Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Category Archives: ธรรมะ

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

การยอมรับความจริงที่เกิดขึ้นกับเราเป็นวิธีแก้ไขปัญหาภายในใจได้เสมอ : พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต #SootinClaimon.Com

Posted on November 22, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/617421

การยอมรับความจริงที่เกิดขึ้นกับเราเป็นวิธีแก้ไขปัญหาภายในใจได้เสมอ : พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

วันจันทร์ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 19.21 น.

การยอมรับความจริงที่เกิดขึ้นกับเรานี้ เป็นวิธีที่แก้ไขปัญหาภายในใจได้เสมอ แต่บางทีเราไม่มีสติปัญญาพอ ไม่ได้มองปัญหาของใจ มัวแต่ไปมองปัญหาภายนอก พยายามแก้ทุกวิถีทาง ถ้าแก้ได้ก็จะไม่มีปัญหาภายใน ถ้าแก้ไม่ได้ก็จะเกิดปัญหาขึ้นมาในใจด้วย เพราะใจอยากจะแก้ให้ได้ ถ้าแก้แล้วเห็นว่าสุดวิสัย ไม่มีทางที่จะแก้ได้ ยอมรับความจริง ปัญหาภายในใจก็จะไม่เกิดขึ้น เช่นเวลาเจ็บไข้ได้ป่วย เราก็รักษาอย่างเต็มที่ แต่ก็ไม่หาย ก็ต้องยอมรับกับสภาพ ถ้ายอมรับได้ ปัญหาในใจก็จะไม่มี ใจจะนิ่งสงบเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ถึงแม้ร่างกายจะเป็นอะไรไป แต่ใจจะเป็นปกติ เหมือนตอนที่ร่างกายเป็นปกติ

นี่คือเรื่องของธรรมะ มีคุณประโยชน์กับจิตใจ เพราะจะรักษาใจให้อยู่เหนือความทุกข์ได้ เราจึงควรยินดีกับการศึกษาปฏิบัติธรรม เพราะเป็นวิธีที่จะนำธรรมเข้ามาสู่ใจ มาดูแลรักษาใจ ธรรมที่ได้ยินได้ฟังนี้ยังไม่เป็นธรรมที่แท้จริงสำหรับเรา ถึงแม้จะเป็นธรรมที่แท้จริงสำหรับพระพุทธเจ้าก็ดี สำหรับพระอริยสงฆ์สาวกทั้งหลายก็ดี แต่สำหรับพวกเราธรรมยังไม่ได้เข้ามาในใจ หรือเข้ามาแล้วแต่ไม่ได้อยู่ตลอดเวลา อยู่สักระยะหนึ่งแล้วก็จางหายไป เพราะเราเอาสิ่งอื่นมากลบธรรมที่ได้ยินได้ฟังมา พอไปคิดเรื่องอื่น เวลาทำงานทำการต้องใช้ความคิด ธรรมที่ได้ยินได้ฟังมาก็จะถูกความคิดอื่นกลบหายไปหมด ไม่มีเหลืออยู่ในใจเลย พอเกิดปัญหาขึ้นมา ธรรมก็จะไม่สามารถแก้ปัญหาในใจได้ ไม่สามารถคุ้มครองใจไม่ให้ทุกข์วุ่นวายได้

หน้าที่ของเราก็คือ ต้องทำให้มีธรรมะอยู่ในใจตลอดเวลาจนเป็นนิสัย จะคิดอะไรก็คิดด้วยธรรมะ ตอนนี้นิสัยของเราจะคิดด้วยโมหะอวิชชา อวิชชา ปัจจยา สังขารา คิดด้วยความหลง แล้วก็สร้างความทุกข์ขึ้นมาให้กับเรา จะมีความอยากต่างๆ ซึ่งมักจะสวนทางกับความจริง เช่นอยากจะอยู่ไปนานๆ อยากจะมีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง ไม่เจ็บไข้ได้ป่วย ซึ่งไม่ตรงกับความจริง เพราะร่างกายมีอายุขัย ต้องเจ็บไข้ได้ป่วยเป็นธรรมดา ถ้าเอาธรรมะคำสอนของพระพุทธเจ้า มาคอยเตือนใจอยู่เรื่อยๆ จนฝังอยู่ในใจแล้ว ก็จะดับความหลงความอยากต่างๆ ได้ 

เหมือนกับการท่องสูตรคูณ หรือท่อง ก.ไก่ ข.ไข่ ถ้าท่องได้แล้ว เวลาเห็นตัวอักษรจะรู้ทันทีว่าเป็นตัวอะไร ถ้าจำความหมายของตัวอักษรได้ เวลาเห็นตัวอักษรในหนังสือ ก็จะเข้าใจความหมายทันทีเลย ไม่ต้องมาสะกดมาคิดว่ามีความหมายอย่างไร เพราะถูกฝังไว้อยู่ในใจแล้ว พอสัมผัสด้วยตาปั๊บก็จะรู้ขึ้นมาในใจทันที ฉันใดธรรมะก็ควรจะเป็นอย่างนั้น แต่พวกเราไม่ค่อยได้เอาธรรมะเข้าสู่ใจ เหมือนที่เราเอา ก.ไก่ ข.ไข่หรือสูตรคูณเข้ามาสู่ใจกัน พอเวลาที่ต้องใช้ธรรมะก็เลยไม่มีธรรมะให้ใช้ มีแต่โมหะอวิชชาที่สร้างความอยากต่างๆ ขึ้นมา แล้วก็สร้างความทุกข์ตามมา

เราจึงควรเอาเวลาอันมีค่าของมนุษย์นี้ มาเอาธรรมะเข้าสู่ใจ ถ้าทำอย่างจริงจังก็ไม่ต่างจากการเรียน ก.ไก่ ข.ไข่ จนอ่านออกเขียนได้ เพราะเราทุ่มเทเวลาให้กับการเรียนกัน ตั้งแต่ ป.๑ ถึง ม.๖ ก็ ๑๒ ปีเข้าไปแล้ว ถ้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยก็อีก ๔ ปี รวมเป็น ๑๖ ปี ถ้านับอนุบาลอีก ๓ ปี และก่อนอนุบาลอีก ๑ ถึง ๒ ปี ก็ต้องใช้เวลาไปกับการเรียนทางโลกอย่างน้อยก็ ๒๐ ปี ถ้าทุ่มเทเวลาให้กับการเรียนธรรมะ ๒๐ ปี ก็จะหลุดพ้นได้อย่างแน่นอน

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต วัดญาณสังวรารามฯ จังหวัดชลบุรี วันที่ ๑๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๒ (เพจ พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต)  – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

การเข้าถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ที่แท้จริง : พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต #SootinClaimon.Com

Posted on November 22, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/617062

การเข้าถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ที่แท้จริง : พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

วันเสาร์ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 19.28 น.

เพียงแต่ศึกษาพระธรรมคำสอน แต่ไม่นำเอาไปปฏิบัติ ก็จะไม่เกิดผลขึ้นมา พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า ถึงแม้จะนั่งฟังธรรมเกาะชายผ้าเหลือง แต่ถ้าไม่นำเอาธรรมที่ได้ยินได้ฟังไปปฏิบัติ ก็ไม่ได้อยู่ใกล้พระพุทธเจ้า แต่ถ้าอยู่ไกลจากพระพุทธเจ้าเป็นโยชน์ แต่มีการนำเอาธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าไปปฏิบัติ ก็จะถือว่าอยู่ใกล้พระพุทธเจ้า มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นที่พึ่งทางใจ

ไม่ใช่อยู่ใกล้ครูบาอาจารย์แล้วจะมีที่พึ่งทางใจ อยู่ใกล้พระพุทธเจ้าแล้วจะมีที่พึ่งทางใจ ถ้าอยู่แล้ว อยู่แบบคนหูหนวกตาบอด อยู่แบบไม่ปฏิบัติ ก็เหมือนอยู่ไกลจากพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ การที่เราจะอยู่ใกล้พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เราก็ต้องอยู่ด้วยการปฏิบัติธรรม ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่าผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ จะเป็นผู้ที่มีดวงตาเห็นธรรม ผู้ที่มีดวงตาเห็นธรรมก็คือจะเป็นผู้ที่เห็นพระพุทธเจ้า 

พระพุทธเจ้านี้ไม่ใช่สรีระร่างกายที่ประทับอยู่ที่ประเทศอินเดีย อันนั้นเป็นตัวแทนของพระพุทธเจ้า เป็นลูกจ้างคนรับใช้ของพระพุทธเจ้า สรีระของพระพุทธเจ้านี้ไม่ใช่พระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าคือพระทัยของพระพุทธเจ้า ที่มีธรรมอันประเสริฐ ชำระใจของพระพุทธเจ้าให้สะอาดบริสุทธิ์ขึ้นมา อันนั้นแหละคือพระพุทธเจ้า ใจที่สะอาดบริสุทธิ์ ปราศจากกิเลสตัณหาโมหะอวิชชา

ผู้ที่ศึกษาธรรมแล้วปฏิบัติธรรม ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบก็จะบรรลุธรรมถึงธรรมขั้นต่างๆ ก็จะมีดวงตาเห็นธรรม พอเห็นธรรมก็จะเห็นพระพุทธเจ้า เพราะธรรมกับพระพุทธเจ้านี้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ธรรมก็ออกมาจากใจของพระพุทธเจ้า ธรรมที่พวกเราได้ยินได้ฟัง เช่น อริยสัจ ๔ ไตรลักษณ์ มรรค ๘ ทาน ศีล ภาวนา ศีล สมาธิ ปัญญา ธรรมเหล่านี้อยู่ในใจของพระพุทธเจ้า พอเราศึกษาและปฏิบัติเข้าถึงธรรมเหล่านี้ เราก็จะเห็นธรรมเหล่านี้ แล้วก็จะเห็นว่าพระพุทธเจ้ากับใจของพวกเรานี้ก็เป็นเหมือนกัน

อันนี้แหละคือการเข้าถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ที่แท้จริง ผู้ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ผู้ที่มีดวงตาเห็นธรรมเห็นพระพุทธเจ้าจะเป็นใคร ก็เป็นพระอริยสงฆ์สาวกนั่นเอง เป็นพระโสดาบัน เป็นพระสกิทาคามี เป็นพระอนาคามี เป็นพระอรหันต์ จะเห็นเป็นขั้นๆ ไป จะเห็นธรรมเป็นขั้นๆ ไป จะสว่าง ธรรมจะทำให้ใจสว่างเป็นขั้นๆ ไป เหมือนแสงเดือนที่จะสว่างเป็นเสี้ยวๆไป คืนนี้สว่าง ๑ เสี้ยว คืนพรุ่งนี้สว่างเพิ่มอีก ๑ เสี้ยว สว่างไปเพิ่มไปเรื่อยๆ จนในที่สุดก็จะสว่างเต็มดวง

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต วัดญาณสังวรารามฯ จังหวัดชลบุรี วันที่ ๑๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๓(เพจ พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต) –  003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘อานิสงส์ของการลอยกระทง’ โอวาทธรรม ‘หลวงพ่อฤาษีลิงดำ’ #SootinClaimon.Com

Posted on November 22, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/616872

'อานิสงส์ของการลอยกระทง' โอวาทธรรม 'หลวงพ่อฤาษีลิงดำ'

วันศุกร์ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 17.42 น.

