Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Category Archives: สกู๊ปแนวหน้า

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

สกู๊ปแนวหน้า : ‘3 พร้อม-5 กำแพง-1 เยียวยา’ ถอดบทเรียน‘โรงงานกับชุมชน’ #SootinClaimon.Com

Posted on October 2, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/605559

สกู๊ปแนวหน้า : ‘3 พร้อม-5 กำแพง-1 เยียวยา’ ถอดบทเรียน‘โรงงานกับชุมชน’

วันพฤหัสบดี ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2564, 02.00 น.

ย้อนไปเมื่อเกือบ 3 เดือนที่แล้ว เกิดเหตุเพลิงไหม้และระเบิดที่โรงงานผลิตโฟมและเม็ดพลาสติก บริษัท หมิงตี้เคมิคอล จำกัด ภายในซอยกิ่งแก้ว 21 ถนนกิ่งแก้ว ต.บางพลีใหญ่ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ ตั้งแต่เช้ามืดวันที่ 5 ก.ค. 2564 ซึ่งต้องใช้เวลาข้ามวันข้ามคืนกว่าจะควบคุมเพลิงไว้ได้ เนื่องจากมีการเก็บสารเคมีที่เป็นเชื้อเพลิงไว้เป็นจำนวนมาก โดยเหตุการณ์ครั้งนี้มีอาสากู้ภัยเสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ 1 ราย และบาดเจ็บอีกหลายราย รวมถึงชาวบ้านในรัศมี 5 กิโลเมตรรอบโรงงาน ต้องอพยพไปอยู่ศูนย์พักพิงเป็นการชั่วคราว

หลังเหตุการณ์สงบลง มีความพยายาม “ถอดบทเรียน” ในหลายมิติ ทั้งกรณีที่อุตสาหกรรมก่อสร้างและดำเนินกิจการก่อนชุมชนขยายมาถึง ซึ่งในประเทศไทยมีพื้นที่แบบนี้หลายจุด จะทำอย่างไรในการลดความเสี่ยงไม่ให้ซ้ำรอยกรณีโรงงานหมิงตี้ หรือแผนเผชิญเหตุในระดับท้องถิ่นจนถึงหน่วยงานส่วนกลาง ตลอดจนการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ล่าสุดเมื่อเร็วๆ นี้ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ก็ได้กล่าวถึงเรื่องนี้เช่นกัน

ชัชชาติเปิดเผยว่า ตนและทีมงาน “เพื่อนชัชชาติ” สนใจเหตุการณ์นี้ เพราะถือเป็นภัยพิบัติครั้งใหญ่ที่นำมาซึ่งความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน ขณะเดียวกัน ได้เห็นถึงความไม่พร้อมในการแก้ไขวิกฤตครั้งนี้ รวมถึง เรื่องความไม่เข้มงวดของกฎหมายผังเมืองที่ปล่อยให้โรงงานเก็บสารเคมีอันตรายสามารถอยู่ร่วมกับชุมชนในระยะอันใกล้โดยปราศจากมาตรการควบคุม และ ความไม่พร้อมในการรับมือจากภัยพิบัติที่เกิดขึ้นรวมถึงไม่เห็นถึงมาตรการเยียวยาและการบรรเทาผู้ที่ได้รับความเสียหายอย่างเป็นรูปธรรม

“จำเป็นอย่างยิ่งที่จะมีต้องมีการทบทวน และมีการถอดบทเรียนการเกิดภัยพิบัตินี้มาเป็นแนวทางในการเตรียมความพร้อมและมองให้เห็นช่องว่างที่เป็นปัจจัยลบ อันจะมีผลกระทบในระยะยาวและทำการอุดช่องว่างนั้นๆ เพื่อสามารถป้องกันไม่ให้เกิตเหตุดังกล่าวขึ้นอีกในอนาคต เราได้นำบทเรียนในครั้งนี้มาเป็นกรณีศึกษาเพื่อสร้างหัวใจของการรับมือภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นได้ในทุกที่ ซึ่งปัจจุบันกรุงเทพฯ มีที่ดินประเภทอุตสาหกรรมหรือโซนสีม่วงอยู่ 3 แห่ง ได้แก่ 1.นิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง 2.ชายทะเลบางขุนเทียน และ 3.เอกชัย-บางบอน” ชัชชาติ กล่าว

อดีต รมว.คมนาคม กล่าวต่อไปว่า ทีมงานเพื่อนชัชชาติได้จัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายมาเป็นแนวทาง “3 พร้อม-5 กำแพง-1 เยียวยา” โดย “พร้อมที่ 1 ก่อนเกิดเหตุ” มี 2 กำแพงที่ควรคำนึงถึง คือ “กำแพงที่ 1” การพิจารณาเรื่องผังเมืองและการจัดการพื้นที่ กับ “กำแพงที่ 2” คือ การจัดเก็บวัตถุอันตราย “พร้อมที่ 2 ช่วงเกิดเหตุ” มี 3 กำแพงที่จำเป็นต้องพิจารณา คือ “กำแพงที่ 3” การระงับเหตุด้วยตนเอง “กำแพงที่ 4” คือ การระงับเหตุจากหน่วยงานรัฐ และ “กำแพงที่ 5” การอพยพ และ “พร้อมที่ 3 หลังเกิดเหตุ” สิ่งต้องคำนึงถึงมากที่สุด คือ มาตรการเยียวยา

เมื่อวิเคราะห์จากนโยบายของแผนปฏิบัติการ ป้องกันและบรรเทาภัยจากอัคคีภัยกรุงเทพมหานคร ประจำปี พ.ศ.2563 และแผนปฏิบัติการป้องกันและบรรเทาภัยจาก สารเคมีและวัตถุอันตรายกรุงเทพมหานคร ประจำปี พ.ศ.2563 1.เรื่องผังเมืองและการจัดการพื้นที่ พบว่า มีการอนุญาตให้โรงงานหมิงตี้ขยายพื้นที่และกำลังในการผลิตซึ่งขัดกับผังเมือง อีกทั้งไม่พบการเผยแพร่การประเมินหรือแผนที่ความเสี่ยงรอบโรงงาน ทำให้ขาดการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับสุขลักษณะและความปลอดภัยของประชาชนโดยรอบ

ซึ่งเกิดขึ้นจากการใช้ประโยชน์ที่ดินที่ไม่ถูกต้องตามจำแนกประเภท การดำเนินการที่ถูกต้องควรจัดทำแผนที่และประเมินความเสี่ยงในทุกพื้นที่ของกรุงเทพฯ เพื่อเผยแพร่ให้ประชาชนทราบ หากพื้นที่นั้นมีความเสี่ยงสูงและการใช้ประโยชน์ที่ดินผิดต้องเสนอเรื่องให้คณะกรรมการผังเมืองจังหวัดดำเนินการต่อไป โดยการบังคับใช้กฎหมายต้องเป็นไปตามกฎหมายที่แท้จริง

2.การจัดเก็บวัตถุอันตราย พบว่าโครงสร้างอาคารที่ใช้จัดเก็บสารสไตรีนโมโนเมอร์ของโรงงานหมิงตี้ ไม่สามารถจำกัดความรุนแรงในการเกิดเหตุหรือป้องกันการระเบิดได้ ทำให้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของภัยพิบัติในครั้งนี้ จึงควรมีการเตรียมความพร้อมเพื่อลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้น โดยการประสานงานร่วมกับกรมโรงงานให้ดำเนินการตรวจสอบระบบการป้องกันอัคคีภัย การเก็บรักษา และระบบความปลอดภัยของวัตถุอันตรายที่อยู่ในพื้นที่อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งข้อมูลวัตถุอันตรายควรเป็นสาธารณะ ง่ายต่อการเข้าถึง เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับประชาชน

3.การระงับเหตุด้วยตนเอง สารเคมีที่ระเบิดและไฟไหม้ที่ลุกลามเป็นวงกว้างนั้น เกิดจากมาตรการคุ้มครองความปลอดภัยในโรงงานไม่ครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด ในสถานการณ์ฉุกเฉินไม่ควรรอความช่วยเหลือ ทุกโรงงานจะต้องมีระบบอัตโนมัติในการจัดการตนเอง จึงเสนอให้หน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องให้ความสำคัญกับ พ.ร.บ.ควบคุมอาคารเพื่อขยายอำนาจในการลงพื้นที่หรือส่งต่อให้เอกชนดำเนินการตรวจสอบ รวมถึงจัดทำแผนดำเนินการเชิงรุกตรวจสอบมาตรการระงับเหตุของโรงงานต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ

