Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Category Archives: ข่าว Like สาระ

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

เผย’บึงอาถรรพ์ดอนปู่ตา’มีคนชอบลองของถูกสังเวยมาแล้วหลายราย

Posted on February 18, 2023 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/712009

เผย'บึงอาถรรพ์ดอนปู่ตา'มีคนชอบลองของถูกสังเวยมาแล้วหลายราย

เผย’บึงอาถรรพ์ดอนปู่ตา’มีคนชอบลองของถูกสังเวยมาแล้วหลายราย

วันเสาร์ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 13.29 น.

กรณีนายโชคชัย อายุ 50 ปีชาวบ้านหมู่ 5 ต.คำเตย ขับรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า วีโก้ แค็บ สีบรอนซ์ตะกั่ว ทะเบียนนครพนม ประสบอุบัติเหตุแหกโค้งหักศอก ซึ่งเป็นทางเคี้ยวคดไปมา บริเวณเขตพื้นที่ดอนปู่ตา สถานที่ศักดิ์สิทธิ์มเหศักดิ์หลักเมืองตามความเชื่อของชนเผ่าไทกะเลิง โดยอยู่ห่างชุมชนประมาณ 3 กิโลเมตร อีกทั้งยังเป็นทางไปไร่นาและเป็นทุ่งเลี้ยงวัวเลี้ยงควายของชาวบ้านในฤดูแล้ง โดยนายโชคชัย เสียชีวิตคาเก๋งรถในบึงคำเตย พร้อมกับเพื่อนที่อยู่ต่างตำบล ชื่อนายกาล อายุ 49 ปี อยู่หมู่ 5 ต.ดงขวาง อ.เมืองนครพนม เหตุเกิดเมื่อเวลาประมาณ 14.30 น.วันที่ 17 ก.พ.66 ที่ผ่านมา ซึ่งการเสียชีวิตครั้งนี้ชาวบ้านส่วนใหญ่เชื่อว่าเป็นอาถรรพ์ในดอนปู่ตา ซึ่งเป็นสถานที่รวบรวมบรรพบุรุษของชนเผ่ากะเลิงนานนับร้อยปี ตามที่เสนอข่าวไปแล้ว

ล่าสุดวันที่ 18 ก.พ.66 ผู้สื่อข่าวเดินทางไปยังศาลาวัดมเหศรสุภาราม ต.ดงขวาง อ.เมืองนครพนม ซึ่งเป็นที่ตั้งบำเพ็ญกุศลศพนายกาล พบว่ามีแขกเหรื่อทยอยไปเคารพศพเพราะทางญาติเตรียมจะฌาปนกิจในวันนี้ โดยหน้าโลงศพมีนางแก้ว อายุ 66 ปี แม่ของนายกาลนั่งอยู่ใกล้ๆ พร้อมเปิดเผยว่า ผู้เสียชีวิตเป็นลูกคนโตในจำนวนลูก 5 คนและยังไม่มีครอบครัว ทำนาเป็นอาชีพหลัก วันเกิดเหตุมีคนโทรมาบอกรู้สึกช็อกมาก แต่ไม่มีลางบอกเหตุใดๆ 

ต่อจากนั้นได้เดินทางไปยังบ้านอีกหลังหนึ่งในพื้นที่หมู่ 5 ต.คำเคย อ.เมืองนครพนม ซึ่งอยู่ห่างกับ ต.ดงขวาง ประมาณ 20 กิโลเมตร เป็นบ้านของนายโชคชัย โดยทางญาติกำลังถวายภัตตาหารเช้าแด่พระภิกษุและจะเคลื่อนศพไปฌาปนกิจที่ป่าช้าในเวลาบ่ายนี้ มีนางเวียงสวรรค์ อายุ 47 ปีภรรยาของผู้เสียชีวิตนั่งน้ำตาคลอตลอดเวลาและไม่ขอให้สัมภาษณ์เพราะยังทำใจไม่ได้กับการจากไปของสามี โดยตอบข้อซักถามผู้สื่อข่าวเพียงสั้นๆว่า ไม่มีลางบอกเหตุหรือฝันร้ายแต่อย่างใด

ขณะที่นางใบศรี อายุ 70 ปี แม่ยายของนายโชคชัย เล่าเหตุการณ์เมื่อสิบกว่าปีที่ผ่านมาว่า ประมาณปี 2553 ลูกสาวตนอายุ 35 ปี ป่วยด้วยโรคจิตเวชต้องทานยาประจำเกิดอาการคลุ้มคลั่งไปกระโดดน้ำในบึงคำเตยเสียชีวิต ส่วนจะเกิดจากอาถรรพ์ดอนปู่ตาหรือไม่นั้นไม่ขอยืนยันและขอร้องอย่าถ่ายภาพตนขณะเล่าเรื่อง

ด้านนายคุณ ประทา อายุ 79 ปี อดีตผู้ใหญ่บ้านหมู่ 5 ต.คำเตย ปัจจุบันเป็นผู้อาวุโสประจำหมู่บ้าน เล่าในเรื่องเร้นลับของดอนปู่ตาว่า บึงคำเตยอยู่ในพื้นที่ดอนปู่ตา มีน้ำใสเย็นตลอดทั้งปี ความลึกมากกว่า 3 เมตรในบึงแห่งนี้มีปลาอยู่จำนวนมากแต่ไม่มีใครกล้าจับไปปรุงเป็นอาหารเพราะปู่ตาสั่งห้ามใครลงจับสัตว์ในเขตของท่าน ปรากฏว่าคนในหมู่บ้านอยากลองของได้นำแหไปหว่านจับปลาที่บึงแล้วถูกแหพันตัวเองเสียชีวิตในบึง เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นมานานเกือบ 30 ปี

นายคุณเล่าต่อว่าในหนึ่งปีจะมีพิธีเลี้ยงปู่ตา 2 ครั้ง ตามปฏิทินจันทคติคือ เดือน 6 และเดือน 12 ท่านถึงจะอนุญาตให้จับปลามาปรุงเป็นอาหารได้เฉพาะวันเลี้ยงปู่ตาเท่านั้น ส่วนกรณีที่นายโชคชัยเสียชีวิตในบึงอาถรรพ์นี้จะเกี่ยวกับสิ่งเร้นลับหรือไม่ตนไม่กล้ายืนยัน แต่ยอมรับว่าก่อนเกิดเหตุตนเป็นคนหนึ่งที่ไปนั่งกินข้าวเที่ยงที่เถียงนากลางทุ่ง จากนั้นต่างแยกย้ายกันไป แต่ระหว่างนั่งกินข้าวมีโทรศัพท์ของนายโชคชัยดังตลอดเวลาตนได้ถามด้วยความสงสัยนายโชคชัย ตอบว่าเมียโทรมาตามให้กลับบ้านเพราะเป็นห่วง เกรงจะเกิดอันตรายระหว่างทาง ไม่คาดคิดว่าสิ่งที่เมียนายโชคชัย เป็นห่วงจะเป็นจริงขึ้นมา

ด้านนายธวัชชัย บุตรพันธ์ อายุ 52 ปี ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 5 ต.คำเตย เปิดเผยว่า วันเกิดเหตุได้รับแจ้งจากลูกบ้านก็รีบมาดู พบรถคันดังกล่าวหงายท้องจมน้ำ เห็นเพียงล้อทั้ง 4 ล้อเท่านั้น ตอนนั้นยังไม่รู้ว่าเป็นใคร แต่ทราบคร่าวๆ ว่า มีคนเลี้ยงวัวประมาณ 6-7 คนนั่งกินข้าวที่เถียงนาอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 300 เมตร เมื่อไปตามให้มาดูต่างยืนยันว่าเป็นรถของนายโชคชัย ตนจึงให้ลูกบ้านลงดำน้ำไปดูปรากฏว่าประตูรถเปิดได้และเห็นร่างคนไปกองรวมกันอยู่ในแค็ปด้านหลัง จึงช่วยกันพลิกรถนำร่างบุคคลทั้งออกมาปั๊มหัวใจเกือบชั่วโมง แต่ไม่สามารถกู้ชีพจรทั้งสองกลับมาได้ จึงแจ้งเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องมาตรวจที่เกิดเหตุดังกล่าว

ทั้งนี้ หอดอนปู่ตาอยู่ในวัดเก่าหัวบึง บ้านคำเตย หมู่ 5 ต.คำเตย อ.เมืองนครพนม สถานที่สถิตของปู่ตาทั้ง 4 คือ 1.ปู่คำแดง 2.ปู่คำเหลือ 3.ปู่ลมลัดลมออน และ 4.ท้าวใบ้ โดยชาวบ้าน ต.คำเตย ทั้ง 18 หมู่บ้านต่างมีความเชื่อว่าพิธีเลี้ยงปู่ตาจะทำให้หมู่บ้านอยู่เย็นเป็นสุข ลูกหลานจะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน ค้าขายเจริญรุ่งเรือง และในบึงอาถรรพ์ยังมีเต่าจำนวนมาก ซึ่งเป็นสัญลักษณ์และพาหนะของปู่ตา ถ้าใครมาจับไปกินเชื่อว่าจะมีอันเป็นไปและเกิดอาเพศในหมู่บ้าน ชาวบ้านจึงได้มีการอนุรักษ์เต่า ซึ่งเป็นสัตว์ที่มีอายุยืนยาว – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2566(2023), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘ทพญ.สุนี จึงวิโรจน์’ได้รับการคัดเลือกขึ้นหน้าเว็บไซต์ศิษย์เก่าดีเด่นที่น่าจดจำมหาวิทยาลัยมหิดล

Posted on February 18, 2023 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/711994

'ทพญ.สุนี จึงวิโรจน์'ได้รับการคัดเลือกขึ้นหน้าเว็บไซต์ศิษย์เก่าดีเด่นที่น่าจดจำมหาวิทยาลัยมหิดล

‘ทพญ.สุนี จึงวิโรจน์’ได้รับการคัดเลือกขึ้นหน้าเว็บไซต์ศิษย์เก่าดีเด่นที่น่าจดจำมหาวิทยาลัยมหิดล

วันเสาร์ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 11.37 น.