“สำหรับวันนี้ เรามาคุยกันเรื่องวันลอยกระทง ตามประเพณีนิยม ที่มีมาแต่สมัยสุโขทัย การลอยกระทงนี้ เป็นการบูชารอยพระพุทธบาทขององค์สมเด็จพระบรมโลกนาถ ที่ทรงแสดงรอยพระบาทให้ปรากฏ คือทรงอธิษฐานไว้ที่ แม่น้ำ “อโนมานที” ตามพระบาลีกล่าวไว้อย่างนั้น แต่จริง ๆ แล้วมันไม่ใช่แม่น้ำ ถ้าในแม่น้ำพญานาคมายาก แต่ความจริงมันเป็น ปากน้ำอโนมานที เป็นจุดหนึ่งของทะเล หรืออยู่ในห้วงของทะเล ที่องค์สมเด็จพระชินสีห์ทรงแสดงรอยพระบาทไว้ ทั้งนี้ก็เพื่อให้เป็นไปตามอัธยาศัยของพญานาคและสัตว์น้ำทั้งหลาย

แต่การลอยกระทงนี้ บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย ถ้าเราจะปรารภแต่รอยพระพุทธบาทอย่างเดียว ก็เห็นว่าไม่สมเหตุผล ความจริงแล้วขอให้บรรดาท่านพุทธศาสนิกชนตั้งใจบูชาพระรัตนตรัย นั่นก็คือ บูชาพระพุทธเจ้า บูชาพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระชินวร แล้วก็บูชาพระอริยสงฆ์ทั้งหลาย อย่างนี้เราจะมีบุญใหญ่ ได้รัตนะ ถึง ๓ ประการ หรือว่า อนุสสติทั้ง ๓ ประการ

การลอยกระทงนี้ตามโบราณเค้าถือว่าเป็นการขอขมาโทษต่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สมัยเด็กๆ ท่านผู้ใหญ่เคยบอกว่า เราเคยถ่ายอุจจาระก็ดี ปัสสาวะก็ดี ลงในแม่น้ำ ถือว่าเป็นการไม่เคารพต่อรอยพระพุทธบาทขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ความจริงเรื่องนี้เห็นว่าจะไม่สมเหตุสมผล เพราะว่าองค์สมเด็จพระทศพลไม่ได้ทรงคิดอย่างนั้น

แต่ว่าโบราณท่านตั้งใจทำก็เป็นความดี เพราะการขอขมากับองค์สมเด็จพระชินศรีบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ทำให้ใจเราใสบริสุทธิ์ หมดจากการปรามาสในองค์สมเด็จพระบรมโลกนาถ แสดงความเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดี

สำหรับรอยพระพุทธบาทนี่ตามที่บอกว่าอยู่ที่แม่น้ำอโนมานทีนี่น่ะ ความจริงอยู่ใกล้ลังกา ไม่ใช่ใกล้อินเดีย มันอยู่ในเขตของลังกา แต่ว่าจริง ๆ แล้ว แม่น้ำอโนมานที เดี๋ยวนี้เราคงหากันไม่ได้ และก็จุดที่มีรอยพระพุทธบาทนั้น ก็ปรากฎอยู่ในทะเล

นอกจากจะมีที่ “แม่น้ำอโนมานที” แล้ว ตามที่ปรากฏ องค์สมเด็จพระบรมสุคตก็ทรงแสดงไว้บนบก ในเขตของลังกาทวีป หรือประเทศลังกาก็มี รอยพระพุทธบาท ของจริง ในเมืองไทยก็มี

ต่อมาพรรษาที่ ๗ องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเสด็จมาโปรด “ฉัพพรรณฤาษี ปรันตปะเศรษฐี” ที่เมืองปรันตปะนคร เมืองปรันตปะนครในสมัยนั้นอยู่ชายทะเล เมื่อเวลาที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาเทศน์โปรด  ท่านปรันตปะเศรษฐีก็บรรลุอรหัตผลพร้อมไปด้วยปฏิสัมภิทาญาณ

เมื่อองค์สมเด็จพระพิชิตมารจะเสด็จกลับ ท่านปรันตปะเศรษฐี หรือพระอรหันต์องค์นั้น ก็ขอให้แสดงนิมิตเครื่องหมายไว้ องค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาก็ทรงแสดงรอยพระบาทไว้

เป็นอันว่า ตอนสมัยกรุงศรีอยุธยา เวลานั้นพระในประเทศเรายังมีพระอรหันต์อยู่มาก  ถ้าถามว่ายังมีพระอรหันต์ ทำไมประเทศไทยจึงแตกสลาย นั่นเป็นเรื่องของคนไม่ใช่เรื่องของพระ เป็นกฎของกรรม

ที่มีพระสงฆ์คณะหนึ่งไปประเทศลังกา พระลังกาก็ถามว่า “ท่านมาธุระอะไร”  บรรดาพระสงฆ์เหล่านั้นก็กราบ เรียนว่า “ต้องการจะมาบูชารอยพระพุทธบาทขององค์สมเด็จพระบรมโลกนาถ” 

บังเอิญพระองค์ที่ไปถามนั่นเป็นพระอรหันต์ ท่านก็บอกว่า “จะต้องมาที่นี่ทำไม ประเทศไทยมันก็มีอยู่ องค์สมเด็จพระบรมครูเคยแสดงรอยพระพุทธบาท ให้ปรันตปะเศรษฐีที่เมืองปรันตปะนคร ให้ฉัพพรรณฤาษีนมัสการ”

พระพวกนั้นจึงถามว่า “เมืองปรันตปะนครมันอยู่ที่ไหน.?” บรรดาพระอรหันต์พวกนั้นก็บอกว่า “เมืองปรันตปะนคร เวลานี้ประเทศไทยเรียกกันว่า เมืองสระบุรี” เป็นอันว่าพระพวกนั้นกลับมาก็กราบทูลพระเจ้าทรงธรรมทราบ จึงได้แสวงหารอยพระบาท เป็นอันว่าเจอพอดี

นี่แหละบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย การไหว้รอยพระบาทขององค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ต้องไปต่างประเทศก็ได้ เพราะเมืองเราก็มี แต่ว่าการไหว้รอยพระพุทธบาทก็ดี ไหว้พระพุทธรูปก็ดี น้อมใจไหว้องค์สมเด็จพระชินศรีก็ดี ถ้าเราทำไปด้วยเจตนา ตั้งใจก็เป็นกุศล บรรดาท่านพุทธศาสนิกชน ก็ย่อมมีผลเป็น พุทธานุสสติกรรมฐาน แม้แต่ทำได้วันละไม่มาก องค์สมเด็จพระพิชิตมารตรัสว่า ” การนึกถึงความดีของพระองค์วันหนึ่งชั่วขณะจิตหนึ่ง ท่านถือว่าบุคคลนั้นเป็นผู้ไม่ว่างจากฌาน”

*ฉะนั้นในการลอยกระทงนี้ ก็ขอบรรดาสาวกขององค์สมเด็จพระพิชิตมารบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกท่าน จงอย่าตั้งใจบูชาแต่รอยพระพุทธบาทในแม่น้ำอโนมานที หรือว่า ปากน้ำอโนมานที ให้ตั้งใจนมัสการองค์สมเด็จพระชินศรีบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วย 

ตั้งใจไหว้พระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วย ตั้งใจนมัสการพระอริยสงฆ์ทั้งหลายด้วย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ท่านกล่าวว่าเป็นการขอขมา เราก็ขอขมาโทษเสีย เป็นการป้องกันตัว ทั้งนี้ ก็เพราะว่า เราทราบไม่ได้ว่า จิตที่เราคิดก็ดี การกระทำก็ดี วาจาก็ดี ที่กล่าวไปแล้ว มีการปรามาสพระรัตนตรัยหรือไม่

ก่อนที่เราจะลอยกระทงก็จงตั้งใจบูชาพระรัตนตรัยก่อน และหลังจากนั้นก็ขอขมาโทษต่อองค์สมเด็จพระชินวรบรมศาสดาที่เราได้เคยปรามาสในพระรัตนตรัย ถ้าเราไม่เคยปรามาส โทษอันใดของเราก็ไม่มี ทำจิตของเราให้ผ่องใส และที่เคยปรามาสแล้ว ถ้าองค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาทรงสงเคราะห์ยกโทษให้เราก็หมดไป กำลังใจของเราก็พึงมีแต่กุศล

เอาล่ะ บรรดาท่านพุทธศาสนิกชนโดยถ้วนหน้า ถ้าจะถามว่าลอยกระทงมีอานิสงส์อย่างไร ก็ขอกล่าวว่า อานิสงส์การลอยกระทง ถ้ากำลังใจของท่านทำด้วยกำลังใจเป็นกุศล ถ้ากำลังใจของบรรดาท่านพุทธศาสนิกชนยังอ่อนที่จะต้องเร่ร่อนไปในวัฏสงสาร อย่างน้อยที่สุดทุกท่านก็เกิดเป็นเทวดา เพราะอำนาจของพุทธานุสสติ ธัมมานุสสติ สังฆานุสสติ

ถ้ากำลังใจของบรรดาท่านพุทธบริษัทมีความมั่นคง จิตตั้งตรงเป็นฌาน ท่านก็เกิดเป็นพรหม ถ้าบุคคลใดไม่นิยมในร่างกายของตน เห็นว่าองค์สมเด็จพระทศพลทรงเป็นอัจฉริยมนุษย์ มีความดีประเสริฐสุดยิ่งกว่ามนุษย์ เทวดา และพรหม ขันธ์ ๕ ขององค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้ายังพัง เราก็คิดว่า เวลานี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงไม่สนใจในขันธ์ ๕ ฉันใด  เราก็ไม่สนใจในขันธ์ ๕ ฉันนั้น

เวลานี้ องค์สมเด็จพระพิชิตมารบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่ที่ไหน  เราก็ขอไปที่นั่น และก็จะปฏิบัติตามคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระทรงธรรม์…”

คัดลอกจากหนังสือ *ธัมมวิโมกข์* ฉบับที่ ๓๘๐ เดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๕ ของวัดท่าซุง จ.อุทัยธานี คัดลอกบางตอนโดย ยุพยง พัฒนเจริญ – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ขอให้มีอิทธิบาท ๔ แล้วความสำเร็จจะเป็นของทุกท่าน : พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต #SootinClaimon.Com

Posted on November 22, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/616647

ขอให้มีอิทธิบาท ๔ แล้วความสำเร็จจะเป็นของทุกท่าน : พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

วันพฤหัสบดี ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 19.30 น.

