องค์ถูกสร้างขึ้นบนที่ราบแห่งนี้ โดยธรรมเนียมการสร้างเจดีย์ เจดีย์องค์ใหญ่สุดจะเป็นเจดีย์ที่กษัตริย์ทรงสร้าง และองค์ที่มีขนาดเล็กถัดมา เป็นการสร้างโดยเหล่าขุนนาง อำมาตย์ ลดหลั่นลงมาตามบรรดาศักดิ์ แม้ปัจจุบันจะเหลือเพียง 2,217 องค์ แต่ก็ยังไม่ลบสถิติของเมืองโบราณที่มีเจดีย์มากที่สุดในโลก

เจดีย์ชเวสิกอง

องค์เจดีย์ชเวสิกองกลับหัว

จากจำนวนเจดีย์ที่ยังมีมากมายนี้เองหากจะให้เดินชมทัั้งหมดคาดว่าจะต้องใช้เวลาหลายวันจึงจะทั่วถึง วันนี้จึงอยากพาไปชมเฉพาะจุดไฮไลท์ที่นักท่องเที่ยวเดินทางมายังพุกามแล้วไม่ควรพลาด ก่อนอื่นต้องพาไปสักการะเจดีย์แห่งแรกของพุกามคือ เจดีย์ชเวซีโกน หรือ เจดีย์ชเวสิกอง ซึ่งชาวเมียนมาร์เชื่อว่าศักดิ์สิทธิ์ที่สุด เป็นสถูปดั้งเดิมของพม่าโดยแท้ สร้างโดยพระเจ้าอโนรธามังช่อ ปฐมกษัตริย์แห่งอาณาจักรพุกาม ในปี พ.ศ.1602–1603 และเสร็จสมบูรณ์เมื่อปี พ.ศ.1645 เพื่อใช้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุจากพระสรีระหลายส่วน มีลักษณะเป็นสีทองขนาดใหญ่ ใช้เป็นทั้งที่ประชุมสวดมนต์และศูนย์กลางของพระพุทธศาสนานิกายเถรวาทในพุกาม ตลอดหลายศตวรรษที่ผ่านมาพระเจดีย์ได้รับความเสียหายจากการเกิดแผ่นดินไหวและภัยพิบัติทางธรรมชาติจำนวนมากและได้รับการบูรณะใหม่หลายครั้ง ในการบูรณะเมื่อเร็วๆ นี้ มีการบูรณะโดยใช้แผ่นทองแดงกว่า 30,000 แผ่น อย่างไรก็ตามฐานระเบียงเจดีย์ระดับล่างยังคงอยู่ในรูปแบบเดิม ส่วนบริเวณด้านข้างองค์เจดีย์ตรงจุดที่วางดอกไม้สักการะ จะมีแอ่งน้ำขนาดเล็ก จากจุดนี้เมื่อมองลงไปจะเป็นองค์เจดีย์กลับหัว สวยงามไปอีกแบบ

วัดสัพพัญญู 

จุดถัดมาถือเป็นเจดีย์ที่สูงสุดภายใน วัดสัพพัญญู ซึ่งมีความสูงประมาณ 61 เมตร พระเจ้าอลองสิทธูทรงสร้างวัดนี้ขึ้นกลางศตวรรษที่ 12 ตัววิหารชั้นบนสร้างเป็นทรงสี่เหลี่ยมขนาดเล็ก ด้านในวิหารกลวงซ้อนอยู่ บนวิหารชั้นล่างที่มีขนาดใหญ่กว่านับเป็นเอกลักษณ์ของวัดพม่าโดยเฉพาะต่างจากวัดมอญที่นิยมสร้างเป็นวิหารชั้นเดียว วัดสัพพัญญูแบ่งเป็น 5 ชั้น เดิมทีเปิดให้นักท่องเที่ยวขึ้นไปด้านบนได้ นักท่องเที่ยวจึงนิยมมาชมพระอาทิตย์ตกกันอย่างคับคั่งเพราะสามารถมองเห็นทิวทัศน์โดยรวมของเมืองพุกาม เราจึงมักคุ้นตากับภาพทิวทัศน์ของเมืองพุกามที่ถ่ายจากลานเจดีย์สัพพัญญูแห่งนี้ แต่เมื่อปี พ.ศ.2559 เกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ทางตอนกลางของพม่าสร้างความเสียหายครั้งใหญ่แก่พุกาม วัดเกือบ 400 แห่งได้รับความเสียหาย ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาทางการเมียนมาร์จึงไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวปีนขึ้นไปถ่ายรูปบนองค์เจดีย์อีกต่อไป