“ทพญ.สุนี จึงวิโรจน์” สมาชิกวุฒิสภาทำงานเพื่อรับใช้ชาติและประชาชน ได้รับการคัดเลือกขึ้นหน้าเว็บไซต์ศิษย์เก่าดีเด่นที่น่าจดจำของมหาวิทยาลัยมหิดล

ทันตแพทย์หญิง สุนี จึงวิโรจน์ เริ่มสร้างคุณความดีอันเป็นประโยชน์ต่อส่วนงานต่างๆ โดยเริ่มจากการเป็นกรรมการจัดหารายได้ให้กับมูลนิธิคณะทันตแพทยศาสตร์มหิดล ช่วยหารายได้ให้แก่มูลนิธิโรคไตแห่งประเทศไทยและมูลนิธิช่วยการสาธารณสุขชุมชน เป็นต้น 

ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2562 ได้รับตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา จึงใช้ความรู้ความสามารถในการทำงานเป็นกรรมาธิการด้านต่างๆ เช่น ด้านสาธารณสุข ด้านการศึกษา และด้านการประชาสัมพันธ์ โดยมีผลงานในการพิจารณาศึกษาขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านทันตสาธารณสุขไทย เพื่อพิจารณาศึกษา ติดตาม เสนอแนะและเร่งรัดการแก้ปัญหาการเข้าถึงบริการด้านทันตกรรมของประชาชนไทย ซึ่งมีอัตราการเข้าถึงบริการทันตกรรมที่ต่ำมากเพียง ร้อยละ 8.1 การเข้าถึงบริการด้านทันตกรรมและการจัดการด้านทันตสุขภาพของผู้พิการและผู้สูงอายุ วิเคราะห์ปัญหา อุปสรรค เสนอแนะ และเร่งรัดการขับเคลื่อน การส่งเสริมป้องกันโรคช่องปากและฟัน การพัฒนาการใช้ฟลูออไรด์ งานทันตสาธารณสุขในท้องถิ่น และงานบริการปฐมภูมิในระดับประเทศ พิจารณาศึกษาด้านเศรษฐศาสตร์ทันตกรรม 

การพัฒนาไทยสู้ศูนย์กลางด้านการบริการรักษาด้านทันตกรรมในระดับภูมิภาคและระดับโลก (THAILAND DENTAL HUB) เพื่อส่งเสริมความมั่นคงทางการแพทย์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านทันตกรรมไทย ติดตามและเร่งรัดการขับเคลื่อนการปฏิรูป การพิจารณาแก้ระเบียบหรือกฎหมายที่เกี่ยวข้องด้านทันตสาธารณสุข เพื่อให้เกิดการปฏิรูปอย่างเป็นรูปธรรม มีประสิทธิภาพ อันนำมาซึ่งประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน โดยในช่วงการระบาดของโรค COVID-19 ทันตแพทย์หญิงสุนีได้เป็นตัวแทนสมาชิกวุฒิสภา มอบเงินช่วยมูลนิธิคณะทันตแพทย์ศาสตร์มหิดล เพื่อนำไปช่วยประชาชนได้ทำฟันอย่างปลอดภัย ในช่วงโควิค-19 อีกด้วย

ทันตแพทย์หญิงสุนีมีคติประจำใจ คือ “ตั้งใจ ขยัน แน่วแน่ ไม่ย่อท้อในการทำงาน ในทุกหน้าที่ที่รับผิดชอบ ก็จะประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน”

ทพญ.สุนี จึงวิโรจน์

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2566(2023), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

หากินยากลูก’สะแล’1ปีมีครั้งเดียวกิโลกรัมละ 300 บาทนำมาปรุงอาหารสุดอร่อย

Posted on February 18, 2023 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/711987

หากินยากลูก'สะแล'1ปีมีครั้งเดียวกิโลกรัมละ 300 บาทนำมาปรุงอาหารสุดอร่อย

หากินยากลูก’สะแล’1ปีมีครั้งเดียวกิโลกรัมละ 300 บาทนำมาปรุงอาหารสุดอร่อย

วันเสาร์ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 10.10 น.

วันนี้…พาไปเที่ยวราชบุรีไปชิมเมนูอาหารพื้นบ้านจากลูก “สะแล” ซึ่งเป็นไม้เถาวัลย์เลื่อยนิยมกินกันมากทางภาคเหนือออกลูกปีละ 1 ครั้ง แต่ราคาแพงลิบลิ่วกิโล 300 บาท เพราะหากินยาก

“สะแล” เป็นไม้เถาวัลย์เลื่อยที่หายาก ปลูกยาก ส่วนใหญ่ขึ้นอยู่ตามป่าเบญจพรรณ มีมากทางภาคเหนือของไทย 1 ปีจะออกดอกออกผลแค่ครั้งเดียว ช่วงฤดูหนาวตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงเดือนกุมภาพันธ์ ลูกสะแลมีผู้คนนิยมนำมาแกงส้มปรุงเป็นอาหารพื้นเมืองของภาคเหนืออร่อยมาก

แต่ที่ “ร้านอาหารกิ๋นลำ” ที่แปลว่า “กินอร่อย” ตั้งอยู่เลขที่ 39/1 หมู่ 5 ต.จอมบึง อ.จอมบึง จ.ราชบุรี ของ ผศ.ว่าที่ ร.ต.ดร.วสันต์ นาคเสนีย์ และ ดร.ทัศนีย์ นาคเสนีย์ อาจารย์ประธานสาขาวิชาการท่องเที่ยวและบริการคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง จ.ราชบุรี พื้นเพเป็นชาวจังหวัดลำปางได้ปลูกต้นสะแลไว้แค่ต้นเดียวข้างบ้านเมื่อประมาณ 3 ปีก่อน ถือเป็นต้นไม้พื้นถิ่นทางภาคเหนือ ที่ปลูกขึ้นต้นแรกมีให้เห็นใน อ.จอมบึง

โดยอาจารย์ทั้ง 2 ได้ย้ายครอบครัวให้บิดาและมารดามาอยู่ที่ราชบุรีด้วยกัน คุณพ่อชอบปลูกพืชผัก ผลไม้ อยากปลูก อยากกินอะไรก็ปลูกและยังนำต้นสะแลจากภาคเหนือมาทดลองปลูกจนกระทั่งปีนี้ได้ออกดอก ออกลูกเป็นปีแรกดกเต็มต้น ตามกิ่งก้านที่ทอดยาวเลื้อยลงดิน ซึ่งก่อนหน้านี้เคยคิดว่าคงจะไม่ได้กินแล้ว เพราะด้วยสภาพพื้นที่และภูมิอากาศระหว่างภาคเหนือและภาคกลางแตกต่างกัน

แต่พอมาช่วงปลายปีเริ่มยิ้มออก สะแลเริ่มออกดอกเป็นปีแรก จึงได้ให้มารดาเด็ดนำมาแปรรูปปรุงเป็นอาหาร รสชาติอร่อยเมื่อผสมเครื่องปรุงตามสูตรแกงเหนือและมีสรรพคุณที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ทำให้เป็นที่นิยมของร้านอาหารที่อยู่ทางภาคเหนือนำไปประกอบเมนูอาหารจำพวกแกงส้มใส่กับซี่โครงหมูอ่อนบริการลูกค้า ทำให้ลูกสะแลมีราคาแพงสูงถึงกิโลกรัมละ 300 บาทจะออกผลผลิตให้เก็บได้ตั้งแต่ช่วงเดือนพฤศจิกายน-กุมภาพันธ์เท่านั้นถือเป็นผักอีกชนิดหนึ่งที่หากินได้ยากมากไม่แพ้กับผักหวาน และพืชผักอีกหลายชนิดของทางภาคกลางที่มีหากินได้ปีละครั้งเช่นกัน

อาจารย์ ดร.ทัศนีย์ นาคเสนีย์ เจ้าของร้านกิ๋นลำอาหารเหนือ เปิดเผยว่า สะแลเป็นภาษาเหนือ ส่วนทางภาคใต้อาจจะเรียก ต้นชงแดง ต้นสะแลทางภาคเหนือถือเป็นผักพื้นบ้านที่ค่อนข้างจะหากินยาก จากการสืบค้นพบคุณสมบัติของผักสะแลมีประโยชน์มาก อาทิ มีสารต้านอนุมูลอิสระ สารต้านมะเร็ง จากความเชื่อที่บอกถึงสรรพคุณของผักสะแลชนิดนี้

นางปิยะนันท์ เทพหาร อายุ 66 ปี มารดา เปิดเผยว่า กรรมวิธีการนำลูกสะแลมาทำเป็นแกงส้ม หรือจะนำมานึ่งกินกับน้ำพริกเป็นผักที่ชื่นชอบของคนทางภาคเหนือมาก ลักษณะลำต้นคล้ายเถาวัลย์เลื่อยยาว เด็ดเอาลูกและดอกมาแกง โดยจะมีเครื่องปรุงแกงส้มมีกะปิ หัวหอม กระเทียม ตระไคร้ ปลาร้า ผงนัวนิดหน่อย มะขามดิบ เป็นเครื่องปรุงสำหรับแกงส้ม บางร้านจะขายเป็นห่อ หรือเป็นจานแบ่งขาย จานละ 50 บาท หรือกิโลกรัมละ 300 บาท ตอนนี้ลองนำมาปรุงเมนูแกงส้มขายอยู่ที่ร้านพร้อมกับเมนูอาหารเมืองเหนืออีกหลายอย่างให้ลูกค้าได้ลองรับประทาน ช่วงนี้ยังพอหาเก็บลูกสะแลนำมาปรุงขายได้ แต่หากเลยเดือนกุมภาพันธ์ไปแล้วคงต้องรอชิมอีกครั้งในปีหน้า 