4.การระงับเหตุจากหน่วยงานรัฐ จากเหตุการณ์นี้จะเห็นถึงความไม่พร้อม ได้แก่ “อุปกรณ์เผชิญเหตุของเจ้าหน้าที่”ส่งผลให้มีเจ้าหน้าที่บาดเจ็บและเสียชีวิต “ข้อมูลสาเหตุของต้นเพลิง” ทำให้การระงับเหตุเป็นไปด้วยความล่าช้า “การสื่อสารที่สับสน” เนื่องจากขาดความรวดเร็วและสม่ำเสมอ ดังนั้นต้องเพิ่มความตื่นตัวในการทำงานเพื่อการระงับเหตุ ทั้งการจัดเตรียมอุปกรณ์ การซักซ้อม แนวทางการสื่อสารกับประชาชนทั้งเนื้อหาและความถี่ รวมถึงจัดเตรียมศูนย์พักพิงชั่วคราวให้พร้อมอยู่เสมอ ตลอดจนเรียกข้อมูลตามกำแพงที่ 1 มาใช้วิเคราะห์เหตุการณ์

และ 5.การอพยพ กรณีไฟไหม้โรงงานหมิงตี้ พบว่าประชาชนได้รับความสับสนเป็นอย่างมาก เนื่องจากไม่มีระบบแจ้งเตือนและแนวทางให้กับประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย อีกทั้งการออกคำสั่งให้อพยพและการจัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราวไม่สอดคล้องกัน ทำให้การอพยพเป็นไปด้วยความไม่แน่ใจรวมถึงการจราจรที่เป็นปัญหา เพื่อเป็นการอุดรูรั่วปัญหานี้ ผู้อำนวยการที่มีอำนาจสูงสุดจึงควรมอบหมายไปยังผู้มีอำนาจในพื้นที่เพื่อความคล่องตัวในการสั่งการเพื่ออพยพ มีการจัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราว รวมถึงเส้นทางการเดินทาง ซึ่งข้อมูลสถานที่ในการอพยพควรดำเนินการรวบรวมและจัดเตรียมไว้ล่วงหน้า โดยเฉพาะแนวทางการสื่อสารกับประชาชน

ในด้านของ “มาตรการเยียวยา” เหตุการณ์นี้ได้ผ่านพ้นไปแล้วมากกว่า 60 วัน แต่มาตรการความช่วยเหลือยังคงไม่ชัดเจนและกระจัดกระจาย การเยียวยาเป็นไปอย่างล่าช้า รวมถึง
ไม่มีการตรวจสุขภาพของประชาชนและเจ้าหน้าที่ที่ได้รับผลกระทบ แท้จริงแล้วภาครัฐควรดำเนินการเชิงรุกให้มากกว่านี้ ไม่ว่าจะเป็นการสำรวจความเสียหาย รวบรวมสิทธิประโยชน์ ติดตามการชดเชย ตลอดจนประสานความร่วมมือไปยังสำนักอนามัยและสำนักการแพทย์ลงพื้นที่ตรวจสุขภาพ

เพื่อประเมินผลกระทบด้านสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ทลายกำแพงห้องเรียน สร้างการเรียนรู้ตอบโจทย์ชีวิต #SootinClaimon.Com

Posted on September 26, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/604644

สกู๊ปแนวหน้า : ทลายกำแพงห้องเรียน  สร้างการเรียนรู้ตอบโจทย์ชีวิต

วันอาทิตย์ ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2564, 07.05 น.

“ครูสามเส้า คือ ครูในโรงเรียน เรียกว่าเป็นครูวิชาการ ต้องกล้าคิดนอกกรอบ มีพื้นฐานเรื่องโครงงานฐานวิจัยก่อน มีหลักสูตรฐานสมรรถนะ และมีหลักสูตรภูมิสังคม และมีเครื่องมือที่ดีมากๆ คือ ระบบ PLC (Professional Learning Community-ชุมชนการเรียนรู้) การตั้งคำถาม ให้กำลังใจเด็กเป็นคาแร็กเตอร์สำคัญของครูในระบบการศึกษาแล้วอยู่ในโรงเรียน ครูชุมชน เชื่อมโยงทำให้เกิดคุณภาพ เกิดความมั่นคง จากการได้เรียนรู้ทุนทางสังคม ระบบเครือญาติ ระบบทรัพยากร เรื่องศิลปะ วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม

คือปัจจัยที่เอื้อหนุนการหล่อหลอมและการทำให้เด็กเติบโตขึ้นในชุมชนอย่างรู้เท่าทัน ต่อมาคือ ครูชีวิต จะเป็นคนที่ถ่ายทอดวิชาทำมาหากิน การกรีดยาง การทำประมง การเลี้ยงไก่ ปลากัด สิ่งหนึ่งที่เราจะเห็นคือเกิดความเป็นสตูล Active Citizen เด็กในจังหวัดสตูล สามารถไต่ไปสู่ศักยภาพการค้นพบรู้จักตัวเองมีอัตลักษณ์ที่เป็นความหวังของคนจังหวัดสตูล ที่เมื่อเวลาเขาจบการศึกษาหรือย้ายออกจากถิ่นฐาน เขาจะไม่ดูแคลนอาชีพของพ่อแม่ เป็นข้อค้นพบสำคัญเรื่องหนึ่ง”

ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ ประธานอนุกรรมการกำกับทิศทางนโยบายและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิภาคประชาสังคมกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา(กสศ.) อธิบายถึงแนวคิด “ครูสามเส้า”ซึ่งเป็นข้อค้นพบใน “จังหวัดสตูล” หนึ่งใน 3 จังหวัดนวัตกรรมการศึกษา (ศรีสะเกษ ระยอง สตูล) ในการเสวนา (ออนไลน์) เรื่อง “ล็อกดาวน์ไม่ล็อกการเรียนรู้” โดยมีคณะอนุกรรมการด้านการสื่อสารและการมีส่วนร่วม ในคณะกรรมการนโยบายพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ร่วมกับสำนักงานบริหารพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาเป็นผู้จัดงานขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้

ซึ่งครูสามเส้าในความหมายที่สตูลค้นพบขึ้นมา เป็นก้าวเล็กๆ แต่มีอำนาจในเรื่องการพังทลายห้องเรียน เรื่องของการเรียนรู้ เข้าไปสู่เรื่องชุมชน สำคัญที่สุดคือ “เปลี่ยนกรอบคิดของครู เปลี่ยนกรอบระบบราชการก้าวไปสู่ระบบการเรียนรู้ที่เปิดกว้างมากขึ้นแล้วทลายกำแพงต่างๆ ได้” เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ทั้งนี้ นวัตกรรมใดๆ ก็ตามถ้าใช้เกิน 3 ปีจะไม่ถือเป็นนวัตกรรม แต่หากมีการต่อยอดก็จะเดินต่อได้

“ผอ.โรงเรียนอนุบาลสตูล พยายามใช้เรื่องนาฬิกาชีวิตต่อยอดจากโครงงานฐานวิจัย แล้วสามารถเอาชนะปัญหาข้อจำกัดเรื่องโควิดได้ เห็นศักยภาพ เห็นความร่วมมือการเปลี่ยนแปลงของพ่อแม่ผู้ปกครองมันบวกยกกำลังสองของสถานการณ์ปัญหาที่เกิดขึ้น ในขณะเดียวกันโรงเรียนบ้านเขาจีน จะพบปัญหาที่เครียดสามเส้าเครียดทั้งเด็ก เครียดทั้งพ่อแม่ เครียดทั้งครู แต่แค่ใบงานใบเดียวที่เป็นใบงานบูรณาการ เขาสามารถเอาชนะปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้นกับเรื่องของการเรียนรู้ พูดง่ายๆ PLC ที่คุยกันทำให้เกิดใบงานบูรณาการแล้วแก้ไขปัญหาได้” ศ.ดร.สมพงษ์ ระบุ

รศ.ดร.ทิศนา แขมมณี ประธานคณะอนุกรรมการด้านส่งเสริมการบริหารวิชาการ ในคณะกรรมการนโยบายพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา กล่าวว่า ได้เห็นพลังของกระบวนการแก้ปัญหาและกระบวนการเรียนรู้ ซึ่งสิ่งที่น่าสนใจคือ เมื่อโรงเรียนเริ่มคิดหาทางใหม่เพื่อแก้ปัญหา “ขั้นแรกคือหาข้อมูลก่อน” ซึ่งโรงเรียนเหล่านี้ก็ได้ดำเนินการเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนมากหาข้อมูลเกี่ยวกับนักเรียน เกี่ยวกับผู้ปกครอง เกี่ยวกับอุปกรณ์ รวมทั้งข้อมูลของครูด้วย

