Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Category Archives: ธรรมะ

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

ของต่างๆ ที่มีอยู่ในโลกนี้ มันทำมาจากดินน้ำลมไฟ : พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต #SootinClaimon.Com

Posted on November 9, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/614390

ของต่างๆ ที่มีอยู่ในโลกนี้ มันทำมาจากดินน้ำลมไฟ : พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

วันจันทร์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 20.01 น.

ของต่างๆ ที่มีอยู่ในโลกนี้ มันทำมาจากดินน้ำลมไฟ ดินน้ำลมไฟ มันน่ารักน่าชัง น่ากลัวน่าหลงไหม ไม่มี เห็นน้ำเราก็เฉยๆ เห็นดินเราก็เฉยๆ เห็นไฟเราก็เฉยๆ ไม่มีถ้าเราเห็นความจริงของต่างๆ ที่เรามาพบปะ มาสัมผัสมาครอบครองนี้ มันเป็นเพียงดินน้ำลมไฟเท่านั้นเอง ทำมาจากดินน้ำลมไฟ แล้วก็ได้มาแล้วเดี๋ยวมันก็หมดไป ถ้าเราไม่มีความรักชังแล้ว เวลามันจะหมดเราก็ไม่เดือดร้อน หมดก็หมดไป เราไม่ได้ไปรักไปชอบมัน ถ้าเราไม่ไปชัง เราก็ไม่มีอะไรกับมัน ถึงแม้มันจะร้ายแรงขนาดไหน มันก็ทำร้ายได้ก็เพียงแต่ดินน้ำลมไฟด้วยกัน ก็คือร่างกายของเรานี่ ร่างกายของเรา มันก็ดินน้ำลมไฟเหมือนกัน อะไรมาทำร้ายมันก็ทำร้ายที่ดินน้ำลมไฟ มันไม่ได้มาทำร้ายที่ตัวเรา

ตัวเราคือใจผู้รู้ผู้คิดนี่ มันไม่มีอะไรแตะต้องได้ ดินน้ำลมไฟไม่สามารถมาทำลายใจได้ ใจเป็นผู้รู้ผู้คิดนี้ ไม่มีอะไรที่จะสามารถทำลายได้ เหมือนกับไม่มีอะไรที่สามารถทำลายดินน้ำลมไฟได้ ดินน้ำลมไฟนี่ไม่มีอะไรที่จะทำลายมันได้ แต่ดินน้ำลมไฟมันมารวมกันได้ เวลามันมารวมกัน ก็ทำให้เกิดต้นไม้ขึ้นมา เห็นไหม พอฝนตกลงมา น้ำตกลงมาในดิน พอดินกับน้ำผสมกัน มีความร้อนพอสมควร ไม่หนาวจนเป็นหิมะอย่างนี้ แล้วก็ไม่ร้อนจนเป็นทะเลทราย เราก็มีต้นไม้กัน มีร่างกายของมนุษย์กัน ร่างกายของมนุษย์ ก็ทำมาจากดินน้ำลมไฟเหมือนกัน แล้วก็มีใจมาเกาะมาขี่ร่างกายนี้ ไม่มีอะไรทำลายใจได้ ไม่มีอะไรทำลายดินน้ำลมไฟได้ ดินน้ำลมไฟมันเพียงแต่มารวมตัวกัน แล้วเดี๋ยวมันก็แยกตัวออกจากกัน นี่ร่างกายของเรานี้ประกอบขึ้นด้วยดินน้ำลมไฟ เดี๋ยวถึงเวลามันก็แยกตัวออกจากกัน น้ำก็ไปทางหนึ่ง ลมก็ไปทางหนึ่ง ไฟก็ไปทางหนึ่ง ดินก็ไป กลับไปสู่ต้นสังกัด พูดง่ายๆ

น้ำก็กลับไปหาน้ำ น้ำมันก็ระเหยขึ้นท้องฟ้ากันทั้งนั้น พอมันขึ้นท้องฟ้า มันก็รวมตัวจับเป็นเมฆกันเห็นไหม จับตัวเป็นเมฆแล้วเดี๋ยวมันก็ตกลงมาเป็นน้ำ ลงไปในน้ำทะเล อยู่ในทะเล อยู่ในลำธารลำห้วยต่างๆ ดินมันก็กลับไปอยู่กับดิน เห็นไหม ร่างกายพอเราเผาก็เหลือแต่ขี้เถ้านี่ เราก็เอาไปลอยในทะเล มันก็ตกตะกอนลงไปอยู่ในพื้นดินข้างล่าง หรือเราเอาไปฝังมันก็กลายเป็นดินไป ทุกอย่างในโลกนี้มันเป็นดินน้ำลมไฟ ถ้าเรามีความรู้อย่างนี้ ก็ไม่รู้จะไปกลัวอะไร ทีนี้พอเราไม่มีความรู้ เราก็ไปตู่เอาว่าไอ้นั่นเป็นของเรา เป็นตัวเราขึ้นมา ว่าร่างกายนี้เป็นตัวเรา เป็นของเรา พอมีตัวเราของเรา ก็มีความรักความชังความกลัวความหลงแล้ว อะไรที่จะมาทำลายร่างกายเรา ก็กลัวมันแล้ว อะไรเราหลงคิดว่าดี เราคิดว่าไม่ดี เราก็หลงแล้ว เพราะว่ามันไม่ดี อะไรที่เราคิดว่าไม่ดี เราก็หลงแล้วเพราะว่ามันเฉยๆ มันกลางๆ มันไม่ดีไม่ชั่ว แต่เราไปหลงเอง ไปรักไปชังมันเอง ด้วยความหลงของเรา

ถ้าเรามีความรู้ว่ามันเป็นเพียงดินน้ำลมไฟ เราไม่ไปรักไปชังไปกลัวไปหลงหรอก ถึงแม้ตอนนี้มันจะเป็นร่างกาย แต่เดี๋ยวมันก็ต้องกลับไปเป็นดินน้ำลมไฟอยู่ดี ร่างกายของคนทุกคน ไปไหนล่ะเวลามันหยุดลม พอมันหยุดลมหายใจปั๊บ ลมมันก็ออกจากร่างไปก่อนแล้วใช่ไหม นี่สมาชิกคนแรกที่ลาออกจากบริษัทนี้ ก็คือลม ขอลาออกก่อนแล้ว สมาชิกที่ ๒ ก็คือไฟ ไปแล้วใช่ไหม ความร้อนในร่างกายเป็นยังไง คนตายลองไปจับตัวดูสิ ธาตุไฟไปแล้ว ธาตุลมไปก่อน แล้วก็ธาตุไฟ เดี๋ยวถ้าทิ้งไว้เดี๋ยวธาตุน้ำก็ไหลออกมาจากร่างกาย แล้วเดี๋ยวก็เหลือแต่ธาตุดิน นี่เป็นการรวมตัวของบริษัทหุ้นส่วน หุ้นส่วน ๔ หุ้นด้วยกัน คือดินน้ำลมไฟ ส่วนของต่างๆ ที่ผลิตมานี้ก็มีหุ้นส่วน ๔ หุ้นนี่แหละ มีปริมาณมากน้อยต่างกัน บางอย่างก็มีน้ำมาก บางอย่างก็มีน้ำน้อย บางอย่างก็มีดินมาก แล้วแต่ 

สินค้าต่างๆ ที่เราทำเราใช้อยู่นี้มันก็ผลิตมาจากดินน้ำลมไฟทั้งนั้น เวลาจะผลิตสินค้าต่างๆ มันมักจะต้องมีความร้อนมาหลอมโลหะ โลหะก็เป็นดินเห็นไหม เอาความร้อนมาหลอม เพื่อจะหล่อให้มันเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา เป็นพลาสติกเป็นนู่นเป็นนี่ มันก็ต้องมีความร้อน แล้วก็ต้องมีส่วนของน้ำผสมเข้าไป น้ำยงน้ำยาอะไรต่างๆ มันประกอบมาจากดินน้ำลมไฟทั้งนั้นแหละ เพราะเดี๋ยวมันพังมันก็กลับไปหาดินน้ำลมไฟ ของต่างๆ มันไปไหนล่ะ หลุมขยะใช่ไหม เต็มไปหมดอย่างนี้ ถุงพสาสตกพลาสติกนี้ล้นโลก มันมาจากดินน้ำลมไฟ มันเกิดจากการผลิตของพวกเรา นี่ของที่เราผลิตนี่มันกลับคืนสู่ต้นสังกัดยาก มันถึงเป็นปัญหา ไม่เหมือนกับของที่ธรรมชาติผลิตนี้ มันกลับเข้าหาสังกัดเร็ว สมัยก่อนเราไม่มีพวกพลาสติก ไม่มีพวกโลหะ นี่เรามีแต่ของธรรมชาติทั้งนั้น สมัยก่อนเวลาเราจะห่อข้าวเราใช้อะไรล่ะ ใช้ใบตอง ใช้ใบตองห่อข้าว ใบตองใช้เสร็จทิ้งไป วันสองวันมันก็แยกตัวสลายตัว กลับคืนสู่ดินน้ำลมไฟไปอย่างรวดเร็ว

แต่สมัยนี้เรามาผลิตของกันขึ้นมา ของที่เราผลิตนี้มันกลับคืนสู่ที่เดิมยาก มันก็เลยกลายเป็นปัญหาขึ้นมาเพราะมันมีมลพิษ มันผลิตลมพิษให้กับพวกเรา ได้สูดกันได้ดมกัน มันทำให้น้ำของเราที่ดื่มนี้เป็นน้ำพิษกันไป นี่คือปัญหาของพวกเราที่เรามาเล่นกับดินน้ำลมไฟแบบไม่ฉลาด เล่นดินน้ำลมไฟตามความอยากของเรา ไม่คำนึงถึงโทษที่จะตามมา จากการที่เรามาผลิตของต่างๆ นี้ขึ้นมา ว่าเรากำลังมาทำลายระบบนิเวศน์ ระบบของดินน้ำลมไฟไป เรามาสร้างควันพิษกัน เรามาทำให้น้ำของเราสกปรก เพราะเราทิ้งของสกปรกลงไปในน้ำ เราทำให้อากาศเป็นพิษ ทำให้ดินของเราเป็นพิษ เอาของที่เป็นอันตรายฝังไปในดิน ดินที่เราฝังตรงนั้นก็ใช้ไม่ได้ ทำการเกษตรทำอะไรไม่ได้ ลมก็เป็นพิษ น้ำก็เป็นพิษ มีแต่ไฟนี่มันก็ยังเป็นไฟอยู่เท่านั้น ไฟก็คือความร้อน

นี่คือการใช้ปัญญา ถ้าเรามีปัญญาเราจะสามารถ ที่จะมองสิ่งต่างๆ ให้เห็นว่ามันเป็นเพียงดินน้ำลมไฟ พอเราเห็นว่ามันเป็นดินน้ำลมไฟ เราก็ไม่รู้จะไปรักไปชังไปกลัวไปหลงทำไม พอจะโกรธคนนี้ก็กำลังโกรธใคร โกรธดินหรือโกรธน้ำ หรือโกรธลมหรือโกรธไฟ ก็ไม่รู้จะไปโกรธทำไม นี่คือปัญญา ถ้าเรามีปัญญา มองเห็นทุกอย่างว่าเป็นดินน้ำลมไฟ เราก็จะหยุดความโลภความอยากต่างๆ ได้ เพราะว่าได้มา มันก็ไม่ได้ทำให้ใจของเราวิเศษขึ้นแต่อย่างไร กลับมาสร้างภาระให้กับใจของเรา ใจของเราต้องมาดูแลบริหารจัดการ ถ้าใจเราได้พบกับความสุขที่เกิดจากความสงบแล้ว เราก็ไม่ต้องมีอะไรมาให้ความสุขกับเรา เราก็จะไม่ไปรักไปชังไปกลัวไปหลงอะไรกับใคร ใจของเราก็จะสงบอยู่ตลอดเวลา เป็นพระนิพพานขึ้นมา ด้วยการที่เห็นทุกอย่างนี้ว่าเป็นอนัตตานั่นเอง

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต วัดญาณสังวรารามฯ จังหวัดชลบุรี วัวันที่ ๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๒ (เพจ พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต)

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ถ้าอยากจะมีความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต ให้ทำตามที่พระพุทธเจ้าสอน : พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต #SootinClaimon.Com

Posted on November 7, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/614036

ถ้าอยากจะมีความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต ให้ทำตามที่พระพุทธเจ้าสอน : พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

วันเสาร์ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 19.32 น.

