Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Category Archives: ข่าว Like สาระ

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

‘แม่วันดี-เจ้าวันรุ่ง’ 2 แม่ลูกวาฬบรูด้าพาเพื่อนโชว์ตัวอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง

Posted on February 5, 2023 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/708841

'แม่วันดี-เจ้าวันรุ่ง' 2 แม่ลูกวาฬบรูด้าพาเพื่อนโชว์ตัวอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง

‘แม่วันดี-เจ้าวันรุ่ง’ 2 แม่ลูกวาฬบรูด้าพาเพื่อนโชว์ตัวอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง

วันเสาร์ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 14.25 น.

มาแล้ว “แม่วันดี-เจ้าวันรุ่ง” 2 แม่ลูกวาฬบรูด้าพาเพื่อนอีก 1 ตัวเข้ามาหากิน พร้อมโชว์ความน่ารักอวดสายตานักท่องเที่ยว ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง 

จากกรณีที่นายสาธิต ตันติกฤตยา หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง ได้รับรายงานการพบ “วาฬบรูด้า” 2 ตัว เมื่อวันที่ 1 ก.พ.66 ที่ผ่านมาจึงได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายวิชาการออกสำรวจติดตามประชากรวาฬบรูด้าในพื้นที่อย่างต่อเนื่องเพื่อการจัดเก็บข้อมูลสถิติสัตว์ทะเลหายากรวมทั้งประชาสัมพันธ์ป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดการรบกวนต่อการดำรงชีวิต จากเรือนำเที่ยวหรือกิจกรรมท่องเที่ยวในพื้นที่ ล่าสุดวันนี้ (4 ก.พ.66) เจ้าหน้าที่ได้สำรวจพบวาฬบรูด้าเข้ามาหากินในพื้นที่รวมจำนวน 3 ตัว เมื่อตรวจสอบอัตลักษณ์กับฐานข้อมูลการจำแนกประชากรวาฬบรูด้าแล้วโดย 2 ตัวแรกพบว่าเป็น “แม่วันดี” กับ “เจ้าวันรุ่ง” ซึ่งเป็นลูกที่เกิดเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2564 ส่วนอีกตัวยังไม่สามารถระบุอัตลักษณ์ได้

นายสาธิต ตันติกฤตยา หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง เปิดเผยว่า จากฐานข้อมูลในอดีตพบว่ามีวาฬบรูด้าเข้ามาหากินในพื้นที่เฉลี่ย 1-2 ตัว ต่อปี จนกระทั่งเกิดการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) จึงมีการประกาศปิดการท่องเที่ยวและพักแรมในอุทยานแห่งชาติ ในช่วงปี 2563-2564 ทำให้ระบบนิเวศและทรัพยากรทางทะเลในพื้นที่อุทยานแห่งชาติได้รับการฟื้นฟู ซึ่งในช่วงต้นปีจะเป็นฤดูกาลที่วาฬบรูด้าเข้ามาหากินอย่างต่อเนื่อง  โดยช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม 2564 พบวาฬบรูด้าเข้ามาหากินในพื้นที่ร่วม 4 ตัว คือ แม่วันดี เจ้าวันหยุด เจ้าอิ่มเอม และเจ้าเปรมปรีดิ์ และในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2565 พบวาฬบรูด้าเข้ามาหากินในพื้นที่ร่วม  6 ตัว คือ เจ้าเปรมปรีดิ์ เจ้าสาคู เจ้าเมษา แม่สดใสและลูกชื่อเจ้าแสนดี และอีกตัวไม่ทราบชื่อ

ส่วนในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2566 พบแม่วันดีกับเจ้าวันรุ่ง 2 แม่ลูกวาฬบรูด้าเข้ามาหากินโชว์ความน่ารักในพื้นที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง พร้อมเพื่อนอีก1ตัว  จึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ติดตามว่าจะมีวาฬบรูด้าเข้ามาหากินเพิ่มเติมหรือไม่และจะเวียนว่ายหากินอยู่ในพื้นที่นานเท่าไหร่

หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง กล่าวอีกว่า การที่วาฬบรูด้าเข้ามาหากินในพื้นที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง นอกจากจะชี้วัดได้ถึงความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติแล้ว ยังสะท้อนให้เห็นถึงกระแสการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ที่จะดึงดูดให้นักท่องเที่ยว ผู้ประกอบการท่องเที่ยว ประชาชนในพื้นที่ทุกฝ่ายให้ร่วมกันปฏิบัติตาม กฎ/ระเบียบ ตลอดจนข้อแนะนำของอุทยานแห่งชาติในการเดินเรือ การประกอบกิจกรรมท่องเที่ยวและอื่นๆ เพื่อช่วยกันดูแลสัตว์ทะเลหายาก ซึ่งเป็นทรัพยากรล้ำค่าของท้องทะเลอ่าวไทยให้ยั่งยืนตลอดไป – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2566(2023), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

วัดแทบแตก! เซียนพระแห่จองเหรียญ’หลวงพ่อสง่า’เทพเจ้ามีกินไม่รู้สิ้นรุ่นแรก

Posted on February 5, 2023 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/708826

วัดแทบแตก! เซียนพระแห่จองเหรียญ'หลวงพ่อสง่า'เทพเจ้ามีกินไม่รู้สิ้นรุ่นแรก

วัดแทบแตก! เซียนพระแห่จองเหรียญ’หลวงพ่อสง่า’เทพเจ้ามีกินไม่รู้สิ้นรุ่นแรก

วันเสาร์ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 12.58 น.

คนนับพันแห่จองเหรียญ “หลวงพ่อสง่า” เทพเจ้ามีกินไม่รู้สิ้นรุ่นแรก วัดเขาไม้แดง ตำบลบางพระ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี 

เมื่อเวลา 09.09 น.วันที่ 4 ก.พ.66 ที่วัดเขาไม้แดง ตำบลบางพระ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ได้เปิดโอกาสให้ศิษยานุศิษย์ของพระครูวิสิฐธรรมโสภณ หรือ “หลวงพ่อสง่า ติกขวีโร” เทพเจ้ามีกินไม่รู้สิ้น ศิษย์เอกหลวงพ่อยงยุทธ  ธัมมโกสโล เทพเจ้าเขาไม้แดง พระเกจิอาจารย์ชื่อดังแห่งภาคตะวันออก ซึ่งท่านสืบสานวิชานะพระแม่โพสพมีกินไม่รู้สิ้น และเบิกพระแม่ธรณีเจิมฉโนดที่ดินให้ขายที่ดิน ได้มารอจับจองวัตถุมงคลเหรียญรุ่นแรก มีกินไม่รู้สิ้นได้ปรากฎว่ามีประชาชนกว่า 500 คนมานั่งรอคิวที่บันไดพญานาคทางขึ้นวัดตั้งแต่เมื่อบ่ายวานนี้ (3 ก.พ.66) เพื่อรอใบจองเหรียญรุ่นแรกของหลวงพ่อสง่า จนถึงเช้าวันนี้ก็แน่นบันไดพญานาคของวัดคาดว่ามีไม่ต่ำกว่า 2,000 คน 

สำหรับกฎระเบียบในการจองเหรียญหลวงพ่อสง่า วัดเขาไม้แดง “รุ่นแรก มีกินไม่รู้สิ้น” จะมีการเปิดจอง ณ วัดเขาไม้แดง ในวันเสาร์ที่ 4 กงพ.66 และวันอาทิตย์ที่ 5 ก.พ.66 ซึ่งมีกฎการจองดังต่อไปนี้ ผู้จอง 1 คน สามารถจองได้ไม่เกิน 3 เหรียญ คละเนื้อ เพราะเนื่องจากพระมีจำนวนการสร้างน้อย จึงต้องจำกัดการจอง เพื่อเป็นการแบ่งกระจายต่อลูกศิษย์ หลวงพ่อสง่าที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก ทั้งไทยและต่างชาติ และถ้าหากในวันที่ 4 ก.พ.66 นี้มีการจองยอดเต็มแล้ว (หมด) ทางวัดจะไม่มีการเปิดจองในวันที่อาทิตย์ที่  5 ก.พ.อีก โดยจะมีการแจ้งผ่านเฟสบุ๊กของทางวัดเขาไม้แดง ส่วนผู้ที่พลาดจองในครั้งนี้ก็ยังมีศูนย์พระเครื่องตัวแทนที่จองของวัดที่มีอยู่ทั่วประเทศที่จะเปิดให้จองกันในวันที่ 11 ก.พ.66 ที่จะถึงนี้