จิตใจที่จะสามารถทำอะไร หรือสามารถบรรลุผลให้ประสบกับความสำเร็จ เป็นที่หนึ่งได้นั้น ต้องมีคุณธรรมอยู่ ๔ ประการด้วยกัน เรียกว่า อิทธิบาท ๔ ประกอบด้วย ๑. ฉันทะ คือ ความชอบใจ ความรัก ความพอใจในงาน ในสิ่งที่เราจะกระทำ ๒. วิริยะ คือความขยันหมั่นเพียร ความอุตสาหะพยามยาม กระทำงานของเราให้สมบูรณ์ ๓. จิตตะ แปลว่า ความจดจ่อ ใส่ใจ หรือความตั่งมั่นของจิตใจ คือการมีสมาธิในการทำงานนั้นๆ หรือทำสิ่งนั้นๆ ด้วยความจดจ่อ เอาใจใส่ และ ๔. วิมังสา คือ ความใคร่ครวญ การใช้เหตุผล ใช้สติ ใช้ปัญญา

ถ้ามีคุณธรรมทั้ง ๔ ประการนี้แล้ว ไม่ว่าจะทำอะไร กิจอันใดก็ตาม จะเป็นทางโลกก็ดี เช่น การแข่งขันกีฬา หรือว่าการประกอบอาชีพ ทำมาหากิน ทำมาค้าขาย หรือการเรียนหนังสือ อยากจะเรียนให้จบ ก็ต้องอาศัยคุณธรรมเหล่านี้ หรือในทางธรรม จะประพฤติปฏิบัติตน เพื่อให้บรรลุถึง มรรค ผล นิพพาน ได้นั้น ก็ต้องอาศัยอิทธิบาท ๔ นี้ คือต้องมี “ฉันทะ” คือ มีความรัก ความชอบ ในสิ่งที่เราปรารถนา “วิริยะ” มีความขยันเหมั่นเพียร ที่จะทำหน้าที่การงานของเราให้บรรลุล่วงไปได้ “จิตตะ” มีความตั้งมั่น อยู่ในการงานของเรา ไม่ปล่อยให้จิตใจของเราลอยไปลอยมา คิดจะทำแต่เรื่องโน้น เรื่องนี้ งานหลักที่ควรลงมือทำกลับไม่ทำ ถ้าไม่ทำแล้ว ก็จะไม่สามารถบรรลุถึงผลที่ปรารถนาได้ และ “วิมังสา” คือ ความเฉลียวฉลาด รู้ว่าสิ่งต่างๆ ที่กำลังทำอยู่นั้น ถูกหรือผิดอย่างไร ถ้ามีคุณธรรมทั้ง ๔ ประการนี้แล้ว ไม่ว่าจะทำอะไรย่อมจะประสบความสำเร็จ 

เพราะอิทธิ…แปลว่าความยิ่งใหญ่ บาท..แปลว่าทางเดิน “อิทธิบาท” จึงแปลว่าทางเดินที่จะนำไปสู่ความยิ่งใหญ่นั่นเอง ถ้าเราปรารถนาจะประสบความสำเร็จในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการงานก็ดี การศึกษาก็ดี หรือกิจการงานใดๆ ก็ตาม เราต้องใช้ อิทธิบาท ๔ สิ่งแรก เราต้องถามตัวเองเสียก่อนว่าเราชอบอะไร เรารักอะไร เพราะว่าการที่เราจะไปทำอะไร ถ้าทำในสิ่งที่เราไม่ชอบเราไม่รักแล้ว บางทีมันจะทำให้เราไม่มีความยินดี ไม่มีความพออกพอใจ มันก็จะทำให้เราไม่มีความขยันหมั่นเพียรที่จะประกอบภารกิจการงานนั้นๆ  ดังนั้นให้เราถามตัวเองเสียก่อนว่าเราชอบอะไร บางคนชอบเล่นกีฬา บางคนอยากเป็นหมอ บางคนชอบเป็นพยาบาล บางคนชอบเป็นดารา นักร้อง นักแสดง หรือบางคนชอบเป็นนักเรียน อันนี้เป็นสิ่งที่เราต้องถามตัวเองดูเสียก่อน ให้เรามีความมั่นใจ ถ้าเรารู้แล้วว่าเราชอบอะไร เราจะมีความขยันหมั่นเพียร มันจะง่าย ถ้าเราไปเลือกทำในสิ่งที่เราไม่ชอบแล้วมันจะฝืนตัวเอง เมื่อฝืนตัวเองแล้วจะไปทำมันก็ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร

บางครั้งพ่อแม่มีลูก อยากให้ลูกเป็นหมอ เป็นทนายความ เป็นครู แต่บางทีลูกกลับไม่ชอบเป็นครู ไม่ชอบเป็นหมอ หรือไม่ชอบเป็นทนายความ พ่อแม่ก็ไม่ควรไปบังคับลูก เพราะว่าถ้าไปบังคับลูกแล้วลูกไม่สามารถจะทำในสิ่งที่เขาไม่ชอบได้ เพราะไปฝืนใจเขา ทำไปแล้วก็ไม่เกิดผลดีอะไร ควรเปิดโอกาสให้ลูกเลือกทำในสิ่งที่เขาชอบ เพราะว่าสิ่งที่เขาชอบ ทำไปแล้วมันง่ายมันสนุก แล้วเขาจะมีความพากเพียร มีความขยัน มีความตั้งอกตั้งใจ และจะพยายามทำในสิ่งนั้นๆ จนประสบความสำเร็จขึ้นมาได้ 

ยกเว้นสิ่งที่เขาชอบนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ถูกไม่ควร เช่น เขาชอบอาชีพการทำงาน เปิดบาร์ เปิดผับ เปิดโรงเหล้า โรงยา อย่างนี้เป็นต้น ถือว่าเป็นอาชีพที่ไม่เหมาะสม เป็นอบายมุข ไม่ควรกระท เป็นสิ่งที่พ่อแม่ต้องห้ามลูก ไม่ควรส่งเสริม เพราะทำไปแล้วจะมีแต่ความเสื่อมเสียตามมา มีแต่ความวุ่นวาย มีแต่เรื่องราวต่างๆ อันนี้ พ่อแม่ต้องบอกเขาสอนเขา ให้เขาเปลี่ยนใจให้เขาทำในสิ่งที่ถูกต้อง ทำอาชีพที่สุจริตเป็นสัมมาอาชีวะ พ่อแม่ควรส่งเสริมลูกให้ไปในทิศทางนี้ นี่คือเรื่องของ “ฉันทะ” ความชอบใจ ความพอใจ ถ้าคนเรานั้น ได้ทำในสิ่งที่ตนเองชอบแล้ว เวลาจะทำอะไรก็ง่าย ความขยันหมั่นเพียรก็จะตามมา เป็นเหตุที่จะทำให้ประสบกับความสำเร็จในที่สุด

เหตุปัจจัยที่ ๒ ก็คือ “วิริยะ” ความขยันหมั่นเพียร ถ้าเราชอบอะไรแล้วไม่ต้องมีคนบอก ไม่ต้องมีคนใช้ ถึงเวลาเราก็จะทำเองเลย เพราะเราชอบ จิตใจจะอยู่กับสิ่งนั้นๆ การกระทำจะเป็นไปได้อย่างดี ผลต่างๆ ที่ปรารถนาก็จะตามมา เช่น ถ้าอยากจะได้ปริญญาตรี โท เอก ก็ต้องชอบเรียนหนังสือ ถ้าชอบแล้วก็จะขยันเรียนหนังสือขยันเข้าห้องเรียน ขยันฟังอาจารย์ ขยันดูหนังสือ ขยันทำการบ้าน อย่างนี้เป็นต้น ถ้าเราขยันแล้วผลที่ปรารถนาก็จะต้องตามมาอย่างแน่นอน เพราะว่าความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จย่อมอยู่ที่นั่น นั่นเอง ตรงข้ามกับคนที่มีแต่ความเกียจคร้าน ถึงแม้จะไปโรงเรียน ก็ไม่ชอบเรียน เวลาเรียนก็ไม่ตั้งใจเรียน ไม่ตั้งใจฟัง การบ้านก็ไม่ทำ หนังสือก็ไม่อ่าน อย่างนี้ยากที่จะเรียนจบได้ หรือเรียนได้ก็ไม่ดี เพราะขาดวิริยะ ความขยันหมั่นเพียร นั่นเอง ถ้าอยากจะประสบความสำเร็จในชีวิตไม่ว่าจะทำธุรกิจการงานอะไรก็ตาม ทางโลกหรือทางธรรม เราต้องมีวิริยะ  ความขยันหมั่นเพียร

เหตุปัจจัยที่ ๓ คือ “จิตตะ” แปลว่าความใส่ใจ ความจดจ่อ ทำใจให้อยู่กับหน้าที่การงาน ไม่เถลไถลนั่นเอง ทำแต่หน้าที่ของเราอย่างเดียว เวลาทำงาน ก็ต้องทำอย่างเต็มที่ไม่เถลไถลไปนั่งอ่านหนังสือพิมพ์บ้าง นั่งกินกาแฟบ้าง คุยกับคนโน้น คุยกับคนนี้ ผลงานก็ไม่มี ต่อไปบริษัทก็เจ๊ง ก็ต้องตกงาน ต้องออกจากงาน ถ้าเป็นเจ้าของบริษัทก็ต้องลำบาก ในทางตรงกันข้าม ถ้ามีจิตตะความใส่ใจ มีความจดจ่อ มีสมาธิความแน่วแน่กับการทำงาน จะไม่เกียจคร้าน ไม่หนีเที่ยว ไม่เถลไถลไปไหน ผลงานก็จะเกิดขึ้น มีรายได้มีความเจริญรุ่งเรือง ประสบกับความสำเร็จในชีวิต

เหตุปัจจัยที่ ๔ คือ “วิมังสา” การใคร่ครวญ การใช้สติปัญญา รู้จักคิด รู้จักอ่าน ว่าสิ่งที่ทำไปนั้น ถูกหรือผิดอย่างไร ถ้าสิ่งที่ทำไปได้ผลดี ก็ควรจะทำให้มากขึ้น ถ้าสิ่งไหนผิดก็ควรจะแก้ไข อย่างเช่นการค้าขาย บางทีอาจจะขายไม่ได้ ก็ต้องถามตัวเองก่อนว่าทำไมของถึงขายไม่ออก เป็นเพราะอะไร เป็นเพราะของไม่ดีไม่มีคุณภาพหรือเปล่า ถ้าเป็นเช่นนั้นก็ควรพัฒนาคุณภาพ พัฒนาสินค้าให้ดีขึ้น หรือถ้าสินค้าดีมีคุณภาพ แต่ไม่มีใครซื้อ ก็ต้องเปลี่ยนสินค้าใหม่ เรียกว่าใช้วิมังสา ใช้สติ ใช้ปัญญา ใช้ความฉลาดนั่นเอง คือ ต้องรู้จักคิด ไม่ใช่ทำแบบ หลับหูหลับตา ไม่รู้ว่าอะไรผิดอะไรถูก ไม่ใช้สติไม่ใช้ปัญญา ผลที่จะเกิดตามมาจะไม่ดีอย่างที่อยากจะให้เป็น แต่ถ้าใช้สติปัญญา รู้จักเลือก รู้ว่าสิ่งไหนควรทำ สิ่งไหนไม่ควรทำ มันก็จะนำไปสู่ผล คือความสำเร็จนั่นเอง

ถ้าพวกเราทุกคนปรารถนาที่จะประสบกับความสำเร็จในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นในหน้าที่การงาน การเรียน การกีฬา การกระทำอะไรต่างๆ ขอให้ใช้คุณธรรมทั้ง ๔ ประการนี้คือ  ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา คือ ๑. ต้องมีความรักความชอบใจในสิ่งที่ทำ ๒. ต้องมีความขยัน  ๓. ต้องมีความจดจ่อ มีความใส่ใจ จิตใจต้องมีสมาธิ ไม่เถลไถลไปทำอย่างอื่น และ ๔. ต้องมีความฉลาด ถ้าไม่รู้ ก็ต้องไปศึกษาจากผู้รู้ หรือหาหนังสือมาอ่าน หรือจ้างผู้ที่มีความรู้ มาเป็นที่ปรึกษา อย่างนี้เป็นต้น แล้วเราก็จะมีความรู้ มีสติปัญญา สามารถที่จะดำเนินไปสู่จุดหมายปลายทางที่เราปรารถนาได้ ไปสู่ความสำเร็จ ไปสู่ความยิ่งใหญ่ได้

ขอฝากคุณธรรมทั้ง ๔ ประการนี้ให้กับญาติโยมนำไปพินิจพิจารณา ถ้าปรารถนาความสำเร็จในชีวิต ก็ขอให้มี ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา หรือ อิทธิบาท ๔ แล้วความสำเร็จจะเป็นของทุกท่านอย่างแน่นอน

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต วัดญาณสังวรารามฯ จังหวัดชลบุรี วันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๓ (เพจ พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต)  –  003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘คนหลักค้าใกล้ คนใบ้ค้าไกล’ : ธรรมเทศนา ‘พระอาจารย์บุญทวี’ วัดหินหมากเป้ง #SootinClaimon.Com

Posted on November 18, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/616401

'คนหลักค้าใกล้ คนใบ้ค้าไกล' : ธรรมเทศนา 'พระอาจารย์บุญทวี' วัดหินหมากเป้ง

วันพุธ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 19.29 น.