“เมื่อมีข้อมูลแล้วก็ต้องมาร่วมกันคิด” ร่วมกันหาทางออก “พลังของการร่วมคิดทำให้เกิด แนวทางใหม่ๆ” แล้วก็เกิดเป็นความร่วมมือร่วมใจในการลงมือทำ ซึ่งจะพบว่าจากการลงมือทำนี้ แม้จะมีทั้งส่วนที่ได้และไม่ได้ผล แต่ก็ทำให้เกิดวงจรต่อเนื่อง หาข้อมูลใหม่ คิดใหม่ สุดท้ายก็ประสบความสำเร็จ ดังนั้นกระบวนการตรงนี้เป็นประโยชน์มาก สำหรับโรงเรียนอื่นๆ ที่กำลังดำเนินการพัฒนาหรือกำลังเผชิญปัญหาใกล้เคียงกัน จะได้เห็นพลังของความร่วมมือร่วมใจในการคิดและการทำงานร่วมกัน พลังของความรู้และกระบวนการที่เป็นวงจรที่มีการปรับแล้วก็พัฒนาไปเรื่อยๆ เป็นปัจจัยที่จะนำสู่ความสำเร็จ

“กระบวนการที่ครูได้ทำ คือกระบวนการสร้างสมรรถนะครูครูได้พัฒนาสมรรถนะให้เกิดขึ้นในตัวเอง โดยการเผชิญกับปัญหาแล้วก็นำเอาความรู้ ทักษะ เจตคติต่างๆ เอามาใช้ในการแก้ปัญหา และโดยการร่วมมือกัน มันก็ส่งผล โรงเรียนจะเป็นคลังขององค์ความรู้ใหม่ๆ และเป็นองค์ความรู้ที่มาจากฐานของครูไทย ของโรงเรียนไทย และบนบริบทของเด็กไทย ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่ายิ่งสำหรับการศึกษาของประเทศ” รศ.ดร.ทิศนากล่าว

สิริกร มณีรินทร์ ประธานกรรมการอำนวยการปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานฐานสมรรถนะ กล่าวว่า ตัวอย่างจากพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาทั้ง 3 จังหวัดตอกย้ำให้เห็นว่า “ขอเพียงเปิดโอกาสให้โรงเรียนได้คิดได้ทำ การปฏิรูปการศึกษาก็จะเกิดขึ้น” บทเรียนจาก 3 พื้นที่นวัตกรรม จะเห็นว่า สมรรถนะคืออะไร ก็คือ การทำให้ผู้เรียนทำเป็น มีพฤติกรรม มีเจตคติที่เหมาะสม มีความคิดริเริ่ม มากกว่าจะกำหนดว่าเขาจะเรียนเนื้อหาอะไร แล้วต้องจำไปสอบ การเรียนรู้ก็มีความหมายมากขึ้น

ในยุคโควิด ผู้ที่ไม่เข้าใจจะบอกว่าโรงเรียนอยู่ในสถานการณ์โควิด เด็กไปโรงเรียนไม่ได้ แต่วันนี้บทเรียนพิสูจน์ว่า จิตวิญญาณครูมีอยู่จริง แล้วเขาก็สู้กับโควิดได้ โควิดทำให้ครูแปรวิกฤติเป็นโอกาสให้พัฒนาเด็กเป็นผู้เรียนรู้ด้วยตัวเองได้ ที่เรียกว่า Self-Directed Learner “หลักสูตรฐานสมรรถนะไม่ใช่ปีศาจ แต่เป็นผู้ช่วยให้เกิดการออกแบบการเรียนรู้” ตัวอย่างที่สตูลจะเห็นว่า PLC เกิดขึ้นที่บ้าน ไม่ใช่เกิดขึ้นที่โรงเรียน แต่ครูเป็นผู้ช่วยทำร่วมกันกับพ่อแม่ ให้เด็กเป็นผู้จัดการเรียนรู้ให้ตัวเองได้ และชุมชนก็เข้ามาช่วย

“จุดเด่นของหลักสูตรฐานสมรรถนะ วันนี้พิสูจน์ว่าถ้ายึดนักเรียนเป็นศูนย์กลาง มองว่าเขาถนัดอะไร ศักยภาพมีอะไร แล้วก็สนใจอะไร ข้อจำกัดนั้นก็จะแปรเป็นข้อเด่นได้ หลักสูตรมีความยืดหยุ่น ปลดล็อกสิ่งที่รัฐตรึงครูในอดีตในหลักสูตร 51 ก็คือปลดล็อกตัวชี้วัดมากมาย แล้วให้ครูทำ 3 เรื่องที่ต่อเนื่อง คือ สอนความรู้ ฝึกทักษะให้เด็กได้ทำจริง และพัฒนาทัศนคติ อารมณ์และอุปนิสัย เด็กเขาก็จะจัดการชีวิตของเขาได้

แล้วก็ PLC ที่โรงเรียนก็ให้เห็นว่าที่บูรณาการข้ามศาสตร์เป็นยังไง ก็คือด้วยความร่วมมือของครูในโรงเรียน แล้วประเมินก็ประเมินผลที่สมรรถนะของเด็ก วันนี้สมรรถนะของเรามี 6 ด้านแต่ก็ไม่ได้หหมายความว่าทุกโรงเรียนจะต้องใช้ทั้ง 6 ด้าน สามารถวิเคราะห์และนำไปใช้ตามบริบทโรงเรียนนั้นๆ” สิริกร กล่าว

ท่ามกลางวิกฤติโรคระบาดโควิด-19 ในอีกมุมหนึ่งยังทำให้เกิดการ Up skill อย่างถ้วนทั่ว ที่สำคัญคือ Digital skill ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ครู ผู้ปกครอง ชุมชน แล้วผู้อำนวยการก็นำพาโรงเรียนสร้างวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้โดยมุ่งที่เด็กอย่างแท้จริง..ดังนั้นวันนี้ “ขอเพียงส่วนกลางปลดล็อก” เปิดโอกาสให้เกิดการปฏิรูปการศึกษาที่โรงเรียนและที่เด็ก ประเทศก็จะไปต่อได้!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ‘ท่องเที่ยววัฒนธรรม’ยั่งยืน ‘ท้องถิ่น-กลุ่มชาติพันธุ์’สำคัญ #SootinClaimon.Com

Posted on September 26, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/604506

สกู๊ปแนวหน้า : ‘ท่องเที่ยววัฒนธรรม’ยั่งยืน  ‘ท้องถิ่น-กลุ่มชาติพันธุ์’สำคัญ

วันเสาร์ ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2564, 07.30 น.

“การท่องเที่ยว” ภาคเศรษฐกิจสำคัญของไทย ในยุคก่อนสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 เคยสร้างรายได้หลักล้านล้านบาทต่อปีโดยเฉพาะจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ อาทิ ในปี 2562 อันเป็นปีสุดท้ายก่อนเข้าสู่ยุควิกฤตโรคระบาด ในปีนั้นประเทศไทยได้ต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติถึง 40 ล้านคน ทำให้ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนของไทยพยายามหาหนทางกลับไปเปิดการท่องเที่ยวโดยเร็วเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ

แต่อีกด้านหนึ่ง “ความยั่งยืน” ก็มีกระแสที่พูดถึงกันมากในระยะหลังๆ จากการท่องเที่ยวที่ผ่านมาซึ่งเน้นปริมาณมุ่งกอบโกยเม็ดเงินจนทำให้ทรัพยากรธรรมชาติเสื่อมโทรม ตลอดจนกระทบต่อวิถีชีวิตของชุมชนท้องถิ่นที่อาศัยอยู่บริเวณแหล่งท่องเที่ยวนั้น “การท่องเที่ยววิถีใหม่” ที่ไม่เพียงเฉพาะข้อปฏิบัติด้านสุขภาพ แต่ยังรวมถึงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและเคารพสิทธิชุมชนด้วย จึงกลายเป็นเรื่องสำคัญ