การจัดสร้าง “รุ่นแรก มีกินไม่รู้สิ้น” ครั้งนี้ เพื่อนำรายได้สร้างมณฑปหลวงพ่อยงยุทธ ผู้เป็นอาจารย์ ของหลวงพ่อสง่า เหรียญรุ่นนี้นับเป็นเหรียญรุ่นแรกของหลวงพ่อสง่า โดยมีเจตนาต้องการให้ลูกศิษย์ทุกคนได้รับไปบูชากันและเปิดโอกาสให้ทุกคนมารอจองกัน 

สำหรับหลวงพ่อสง่า ติกขวีโร เจ้าอาวาสวัดเขาไม้แดง ศิษย์เอกหลวงพ่อยงยุทธ ซึ่งสืบสานวิชามาหลายอย่าง นอกจากจะเป็นที่รู้จักกันในหมู่คนไทยแล้วนั้น ท่านยังเป็นที่นิยมชมชอบของชาวต่างชาติอีกด้วย โดยมีชาวต่างชาติหลายประเทศนิยมเดินทางมาให้ท่านเจิมมือ “นะพระแม่โพสพมีกินไม่รู้สิ้นให้” เพื่อความเป็นสิริมงคลของชีวิตและท่านยังมีวิชาเบิกพระแม่ธรณี เจิมฉโนดที่ดินทำให้ขายที่ดินขายได้อีกด้วย ซึ่งลูกศิษย์ที่มาทำกันกับไปขายที่กันได้ทุกรายแม้แต่ชาวต่างชาติก็ยังมาทำกันและกลับไปขายได้ทุกราย – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2566(2023), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สอวช.ลุยแผนดัดแปลงเครื่องยนต์รถเก่าเป็นEV ลดPM 2.5 ล็อกเป้า‘จว.’นำร่อง

Posted on February 5, 2023 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/708825

สอวช.ลุยแผนดัดแปลงเครื่องยนต์รถเก่าเป็นEV ลดPM 2.5 ล็อกเป้า‘จว.’นำร่อง

สอวช.ลุยแผนดัดแปลงเครื่องยนต์รถเก่าเป็นEV ลดPM 2.5 ล็อกเป้า‘จว.’นำร่อง

วันเสาร์ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 12.55 น.

สอวช. เตรียมเดินหน้าพัฒนาอุตสาหกรรม EV Conversion ดัดแปลงเครื่องยนต์รถเก่า เป็นรถยนต์ไฟฟ้า ลดปัญหา PM 2.5 แก้ปัญหาระยะยาว

4 กุมภาพันธ์ 2566 สืบเนื่องจากผลการศึกษาของคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล พบสัดส่วนแหล่งที่มาของ PM 2.5 มาจาก 4 แหล่งกำเนิดหลัก ได้แก่ 1.การจราจรทางบก สัดส่วนอาจสูงถึง 43% 2. ฝุ่นทุติยภูมิที่แขวนลอยในบรรยากาศ 20-30%  3. การเผาชีวมวล 15-25% และ  4. ฝุ่นดินละเอียด 8-17% ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาเฉพาะฝุ่นที่มาจากการจราจรทางบก ผลการศึกษาของ TDRI (ปี 2564)

สอดคล้องกับการศึกษาของ AIT (ปี 2563) พบว่า PM 2.5 มาจากรถบรรทุกขนาดใหญ่ 43% รถบรรทุกขนาดเล็ก ปิคอัพ 30% และรถประจำทาง 17% รถที่มีอายุมากกว่า 20 ปี ซึ่งมีมาตรฐานไอเสีย Pre-Euro + Euro 1 ปล่อย PM2.5 มากถึง 55% ของแหล่งกำเนิดที่มาจากการขนส่งทางถนน เนื่องจากจำนวนรถบรรทุกที่มีอายุมากกว่า 20 ปี (และอายุมากกว่า 15 ปี) เป็นสัดส่วนที่สำคัญของรถบรรทุกทั้งหมด อีกทั้งเป็นรถที่มีมาตรฐานไอเสียต่ำ ปล่อย PM 2.5 สูง ดังนั้นแนวทางลดฝุ่น PM 2.5 ควรเน้นการปรับปรุงมาตรฐานไอเสียรถยนต์ควบคู่กับคุณภาพเชื้อเพลิง และลดจำนวนรถที่ปล่อยมลพิษสูงในเขตเมือง

ดร.กิติพงค์ พร้อมวงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) กล่าวว่า สอวช. ในฐานะเป็นหน่วยงานด้านการทำนโยบายด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) มาใช้ให้เกิดประสิทธิผลต่อการพัฒนาประเทศในด้านต่าง ๆ ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว ที่ผ่านมาจึงได้มีแนวทางในการส่งเสริมให้เกิดโครงการดัดแปลงรถยนต์และเครื่องยนต์สันดาปให้เป็นรถยนต์ไฟฟ้า หรือที่เรียกว่า EV Conversion เพื่อสอดรับกับนโยบายรัฐบาลที่มีเป้าหมายว่า ภายในปี ค.ศ. 2030 หรือ พ.ศ. 2573 จะต้องมีรถยนต์ที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์อย่างน้อย 30% ของการผลิตยานยนต์ทั้งหมด

“การจะเปลี่ยนผ่านจากอุตสาหกรรมรถยนต์สันดาปไปสู่รถยนต์ไฟฟ้าแบบฉับพลัน อาจจะกลายเป็นการดิสรัประบบอุตสาหกรรมดั้งเดิม ทั้งผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ อู่ซ่อมรถยนต์ ที่ไม่สามารถปรับตัวได้ทัน EV Conversion จึงอาจเริ่มจากการใช้ตลาดภาครัฐ (Government Procurement ) และค่อยส่งเสริมผู้ประกอบการไทยให้ร่วมในการขับเคลื่อนงานวิจัยและพัฒนายานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย ให้ครอบคลุมประเภทของยานพาหนะให้กว้างขวางมากขึ้น ซึ่งจากปัญหาดังกล่าว การดัดแปลงรถยนต์ไฟฟ้าจากรถเก่าที่มีอยู่ สามารถตอบโจทย์ทั้งในส่วนของการลดปัญหาฝุ่น PM 2.5 ลดการแบกภาระในการซื้อรถใหม่ที่มีราคาสูงกว่ามาก และยังสามารถต่อยอดอาชีพของผู้ประกอบการเดิม ในการทำชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้า หรืออู่รถได้ ซึ่งในระยะยาว สามารถยกระดับเป็นอุตสาหกรรมในอนาคตได้อีกด้วย” ดร.กิติพงค์ กล่าว

“นอกจากนี้ สอวช. ยังมีมาตรการส่งเสริมผู้ประกอบการให้เกิดการปรับตัวตามเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ และสอดคล้องกับมาตรการของนานาชาติ โดยตั้งเป้าหมายการทำงาน “50% ของบริษัทส่งออกบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และมีแผนสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions)” โดยมีแนวทางการขับเคลื่อนสร้างเมืองต้นแบบที่ จ.สระบุรี และ อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง และพื้นที่ EEC คือ จ.ระยอง ให้เป็นจังหวัดต้นแบบที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ สร้างระบบเมืองน่าอยู่เชิงนิเวศน์ เพื่อลดปัญหาหมอกควันไฟป่า และสนับสนุนการทำงานของวิสาหกิจชุมชน” ดร.กิติพงค์ กล่าว

ดร.กิติพงค์ กล่าวอีกว่า อีกแนวทางหนึ่งคือ การพัฒนาให้เกิดมหาวิทยาลัยสีเขียว (Green Campus) พัฒนาเครือข่ายมหาวิทยาลัยในบทบาทผู้ให้บริการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (Service Provider) สนับสนุนการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของภาคส่วนต่างๆ โดยใช้ทรัพยากรของมหาวิทยาลัยในการลดก๊าซเรือนกระจกภายในมหาวิทยาลัย และขยายการให้บริการออกไปสู่สังคมด้วย..-005

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2566(2023), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

บรรยากาศท่องเที่ยวกลับมาคึกคักหลังค่าฝุ่น PM2.5 นครพนมลดฮวบ

Posted on February 4, 2023 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/708819

บรรยากาศท่องเที่ยวกลับมาคึกคักหลังค่าฝุ่น PM2.5 นครพนมลดฮวบ

บรรยากาศท่องเที่ยวกลับมาคึกคักหลังค่าฝุ่น PM2.5 นครพนมลดฮวบ

วันเสาร์ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 11.23 น.