ท่านพระครูมงคลญาณโสภณ หรือ พระอาจารย์บุญทวี สีตจิตฺโต เจ้าอาวาส วัดหินหมากเป้ง อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย เมตตาเทศนาธรรมโปรดญาติโยม ณ เรือนรับรอง “ธนสถิตกุล” วัดอโศการาม จ.สมุทรปราการ ในหัวข้อ “คนหลักค้าใกล้ คนใบ้ค้าไกล” 

(สำหรับวัดหินหมากเป้ง จ.หนองคาย เป็นวัดที่พระราชนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาวิศิษฏ์ หรือ หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี เคยจาริกธุดงค์และจำพรรษา รวมทั้งเป็นสถานที่จัดงานพระราชทานเพลิงศพของหลวงปู่เทสก์ ซึ่งวันที่ 17 เดือนธันวาคมของทุกปี สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ผู้แทนพระองค์นำแจกันดอกไม้วางหน้าพระอัฐิหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี ณ วัดหินหมากเป้ง) 

วันนี้จะพูดถึงเรื่องที่ คนอยู่วัดที่วัดหินหมากเป้ง โยมที่ดูแลหลวงปู่ (หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี)  ทำอาหารหวานคาว อาหารว่างให้หลวงปู่ คอยหาหยูกหายามา คือ อยู่นาน อยากจะไปเที่ยว อยากจะออกจากวัดบ้าง แต่ไม่ได้บอกว่าไปเที่ยว เลยกราบหลวงปู่แล้วบอกว่า โยมก็อยากจะไปวิเวก ไปเที่ยวใช้คำว่า “วิเวก” ด้วยน่ะ ไปวิเวกต่างสถานที่หน่อย ว่างั้น หลวงปู่ท่านก็ว่าไงรู้ไหมว่า เออ คนหลักคาใกล้ คนใบ้ค้าไกลเน๊าะ ว่างั้น ท่านก็ไม่ได้บอก และไม่ได้อธิบายเลยน่ะ แค่นี้แหละโยมเขาก็ออกไปก็ฟังไม่รู้เรื่อง อาตมาก็นั่งอยู่กับหลวงปู่ พออาตมาออกมา เขาก็วิ่งดักอาตมาเลยน่ะ ครูบา ครูบา ท่านอาจารย์ฯเขาก็ใช้คำว่าอาจารย์เลยน่ะ อายุก็เป็นลูกศิษย์เก่าแก่ว่างั้นเถอะ ท่านอาจารย์ว่าอะไรโยม ว่าอะไร หลวงปู่บอกว่า คนหลักค้าใกล้ คนใบ้ค้าไกล ท่านหมายถึงว่า คนฉลาดหลักแหลม ค้าขายอะไรก็ที่ใกล้ๆตัวนั่นล่ะ ขายอะไรก็เป็นเงินเป็นทองไปหมด มองอะไรก็เป็นเงินเป็นทองไปหมด คนฉลาดหลักแหลม อีกอันหนึ่งก็คือ คนใบ้น่ะหน่าค้าไกล ก็หมายถึงว่า ไปหาที่ไกล ไปหาเงินหาทองนั่นน่ะ อันนี้เป็นคำทับศัพท์ก็หมายถึงอันนี้ 

แต่ถ้าเป็นธรรมาธิษฐานก็คือโยมจะไปหาธรรมที่ไหน สถานที่ก็เงียบสงัดน่ะวัดหินหมากเป้งน่ะ แล้วสมัยก่อนด้วยน่ะ ก็จะเงียบ สงัดเลยว่างั้นเถอะ และคำว่า “ค้าใกล้” ก็คือตัวเรานั่นน่ะ ธรรมะจะไปหาที่ไหนอีก ใจกับกายของเรา เราเข้าใจ เรารู้ เราเห็นแล้วเหรอ ว่างั้นเถอะ อันนี้ความหมายที่อาตมาแปลให้เขาฟังน่ะ ที่นี้อาตมาสังเกตก็ถามเค้าน่ะ อาตมาถามว่า ความสุขที่คนเราปัจจุบันนี้ มันยาวนานที่สุด นานที่สุดก็ออกไม่ค่อยได้กันน่ะพวกเราน่ะ ก็มองไปโน่นล่ะ มองไปไกลๆจิตสงบบ้าง จิตอยู่ธรรมชาติบ้าง อะไรต่างๆ บ้าง ไม่ได้มองตัวเราว่าเอ๊ะ ปัจจุบันนี่ มีความสุขตรงไหนล่ะที่นานที่สุด นึกตั้งแต่การกิน การหลับ การนอน ก็ดูสิ นึกถึงตัวเรานี่หน่าที่ว่า “คนใบ้ค้าไกล คนหลักค้าใกล้” น่ะแหละ เพราะมันก็มาจบตรงที่ อ้อ! เรานอนหลับ นอนหลับมันมีความสุขที่สุด ไม่อยากตื่น ได้มาปฏิบัติธรรม ให้ตื่นตี 3 โอ้ย ไม่อยากตื่น ทำไมไม่อยากตื่น เพราะมันมีความสุข อย่างนี้ เป็นต้น 

ทำไมมันมีความสุข เพราะว่าเราไม่ได้คิด อันนี้อาตมาพูดให้เราพิจารณา แต่ไม่ค่อยเห็นกันอย่างนี้น่ะ นี่แหละเรียกว่า คนใบ้ค้าไกล ธรรมะจริงๆแล้วไม่ได้มากอะไรเลยน่ะพวกเรา 

อาตมาอ่านหนังสือ “นวโกวาท” ที่เป็นบรรทัดแรกเลยน่ะ ที่เป็นธรรมะเลยน่ะ คือ “สติสัมปัญชัญญะ” ธรรมอันมีอุปการะมาก ก็คือ สติสัมปัญชัญญะ แค่นี้ก็จบแล้ว มีอุปการะมากกว่าคำทั้งหลายว่างั้นเถอะ ทำไมถึงบอกว่ามีอุปการะ คือ คำทั้งหลายที่มันจะเกิดขึ้น ถ้าไม่มีสติสัมปัญชัญญะแล้วเกิดขึ้นไม่ได้เลย อย่างกับพ่อแม่นั่นน่ะ ถ้าเราไม่มีพ่อ ไม่มีแม่ เราก็เกิดไม่ได้ แสดงว่าท่านมีอุปการะมากกว่าธรรมทั้งหลาย แค่นี้ก็เข้าใจแล้ว 

ต่อมาก็ “หิริโอตัปปะ” หิริ ความละอายแก่ใจ โอตัปปะ ความกลัวบาป แค่นี้ก็ประทับใจแล้วน่ะเราน่ะศรัทธาญาติโยมน่ะ เราต้องปฏิบัติในสิ่งนั้นให้มันเป็นจริงๆ ทำยังไงถึงจะเกิดมีสติ อันนี้ก็พูดจากการไม่ได้ศึกษามาก่อนน่ะ ไม่ได้เรียน ไม่ได้ศึกษามาก่อน ไม่รู้เรื่องเลยธรรมะ ไม่รู้พูดอะไรกัน หิริ วิริยะอะไรไม่รู้เลย อาศัยนั่งหลับหูหลับตาที่ครูบาอาจารย์แนะนำนั่นแหละ คือ ไม่ได้เรียนมาก่อนไง แล้วเข้ามาสติปัฏฐานทุกเย็นเลยน่ะ ตอนเย็นก็มาสติปัฏฐานสี่ ท่องไปจนจบนั่นแหละ มหาสติปัฏฐานสี่ แปลด้วยน่ะ แต่ว่ามีสติน่ะ สติ สติ อะไรก็สติไปหมด คนที่ไม่มีสติไม่รู้แต่ก็ปฏิบัตไปด้วย แต่พอมันจะมี “สติ” บ้างน่ะพวกเรา ก็เหมือนที่อาตมาว่านี่ กลับมาอยู่ที่ตัว นึกถึงตัวรู้เลย รู้แล้วว่าที่อาจารย์ฯถามน่ะ คืออะไร พอมีสติหน่อยก็รู้ว่า นี่น่ะ ที่บอกว่ามีสติ จิตมีราคาก็ต้องรู้ว่าจิตมีราคะ จิตมีโทสะก็ต้องรู้ว่าจิตมีโทสะ จิตมีสงบ จิตมีฟุ้งซ่าน จิตมีสมาธิ จิตไม่มีสมาธิ จิตมีสมาธิกว่า กับจิตไม่มีสมาธิกว่า อย่างนี้ ให้รู้ชัด รู้ชัด รู้ชัดเลยน่ะพวกเราน่ะ 

จะไปรู้ชัดได้ยังไง เมื่อเราไม่มีสติ แต่ทำไมมันรู้ อ๋อ! เพราะว่าเราปฏิบัติ มาปฏิบัติสมาธิอย่างนี้ ทำไปๆ เอาง่ายๆว่าทุกคนกลับมาหาตัวเองว่างั้นเถอะ ค่อยๆกลับมา กลับมาเหมือนกับที่อาตมาถามอยู่น่ะ แล้วคำว่าธรรมะ “พระพุทธเจ้า” เดี๋ยวนี้ เอ่อ ธรรมะ ธรรมะ 6 ข้อ คือธรรมที่พระพุทธเจ้าแสดงไว้ดีแล้ว เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก ผู้ปฏิบัติพึงปฏิบัติได้ด้วยตนเอง เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก น้อมเข้ามาใส่ตัว อะกาลิโก ไม่จำกัดกาล ไม่จำกัดเวลา ใช่ไหม จงกล่าวกับผู้อื่น เธอจงมาดูเถิด มาดูได้ไหม คือน้อมเข้ามาใส่ตัวเราหมดเลยน่ะพวกเรา กิเลสมันเกิดที่ไหนมันเกิดอย่างไร อะไรที่มันทำให้เราทุกข์ ทีนี้ที่พวกเราอย่าไปมองข้างนอก อย่างที่โยมบอกว่า จะหาไปหาที่ข้างนอกไปหาที่ภาวนาอย่างนี้ จริงๆแล้วอยู่ที่ตัวเรานั่นแหละ กิเลสเกิดจากไหน ทำไมอาตมาพูด แล้วทำไมคนก็บอกว่า เออ! เห็นด้วย 

นอนอยู่ป่าช้า ไม่รู้ว่าเป็น “ป่าช้า” คืนแรกๆ ผีไม่หลอก แต่พอรู้ว่าเป็นป่าช้า ที่นี้ ยิ่งเขามาบอกว่า เขาแขวนคอตายที่อาตมาแขวนขวดอยู่ ก็เหวย! คืนแรกก็หลับสบ๊าย ครูบามีอะไรไหม มีอะไรไหม โยมมาทำบุญ มีอะไรมาก๊อกแก๊กไหม ก็บอก หึ เมื่อคืนหลับสบ๊าย หลับสบาย เดินเหนื่อย แต่พอวันที่ 2 ผีหลอกเลย แล้วมันหลอก 2 วัน 3 วัน ทีนี้เอ๊ะ เวลาหลับทำไมไม่หลอก เราอยากจะหลับไหม ก็อยากจะหลับสิ ทำไม เพราะเราไม่ได้คิด พอ 3 วันเท่านั้นแหละ ตกลง ใครหลอก! กันแน่ะว่ะ พอเราบอกว่า ผีหลอก ผีหลอก ผีก็โกรธเลยน่ะ โอ้ยๆ ฉันก็ไม่ได้ทำอะไรกับคุณ ฉันไปบอกญาติโยมด้วยซ้ำ ไปบอกศรัทธาญาติโยมด้วยซ้ำไป อันนี้ก็แปลกจริงๆน่ะ 