“…ถ้าอยากจะมีความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต ให้ทำตามที่พระพุทธเจ้าสอน มงคลสูตร ๓๘ ข้อ ข้อที่หนึ่งสอนให้ไม่ให้คบคนโง่ ให้คบคนฉลาด คนโง่ก็คือคนที่ไม่รู้ว่าอะไรเป็นทุกข์อะไรเป็นสุข พวกเราชอบคบคนโง่กัน เพราะชอบชวนเราไปเที่ยวกัน ชอบชวนเราไปกินไปดื่มไปเล่นกัน พวกโง่ทั้งนั้นแหละ พวกฉลาดเขาจะชวนเราไปวัดกัน ไปนั่งสมาธิไปปฎิบัติธรรม แต่เราไม่ชอบคนฉลาด เราชอบคนโง่ มันก็เลยวุ่นวายกัน ทุกข์กันอยู่นั่น เห็นไหม

ไม่ให้คบคนโง่ ให้คบบัณฑิต คนฉลาด บัณฑิตก็คือ เนี่ยคนเข้าวัดเนี่ยเป็นคนบัณฑิต คนที่รู้ว่าความสุขที่แท้จริงอยู่ที่การทำบุญทำทาน อยู่ที่การรักษาศีล อยู่ที่การภาวนา อันนี้ตัวอย่างของมงคลสูตร ท่านจะสอน ๓๘ ข้อ จนถึงขั้นถึงพระนิพพานเลย การทำพระนิพพานให้แจ้งนี่เป็นมงคลอย่างยิ่ง ทำนิพพานให้แจ้งก็คือทำใจให้หลุดจากกิเลสตัณหา ให้กำจัดความโลภ ความโกรธ ความหลง ความอยากต่างๆ ที่มีอยู่ในใจให้หมดสิ้นไป พอใจไม่มีกิเลสไม่มีตัณหาแล้วใจก็จะสงบเต็มที่ เรียกว่าทำนิพพาน นิพพานก็คือใจที่สะอาดบริสุทธิ์ ใจที่ปราศจากกิเลสตัณหานี่เอง…”. -008 

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต วัดญาณสังวรารามฯ จังหวัดชลบุรี วันที่ ๒๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๑ (เพจ พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต)

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

พวกเราในอดีตได้บำเพ็ญศีล ทำบุญทำทานมาจึงทำให้มาเกิดเป็นมนุษย์ : พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต #SootinClaimon.Com

Posted on November 6, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/613880

พวกเราในอดีตได้บำเพ็ญศีล ทำบุญทำทานมาจึงทำให้มาเกิดเป็นมนุษย์  : พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

วันศุกร์ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 19.31 น.

“…พวกเราในอดีตได้บำเพ็ญศีลกันมา ได้ทำบุญทำทานมา จึงทำให้มาเกิดเป็นมนุษย์ เราจึงไม่ควรใช้บุญเก่าไปโดยเปล่าประโยชน์ ควรจะสร้างบุญใหม่ให้เพิ่มมากขึ้นไป เพื่อจะได้พัฒนาจากมนุษย์ปุถุชนธรรมดา ไปเป็นเทพ เป็นพรหม เป็นพระอริยบุคคล ตามลำดับต่อไป ด้วยการบำเพ็ญทาน ศีล ภาวนา เป็นทางเดียวเท่านั้น ทำได้มากน้อยเพียงไร ก็ขอให้ทำไป อย่าไปเสียดายชีวิต อย่าไปเสียดายอะไรทั้งสิ้น 

ดังที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ว่า ให้สละทรัพย์เพื่อรักษาอวัยวะ ให้สละอวัยวะเพื่อรักษาชีวิต ให้สละชีวิตเพื่อรักษาธรรม ธรรมเท่านั้นที่จะพาให้เราไปสู่สุคติ ไปสู่ความหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งมวล จึงขอฝากเรื่องการบำเพ็ญทาน ศีล ภาวนา ให้ท่านทั้งหลายนำไปประพฤติปฏิบัติต่อไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่ แล้วจะไม่ผิดหวังในการที่ได้เกิดเป็นมนุษย์ ได้พบพระพุทธศาสนา…” 

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต วัดญาณสังวรารามฯ จังหวัดชลบุรี วันที่ ๔ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๘ (พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต)  – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ธรรมมันอยู่ในตัวของเรา ‘อยู่ที่ปาก อยู่ที่ใจ อยู่ที่กายเรา’ พระธรรมเทศนา ‘หลวงปู่เบา โอภาโส’ #SootinClaimon.Com

Posted on November 4, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/613626

ธรรมมันอยู่ในตัวของเรา 'อยู่ที่ปาก อยู่ที่ใจ อยู่ที่กายเรา' พระธรรมเทศนา 'หลวงปู่เบา โอภาโส'

วันพฤหัสบดี ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 19.25 น.

นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ (3 จบ) ธัมมาจารี สุขังเสติ ณ บัดนนี้อาตมาจะได้พระธรรมเทศนา ยกเอาธรรมะอันเป็นคำสั่งคำสอนของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้ามาชี้แจงให้พุทธบริษัทศาสนิกชนทั้งหลายได้สดับรับฟัง ตามสมควรแก่เวลา การปฏิบัติธรรมนั้น คือ ปฏิบัติตัวของเรา คำว่า “ธัมมจารี สุขังเสติ” คือ ธรรมมันอยู่ในตัวของเราอยู่แล้ว ธรรมมันอยู่ในตัวของเรา อยู่ที่ไหน อยู่ที่ปาก อยู่ที่ใจ อยู่ที่กายเรา ธรรมอยู่นี้ ไม่ได้อยู่ที่อื่น ตัวของเราเป็นผู้ปฏิบัติธรรม นั่นแหละ คือ ธรรม เหมือนอย่างพี่น้องมาปฏิบัติธรรมในวัดแห่งนี้เป็นต้น ธรรม คือ รักษาปาก ปากพูดสิ่งที่เป็นประโยชน์ อะไรที่เป็นโทษ เราไม่พูด อะไรที่เป็นโทษ โกหก หลอกลวง แช่ง ด่า เบียดเบียนคนอื่นอย่างนี้ เป็นต้น 

กาย เราก็ไม่ได้ไปฆ่าสัตว์ตัดชีวิต นี่ก็เป็นธรรมแล้ว ใจ เราก็อยู่กับพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เรียกว่า พูดสามองค์โพธิ์ศรี เรียกว่า พูดภาษาพุทธทำนาย พุทธทำนาย ไม่รู้ใครเขียนเอาไว้ ก็คนรู้ ผู้รู้นั่นแหละ ทำนายเอาไว้ตามพระพุทธเจ้าทรงบัญญัติ ดูในตำรับตำรา และก็มาทำ มาเขียนเป็นตัวภาษาไทย เริ่มต้นเดิมทีเป็นภาษาบาลี ก็มาถอดเป็นภาษาไทย เขียนเป็นหนังสือออกมา เนี่ยพุทธทำนาย อาตมาว่ามันถูกมาหมดน่ะ ถูกตามพุทธทำนาย ดูมา ดูมา ก็ถูกมา ถูกมา ในปัจจุบันนี้กำลังถูกอยู่ นอกนั้นผ่านมาหมดแล้ว ข้าวบ่มีลาน ก็ผ่านมาแล้ว ทำงานบ่มีผัวก็ผ่านมาหมดแล้ว เจ้าหัวบ่มีวัตรก็ผ่านมา แล้วก็โรคระบาดกำลังเผชิญอยู่ทุกวันนี้ ถ้าผ่านตรงนี้ไปก็อยู่เย็นเป็นสุข มีแต่คนมีถิ่นมีธรรมอยู่ด้วยกัน เชื่อใจวางใจกันได้ เพราะทุกวันนี้โลกอยู่ไม่เป็นสุข เพราะคนไม่มีศีลธรรม เกิดความหวาดระแวงซึ่งกันและกัน เพราะไม่มีศีลไม่มีธรรม กลัวสิ่งของจะหาย กลัวขโมยมาเอา กลัวเขามาโลภมาเอาของ มันกลัว ถ้ามีศีลธรรมแล้ว ไว้วางใจซึ่งกันและกัน อยู่อย่างสบ๊าย สบาย

ศีลธรรมเป็นประโยชน์อย่างนี่แหละ พระพุทธเจ้าจึงสอนให้มีศีลมีธรรม เป็นหนทางไปสู่ความพ้นทุกข์ ไม่มีทุกข์จริงๆ น่ะ ถ้าต่างคนต่างมีศีล ต่างคนต่างมีธรรม ไม่เป็นทุกข์ ที่ว่า “ธัมมาจารี สุขังเสติ” มีความสุข การปฏิบัติธรรมมีความสุขทางใจ ทางกาย ทางวาจา ไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อตนเองและคนอื่น เป็นพิษเป็นภัยต่อตนเองยังไง พูดออกไปแล้ว มันเอาคืนไม่ได้ พูดออกไปแล้ว เอาคืนไม่ได้ ไปเข้าหูคนอื่นแล้ว ถ้าพูดไม่ดีก็เข้าหูคนอื่น ก็เอาคืนไม่ได้ นั่นเป็นพิษเป็นภัย เพราะฉะนั้น เมื่อเราปฏิบัติธรรมแล้ว จึงมีความสุข “สุขังเสติ” เป็นผู้ปฏิบัติธรรม มีความสุข มีความเจริญ ในหน้าที่การงาน มีความเจริญในความเป็นอยู่ มีความเจริญในวิถีชีวิตของเรา 

ถ้าไม่มีศีลมีธรรม ตกระกำลำบาก มีเงินก็เหมือนไม่มี เป็นเศรษฐีร่ำรวยก็เหมือนไม่มี มีความเร่าร้อน มีเงิน มีความร้อน เป็นพิษเป็นภัยต่อตนเอง กลัวคนจะมาปล้นมาจี้มาลักมาล้วงมาขโมย มีหวาดระแวงอยู่ตลอด จะไปไหนก็หวาดระแวง ถ้ามีศีลมีธรรมแล้วจะไปไหนก็สบาย ไม่ต้องกลัว เพราะศีลธรรมนั้นป้องกันภยันตรายทั้งปวงได้ ศีลธรรมนั้นปกปักรักษาเราได้ ศีลธรรมนั้นอยู่เย็นเป็นสุขทุกคนเมื่อปฏิบัติธรรม เพราะฉะนั้น วัดอโศการามมีพ่อแม่ครูบาอาจารย์ฯมาโปรดทุกวันอาทิตย์ ก็น่าอนุโมทนา ได้ฟังเทศน์พ่อแม่ครูอาจารย์ฯหลายท่านหลายองค์ อาจารย์สุธรรมฯ ก็ทราบว่ามาเทศน์อยู่เรื่อย 