ค่าฝุ่น PM2.5นครพนมลดฮวบบรรยากาศท่องเที่ยวกลับมาคึกคัก วิวริมโขงเห็นทิวเขาหินปูนฝั่งลาวชัด นักท่องเที่ยวติดใจสภาพอากาศสุดยอด

วันที่ 4 ก.พ.66 นายอภิชัย ฤทธิกรรณ์ รักษาราชการผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดนครพนม (รรก.ผอ.ทสจ.นครพนม) ได้เผยแพร่ข้อมูลสภาพอากาศในพื้นที่จังหวัดนครพนม ว่า เวลา 06.00 น.ค่าฝุ่น PM2.5(ค่าเฉลี่ย 24 ชม.) 16 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) อยู่ในเกณฑ์คุณภาพอากาศดีมาก และมีแนวโน้มทรงตัวในระดับต่ำ (ค่าฝุ่น PM 2.5 รายชั่วโมง เท่ากับ 13 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร) รวมทั้งค่าฝุ่น PM 10 มีค่า 37 มคก./ลบ.ม.ค่ามลพิษในอากาศ ค่าโอโซน ไนโตรเจนไดออกไซด์  คาร์บอนมอนอกไซด์ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และค่าดัชนีคุณภาพอากาศ(AQI) ของจังหวัดนครพนม ในภาพรวมทั้งหมด ล้วนอยู่ในระดับคุณภาพอากาศดีมากเช่นกัน จึงเหมาะสำหรับการทำกิจกรรมกลางแจ้ง และการท่องเที่ยวเที่ยว

นายเสกสันต์ ไชยบูลย์ ผอ.อุตุนิยมวิทยานครพนม ได้เผยแพร่สภาวะอากาศทั่วไป ว่า มีอากาศเย็นกับมีหมอกในตอนเช้า โดย อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม มีอุณหภูมิต่ำสุดของภาคอีสานวัดได้ 20 องศาเซลเซียล และอาจมีฝนตกฟ้าคะนองร้อยละ 40 ของพื้นที่

โดยก่อนหน้านี้ ในพื้นที่จังหวัดนครพนมถูกปกคลุมด้วยหมอกควัน ที่เกิดจากการเผาพื้นที่การเกษตรทั้งฝั่งไทยและฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน จึงเกิดมลพิษค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 สูงถึงสองวันติดต่อกัน โดยมีส่วนประกอบมีอากาศหนาวเย็น และความกดดันอากาศสูง ทำให้หมอกควันไม่สามารถกระจายขึ้นสู่ท้องฟ้าได้ จึงเกิดปัญหาหมอกและมลพิษทางอากาศปกคลุมพื้นล่าง แต่เมื่อความกดอากาศสูงคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น ทำให้มลพิษกระจายขึ้นที่สูงได้ จังหวัดนครพนมจึงกลับมามีอากาศบริสุทธิ์ดั่งเดิมอย่างรวดเร็ว

โดยจากสังเกตการณ์ พบว่าหลังกลุ่มหมอกควันมลพิษจางหายไป สามารถมองเห็นทิวเขาหินปูนจากฝั่ง สปป.ลาว ได้อย่างชัดเจน ประชาชนออกมาทำกิจกรรมกลางแจ้งได้ตามปกติ ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารเช้าก็มีประชาชนในพื้นที่ และนักท่องเที่ยวมาใช้บริการอย่างคับคั่ง

ทั้งนี้ที่บริเวณลานพญาศรีสัตตนาคราช ริมแม่น้ำโขง ถนนสุนทรวิจิตร เขตเทศบาลเมืองนครพนม มีนักท่องเที่ยวเดินทางมากราบไหว้ขอพรจำนวนมาก และจากการสอบถามทราบว่า ส่วนมากเดินทางกันมาเป็นหมู่คณะจากหลายภูมิภาค อาทิ กรุงเทพฯ เชียงใหม่ กาญจนบุรี สมุทรสาคร สมุทรสงคราม ชุมพร ฯลฯ เป็นต้น โดยทุกคนต่างยืนยันว่าจังหวัดนครพนมมีอากาศบริสุทธิ์มาก และเมื่อกลับไปยังภูมิลำเนาก็จะชักชวนเพื่อนมาเที่ยวนครพนมกัน – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2566(2023), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

เที่ยวส่งท้ายฤดูหนาวสุดฟิน! ชมวิวสุดสวยที่’ภูลำดวน’ชายแดนริมน้ำโขงจังหวัดเลย

Posted on February 4, 2023 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/708802

เที่ยวส่งท้ายฤดูหนาวสุดฟิน! ชมวิวสุดสวยที่'ภูลำดวน'ชายแดนริมน้ำโขงจังหวัดเลย

เที่ยวส่งท้ายฤดูหนาวสุดฟิน! ชมวิวสุดสวยที่’ภูลำดวน’ชายแดนริมน้ำโขงจังหวัดเลย

วันเสาร์ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 09.54 น.

วันที่ 4 ก.พ.66 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงนี้ใกล้หมดฤดูหนาวแล้ว แต่อยากจะชวนไปชมวิวสวยๆ ก่อนหมดหนาวที่ภูซำทอง หรืออีกชื่อหนึ่งว่า “ภูลำดวน” สถานที่แห่งนี้ มีนักท่องเที่ยวได้เดินทางไปชมทะเลหมอกเป็นบรรยากาศริมโขง เช้าๆ จะมีหมอกอาบแดดแทบทุกวัน และช่วงนี้คงเป็นช่วงท้ายๆ แล้ว

นายจริยาทร สูหู่ ผู้อำนวยการ ททท.สำนักงานเลย กล่าวว่า ในช่วงนี้อากาศยังเย็นๆ หนาวๆ ต้นเดือนกุมภาพันธ์ ยังหนาวอยู่ในตอนเช้า หากต้องการความสงบ ธรรมชาติที่สวย แนะนำ ภูลำดวน ซึ่งเป็นจุดชมวิวแห่งใหม่ของอำเภอปากชม อำเภอชายแดนริมแม่น้ำโขงของจังหวัดเลย ท่องเที่ยวริมโขง เช้าๆ สัมผัสหมอกอาบแดด ริมโขง ช่วงเวลา 05.30-06.00 น. สามารถ เดินทางไปชมพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้าอากาศหนาวแล้วจะได้เห็นพระอาทิตย์ดวงกลมโตค่อยๆ โผล่ขึ้นมาหลังเหลี่ยมเขาเหนือแม่น้ำโขง 

ส่วนในฤดูหนาวหรือหลังจากฝนตกก็จะมีโอกาสได้ชมทะเลหมอกเป็นปุยกว้างใหญ่งดงาม ทิวทัศน์บนภูลำดวนนั้นสามารถชมวิวได้แบบ 360 องศา ด้านหน้ามองเห็นแม่น้ำโขงช่วงโค้งน้ำพอดี มีเกาะแก่งน้อยใหญ่อยู่กลางน้ำ มองเห็นบ้านเรือนของตัวอำเภอปากชมอยู่ทางขวามือและเห็นบ้านเรือนของพี่น้องชาวลาวทางฝั่งตรงข้ามของแม่น้ำโขงและเมื่อหันมามองทางซ้ายมือ ทางฝั่งไทยจะเห็นบ้านเรือนของบ้านคกไผ่ ของอำเภอปากชมเช่นกัน บริเวณนี้มีร้านอาหารริมแม่น้ำโขงให้บริการหลายร้าน

สำหรับเวลาในการเดินทางไปชม ระยะทาง 1.8 กิโลเมตร รถอีแต๊กใช้เวลาประมาณ 20 นาที สามารถติดต่อสอบถามได้ที่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวภูซำทอง (ภูลำดวน) อย่างยั่งยืน โทร. 089-5104335,064-0686883, 088-5136840
 

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2566(2023), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘นพ.ธีระวัฒน์’เผยข้อมูล ฝุ่น PM 2.5 ร้ายกว่าที่คิด ทำเสี่ยงเสียชีวิตสูง จากเส้นเลือดหัวใจตัน

Posted on February 4, 2023 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/708798

'นพ.ธีระวัฒน์'เผยข้อมูล ฝุ่น PM 2.5  ร้ายกว่าที่คิด ทำเสี่ยงเสียชีวิตสูง จากเส้นเลือดหัวใจตัน

‘นพ.ธีระวัฒน์’เผยข้อมูล ฝุ่น PM 2.5 ร้ายกว่าที่คิด ทำเสี่ยงเสียชีวิตสูง จากเส้นเลือดหัวใจตัน

วันเสาร์ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 09.10 น.