อาตมาเข้าไปป่าช้าเนี่ย คืนนั้นน่ะ หมาเห่า หมาหอน เห่าแบบ โอ้โหย! หอนทั่วบ้านเลย พระไป 4-5 องค์ ก็ไปบอกข่าวโยมว่า พระมา เขาไม่ได้มาหลอกมาหลอนอะไรพวกเรา จะหลอกได้ยังไงในเมื่อเขาไม่มีตัวตน มีเฉพาะวิญญาณที่เหมือนกับพวกเรานั่นแหละ เราคิดก็มีใครเห็นเราบ้าง มีใครเห็นตัวเองบ้าง ไม่เห็น เห็นคนอื่นไหม ไม่เห็น เพราะอะไร เพราะมันเป็นอนัตตา ไม่มีตัวไม่มีตน ผีมันตายไปแล้ว กายมันวิ่นไปแล้ว จะเอาอะไรมาหลอกเรา เรานั่นแหละที่หลอกเอง สร้างต่างกัน ถ้าผีมีจริง ฟังใด้ดีน่ะ ทำไมผีมันต่างกัน คนเราน่ะโกรธเกลียดเคียดชังรักชอบเหมือนกัน หม๊ด ลูกเสีย เมียจาก พลัดพราก ร้องไห้ เหมือนกันหม๊ด ไม่ใช่เฉพาะแต่ในประเทศไทยเราน่ะ ทั่วประเทศ ไม่ว่าประเทศไหนก็ชั่ง เหมือนกันหมดทุกอย่าง แต่ผีทำไมไม่เหมือนกัน ผีจีนเป็นยังไง โดดหยอง หยองๆ ใช่ไหม ผีจีน ผีฝรั่งนี่ โอ้ย! น่าเกลียด น่ากลัว 

ผีไทยเป็นยังไง โอ้ย! แต่งตัวเรียบร้อย เรียกว่า นุ่งผ้าไทย แต่งตัวเรียบร้อย คนเหมือนกัน ความรู้สึกเหมือนกันหมด ผีน่ะ แล้วแต่ใครจะสร้างขึ้น 3 วันเท่านั้นพวกเรา เอ้า! แล้วผีอยู่ไหนว่างั้น แล้วตอนเราหลับ ทำไมผีไม่หลอกเรา อ๋อ! อย่างนี้ เขาเรียกว่า น้อมเข้ามาใส่ตัว นี่ไง อย่างนี้ 

นอนอยู่ข้างโลง ก็ไม่รู้ว่าเป็นโลงศพ มันมืด ไปกลางคืนใช่ไหม อะไรก็บดบังไปหมด ยังไงก็ไม่รู้น่ะ มีอยู่ครั้งหนึ่ง ไปกับเพื่อน 3 รูป พวกเราจะเดินกลางคืนน่ะธุดงค์มันเย็น ไม่มีใครผ่าน เดินผ่านบ้าน อย่างน้อยก็มีแต่หมา ศาลาอยู่ใกล้ๆน่ะศาลา แต่ไม่นอน ไม่เห็นศาลา ไปนอนที่ศาลาศพนั่นล่ะ เอ่อ ไปนอนที่ศาลาศพ พอรุ่งเช้าขึ้นมา โอ้ย ให้ไปนอนอีกไหม ไม่ไปแล้ว แล้วคืนแรก ทำไมไม่มี ทำไมไม่กลัว เพราะว่าเราหลอกเอง เราหลอกตัวเอง มนุษย์เรานี่แหละ ที่บอกว่า ในคืนแรกผีไม่หลอกบอกให้ท่าน ทั้งกลางวันกลางคืนเดินฉงน คืนที่สองผีหลอก หลอกทุกคน แต่พอหลับ ผีก็หลับตามๆกัน ใช่ไหม นี่เรียกว่า “ธรรมะ” 

ที่หลวงปู่บอกว่า คนหลักค้าใกล้ คนใบ้ค้าไกล เรากลับมาดูที่ตัวเรา ที่ไหนล่ะ กิเลสมันตามไปด้วยไหม ทีนี้ ที่ว่า ทำไมเราไม่เห็น จิตเป็นอนุนิสัยของมารเลยน่ะ จิตทั้งหลายน่ะ ทุกดวงเลยเหรอ ทุกดวง ไม่ดีเลยเหรอ ไม่ดีเลย มีผู้รู้อยู่ แต่ผู้รู้ตัวนี้โดนเขาสะสม สร้างสมมา เหมือนกับที่เขาบอกว่า ตอนเด็กทำไมไม่มีกิเลส กิเลสทำไมไม่หนับ ไม่หนึบล่ะ พอโตเป็นสาวกิเลสก็ไม่แน่นหนา พอมีครอบครัว พอมีอายุมากยิ่งกิเลสยิ่งหนาก็เพราะว่ามันสะสม สะสมไม่ใช่วัตถุด้วยน่ะ เป็นความรู้สึกเฉยๆ รู้สึกชินๆบ่อยๆเข้าก็ชินน่ะ ให้เอาธรรมะพระพุทธเจ้ามาเปรียบเทียบว่า เอ้อ เรามีสิ่งนี้ไหม เรามีสิ่งนี้ไหม อย่างนี้ เอ่อ เราก็ทำไว้ในใจ เราก็เรียกร้องสัญญาสิ พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้น่ะ อนิจจะสัญญาอย่างนี้ อนัตตะสัญญา แต่ทุขขะสัญญาไม่มี เพราะทุกคนมีทุกข์อยู่แล้ว ไม่อยากให้มันเกิดแต่มันทุกข์ตลอดเวลาอยู่แล้ว 

อนิจจะสัญญา ทำไว้ในใจตลอดเวลาว่า เอ่อ มันไม่เที่ยงหรอก มันไม่เที่ยงหรอก อะไรจะเกิดขึ้น มันไม่เที่ยง มันไม่เที่ยงหรอก อนัตตะสัญญา อาตมาก็ใช้น่ะ อนัตตะสัญญาเนี่ยน่ะ เอ่อ ก็มันไม่มีตัวไม่มีตนอะไร โกรธ เกลียด เคียดชัง มันมีไหมพวกเรา ความรู้สึกมันเกิดขึ้น มันกองไว้ไหม มันมาทับถม ทับถมกองไว้ไหม ไม่น่ะ แต่เอ๊! มันก็หายไปอย่างนี้ ทำไมเราทำสิ่งที่ไม่มีตัวตน ให้มีตัวตนได้ล่ะ ไอ้พูดคำด่าเขา ทะเลาะกันก็หายไปแล้ว จบ ทำไมเราไปนึกมาเป็นหน้าว่าไม่ชอบอยู่เนี่ย อย่างนี้ แล้วก็ไปนึกพิจารณาเป็นภาพอยู่นี้ เอ้อ ก็น่าคิดน่ะ น่าพิจารณาพวกเรา – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

นักภาวนาผู้แสวงหาความสงบของใจจึงต้องปลีกวิเวกหาที่สงัดอยู่คนเดียว : พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต #SootinClaimon.Com

Posted on November 18, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/616161

นักภาวนาผู้แสวงหาความสงบของใจจึงต้องปลีกวิเวกหาที่สงัดอยู่คนเดียว : พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

วันอังคาร ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 19.26 น.

ที่ไหนมีคนที่นั่นมักจะมีเสียง คนนี่แหละเป็นตัวการสำคัญ พระพุทธเจ้าจึงทรงสอนว่าอย่าคลุกคลีกัน อย่าสังคมกัน ถ้าคลุกคลีสังคมกันแล้ว มักจะมีเรื่องให้พูดให้คุย ให้วิพากษ์ให้วิจารณ์ ให้ทะเลาะเบาะแว้งกัน ทำให้จิตใจว้าวุ่นขุ่นมัว

นักภาวนาผู้แสวงหาความสงบของใจ จึงต้องปลีกวิเวก หาที่สงบสงัดอยู่คนเดียว ทำกิจกรรมร่วมกันเท่าที่จำเป็น ขณะที่ทำก็ไม่คุยกัน ให้ดูใจของตนเป็นหลัก ให้มีสติคอยเฝ้าดูใจ ให้ตั้งอยู่ในความสงบ ให้รู้เฉยๆ

ใจมี ๒ ส่วน ส่วนที่เป็นตัวรู้และส่วนที่เป็นตัวคิด ตัวรู้นี้รู้อยู่ตลอดเวลา แต่มักจะถูกตัวคิดบังเอาไว้ ถ้ารู้เฉยๆก็จะไม่มีอารมณ์ ถ้ารู้แล้วคิดปรุงแต่งก็จะมีอารมณ์ มีอารมณ์รักอารมณ์ชัง ดีใจเสียใจ ความคิดนี้เป็นตัวสำคัญ

ถ้าถูกอวิชชา ปัจจยา สังขารา ถูกอวิชชาเป็นผู้ชักนำ ก็จะคิดไปในทางที่จะทำให้เกิดความว้าวุ่นขุ่นมัว ความทุกข์ใจ ผู้ปฏิบัติส่วนมากจะมีอวิชชาเป็นผู้คอยผลักดันให้คิด ให้คิดไปในทางโลก ไปกระทำอะไรต่างๆภายนอกใจ ไปหาความสุขกับรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ ไปหาคนนั้นไปหาคนนี้ ไปหาสิ่งนั้นหาสิ่งนี้ เพื่อจะได้มีความสุข

แต่เป็นความสุขที่ไม่ใช่เป็นความสุขแท้ เป็นความสุขปลอม เป็นความสุขที่เจือจางหายไปอย่างรวดเร็ว แล้วก็มีความอยากตามมา อยากจะได้สัมผัสกับความสุขแบบนี้อีก ทำให้ต้องออกไปหาความสุขแบบนี้ไปเรื่อยๆ เป็นความสุขที่ทำให้มีความหิวมีความอยากเพิ่มมากขึ้น ไม่ได้ทำให้มีความอิ่มความพอเพิ่มมากขึ้นเลย

นักปฏิบัติจึงต้องคอยดูใจอยู่เสมอ ดูว่ากำลังคิดไปในทางไหน คิดไปในทางสมุทัยก็คือความอยาก เช่นอยากในรูปเสียงกลิ่นรส อยากกระทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ ถ้าคิดอย่างนี้ก็ต้องรู้ทันแล้วระงับเสีย ให้คิดไปในทางธรรม คือคิดปล่อยวาง คิดเห็นว่าสิ่งต่างๆ ที่อยู่ภายนอกใจทั้งหมด ไม่ใช่เป็นความสุข แต่เป็นความทุกข์ เพราะไม่เที่ยง

มีมาแล้วก็ต้องมีไปเป็นธรรมดา มีเกิดก็ต้องมีดับเป็นธรรมดา มีเจริญก็ต้องมีเสื่อมเป็นธรรมดา ไม่ใช่ของเรา สิ่งที่เป็นของเราที่แท้จริง ก็คือความสุขภายในใจ ความสุขที่เกิดจากการปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่างภายนอกใจ ถ้าปล่อยวางสิ่งภายนอกใจไม่ได้ ก็จะไม่ได้ความสุขที่แท้จริง

ถ้าปล่อยสิ่งต่างๆ ภายนอกได้ ก็จะมีความสงบสุขที่จะอยู่กับใจไปตลอด เป็นความสุขที่ถาวร เป็นความสุขที่แท้จริง ไม่มีวันเสื่อม ไม่มีวันหมดไป ดังนั้นนักปฏิบัตินักภาวนา จำต้องมีสติเฝ้าดูความเคลื่อนไหวของใจตลอดเวลา
       
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต วัดญาณสังวรารามฯ จังหวัดชลบุรี วันที่ ๑๕ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๕ (เพจ พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต)  – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ระหว่างคนที่สวยกายแต่ใจไม่สวยกับคนที่สวยใจแต่กายไม่สวยจะเลือกใคร : พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต #SootinClaimon.Com

Posted on November 16, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/615893

ระหว่างคนที่สวยกายแต่ใจไม่สวยกับคนที่สวยใจแต่กายไม่สวยจะเลือกใคร : พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

วันจันทร์ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 19.46 น.