เมื่อเร็วๆ นี้ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวรจัดงานบรรยาย (ออนไลน์) เรื่อง “ชาติพันธุ์สัมพันธ์กับการท่องเที่ยว” ซึ่งผู้บรรยายคือ ผศ.ดร.สุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์นักวิชาการ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (จ.ตาก) เริ่มต้นด้วยการปูพื้นฐานความเข้าใจเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์กับรัฐในประเทศไทย ว่า ก่อนหน้าที่จะมีการเกิดขึ้นของรัฐหรือชาติแบบสมัยใหม่ในยุคล่าอาณานิคม กลุ่มชาติพันธุ์มีวิถีชีวิตที่เป็นอิสระ

เช่น ในพื้นที่ที่ปัจจุบันเป็น อ.แม่สอด จ.ตาก ประเทศไทย กับเมืองเมียวดี ประเทศเมียนมา กลุ่มชาติพันธุ์ที่ใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวมีนิเวศวัฒนธรรมแบบเดียวกันแต่เมื่อมีรัฐชาติเกิดขึ้น มีการกำหนดเส้นเขตแดน มีการจัดระเบียบการปกครองเพื่อรวมศูนย์อำนาจ วิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ก็ต้องเปลี่ยน เช่น กลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่ในประเทศไทยจากที่ใช้ภาษาของตนเอง ก็ต้องหันมาใช้ภาษาไทย

ความเป็นรัฐสมัยใหม่ยังนำพาวัฒนธรรมตะวันตกเข้ามา เกิดการกดทับทางวัฒนธรรม กล่าวคือ วัฒนธรรมตะวันตกกดทับวัฒนธรรมไทย และทั้ง 2 วัฒนธรรม
ก็กดทับวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์อีกชั้นหนึ่ง ขณะเดียวกัน ยังมีการวางนโยบาย “1 ชาติ 1 วัฒนธรรม” หรือการสร้างวัฒนธรรมกระแสหลักของประเทศขึ้นมา (รัฐนิยม) กระทั่งเมื่อเวลาล่วงเลยเข้าสู่ยุคหลังปี 2500 เป็นต้นมา รัฐบาลไทยเริ่มให้ความสำคัญกับกลุ่มชาติพันธุ์โดยเฉพาะที่อยู่บนพื้นที่สูงมากขึ้น เนื่องจาก “ฝิ่น” พืชที่กลุ่มชาติพันธุ์เคยปลูกและขายกันปกติ ถูกนานาชาติกำหนดให้เป็นสิ่งเสพติดให้โทษ

“หลายๆ พื้นที่ถูกอพยพ ตั้งนิคมสร้างตนเองสงเคราะห์ชาวเขาขึ้นมา เอาหลายๆ ชุมชนมารวมกันแล้วก็กลายเป็น1 หมู่บ้าน ย้ายจากพื้นที่สูงลงมาอยู่พื้นที่ราบ อย่างเช่นแถว อ.พบพระ (จ.ตาก) หรือว่าหลายๆ พื้นที่ แถว จ.น่านก็มี เพราะฉะนั้นก็มีการจัดตั้งศูนย์พัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขา มีศูนย์วิจัยชาวเขา สถาบันวิจัยชาวเขาขึ้นมา อันนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการผนวกวิถีชุมชนชาติพันธุ์เข้ามาอยู่ในการจัดการของรัฐส่วนกลาง” ผศ.ดร.สุวิชาน ระบุ

สำหรับปัญหาของกลุ่มชาติพันธุ์จากเสียงสะท้อนของคนในพื้นที่คือ “สิทธิในที่ดิน” ชุมชนที่ตั้งถิ่นฐานมาก่อนมีกฎหมายเกิดขึ้นกลับไม่ได้รับการยอมรับให้อยู่ต่อไปได้ เช่น “บ้านใจแผ่นดิน” ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ที่อยู่มาก่อนมีกฎหมายอุทยานเกิดขึ้นในประเทศไทย แต่ต้องออกจากถิ่นฐานเดิมเพราะไม่มีเอกสารสิทธิตามที่กฎหมายรับรอง ทั้งที่ในความเป็นจริงการตั้งถิ่นฐานในอดีตนั้นด้านหนึ่งรัฐก็ไปไม่ถึงกลุ่มชาติพันธุ์และกลุ่มชาติพันธุ์เองก็เข้าไม่ถึงรัฐ

หรือที่ “อ.กัลยาณิวัฒนา จ.เชียงใหม่” มี 3 ตำบลแต่ในพื้นที่ดังกล่าวมีการออกโฉนดที่ดินเพียง 3 แปลง ดังนั้นการตั้งถิ่นฐานส่วนใหญ่เป็นการใช้ประโยชน์ที่ดินโดยผิดกฎหมายทั้งสิ้น เนื่องจากมีการประกาศเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติแม่แจ่ม ในปี 2507 ซึ่งเมื่อรัฐประกาศพื้นที่ประชาชนก็ต้องทำตาม ทั้งที่ในความเป็นจริงมีการตั้งถิ่นฐานในพื้นที่มาแล้วนับร้อยปี โดยประเทศไทยนั้นมีกฎหมายทั้งป่าสงวน อุทยานแห่งชาติ และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า บางพื้นที่แม้อนุโลมให้อยู่อาศัยได้ แต่การทำมาหากินโดยใช้ทรัพยากรในป่ายังถือเป็นความผิด

“ป่าอุทยานแห่งชาติ หินก้อนเดียวเอาออกมาไม่ได้เอาออกมาก็ผิด ไปเก็บเห็ดก็ผิด ฉะนั้นทรัพยากรของกลุ่มชาติพันธุ์ ถ้าเราดูแผนที่ อันนี้ไม่ได้อวดอ้าง พื้นที่สีเขียวที่ยังหลงเหลืออยู่ในประเทศไทยอยู่มากที่สุดทางเหนือกับทางตะวันตก แล้วพอพื้นที่ส่วนใหญ่ที่อยู่ในนั้นส่วนใหญ่เป็นที่อยู่อาศัยของกลุ่มชาติพันธุ์ หรือชนเผ่าพื้นเมืองบนพื้นที่สูง ฉะนั้นพอมีการประกาศเป็นเขต 3 ป่า (ป่าสงวน อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า) มันทำให้ไม่มีสิทธิในการจัดการ (Manage) หมายถึงการใช้และการดูแลรักษา” ผศ.ดร.สุวิชาน กล่าว

เมื่อการท่องเที่ยวถูกยกเป็นหนึ่งในเครื่องจักรเศรษฐกิจสำคัญ ทิศทางของรัฐหรือนักพัฒนาจึงมองกลุ่มชาติพันธุ์เปลี่ยนไป จากที่มองเป็นปัญหา เช่น โง่-จน-เจ็บ
ที่ต้องเข้าไปสงเคราะห์ช่วยเหลือ หรือมองว่าเป็นภัยความมั่นคง เป็นการมองเห็นวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ในฐานะทุนทางวัฒนธรรม เป็นโอกาสในการส่งเสริมการท่องเที่ยว ซึ่ง ผศ.ดร.สุวิชาน ให้ความเห็นว่า การมองกลุ่มชาติพันธุ์ในด้านเศรษฐกิจเพียงด้านเดียวยังเป็นเพียงความคิดด้านการเก็บเกี่ยว แต่ไม่ได้คิดถึงการเสริมสร้างด้วย

โดยความเข้าใจที่ควรเกิดขึ้นในการจัดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมคือ “สร้างคุณค่าความเป็นมนุษย์มากกว่าคุณค่าเชิงวัตถุ” ไม่มองวิถีวัฒนธรรมหรือวิถีชุมชนเป็นเพียงสินค้า ผลัตภัณฑ์หรือทุนการท่องเที่ยว (Cultural for Sales) แต่ให้มองกลุ่มชาติพันธุ์หรือชุมชนในฐานะมนุษย์ และมองวัฒนธรรมในเชิงจิตวิญญาณ (Cultural forSoul) นอกจากนี้ ต้องคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของชุมชน การทำให้ชุมชนสามารถพึ่งตนเองได้ เป็นผู้ประกอบการในท้องถิ่น ไม่ใช่ต้องรอคอยแต่เม็ดเงินลงทุนจากภายนอก แล้วคนในชุมชนเป็นได้เพียงแรงงานเท่านั้น