วันที่ 3 ก.พ. นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา Thiravat Hemachudha ได้เผยถึงอันตรายของฝุ่นพิษ PM2.5 โดยระบุว่า “ฝุ่นจิ๋วพิษเจอไม่นาน…หัวใจวาย”

เจอฝุ่นจิ๋วพิษ 2.5 และจิ๋วใหญ่ PM 10 กับไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO2) เพียงแค่วันถึงสองวันโอกาสเสี่ยงตายสูงจากเส้นเลือดหัวใจตัน (acute MI) เป็นการรายงานในวารสารของสมาคมโรคหัวใจ (Journal of American College of Cardiology) วันที่ 26 มกราคม 2021 รวมทั้งบทบรรณาธิการ

ทั้งนี้ ทุกๆปริมาณของฝุ่นเล็กจิ๋วและจิ๋วใหญ่ที่เพิ่มขึ้น 10 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร จนกระทั่งถึงระดับ 33.3 และ 57.3 ตามลำดับ จะเสี่ยงตายต่อโรคหัวใจสูงขึ้น และเช่นเดียวกันกับความเข้มข้นของไนโตรเจนไดออกไซด์

เป็นการศึกษาในประเทศจีนในช่วงปี 2013 ถึง 2018 แต่ประเทศจีนมีการปรับตัว เตรียมการจัดการกับฝุ่นจิ๋วเหล่านี้ ตั้งแต่ปี 2011 ถึง 2012 และประสบผลสำเร็จในระดับหนึ่ง ทั้งนี้ โดยเริ่มมีการติดตั้ง เครื่องวัดทุกๆ 1 ตารางกิโลเมตร โดยจะมีเครื่องวัดหนึ่งเครื่อง คอยเตือนและคอยจัดการกำจัดมลพิษเหล่านี้ ตามนโยบายเด็ดขาด จนมีความสำเร็จอยู่บ้าง

การศึกษานี้เป็นการพิสูจน์ตอกย้ำ ข้อสังเกตก่อนหน้านี้ที่เชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างฝุ่นจิ๋วพิษ ที่ไม่ได้ทำร้ายปอดอย่างเดียว แต่มีผลต่อหัวใจในลักษณะเฉียบพลันด้วย และไม่ใช่เป็นในลักษณะที่เป็นผลเรื้อรังเท่านั้นแบบที่เข้าใจกัน

ทั้งหมดจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ เช่น ไฟไหม้ป่า พายุทราย ภูเขาไฟระเบิด การจงใจเผาป่าเพื่อประโยชน์ทางเกษตรกรรมอย่างอื่น และมลพิษทางอากาศที่เกิดขึ้น จากการต้องการพลังงานจากการเผาถ่านหินฟอสซิล เหล่านี้เป็นตัวการสำคัญในการเกิดฝุ่นจิ๋วพิษ 2.5 และผลกระทบจากการเผาฟอสซิล เพื่อพลังงานอย่างเดียว เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตอย่างน้อย 12% ทั่วโลก

และถือเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญอันดับสี่ ในการเสียชีวิตทั้งบุรุษและสตรี และมากกว่าปัจจัยอื่นที่เกี่ยวกับไขมันสูง ระดับน้ำตาล ความอ้วน การไม่ออกกำลัง หรือภาวะไตแปรปรวนด้วยซ้ำ
การที่ต้องเผชิญกับมลภาวะเช่นนี้ ทุกนาทีทุกวันต่อเนื่องทั้งชีวิต และมลพิษที่ยังถูกปลดปล่อยออกมา จากเครื่องยนต์ จากรถ จากโรงงาน เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำร้ายสุขภาพ และฝุ่นจิ๋วพิษเหล่านี้ทำให้เสียชีวิตจากโรคทางหัวใจและเส้นเลือดมากกว่า 50% ทั้งนี้ เกิดขึ้นได้แม้ว่าระดับฝุ่นพิษเหล่านี้จะต่ำกว่าระดับมาตรฐานที่กำหนดตามขององค์การอนามัยโลกหรือตามมาตรฐานของประเทศต่างๆ

ประชากรโลกมากกว่า 92% จะอยู่ในพื้นที่ที่ค่าฝุ่นพิษและมลภาวะทางอากาศ เกินมาตรฐานองค์การอนามัยโลกมาตลอด โดยมีการประเมินว่าต้องเสียงบประมาณในการรักษาเยียวยาบำบัด สวัสดิการ เป็นล้านล้านดอลลาร์ ที่เกี่ยวเนื่องกับการเสียชีวิตจากมลภาวะทางอากาศเหล่านี้

มลภาวะทางอากาศเหล่านี้ ทราบกันดีมานานว่าเกี่ยวข้องกับฝุ่นพิษจิ๋วเล็กและใหญ่รวมกระทั่งถึงซัลเฟอร์–ออกไซด์ และไนโตรเจนออกไซด์ และมีการศึกษาความเชื่อมโยงกับสาเหตุการตาย โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับหัวใจและระบบเส้นเลือดในประเทศทางฝั่งตะวันตกแต่ยังมีข้อจำกัดในการระบุระดับ และชนิด และขนาดของฝุ่น และผลกระทบระยะเวลาที่ส่งผลกับการตายเฉียบพลัน
การศึกษาที่มีการรายงานครั้งนี้มาจากพื้นที่มณฑลหูเป่ย และมีเมืองหลวงก็คืออู่ฮั่น

ทั้งนี้ เป็นพื้นที่ที่มีมลภาวะทางอากาศเข้มข้น และทำให้สามารถทำการศึกษาจากคนที่ตายจากโรคหัวใจและเส้นเลือดจำนวน 151,608 ราย ค่าเฉลี่ยรายวันของฝุ่นเล็กจิ๋ว 2.5 ในมณฑลนี้ และในหลายพื้นที่ของประเทศจีนและอินเดียอยู่ที่ 63.4 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และการที่ได้รับฝุ่นพิษจิ๋วเล็ก 2.5 และจิ๋วใหญ่ขึ้นขนาด 10 ไมครอนภายในหนึ่งวัน หรือในวันนั้นเองจะส่งผลกับการตายอย่างมีนัยสำคัญ

ผลที่ได้จากการศึกษานี้แสดงให้เห็นชัดเจนว่า ทุกๆปริมาณที่เพิ่มขึ้น 10 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรของฝุ่นจิ๋ว 2.5 จะเพิ่มความเสี่ยงของการตาย 4.14% และสำหรับไนโตรเจนไดออกไซด์เพิ่มความเสี่ยงในลักษณะเดียวกันโดยมีอัตราเพิ่มขึ้นอีก 1.3%

จากการวิเคราะห์ในเชิงลึกในรายงานนี้ไม่พบความสัมพันธ์ชัดเจนกับระดับของโอโซน แต่การที่ไนโตรเจนไดออกไซด์มีส่วนในการตายทำให้มีการเพ่งเล็งถึงมลพิษ ที่ถูกปลดปล่อยออกมาจากเครื่องยนต์ของรถเป็นพิเศษ

ทั้งนี้ แน่นอนคนสูงวัยอายุตั้งแต่ 75 ปีขึ้นไป ตายเยอะกว่าคนหนุ่มสาวและคนที่อายุน้อยกว่า 70 ปี แต่การตายที่ไม่สมควรเหล่านี้ พบได้ในทุกกลุ่มอายุ การระบาดของโควิด-19 ปรากฏผลชัดเจน จากการที่แทบไม่มีการใช้รถยนต์และเครื่องบินโดยสาร และมีผลต่อการที่มลภาวะฝุ่นจิ๋วเล็กเหล่านี้หายไปมาก

ทั้งนี้ เป็นความฝันของมวลมนุษยชาติที่จะเห็นท้องฟ้าสีน้ำเงิน

https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Fthiravat.h%2Fposts%2Fpfbid0p4h8XeE2Dkc16xccdTMh3YbKhv3NFRnuzapyq6c5Bottei1kjsv5yyreGQAa3Hral&show_text=true&width=500

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2566(2023), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘ฝูงผึ้งป่า-ต่อหัวเสือ’ นับ 20 รังหันหน้าเข้าพึ่งวัดขยายรังใหญ่โตหลังป่าถูกทำลาย

Posted on February 4, 2023 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/708797

'ฝูงผึ้งป่า-ต่อหัวเสือ' นับ 20 รังหันหน้าเข้าพึ่งวัดขยายรังใหญ่โตหลังป่าถูกทำลาย

‘ฝูงผึ้งป่า-ต่อหัวเสือ’ นับ 20 รังหันหน้าเข้าพึ่งวัดขยายรังใหญ่โตหลังป่าถูกทำลาย

วันเสาร์ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 09.00 น.