ส่วนวิธีการทำแกงส้มสะแลจะนำกระเทียม พริก ตะไคร้ กะปิ ใส่ลงในครกโขลกให้พอละเอียดก่อนตักใส่ลงในหม้อที่ได้เคี่ยวกับกระดูกซี่โครงหมูไว้ก่อนแล้วคนให้เข้ากันซึ่งน้ำที่เคี่ยวกับกระดูกหมูจะมีรสชาติออกหวานของน้ำต้มกระดูก จากนั้นรอให้น้ำเดือดแล้วจึงใส่ลูกมะเขือเทศลงไป คนให้เข้ากันแล้วจึงยกลงเพื่อตักเสริ์ฟบริการลูกค้าเริ่มตั้งแต่ชามละ 50 บาทขึ้นไปโดยกลิ่นของเครื่องแกงจะหอมโชยอ่อน ๆ ลักษณะของน้ำจะมีสีคล้ำไม่เหมือนแกงส้มของทางภาคกลาง แต่รสชาติออกเปรี้ยวเล็กน้อยจากมะขามสดที่ใส่ลงไป 

ส่วนเมนูอาหารทางเหนือที่อยากแนะนำจะมีแกงฮังเล ไส้อั่ว ข้าวซอย ขนมจีนน้ำเงี้ยว ลาบเหนือ ลาบหมูคั่ว มีผักปลอดสารที่ปลูกเองที่บ้านไว้ลูกค้าได้เลือกรับประทานกับเมนูอาหารมากมาย

นักท่องเที่ยวที่สนใจอยากลิ้มลองอาหารทางภาคเหนือ ที่นี่มีหลากหลายเมนูมีให้ชิมได้ที่ ร้านกิ๋นลำ อาหารเหนือ เปิดบริการทุกวันตั้งแต่ 10 โมงเช้าไปจนถึง 5 โมงเย็น ส่วนในเขตพื้นที่ อ.จอมบึง สามารถสั่งผ่านฟู้ดแพนด้าได้ หรือสนใจสอบถามรายละเอียด อยากศึกษาเรื่องต้นสะแลสามารถโทรติดต่อได้ที่เบอร์  081-7211107

– 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2566(2023), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

เตรียมจัดยิ่งใหญ่แสงสีเสียง’ต๋ามฮอยศรัทธา ๒๐๐๕ ปี๋เมินมา หกเป็งวันทาไหว้สาพระมหาชินธาตุเจ้าดอยตุง’

Posted on February 18, 2023 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/711984

เตรียมจัดยิ่งใหญ่แสงสีเสียง'ต๋ามฮอยศรัทธา ๒๐๐๕ ปี๋เมินมา หกเป็งวันทาไหว้สาพระมหาชินธาตุเจ้าดอยตุง'

เตรียมจัดยิ่งใหญ่แสงสีเสียง’ต๋ามฮอยศรัทธา ๒๐๐๕ ปี๋เมินมา หกเป็งวันทาไหว้สาพระมหาชินธาตุเจ้าดอยตุง’

วันเสาร์ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 09.30 น.

เชียงรายเตรียมจัดยิ่งใหญ่การแสดงแสงสีเสียงสื่อผสม “ต๋ามฮอยศรัทธา ๒๐๐๕ ปี๋เมินมา หกเป็งวันทาไหว้สาพระมหาชินธาตุเจ้าดอยตุง”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่พระธาตุดอยตุง ต.ห้วยไคร้ อ.แม่สาย จ.เชียงราย พระพุทธิวงศ์วิวัฒน์  ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดเชียงราย เจ้าอาวาสวัดพระสิงห์ (พระอารามหลวง) พระเซ็งกิม กตสิทโธ เจ้าอาวาสวัดกิ่วกาญจน์ อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย นายประจญ ปรัชญ์สกุล อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย และ เชียงใหม่ นางสลักจฤฎดิ์ ติยะไพรัช ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย  ร่วมกันแถลงข่าว เตรียมจัดการแสดงแสงสีเสียงสื่อผสม “ต๋ามฮอยศรัทธา 2005 ปี๋เมินมา หกเป็งวันทา ไหว้สาพระมหาชินธาตุเจ้าดอยตุง” ประจำปี 2566 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 5  มีนาคม 2566 ในเวลา 18.00 น. เป็นต้นไป  ซึ่งตรงกับประเพณี สรงน้ำพระธาตุดอยตุง

พระพุทธิวงศ์วิวัฒน์  ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดเชียงราย  เจ้าอาวาสวัดพระสิงห์ (พระอารามหลวง)  กล่าวว่า สำหรับประเพณีนมัสการและสรงน้ำพระธาตุดอยตุง จัดขึ้นเป็นประจำ ในวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำเดือน 4 หรือเดือน 6 เหนือของทุกปี เพื่อเป็นการสืบสาน รักษา และอนุรักษ์เผยแผ่ ส่งเสริมวัฒนธรรม ประเพณีของเหล่าพุทธศาสนิกชนให้มีความมั่นคงและยั่งยืน อีกทั้งเป็นทุนทางวัฒนธรรมของท้องถิ่น เพราะพระธาตุดอยตุง ถือว่าเป็นพระธาตุคู่บ้านคู่เมืองเชียงราย

ตามตำนานเล่าว่า พระธาตุดอยตุงสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าอชุตราช กษัตริย์ผู้ครองเมืองโยนกนาคพันธุ์ (ปัจจุบันคืออำเภอแม่จัน) พระมหากัสสปะได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุส่วนพระรากขวัญเบื้องซ้าย (กระดูกไหปลาร้า) แล้วมอบให้แก่พระเจ้าอชุตราชได้สร้างเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุนั้นไว้บนดอยแห่งนี้ ดังที่พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ไว้ แล้วจึงได้ให้ทำตุง (ธง) มีความยาว 1,000 วา ปักบนยอดเขา หากตุงปลิวไปถึงที่ใดก็กำหนดให้เป็นฐานของพระเจดีย์ ทั้งนี้พระองค์ได้พระราชทานทองคำให้พวกลาวจกเป็นค่าที่ดิน และให้พวกมิลักขุ 500 ครอบครัวดูแลรักษาพระธาตุ ต่อมาในสมัยเจ้ามังรายนราชแห่งราชวงศ์สิงหนวัติ พระมหาวชิรโพธิเถระได้นำพระบรมสารีริกธาตุมาถวาย 50 องค์ เจ้ามังรายนราชจึงให้สร้างพระเจดีย์อีกองค์ใกล้กับเจดีย์องค์เดิม นับจากนั้นเป็นต้นมาพระธาตุดอยตุงจึงได้มีเจดีย์สององค์มาจนถึงทุกวันนี้

พระเซ็งกิม กตสิทโธ เจ้าอาวาสวัดกิ่วกาญจน์ ผู้ริเริ่มการจัดการแสดงแสงสีเสียงสื่อผสมฯ  กล่าวว่า ในยุคปัจจุบัน การรับสื่อของเกือบทุกคน รวมทั้งเยาวชน และวันรุ่น จะผ่านโซเซียล ทำให้การอ่านหนังสือลดลง จึงมีแนวคิดว่า นำการแสดงแสง สี เสียงสื่อผสมฯ มาจัดแสดงเรื่องพระธาตุดอยตุง ในบทละคร จะเป็นสิ่งเข้าถึงทุกคนได้ง่ายและรวดเร็ว จึงได้กราบนำเรียน ขออนุญาต พระพุทธิวงศ์วิวัฒน์  ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดเชียงราย เพื่อดำเนินการ ซึ่งเชื่อว่า การจัดดังกล่าวจะทำให้ทุกคนรู้จักพระธาตุดอยตุงมากขึ้น และเดินทางมาท่องเที่ยว มาขอพร จนเป็นที่มาของการสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนตามมา โดยการแสดงจะจัดขึ้นในวันที่ 5 มีนาคม 2566 เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป

ทางด้านนายประจญ ปรัชญ์สกุล อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย และ เชียงใหม่ กล่าวว่า ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีอย่างมาก ที่ได้จัดการแสดงแสงสีเสียงสื่อผสม “ต๋ามฮอยศรัทธา 2005 ปี๋เมินมา หกเป็งวันทา ไหว้สาพระมหาชินธาตุเจ้าดอยตุง”  โดยในวันที่ 5 มีนาคม และ วันที่ 6 มีนาคม 2566  ประกอบด้วยการเดินจาริกแสวงบุญ “เตียวขึ้นดอย ตวยฮอยครูบา ไหว้สาพระธาตุดอยตุง” โดยเริ่มปล่อยขบวนเดินจาริกแสวงบุญ ณ วัดศาลาเชิงดอย ต.ห้วยไคร้ อ.แม่สาย จ.เชียงราย  ผู้ร่วมเดินจาริกแสวงบุญจะได้รับเหรียญที่ระลึก  “ 2005  ปีสืบมา หกเป็งล่องฟ้า ไหว้สาพระธาตุดอยตุง ” ออกแบบโดย อาจารย์ทรงเดช ทิพย์ทอง  

กิจกรรมการแสดงศิลปวัฒนธรรม และการสาธิตภูมิปัญญาท้องถิ่น  พิธีตักน้ำทิพย์  พิธีเจริญพระพุทธมนต์ อบรมสมโภช เทศน์สวดเบิก  ณ วิหารวัดน้อยดอยตุง กิจกรรมแสง สี เสียง ณ ลานวัดพระธาตุดอยตุง และในวันจันทร์ที่ 6 มีนาคม 2566 ประกอบด้วยกิจกรรมขบวนน้ำสรงพระราชทาน ผ้าไตรพระราชทาน ผ้าห่มพระธาตุพระราชทาน และเครื่องสักการะ  พิธีถวายเครื่องสักการะ  พระธาตุดอยตุง พิธีนมัสการและสรงน้ำ  พิธีห่มผ้าพระธาตุดอยตุง  พิธีสืบชะตาหลวงล้านนา  พร้อมขบวนชาติพันธุ์ 18 ชาติพันธุ์ ขบวนมวลชนและเครื่องสักการะของส่วนราชการ 18 อำเภอและทุกภาคส่วนรวมถึงการแสดงศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2566(2023), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

กู้ภัยผงะ! ชาวบ้านแจ้งให้ไปช่วยจับงูเหลือมแต่ภาพที่เห็น ‘เจอเห็บกินงู’

Posted on February 18, 2023 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/711983

กู้ภัยผงะ! ชาวบ้านแจ้งให้ไปช่วยจับงูเหลือมแต่ภาพที่เห็น 'เจอเห็บกินงู'

กู้ภัยผงะ! ชาวบ้านแจ้งให้ไปช่วยจับงูเหลือมแต่ภาพที่เห็น ‘เจอเห็บกินงู’

วันเสาร์ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 09.11 น.