ทั้งนี้ ในการมองวัฒนธรรมแบบวิชาการ อธิบายได้ในรูปแบบ “ภูเขาน้ำแข็ง” แบ่งเป็นส่วนยอดที่ลอยอยู่เหนือน้ำคือรูปแบบของวัฒนธรรมที่มองเห็น (Form) เช่นอาหาร ดนตรี ศิลปะ ภาษา ประเพณี เทศกาล ฯลฯ กับส่วนฐานที่จมอยู่ใต้น้ำคือที่มาที่ไป บริบทต่างๆ ของชุมชนหรือสังคมที่หล่อหลอมให้เกิดวัฒนธรรมนั้นขึ้นมา (Ideology,Meaning, Value) เช่น อาหารท้องถิ่นของกลุ่มชาติพันธุ์มีความหมายหรือคุณค่าใดอยู่เบื้องหลัง หากไม่เข้าใจที่มาที่ไปของวัฒนธรรม หยิบแต่เพียงรูปแบบที่มองเห็นไปใช้ นอกจากจะไม่ต่อยอดแล้วอาจทำลายวัฒนธรรมนั้นได้

ผศ.ดร.สุวิชาน ให้ข้อสรุปถึงเป้าหมายการท่องเที่ยวและแนวคิดการพัฒนาบนฐานวัฒนธรรมชุมชนไว้ว่า 1.สร้างความเชื่อมั่นในศักยภาพของชุมชนท้องถิ่น อาศัยวิถีชีวิต ความรู้และภูมิปัญญาที่สั่งสมกันมาเป็นพื้นฐานสำหรับการดำรงชีวิตและการพัฒนาต่อยอด กับ 2.เพิ่มพลังต่อรองกับอำนาจ นโยบายและโครงการ หรือกิจกรรมที่เข้าครอบงำทางความคิด ภูมิปัญญาและวิถีชีวิตของชุมชน และเป็นอุปสรรคหรือข้อจำกัดต่อการพัฒนาชุมชน การท่องเที่ยวสามารถใช้เพื่อสร้างพลังต่อรองลดช่องว่างความด้อยโอกาสของชุมชนได้

“ถ้าเราดูข้อมูล ประเทศไทยเป็นประเทศลำดับต้นๆของโลก ที่มีความเหลื่อมล้ำทางสังคม แต่เราจะทำอย่างไรให้การท่องเที่ยวเป็นเครื่องมือหนึ่งไปถมช่องว่างตรงนี้ที่เกิดขึ้นในชุมชนชาติพันธุ์ อันนี้ก่อนที่จะไปพูดถึงการท่องเที่ยว เรารู้จักสถานการณ์ วิถี ปัญหา ความเป็นมาที่ทำให้เกิดความด้อยโอกาส ที่ทำให้เกิดอุปสรรคมีต่อชุมชนชาติพันธุ์แล้ว วิธีคิดแนวคิดเรื่องการพัฒนาบนฐานวัฒนธรรมชุมชนนั้นสำคัญ

ไม่เช่นนั้นการท่องเที่ยวก็จะไม่เกิดประโยชน์อะไร นอกจากได้เงินเท่านั้นเอง บางทีเงินก็ไปตอบเรื่องสิทธิไม่ได้ เงินก็ไปตอบเรื่องของความสุขไม่ได้ เงินไปตอบคุณค่าไม่ได้ เงินไม่ได้ไปพัฒนาอะไร ฉะนั้นถ้าจะทำให้เกิดการท่องเที่ยวบนฐานการพัฒนาวัฒนธรรมชุมชนที่ยั่งยืน วิธีคิดเหล่านี้สำคัญที่เราจะต้องทำความเข้าใจ” ผศ.ดร.สุวิชาน ฝากข้อคิด

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

รายงานพิเศษ : อีกปัญหาใหญ่ที่ด้ามขวาน ‘บุหรี่เถื่อน’ระบาดแม้ยุคโควิด #SootinClaimon.Com

Posted on September 23, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/604007

รายงานพิเศษ : อีกปัญหาใหญ่ที่ด้ามขวาน ‘บุหรี่เถื่อน’ระบาดแม้ยุคโควิด

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“บุหรี่เถื่อน” ธุรกิจที่เฟื่องฟูและขยายเครือข่ายกว้างขวางสวนกระแสล็อกดาวน์สกัดโควิด แต่ส่งผลกระทบต่อประชาชนที่ทำมาหากินสุจริตและรัฐต้องสูญเสียรายได้ที่ควรได้รับ ซึ่งการยาสูบแห่งประเทศไทย ประเมินไว้ว่า “บุหรี่เถื่อนมีสัดส่วนสูงถึง 29% ในช่วงปี 2563” ขณะที่ กระทรวงการคลัง ประมาณการว่า “รัฐต้องสูญเสียรายได้จากการจัดเก็บภาษีสรรพามิต กว่า 3,000-4,000 ล้านบาท จากการค้าบุหรี่หนีภาษีในปี 2563” ทั้งนี้รายได้ภาษีสรรพสามิตยาสูบเก็บได้ลดลงติดต่อกันมา3 ปีแล้ว จาก 68,600 ล้านบาท ในปี 2560 เหลือ 62,900 ล้านบาท ในปี 2563

“ปัญหาบุหรี่เถื่อนระบาดนั้นมีความรุนแรงในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย” ซึ่งที่ผ่านมา สมาคมการค้ายาสูบไทย ได้ออกมาเรียกร้องให้หน่วยงานทุกฝ่าย ทั้ง กอ.รมน. กองทัพภาคที่ 4 กรมสรรพสามิต กรมศุลกากร ทัพเรือภาค 2 ให้ความสำคัญกับปัญหาที่เกิดขึ้น และรับฟังปัญหาที่แท้จริงจากภาคประชาชนผู้ประกอบการ ร้านค้า ร้านโชห่วย และเดินหน้าแก้ปัญหาอย่างจริงจังเพื่อช่วยให้ความเป็นธรรมกับคนที่ประกอบอาชีพอย่างสุจริตที่ปัจจุบันต้องประสบความยากลำบากจากพิษเศรษฐกิจอย่างสาหัสอยู่แล้ว

ทั้งนี้ นายชัยยุทธ คำคุณ โฆษกกรมศุลกากร ได้อธิบายว่า ภายหลังจากที่ปรับราคาบุหรี่ในท้องตลาดให้สูงขึ้น ผู้บริโภคในภาคใต้ส่วนใหญ่หันไปหาบุหรี่หนีภาษีที่มีราคาถูกกว่าบุหรี่ที่ถูกต้องตามกฎหมายมาก ส่งผลให้เกิดการลักลอบบุหรี่ผิดกฎหมายมากขึ้น ร้านค้าที่ขายบุหรี่ถูกกฎหมายจึงไม่สามารถแข่งขันได้ “สำหรับในภาคใต้ ชาวบ้านรู้กันดีว่าปัญหาบุหรี่เถื่อนเป็นเรื่องที่แพร่หลายมาหลายปีแล้ว” ลักลอบนำเข้ามาทางทะเลและทางบกตามช่องทางธรรมชาติ แต่ก็มีการรับหิ้วจากร้านดิวตี้ฟรีฝั่งมาเลเซียเข้ามาด้วยเช่นกัน

ถึงกระนั้น “เนื่องจากเชื่อมโยงกับผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ ทำให้แม้ชาวบ้านจะรู้ข้อมูลดี แต่ก็ไม่กล้าออกมาให้เบาะแสกับหน่วยงานตรวจสอบ” ขนาดคดีรถของกลางพร้อมบุหรี่เถื่อนที่จับได้ในจังหวัดพัทลุงหายไปเมื่อปี 2562 ทุกวันนี้ยังมีหลักฐานไม่เพียงพอมายื่น ป.ป.ช. ซึ่งล่าสุด นายนิวัติไชยเกษมมงคล รองเลขาธิการ ป.ป.ช. ถึงกับต้องชี้แจงว่า ตอนนี้ยังหาหลักฐานอะไรไม่ได้ เนื่องจากเข้าใจว่า มีความพยายามที่จะกลบหลักฐาน ทำให้ไม่มีข้อมูลใดๆ เช่น เรื่องรถ หรือพยานหลักฐานอื่น

แม้ว่า กรมศุลกากร และ กรมสรรพสามิต จะออกมารับลูกปฏิบัติการปราบปรามบุหรี่เถื่อน และจัดทำแผนการทำงานในเรื่องนี้อย่างจริงจัง แต่อีกฟากฝั่งหนึ่งคือร้านค้าและประชาชนในพื้นที่ก็ยังพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าปัญหาไม่ได้ลดน้อยลงเลย อีกทั้งการแก้ปัญหายังไม่มีประสิทธิภาพ ไม่เห็นความเด็ดขาดในการแก้ปัญหา พร้อมกับตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในการทำงานของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ ซึ่งก็คงปฏิเสธไม่ได้ หลังพบเหตุทุจริตมีข่าวเจ้าหน้าที่ตำรวจขนเหล้า เบียร์ หรือบุหรี่หนีภาษีเข้าประเทศเองจนกลายเป็นข่าวดังอยู่บ่อยครั้ง