ที่วัดประชาบำรุง อำเภอย่านตาขาว จังหวัดตรัง พบพระอุโบสถของวัดเต็มไปด้วยรังผึ้งป่าและรังต่อหัวเสือเกือบ 20 รังที่เข้ามาอาศัยทำรังในวัดและยิ่งขยายรังใหญ่ขึ้น ขณะที่ชาวบ้านยังคงเข้าวัดสวดมนต์ในพระอุโบสถเหมือนเดิม ด้านเจ้าอาวาสเชื่อเป็นเพราะป่าธรรมชาติถูกทำลาย ทำให้ฝูงผึ้งและต่อไม่มีที่อยู่อาศัย

วันที่ 4 ม.ค.66 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่วัดประชาบำรุง (วัดหนักแบกตีน) ต.หนองบ่อ อ.ย่านตาขาว จ.ตรัง พระครูประภาต สิกขกิจ เจ้าอาวาสฯ พร้อมด้วยชาวบ้านกำลังยืนดูรังผึ้งหลวงหรือผึ้งป่าจำนวน 16 รังและรังต่อหัวเสืออีก 1 รัง ที่พากันมาทำรังอยู่รอบพระอุโบสถตั้งแต่เมื่อประมาณ 3 เดือนที่ผ่านมา และนับวันทั้งรังผึ้งป่าและรังต่อหัวเสือจะขยายใหญ่ขึ้นและเพิ่มจำนวนมากขึ้นเนื่องจากไม่มีชาวบ้านไปรบกวน ประกอบกับบริเวณโดยรอบวัด ยังเป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์ ทำให้ จึงเป็นแหล่งอาหารที่ดีสำหรับทั้งผึ้งและต่อ

ขณะที่ชาวบ้านยังคงเข้าวัดทำบุญไหว้พระตามปกติ ซึ่งที่ผ่านมาฝูงผึ้งหลวงและต่อหัวเสือก็ยังไม่เคยทำร้ายชาวบ้านยกเว้นไปรบกวนเขามากๆ เช่น ไปเผาหญ้าใกล้พระอุโบสถ ทำให้ฝูงผึ้งแตกกระจายและบินไปทั่วหมู่บ้าน ขณะที่เจ้าอาวาสวัดประชาบำรุงก็ไม่คิดจะให้ใครมาเก็บน้ำผึ้งหรือจับรังต่อหัวเสือ เพราะเชื่อว่าสัตว์เหล่านี้หนีร้อนมาพึ่งเย็น หลังป่าธรรมชาติถูกทำลาย ทำให้ไม่มีที่อยู่อาศัย แต่พอมาอยู่ในวัดแล้วไม่มีใครรบกวนหรือถูกทำลาย ก็เริ่มขยายรังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเป็นพระอุโบสถที่มีรังผึ้งหลวงมากที่สุดในอำเภอย่านตาขาว จ.ตรัง

นอกจากนี้ ที่วัดยังมีคนนำไก่แจ้มาปล่อยทำให้พบไข่ไก่แจ้อยู่ตามที่ต่าง ๆ หลายฟอง ซึ่งเจ้าอาวาสฯปล่อยให้แม่ไก่ฟักไข่ตามปกติ โดยชาวบ้านในพื้นที่ก็ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวแต่อย่างใด ยกเว้นแม่ไก่จะไปออกไข่ใกล้กับหางเลขประทัด ชาวบ้านจึงจะนำมาเสี่ยงโชคกันบ้างตามสมควร

ด้านพระประภาต สิกขกิจ เจ้าอาวาสวัดประชาบำรุง อ.ย่านตาขาว จ.ตรังกล่าวว่า ที่ผ่านมาก็ไม่เคยเห็นทั้งผึ้งและต่อทำรังที่ไหนมากมายขนาดนี้ โดยเห็นผึ้งและต่อมาทำรังเมื่อประมาณ 3 เดือนที่ผ่านมา แต่เมื่อก่อนมีประมาณ 1-2 รัง ต่อมาได้ขยายพันธุ์ออกมาได้ 10 กว่ารังแล้ว ส่วนตัวต่อเมื่อก็ทำรังเล็ก ๆ ตอนนี้ก็ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งถ้าไม่มีใครไปยุ่งกับมัน มันก็ไม่ทำร้ายใคร ต่างคนต่างอยู่ และเชื่อว่าอยู่ที่อื่นไม่ปลอดภัย จึงหันมาอยู่ในวัด เพราะไม่มีใครทำร้ายมันได้ เชื่อว่ามันคิดอย่างนั้นและตนก็คิดอย่างนั้นเช่นกัน – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2566(2023), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

นทท.ประทับใจ เจอภาพน่ารักฝูงโลมาปากขวด 3-4 ตัวเล่นน้ำใกล้เรือในทะเลตรัง

Posted on February 4, 2023 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/708794

นทท.ประทับใจ เจอภาพน่ารักฝูงโลมาปากขวด 3-4 ตัวเล่นน้ำใกล้เรือในทะเลตรัง

นทท.ประทับใจ เจอภาพน่ารักฝูงโลมาปากขวด 3-4 ตัวเล่นน้ำใกล้เรือในทะเลตรัง

วันเสาร์ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 08.32 น.

ทะเลตรังอุดมสมบูรณ์! นักท่องเที่ยวประทับใจพบฝูงโลมาปากขวด 3-4 ตัวกำลังเล่นน้ำอยู่ใกล้ๆ กับเรือของนักท่องเที่ยวที่เกาะลิบง อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมากที่ได้เห็นฝูงโลมาอย่างใกล้ชิด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอานนท์ กิ่งเกาะยาว ไกด์หนุ่มแห่งเกาะลิบง อ.กันตัง จ.ตรัง สามารถบันทึกภาพฝูงโลมาปากขวดจำนวน 3-4 ตัว ความยาวประมาณ 2 เมตร กำลังว่ายน้ำเข้ามาใกล้เรือ และกระโดดโชว์ตัวอย่างสวยงามต่อหน้านักท่องเที่ยว ขณะที่ไกด์กำลังพานักท่องเที่ยวล่องเรือตกหมึกอยู่บริเวณหน้าเกาะลิบง อ.กันตัง จ.ตรัง ทำให้นักท่องเที่ยวตื่นเต้นเป็นอย่างมาก เนื่องจากหลายคนไม่เคยพบเห็นโลมาที่ว่ายน้ำเข้ามาเรือ จนเห็นตัวเป็น ๆ ได้อย่างชัดเจนขนาดนี้

นอกจากโลมาฝูงนี้จะไม่ตื่นคนแล้ว ยังพลิกตัวโชว์ท้องและเข้ามาใกล้เรือหลายครั้ง ทำเอานักท่องเที่ยวตะลึง และเพลิดเพลินกับความสวยงามของโลมา จนลืมบันทึกภาพเอาไว้ ซึ่งที่เกาะลิบงนอกจากจะได้ชื่อว่าเป็นเมืองหลวงของพะยูนแล้ว ยังมีโลมาอยู่จำนวนหลายสิบตัว ที่หากินอยู่รอบเกาะ ทำให้นักท่องเที่ยวมีโอกาสพบเห็นได้บ่อยมาก แต่ส่วนใหญ่จะอยู่ในระยะไกล ๆ แต่ครั้งนี้ฝูงโลมาเข้ามาถึงใต้ท้องเรือ และพากันดำผุดดำว่ายอย่างสนุกสนาน เหมือนจะรู้ว่า มนุษย์ไม่มีอันตราย สามารถเข้าใกล้ได้ จึงว่ายน้ำเล่นตามธรรมชาติ และว่ายน้ำเข้าใกล้เรืออย่างสวยงาม ท่ามกลางน้ำทะเลที่ใสสะอาดจนมองเห็นโลมาได้อย่างชัดเจน