เจดีย์วัดอนันดา

อีกมุมของวัดอนันดา 

ส่วนเจดีย์ที่สวยงามอลังการสุดๆ ต้องยกให้ เจดีย์วัดอนันดา เป็นวัดในเขตเมืองเก่าพุกามที่ได้รับการยกย่องว่ามีความงดงามมากทางด้านสถาปัตยกรรมและพุทธศิลป์มากที่สุด มีลักษณะเด่นคือตัวเจดีย์ที่เป็นสีขาว มีพื้นที่เป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส และมีซุ้มประตูยาวสี่ด้านขนาดเท่ากันเชื่อมไปสู่ตัววิหาร ซึ่งเป็นลักษณะคล้ายกับไม้กางเขนในรูปแบบสถาปัตยกรรมตะวันตก ภายในวิหารมีพระพุทธรูปยืนที่แกะสลักด้วยไม้สักโดยช่างศิลป์ชั้นสูงชาวพม่าประดิษฐานอยู่ทั้งสี่ทิศ และสิ่งที่น่าทึ่งของวิหารแห่งนี้ก็คือที่ช่องหลังคาเจาะเป็นช่องเล็กๆ ให้แสงสว่างส่องลงมาต้ององค์พระให้มีแสงสว่างอย่างน่าอัศจรรย์

วิหารธรรมยันจี

ประตูก็ก่ออิฐเป็นวงโค้ง

อีกหนึ่งไฮไลท์คือ วิหารธรรมยันจี เป็นวัดที่ใหญ่ที่สุดในเมืองพุกาม สร้างโดยพระเจ้านะระตู่เพื่อไถ่บาปที่ฆ่าพระบิดาของตัวเอง แต่บาปกรรมของพระองค์ทำให้ไม่มีศรัทธาที่สามัญและบริสุทธิ์ของประชาชนมาร่วมสร้าง การสร้างวิหารแห่งนี้จึงต้องใช้วิธีเกณฑ์แรงงานมาอย่างกดขี่ข่มเหงจนประชาชนล้มตายไปมากมาย และได้รับความเดือดร้อนกันไปทั่วทั้งแผ่นดิน วิหารแห่งนี้มีชื่อเสียงที่สุดในการเรียงอิฐ แม้แต่ประตูก็ก่ออิฐเป็นวงโค้งจนแทบไม่เห็นรอยต่อ มีเรื่องเล่าต่อๆ กันมาว่า อิฐพวกนี้เวลาช่างเรียงเสร็จแล้วจะประกบกันสนิทแน่น เวลาที่กษัตริย์เสด็จมาตรวจงาน พระองค์จะทดสอบโดยเอาเข็มสอดเข้าไปในระหว่างแผ่นอิฐ ถ้าสอดเข็มเข้าไปได้ช่างคนนั้นจะถูกตัดแขน ซึ่งปัจจุบันยังมีร่องรอยของแท่นหินที่ใช้ตัดแขนตั้งไว้ให้เห็นด้านในวิหารด้วย

บอลลูนลอยล่องบนท้องฟ้าเมืองพุกาม

นอกจากการชมไฮไลท์แต่ละจุดที่แนะนำมานั้น อีกหนึ่งวิธีที่นักท่องเที่ยวจะได้ชมมุมสูงของเมืองทะเลเจดีย์แห่งนี้อย่างทั่วถึงแนะนำให้นั่งบอลลูนล่องลอยไปบนท้องฟ้าก็เป็นอีกประสบการณ์ที่น่าตื่นตาตื่นใจไม่น้อย ซึ่งทุกๆ วันจะมีไว้คอยบริการตั้งแต่รุ่งสาง สนนราคาที่หัวละ 350 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถ้าเทียบกับความประทับใจที่ได้รับกลับมาก็นับว่าคุ้มค่าทีเดียว