“นาย ก (นามสมมุติ) เจ้าของร้านค้าบุหรี่ จังหวัดตรัง”ให้ข้อมูลว่า ในตัวเมือง จ.ตรัง มีร้านค้าจำหน่ายบุหรี่ผิดกฎหมายที่เปิดขายปกติอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมายถึง 4 ร้าน และยังไม่รวมร้านค้าเล็กๆ ที่รับต่อจากร้านเหล่านี้ไปจำหน่ายอีก ทำให้เหลือร้านค้าที่จำหน่ายบุหรี่ถูกกฎหมายเพียงไม่กี่ร้าน และคาดว่าอีกไม่นานร้านค้าถูกกฎหมายเหล่านี้ก็จะต้องปิดกิจการ เลิกขายไปเพราะทำมาค้าขายยากขึ้นทุกวัน ขณะที่รายได้จากการขายสินค้าอื่นๆ ก็ถูกห้างสรรพสินค้า ซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่แย่งยอดขายไป

“ในอดีตเคยขายได้สัปดาห์ละ 4-5 ลัง ตอนนี้ขายได้ลังเดียวทั้งสัปดาห์ก็ยังไม่หมด และที่สำคัญ เจ้าหน้าที่จับกุมมีหลายหน่วยงาน ทั้ง ตำรวจ ทหาร สรรพสามิต และศุลกากร ทำให้ทำงานล่าช้า ข่าวรั่ว กว่าจะเข้าไปจับได้ก็กลายเป็นว่าร้านค้าเก็บบุหรี่เถื่อนไปหมดแล้ว จับได้ไม่เกิน 5-10 ซองเท่านั้น ทุกครั้งที่ไปต่อใบอนุญาตขายบุหรี่ ก็จะร้องเรียนกับเจ้าหน้าที่ถึงปัญหาบุหรี่เถื่อนทุกครั้ง แต่ก็ไม่เห็นการแก้ปัญหาที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด

ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา มีการจับกุมเสมือนเป็นการจับเพื่อโชว์ผลงาน แต่ก็เห็นร้านหนีภาษีกลุ่มนี้ยังกลับมาเปิดใหม่ได้เช่นเดิม กลุ่มผู้ประกอบการ ร้านค้าโชห่วย ยังเห็นถึงศักยภาพของรัฐบาล วอนอยากให้นายกรัฐมนตรีสั่งการลงมาอย่างจริงจัง เพื่อพวกเรา ประชาชน และผลประโยชน์ของรัฐโดยตรง เพราะหากผู้มีอำนาจสูงสุดเห็นความสำคัญของการแก้ปัญหา เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติการก็จะเพิ่มความเข้มงวดในการปราบปรามมากกว่านี้”นาย ก กล่าว

ด้าน “เจ้าของร้านค้าบุหรี่ จังหวัดกระบี่ อีกรายหนึ่ง” เปิดเผยว่า ปัญหาบุหรี่เถื่อนใน จ.กระบี่ เพิ่งมาเติบโตอย่างหนักในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา มีร้านค้าบุหรี่และสุราเถื่อนเพิ่มขึ้นจำนวนมาก บางร้านเปิดตรงข้ามกับสถานที่ราชการแบบเย้ยกฎหมาย ได้แก่ หน้าสำนักงานแขวงการทาง และยังสามารถทำการค้าขายได้โดยไม่ถูกสั่งปิด ทำให้ร้านค้าที่ขายสินค้าถูกกฎหมายได้รับผลกระทบอย่างหนัก รายได้หายไปกว่า 70%

“ในอดีตเคยขายบุหรี่ถูกกฎหมายได้สัปดาห์ละ 10 ลัง ปัจจุบันเหลือเพียงสัปดาห์ละ 2 ลังเท่านั้น แต่คนสูบบุหรี่ก็ไม่ได้ลดลงเลย ลูกค้าที่เคยซื้อจากที่ร้าน ก็แค่เดินข้ามไปซื้อจากอีกร้านที่มีบุหรี่เถื่อนขายแทน ซึ่งผู้ที่จำหน่ายสินค้าถูกกฎหมาย เห็นรับรู้กันอยู่ แต่ทำอะไรไม่ได้ จะให้ไปแจ้งความจับร้านค้าด้วยกัน ก็สงสาร เพราะทำมาค้าขาย ก็รู้ว่าต้องขายของที่ลูกค้าอยากซื้อ สภาพปัญหาที่แท้จริง ที่ตัวเลขการจับกุมตามหน้าหนังสือพิมพ์ไม่สามารถบอกเล่าได้

ขบวนการและธุรกิจค้าบุหรี่เถื่อนมีเบื้องลึกเบื้องหลังที่ซับซ้อน แม้จะมีองค์กรภาคประชาชนที่คอยตรวจสอบอยู่แต่ก็ดูเหมือนเรื่องจะยังไม่ได้รับความสนใจจากหน่วยงานตรวจสอบภาครัฐเท่าที่ควร ชาวบ้านส่วนหนึ่งจึงมองว่าการปราบปรามบุหรี่เถื่อนทุกวันนี้ทำแบบโชว์ผลงานเป็นครั้งคราวเท่านั้น ไม่ได้ช่วยลดหรือแก้ปัญหาได้อย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม” เจ้าของร้านรายนี้ ระบุ

สถานการณ์อาจเลวร้ายลงหลังวันที่ 1 ต.ค. 2564 ซึ่งจะมีการขึ้นภาษีสรรพสามิต อันจะทำให้บุหรี่ถูกกฎหมายในประเทศไทยต้องขึ้นราคาอีกครั้ง ถ้ายังแก้ปัญหาแบบเดิม ไม่เพียงรายได้ภาษีที่อาจสูญเสียไปให้บุหรี่เถื่อนมากขึ้นหลังจากนี้ แต่ภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นในหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องก็อาจจะติดลบได้เช่นกัน กรมศุลกากร กรมสรรพสามิต และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงจำเป็นต้องบูรณาการการปราบปรามบุหรี่เถื่อนในเชิงรุก และบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิดอย่างจริงจัง
รวมถึงหาทางแก้ปัญหาความทุจริตหละหลวมของเจ้าหน้าที่

เพื่อให้การจัดการปัญหาบุหรี่หนีภาษีเป็นไปอย่างยั่งยืน..ไม่ใช่เป็นแค่ไฟที่ไหม้ฟาง!!!

สมาคมการค้ายาสูบไทย

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, รายงานพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ‘ประชานิยม’อุ้มคนฐานราก ประโยชน์มีแต่ระวังผลข้างเคียง #SootinClaimon.Com

Posted on September 17, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/602390

สกู๊ปแนวหน้า : ‘ประชานิยม’อุ้มคนฐานราก ประโยชน์มีแต่ระวังผลข้างเคียง

สกู๊ปแนวหน้า : ‘ประชานิยม’อุ้มคนฐานราก ประโยชน์มีแต่ระวังผลข้างเคียง

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2564, 02.00 น.