เมื่อคืนวันที่ 17 ก.พ.66 ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดสุรินทร์รายงานว่า อาสาสมัครแผนกบรรเทาสาธารณภัย สมาคมสุรินทร์นิวส์ แจ้งเข้ามาว่า ได้รับแจ้งจากชาวบ้านให้ไปช่วยจับงูเหลือมขนาดใหญ่ภายในหมู่บ้านหมู่ 16 ต.สลักได อ.เมือง จ.สุรินทร์ อาสาสมัครแผนกบรรเทาสาธารณภัย สมาคมสุรินทร์นิวส์ จึงจัดกำลังรุดพื้นที่ตรวจสอบ 

ที่เกิดเหตุเป็นที่ว่างรกร้างภายในหมู่บ้าน ลักษณะเป็นที่สาธารณะประโยชน์ของหมู่บ้าน แต่ขาดการดูแลจึงกลายเป็นที่รกร้าง มีหญ้าขนสูง อาสาสมัครได้ทำการเดินข้นหางูเหลือมที่ชาวบ้านแจ้งว่าอยู่บริเวณดังกล่าวได้ไม่นานก็พบกับงูเหลือมขนาดใหญ่นอนขดตัวอยู่ในโพงหญ้า ก่อนที่อาสาสมัครจะช่วยกันจับงูเหลือมยักษ์เอาไว้ได้

แต่ที่ทำเอากู้ภัยถึงกับอึ้ง หลังจากที่อาสาสมัครจับงูเหลือมยักษ์เอาไว้ได้แล้วและกำลังจะนำมาใส่กระสอบ กลับพบว่าบริเวณหัวของงูเหลือมมีเห็บเกาะอยู่เป็นจำนวนมาก และได้ทำการแกะเห็บออกจากหัวงูจนหมด ก่อนจะนำงูใส่กระสอบ และนำไปปล่อยคืนสู่ธรรมชาติที่ห่างไกลชุมชน – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2566(2023), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สมจริง!ครูเมืองคอนทุ่มสุดตัวแปลงกายเป็นขอทานทดสอบน้ำใจนักเรียน

Posted on February 18, 2023 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/711979

สมจริง!ครูเมืองคอนทุ่มสุดตัวแปลงกายเป็นขอทานทดสอบน้ำใจนักเรียน

สมจริง!ครูเมืองคอนทุ่มสุดตัวแปลงกายเป็นขอทานทดสอบน้ำใจนักเรียน

วันเสาร์ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 08.25 น.

สมจริง!ครูสอนดนตรี รร.เมืองคอน ทุ่มสุดตัวแปลงกายเป็นขอทาน ทดสอบน้ำใจนักเรียน

เมื่อวันที่ 17 ก.พ.66 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โรงเรียนจรัสพิชากร อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช จัดกิจกรรมเดินทางไกลเข้าค่ายลูกเสือ เนตรนารี ของนักเรียนชั้น ม.2 ซึ่งเป็นหลักสูตรหนึ่งของการเรียนการสอนโดยทางคณะครูกำหนดให้ลุกเสือ เนตรนารี เดินทางไกลจากโรงเรียนไปค่ายลูกเสือ แต่ระหว่างเดินทางไกลทางคณะครู กำหนดจุดพักรับประทานอาหารเที่ยง ที่บริเวณวัดราษฎร์ประดิษฐ์ ต.มะม่วงสองต้น อ.เมืองนครศรีธรรมราช

อย่างไรก็ตามการเดินทางไกลเข้าค่ายลูกเสือของโรงเรียนจรัสพิชากร มีการเชิญทีมคณะวิทยากร ชุดโมบายทีม ของศูนย์อำนวยการป้องกันปราบปรามยาเสพติดจังหวัดนครศรีธรรมราช หนึ่งในการจัดกิจกรรมสอดแทรกความมีน้ำใจของลูกเสือ เนตรนารี รวมทั้งฝึกฝนสังเกตพฤติกรรมเฝ้าระวังยาเสพติด บุคคลกลุ่มสี่ยง มีคุณครูอรรถพร จอนเสมอ หรือ ครูป้อม ครูสอนดนตรี ทุ่มสุดตัวแปลงกายเป็นขอทาน เพื่อสังเกตพฤติกรรมของลูกเสือ เนตรนารี โดยที่ลูกเสือ เนตรนารี ไม่ทราบว่า ขอทานคนดังกล่าว คือ ครูป้อม ปรากฏว่ากลุ่มลูกเสือ เนตรนารี น้ำใจ ให้เงินคนละเล็กน้อยรวมแล้ว 166 บาท รวมทั้งให้ขนมกับ ครูป้อม ซึ่งอยู่ในชุดขอทาน – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2566(2023), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ‘ออนไลน์’ในมือเด็ก-เยาวชน ‘ภัย’อื้อ!..ผู้ใหญ่ต้องช่วยระวัง

Posted on February 18, 2023 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/711920

สกู๊ปแนวหน้า : ‘ออนไลน์’ในมือเด็ก-เยาวชน ‘ภัย’อื้อ!..ผู้ใหญ่ต้องช่วยระวัง

สกู๊ปแนวหน้า : ‘ออนไลน์’ในมือเด็ก-เยาวชน ‘ภัย’อื้อ!..ผู้ใหญ่ต้องช่วยระวัง

วันเสาร์ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 02.00 น.

วุฒิสภา ร่วมกับ สมาคมวิทยุและสื่อเพื่อเด็กและเยาวชน(สสดย.), มูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย และอีกหลายองค์กรจัดงานวันส่งเสริมอินเทอร์เน็ตปลอดภัยแห่งชาติ เมื่อช่วงต้นเดือนก.พ. 2566 ที่ผ่านมา พร้อมเปิดวงเสวนาสถานการณ์ปัญหาและแนวทางป้องกันแก้ไขภัยออนไลน์ โดย ศรีดา ตันทะอธิพานิช กรรมการผู้จัดการ มูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย กล่าวว่า ย้อนไปเมื่อ 2 ปีก่อน เคยมีการสำรวจว่าด้วยระบบรักษาความปลอดภัยออนไลน์ของเด็กในแต่ละประเทศ มีกลุ่มตัวอย่างคัดมา 30 ประเทศและไทยอยู่รั้งท้าย

ส่วนประเทศไทยเอง เมื่อช่วงกลางปี 2565 เคยมีการสำรวจสถานการณ์ภัยออนไลน์กับเด็ก ซึ่งเด็กร้อยละ 81 มีโทรศัพท์มือถือเป็นของตนเอง และร้อยละ 85 ใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) อย่างสม่ำเสมอ ดังนั้นหากมองในแง่งานวิจัย ย่อมสุ่มเสี่ยงกับภัยออนไลน์เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 40 โดยในขณะที่การใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลของไทยสูงมาก แต่การป้องกันความเสี่ยงโดยเฉพาะกับเด็กกลับมีน้อย

ซึ่งด้านหนึ่งคือความไม่พร้อมของกฎหมายและเจ้าหน้าที่แต่อีกด้านพ่อแม่ผู้ปกครองก็ไม่เข้าใจการเลี้ยงดูเด็ก เช่น อายุยังไม่ถึง 2 ขวบ ก็ได้จับโทรศัพท์มือถือแล้ว “เด็กทุกวันนี้โตมาแบบติดมือถือก็เพราะพ่อแม่ใช้มือถือเลี้ยงลูก” ในขณะที่เพื่อนบ้านของไทยอย่างมาเลเซียหรือสิงคโปร์ มีอันดับค่อนข้างดีในมาตรการปกป้องเด็กจากความเสี่ยงทางออนไลน์ หรือฟิลิปปินส์ก็มีกฎหมายป้องกันการล่อลวงแสวงหาประโยชน์ทางเพศกับเด็ก (Grooming) โดยเฉพาะ

“กฎหมาย Grooming แค่จับผู้ต้องสงสัยแล้วเอามือถือมาดูพบว่ากำลังคุยกับเด็ก 10 คน แล้วมีข้อความในลักษณะ รักเสมออยากเจอมาก เราจะอยู่ด้วยกันได้ไหม หรือบางทีเมื่อคืนนี้ฝันถึง คำพูดที่มันสามารถวิเคราะห์เจตนาว่าถ้าเจอเด็กเมื่อไร มีโอกาสเมื่อไรต้องละเมิดทางเพศเด็กแน่นอน อันนี้ก็เป็นหลักฐานแล้วนะ ไม่ต้องรอให้มีคลิปหลุด ไม่ต้องรอให้เกิดโศกนาฏกรรม ฉะนั้นประเทศที่เขามีระบบพวกนี้ถือว่าล้ำ แล้วเขาก็ได้การประเมินระดับต้น ประเทศเราควรจะต้องคุยกันเรื่องของกฎหมายที่เท่าทันสถานการณ์” ศรีดา กล่าว