ด้านนายสหัสวรรษ จงราบ อายุ 23 ปีคนขับเรือนำเที่ยวกล่าวว่า ตนเจอโลมาบ่อย เจอทีฝูงหนึ่งประมาณ 4-10 กว่าตัว ซึ่งบางฝูงที่คุ้นชินกับเรือก็จะเข้ามาใกล้เรือ แต่บางฝูงที่ไม่คุ้นกับคนก็จะหนีออกไปไกล ๆ

ขณะที่นายอาบูซาตร์ เจะเตะ อายุ 20 ปีนักท่องเที่ยวจาก จ.นราธิวาส กล่าวว่า ตนมาเที่ยวเกาะลิบงรอบนี้เป็นครั้งที่ 5 แล้ว เพราะติดใจมาหลายรอบ จนมีคนถามว่ามีเมียที่นี่หรือเปล่า แต่จริงๆ แล้วไม่มี ติดใจเพราะธรรมชาติที่นี่อุดมสมบูรณ์มาก ๆ ซึ่งตนเจอโลมาหลายครั้ง แต่อยู่ไกล ๆ แต่ครั้งนี้เจอใกล้มาก จึงอยากเชิญชวนนักท่องเที่ยวมาเที่ยวเกาะลิบงเพราะธรรมชาติที่นี่สวยงามและอุดมสมบูรณ์มาก ยิ่งถ้ามากับคนนำทางที่ดีก็ยิ่งติดใจ – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2566(2023), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ย้อนมอง‘เมืองกรุง’ยุคโควิด ‘เปราะบาง-เหลื่อมล้ำ’ภาพชัด

Posted on February 4, 2023 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/708753

สกู๊ปแนวหน้า : ย้อนมอง‘เมืองกรุง’ยุคโควิด  ‘เปราะบาง-เหลื่อมล้ำ’ภาพชัด

สกู๊ปแนวหน้า : ย้อนมอง‘เมืองกรุง’ยุคโควิด ‘เปราะบาง-เหลื่อมล้ำ’ภาพชัด

วันเสาร์ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 02.00 น.

“สิ่งที่เราทำ เราเห็นจริงๆ ว่าจุดตัดของเรื่อง Crisis (วิกฤต) จริงๆ ของเรื่องนี้มันอยู่ตอนก่อนที่วัคซีนจะมา พอมันไม่มีวัคซีนสังคมมันไม่มีอะไรที่จะจัดการได้เลย มีทุกอย่างตั้งแต่กินขิงกินอะไรแบบคือมันกลับไปสู่สังคมที่ Knowledge (ความรู้) ในการจัดการพื้นที่มันไม่ Firm (ชัดเจน) สิ่งที่ใช้มันไม่ได้ใช้ Knowledge แล้ว มันใช้สถานะความเป็น Institution (สถาบัน) ของมันในการจัดการ”

ผศ.ดร.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ อาจารย์ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวในการบรรยายหัวข้อ “ผลกระทบของวิกฤตโควิด-19 ต่อการผลิตและจัดการปกครองพื้นที่เมืองในกรุงเทพมหานครในสถานการณ์ฉุกเฉินเชิงสุขภาพ : ชีวิตวิถีใหม่ ความยากจน ความเหลื่อมล้ำ และความเป็นธรรมในพื้นที่เมือง” พาย้อนมองไปเมื่อ 3 ปีก่อน ในช่วงแรกๆ ที่โลกและประเทศไทยต้องเผชิญสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 และยังไม่มีความรู้เกี่ยวกับโรคอุบัติใหม่อย่างเพียงพอ สิ่งที่ถูกนำมาใช้จึงเน้นไปในเชิงการใช้อำนาจเพื่อควบคุมเป็นหลัก

หากไม่นับประเทศจีน ต้นทางของการเริ่มระบาดของไวรัสโควิด-19 ไทยถือเป็นประเทศแรกที่ตรวจพบไวรัสดังกล่าว การระบาดระลอกแรกในปี 2563 ตั้งแต่ต้นปีพบเชื้อที่สนามบิน (นักท่องเที่ยว) สนามมวย (คลัสเตอร์เวทีมวยลุมพินี) เหตุการณ์สำคัญในระลอกนี้คือเมื่อช่วงปลายเดือน มี.ค. 2563 รัฐบาลประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ตั้งหน่วยเฉพาะกิจอย่าง ศบค. เริ่มล็อกดาวน์ปิดกิจการต่างๆ และยกระดับไปสู่การห้ามออกจากเคหสถานในยามวิกาล หรือเคอร์ฟิว ในช่วงต้นเดือน เม.ย. 2563

อาจารย์พิชญ์ อธิบายสถานการณ์ในช่วงระลอกแรกนี้ว่า เมื่อยังไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรก็ต้องงัดวิธีเดิมๆ ที่คุ้นเคยออกมาใช้โดยเน้นความเด็ดขาดและการรวมศูนย์ จากนั้นเมื่อเกิดการระบาดระลอกที่ 2 ตั้งแต่มีรายงานพบคลัสเตอร์แรงงานข้ามชาติที่ จ.สมุทรสาคร ช่วงกลางเดือน ธ.ค. 2563 ซึ่งการระบาดระลอกนี้ทำให้ภาพอคติที่สังคมไทยมีต่อแรงงานข้ามชาติชัดขึ้น เช่น มีการล้อมรั้วลวดหนามรอบหอพักแรงงานข้ามชาติ แต่อีกด้านหนึ่ง ภาครัฐเริ่มหันมาแบ่งพื้นที่ควบคุมเป็นสีต่างๆ ตามความรุนแรงของการระบาด และมีวัคซีนชุดแรก (ยี่ห้อซิโนแวคจากจีน) มาถึง

การระบาดระลอกที่ 3-4 เกิดขึ้นในเดือน เม.ย. และ ก.ค. 2564 ในกรุงเทพฯ ที่สถานบันเทิงย่านทองหล่อ และลามเข้าสู่ชุมชนแออัดย่านคลองเตย หรืออีกจุดหนึ่งคือที่พักแรงงานก่อสร้าง ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวถือเป็นการระบาดที่รุนแรงที่สุดจากเชื้อไวรัสโควิด-19 กลายพันธุ์สายเดลตา และแนวทางที่ให้คนอยู่บ้านเพื่อหลีกเลี่ยงการรวมกลุ่มอันจะทำให้เกิดสถานการณ์โรคระบาดถูกตั้งคำถามมากขึ้น เพราะการอยู่บ้านหมายถึงการไม่ได้ทำงานทำให้ขาดรายได้ กระทั่งการระบาดระลอก 5 ช่วงปลายปี 2564 ในการระบาดรัฐเริ่มผ่อนคลายมาตรการควบคุมลง ไวรัสกลายพันธุ์ที่ระบาดกลายเป็นสายโอมิครอน สุดท้ายคือยุติการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในเดือน ต.ค. 2565

“จากข้อมูลที่เราเก็บตัวอย่างมา เราเก็บตัวอย่างหลายกลุ่มในกรุงเทพฯ อาจจะไม่ได้เยอะแต่เราได้ข้อสรุปว่า มาตรการของรัฐในมุมมองของประชาชนนั้นไม่เพียงพอและไม่สามารถทดแทนผลกระทบของสิ่งที่เกิดขึ้นได้ มันจึงทำให้คนต้องพึ่งพาตัวเองเยอะ ดิ้นรนกันเองตลอดเวลา ภายใต้สิ่งที่เรารู้สึกว่ารัฐไม่มีความยืดหยุ่นอะไรเลย สั่งมาก็ไม่รู้เรื่อง แล้วรอบนี้คือไม่รู้เรื่องจริงๆ แต่ก็ยังใช้อำนาจ

กิจกรรมทางเศรษฐกิจ เราพบว่ากิจกรรมของภาคเอกชน สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือการนำเงินออมมาใช้และก่อหนี้ของครอบครัวเพิ่มขึ้น การก่อหนี้คือเรื่องใหญ่ มีการปิดพื้นที่สาธารณะ แล้วพื้นที่สาธารณะประเด็นใหญ่ในสังคมไทยที่ต่างจากที่อื่น คือพื้นที่สาธารณะเป็นพื้นที่ทำมาหากิน เป็นพื้นที่ทำมาค้าขายด้วยไม่ใช่เป็นพื้นที่สำหรับพักผ่อนหย่อนใจอย่างเดียว ฉะนั้นการปิดสวน (สาธารณะ) ไม่ได้สำคัญเท่าปิดไม่ให้ขายของ ปิดตลาดนัด ตลาดนัดคือพื้นที่สาธารณะสำหรับคนไทย” อาจารย์พิชญ์ ระบุ