อาจารย์เชาวน์ฯ ก็มาเทศน์ก็อยู่ใกล้กันกับอาจารย์เบา แต่ท่านเป็นลูกศิษย์หลวงปู่ไข อายุพรรษาท่านก็บวชตามหลังอาจารย์เบา แต่ดูท่านเป็นพระผู้ใหญ่แล้ว เสียงดัง เสียงดี อาจารย์เชาวน์ฯ เสียงดัง เสียงดี อยู่ใกล้กัน อาตมาอยู่นครพนม อาจารย์เชาว์ฯอยู่สกลนคร อาจารย์สมหมายอยู่อุดร พระอาจารย์สุธรรมฯแต่ก่อนก็อยู่ใกล้กัน เดี๋ยวนี้ก็มาอยู่วัดหลวงตามหาบัว อาจารย์สุธรรมฯแต่ก่อนก็อยู่ใกล้กันกับอาจารย์เบาแหล่ะ ห่างกัน 10 กิโล 10 กว่ากิโล พอหลวงพ่อสุดใจมรณภาพก็อาจารย์สุธรรมมาอยู่ เป็นสายครูบาอาจารย์ฯ รุ่นราวคราวเดียวกัน ท่านแก่กว่าอาจารย์เบา 5 ปี อาจารย์สุธรรมฯ อาจารย์เชาวน์ก็อ่อนกว่าอาจารย์เบา 2-3 ปี อาจารย์สมหมายก็แก่กว่าอาจารย์เบา อยู่ 4-5 ปี เห็นกันเรื่อย ไปมาหาสู่กันอยู่เรื่อย นอกนั้นพ่อแม่ครูบาอาจารย์ฯ ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบไปหมดแล้ว เหลือแต่ลูกแต่หลานอยู่ด้วยกัน ก็รักษาธรรมะพ่อแม่ครูอาจารย์ฯเอาไว้ ข้อวัตรปฏิบัติ เดินจงกรม นั่งสมาธิ เหมือนอย่างพ่อแม่ครูอาจารย์ฯอบรมสั่งสอน รักษาให้มันยังคงอยู่ ตามที่วัดป่า หลวงปู่มั่นยิ่งลำบากกว่าพวกเรา ลำบากมากๆ เป็นองค์บุกเบิกครั้งแรกพระกัมมัฎฐาน ลำบากมาก อยู่ในภู ในเขา บางบ้านเขาก็ให้ข้าวกิน บางบ้านเขาก็ไม่ให้ข้าวกิน ท่านก็อดทน ทำความพากความเพียร 

อาหารการอยู่การฉันก็ลำบาก อาตมาไปอยู่ทางภาคเหนือ เขาเอาอะไรให้กินก็กินไปตามมีตามได้ คนแถวเราไม่มีหรอก เขาเอาอาหารใส่บาตรไม่เหมือนบ้านเรา คนภาคเหนือ คนชาวเขา ชาวภู ชาวเขา นั่นน่ะ อยู่บนดอย บนภู บนเขาน่ะ อาตมาเคยไปบิณฑบาต โน่นอำเภอแม่แจ่ม อำเภอจอมทอง ขึ้นไปทางดอยอินทนนท์ เขาใส่อะไร มะพร้าวนี่เขาใส่หมดลูกเลย เป็นลูก ไม่ได้ผ่า ไม่ได้อะไร แกะเปลือกแล้วใส่เลย กล้วยก็ใส่เป็นหวี ใส่บาตร ไม่ได้ปาด ไม่ได้อะไร ใส่เป็นหวี ใส่ให้พระ ไก่ก็ใส่เป็นตัว อาตมาไปบิณฑบาต  มันเป็นอย่างนั้น ไม่ได้พูดตามครูบาอาจารย์ฯน่ะ พูดด้วยตนเอง และ ปฏิบัติเห็นด้วยตนเอง เขาใส่เป็นตัว จะมากินยังไง ดีแต่มีเด็กวัดอยู่ด้วย เอามาให้เด็กวัดเขาทำให้พระฉันได้ หมากแตงโมก็ผ่าครึ่ง ก็ใส่บาตรไปเลย ไปบิณฑบาตก็ไม่ใช่เขาจะใส่ให้เราเลยน่ะ พระเดินไปเนี่ย เห็นอยู่พระไปบิณฑบาต แต่เขาคุยกันเฉย เขาคุยเสร็จถึงมาใส่บาตรให้เรา ถ้าเขาคุยยังไม่เสร็จ เราก็ต้องรออยู่นั่น ให้เขาคุยกันเสร็จซะก่อน โน่นนี้อะไร เรื่องวัว เรื่องควาย ก็ให้เขาทำธุระอะไรให้เสร็จก่อน แล้วเขาถึงจะมาใส่บาตร นี่ชาวเขา 

อาตมาไปสมัยยังเป็นพระหนุ่มๆ ยังเดินธุดงค์อยู่ เดินไปตามภู ตามเขา หลวงปู่มั่นยิ่งกว่านั้น สมัยห้าสิบปีคืนหลัง สมัยอาตมาก็ยังขนาดนี้ หลวงปู่มั่นยิ่งกว่านั้น บิณฑบาตเขาก็เอากบใส่บาตร ให้สูไปปันกันกินเน้อว่ายังงั้น เฮาก็เอาใบตองใส่กบ ใส่บาตร ไปปันกันกินเด้อ กบก็บ่ทันได้ตาย อือม์ นี่พ่อแม่ครูบาอาจารย์ฯ ได้พบเห็นได้เผชิญมา ท่านก็ไป อยู่เมืองเหนือ หลายปีน่ะหลวงปู่มั่น อยู่เมืองเหนือหลายปี เพราะเมืองเหนือนั้นมีภูเขาเยอะ การภาวนาก็ดี ไม่มีคนไปเพ่นพ่าน มันเงียบ พ่อแม่ครูอาจารย์ฯหลายองค์ก็คนจังหวัดเลย ไปอยู่เชียงใหม่ พ่อแม่ครูอาจารย์ฯหลายองค์ หลวงปู่สิม หลวงปู่ชอบไปทนทุกข์ทรมานอยู่บนเขาบนดอย บนภูบนเขา เพราะปฏิบัติธรรมนั้นต้องไปอยู่ห่างไกลประชาชน อยู่ที่สงบสงัด หลวงตาบัว สบาย เวลาฉันเรายังไปบิณฑบาต ถ้าไม่บิณฑบาตก็นั่งสมาธิ เดินจงกรมอยู่หลายวันจะไปบิณฑบาต ก็บิณฑบาตมาฉัน 7 วัน 15 วัน เป็นเดือนก็มี 20 วัน อดข้าว มันหิวอยู่สองวันเท่านั้นแหละ นอกจากนั้นไม่หิว วันแรกสองวันนี่หิว สี่ห้าวันไปแล้ว ไม่หิว อยู่สบาย สบาย ไม่หิวเลย ฉันแต่น้ำ น้ำนี่อดไม่ได้ ขาดน้ำ ขาดไม่ได้ ขาดอาหารอยู่ได้ ขาดน้ำนี่อยู่ไม่ได้ พ่อแม่ครูอาจารย์ฯปฏิบัติ เอาชีวิตเป็นเดิมพัน ถ้ากลัวตายไม่เห็นอรรถไม่เห็นธรรม ถ้าไม่กลัวตาย จึงชนะได้ ถ้ากลัวนี่ไม่ชนะ แพ้ตลอด นี่คือการปฏิบัติธรรม 

เหมือนทหารสมัยก่อนก็เช่นเดียวกัน สมัยพระเจ้าตากสินตีหม้อข้าวหม้อแกงแตกหมด ถ้าไม่ชนะไม่ได้กินข้าว ต้องตีชนะ ถึงจะได้กินข้าว เอาอย่างนั้น “ทหาร” พระเราก็เช่นเดียวกัน ถ้ากลัวตายไม่เห็นธรรม ถ้าไม่กลัวตายจึงจะเห็นธรรมได้ เอาชีวิตเป็นเดิมพัน เหมือนกับหลวงตาบัวก็นั่งจนก้นแตก หลวงปู่มั่นเดินจงกรม จนพระบาทซ้อด เดินกลับไปกลับมา จนตีนซ้อด จนเป็นนิสัย เรียกว่า ข้อวัตรปฏิบัติเป็นนิสัย หลวงตาบัวก็เก้าสิบกว่าปีก็ยังเดินจงกรมอยู่ จนป่วยใกล้จะมรณภาพถึงหยุด เดินไม่ได้ ถึงไม่เดิน หลวงตามหาบัว เขาโทรไปบอกอาจารย์เบา อาจารย์เบาอยู่เชียงใหม่ อยู่อำเภอจอมทอง บอกว่าหลวงตามรณภาพแล้ว อาจารย์เบาก็รีบกลับมา มาวัดบ้านตาด เข้าไป ยังมีอยู่ ยังมีชีวิตอยู่ ท่านสลบไปสลบมา อาตมายังเข้าไปกราบหลวงตามหาบัว ก่อนจะหมดลม ไปกราบพระบาท กราบตีนท่าน เอาหัวไปใส่ตีนท่าน และ ออกมาไม่นาน ท่านก็หมดลม หมดลมในขณะนั้นเลย ถ้าพูดตามประสาบ้านเรา ก็คงจะคอยเราอยู่ไม่รู้ เขาโทรไปบอกตั้งแต่อยู่เชียงใหม่ว่า หลวงตาหมดลมแล้ว ก็รีบมา มาท่านยังอยู่ เพราะอะไร พออาตมาเข้าไปกราบ มีหมอ หมออยู่ไหนก็ไม่รู้ หมอที่อุปัฎฐากท่านน่ะ ก็เอาอะไร เอาเล็บเป็นเล็บไปกรีดพระบาทท่าน ท่านยังกระดิก กระดิกอยู่ เอาเล็บไปกรีดพระบาทท่าน ท่านยังกระดิก กระดิก แสดงว่าให้กรีด เพราะกระดิก แล้วอาจารย์เบาก็เข้าไปกราบ อาจารย์เบาออกมา ท่านเจ้าฟ้าหญิงเข้าไป จุฬาภรณ์เข้าไป แป๊บเดียวท่านก็หมดลม หลวงตามหาบัว พ่อแม่ครูบาอาจารย์ฯผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบไปหมดแล้ว เหลือแต่พวกเราก็ถือข้อวัตรปฏิบัติพ่อแม่ครูบาอาจารย์ฯ ท่านสอนยังไง สอนให้นั่งสมาธิ สอนให้เดินจงกรม 