ศรีดา ยังขยายความในประเด็นการเด็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบ ใช้โทรศัพท์มือถือ ว่า เหตุที่ไม่ควรทำเพราะส่งผลให้พัฒนาการของเด็กล่าช้า เรื่องนี้เคยมีผลการศึกษาเมื่อปี 2559 ที่ทำร่วมกันระหว่างสมาคมโรงเรียนอนุบาลแห่งประเทศไทยกับกระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า เด็กไทยมีพัฒนาการล่าช้าถึงร้อยละ 30 อาทิ ด้านการสื่อสาร การเข้าสังคม การควบคุมอารมณ์ตนเอง และอาจมีภาวะออทิสติกเทียม (มีปัญหาด้านการเรียนรู้) ทั้งหมดนี้เป็นชุดความรู้ที่สังคมยังไม่ทราบ จึงยังปล่อยให้เด็กอยู่กับโทรศัพท์มือถือ

อีกทั้งยังมีตัวอย่างใกล้ตัว เป็นลูกของคนที่รู้จักกัน ด้วยความที่ปล่อยให้ลูกอยู่กับโทรศัพท์มือถือตั้งแต่เล็กๆ เด็กก็เรียนรู้จากสื่อในโทรศัพท์มือถือ เช่น ดูการ์ตูนรูปสัตว์ต่างๆ กระทั่งวันหนึ่งเห็นลูกมีพฤติกรรมแปลกๆ คือ คลาน 4 ขาเหมือนสัตว์แทนที่จะเดิน 2 ขาเหมือนมนุษย์ และพูดจาด้วยภาษาที่ฟังไม่รู้เรื่อง ซึ่งต่อมาผู้เป็นแม่ก็ทราบว่าต้นตอเกิดจากเด็กเลียนแบบจากสื่อการ์ตูนเหล่านั้น จึงยอมที่จะใช้เวลาอยู่กับลูกมากขึ้นจากเดิมที่ไปทำงานไกลบ้านแล้วฝากลูกไว้ให้ปู่ย่าตายายเลี้ยง

พญ.วนิดา เปาอินทร์ กุมารแพทย์ กล่าวว่า หากดูการศึกษาด้านสมอง จะพบว่า “เด็กเล็กฉลาดขึ้นด้วยการเคลื่อนไหว” ดังนั้นการหยุดเคลื่อนไหวโดยให้อยู่กับหน้าจอก็เป็นผลกระทบส่วนหนึ่งอยู่แล้ว เด็กเล็กนั้นเรียนรู้แบบ 3 มิติ เช่น เมื่อเรียนรู้ที่จะฝึกพูด กระบวนการจะมีทั้งการได้ยินเสียง เห็นหน้า เห็นวิธีการพูด ที่ไม่ใช่จากหน้าจอ และจะเรียนรู้ได้ดีขึ้นหากมีความสุข ซึ่งเกิดขึ้นจากผู้ใหญ่ที่มีความผูกพันกันมีกิจกรรมร่วมกัน

ขณะที่ “เด็กโตเรียนรู้ด้วยการลงมือทำ” เด็กโตในที่นี้หมายถึงวัยที่เข้าเรียนชั้นประถมศึกษา การเรียนรู้เกิดขึ้นเมื่อลงมือทำแล้วบอกกับตนเองว่าทำได้ หรือแม้แต่ทำแล้วล้มเหลวก็ยังได้เรียนรู้จากความพยายาม ส่วน “วัยรุ่นพัฒนาจากการมีตัวตน”หมายถึง การรู้สึกว่าตนเองมีค่า ตนเองเป็นใครในสังคมนี้ตนเองสามารถออกจากการดูแลของพ่อแม่ได้ โดยสรุปแล้ว “เด็กคือกลุ่มเสี่ยงอย่างที่สุด (Perfect Victim) จากภัยทางอินเตอร์เนต” ไม่ว่าจะเป็นช่วงวัยใดก็ตาม

“ยกตัวอย่างการล่อลวงต้องใช้ความสามารถทางภาษา ฉะนั้นตัวที่จะเป็น Victim (เหยื่อ) สูงๆ จากการถูกล่อลวงก็จะเป็นกลุ่ม Teen (วัยรุ่น) กับ Pre-Teen (ก่อนวัยรุ่น) เพราะถ้าเด็กเล็กกว่านั้นจะยังไม่สื่อสารได้ขนาดนั้น จะไม่สามารถเข้าใจการล่อลวงได้ เพราะฉะนั้น Teen กับ Pre-Teen จะโดนเยอะ ทีนี้ทำไมพวกนี้ถึงเป็น Perfect Victim เพราะอันแรกคือเมื่อแสวงหาตัวตน แสวงหาความรู้สึกว่าฉันมีค่า ฉันมีคนสนใจ หน้าตาดี ผิวพรรณดี น่าจะมาโฆษณาได้ อันนี้ก็จะทำให้เกิดความรู้สึกมีค่า พอให้ค่าตอบแทนก็รู้สึกว่าตัวเองหาเงินได้

มันเป็นลักษณะที่มนุษย์แสวงหาสิ่งนี้ แสวงหาการยืนได้ด้วยตัวเอง ต้องการการยอมรับ ต้องการบอกว่าตัวเองมีคุณค่าแบบไหน แล้วคนที่มาล่อลวงเด็กเขามีความสามารถ เขาเข้าใจมนุษย์ จริงๆ ถ้าเขาเป็นคนดีเขาจะทำงานตรงนี้ได้พิเศษมากๆ แต่พอเขาใช้จิตวิทยาของเขาในอีกรูปแบบหนึ่ง เขาก็จะเป็นคนเก่งมากในสิ่งที่เขาทำอยู่ ก็คือจะล่อลวงเด็กได้เยอะ” พญ.วนิดา ระบุ

พญ.วนิดา ยังกล่าวอีกว่า “สมองของมนุษย์ของก่อนวัยรุ่นและตอนเป็นวัยรุ่นเป็นช่วงที่ต้องการความสุข สนุกและตื่นเต้นเร้าใจ” จึงอธิบายได้ว่า “ทำไมเด็กหรือวัยรุ่น (หรือแม้แต่ผู้ใหญ่) จึงชอบเล่นเกม เพราะเกมสามารถตอบสนองสิ่งที่สมองต้องการได้” แต่มนุษย์ก็ต้องการการเรียนรู้ที่หลากหลาย ดังนั้นหากไม่ควบคุมการเล่นเกมโดยตรงแต่กำหนดว่าต้องทำสิ่งอื่นๆ ด้วย เช่น รับประทานอาหาร พักผ่อนออกกำลังกาย ฯลฯ เวลาที่ใช้เล่นเกมก็จะลดลงไปโดยอัตโนมัติ กล่าวคือ “ให้เกมเป็นส่วนหนึ่งแต่ไม่ใช่ส่วนใหญ่ของชีวิต” เพื่อไม่ให้สมดุลการพัฒนาหายไป

อนึ่ง “สมองส่วนหน้าเกี่ยวข้องทักษะการวิเคราะห์อันตรายและการมีเหตุผล..แต่การที่มนุษย์ถูกสร้างมาให้สมองส่วนกลางโตเร็วกว่าสมองส่วนหน้านั้นก็เพราะในช่วงวัยที่กำลังเจริญเติบโต (วัยเด็กและวัยรุ่น) หากมีความกังวลมากการเรียนรู้ก็จะด้อยลง” การโตของสมองในลักษณะนี้
จึงมีขึ้นเพื่อให้มนุษย์ฉลาดที่สุด แต่ก็ทำให้มนุษย์มีช่วงที่ปกป้องตนเองจากอันตรายได้น้อยที่สุดด้วย

ร.ต.อ.เขมชาติ ประกายหงษ์มณี ผู้อำนวยการศูนย์คดีละเมิดทางเพศเด็ก กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กล่าวว่า ในอดีตเจ้าหน้าที่สามารถเฝ้าระวังอาชญากรรมโดยเจาะจงไปเฉพาะบางจุดที่เป็นพื้นที่เสี่ยง เช่น ในเมืองท่องเที่ยว กระทั่งเมื่อเข้าสู่ยุคดิจิทัลคำว่าพื้นที่เสี่ยงก็ไม่มีอีกต่อไปเพราะความเสี่ยงมีอยู่ทุกที่ อีกทั้งการก่ออาชญากรรมยังทำได้แม้จะอยู่คนละประเทศ ดังนั้นเจ้าหน้าที่จึงต้องมีภาคีเครือข่ายระหว่างประเทศ

“คดีแบบนี้เด็กไม่อยากจะเล่าให้ใครฟัง เนื่องจากกฎหมายสอบสวนปากคำเด็กตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา จะให้นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ หรือบุคคลที่ไว้วางใจ ส่วนใหญ่ที่เด็กร้องขอผู้ไว้วางใจมักจะไม่เลือกพ่อแม่ตัวเอง ชอบเลือกพ่อแม่เพื่อนมากกว่า เหมือนเวลาไปเล่นบ้านเพื่อนแล้วเห็นว่าพ่อแม่เพื่อนใจดีแล้วชอบให้พ่อแม่เพื่อนมาฟังเรื่องที่ตัวเองตกเป็นผู้เสียหายมากกว่าพ่อแม่ตัวเอง เนื่องจากกลัวว่าพ่อแม่จะเสียใจ กลัวพ่อแม่จะดุ จะลงโทษ หลากหลายเหตุผล แต่สิ่งที่เราพบเจอคือไม่อยากให้พ่อแม่ทราบ” ร.ต.อ.เขมชาติ กล่าว