สถานการณ์โรคระบาดใหญ่ครั้งนี้ยังทำให้เห็นภาพความเหลื่อมล้ำที่ชัดเจนขึ้นจากกรณีครัวเรือนยากจนไม่สามารถแบ่งพื้นที่บ้านให้ผู้ติดเชื้อหรือกลุ่มเสี่ยงกักตัวได้ ขณะที่เด็กและเยาวชนซึ่งต้องเปลี่ยนมาเรียนทางออนไลน์ก็รู้สึกว่าตนเองมองภาพอนาคตได้ยากขึ้นเพราะไม่ได้ออกจากบ้าน ไม่ได้ทำกิจกรรมเพื่อสะสมประวัติไปยื่นสมัครเรียน ด้านคนพิการก็ต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากเพราะต้องพึ่งพาตนเองมากขึ้นจากเดิมที่มีผู้ช่วยดูแล

แม้แต่เจ้าหน้าที่รัฐเอง หากเป็นบุคลากรระดับปฏิบัติการก็ยังต้องออกมาทำงานนอกบ้านซึ่งเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ขณะเดียวกันด้วยความที่เป็นคนทำงานภาคสนาม มีปฏิสัมพันธ์กับประชาชนในพื้นที่ จึงต้องแบกรับความกดดันเพราะด้านหนึ่งต้องกำชับประชาชนว่าเบื้องบนระดับนโยบายสั่งการลงมาห้ามสิ่งต่างๆ นานา แต่อีกด้านหนึ่งก็ไม่สามารถตอบคำถามประชาชนได้ว่าสั่งล็อกดาวน์แล้วประชาชนขาดรายได้จะทำอย่างไร โดยเฉพาะแรงงานนอกระบบที่มีรายได้รายวันแบบหาเช้ากินค่ำ

อาจารย์พิชญ์ ยังกล่าวอีกว่า ในสถานการณ์ที่รัฐใช้อำนาจเพื่อควบคุมโรค ภาคเอกชนเองก็ใช้ความรู้ด้านเศรษฐกิจพยายามเจรจาต่อรอง แต่ก็พบว่าเอกชนที่เป็นทุนใหญ่มีอำนาจต่อรองมากกว่าทุนเล็กรายย่อย สำหรับวิธีการต่อรองของภาคเอกชนจะมีทั้งใช้ความเป็นทุนใหญ่หรือใช้การรวมกลุ่มเคลื่อนไหวในนามสมาคม แต่หากเป็นภาคประชาชนก็จะไม่สามารถต่อรองใดๆ ได้ ทำได้เพียงใช้ชีวิตด้วยความทุกข์ยากลำบาก มีเสียงสะท้อนความรู้สึกเบื่อหน่ายและเหนื่อยล้ากับการใช้ชีวิต

เจาะจงมาที่การบริหารจัดการในเมือง ในโลกยุคก่อนโควิด-19 ระบาด ให้นิยามเมืองที่ดีคือเมืองที่แน่น (Density) เน้นการใช้ระบบขนส่งมวลชนมากกว่าพาหนะส่วนบุคคล แต่เมื่อโควิด-19 ระบาด พบว่าเมืองใดยิ่งแน่นความรุนแรงของสถานการณ์ก็ยิ่งมาก มีการจำกัดการใช้ระบบขนส่งมวลชน ควบคุมคนให้ต้องอยู่แต่ในบ้าน ดังนั้นจึงเป็นโจทย์ให้ไปคิดต่อว่า ในความปกติใหม่ (New Normal) จะออกแบบที่อยู่อาศัยและเมืองอย่างไร

“ในงานวิจัยผมอีกชิ้นที่ทำเรื่องบ้านเช่า บางชุมชนแออัดหายไปเกินครึ่งโดยเฉพาะที่เป็นแรงงาน อย่างกรณีชุมชนวัดสังเวชซึ่งอยู่ตรงข้ามกับถนนข้าวสาร เกินครึ่งหนึ่งหายไปเลยแล้ว Trace (ติดตาม) ไม่ได้ว่าไปไหน แต่คำอธิบายคือกลับบ้านนอก กรณีใกล้ตัวผม คนที่เคยทำความสะอาดบ้านผมปัญหาคือเขาเช่าบ้านอยู่ในชุมชนแออัด เขาอยู่ไม่ได้แล้วเพราะระบบห้องเช่ามันใช้ห้องน้ำรวม

แล้วเขาโดนหนักเพราะเขารับทำความสะอาดบ้านหลายๆ หลังในสัปดาห์หนึ่ง บางบ้านไม่ให้เข้าเลยเพราะถือว่ามาจากพื้นที่ชุมชน แต่บางบ้านที่ไม่ให้เข้าแต่ใจดีจ่ายเงินให้ ยอมเลี้ยงไว้เพราะหวังว่าจะกลับมาทำงานหลังโควิดหาย แต่สุดท้ายเขาเองก็ต้องกลับไปหางานในต่างจังหวัดที่ใกล้บ้านเขา เพราะว่าเขาไม่สามารถทำงานได้และตัวเขาก็เสี่ยงเกินไป เขาเสี่ยงอยู่ในบ้านเพราะชุมชนใช้ห้องน้ำรวมในบ้านเช่า แล้วบ้านคนรวยก็กลัว ไม่ให้เข้าบ้าน จะมียุคหนึ่งที่ไม่ให้เข้าบ้านด้วย ห้ามความสัมพันธ์ระหว่างการทำงานแบบนี้ด้วย” อาจารย์พิชญ์ ยกตัวอย่าง

บทสรุปของการเฝ้ามองสถานการณ์โควิด-19 ที่เกิดขึ้นตลอดห้วงเวลาที่ผ่านมา อาจารย์พิชญ์ มองว่า ภาครัฐไทยมุ่งรับมือแบบมองเป็นสถานการณ์ชั่วคราว เช่น เมื่อพื้นที่ใดเกิดสถานการณ์ขึ้นก็จะมีการตั้งจุดพักชั่วคราวตั้งโรงพยาบาลสนาม กระทั่งเมื่อสถานการณ์เบาลงก็ยกเลิก วนไปแบบนี้เสมอแต่ไม่ได้ถูกนำไปคิดต่อยอดให้เป็นระบบว่าหลังจากนั้นจะทำอย่างไรด้วยความรู้ที่มี (Institutionalize Knowledge)

หมายเหตุ : การบรรยายครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของงานสัมมนา “เมื่อเมืองพลิกผัน พื้นที่ เวลา และชีวิตในเมืองในห้วงโควิด-19” จัดโดยภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) และหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.)

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2566(2023), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ขนลุก!!! เจ้าแม่ตะเคียนเข้าฝันอยู่ใต้น้ำอยากขึ้นมา กู้ภัยงมหา…เจอจริงๆ

Posted on February 4, 2023 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/708784

ขนลุก!!! เจ้าแม่ตะเคียนเข้าฝันอยู่ใต้น้ำอยากขึ้นมา กู้ภัยงมหา...เจอจริงๆ

ขนลุก!!! เจ้าแม่ตะเคียนเข้าฝันอยู่ใต้น้ำอยากขึ้นมา กู้ภัยงมหา…เจอจริงๆ

วันศุกร์ ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 21.28 น.