เดินทำไม? เดินจงกรม เปลี่ยนอิริยาบถ ทำไมเปลี่ยน สุขภาพร่างกายเรานี้ มันต้องเปลี่ยนอิริยาบถ ยืน เดิน นั่ง นอน นั่งคือนั่งสมาธิ นอนก็นอนสมาธิ นอนสมาธินอนยังไง นอนสีหไสยาสน์ นอนตะแคงข้างขวา บริกรรมพุทโธ พุทโธ และ นอนภาวนา นอนภาวนา นอนตะแคงข้างขวา ทำยังงี้ พุทโธ พุทโธ จนหลับ นั่งก็คือนั่งสมาธิ เหมือนพี่น้องญาติโยมนั่งอยู่ในขณะนี้ เรียกว่า นั่งสมาธิ เดินทำไมต้องเดิน เปลี่ยนอิริยาบถ ทำไมเปลี่ยน ถ้าไม่เปลี่ยนอิริยาบถ ก็ไม่ได้ เดินจงกรม หลวงตาบัวเดินหนักด้วย หลวงปู่มั่นก็เดินหนัก อาจารย์เบายังไม่หนักเท่าไหร่ ทำเบาๆ ทำวัตรเย็นแล้วก็เดิน เดินเสร็จก็มาทำวัตรเช้า ทำวัตรเย็นเสร็จก็ไปเดินจงกรม เดินไปเดินมา พอตีสี่ก็ลงมาทำวัตร หรือไม่ก็ไปนั่งสมาธิ อยากก็ฉันไม่อยากก็ไม่นั่ง ไปบิณบาตร อยู่นั่นเป็น 20 วัน 15 วันบ้าง 20 วันบ้าง 7 วันบ้าง สมัยทำความเพียร สมัยยังเป็นหนุ่ม ยังแข็งแรง ต้องเอาจริงเอาจัง ต้องทำจริงๆ ปฏิบัติจริงๆ นั่งสมาธิก็นั่งจริงๆ นั่ง ถ้ามันมีพุทโธ มันไม่ง่วงน่ะ ถ้าพุทโธหายมันจะง่วง ง่วงคืออะไร ง่วงคือ หาวหง๊อกๆ จะหาวนอนแล้ว นั่งพุทโธ พุทโธ มันง่วง มันขาดสติ มันเลยหงาวนอน ถ้ามีสติดู เริ่มแรกเดิมทีก็ดูลมหายใจเข้าออก หายใจเข้าก็พุทโธ พุทโธ อยู่อย่างนั้น เมื่อจิตมันละเอียด จิตมันนิ่ง แล้วก็ถอนออกมา ออกมาดู ดูอะไร ดูขนเล็บฟันหนังของเรานี่แหล่ะ ส่วนใดส่วนส่วนหนึ่ง ดูทำไม ดูให้มันเห็น ให้มันรู้ เห็นอะไร เห็นอรรถเห็นธรรม ดูขนเล็บฟันหนัง จึงให้กัมมัฎฐาน จึงมาเป็นกัมมัฎฐาน 

กรรม คือ การกระทำ ฐาน คือ ตั้งอยู่ในตัวของเรา ตั้งสติอยู่ในตัวของเรา ก็ดูขน ผม เล็บ ฟัน หนัง เหมือนพระเณรจะบวช อุปัชฌาย์ก็ให้กัมมัฎฐานมา เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ ตโจ ทันตา นขา โลมา เกสา ให้ดูขึ้นดูลงอยู่อย่างนี้ ไม่ต้องไปดูอย่างอื่น ดูขนเล็บฟันหนังเราเนี่ย นั่งภาวนา อย่าไปดูอย่างอื่น ให้จิตมันอยู่ในกัมมัฎฐานเนี่ย ให้จิตมันอยู่ในตัวของเราเนี่ย ไม่ให้จิตมันไปอยู่ในสมบัติต่างๆ ไม่ให้จิตมันไปอยู่กับยศฐาบรรดาศักดิ์ ตำแหน่ง เพราะศีลธรรมนั้นไม่มีตำแหน่ง มีแต่ตัวของเรา มีแต่บริกรรมพุทโธ พุทโธ หายใจเข้าพุท หายใจออกโธ หลวงปู่ฝั้น อาจาโร มาเทศน์วัดป่าสุทธาวาส สอนพุทโธ หายใจเข้าพุท หายใจออกโธ ให้ดูพุทโธ พุทโธ แปลว่า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เรียกว่า ธัมมจารี สุขังเสติ 

สุขังเสติ มันมีความสุข นั่งพุทโธ พุทโธ ไม่ต้องคิดไปโน่นไปนี่น่ะ ให้พุทโธ พุทโธ อยู่ตลอด จิตจะมีความสุข จิตมันเย็นสบาย จิตมันนิ่ง เย็นสบาย พุทโธ แปลว่า ผู้ตื่น ตื่นขึ้นก็ตั้งอกตั้งใจกับคุณงามความดี ตื่นต่อบาปต่อบุญต่อคุณต่อโทษ รู้จัก เหมือนคนตื่น คนตื่นนอนมันเห็นโน่น เห็นนี่ นี่เราตื่น เราดูในร่างกายเรา คือ เป็นผู้ตื่น เห็นร่างกายเรา มันเป็นของไม่เที่ยง ไม่จีรังยั่งยืน ของเที่ยงคือศีลธรรมเท่านั้น มันจะเที่ยงได้ ร่างกายเรามันไม่เที่ยง เดี๋ยวก็เปลี่ยนแปลงไป เดี๋ยวก็ตาย เดี๋ยวก็เกิด เดี๋ยวก็ตาย แต่การเกิดของเรานั้น ถ้าหากว่าเรามีศีล มีธรรม มีคุณงามความดี ก็มาเกิดเป็นคน ถ้าเราไม่มีศีลมีธรรมก็ไปเป็นสัตว์เดรัจฉาน เป็นสัมภเวสี อสุรกาย อย่างนี้ เป็นต้น บาปก็ไม่ทำ บุญก็ไม่ทำ ไปเป็นสัมภเวสี 

สัมภเวสีคืออะไร คือ เป็นผีหลอกคน ว่าผีหลอก เนี่ยพวกสัมภเวสี ไม่ได้เกิด ไม่ได้ตกนรก ไม่ได้เป็นสัตว์เดรัจฉาน เป็นวิญญาณท่องเที่ยวในวัฎฏะสงสารเนี่ย อยู่ตามต้นไม้ชายเขา มีทั้งหมด พระพุทธเจ้าเราจึงไม่ให้ตัดต้นไม้ ไม่ให้ดายหญ้า เพราะในต้นไม้ต้นหญ้านั้นมีวิญญาณของคนอยู่ ในต้นไม้ใบหญ้าน่ะ ทุกต้น มีวิญญาณสถิตย์อยู่ พระพุทธเจ้าจึงห้ามพระ บอกพระไม่ให้ตัดต้นไม้ ไม่ให้ดายหญ้า นี่ตามพระวินัยของพระ พระยังตัดต้นไม้ไม่ได้ ดายหญ้าไม่ได้ ญาติโยมทำได้ เพราะศีลไม่มาก ศีล 5 ข้อ แต่พระนี่ 227 ข้อ ศีลของพระ ละเอียด การดู การฉัน การไป การมา การพูด การจา การเดิน การนั่ง มันละเอียด จึงเป็นผู้ควรกราบ ควรไหว้ ควรสักการะ ควรให้ของพระ เพราะศีลเยอะ ข้อวัตรปฏิบัติเยอะ 227 ข้อ เพื่อจะให้จิตมันละเอียด จิตมันเห็นอรรถ เห็นธรรม ได้เยอะกว่าญาติโยม พ่อแม่ครูอาจารย์ฯหลายท่านหลายองค์ในปัจจุบันเรา แต่อนาคตเราไม่รู้ ถ้าพูดตามพุทธทำนาย โยมก็เห็นได้น่ะ เห็นธรรม เป็นพระโสดาบันได้ เป็นพระอนาคามี อนาคามีมรรค อนาคามีผลได้ เหมือนพระเจ้าสุทโธธนะ ท่านพ่อของพระพุทธเจ้า พระองค์ท่านก็เป็นคนก็ได้เป็นอรหันต์ได้ ไม่แพ้แม่พระสารีบุตร ท่านก็ได้สำเร็จเป็นพระโสดาบันได้ 

แม่พระสารีบุตร พระสารีบุตรไปโปรด ไปโปรดแม่ ลูก 7 คนไปบวชหมดเลย แม่นี่เครียด อยู่กับพ่อ 2 คน ลูกไปบวชหมด ลูกคนเล็กว่าจะให้บวชแต่น้อย สิว่าให้อยู่กับครอบครัว อยู่เลี้ยงพ่อเลี้ยงแม่ คิดแต่งงานให้แต่น้อย ตั้งแต่อายุ 7 ปี แต่งงานให้ ในขณะที่จะแต่งงาน นั่งเกวียนไป๋ สมัยก่อนบ่มีรถ มันบ่มีรถ นั่งเกวียนไป ในระหว่างทางบอกโชเฟอร์เกวียน คนขับเกวียน จอดๆ จะลงไปธุระ ลงจากรถแล้วไปเล่ย ลงจากเกวียนแล้วไปเล่ย ย่างไปเล่ย ไปหาอ้าย ไปหาพระสารีบุตร ไปบวช อายุ 7 ปี นี่ว่าบุญเก่า มีบุญเก่า พ่อแม่ก็ไม่ให้ไป แต่ไปด้วยตนเอง บุญเก่ามี ไปด้วยบารมีธรรมพานำไป บารมีธรรมพาไป ไปบวช 

อาตมาก็ไปนั่งภาวนากับอาจารย์กงมา ตั้งแต่เป็นเด็ก เด็กขนาดไหน 7-8 ปี เข้าวัดตั้งแต่ยังเล็ก เล็กขนาดไหนไม่ทราบประมาณ 2 ปี 3 ปี ผู้ใหญ่บอก อย่าไปใกล้ อย่าไปใกล้แม่ชีหลาย ยังน้อยอยู่ จึงถอยออกมา มันสะอ่อน มันดีใจ เห็นนักบวชแล้วดีใจ บ่ให้เข้าไปใกล้ ก็ถอยออกมา พอโตขึ้นมาหน่อย ก็ไปภาวนากับหลวงปู่กงมา อาจารย์วิริยังค์ อาจารย์แบน เป็นครูบาอาจารย์ ไปภาวนาอยู่กับท่าน พอโตขึ้นมาหน่อย จนกระทั่งเข้าโรงเรียน ออกโรงเรียนแล้วไปบวชเลย ออกโรงเรียนแล้วเขาก็มาขอไปบวช แต่มหานิกาย เฉยๆ ไม่ได้เกลียด ไม่ได้ชัง แต่จิตใจมันเฉยๆ มันไม่อยากไป ถ้าพระกัมมัฎฐานมานี่อยากไป 

พอเขาบอกว่า พระกัมมัฎฐานมาแล้วนี่ ไปเลย ไปกับพระกัมมัฎฐานเลย ไปตั้งแต่วันนั้นยังไม่ได้กลับบ้านเลย เดินไปกับพระกัมมัฎฐาน ตั้งหลายเดือนถึงได้บวช เดินไปกับพระกัมมัฎฐาน เดินไป สมัยก่อนไม่มีรถ เดินไปกับพระกัมมัฎฐานแล้วก็ไปภาวนา พระกัมมัฎฐานจริงๆน่ะ อาตมาเป็นเณร คนตาย อาจารย์ท่านบอกว่า เณรไปภาวนา เอาอาตมาไปฝากไว้ มองเขาเผาศพน่ะ แล้วหลวงพ่อก็เดินกลับ นั่งอยู่นี่น่ะ ให้อยู่นี่น่ะ เป็นเณรอยู่ หลวงพ่อเดินกลับ กลัวพ่อมากกว่าผี กลัวครูบาอาจารย์ฯมากกว่าผี นั่งอยู่นั่นล่ะ พุทโธ พุทโธ อยู่นั่นแหล่ะ ผ้าจีวรนี่เปียกอยู่ เหงื่อแตก มันไหลเปียกผ้าจีวร นั่งสักพักจะมาเอา พักของครูบาอาจารย์ฯก็นั่นแหละ 3 ทุ่มจนตี5 

ตี 5 ก็มารับไปสวดมนต์เช้า ทำวัตรเช้า นี่พ่อแม่ครูอาจารย์ฯสอนไปฝึก ไม่ได้สอนเฉยๆน่ะ เอาไปฝึกด้วย เอาไปฝึกน่ะ ฝึกความกลัว จากนั้นท่านก็ให้ไปคนเดียว ไปภาวนา ถ้ามีคนตายมาเผาศพที่ป่าช้า ท่านบอกไปเลย ไปภาวนาเด้อนี่ กลัว จะกลัวอาจารย์ยิ่งกว่าผี เดิน เดินไป ไม่ได้เดินธรรมดาน่ะ กลัวผี ถ้าไม่เดินก็ไม่ได้ไป พ่อแม่ครูอาจารย์ฯบอกว่าต้องไป แต่กลัว ก็ไป เดินยังไง เอาตีนต่อกันไป เอาตีนยกขึ้น มาต่อตัวนี้ เอาตัวนี้มาต่อตัวนี้ ก้าวไป เอาตีนต่อตีนไป ไม่หยุด เดี๋ยวก็ถึง ไปถึง ไฟกำลังไหม้ นั่งภาวนาอยู่นั่นล่ะ 