ร.ต.อ.เขมชาติ กล่าวต่อไปว่า “อาชญากรบางครั้งก็เป็นคนใกล้ชิดกับเด็ก และการถูกจับกุมดำเนินคดีก็อาจส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของเด็กและครอบครัวไปด้วย” เช่น เคยมีบุญคุณกันมาก่อน เป็นนายจ้าง เป็นครู หรือเป็นคนที่สนิทสนมในละแวกที่พักอาศัย ขณะเดียวกัน “อาชญากรก็มีการพัฒนากลยุทธ์” เช่น มีการพูดคุยกันในเครือข่ายว่าจะหลบเลี่ยงการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่อย่างไร แม้ผู้กระทำผิดแต่ละคนจะไม่รู้จักกันเลยก็ตาม เพียงแต่มารวมกลุ่มแลกเปลี่ยนข้อมูลเพราะมีรสนิยมเดียวกัน

เบญจมาภรณ์ ลิมปิษเฐียร ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า ในช่วงแรกๆ ที่ สสส. ทำงานประเด็นภัยออนไลน์ จะมองไปที่ผู้สูงอายุว่าเป็นกลุ่มเสี่ยง เช่น ถูกหลอกขายสินค้า แต่ก็เริ่มมองเห็นเด็กและเยาวชนใช้เทคโนโลยีไปในทางที่ไม่ถูกไม่ควร อย่างไรก็ตาม สสส. ไม่ได้ทำงานเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่ทำงานโดยชวนคนที่อยู่ในระบบนิเวศ (Ecosystem) หรือผู้เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นๆ ไม่ว่าภาครัฐ เอกชนหรือภาคประชาสังคม ได้มาพบเจอกันเพื่อพูดคุยหาทางออกร่วมกัน

“ความต่อเนื่องสำคัญมากๆ ไม่ว่าปีนี้เราจะให้ความสำคัญเยอะ ปีหน้าอาจจะน้อยลง แต่เราทำและทำอย่างต่อเนื่อง หลายๆ เรื่องเราไม่สามารถบอกได้ว่าวันนี้เราทุ่มทุน ปีหน้าเราหยุด มันไม่ได้ มันก็คือต้องทำอย่างต่อเนื่อง และดีใจมากที่วันนี้เห็นโลโก้ขึ้น มันไม่ใช่แค่ 2-3 ที่แล้ว มันเติบโต เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ แล้วก็อยากให้เมืองไทยเป็นเมืองที่มองเห็นเพื่อนแล้วอยากช่วยเหลือ แล้วก็ทำให้เกิดการทำงานร่วมกัน มองเห็นเป้าหมายชัดเจนร่วมกัน” เบญจมาภรณ์ กล่าว

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2566(2023), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

อบอุ่นหัวใจ! คุณแม่ลูกดก 15 คนมากสุดในตรัง ชีวิตเต็มไปด้วยความสุขในทุกวัน

Posted on February 18, 2023 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/711968

อบอุ่นหัวใจ! คุณแม่ลูกดก 15 คนมากสุดในตรัง ชีวิตเต็มไปด้วยความสุขในทุกวัน

อบอุ่นหัวใจ! คุณแม่ลูกดก 15 คนมากสุดในตรัง ชีวิตเต็มไปด้วยความสุขในทุกวัน

วันศุกร์ ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 21.19 น.

สาววัย 46 ปีกลายเป็นคุณแม่ลูกดกที่มีลูกมากที่สุดใน จ.ตรัง คือมีลูกชาย-หญิงรวม 15 คน และเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวแต่ใจสู้ รับจ้างกรีดยางพาราส่งลูกเรียนหนังสือทุกคน เผยไม่ท้อและขอเป็นกำลังใจให้คุณแม่เลี้ยงเดี่ยวทุกคนต้องเข้มแข็ง แล้วทุกอย่างจะผ่านไปได้ด้วยดี

เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2566 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บ้านเลขที่ 17/6 หมู่ที่ 4 ต.หาดสำราญ อ.หาดสำราญ จ.ตรัง ซึ่งเป็นบ้านของ นางศรียุภา ณ พัทลุง หรือ หยุ่น อายุ 46 ปี เธอได้ชื่อว่าเป็นคุณแม่ที่มีลูกดกมากที่สุดใน จ.ตรัง คือ มีลูกชาย 8 คน และลูกสาว 7 คน รวมทั้งหมด 15 คน คนโตเป็นผู้หญิง ปัจจุบันอายุ 29 ปี ส่วนคนสุดท้องคือคนที่ 15 เป็นผู้ชาย อายุ 7 ขวบ เรียนอยู่ชั้นอนุบาล 3 โรงเรียนบ้านบกหัก ต.หาดสำราญ โดยลูกชายและลูกหญิงที่โตๆ และเรียนจบแล้วมี 5 คน ไปทำงานอยู่ต่างจังหวัด 4 คน อยู่ใน จ.ตรัง 1 คน ส่วนอีก 10 คน เรียนหนังสืออยู่ชั้นมัธยมศึกษา 3 คน ชั้นประถมศึกษา 6 คน หยุดเรียน 1 ปี 1 คน ซึ่งลูกทั้ง 15 คน เคยอาศัยอยู่บ้านหลังเดียวกันตั้งแต่แรกเกิดจนกระทั่งเติบโต จึงแยกย้ายกันออกไปทำงานนอกบ้าน

ส่วนสามีมี 2 คน คนแรกมีลูกด้วยกัน 5 คน ก่อนจะเลิกรากันไปมีสามีคนที่ 2 มีลูกด้วยกัน 10 คน แต่ได้เลิกรากับสามีคนที่ 2 เมื่อประมาณ 4 ปีที่ผ่านมา จึงกลายเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว ที่ต้องแบกรับภาระเลี้ยงดูลูกๆ ด้วยลำแข้งของตัวเอง ด้วยการรับจ้างกรีดยางพารา ได้ค่าจ้างวันละ 500 – 700 บาท แต่ก็ไม่ได้ทุกวัน ช่วงไหนฝนตกก็ขาดรายได้ ช่วงหน้ายางผลัดใบก็ไม่ได้กรีดยาง แต่เพื่อลูก ทำให้คนเป็นแม่ต้องอดทน และรับจ้างทำงานทุกอย่าง เพื่อให้ลูกได้เรียนหนังสือ และสอนลูกทุกคนให้เป็นคนดี โดยไม่สร้างภาระหรือความเดือดร้อนให้กับสังคม

จนกระทั่งลูกๆ เติบโตและหางานทำได้ ลูกๆ จึงส่งเงินกลับมาให้คุณแม่เลี้ยงดูแลน้องๆ ที่เหลืออีก 11 คน ทุกเดือน นางหยุ่นจึงเบาแรงลงไปได้มาก ซึ่งลูกๆ ของเธอว่านอนสอนง่าย และตั้งใจเรียน โดยมีลูกสาวเรียนจบมหาวิทยาลัยเอแบค กรุงเทพฯ 1 คน อยู่ระหว่างการหางานทำ ทำให้น้องๆ ที่เหลือเอาแบบอย่างของพี่ๆ ด้วยการตั้งใจเรียน ไม่ดื้อ ไม่เกเร เพื่อจะได้มีอนาคตที่สดใส และจะได้ออกมาช่วยคุณแม่ทำงาน สร้างความภาคภูมิใจให้กับผู้เป็นแม่เป็นอย่างมาก และไม่เคยเสียใจหรืออับอายใครที่ได้ชื่อว่าเป็นคุณแม่ที่มีลูกดกที่สุดใน จ.ตรัง เพราะไม่เคยสร้างความเดือดร้อนให้กับใคร จนกลายมาเป็นแบบอย่างของคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวที่สู้ชีวิต ให้ผู้หญิงคนอื่นๆ มีกำลังใจในการเลี้ยงดูบุตรหลานต่อไป

แม้ว่าปัจจุบันนี้ไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตัวเอง ไม่มีทรัพย์สินเงินทองมากมาย มีแค่บ้านชั้นเดียว 2 ห้องนอนหลังเล็กๆ บนที่ดินของน้าชาย ที่อาศัยอยู่รวมกัน 12 ชีวิตแม่ลูก แต่ภายในความแออัดนั้น เต็มไปด้วยความอบอุ่น ความรัก และความเข้าใจ จนทำให้ชีวิตเต็มไปด้วยความสุขในทุกวัน ซึ่งหากพบรักใหม่ก็ไม่คิดจะมีลูกคนที่ 16 อีกต่อไป ขอหยุดแค่ 15 คนก็พอ

“บอกลูกคำเดียวว่า ไม่มีอะไรจะให้ ถ้าตั้งใจเรียนแล้วก็ขอให้เรียนให้จบ แม่จะส่งให้สุดความสามารถ ไม่มีอะไรจะให้ ยางจะตัดก็เป็นยางของคนอื่น จะเอาอะไรก็ให้ จะไปไหนก็ให้ ตามใจทุกอย่าง แต่ขออย่างเดียวคือ ให้ลูกให้แม่สักครึ่งเหมือนที่แม่ให้เขาแค่นั้น อย่าทำให้แม่เสียใจก็แค่นั้น”

โดยฝากข้อคิดถึงผู้หญิงทุกคนว่า อย่าคิดว่าเป็นผู้หญิงตัวคนเดียวทำอะไรไม่ได้ จะอยู่อย่างไรในเมื่อไม่มีผู้ชาย อยู่ให้ได้ อยู่ให้เป็น อยู่ได้ สู้ได้ เชื่อสู้ได้แน่นอน ไม่มีผู้ชายช่วยเราก็อยู่ได้ ให้ขยัน อดทนอย่างเดียว ขอให้สู้ให้สุดชีวิตแล้วสักวันหนึ่งก็ต้องเป็นของเรา ไม่ใช่มีแค่วันนี้ วันข้างหน้ายังมีอีก ขอให้เชื่อ

ปัจจุบันนางหยุ่น ยังทำหน้าที่เป็นผู้จัดการทีมฟุตบอลหญิงให้กับลูกสาวและเพื่อนๆ ของลูกสาว ไปแข่งขันตามสถานที่ต่างๆ โดยเป็นได้ทั้งคุณแม่ เป็นเพื่อน และเป็นพี่สาวให้กับลูกๆ ได้ทุกเรื่องด้วย

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2566(2023), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

โผล่อีก!เจ้าอาวาสดอดหาสีกาวัย60ปี ยันไม่มีอะไรเกินเลย ชาวบ้านไม่เชื่อไล่พ้นพื้นที่

Posted on February 18, 2023 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/711926

โผล่อีก!เจ้าอาวาสดอดหาสีกาวัย60ปี ยันไม่มีอะไรเกินเลย ชาวบ้านไม่เชื่อไล่พ้นพื้นที่

โผล่อีก!เจ้าอาวาสดอดหาสีกาวัย60ปี ยันไม่มีอะไรเกินเลย ชาวบ้านไม่เชื่อไล่พ้นพื้นที่

วันศุกร์ ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 18.36 น.