วันนี้ท่านทั้งหลายได้มาประกอบคุณงามความดี เสริมสร้างความสวยงามให้กับตนเอง ด้วยการทำบุญทำทาน รักษาศีล ฟังเทศน์ฟังธรรม ปฏิบัติธรรม เพราะความสวยงามของคนเราที่แท้จริงต้องสวยด้วยคุณธรรม สวยภายในใจ ไม่ได้สวยที่กาย แต่สวยด้วยความเมตตากรุณา เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เสียสละ ไม่เห็นแก่ตัว ซื่อสัตย์สุจริต ไม่คดไม่โกง ไม่โกหกหลอกลวง 

ระหว่างคนที่สวยกายแต่ใจไม่สวย กับคนที่สวยใจแต่กายไม่สวยนั้น จะเลือกใคร คนที่มีรูปร่างหน้าตาสวยงามแต่เป็นคนใจร้าย ไม่มีความเมตตากรุณา เป็นคนเห็นแก่ตัว ไม่ซื่อสัตย์สุจริต ชอบโกหกหลอกลวง ชอบลักเล็กขโมยน้อย กับคนที่รูปไม่สวยแต่งามทางจิตใจ มีความโอบอ้อมอารี เอื้อเฟื่อเผื่อแผ่ เสียสละ ซื่อตรง ไม่คดไม่โกง เราจะเลือกใคร ส่วนใหญ่แล้วเราไม่รู้กัน เราจึงเลือกคนที่มีรูปร่างหน้าตาที่สวยงาม แต่พออยู่ด้วยกันไปสักระยะหนึ่งแล้ว ก็ต้องหย่าร้างกันไปเพราะใจไม่สวยงาม 

กายจะสวยงามขนาดไหนก็ตาม แม้จะเป็นนางงามจักรวาล ก็จะไม่ชนะใจคนได้ ต้องสวยงามทางด้านจิตใจ ที่จะเอาชนะใจผู้อื่นได้ จึงอย่าไปหลงประเด็น อย่าไปเห็นความสวยงามของกายสำคัญกว่าความสวยงามทางจิตใจ เพราะความสวยกายเป็นสิ่งที่ไม่จีรังถาวร จะต้องเสื่อมไปเรื่อยๆ ตามวัย ตามเวลา แต่ความสวยงามทางจิตใจนั้น ไม่เสื่อมไปกับกาลกับเวลา มีแต่เจริญขึ้นไปเรื่อยๆ 

ถ้าได้รักษาเสริมสร้างอยู่เรื่อยๆ ด้วยการทำบุญทำทาน รักษาศีล  ปฏิบัติธรรมอย่างสม่ำเสมอ ความสวยงามทางจิตใจ ก็จะพัฒนาขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงความสวยงามขั้นสูงสุด คือความสวยงามของพระพุทธเจ้าและพระอรหันตสาวกทั้งหลาย ที่พวกเรากราบไหว้บูชาเลื่อมใสศรัทธา ทั้งๆ ที่ไม่เคยพบเคยเห็นเลย เพียงแต่ได้ยินกิตติศัพท์คุณงามความดี ความเมตตากรุณาที่มีต่อสัตว์โลก ด้วยพระปัญญาความเฉลียวฉลาด ที่พาสัตว์โลกให้หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด โดยไม่คิดเงินคิดทอง ไม่เรียกร้องสิ่งตอบแทนเลยแม้แต่บาทเดียว 

ความสวยงามของมนุษย์เราอยู่ที่จิตใจ อยู่ที่การเสียสละ ไม่เห็นแก่ตัว อยู่ที่ความโอบอ้อมอารี ไม่โหดร้ายทารุณ จึงควรเสริมความงามทางด้านจิตใจกัน ให้มากกว่าการเสริมความงามทางกาย ร่างกายก็ดูแลพอไม่ให้ดูไม่ได้ หวีเผ้าหวีผม ล้างหน้าล้างตาให้สะอาด แต่ไม่จำเป็นต้องย้อมผม แต่งผม แต่งหน้าทาปาก ใส่น้ำหอม เพื่อกลบความไม่สวยงามของกาย ที่คนไม่ฉลาดจะมองไม่เห็น แต่คนฉลาดจะรู้ว่า..ร่างกายมีแต่สิ่งปฎิกูลไหลออกมาตลอดเวลา มีเหงื่อไคล มีกลิ่นเหม็น มีอวัยวะน้อยใหญ่ ที่ไม่สวยงามซ่อนอยู่ภายใต้ผิวหนัง 

คนไม่ฉลาดจะมองไม่เห็น ก็จะหลงติดอยู่กับความสวยงามของร่างกาย ต้องมาเสียใจภายหลัง เมื่อร่างกายแตกสลายดับลงไป เป็นเพราะไม่รู้จักดูคนนั่นเอง ดูไม่เป็น ถ้าดูเป็นต้องดูที่พฤติกรรม ดูการกระทำของคน ไม่ดูที่รูปร่างหน้าตา เพราะไม่ได้เป็นตัวที่จะสร้างความดีงาม หรือความเสื่อมเสีย อยู่ที่การกระทำทางกายวาจาใจ จึงควรให้ความสำคัญต่อการเสริมสร้างความสวยงามของจิตใจ 

ด้วยการเจริญเมตตาเสมอ มีไมตรีจิตต่อเพื่อนสัตว์เพื่อนมนุษย์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะยากดีมีจนอย่างไร ก็มีจิตใจเหมือนกัน มีความปรารถนาความสุขเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นสัตว์หรือมนุษย์ ก็ต้องการสิ่งเดียวกัน ถ้าให้ความสุขกับผู้อื่น ก็เท่ากับให้ความสุขกับเรา เพราะเมื่อได้ทำความดี ได้ช่วยเหลือผู้อื่น เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เราก็จะมีความสุข นี่คือการดำเนินชีวิตที่จะนำไปสู่ความสวยงามยิ่งๆ ขึ้นไป นำไปสู่ความสุขทางด้านจิตใจ
     
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต วัดญาณสังวรารามฯ จังหวัดชลบุรี วันที่ ๑๓ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๐ (เพจ พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต) – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

หาความสุขกันแทบตายแล้วก็ต้องไปเจอความทุกข์อยู่ดี : พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต #SootinClaimon.Com

Posted on November 14, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/615521

หาความสุขกันแทบตายแล้วก็ต้องไปเจอความทุกข์อยู่ดี : พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

วันเสาร์ ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 19.13 น.

ถ้าเราไม่อยากจะเจอความทุกข์ อย่าไปหาความสุขจากสิ่งเหล่านี้ อย่าไปหาความสุขจากลาภยศสรรเสริญ อย่าไปหาความสุขจากรูปเสียงกลิ่นรสต่างๆ เพราะไม่ช้าก็เร็ว จะต้องเจอความทุกข์อย่างแน่นอน เพราะว่าร่างกายที่เป็นเครื่องมือหาความสุขเหล่านี้มันจะต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องพิกลพิการ จะไม่สามารถหาความสุขตามที่เคยหาได้ ถึงแม้จะมีเงินกองเท่าภูเขาก็หาไม่ได้ 

เงินนี้ไม่สามารถมาแก้ความเจ็บ ความพิการได้ ถ้าถึงเวลามันจะเจ็บแบบรักษาไม่ได้ มันก็รักษาไม่ได้ มีเงินทองมากน้อยก็รักษาไม่ได้ ถ้ามันพิการรักษาไม่ได้ มีเงินทองมากน้อยเท่าไหร่ ก็รักษาไม่ได้ นี่แหละคือทำไมเราจึงเจอความทุกข์กันอยู่เรื่อยๆ พยายามหนีมันแทบเป็นแทบตาย พยายามหาความสุขกันแทบเป็นแทบตาย แล้วก็ต้องไปเจอความทุกข์อยู่ดี ก็เพราะว่าความสุขที่เราหากัน มันมีความทุกข์ตามมา มีความทุกข์ติดมา เป็นเงาตามตัว ไม่ช้าก็เร็วก็จะต้องเจอความทุกข์จากลาภยศสรรเสริญ จากรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ เวลาที่มันเสื่อมนั่นเอง 

ลาภยศสรรเสริญ รูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะนี้ มันมีเจริญ แล้วมันก็มีเสื่อม มันไม่เจริญอย่างเดียว ถ้ามันเจริญอย่างเดียวก็ดี พวกเราจะได้มีแต่ความสุขกัน หาเงินมามีแต่ได้อย่างเดียว ใช้เท่าไหร่ก็ไม่มีหมด อย่างนี้ดีไหม แต่มันไม่เป็นอย่างนั้นละซิ ใช้ไปแล้วเดี๋ยวก็หมด ไม่พอใช้ ไม่ว่าจะมีมากมีน้อย รู้สึกว่าจะไม่พอใช้กันทั้งนั้น คนมีเงินเดือนหมื่นก็ไม่พอใช้ มีเงินเดือนแสนก็ไม่พอใช้ ก็เพราะว่าพอมีมากมันก็ใช้มากนั่นเอง 

ใช้ตามอารมณ์ ใช้ตามความอยาก ถ้าใช้ตามเหตุตามผลนี้ เงินจะมีเหลือใช้ แต่ไม่รู้จักใช้ตามเหตุตามผล ใช้ตามอารมณ์ เวลาไม่สบายใจก็ใช้เงินเพื่อดับความไม่สบายใจ ไปเที่ยวกัน ไปดูหนัง ฟังเพลงกัน ความไม่สบายใจก็ถูกกลบไปชั่วคราว เดี๋ยวกลับมาบ้านก็มาเจอความไม่สบายใจเหมือนเดิม นี่คือการหาความสุขจากลาภยศสรรเสริญ จากรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะนี้ จะต้องทำให้กลับมาเจอความทุกข์อยู่เรื่อยๆ เพราะมันเป็นความสุขที่มีความทุกข์ติดมานั่นเอง

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต วัดญาณสังวรารามฯ จังหวัดชลบุรี วันที่ ๑๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๑ (พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต) – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘ธรรมะลงตัวที่เลข 3’ ธรรมเทศนา หลวงปู่เหลี่ยม สุจิณฺโณ #SootinClaimon.Com

Posted on November 13, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/615392

'ธรรมะลงตัวที่เลข 3' ธรรมเทศนา หลวงปู่เหลี่ยม สุจิณฺโณ

วันศุกร์ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 20.03 น.

ในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณฯ มีพระบรมราชโองการ ประกาศ ณ วันที่ 8 กรกฎาคม 2564 โปรดสถาปนาสมณศักดิ์ พระธรรมไตรโลกาจารย์ ขึ้นเป็น พระราชาคณะเจ้าคณะรองที่พระพรหมวัชราจารย์ มีฐานานุศักดิ์ ตั้งฐานานุกรมได้ 8 รูป จึงแต่งตั้งให้ “พระมหาสามเรือน” ฉายา ปุญฺเญสโก อายุ 80 พรรษา 56 วิทยฐานะ ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง เจ้าคณะตำบล จังหวัดสมุทรปราการ (ธรรมยุต) เจ้าอาวาส วัดอโศการาม ตำบลท้ายบ้าน อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ ดำรงตำแหน่งฐานานุกรมที่ “พระครูปลัดสุวัฒนญาณคุณ วิบุลธรรมสุนทร บวรสังฆานุนายก ณ พระอุโบสถ วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร  

“แนวหน้า ออนไลน์” จึงได้นำธรรมเทศนาของพระราชสุเมธี หรือ หลวงปู่เหลี่ยม สุจิณฺโณ เจ้าอาวาส วัดภูตูมวนาราม ตำบลทรายขาว อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย เมตตาเทศนาธรรมที่วัดอโศการาม ในโอกาสครบรอบ 80 ปี อายุวัฒนมงคลของ “พระครูปลัดสุวัฒนญาณคุณ” เจ้าอาวาส วัดอโศการาม จ.สมุทรปราการ 

เจริญสุข ท่านผู้ฟังทั้งหลาย กัณฑ์นี้เป็นกัณฑ์ที่ วันนี้นับว่า เราได้มาบำเพ็ญ สร้างบุญสร้างบารมี ด้วยการสร้างมหาบุญ และ อนันตบุญ มหาบุญ เราได้ไหว้พระ สวดมนต์ แล้วก็เจริญภาวนา จะทำให้จิตสงบเท่าไหนเพียงไรนั้น ก็สุดแล้วแต่ความตั้งใจ เราก็ได้มหาบุญ ส่วนอนันตบุญ บุญไม่มีที่สิ้นสุดเรียกว่า อินฟินีตี้ (Infinity) อันนี้เกิดขึ้นจากบุญฤทธิ์ การทำจิตของตนให้เข้าถึง “สมาธิ” ตั้งแต่ขั้นอุปจาระสมาธิ และ ถึงขั้นฌานต่อไป นี่คือเรื่องบุญ ดังนั้น ท่านผู้ใดตั้งใจบำเพ็ญบุญ ตั้งใจสร้างกุศล ก็จะทำให้เรานั้นหลุดพ้น จากภาวะที่เราไม่ได้พัฒนาชีวิต ไม่ได้บริหารชีวิตของตนเอง 

วันนี้เป็นวันคล้ายวันอายุวัฒนะของเจ้าอธิการ “พระมหาสามเรือน ปุญเญสโก” เจ้าอาวาส วัดอโศการาม รูปที่ 4 น่าที่อัศจรรย์ พรรษาของท่าน อันเป็นพรรษาที่ 55 เท่ากับอายุของท่านพ่อ ที่ท่านได้ละสังขารไป เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2504 อายุได้ 55 ปี แต่ปีนี้พรรษาของเจ้าอาวาสรูปที่ 4 มีพรรษาได้ 55 ปี ดังนั้น เราจึงมาบูชาคุณของพ่อแม่ครูบาอาจารย์ฯด้วย บูชาคุณของพระพุทธเจ้า ทั้งพระธรรมด้วย การทำบุญอายุวัฒนะ เราจะได้เห็นอยู่ทั่วไปก็คือ การนิมนต์ครูบาอาจารย์ฯ มารับไทยทาน และ ไทยธรรม ก็คือมาเจริญพระพุทธมนต์ให้ พอเป็นพิธีถวายสิ่งของ ไปบางวัดถวายมากก็ได้รับการกล่าวขวัญว่า โอ้! มาวัดนี้ทำบุญอายุวัฒนะของพระคุณเจ้ารูปนี้ มีของเยอะ เสร็จแล้วก็เลิกกัน แล้วก็ไปทำบุญอีก ทำบุญตักบาตรในวันรุ่งขึ้น ทีนี้เราได้มีการปฏิบัติธรรม บำเพ็ญธรรมะสวนะมัย บุญสำเร็จด้วยการฟังธรรม ผ่านมาแล้ว 2 กัณฑ์ กัณฑ์นี้เป็นกัณฑ์ที่ 3 มีทั้งหมด 5 กัณฑ์ ก็เท่ากับเลข 5 ซึ่งพรรษาของเจ้าอธิการ พระมหาสามเรือน ปุญเญสโก ท่านเป็นเจ้าอาวาส และ ก็เป็นเจ้าคณะตำบล เป็นผู้ปกครองคณะสงฆ์ในตำบล จังหวัดสมุทรปราการนี้ 

ถ้าจะกล่าวถึงเจ้าอาวาสรูปแรกก็คือ ท่านพ่อลี ธัมฺมธโร หรือ พระสุทธิธรรมรังสี คัมภีรเมธาจารย์ ในปี 2500 ท่านพ่อได้ฉลองพุทธศตวรรษ 25 พุทธศตวรรษ กึ่งพุทธกาล ด้วยความจริงใจในยุคนั้น และ เป็นเจ้าอาวาสรูปแรก ถึงปี 2504 ท่านได้ละสังขาร ต่อมายังไม่มีเจ้าอาวาส สมเด็จพระมหาวีรวงษ์ (จวน อุฏฺฐายี) วัดมกุฎกษัตริยาราม รักษาการเจ้าอาวาสสืบมา จนกระทั่งเมื่อท่านเจ้าคุณได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช การรักษาการณ์เจ้าอาวาสก็สิ้นลง ก็เป็นได้อยู่ประมาณ 2-3 ปี ต่อแต่นั้นก็มีครูบาอาจารย์ฯ มีหลวงปู่สิมบ้าง รักษาการณ์ในระยะสั้นๆ 

แล้วก็ต่อมาก็หลวงพ่อสำรอง หรือ เจ้าคุณราช ในฐานะเป็นพระราชาคณะชั้นราช และ เป็นพระราชาคณะชั้นเทพ เป็นเจ้าอาวาสอยู่นานพอสมควร เป็นรูปที่ 2 รูปที่ 3 ก็คือ พระญาณวิศิษฏ์ (หลวงพ่อทอง จันฺทสิริ) ก็มา พระมหาสามเรือน ปุญเญสโก ก็เป็นเจ้าอาวาสสืบมาเป็นรูปที่ 4 ก็ลำดับความเป็นมาเจ้าอาวาสวัดอโศการาม ซึ่งเป็นบุญญเขตอยู่ใกล้เมืองกรุง ตั้งแต่สร้างวัดอโศการามมา ฉลองพุทธะ 25 พุทธะศตวรรษ ก็ทำให้เกิดมีพระสงฆ์ มีครูบาอาจารย์ฯที่เป็นศิษย์ ในสายหลวงปู่มั่น ร่วมกันกับหลวงพ่อลี ได้แวะเวียนมา “วัดอโศการาม” ถือว่าเป็นวัดที่อยู่ใกล้เมืองกรุงในยุคนั้น ซึ่งวัดอื่นๆยังไม่มี พระสายหลวงปู่มั่น ถ้าอยู่ป่า คุ้นเคยกับป่า ไปอยู่ในวัดบ้านก็ไม่สะดวก จึงมาที่วัดอโศการาม อันนี้เล่าก่อน ยังไม่ได้เทศน์ เล่าให้ท่านทั้งหลายได้ทราบ ท่านกำลังสลึมสลืออยู่ ก็ตั้งสติ ถ้าหากมันง่วงก็ไปล้างหน้า แล้วก็ออกไปเดินสูดอากาศรับลม แล้วก็เข้ามานั่ง นี่คือการบำเพ็ญ ก็คือ การสร้างความเพียรให้เกิดขึ้น 

วัดอโศการาม ตั้งแต่ท่านพ่อยังดำรงชีพอยู่ ก็มีการอยู่ “เนสัชชิก” การธุดงค์ ในวันธรรมสวนะตลอดมา แต่ก่อนก็มีประมาณ 20-30 คน แม่ชีครึ่งศาลาอยู่ด้วยกันจำนวนมาก พอใกล้ 5 ทุ่ม 6 ทุ่ม พระก็เหลืออยู่ด้วยกัน 4-5 รูป ใน 4-5 รูปนั้น ก็มีผู้พูดอยู่นี่รวมอยู่ด้วยในยุคนั้น ก็สมัยท่านพ่อละสังขารนั้น 3 เดือนแรก ตอนนั้นพวกเรายังเป็นสามเณรกันอยู่ มีอยู่ 6-7 รูปที่เป็นจิตอาสา โดยมีหลวงปู่มหาเนียม ซึ่งต่อมาก็ไปเป็นเจ้าคณะภูเก็ต พังงา กระบี่ เป็นรูปที่ 2 รองจากหลวงปู่เทสก์ ที่เป็นเจ้าคณะจังหวัดฝ่ายธรรมยุต จังหวัดภูเก็ต กระบี่ พังงา รูปแรก ท่านได้ลาออกแล้วก็กลับไปหนองคาย สร้างวัดหินหมากเป้ง ซึ่งเป็นวัด แล้วก็อยู่ที่นั่นจนกระทั่งละสังขาร รูปที่ 2 ก็มีหลวงปู่มหาเนียม ต่อมาก็เป็นพระราชาคณะอยู่ที่วัดหลังศาล นั่นละท่านนำพาฝึกพวกเราให้อยู่รับแขก รับครูบาอาจารย์ฯที่จรมาจากทั่วสารทิศเพื่อมากราบศพท่านพ่อ ที่อยู่ศาลาทรงธรรม ปี 2504 ตั้งแต่วันมรณะผ่านไปเป็นเวลา 3 เดือน เราจะอดตาหลับขับตานอน รอรับแขก โดยมีหลวงปู่มหาเนียมนั้นคอยดูแลความเรียบร้อย สามเณร 6-7 องค์ ก็มีสามเณรทรงยศ สามเณรจำปี สามเณรเนียม สามเณรวัฒนะ สามเณรประสิทธิ์ สามเณรสมชาย สามเณรศักดิ์ สามเณรสมคิด มี 7-8 องค์ อยู่ที่ศาลาทรงธรรม เปลี่ยนกัน แล้วก็มาพักผ่อนเอากลางวัน กลางคืนนั้นก็หลับสลึม สลือ ต้องพิงเสาหลับเอา 