นั่งไปนานๆ ไม่เห็นผี บ่เคยเห็นผี นั่งดู ดูลมหายใจ พุทโธ พุทโธ คนหลับตาเนอะ นั่ง “พุทโธ” หลับตาอยู่ได้ยินเสียงเดิน แช๊บ แช๊บ มา ผีหรือเปล่าว่าเนี่ย มาแล้วก็ย่ำ คว๊าบ คว๊าบ ต๊าย! ผีมันย่ำแคว่ว คว๊าบ คว๊าบ ย่ำก๊อบ ก๊อบ ก๊อบ ยิ่งย่ำยิ่งกลัว แต่ก็นั่งนิ่งอยู่นั่นแหล่ะ ดังก๊อบแก๊บๆ หรือมึงจะกินกูว่ะ จะกินตอนไหน พี้ๆตาเบิ่ง หมา ทางคนภาคอีสาน เวลาคนตายก็แต่งผ้าขาว เอากระดูก เอาไก่ เอาใส่ข้าว ให้คนตายกิ๋น หมาไปย่ำกระดูกไก่ดังกร๊อบๆ เลยบ่แม่นผี นั่งภาวนาต่อ นั่ง เขาว่าผี โดนพื้นมันขาด ตกอ้าแล้ว บ่ใช่ผี แต่พื้นมันขาด นั่งไปนานๆ ในกองไฟ แมลงไหม้มันมาตอมไฟ นกเค้า แคว๊ก แคว๊ก มาตอมไฟ มากินแมงไหม้อยู่ในไฟ มันตอมไฟ นกเค้ามันบินมา มันบินมา บ่บินมาซื่อๆ มันพัดเอาหัวเฮาเนี่ย ใกล้ๆ เลยตื่น เลยลืมตา เลยลุกออกมา มาย่านผีมาแล้ว เฮ็ดจั่งใด๋ บ่ย่านผี ผีมันเฮ็ดตามหลังไป ความคิดเด็กน้อย เลยเดินถอยหลังกลับมา เอาตีนต่อเดินถอยหลังกลับมา ออกจากป่าช้าเดินออกมา ถอยหลังออกมา แต่นั้นมาก็ไปเรื่อยๆ เลยไม่กลัวผี นี่พ่อแม่ครูบาอาจารย์ฯสอน ไม่ได้สอนแต่ปาก สอนให้กระทำด้วย ใช่ไหม 

อาตมาเป็นเณร จึงมาบวชเป็นพระ จึงไม่กลัว ไปอยู่ไหนได้หมด เดินจงกรม ภาวนาอยู่คนเดียวก็ได้ เดินภาวนาตามภูตามเขา ไม่มีผี มีแต่ความกลัว ใจของเรา ไปหลอกเรา ใจเรานี่หลอกเรา ผีมันไม่หลอกหรอก ใจมันหลอก มันกล้าทำให้เราไม่ได้ นั่งสวดมนต์เนี่ย เสียงปึ้มปั้ม ปึ้มปั้ม ตกมาแต่ทางฟ้าน่ะ ก้อนหินขนาดนี้ เท่าก้อนเสา ตกบึ้มบั้ม บึ้มบั้มลงมา กำลังสวดมนต์อยู่ อาตมาก็ไม่ได้ไปดู ก็สวดมนต์ไปเรื่อยๆ พอสวดมนต์เสร็จไปดู ไม่มีอะไร ตกมาจากบนฟ้า ใส่หลังคา ตึ้มตั้มๆ ข้างศาลา สักรถสองรถ มันตกลง ก้อนหินเสียงดังตึ้มตั้มๆ ไปอยู่ป่าครั้งแรก มีจริง แต่มันไม่ทำอะไรให้เราได้ เพราะอะไร เพราะว่า มันทำให้เรากลัว มันทดสอบจิตใจผู้ปฏิบัติธรรม มันทดสอบปฏิบัติธรรม มันจะกลัวไหม ถ้ากลัวแล้วธรรมแตก เราก็ทำหน้าที่ของเราไปจนจบ แล้วไม่มีอะไร จากนั้นมาก็เป็นแสงขึ้นข้างบน ขึ้น เหมือนบั้งไฟดอก เป็นแสงพุ่งขึ้นข้างบน ที่หลวงพ่อฯอยู่มันเป็นแสงขึ้น คนในบ้านมองมาเห็น ห่างจากหมู่บ้าน 2 กิโล เขาเลี้ยวมาเห็น กลางวันก็เป็น กลางคืนก็เป็น เป็นแสงพุ่งขึ้นข้างบน กลางวันเขาก็เดินมาดู พอมาใกล้ๆแสงไม่มีแล้ว ดับไป พอมาใกล้ๆแสงก็ดับไป พออยู่ห่างๆจะมีแสงขึ้นไปด้านบน เขาเห็นแล้วเขามาพูดให้ฟัง 

อาตมาก็นั่งเฉยๆแหล่ะ ไม่มีอะไร ไม่ได้ทำอะไร มีแต่พุทโธ นั่นล่ะ พุทโธ จึงมีฤทธิ์ เพราะฉะนั้นพี่น้องญาติโยม อย่าไปลืมพุทโธ ให้ปฏิบัติ พุทโธ พุทโธ เป็นอรรถ เป็นธรรม ศักดิ์สิทธิ์จริง เห็นจริง รู้จริง รู้อรรถ รู้ธรรม เห็นจริง เห็นอรรถ เห็นธรรม พ่อแม่ครูอาจารย์ฯหลายองค์หลายท่าน ปฏิบัติแล้วเห็นอรรถเห็นธรรม มันอยู่ที่ไหน อยู่ที่ตัวของเราเนี่ย ไม่ได้อยู่ในตำราหรอก อยู่ในตัวของเราเนี่ย อยู่ในหัวใจเราเนี่ย อยู่ในตัว อยู่ในหัวใจเรา ธรรมมันอยู่นี่ เพราะฉะนั้น วันนี้พี่น้องญาติโยมมาปฏิบัติธรรมคือ ปฏิบัติตัวของเราเป็นบุญเป็นกุศล เป็นศิริมงคล 

พระธรรมเทศนา พระครูสามารถกิตติคุณ (เบา โอภาโส) วัดป่ากิตติพรพุทธาราม อำเภอวังยาง จังหวัดนครพนม  –  003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘ถ้ามีสติก็จะสามารถดึงใจให้หยุดคิดถึงเรื่องที่ทำให้เครียดให้เกิดทุกข์ได้’ พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต #SootinClaimon.Com

Posted on November 4, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/613403

'ถ้ามีสติก็จะสามารถดึงใจให้หยุดคิดถึงเรื่องที่ทำให้เครียดให้เกิดทุกข์ได้' พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

วันพุธ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 19.35 น.

“…ใช้ธรรมะเป็นเครื่องแก้ปัญหา แก้ความเครียด แก้ความทุกข์ ก็คือใช้สตินี่แหละเป็นเครื่องแก้ ถ้ามีสติ สติก็จะสามารถดึงใจให้หยุดคิดได้ ให้หยุดคิดถึงเรื่องที่ทำให้เครียดที่เกิดที่ทำให้ทุกข์ พอไม่คิดถึงเรื่องที่ทำให้เครียดทำให้ทุกข์ ความเครียดความทุกข์ก็จะหายไป ถึงแม้ว่าจะหายไปชั่วคราวก็ตาม แต่ถ้าเครียดใหม่ก็ใช้สติใหม่ ถ้ายังไม่รู้จักวิธีแก้ปัญหาความเครียดด้วยวิธีที่ถาวร คือวิธีของปัญญา 

ถ้าอยากจะแก้ปัญหาความเครียดความทุกข์อย่างถาวร ก็ต้องใช้ปัญญา แต่ก่อนจะใช้ปัญญา ก็ต้องมีสติเป็นผู้กำกับปัญญาอีก เพราะปัญญาจะไม่เกิดถ้าไม่มีสติเป็นผู้สั่งให้เกิดนั่นเอง ดังนั้นสติจึงเป็นธรรมที่สำคัญและเป็นธรรมที่ผู้ปฏิบัติสามารถปฏิบัติได้ตลอดเวลา นับตั้งแต่ลืมตาขึ้นมาจนถึงเวลาที่หลับนอน จึงไม่ควรมองข้ามการเจริญสติ ซึ่งเป็นเหมือนกุญแจดอกแรกที่จะเปิดประตูบานแรกให้เข้าสู้ประตูอีกหลายๆ บาน ที่รออยู่ข้างหน้าต่อไป ถ้าไม่สามารถผ่านด่านแรกได้ ก็ไม่สามารถผ่านด่านที่สอง ด่านที่สามได้ 

จึงต้องให้ความสำคัญกับการเจริญสติ แล้วก็เป็นความดีที่สามารถเจริญสติได้ตลอดเวลา ควบคู่ไปกับการทำภารกิจต่างๆ ไม่จำเป็นที่จะต้องอยู่คนเดียวไม่ทำอะไร ถึงจะเจริญสติได้ แต่ถ้าจำเป็นต้องทำภารกิจที่จำเป็น ก็ยังสามารถเจริญสติได้ แต่ถ้าไปทำภารกิจที่ไม่จำเป็นนี้ก็จะยากต่อการเจริญสติ แล้วจะไม่ได้สติที่ต้องการคือ สติที่ไม่คิด สติที่หยุดความคิด เช่น ถ้าต้องไปทำงานทำมาหากินแบบที่ต้องใช้ความคิดมากๆ คิดวางแผนการต่างๆ คิดวิธีจัดการแก้ปัญหาต่างๆ การจะใช้สติให้หยุดคิดก็จะทำไม่ได้ ก็ทำได้เพียงแต่คอยประคับประคองความคิดให้คิดอยู่เฉพาะเรื่องงานเรื่องการเท่านั้น ไม่ปล่อยให้ไปคิดทางอื่นที่จะทำให้เกิดความทุกข์เกิดความเครียดขึ้นมา

สำหรับผู้ที่ต้องการรสแห่งธรรม ส่วนใหญ่ก็จะไม่ทำงานทำการกัน ก็จะไปอยู่แบบนักบวชกัน เพื่อที่จะได้มีเวลาที่จะได้มาปฏิบัติธรรมได้ตลอดเวลานั่นเอง มาปฏิบัติธรรมได้ตลอดเวลาตั้งแต่ลืมตาขึ้นมาเลย ธรรมที่ควรจะเจริญธรรมที่ควรยินดีในอันดับแรกก็คือสติ ถ้ามีสติก็จะควบคุมการพูดการกระทำได้ ก็จะรักษาศีลได้ ถ้ารู้ว่าจะไปทำผิดศีลก็หยุดได้ถ้ามีสติ งั้นผู้ที่จะมีศีล มีสมาธิ มีปัญญา เพื่อให้เข้าถึงรสแห่งธรรมได้ จำเป็นที่จะต้องมีสติมากๆ มีสติแบบเต็มร้อยถึงจะเข้าถึงรสแห่งธรรมได้อย่างเต็มร้อย แต่ในเบื้องต้นก็ฝึกไปตามกำลังของสติที่มีอยู่ไปก่อน แล้วค่อยพัฒนาขึ้นไปตามลำดับ… “

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต วัดญาณสังวรารามฯ จังหวัดชลบุรี วันที่ ๔ มกราคม พ.ศ.๒๕๖๓ (เพจ พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต)  –  003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘โลกุตตรธรรมหลุดพ้นจากกองทุกข์ของไตรภพ’ : พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต #SootinClaimon.Com

Posted on November 3, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/613123

'โลกุตตรธรรมหลุดพ้นจากกองทุกข์ของไตรภพ' : พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

วันอังคาร ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 19.33 น.