โผล่อีก!เจ้าอาวาสดอดหาสีกาวัย60ปี ยันไม่มีอะไรเกินเลย ชาวบ้านไม่เชื่อไล่พ้นพื้นที่

17 กุมภาพันธ์ 2566 ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.อุดรธานี ว่า จากกรณีมีคลิปในโลกออนไลน์เป็นคลิปที่ลูกหลานของ “ยายเอ” (นามสมมุติ) ถ่ายเอาไว้ ขณะที่พระบี (นามสมมุติ) อายุ 52 ปี รักษาการเจ้าอาวาสวัดแห่งหนึ่งใน อ.พิบูลย์รักษ์ จ.อุดรธานี ดอดเข้าไปหา “สีกาเอ” เมื่อคืนวันที่ 14 ก.พ.66 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันวาเลนไทน์พอดี โดยในคลิปจะเห็นเสียงผู้หญิงไม่พอใจที่พระรูปนี้มาอยู่ในบ้านของน้าสาว คือ ยายเอ ในเวลาค่ำคืน และเข้าไปอยู่ในห้องนอนด้วย จนมีการโต้เถียงกันขึ้น และให้เปิดไฟ และเมื่อเปิดไฟก็เห็นพระนั่งอยู่ในห้องนอนของยายเอ ต่อมามีอีกคลิปอยู่ที่วัดที่ญาติโยมไม่พอใจพระรูปดังกล่าวที่บุกเข้าไปสีกายามค่ำคืนและพระรูปดังกล่าวไม่ยอมรับ จนมีการโต้เถียงกันอยู่หลายยก โดยชาวบ้านไม่อยากให้อยู่ในพื้นที่

ต่อมาเวลา 16.00 น.วันนี้ (17 กุมภาพันธ์ 2566) ผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่วัด พบกับพระบี ซึ่งเปิดเผยเรื่องราวในคลิป ว่า อาตมาไปญาติโยมในคืนวันที่ 14 ก.พ.จริง เพราะมีพี่ชายอยู่ที่บ้านหลังนั้น ลูกหลานก็รู้ เวลากลางคืนก็ไป ถือว่าไม่ผิดอะไร ปกติก็ไปประจำอยู่แล้ว ส่วนที่ว่าไปอยู่ในห้องนอนสีกายืนยันว่าไม่มีอะไรกันแน่นอน แค่ไปนั่งเล่นเท่านั้น คืนวันนั้นมีพยานอยู่ด้วยหลายคน คือ สีกาเอ พี่ชายที่นับถือกันและภรรยาของพี่ชาย รวม 3 คน ส่วนจะให้อาตมาสึกนั้นคงไม่สึกแน่นอน ที่ไปแบบนั้นถือว่าไม่ผิด ไม่ได้ปาราชิก เป็นอาบัติเล็กๆ หากผิดแค่ผิดกาสะวัชชะ โลกติเตียนเท่านั้น ในเมื่อญาติโยมไม่สบายใจก็จะย้ายไปอยู่ที่อื่นในวัน 2-3 วันนี้แน่นอน

อาตมา ยืนยันไม่ได้มีอะไรกับสีกาเอ ซึ่งเป็นรุ่นพี่อายุเยอะกว่าอาตมาอย่างแน่นอน แต่ถามว่าแต่ก่อนบวชเป็นพระก็เคยแต่งงานกับสาวรุ่นพี่มาครั้งหนึ่งและเลิกกัน แล้วก็มาบวชได้เพียง 2 พรรษา ส่วนที่ลูกหลานสีกาห่วงว่าอาตมาจะไปเกาะกินสีกา ไม่เป็นความจริงแน่นอน เราไปเพราะไปเยี่ยมโยมพี่ชายที่ป่วยโรคตับ และไปประจำเท่านั้น มีแต่ญาติพี่น้องกันทั้งนั้น ยืนยันภายใน 1-2 วันก็จะไปอยู่ที่อื่นเพื่อให้ญาติโยมได้สบายใจ แต่ต้องให้เจ้าคณะอำเภอฯ มีหนังสือสั่งการมาก่อนจึงจะออกจากวัดนี้

ต่อมาผู้สื่อข่าวเดินทางไปพบ น.ส.ซี (นามสมมุติ) อายุ 46 ปี หลานสาวของยายเอ เปิดเผยว่า ยายเอมีศักดิ์เป็นน้าสาวของพวกตน เพราะเป็นน้องของแม่ แกไม่มีลูก หลังจากสามีตายเมื่อหลายปีก่อนก็อยู่กับน้าที่พระอ้างว่านับถือเป็นพี่ชาย แต่ระยะ 1 ปีที่ผ่านมา ยายเอไปคบกับพระรูปนี้ และก็เปลี่ยนไปจากคนธรรมะธรรมโม เหมือนเป็นคนมีความรัก และให้พระรูปนี้เข้าไปหายามค่ำคืน อ้างว่าไปเยี่ยมน้าผู้ชาย ซึ่งลูกๆ หลานๆก็สังเกตมาแล้ว 1 ปี จนเกิดเรื่องเมื่อคืนวันที่ 14 ก.พ.ที่ผ่านมา พวกตนไปตามน้าเอมากินข้าวด้วย เพราะหลานเขยมาจากเมืองนอก แต่พอไปถึงบ้านปรากฏว่าไฟปิดสนิท จึงร้องเรียก จนไปพบพระรูปนี้อยู่ในห้อง ลูกหลานก็โมโหทำไมพระมาทำแบบนี้ จนมีเสียงตามในคลิป ส่วนตัวคิดว่าไม่เหมาะสม เป็นพระเป็นเจ้ามาแบบนี้ โดยอ้างว่ามาเยี่ยมน้าผู้ชาย ลูกหลานเชื่อว่าอยู่ในห้องนอนแบบนั้นต้องมีอะไรกันแน่ และที่สำคัญลูกหลานไม่ห้ามถ้าจะสึกแล้วมาแต่งงานหรืออยู่กันด้วยกัน แต่นี่เคยมีเรื่องมาแล้วครั้งหนึ่งบอกให้สึกมาแต่งงานก็ไม่ยอมสึก แต่อาศัยผ้าเหลืองหากินกับสีกาที่มองว่ามีเงินและมีที่ดินแบบนี้

“เราอยากให้พระรูปนี้ซึ่งมีพฤติกรรมเหมาะสมแบบนี้แล้วให้ไปอยู่จังหวัดอื่น จะสึกหรือไม่ก็ช่าง ไม่อยากให้มาอยู่ใกล้ๆ ทำให้ศาสนามัวหมอง หลังจากคืนวันเลนไทน์ พระรูปนี้รับปากจะไม่ไปอีก อย่างเมื่อคืนก็เห็นไปอีก แถมมาบีบแตรหน้าบ้านจะบอกเราว่าไปเหมือนเดิมแล้วนะ” น.ส.ซี กล่าว

ต่อมาผู้สื่อข่าวเดินทางไปพบยายเอ อายุ 60 ปี ซึ่งเปิดเผยว่าเรื่องที่พระมาหา ซึ่งเป็นพระรุ่นน้อง แท้จริงท่านมาเยี่ยมพี่ชายที่สนิทกัน และไม่สบาย เราเป็นญาติกัน ยืนยันตนเองกับพระไม่มีอะไรกันแน่นอนในคืนวันวาเลนไทน์ ส่วนที่ไปนั่งในห้องนอน ตกใจเพราะลูกหลานไปเรียกเสียงดัง รู้ว่าลูกหลานเป็นห่วงแต่ไม่น่าจะถ่ายคลิปลงโซเซียลแบบนี้

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากพระรูปนี้ลาสิกขามาแต่งงานด้วยจริงๆ ยายเอ มีทีท่าพร้อมแบ่งรับแบ่งสู้ พร้อมรับการแต่งงานกับพระรูปนี้ แต่ถามกลับไปว่าแล้วท่านจะมารับเราได้ไหมเพราะเป็นรุ่นพี่ แล้วจะอายคนไหม เพราะอายุปูนนี้แล้ว ท่านคงไม่รักหรอก

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2566(2023), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

คณะสงฆ์’โครงการจาริกธรรมตามรอยบาทพระศาสดา’ศึกษาธรรม ณ’ถ้ำสัตตบรรณคูหา’อินเดีย

Posted on February 18, 2023 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/711923

คณะสงฆ์'โครงการจาริกธรรมตามรอยบาทพระศาสดา'ศึกษาธรรม ณ'ถ้ำสัตตบรรณคูหา'อินเดีย

คณะสงฆ์’โครงการจาริกธรรมตามรอยบาทพระศาสดา’ศึกษาธรรม ณ’ถ้ำสัตตบรรณคูหา’อินเดีย

วันศุกร์ ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 18.26 น.