เมื่อกล่าวถึงความขัดแย้งทางการเมืองในสังคมไทย หนึ่งในวิวาทะสำคัญคือ “ประชานิยม” ระหว่างฝ่ายที่มองว่าเป็นนโยบายที่มีประโยชน์กับคนระดับฐานราก กับฝ่ายที่มองว่าเป็นนโยบายที่ถูกใช้เพื่อปูทางไปสู่การแสวงหาประโยชน์ทางการเมืองซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ร่วมกับ แผนงานคนไทย 4.0 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดการเสวนา (ออนไลน์) เรื่อง “อนาคตคนไทยกับนโยบายประชานิยม” ขึ้นโดยมี ผศ.ดร.ธัญณ์ณภัทร์ เจริญพานิช อาจารย์สาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม เป็นวิทยากร

เมื่อพูดถึงประชานิยม หลายคนอาจนึกถึงนโยบายลดแลกแจกแถม เพื่อสร้างความนิยมต่อรัฐบาลหรือผู้นำในหมู่ประชาชน หรือมีข้อถกเถียงว่าประชานิยมถือเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ อย่างไรก็ตาม “นิยามของประชานิยม” นั้นหมายถึง “วิถีของประชาชนในการขับเคลื่อนการเมืองและประชาธิปไตย” เป็นการให้คุณค่าประชาธิปไตยที่สร้างขึ้นโดยประชาชนในฐานะการเข้าไปมีส่วนอย่างสำคัญในทางการเมือง

ดังนั้นแล้ว “ประชานิยมจึงเป็นพลังเชิงบวกในการขับเคลื่อนประชาธิปไตย อีกทั้งยังมีความหมายของการต่อสู้ของประชาชนกับชนชั้นนำและโครงสร้างที่ไม่เป็นธรรม เพื่อเปลี่ยนแปลงไปสู่สังคมที่มีบรรทัดฐานของความยุติธรรมและเท่าเทียม” ถึงกระนั้น ก็มีนักวิชาการบางท่าน เช่น เคิร์ท เวย์แลนด์(Kurt Weyland) กล่าวไว้ในปี 2544 ว่า ประชานิยมคือ ยุทธศาสตร์ทางการเมืองอย่างหนึ่งที่ผู้นำทางการเมืองพยายายามใช้อำนาจบนพื้นฐานการสนับสนุนโดยตรงอย่างไม่เป็นทางการจากประชาชนจำนวนมากที่นิยมชมชอบหรือติดตาม

“ในแง่มุมหนึ่ง ประชานิยมจึงสะท้อนในลักษณะของบุคคลเปี่ยมไปด้วย Charisma (เสน่ห์) หรือบารมี ที่รวมความนิยมชมชอบหรือศูนย์อำนาจไว้กับตัวเอง หรือเป็นผู้ที่มองว่าพูดแทนประชาชน นำเสนอสิ่งที่ประชาชนต้องการหรืออยากได้ยิน อันนี้ก็จะไปโยงกับลักษณะของผู้นำแบบประชานิยม ซึ่งอันนี้ก็อาจจะมองถึงในรูปแบบได้ทั้งไทยและในลาตินอเมริกา” ผศ.ดร.ธัญณ์ณภัทร์ กล่าว

นักวิชาการอีกท่านคือ อลัน แวร์ (Alan Ware) กล่าวถึงประชานิยมเมื่อปี 2545 ว่า ประชานิยมคือยุทธศาสตร์ทางการเมือง ผู้นำทางการเมืองจึงมักถูกมองว่าเป็นนักการเมืองผู้แสวงหาอำนาจ โดยการกระทำที่เป็นไปเพื่อการได้รับการสนับสนุนจากผู้คนจำนวนมาก หรือก็คือการใช้ความนิยมนั้นช่วงชิงความได้เปรียบในเกมการเมือง “ผู้นำแบบประชานิยมจึงต้องสร้างบารมี”เพื่อให้ได้รับการยอมรับให้อยู่ในอำนาจ

หนึ่งในพื้นที่ที่โดดเด่นด้านการก่อตัวของการเมืองแบบประชานิยมคือภูมิภาคลาตินอเมริกา (อเมริกากลางและใต้) มีนักการเมืองที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นปากเป็นเสียงแทนคนยากจน นำเสนอนโยบายที่ให้ความสำคัญกับชนชั้นรากหญ้า ผู้ใช้แรงงาน หรือนโยบายแบบรัฐสวัสดิการ หรือนำแนวคิดแบบสังคมนิยมมาเป็นแนวทาง เมื่อมองในมุมนี้ ประชานิยมจึงมิใช่เพียงนโยบาย แต่เป็นการต่อสู้ของคนที่รู้สึกว่าถูกเอารัดเอาเปรียบ ถูกเพิกเฉย หรือไม่ได้รับความเป็นธรรมในโครงสร้างทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคม

แต่อีกด้านหนึ่ง ก็มีนักวิชาการที่มองประชานิยมว่าเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประชาธิปไตย เช่น แจน-เวอร์เนอร์มิลเลอร์ (Jan-Werner Miller) กล่าวในปี 2559 ระบุว่า“ประชานิยมเป็นปรปักษ์ต่อความเป็นพหุนิยมในระบอบประชาธิปไตย เพราะพรรคการเมืองแบบประชานิยมมักคำนึงถึงการตอบสนองทางคุณค่าผ่านนโยบายสาธารณะต่อประชาชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง โดยปราศจากการเคารพความหลากหลายของคุณค่าในสังคม” อย่างไรก็ตาม แก่นของประชานิยมก็ยังนับว่ายังเป็นประชาธิปไตยอยู่

“ประชานิยมจะเป็นชุดความคิดของเจตจำนงของประชาชนทั่วไปเป็นหลัก แล้วก็เป็นหลักการที่ปกป้องเสียงข้างมาก ซึ่งถ้ามันปกป้องเสียงข้างมากแบบสุดโต่ง แล้วก็สนับสนุนประชาธิปไตยเสียงข้างมากในแบบนี้ มันก็อาจจะนำไปสู่การปฏิเสธความเป็นพหุนิยมโดยพื้นฐาน จากการเอาเจตจำนงของประชาชนส่วนใหญ่เป็นหลัก ก็จะไปกระทบกับเสียงส่วนน้อยหรือหลักของสถาบันอิสระที่มีหน้าที่ในการปกป้องสิทธิขั้นพื้นฐานของคนที่เป็นเสียงส่วนน้อยในสังคม ในลักษณะนี้ถ้าสุดโต่ง ก็อาจเคลื่อนย้ายจากประชาธิปไตยไปเป็นอำนาจนิยมเต็มใบ ซึ่งเป็นการลบล้างประชาธิปไตย หรือล่มสลายของประชาธิปไตยในกรณีสุดโต่ง” ผศ.ดร.ธัญณ์ณภัทร์ อธิบาย

ในกรณีของประเทศไทย คำว่าประชานิยมถูกผูกโยงเข้ากับชื่อของ ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีช่วงปี 2544-2549 เนื่องจากพรรคการเมืองที่ทักษิณตั้งขึ้นคือ พรรคไทยรักไทย หาเสียงโดย “ชูนโยบายที่คำนึงถึงชนชั้นรากหญ้าและชนชั้นกลางที่เพิ่งเกิดใหม่” ภายใต้บริบทสังคมที่ชนบทเองก็มีความเปลี่ยนแปลงมากขึ้นจากอิทธิพลของระบบทุนนิยมบวกกับนโยบายการพัฒนาที่สะสมต่อเนื่องมาจากรัฐบาลชุดต่างๆ ก่อนหน้า ซึ่งชนชั้นกลางใหม่มีความต้องการที่แตกต่างไปจากชนชั้นกลางเดิมที่มีโอกาสเข้าถึงทุน ทรัพยากรและโอกาสต่างๆ มากกว่า

ผศ.ดร.ธัญณ์ณภัทร์ ยกตัวอย่าง “30 บาท รักษาทุกโรค-กองทุนหมู่บ้าน” อันเป็น 2 นโยบายที่เริ่มต้นในสมัยรัฐบาลทักษิณและถูกพูดถึงทุกครั้งเมื่อกล่าวถึงอดีตนายกฯ ผู้นี้ว่าตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน หรืออีกนโยบายหนึ่งที่สำคัญคือการปฏิรูประบบราชการให้ทันสมัยและมีประสิทธิภาพในการตอบสนองความต้องการของประชาชน แต่ในช่วงปรับเปลี่ยนก็อาจทำให้ข้าราชการรู้สึกไม่พอใจเพราะต้องปรับตัวเรียนรู้สิ่งใหม่ อนึ่ง นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลทักษิณ ยังทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) เพิ่มจากร้อยละ 4 ในปี 2543 เป็นร้อยละ 6 ในปี 2547

แต่ในอีกมุมหนึ่ง “นโยบายประชานิยมในรัฐบาลทักษิณก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์เช่นกันว่าเอื้อประโยชน์ต่อตนเองและพวกพ้อง” มีการใช้คำว่า “คอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย” อีกทั้งยังถูกมองว่า “กระตุ้นความฟุ้งเฟ้อของคน” โดยมองจากชนชั้นรากหญ้งและชนชั้นกลางเกิดใหม่ มีกำลังซื้อและเริ่มซื้อรถยนต์ มอเตอร์ไซค์และเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ มากขึ้น ทำให้ “ชนชั้นนำและชนชั้นกลางเดิมมองว่าทักษิณทำลายวิถีชนบทที่สวยงาม” ทั้งที่ในความเป็นจริง ชนบทได้เปลี่ยนหน้าตาไปตั้งแต่ก่อนหน้ายุคสมัยของทักษิณแล้ว ตลอดจนเกิดคำถามว่า “สมควรหรือไม่ที่รัฐบาลนำเงินของชนชั้นกลางที่เสียภาษีมากกว่า ไปให้คนรากหญ้าเพื่อประโยชน์ทางการเมือง” จนนำมาสู่การจุดกระแสต่อต้าน