ในวันนี้ได้มาเห็นบรรยากาศในการอยู่ “เนสัชชิก” กับฟังธรรม ฟังธรรมกันตลอดคืน นับว่าเป็นการบำเพ็ญอายุวัฒนะของเจ้าอธิการพระมหาสามเรือน ปุญเญสโก ที่ท่านได้ทำในปีนี้ ที่ได้กล่าวไปแล้ว ให้ญาติโยมได้บำเพ็ญธรรมะสวนามัย 5 กัณฑ์ กัณฑ์นี้เป็นกัณฑ์ที่ 3 กัณฑ์ที่ 3 ก็คือ ทุกสิ่งทุกอย่างลงด้วยเลข 3 แม้สถาบันที่เรามีอยู่ก็เรียกว่า “สถาบันทั้ง 3” สถาบันชาติ สถาบันศาสนา และ สถาบันพระมหากษัตริย์ แม้กระทั่งเตาไฟของคนโบราณ คนไทยเราก็มีก้อนเส้าอยู่ 3 เส้า กำลังตั้งหม้อแกง ตั้งหม้อข้าว ตั้งหม้อหุงข้าว ตั้งหม้อนึ่งข้าว ถ้ามี 2 เสา ก็เท่ากับไม้ไปพาดแล้วก็หามเอา 3 เส้านี่แหล่ะเป็นหลัก แม้กระทั่งพระรัตนตรัยก็มี 3 พุทธะรัตนะ ธรรมะรัตนะ สังฆะรัตนะ ในร่างกายของเรานี้ก็มี 3 หนึ่ง กายกรรม สอง วจีกรรม สาม มโนกรรม การทำกิจกรรมต่างๆทางกายเรียกว่า “กายกรรม” ทำกรรมคือทำการงานด้วยกาย ออกแรง เคลื่อนไหว เดินไปเดินมา วจีกรรม เรียกว่า การทำกิจกรรมด้วยวาจา ก็คือการกล่าว กล่าวโน้มน้าว กล่าวให้บุคคลทั้งหลายได้เข้าใจ ฟังแล้วจับใจ ชัดเจน ในคำกล่าว เรียกว่า “วาจา” ปากเป็นเอก เหมือนเสกมนต์ให้คนเชื่อ มีมโนกรรม คือ ความนึกคิด ความนึกคิดตัวนี้เป็น “ตัวจิต” เป็นตัวที่เป็นนาย ในความเป็นอยู่ของเรา เรามีกายกับจิต วาจาก็ออกมาจากจิต ทุกส่วนจึงลงตัวด้วยเลข 3 

วัดอโศการาม มีระเบียบแล้วก็เป็นระบบสืบมา ด้วยการทำกิจกรรม ตอนเช้าเวลา 6 นาฬิกา ออกรับบิณฑบาต เวลา 7 นาฬิกา 30 นาที ฉัน และ 7 นาฬิกา 30 นาที ตีระฆัง 9 นาฬิกา ทำวัตรเช้า จบแล้วอ่านพระไตรปิฎก อ่านวินัย ต่อแต่นั้น ตอนบ่าย ถ้าเป็นวันธรรมสวนะ หรือ เป็นวันเสาร์ วันอาทิตย์ ก็จะมีกิจกรรมในภาคบ่าย ไปถึงบ่ายสี่โมง บ่ายสองโมงไปถึงบ่ายสี่โมง แล้วก็ทำวัตรเย็น แล้วก็ทำวัตรค่ำ 2 ทุ่มไปถึง 4 ทุ่ม วางระเบียบจนกระทั่งเป็นระบบ ตั้งแต่วัดอโศการามได้จัดกิจกรรมตั้งแต่ 2500 หรือก่อนนั้น จนกระทั่งทุกวันนี้ เป็นแบบอย่าง แม้กิจกรรมต่างๆ วัดอโศการามได้ทำเป็นแบบฉบับ มีกิจกรรมต่างๆตลอดเวลา ทำให้วัดต่างๆนำไปถือปฏิบัติ แล้วก็ได้ผล นี่ก็คือ สร้างระเบียบ แล้วก็กลายมาเป็นระบบ เมื่อเป็นระบบแล้ว ระบบมันก็จะพัฒนาของมันไปเอง เมื่อคนอยู่ในระบบ ทุกคนก็จะต้องสำนึก สำเหนียก สำนึก ระลึกเสมอว่า เรามีหน้าที่ใดๆอย่างนี้ เป็นต้น  –  003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ความเจริญเป็นผลที่เกิดจากการกระทำของเราเอง ไม่ใช่ไปขอพรจากพระ : พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต #SootinClaimon.Com

Posted on November 11, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/614906

ความเจริญเป็นผลที่เกิดจากการกระทำของเราเอง ไม่ใช่ไปขอพรจากพระ : พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

วันพุธ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 19.30 น.

การเป็นผู้เจริญนั้นไม่ได้เกิดขึ้นจากการไปขอความเจริญจากผู้อื่น แต่เกิดจากเราสร้างมันขึ้นมา เพราะความเจริญเป็นผลที่เกิดจากการกระทำของเราเอง เกิดจากการกระทำทางกาย ทางวาจา และทางใจ ถ้าคิดดี พูดดี ทำดีแล้ว ผลที่จะตามมาก็คือผลดีที่จะทำให้เราเป็นผู้เจริญนั่นเอง 

ดังนั้นเวลาเราไปหาพระแล้วไปขอพรพระ คิดหรือว่าจะได้พรจากท่าน จะได้ในสิ่งที่เราต้องการ เพราะสิ่งที่เราต้องการนั้นเป็นผลที่จะเกิดขึ้นจากการกระทำของเราเอง ขอไปเท่าไร พระให้พรไปเท่าไร ก็สักแต่ว่าให้ สักแต่ว่าขอกันเท่านั้นเอง เพราะว่าไม่เข้าในหลักของเหตุและผล เหตุคือการกระทำ ดีหรือชั่ว ผลคือสิ่งที่ตามมา ดีงามหรือเลวร้าย ถึงจะตามมาได้

เวลาเราไปขอพรพระ สิ่งที่พระท่านให้นั้นไม่ใช่ให้พรเรา แต่ท่านจะสอนเรา ให้ธรรมะ ให้แสงสว่างกับเรา ให้เรารู้ว่าอะไรคือเหตุที่จะนำมา ซึ่งความสุขความเจริญที่เราปรารถนากัน มันอยู่ในตัวของเราแล้ว อยู่ในกำมือของเรา เราทำให้มันเกิดขึ้นมาก็ได้ หรือทำให้มันหายไปก็ได้ ไม่มีใครทำลายสิ่งที่เราต้องการได้ นอกจากตัวของเราเอง

เพราะเกิดจากความไม่เข้าใจ ความไม่รู้ ความหลง คิดว่าสิ่งวิเศษต่างๆ เป็นสิ่งที่ให้กันได้ เราจึงไปหาพระสงฆ์องค์เจ้าเพื่อขอพรบ้าง ขอให้ท่านประพรมน้ำมนต์บ้าง หรือถ้าขึ้นบ้านใหม่หรือมีรถใหม่ ก็ขอให้ท่านเอาแป้งไปเจิมที่รถบ้าง ที่บ้านบ้าง เผื่อบ้านเราจะได้ไม่พัง ไฟจะได้ไม่ไหม้บ้าน รถจะได้ไม่ไปชนกับเขาหรือพลิกคว่ำ ซึ่งเป็นความเข้าใจผิดทั้งนั้น

เพราะว่าเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นได้นั้นมันเกิดจากการกระทำของเรา ถ้าเราประมาทไม่คอยดูแลบ้านเรา เปิดไฟทิ้งไว้ เปิดพัดลมทิ้งไว้ จุดธูป จุดเทียนทิ้งไว้ โอกาสที่ไฟจะไหม้บ้านย่อมเกิดขึ้นได้ หรือเราขับรถด้วยความคึกคะนอง ด้วยความประมาท กินเหล้าเมายา โอกาสที่รถจะต้องไปชน ไปพลิกคว่ำย่อมเกิดขึ้นได้ เพราะนี่แหละคือเหตุที่จะนำมาซึ่งสิ่งที่เราไม่ปรารถนา คือความประมาทขาดสตินั่นเอง

แต่ถ้าเรามีความระมัดระวัง มีสติคอยดูแลควบคุมใจเราอยู่เสมอ อุบัติเหตุย่อมเกิดขึ้นได้ยาก เพราะใจเป็นตัวสำคัญที่สุด จะพูดอะไร จะทำอะไรได้ ต้องมีใจเป็นผู้สั่งการ ถ้าใจสั่งให้ไปทำในสิ่งที่ผิด ผลมันก็จะผิด ถ้าสั่งให้ไปทำในสิ่งที่ถูก ผลมันก็จะถูก อย่างเราขับรถมาถึง ๔ แยก ถ้าสั่งให้เหยียบเบรก รถก็จะหยุดให้เรา ถ้าสั่งให้เหยียบคันเร่ง รถก็จะพุ่งฝ่าไฟแดงไป ก็ต้องเกิดการชนกันขึ้นมา ขึ้นอยู่ที่ใจของเราเป็นสำคัญ พรที่แท้จริงจึงไม่ได้อยู่ที่ไหน นอกจากการดูแลใจเราเป็นหลัก เราต้องคอยดูแลใจเรา

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต วัดญาณสังวรารามฯ จังหวัดชลบุรี วันที่ ๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๔ (เพจ พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต)  – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 2,906,827 hits

Join 4,115 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

ดีเดย์ 13 พ.ค. วันพืชมงคล เปิดลงทะเบียนรับพันธุ์ข้าวพระราชทาน ถึงสิ้นเดือน เม.ย.
‘มีเราไม่มีเทา-พอแล้วไม่ไหวแล้ว’ ในวันที่วาทกรรมไปต่อไม่ได้
แม่ก็คือแม่! อุ้ม ลักขณา นุ่งบิกินีอวดหุ่นแซ่บ ทำหนุ่มๆ ใจละลาย
จัดเต็มธงฟ้า! ศธ.เตรียมมาตรการลดค่าชุดนักเรียน หวังช่วยผู้ปกครองสู้ภัยเศรษฐกิจ
เปิดรายละเอียด 10 ข้อเสนอของอิหร่าน เงื่อนไขข้อตกลงหยุดยิงกับสหรัฐฯ-อิสราเอล 2 สัปดาห์
แสวง ยัน กกต. ให้ความเป็นธรรม คดียุบพรรคประชาชน ไม่ใช้ความรู้สึกตัดสิน
อิหร่านอ้าง โจมตีโรงงานปิโตรเคมีในซาอุดีอาระเบียไฟลุกท่วม
เนทันยาฮูโว ทำลายทางรถไฟ-สะพานอิหร่าน อ้างใช้ขนส่งอาวุธ
ทริปเดียวครบ 'หนุ่ม-แท่ง'พาทัวร์บุญ 2 วัดดังรับสงกรานต์ พร้อมเที่ยวแลนด์มาร์กใหม่
สภาเภสัชกรรม ยื่นข้อเสนอต่อ รมว.สธ.ปรับปรุงระบบจ้างงาน-ค่าตอบแทนเภสัชกร เพิ่มประสิทธิภาพการดูแลประชาชน

Recent Posts

  • นายกฯ มั่นใจสงกรานต์ น้ำมันไม่ขาด ขอปชช.ปรับตัว หวั่นสถานการณ์ตะวันออกกลาง กลับมาเลวร้าย
  • ทรงศักดิ์ รับท้าทายคุม สทนช. แก้น้ำท่วม-แล้ง บอกโชคดี นั่งรองนายกฯ ได้ทำงานใกล้ชิดนายกฯ
  • ทรงศักดิ์ มั่นใจ รบ.หนู อยู่ครบ 4 ปี ไม่กังวลฝ่ายค้านแปลงเวทีแถลงนโยบายเป็นศึกซักฟอก
  • วันวิชิต เผยตัวละครลับ! กุญแจดอกสำคัญที่ทำให้สหรัฐฯ-อิหร่านหยุดยิง
  • ศาลอาญายกคำร้อง! ไม่ให้ประกันตัว ไผ่ ดาวดิน คดีชุมนุม 19 กันยาฯ

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • 2564(2021)
  • entertain
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    • SootinClaimon.Com
    • Join 1,657 other subscribers
    • Already have a WordPress.com account? Log in now.
    • SootinClaimon.Com
    • Subscribe Subscribed
    • Sign up
    • Log in
    • Report this content
    • View site in Reader
    • Manage subscriptions
    • Collapse this bar
 

Loading Comments...
 

    %d