ขนลุก!!! เจ้าแม่ตะเคียนอายุร้อยๆ ปีอยู่ใต้ลำห้วยทวนตอนบน ที่ อ.บ้านดุง จ.อุดรธานี ไปเข้าฝันเด็กๆ อยากขึ้นจากน้ำมาอยู่กับลูกสาว เพราะอากาศหนาว อยู่มาเป็นร้อยๆ ปีแล้ว กู้ภัยนักประดาน้ำไปงมเจอจริงๆ เตรียมนำขึ้นทำพิธีในวันอาทิตย์ที่ 5 ก.พ.นี้

เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2566 ผู้สื่อข่าวรับแจ้งว่า ที่ลำห้วยทวนบน ข้างวัดป่าบ้านโนนผักหวาน ต.บ้านตาด อ.บ้านดุง จ.อุดรธานี นักประดาน้ำของหน่วยกู้ภัยวีอาร์บ้านดุง กำลังเตรียมชุดดำน้ำเพื่อลงไปงมหาต้นตะเคียนอายุกว่า 100 ปี ตามความเชื่อและศรัทธาของชาวบ้าน โดยชาวบ้านเชื่อว่า ยังมีต้นตะเคียนส่วนที่เหลือจมอยู่ใต้น้ำ และเจ้าแม่ตะเคียนทองได้ไปเข้าฝันเด็กๆ หลายคนบอกว่าอยากขึ้นมาจากน้ำ เพราะอากาศหนาว และอยากมาหาลูกสาว เจ้าแม่สไบเงิน เจ้าแม่สไบทอง ที่นำขึ้นมาแล้วเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ชาวบ้านจึงอยากนำขึ้นมาจากลำห้วย เบื้องต้นแม่เรือง บอกว่า เจ้าแม่ตะเคียนได้เข้าไปเข้าฝันเด็กๆ บอกว่า อยู่ใต้น้ำหนาวมาก อยู่มาเป็นร้อยๆ ปี อยากขึ้นมาหาลูกสาวที่ขึ้นมาแล้ว และอยากขึ้นก่อนวันที่ 5 ก.พ.66 นี้

นายสมดี เริ่มศรี อายุ 86 ปีชาวบ้านบ้านโนนผักหวาน บอกว่า เมื่อ 10 ปีที่แล้วเคยพาลูกหลานนำเลื่อยไปตัดท่อนต้นตะเคียนใต้น้ำมาแล้ว โดยได้เอาท่อนปลายของต้นตะเคียนขึ้นความยาวประมาณ 6 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง 1 เมตร โดยวันนี้ตนเองมาชี้จุดให้นักดำน้ำว่าอยู่ตรงไหน ยืนยันว่า ตอนที่เอาปลายต้นตะเคียนขึ้นมาทุลักทุเลมาก คิดว่าวันนี้น่าจะเจอโคนต้นตะเคียนแน่นอน

นายสมพร บุญปรก ชาวบ้านโนนผักหวาน หมู่ 10 ต.บ้านตาด บอกว่า วันนี้ได้ขอร้องให้นักประดาน้ำของวีอาร์กู้ภัย อ.บ้านดุง มาช่วยงมดูใต้น้ำเพื่อเอาต้นตะเคียนยักษ์ขึ้นมาจากน้ำ ตามความเชื่อของชาวบ้าน ความศรัทธาที่เราห้ามไม่ได้ โดยเจ้าแม่ตะเคียนไปเข้าฝันบอกว่า อยากขึ้นมาหาลูกสาว ทีเป็นต้นตะเคียนส่วนปลาย โดยชาวบ้านนำขึ้นมาแล้วเมื่อ 10 ปีที่แล้ว เพราะอยู่ใต้น้ำหนาวมาก ก็เลยจะนำขึ้นมา

ต่อมานักประดาน้ำของหน่วยกู้ภัยวีอาร์บ้านดุง ได้จุดธูปขอขมาเจ้าแม่ธรณี ก่อนจะมุดน้ำดูโคนต้นตะเคียนตามที่นายสมดี แจ้ง งมหากว่าชั่วโมงก็ยังหาไม่เจอ ต่อมาจึงเลื่อนมาจุดที่มีจานธูปเทียนวางไว้ข้างลำห้วย ห่างจากจุดแรกประมาณ 20 เมตร พอนักประดาน้ำย้ายที่มายังไม่งม ปรากฏว่าเท้าไปเหยียบ ถึงกับพากันขนลุก เพราะเจอท่อนตะเคียนจริงๆ ท่ามกลางความดีใจของชาวบ้าน กู้ภัยที่เจอต้นตะเคียนบริเวณโคนต้น โดยพรุ่งนี้หรือมะรืนนี้ นายวีระพล รักเสมอวงศ์ แอดมินบ้านดุงอัพเดต จะได้ประสานรถแบ็คโฮมาดึงต้นตะเคียนขึ้นจากน้ำต่อไป

พระอาจารย์สุเมธ กัมมสุทโธ เจ้าอาวาสวัดป่าบ้านโนนผักหวาน เปิดเผยว่า เรื่องราวความเชื่อของชาวบ้านเราห้ามไม่ได้ อาตมาอยู่วัดแห่งนี้มาตั้งแต่ปี 2555 เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ญาติโยมก็เคยเอาส่วนปลายของต้นตะเคียนขึ้น ชื่อ เจ้าแม่สไบเงินสไบทอง ตอนนี้อยู่ที่วัดป่าบ้านโนนผักหวาน แม่เรืองซึ่งเป็นโยมอุปัฏฐากที่วัดได้มาบอกอาตมาว่า เด็กๆ หลายคนนิมิตฝันเจ้าแม่ตะเคียนทองอยากขึ้นมาหาลูกสาว อยู่ใต้น้ำมาร้อยๆ ปีหนาวมากแล้ว วันนี้ก็เลยให้ญาติโยมที่เป็นนักประดาน้ำมาตรวจสอบ ก็เจอจริงๆ จากนี้ไปก็คงนำขึ้นมาอยู่กับลูกๆ และจะมีทำพิธีบวงสรวงในวันอาทิตย์ที่ 5 ก.พ.66 นี้

– 006

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2566(2023), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 2,907,034 hits

Join 4,115 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

บางกอกเคเบิ้ล จัดงานวิ่งเพื่อพลังงานสะอาด ส่งต่อรายได้สนับสนุนโซลาร์ให้โรงเรียน
ดีเดย์ 13 พ.ค. วันพืชมงคล เปิดลงทะเบียนรับพันธุ์ข้าวพระราชทาน ถึงสิ้นเดือน เม.ย.
‘มีเราไม่มีเทา-พอแล้วไม่ไหวแล้ว’ ในวันที่วาทกรรมไปต่อไม่ได้
แม่ก็คือแม่! อุ้ม ลักขณา นุ่งบิกินีอวดหุ่นแซ่บ ทำหนุ่มๆ ใจละลาย
จัดเต็มธงฟ้า! ศธ.เตรียมมาตรการลดค่าชุดนักเรียน หวังช่วยผู้ปกครองสู้ภัยเศรษฐกิจ
เปิดรายละเอียด 10 ข้อเสนอของอิหร่าน เงื่อนไขข้อตกลงหยุดยิงกับสหรัฐฯ-อิสราเอล 2 สัปดาห์
แสวง ยัน กกต. ให้ความเป็นธรรม คดียุบพรรคประชาชน ไม่ใช้ความรู้สึกตัดสิน
อิหร่านอ้าง โจมตีโรงงานปิโตรเคมีในซาอุดีอาระเบียไฟลุกท่วม
เนทันยาฮูโว ทำลายทางรถไฟ-สะพานอิหร่าน อ้างใช้ขนส่งอาวุธ
ทริปเดียวครบ 'หนุ่ม-แท่ง'พาทัวร์บุญ 2 วัดดังรับสงกรานต์ พร้อมเที่ยวแลนด์มาร์กใหม่

Recent Posts

  • เปิดลงทะเบียนแล้ว กรมการข้าว เตรียมแจก เมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทาน 7 พันธุ์ เนื่องในพระราชพิธีพืชมงคลฯ ปี 69
  • ‘เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ’โปรดเกล้าฯ พระราชทานแจกันดอกไม้ แสดงความยินดี’สุชาติ’นั่ง รมว.ทส.
  • ‘หัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน’ ภัยเงียบคร่าชีวิตในไม่กี่นาที ไม่เลือกวัย ไม่เลือกอาการ ต้องรู้เท่าทันก่อนสายเกินแก้
  • ฟิตแค่ไหนก็ต้องเช็คหัวใจ อย่าให้การออกกำลังกาย กลายเป็นความเสี่ยง
  • มหาปรากฏการณ์รับซัมเมอร์ กับ 4 โกลบอลเดสติเนชั่น สยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ ไอคอนสยาม ครบทุกมิติแห่งดนตรี ศิลปะ ไลฟ์สไตล์ และวัฒนธรรม

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • 2564(2021)
  • entertain
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    • SootinClaimon.Com
    • Join 1,657 other subscribers
    • Already have a WordPress.com account? Log in now.
    • SootinClaimon.Com
    • Subscribe Subscribed
    • Sign up
    • Log in
    • Report this content
    • View site in Reader
    • Manage subscriptions
    • Collapse this bar
 

Loading Comments...
 

    %d