การที่พวกเราได้มานับถือพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาของพวกเรา ถือว่าเป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจเป็นอย่างมาก เพราะการนับถือพระพุทธศาสนานี้ ทำให้เราได้มีครูบาอาจารย์ที่เก่งกาจที่มีความรู้ที่ไม่มีใครในโลกนี้รู้กัน ต่อให้ไปเรียนจากมหาวิทยาลัยอันดับ ๑ ของโลก หรือไปศึกษาจากศาสนาอื่นเราก็จะไม่ได้ความรู้ที่เราจะได้จากพระพุทธศาสนา ความรู้ที่พระพุทธศาสนาจะให้กับพวกเรานี้เรียกว่า “โลกุตตรธรรม” หรือ “โลกุตตรวิชา” ส่วนความรู้ที่เราจะได้เรียนรู้จากสถาบันการศึกษาต่างๆ หรือจากศาสนาอื่นๆ เราจะได้ “โลกิยวิชา” 

โลกุตตรวิชากับโลกิยวิชาต่างกันอย่างไร โลกิยวิชาเป็นวิชาที่ทำให้เรายังต้องติดอยู่ในไตรภพ อยู่ในการเวียนว่ายตายเกิดของสังสารวัฏ ส่วนโลกุตตรวิชา เป็นวิชาที่จะพาให้เราได้หลุดออกจากโลกของการเวียนว่ายตายเกิดของไตรภพ ของสังสารวัฏนั่นเอง นี่คือข้อแตกต่างระหว่างความรู้หรือวิชาความรู้ที่มีอยู่ในโลกนี้ จะแบ่งไว้เป็น ๒ ระดับด้วยกัน คือระดับโลกิยวิชาและโลกุตตรวิชา “โลกุตตระ” แปลว่าเหนือโลกิยะนั่นเอง สูงกว่าโลกิยะ

โลกิยะนี้ไม่สามารถพาให้ผู้ศึกษาร่ำเรียน หลุดออกจากโลกของการเวียนว่ายตายเกิดได้ โลกของไตรภพคือกามภพ รูปภพ และอรูปภพ เรียกว่าสังสารวัฏ เพราะว่าไม่ว่าจะไปเกิดในภพไหน เกิดแล้วเดี๋ยวก็ต้องมีการสิ้นสุดลง เกิดเป็นมนุษย์เดี๋ยวก็ต้องตาย เกิดเป็นเทวดาก็ต้องกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ใหม่ เกิดเป็นพรหมก็ต้องกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ใหม่ พอเกิดเป็นมนุษย์ใหม่ก็ต้องมาแก่มาเจ็บมาตายใหม่ ก็จะติดอยู่กับไตรภพ ๓ ภพนี้

กามภพก็คือภพของมนุษย์ ของเทวดา ของผู้ที่เสพกาม รวมไปถึงพวกเดรัจฉาน พวกเปรต พวกอสูรกาย พวกนรกนี้อยู่ในกามภพ ภพที่ยังต้องเสพรูปเสียงกลิ่นรสต่างๆ อยู่ ส่วนรูปภพกับอรูปภพ เป็นภพของผู้ที่เสพรูปฌานกับอรูปฌานคือสมาธิขั้นต่างๆ นั่นเอง พวกนี้ก็ยังไม่สามารถที่จะหลุดออกจากการติดอยู่ในไตรภพใน ๓ ภพนี้ได้ ไม่ว่าจะได้ภพไหนเดี๋ยวก็ต้องกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ใหม่ พอกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ ก็ต้องมาเจอกับความแก่ ความเจ็บ ความตายของมนุษย์ใหม่ 

มีผู้ที่ได้ศึกษาโลกุตตรวิชาเท่านั้น ที่จะหลุดออกจากการเวียนว่ายตายเกิดในไตรภพนี้ได้ ผู้ที่จะหลุดออกได้ต้องเป็นผู้ที่ได้ศึกษาจากพระพุทธศาสนา คือจากพระพุทธเจ้า พระธรรม หรือพระสงฆ์นี่เอง พระพุทธเจ้าหรือพระธรรมคำสั่งคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่มีบันทึกไว้ในพระไตรปิฎก และพระอริยสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้านี้เป็นครูเป็นอาจารย์ ที่จะให้โลกุตตรวิชาต่อผู้ที่มาศึกษา ถ้าไปศึกษาที่อื่นจะไม่มีโลกุตตรวิชา มีแต่โลกิยวิชา ไม่ว่าจะเป็นวิชาแขนงใดในโลกนี้ ถือว่าเป็นโลกิยวิชาทั้งหมด 

เรียนวิทยาศาสตร์ก็เป็นโลกิยวิชา เรียนศึกษาศาสตร์ เรียนอักษรศาสตร์ เรียนบัญชี เรียนพาณิชย์ เรียนธุรกิจ เรียนวิศวกรรม เรียนคณิตศาสตร์ เรียนเคมี วิชาเหล่านี้ไม่สามารถทำให้ผู้ได้เรียนรู้หลุดออกจากโลกของการเวียนว่ายตายเกิดได้ ออกจากไตรภพได้ ต้องไปเรียนโลกุตตรวิชา โลกุตตรวิชานี้เป็นวิชาที่พระพุทธเจ้า เป็นผู้ทรงค้นพบขึ้นมา เรียกว่า “ตรัสรู้” การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าก็คือการตรัสรู้โลกุตตรวิชานี่เอง ได้ทรงค้นพบวิชาความรู้ที่จะทำให้ผู้รู้นี้ สามารถออกจากกองทุกข์แห่งการเวียนว่ายตายเกิดได้

ผู้ที่มานับถือพระพุทธศาสนาก็คือเหมือนกับนักเรียน ที่มาเรียนหนังสือจากพระพุทธพระธรรมหรือพระสงฆ์นั่นเอง ถ้านับถือพระพุทธศาสนา แล้วไม่มาศึกษาพระธรรมคำสั่งคำสอนของพระพุทธเจ้า ก็ถือว่าเป็นนักเรียนที่หนีเรียน นักเรียนที่หนีเรียนนี้ก็จะเรียนไม่จบ จะไม่ได้รับประโยชน์จากการมานับถือพระพุทธศาสนา ต้องศึกษาพระธรรมคำสั่งคำสอนของพระพุทธเจ้า แล้วนำเอาคำสั่งคำสอนของพระพุทธเจ้าไปปฏิบัติ ถึงจะสามารถได้โลกุตตรวิชา ได้ความรู้ที่จะพาให้หลุดออกจากกองทุกข์ของไตรภพได้ หลุดออกจากการเวียนว่ายตายเกิดในไตรภพได้ ก็จะสามารถที่จะหลุดออกจากไตรภพได้

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต วัดญาณสังวรารามฯ จังหวัดชลบุรี วันที่ ๑๕ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๓ (เพจ พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต)  – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘อย่าไปโทษใครเวลามีทุกข์ต้องโทษตัวเองที่ไม่หาที่พึ่ง’ : พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต #SootinClaimon.Com

Posted on November 2, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/612910

'อย่าไปโทษใครเวลามีทุกข์ต้องโทษตัวเองที่ไม่หาที่พึ่ง' : พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

วันจันทร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 19.29 น.

“… อย่าไปโทษใครเวลาเราทุกข์ เวลาเราเดือดร้อน ต้องโทษตัวเราเอง ที่ไม่หาที่พึ่ง ที่ไม่รีบสร้างที่พึ่ง พอมีเรื่องอะไรมากระทบก็ทุกข์วุ่นวายกัน ถ้าได้สร้างสติสร้างสมาธิสร้างปัญญาแล้ว ไม่ว่าอะไรจะมากระทบกับใจ จะไม่เป็นปัญหาเลย 

ขันธ์ ๕ จะเป็นอย่างไร ก็ไม่เป็นปัญหา ร่างกายจะแก่จะเจ็บจะตายอย่างไร ก็ไม่เป็นปัญหา เวทนาจะเป็นชนิดไหน ก็ไม่เป็นปัญหา เรื่องราวต่างๆของคนนั้นคนนี้ ก็จะไม่เป็นปัญหา ต้องตัดลาภยศสรรเสริญสุขให้ได้ อย่าไปอยากรวย อยากมีตำแหน่งสูงๆ อยากให้ผู้อื่นสรรเสริญยกย่องเยินยอ อย่าหาความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกาย 

แต่ให้อยากทำบุญให้ทาน อยากรักษาศีล อยากหาที่สงบสงัดวิเวกอยู่คนเดียว ให้ยินดีในสิ่งที่ควรยินดี คือยินดีในธรรม ไม่มีอะไรน่ายินดียิ่งกว่ารสแห่งธรรม ไม่มีอะไรจะชนะรสแห่งธรรม การยินดีในรสแห่งธรรมนี้เป็นการยินดีที่เลิศที่สุด อย่าไปยินดีกับรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ ให้ยินดีกับความสงบของใจ …”

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต วัดญาณสังวรารามฯ จังหวัดชลบุรี วันที่ ๒๒ มีนาคม ๒๕๕๒ (เพจ พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต)   –  003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘ตัวแทนของพระพุทธเจ้า’ คือ ‘พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า’ : พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต #SootinClaimon.Com

Posted on October 31, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/612477

'ตัวแทนของพระพุทธเจ้า' คือ 'พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า' : พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

วันเสาร์ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 19.34 น.

“…ตอนนี้เราไม่มีพระพุทธเจ้า แต่เรามีตัวแทนของพระพุทธเจ้า อะไรคือตัวแทนของพระพุทธเจ้า ตัวแทนของพระพุทธเจ้า คือ พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้านี่เอง ที่ได้มีการจดจำและบันทึกไว้ในพระไตรปิฎก พระไตรปิฎกนี่แหละเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า ถ้าเราอยากเข้าหาพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็บอกว่า “ให้เข้าหาพระธรรมคำสอน เหมือนกับได้เข้าพบกับพระพุทธเจ้า” เพราะพระพุทธเจ้านี้ ท่านอยู่ได้ไม่เกิน ๘๐ ปี ท่านก็ต้องตายจากโลกนี้ไป ถ้าสมมุติว่าเราอยู่ในยุคที่มีพระพุทธเจ้า เวลาเราไปหาพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็จะสอนเราบอกเรา วิธีกำจัดความทุกข์ว่ากำจัดอย่างไร คำสอนนี้ก็ได้ถูกจดจำกันเอาไว้ บันทึกกันเอาไว้ แล้วก็รวบรวมไว้ในพระไตรปิฎก

ดังนั้น เวลาเราอ่านพระไตรปิฎก ก็เท่ากับเราได้ยินได้ฟังคำสอนจากพระพุทธเจ้า เพราะว่าพระธรรมที่มีบันทึกไว้ในพระไตรปิฎก ก็เป็นคำสั่งคำสอนของพระพุทธเจ้านี่เอง พระพุทธเจ้าจึงบอกว่า “พวกเรานี้จะไม่ได้อยู่โดยปราศจากศาสดา” คือพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้านี้เป็นพระบรมศาสดา เป็นพระบรมครูของพวกเรา ถึงแม้ว่าร่างกายของท่านจะล่มสลายหายไปหมดแล้วก็ตาม แต่คำสอนของท่านยังอยู่ ไม่ได้ล่มสลายไปกับร่างกายของพระพุทธเจ้า ถ้าเราได้เข้าหาพระธรรมคำสอน ก็ถือว่าเราได้เข้าถึงพระพุทธเจ้าแล้ว…” 
ธรรมะบนเขา

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต วัดญาณสังวรารามฯ จังหวัดชลบุรี วันที่ ๑๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๑ (พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต)  – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

คนโง่ก็คือคนที่คิดว่าตนเองฉลาดแล้ว ไม่จำเป็นต้องเข้าหาพระศาสนา : พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต #SootinClaimon.Com

Posted on October 30, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/612333

คนโง่ก็คือคนที่คิดว่าตนเองฉลาดแล้ว ไม่จำเป็นต้องเข้าหาพระศาสนา : พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

วันศุกร์ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 19.36 น.