เทศกาลเก็บเกี่ยวองุ่นประจำปีที่ทุกคนรอคอย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/416009?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=lifestyle

เทศกาลเก็บเกี่ยวองุ่นประจำปีที่ทุกคนรอคอย

10 กุมภาพันธ์ 2563 – 17:56 น.
เก็บองุ่น,Monsoon Valley Harvest Festival 2020,ไร่องุ่นมอนซูน แวลลีย์,ทำไวน์,ย่ำองุ่น,ท่องเที่ยว
เปิดอ่าน 430 ครั้ง

สัมผัสประสบการณ์ทำไวน์ด้วยตัวเองกับเทศกาล “Monsoon Valley Harvest Festival 2020”

กลับมาอีกครั้งกับเทศกาลเก็บเกี่ยวองุ่นประจำปีที่ทุกคนรอคอย “Monsoon Valley Harvest Festival 2020” ที่เปิดโอกาสให้คุณได้สัมผัสประสบการณ์ทำไวน์ด้วยตัวเอง

เริ่มจากนั่งรถชมไร่ ไปยังขั้นตอนเก็บ และเหยียบผลองุ่น ไปจนถึงเบลนไวน์ด้วยตัวคุณเองทุกขั้นตอน จากผลองุ่นสู่ไวน์คุณภาพ ณ ไร่องุ่นแห่งแรกและแห่งเดียวของหัวหิน ไร่องุ่นมอนซูน แวลลีย์ ระหว่างวันที่ 15 – 23 กุมภาพันธ์นี้ ตั้งแต่เวลา 10.00 – 17.00 น

1) กิจกรรม From Grape to Glass Activity ให้คุณได้เพลิดเพลินไปกับประสบการณ์แบบทำไวน์ด้วยตัวคุณเองทุกขั้นตอนไปกับ 4 กิจกรรมในราคาสุดคุ้ม คือนั่งรถชมไร่ แข่งขันเก็บ และแข่งขันย่ำองุ่น พร้อมเบลนไวน์ด้วยตัวของคุณเอง ในราคาเพียง 390 บาท
2) กิจกรรมแบบสุดเอ็กซ์คลูซีฟ Exclusive Wine Dinner มื้อค่ำสุดพิเศษแพริ่งคู่กับไวน์ชั้นเลิศในวันเสาร์ ที่ 15 และ 22 กุมภาพันธ์นี้ ที่นั่งจำนวนจำกัดเท่านั้น ที่คุณจะได้…

1.กิจกรรม “From Grape To Glass“ ในรอบเวลาที่ดีที่สุด ให้คุณได้เก็บองุ่นในช่วงเวลาที่อากาศกำลังดีที่สุด พร้อมย่ำองุ่น และเบลนไวน์ ให้คุณได้สัมผัสทุกขั้นตอนทำไวน์ สำหรับลูกค้า Exclusive Wine Dinner เท่านั้น
2. ดินเนอร์มื้อค่ำสุดพิเศษ : เอ็กซ์คลูซีฟไวน์ดินเนอร์ที่คุณพลาดไม่ได้ กับเมนูที่รังสรรค์จากเชฟมืออาชีพมาเพื่องานนี้โดยเฉพาะ และแพริ่งคู่กับไวน์ไทยรสเลิศคุณภาพระดับโลกไวน์มอนซูน แวลลีย์ ในทุกเมนู
3. ปิดท้ายด้วยของที่ระลึก Limited Edition ที่ไม่มีจำหน่ายที่ไหน สำหรับผู้ร่วม Exclusive wine dinner เท่านั้น บัตราคาเพียง 3,200 บาท เฉพาะเสาร์ที่ 15 และ 22 ก.พ. เท่านั้น


สนใจสำรองที่นั่งวันนี้ที่ http://bit.ly/2RYVq7h หรือโทร 08-1701-0222 และ 08-1701-0444