“อินเดีย” หนึ่งในดินแดนพุทธภูมิที่ชาวพุทธทั่วโลกต้องเดินทางไปสัมผัส และ หนึ่งในสถานที่ที่สำคัญ คือ “กรุงราชคฤห์” เมืองของพระเจ้าพิมพิสาร และ พระเจ้าอชาติศัตรู รวมทั้งยังเป็นสถานที่ที่สำคัญในครั้งพุทธกาล เช่น กุฏิของพระพุทธเจ้า องค์สมณโคดมบรมครู, พระอานนท์, พระสารีบุตร และ พระโมคคัลลานะ รวมทั้งยังมีกุฏิของพระเทวทัต , ที่ประมูลศพของนางสิริมา หญิงงามเมืองที่สวยที่สุด และ ภูเขาเวภาร ซึ่งเป็นที่ตั้งของถ้ำสัตตบรรณคูหา โดยในระยะใกล้ๆกับภูเขาเวภารประมาณ 3-4 กิโลเมตร จะมีที่เผาศพของชาวกรุงราชคฤห์

คณะสงฆ์ใน “โครงการจาริกธรรมตามรอยบาทพระศาสดา ครั้งที่ 9” ได้เดินทางมาถึง “ถ้ำสัตตบรรณคูหา บริเวณข้างภูเขาเวภารบรรพตใกล้กรุงราชคฤห์ ประเทศอินเดีย ในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2566 เพื่อศึกษาและเรียนรู้สถานที่ในครั้งพุทธกาล โดยพระครูธีรธรรมปราโมทย์ (หลวงพ่อสำเริง ธมฺมธีโร) เจ้าอาวาส วัดดอยเทพนิมิต ตำบลป่าซาง อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย ประธานดำเนินงาน “โครงการจาริกธรรมตามรอยบาทพระศาสดา” ครั้งที่ 9 เมตตาให้พระสงฆ์ในโครงการจาริกธรรมฯ สมมติเหตุการณ์จำลอง “การสังคายนาพระธรรมวินัย” ตามที่จารึกไว้ในใบลานของพระไตรปิฎก 

นายสามารถ มังสัง นักเขียนในเว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์ระบุว่า ตามหลักฐานของพระเถระฝ่ายไทย ผู้รจนาหนังสือเรื่องสังคีติยวงศ์ หรือประวัติศาสตร์การทำสังคายนามี 9 ครั้ง รวมทั้งครั้งที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ได้ทรงกระทำในรัชสมัยของพระองค์ โดยการสอบทานแก้ไขพระไตรปิฎก แล้วจารึกลงใบลานเป็นหลักฐาน โดยครั้งที่ 1 ได้ทำสังคายนาครั้งที่ 1 กระทำกันที่ถ้ำสัตตบรรณคูหา ข้างเขาเวภารบรรพตใกล้กรุงราชคฤห์ ประเทศอินเดีย ภายหลังจากที่พระพุทธเจ้าปรินิพพาน 3 เดือน ซึ่งมีมูลเหตุการทำสังคายนาในครั้งนี้คือ พระมหากัสสปะ ปรารภถ้อยคำของภิกษุชื่อสุภัททะ ผู้บวชเมื่อแก่

เมื่อสุภัททะรู้ข่าวการปรินิพพานของพระพุทธเจ้า ภิกษุทั้งหลายต่างพากันร้องไห้เศร้าโศกเสียใจ แต่ภิกษุชื่อสุภัททะ ห้ามมิให้ภิกษุเหล่านั้นเสียใจ เพราะว่าต่อไปนี้จะทำอะไรก็ตามใจ แล้ว ไม่ต้องมีใครมาชี้ว่า นี่ผิด นี่ถูก นี่ควร นี่ไม่ควรต่อไปอีก เหตุการณ์นี้ทำให้พระมหากัสสปะสลดใจในถ้อยคำของสุภัททะ จึงได้นำเรื่องนี้เสนอที่ประชุมสงฆ์ แล้วเสนอให้มีการทำสังคายนาร้อยกรองพระธรรมวินัย ซึ่งก็ได้รับความเห็นชอบ จึงมีการทำสังคายนาในครั้งที่ 1  โดยพระเจ้าอชาตศัตรู ทรงเป็นผู้อุปถัมภ์ มีพระอรหันต์ประชุมกัน 500 รูป และใช้เวลา 7 เดือนจึงสำเร็จ

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา คณะสงฆ์ในโครงการจาริกธรรมฯ ได้เดินเท้าผ่าน “พระพุทธรูปองค์ดำ” ที่บึงลัฏฐิวัน หรือ สวนตาลหนุ่ม ประเทศอินเดีย โดยมีประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ ดังนี้ 

ที่บึงลัฏฐิวัน หรือ สวนตาลหนุ่ม พระพุทธเจ้าเสด็จมาด้วยบริวาร 1,003 องค์ เพื่อโปรดพระเจ้าพิมพิสาร ซึ่งมีข้าราชบริพาร 12 นหุต หรือ 120,000 คน และ เป็นศิลปะสมัยปาละ ปี พ.ศ.1400 โดยเป็นปางยมกปาฏิหาร์ย ส่วนพระหัตถ์ (มือ) กับพระชานุ (เข่า) หายไป แต่ยังแสดงให้เห็นว่าพระพุทธรูปเป็นปางมือมุทรา แบบเดียวกับการแสดงพระธรรมจักร และแสดงยมกปาฏิหาร์ย แสดงอนุปุพพิกถา , หลวงจีนพระถังซัมจั๋ง เสด็จมายังที่นี้ ใน พ.ศ.1173 สืบเนื่องมาพันกว่าปีสมัย 1760 พระพุทธศาสนาถูกทำลาย ด้วยการทำลายพระนาสิก , พระโอษฐ์ และ พระพักตร์ เป็นการทำลายลมหายใจ และ ไม่สามารถให้พระองค์พูดได้ แล้วก็ทำลายที่พระหัตถ์ ที่พระกร เพื่อไม่ให้พระพุทธเจ้าแสดงธรรมได้ในปางนี้ 

ในทางมหายาน การแสดงธรรมไม่ได้แสดงเฉพาะการพูดอย่างเดียว แต่แสดงในปางตรรกมุทรา เราจะเห็นมหายาน และ วัชรญาณแบบทิเบต จะแสดงปางตรรกมุทรา ซึ่งเป็นวิธีการถ่ายทอดธรรมะ โดยไม่ต้องใช้คำพูด ต่อมาปี พ.ศ.2204 ท่านเซอร์คันนิ่งแฮม ชาวอังกฤษได้มาเปิดพุทธศาสถาน ได้เจอพระพุทธรูปองค์นี้กองอยู่บนดิน ตอนนั้นก็เพียงแต่ล้อมรั้วไว้ชั่วคราว เมื่อผ่านเวลามายาวนาน พ.ศ.2543 ภิกษุชาวญี่ปุ่นมาเห็นจึงสลดสังเวชจึงรวมกับชาวลัฏฐิวัน สร้างศาลาแห่งนี้ และ ทำการสมโภชอย่างยิ่งใหญ่ 

วันที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2566 คณะสงฆ์ในโครงการจาริกธรรมฯ จะเดินเท้าต่อไปยัง “วัดไทยนาลันทา” ประเทศอินเดีย 

ขอบคุณข้อมูลภาพเฟสบุ๊ก : จิตว่างเปล่า ใจปล่อยวาง และ เว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2566(2023), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 2,899,966 hits

Join 4,119 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

หมอตุลย์ ลั่น!ไม่ไว้วางใจอนุทิน ซัดบริหารผิดพลาด-ปล่อยทุนใหญ่กักตุนน้ำมัน
ตอนมีอำนาจทำไมไม่ทำ! สิริพงศ์ ตอก พีระพันธุ์ ยันพาณิชย์คุมน้ำมันไม่ได้
ขึ้นเขาพนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์ ชมปราสาทงามบนยอดภูเขาไฟ
ประเมินพลาด/น้ำมันป่วน ‘อนุทิน’ขอโทษ รับปากจะไม่ให้ขาดแคลน
ปราชญ์ สามสี ค้านตรรกะ วิโรจน์ งบจ่ายไปแล้วก็กินไปเถอะ
นายกฯ ขับรถเอง! สุ่มตรวจปั๊มน้ำมันนครพนม รณรงค์ประหยัดพลังงาน
กบฏฮูตีในเยเมน ยิงมิสไซล์โจมตีอิสราเอล ประกาศเข้าร่วมสงคราม
รัฐบาล ขอมั่นใจช่วงสงกรานต์มีน้ำมันเพียงพอ ตรวจสอบสถานะปั๊มได้ทางแอป Fuel-Now
'สยาโม-อ้นอังกอร์'คว้า รางวัล New Generation Idol Star Award 2026
กกต. สั่งงดขาย เลี้ยงเหล้า 297 พื้นที่เลือกตั้งเทศบาล

Recent Posts

  • ออสเตรเลียจ่อลดภาษีน้ำมันลงครึ่งหนึ่ง หวังบรรเทาผลกระทบหลังราคาพุ่งสูงจากพิษสงครามตะวันออกกลาง
  • สเปนสั่งปิดน่านฟ้าห้ามเครื่องบินรบสหรัฐฯ ผ่านไปโจมตีอิหร่าน
  • เกาหลีใต้จ่อบังคับใช้มาตรการ “สลับวันวิ่งรถ” ทั่วประเทศ หากน้ำมันแตะ 130 ดอลลาร์
  • สว.สหรัฐฯ ย้ำไต้หวัน ผ่านงบกลาโหม 1.3 ล้านล้านโดยเร็ว รับมือภัยคุกคามจีน
  • อิตาลีสอบสวน Sephora และ Benefit ปมโฆษณาส่งเสริมให้เด็กต่ำกว่า 10 ปีใช้ “สกินแคร์”

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • 2564(2021)
  • entertain
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    • SootinClaimon.Com
    • Join 1,657 other subscribers
    • Already have a WordPress.com account? Log in now.
    • SootinClaimon.Com
    • Subscribe Subscribed
    • Sign up
    • Log in
    • Report this content
    • View site in Reader
    • Manage subscriptions
    • Collapse this bar
 

Loading Comments...
 

    %d