“… การเข้าหาพระธรรมคำสอน จึงเป็นการกระทำที่ฉลาด เพราะคนที่ฉลาดก็คือคนที่รู้ว่าตนยังโง่อยู่ ยังไม่ฉลาด ส่วนคนโง่ก็คือคนที่คิดว่าตนเองฉลาดแล้ว ไม่จำเป็นต้องเข้าหาพระศาสนา หาพระธรรมคำสอน เช่นพวกที่ได้ศึกษาวิชาความรู้ทางโลก จนได้ปริญญาระดับต่างๆ ปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก พวกนี้มักจะคิดว่าตนฉลาดแล้ว รู้แล้ว แต่ทำไมยังต้องเวียนว่ายอยู่กับความทุกข์ความวุ่นวายใจ กับปัญหาต่างๆ ไม่รู้จักจบจักสิ้น เพราะความรู้ทางโลกไม่สามารถดับทุกข์ ดับปัญหาต่างๆ ได้ มีแต่ความรู้ทางพระศาสนาเท่านั้นที่จะดับได้

ถ้าได้ศึกษาจนถึงปริญญาเอกแล้วก็ตาม ก็อย่าไปคิดว่าฉลาด ถ้ายังมีความทุกข์ความวุ่นวายใจ ยังกินไม่ได้นอนไม่หลับ ยังห่วงเรื่องนั้นห่วงเรื่องนี้ กลัวเรื่องนั้นกลัวเรื่องนี้อยู่ แสดงว่ายังไม่ฉลาด ยังไม่ได้เรียนวิชาที่จะแก้ปัญหาใจได้ คือพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่จะช่วยเราดับความทุกข์ ความวุ่นวายใจ ความหวาดกลัว ความไม่สบายอกไม่สบายใจได้…”

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต วัดญาณสังวรารามฯ จังหวัดชลบุรี วันที่ ๑๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ (เพจ พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต)

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘หลวงปู่เบา โอภาโส’ เทศน์เปิดพุทธทำนายยุคโรคระบาด ‘บุญบาปมีจริง! #SootinClaimon.Com

Posted on October 29, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/612105

'หลวงปู่เบา โอภาโส' เทศน์เปิดพุทธทำนายยุคโรคระบาด 'บุญบาปมีจริง!

วันพฤหัสบดี ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 19.30 น.

“แนวหน้า ออนไลน์” มีโอกาสได้ฟังธรรมของ “พระครูสามารถกิตติคุณ” หรือ หลวงปู่เบา โอภาโส เจ้าอาวาส วัดป่ากิตติพรพุทธาราม และ เจ้าคณะอำเภอนาแกวังยางใน จ.นครพนม ซึ่งท่านเป็นหนึ่งในพ่อแม่ครูอาจารย์ฯที่ปฏิบัติตาม “ปฎิปทา” ขององค์หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต พระอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนาธุระ รวมทั้งเดินตามรอยปฏิปทาองค์หลวงปู่สนธิ์ พระคัมภีรญาณ วัดสันติการาม บ้านนาโสก อ.นาแก จ.นครพนม และ องค์หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี โดยท่านได้เมตตาเล่าเกร็ดธรรมะหัวข้อ “พุทธทำนาย” ก่อนจะเทศนาธรรมโปรดญาติโยมตามกาล ณ ศาลาทรงธรรม วัดอโศการาม จ.สมุทรปราการ “แนวหน้า ออนไลน์” จึงนำมาเสนอเป็นธรรมทาน โดยเสนอเป็น ตอนที่ 1  

มาเทศน์อยู่นี้เป็นครั้งที่ 3 ยังไม่เห็นใครบวชสักคน แต่ก็ดีน่ะ ดี ที่ว่าเป็นผู้ปฏิบัติธรรม ธรรมเท่านั้นชนะทั้งปวง ชนะโลก พระพุทธเจ้าท่านก็อยู่ทางโลกเหมือนกัน เป็นคนมีครอบครัวเหมือนกัน แต่ท่านออกไปหาธรรมอยู่ในป่า ในภู ในเขา หกปี ท่านไปหาทำ นั่นพระองค์ท่านสร้างบารมีมา 4 อสงไขย แสนมหากัป พวกเราก็คงจะเห็นธรรมในกาลต่อไป

ตามพุทธทำนาย ก็ว่าคนจะหมดไป หมดไป เหลืออยู่ 3 พรหมโพธิ์ศรี โพธิ์ศรีหนึ่งคือ พระพุทธเจ้า โพธิ์ศรีหนึ่งคือ พระธรรม โพธิ์ศรีหนึ่ง คือ ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ เหมือนพี่น้องญาติโยม ก็อยู่ในสามร่มโพธิ์ศรี อยู่ในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จะอยู่ยงคงรอด อยู่ได้ พวกเรานั้น ไปไว้ที่ของใคร ของเรา มีศีลบ้าง ไม่มีศีลบ้าง เผลออีกทีหนึ่ง คนที่เหลือรอดได้ ก็คือ คนมีศีลห้าบริบูรณ์ และ ก็อยู่ได้ 

ตามพุทธทำนาย มีแนวโน้มถูกต้องที่พุทธทำนาย อาตมาบวชครั้งแรก ปี 2513 ดูตำรับตำรา ไปดูในพุทธทำนาย เขาเรียกหนังสืออาร์ยันตคุปต์ พุทธทำนาย ญาติโยมก็คงจะเคยเห็นหนา หนาๆ เบ้อเริ่มขนาดนี้ อาตมาไปนั่งดู จำได้ว่า ข้าวบ่มีลาน ก็ถูก ทุกวันนี้ก็ข้าวบ่มีลาน สมัยก่อนอาตมาเด็กๆ เกี่ยวข้าวก็กองไว้ที่ลานซะก่อนน่ะ ลานเป็นยังไง ลาน มีหน้ากว้าง 30-40 เมตร เอาขี้ควายมาราด ใส่ตุ่มมาราด เกลี้ยง แล้วก็เอาไปกองแค่นั้น นี่คือลาน เกี่ยวข้าวแล้วไปกองไว้นั่น เสร็จแล้วกองไว้ก็มื้อดีวันดี ต้องเลือกมื้ออีก มื้อใดสิคราดข้าว ตีข้าว ฮอตมื้อดีวันดีก็ฟาดข้าว ฟาดแล้ว สองสามมื้อก็แล้วสองสามมื้อฟาดข้าวรู้จักบ่ ใส่ไม้ค้อนขี้ตี เนี่ยข้าว ทุกวันนี้ บ่มีลานแล้ว 

หยังใส่รถเกี่ยว คนบ่เกี่ยวแล้ว ใส่รถเกี่ยว ใส่กระสอบ เอาไปขายพร้อม หรือไม่ก็ใส่ไปไว้แล้ว บ่มีลาน รถเกี่ยว คนบ่ได้เกี่ยว พูดตามพุทธทำนายน่ะ ต่อมาก็ทำงานบ่มีผัว คนอีสานมาทำงานกรุงเทพฯ ได้แต่ลูกกับแม่เมื่อ ผัวบ่ไปไส หลายคู่ ข้อสุดท้าย เจ้าหัวบ่มีวัด เจ้าหัว คือ พระ บ่ มี วัด บ่มีวัดจั่งได๋ วัดอย่างใหญ่ อย่างวัดอโศการาม ปัดโถ่! เป็นเมือง 

วัตร คือ ข้อวัตร ปฏิบัติ ข้อวัตรปฏิบัติของพระ เริ่มสิบ่มีข้อวัตรปฏิบัติ ข้อวัตรปฏิบัติคือ ไหว้พระสวดมนต์ ที่วัดเรายังคงอยู่ “วัดอโศการาม” 

วัตรที่สอง คือ เดินจงกรม นั่งสมาธิ ข้อวัตร กวาดตาด กวาดลานวัด เป็นกิจวัด เริ่มสิบ่มีแล้ว บางวัดก็จ้างคนงานเอา มันเริ่มจะหมดไป นี่คือวัตรของพระ เป็นพระที่ควรกราบไหว้ ควรสักการะ เป็นพระจริง ต้องมีข้อวัตรปฏิบัติ ข้อวัตรปฏิบัต คือ เดินจงกรม นั่งสมาธิ เดินจงกรม 

หลวงปู่ลี (ท่านพ่อลี ธัมมธโร พ่อแม่ครูอาจารย์ฯผู้ก่อตั้งวัดอโศการาม)  ดูประวัติท่านสิ เดินจงกรม พ่อแม่ครูบาอาจารย์ฯ หลวงตามหาบัว ก็เดินทุกวัด แก่แล้วก็ยังเดิน 70-80-90 ยังเดินจงกรม ก่อนที่ท่านจะมรณภาพ อาจารย์เบาฯนิมนต์ท่านไปเทศน์ อยู่อำเภอนาแก ไปนิมนต์ท่าน กลับมาถึงวัด เขาโทรมาบอกว่า ท่านไม่ได้ไปเทศน์กลับน่ะ ท่านไปนอนโน่น ท่านไปนอนโน่นแหล่ะ พอไปถึงแล้วท่าน พูดให้ฟัง ท่านเคยไปธุดงค์แถวนั้นอยู่ประจำ เดินธุดงค์ไปทางนาแกประจำ สมัยไปปลงศพหลวงปู่เสาร์ ปลงศพหลวงปู่มั่น เพราะท่านเป็นพระอุปัฏฐากหลวงปู่มั่น หลวงตามหาบัวน่ะ เป็นพระอุปัฏฐากหลวงปู่มั่น 

หลวงปู่มั่น ก่อนจะหมดลมหายใจอยู่กับหลวงตามหาบัวสองคน องค์อื่นเข้าไปไม่ได้ ท่านไม่ให้เข้าไป จะหนักจะเบาก็อยู่กับหลวงตามหาบัว ท่านเป็นคนดูแล จนสิ้นลม เก็บศพ เก็บหีบ เก็บอะไรเสร็จแล้ว หลวงตาบัวหนีไปเลย จนจะเผาศพท่านกลับมา หนีไปเลย หนีไปอะไร ไปทำความเพียร ไปเดินจงกรม ไปนั่งสมาธิ แต่ก่อนหลวงตาบัวไม่ได้เข้าเทศน์น่ะ ทำความพากความเพียร เอาอย่างอุกฤษฏ์ อดข้าว อดน้ำ อดนอน นั่งสมาธิ โยมเคยรู้จักไหม หลวงตาบัวนั่งสมาธิ ท่านพูดให้ฟังน่ะ นั่งนานๆจน พูดขอโทษน่ะ ก้นแตก นั่งจนก้นแตก นั่งภาวนาบ่ลุกไปลุกมา นั่งทั้งคืนทั้งวัน หลายวัน มันแตกมันพอง เพราะนั่งเต็งมันหลาย เลือดลมไม่เดิน 

ถ้าพูดตามความเป็นจริงแล้ว มีหลวงปู่มั่น หลวงตาบัว ทำความเพียรเอาอย่างอุกฤษฏ์ หลวงตาบัวไม่ใช่พระธรรมดา คนทั่วโลกรู้จัก หลวงปู่มั่นก็คนทั่วโลกรู้จัก ไปที่ไหนๆก็เห็นรูปหลวงปู่มั่น ไปยุโรปก็เห็นอยู่ยุโรป ไปเอเชียก็เห็นอยู่เอเซีย อยู่อินเดีย อยู่อะไร ประเทศอะไรเกาะเยอะๆ อินโดนีเซีย เป็นเมืองมุสลิม แต่มีรูปหลวงปู่มั่น คนอินโดนีเซียทั้งประเทศ เป็นชาวพุทธอยู่ 2 แสนคน นอกนั้นเป็นมุสลิมหมด คนตั้งหลายล้านคน ไม่เหมือนเมืองไทยเรา 

เมืองไทยเรา คนถือพุทธเยอะ เป็นชาวพุทธเยอะ ศาสนาอื่นก็มี แต่ไม่เยอะเหมือนศาสนาพุทธ พระพุทธศาสนานั้นสอนให้รู้ ให้เห็น ตามความเป็นจริง ไม่ได้ให้ความหวัง ให้รู้ด้วยตนเอง ปฏิบัติตัวเอง และ เห็นด้วยตนเอง เห็นอะไร เห็นอรรถ เห็นธรรม เห็นธรรมะของพระพุทธเจ้า ว่าพระองค์ท่านสอนอะไรไว้บ้าง แล้วมาปฏิบัติ แล้วเห็นตามความเป็นจริง 

ยกตัวอย่างเช่น ศีล 5 เป็นศีลของฆราวาส ศีล 8 เป็นศีลของฆราวาส ศีล 10 เป็นศีลของพระ ของเณร เป็นศีลของเณร นั่นเณรน้อย อายุแปดขวบเก้าขวบ อาตมามาหลายครั้งแล้ว เห็นเณรน้อย เณรตัวเล็กๆ ถามเมื่อเช้า อายุกี่ปี่แล้วเณร แปดปี บวชหลายเดือนแล้ว อายุแปดปี ฉันข้าวมื้อเดียวได้ นี่! เรียกว่า เป็นคนที่เคยมีบุญ เคยสร้างบุญสร้างกุศลมามาก เคยปฏิบัติธรรม พอเกิดมาก็ปฏิบัติธรรมเลย ตาม “พุทธทำนาย” บอกว่า อายุเจ็ดขวบปฏิบัติธรรมได้ บวชได้ เกิดมาเด็ก 7 ปีแล้วบวชได้เลย 

เหมือนอย่าง “เณรราหุล” เป็นตัวอย่าง ลูกชายพระพุทธเจ้า อายุ 7 ปี รู้จักนิติภาวะ รู้จักบาป จักบุญ จักคุณ จักโทษ รู้จักอยากได้ ไม่อยากได้ นางผีพรายจึงให้ไปขอสมบัติจากเจ้าฟ้าชาย จากพระพุทธเจ้านั่นเอง พระพุทธเจ้าไปบวช ไปเลย ไม่ได้บอกใคร ไปบวช ไปกลางคืนด้วย ราหุลเพิ่งเกิดได้ 7 วัน ท่านก็ไปบวชเลย พอราหุลได้ 7 ปี นางผีพรายให้ไปขอสมบัติจากพระพุทธเจ้า จากพ่อเจ้าไป้ เณรราหุลก็ไป มาขอสมบัติ พระพุทธเจ้าก็เทศน์ให้ฟัง จะเอาสมบัติภายนอก หรือ เอาสมบัติภายใน

สมบัติภายนอกนั้น มันเวียนว่ายตายเกิด สมบัติภายในนั้น ไม่ต้องมาเกิดอีก ไปสวรรค์ ไปนิพพานเลย ไม่ต้องมาเกิด ปวดหัว เจ็บท้อง ไม่ต้องมาเกิดให้ลำบาก ไปสวรรค์ไปนิพพานเลย เณรราหุลก็รับสมบัติภายใน พระพุทธเจ้าจึงให้พระอานนท์ไปบวชให้ นี่คือสมบัติที่พระพุทธเจ้าได้มอบให้เณรราหุล  เอาสมบัติภายใน สมบัติภายนอก อีกไม่นานก็จากมันไปแล้ว มีเงินร้อยล้านสิบล้านก็อยู่กับเราไม่นาน เราก็หนีจากมันไป สมบัติเหล่านั้นก็เป็นของลูกของหลาน เป็นญาติพี่น้องไปเลย ไม่ได้เอาไปได้สักอัน มีรถ มีเรือ มีเงิน มีทอง สร้อยแหวน เงินทอง เอาไปไม่ได้ เอาไปได้แค่บุญกับบาป ตายไปเอาไปได้สองอย่าง 

เอาบุญกับบาปไปด้วย นอกนั้นเอาไปไม่ได้สักอย่างเลย สมบัติที่เรามี ที่จะเอาไปได้ คือ บุญ ที่ญาติโยมปฏิบัติอยู่ทุกวันนี้ เอาไปด้วย เอาบุญไปด้วย เอาคุณงามความดีไปด้วย เอาบาปไปด้วย เพราะฉะนั้นจึงละบาป บำเพ็ญบุญ ถ้าเอาบาปไปด้วย เยอะ ก็ไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน ไปตกนรกอเวจี นี่บาป ถ้าเอาบุญไปด้วย ได้เยอะ ถ้ามาเกิดเป็นคน ก็เป็น คนอุดมสมบูรณ์ ไม่เป็นคนพิการ สติปัญญาดี ความรู้ดี ฐานะดี เงินทองก็ดี นี่บุญ ถือบุญมาด้วย จากนั้นก็ไปสวรรค์ไปนิพพาน ไปตั้งสูง สองอย่างเท่านั้นแหละที่เอาไปด้วย  อย่างอื่นเอาไปนำไม่ได้สักอย่างเลย แต่คนเราก็ลืมไป ลืมไปว่า “มาด้วยบุญ”  “อยู่ด้วยบุญ” แล้วก็ต้อง “ไปด้วยบุญ” 

ก็เห็นแก่ปากแก่ท้อง ก็กินอะไรที่มันผิดศีลผิดธรรมก็กิน เห็นแก่ปาก ทุกวันนี้ เยอะด้วย เพราะอะไร เพราะรัฐบาลเขาส่งเสริมให้คนกินเหล้า เอาเหล้ามาขายทุกบ้านทุกอำเภอ กินกัน ญาติโยมไม่รู้จักศีลธรรม พระพุทธเจ้าทรงต้องห้ามสุราเมรยะ ในศีลข้อที่ 5 

ข้อที่ 1 ปาณา พระพุทธเจ้าก็ห้าม , ข้อที่ 2 อะทินนา พระพุทธเจ้าก็ห้าม , ข้อที่ 3 กาเม พระพุทธเจ้าก็ห้าม ให้งดเว้นหลีกเลี่ยง , ข้อที่ 4 คือ มุสา , ข้อที่ 5 คือ สุรา ถ้ากินเหล้าแล้ว ทำอะไรก็ได้หมดเลย ฆ่าก็ได้ ขโมยก็ได้ ผิดศีลทุกข้อ นอกใจผัว นอกใจเมียก็ได้ ถ้ากินเหล้า มันทำลายได้ทุกข้อ แต่ถ้าผู้มีศีลธรรมแล้วก็รักษาเนื้อรักษาตัวของเรา ไม่ให้ล่วงละเมิดใน 5 ข้อนี้ ก็เป็นผู้สมบูรณ์ อีกไม่นาน พระศรีอารยเมตไตรย ก็มาโปรด จริงๆแล้ว ท่านมาเกิดแล้ว รอเวลาที่จะมาโปรดพวกเราเท่านั้น เราไม่รู้ว่าท่านอยู่ที่ไหน ลงมาเกิดแล้ว ตอนนี้กำลังเกิดโรคระบาด ตามพุทธทำนายน่ะ กำลังเกิดโรคระบาด ฆ่าคน คนตายเยอะแยะ บ้านเราก็ตายเยอะน่ะ วันละพัน สองพัน วันละหมื่น ทั้งประเทศ ต่างชาติก็ยิ่งตายเยอะ ประเทศอินเดียก็ยิ่งตายเยอะ ทุกประเทศในโลกนี้ ทุกประเทศเลย นี่! มันล้างโลก เหลือแต่คนมีศีลมีธรรม เหลือ 3 องค์โพธิ์ศรี นอกนั้นเก็บไปไว้ตรงอื่นหมด ท่านผู้ใดมีศีลมีธรรมอยู่ได้  –  003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 2,906,912 hits

Join 4,115 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

‘มีเราไม่มีเทา-พอแล้วไม่ไหวแล้ว’ ในวันที่วาทกรรมไปต่อไม่ได้
ดีเดย์ 13 พ.ค. วันพืชมงคล เปิดลงทะเบียนรับพันธุ์ข้าวพระราชทาน ถึงสิ้นเดือน เม.ย.
แม่ก็คือแม่! อุ้ม ลักขณา นุ่งบิกินีอวดหุ่นแซ่บ ทำหนุ่มๆ ใจละลาย
แสวง ยัน กกต. ให้ความเป็นธรรม คดียุบพรรคประชาชน ไม่ใช้ความรู้สึกตัดสิน
จัดเต็มธงฟ้า! ศธ.เตรียมมาตรการลดค่าชุดนักเรียน หวังช่วยผู้ปกครองสู้ภัยเศรษฐกิจ
เปิดรายละเอียด 10 ข้อเสนอของอิหร่าน เงื่อนไขข้อตกลงหยุดยิงกับสหรัฐฯ-อิสราเอล 2 สัปดาห์
อิหร่านอ้าง โจมตีโรงงานปิโตรเคมีในซาอุดีอาระเบียไฟลุกท่วม
เนทันยาฮูโว ทำลายทางรถไฟ-สะพานอิหร่าน อ้างใช้ขนส่งอาวุธ
ทริปเดียวครบ 'หนุ่ม-แท่ง'พาทัวร์บุญ 2 วัดดังรับสงกรานต์ พร้อมเที่ยวแลนด์มาร์กใหม่
สภาเภสัชกรรม ยื่นข้อเสนอต่อ รมว.สธ.ปรับปรุงระบบจ้างงาน-ค่าตอบแทนเภสัชกร เพิ่มประสิทธิภาพการดูแลประชาชน

Recent Posts

  • สงกรานต์นี้ “แบรนด์ซุปไก่สกัด” สานต่อโครงการ ‘สมองล้าอย่าขับ พักดื่มแบรนด์’
  • บางกอกเคเบิ้ล จัดงานวิ่งเพื่อพลังงานสะอาด ส่งต่อรายได้สนับสนุนโซลาร์ให้โรงเรียน
  • เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ เสด็จเยือนกรุงเฮก ทรงเป็นองค์ปาฐกถเผยแพร่ชุดไทยมรดกภูมิปัญญาไทยสู่เวทีสากล
  • หัวหินกลับมาคึกคักอีกครั้งกับการแข่งขันขี่ม้าโปโลการกุศลบนชายหาดนานาชาติ “อินเตอร์คอนติเนนตัล – บี.กริม บีช โปโล 2026” ณ ชายหาดหน้าโรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล หัวหิน รีสอร์ท
  • ไอคอนสยามผนึกพันธมิตรจัด Water Festival สุดยิ่งใหญ่ นำ “งานมหาสงกรานต์ไทย” ขึ้นแท่นเทศกาลระดับโลก

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • 2564(2021)
  • entertain
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    • SootinClaimon.Com
    • Join 1,657 other subscribers
    • Already have a WordPress.com account? Log in now.
    • SootinClaimon.Com
    • Subscribe Subscribed
    • Sign up
    • Log in
    • Report this content
    • View site in Reader
    • Manage subscriptions
    • Collapse this bar
 

Loading Comments...
 

    %d