“สิ่งที่ชนชั้นกลางหรือคนที่ต่อต้านนโยบายประชานิยมกลัวว่าจะนำไปสู่ประชานิยมแบบอำนาจนิยม ซึ่งเราก็จะเห็นแล้วว่ามันมีข้อพึงระวังในเชิงแนวคิดเหมือนกัน ว่าถ้ามันเป็นประชานิยมแบบสุดโต่งเสียงข้างมาก แล้วมันไปก่อสร้างผู้นำแบบอำนาจนิยมขึ้นมาแทน หรือเผด็จการขึ้นมาแทน ซึ่งปลายทางมันอาจจะไม่ได้เป็นอย่างนั้น อันนี้ขึ้นอยู่กับโครงสร้างสถาบันทางการเมือง
ที่รองรับการมีส่วนร่วม และโครงสร้างในการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจที่มันจะป้องกันไม่ให้เกิดผู้นำแบบอำนาจนิยมขึ้นมา จากการที่กลายเป็น Popular (ได้รับความนิยม) ของประชาชนไม่เช่นนั้นมันก็จะล่ม” ผศ.ดร.ธัญณ์ณภัทร์ กล่าวในช่วงท้ายของการเสวนา

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ‘รักษ์โลก-ห่วงสุขภาพ’ ทิศทาง ‘ท่องเที่ยว’ หลังโควิด #SootinClaimon.Com

Posted on September 13, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/601464

สกู๊ปแนวหน้า : ‘รักษ์โลก-ห่วงสุขภาพ’ ทิศทาง‘ท่องเที่ยว’หลังโควิด

สกู๊ปแนวหน้า : ‘รักษ์โลก-ห่วงสุขภาพ’ ทิศทาง‘ท่องเที่ยว’หลังโควิด

วันอาทิตย์ ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2564, 07.30 น.

“พอดีได้มีโอกาสไปสอนนักศึกษาท่องเที่ยวที่ภูเก็ตผู้ประกอบการตั้งเป้าหมายไว้ที่แสนคน มาแค่ 1 หมื่นคน ประมาณ 10 กว่าเปอร์เซ็นต์เอง แม้กระทั่งภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ที่เราตั้งเป้าหมายไว้ หรือสมุย มันก็ไม่เป็นไปตามเป้าหมายเพราะสถานการณ์โควิดที่มันเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นประเทศไทยจะทำอย่างไรให้นักท่องเที่ยวเกิดการรู้สึกว่าอุ่นใจ เบาใจ อยากมาท่องเที่ยว รู้สึกปลอดภัย”

ศ.ดร.วิสาขา ภู่จินดา คณบดีคณะบริหารการพัฒนาสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) บรรยายในหัวข้อ “ทิศทางอนาคตท่องเที่ยวไทย
หลังโควิด-19” ในงานสัมมนาวิชาการ ครั้งที่ 6 “การขับเคลื่อน BCG สู่การเปลี่ยนผ่านประเทศไทยหลังภาวะหลังปกติใหม่(Next Normal)” จัดโดยสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ว่าด้วย “การท่องเที่ยว” ภาคเศรษฐกิจสำคัญของประเทศไทย ภายใต้ความท้าทายในยุคสมัยที่โลกเผชิญสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ซึ่งแม้จะมีความพยายามฟื้นฟูแต่ยังห่างไกลจากเป้าหมายที่ตั้งไว้

ที่ผ่านมาประเทศไทยมีรายได้จำนวนมากจากการท่องเที่ยว อาทิ ในปี 2562 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของโลกยุคเดิมก่อนเกิดสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติมาเยือนไทยถึง 40 ล้านคน สร้างรายได้กว่า 2.2 ล้านล้านบาทแต่ในเมื่อทุกอย่างไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป การปรับตัวจึงเป็นเรื่องสำคัญ เช่น ต้องมีมาตรการด้านสุขอนามัย หรือก็คือการมุ่งสู่ “การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ” แทนการมุ่งเน้นเชิงปริมาณ

ศ.ดร.วิสาขา กล่าวถึง “จุดแข็ง” ของภาคการท่องเที่ยวของไทยไว้ 3 ประการ คือ 1.ทรัพยากรในประเทศอุดมสมบูรณ์ 2.มีขัดความสามารถด้านการบริการ (Service Mind) และ 3.ราคาไม่แพง แต่ก็มี “จุดอ่อน” 2 ประการ คือ1.สิ่งแวดล้อม กับ 2.ความปลอดภัย ส่วน “ประเภทการท่องเที่ยวมูลค่าสูงที่ควรส่งเสริม” เช่น การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การท่องเที่ยวที่สร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนแก่ชุมชน

“ตลาดเราเปลี่ยนไปแล้ว ตลาดเราจะเป็น Hi-End คือมีกำลังซื้อสูง สินค้าท่องเที่ยวเราก็จะต้องเป็นทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ตอนนี้ถูกฟื้นฟูกลับมาดีมาก เพราะตอนนี้จากจำนวนคนที่ไปใช้มาก จากสถานการณ์โควิดมันเกิดการฟื้นฟู น้ำทะเลใสขึ้น มีความอุดมสมบูรณ์มีความหลากหลายทางชีวภาพมากขึ้น เราต้องขายตรงนี้แต่เราต้องขายในราคาที่สูง และขายในราคาที่กลุ่ม Hi-End นักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ ไม่ได้มาทำลายสิ่งแวดล้อม ฉะนั้นการท่องเที่ยววิถีใหม่ต้องเปลี่ยนมุมมองแล้ว เป็นการท่องเที่ยวที่ต้อง Optimize (เพิ่มประสิทธิภาพ) Optimum Scale (ได้สัดส่วนที่เหมาะสม) ไม่เกิน Capacity (ความจุที่รองรับได้)” ศ.ดร.วิสาขา ระบุ

คณบดีคณะบริหารการพัฒนาสิ่งแวดล้อม นิด้า กล่าวต่อไปว่า หลังจากนี้ทั้งการท่องเที่ยวระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นชาวต่างชาติเข้ามาประเทศไทย หรือชาวไทยไปต่างประเทศ และการท่องเที่ยวในประเทศของนักท่องเที่ยวชาวไทยเองจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป “การเดินทางแบบหมู่คณะจำนวนมากมีแนวโน้มลดลง” ขณะเดียวกัน “มาตรการสาธารณสุขจะมีบทบาทมากขึ้น” เช่น หนังสือรับรองการฉีดวัคซีนครบถ้วน และมาตรการอื่นๆ ในการดูแลนักท่องเที่ยวให้ปลอดภัย

ทั้งนี้ มีความเป็นไปได้ที่โลกหลังยุคโควิด นักท่องเที่ยวจะสนใจการท่องเที่ยเชิงวิถีชีวิตและประสบการณ์มากขึ้นใส่ใจสิ่งแวดล้อมและสุขภาพมากขึ้น ความท้าทายจึงอยู่ที่ว่าจะสร้างรายได้อย่างไรโดยเฉพาะกับเศรษฐกิจระดับชุมชน รวมถึง“อาจต้องมีระบบบริหารจัดการที่คำนึงถึงสมดุลระหว่างความจุของสถานที่ท่องเที่ยวกับปริมาณนักท่องเที่ยว” เช่น นักท่องเที่ยวลงจากเครื่องบิน หากสถานที่ท่องเที่ยวหนึ่งจำนวนนักท่องเที่ยวยังมากอยู่ อาจสับเปลี่ยนไปสถานที่ท่องเที่ยวอื่นก่อนจะวนกลับมาก็ได้

สำหรับทิศทางการท่องเที่ยวยุคหลังจากนี้ 1.การท่องเที่ยวแบบกลุ่มเล็กๆ จะได้รับความนิยมมากขึ้น โดยเป็นการเดินทางของกลุ่มที่สมาชิกทั้งหมดรู้จักกัน เนื่องจากมีความไว้วางใจกัน ซึ่งปัจจุบันผู้ประกอบการเริ่มคิดออกแบบการจัดการท่องเที่ยวกันแล้วภายใต้แนวคิดด้านสิ่งแวดล้อมและสุขอนามัย 2.เทคโนโลยีดิจิทัลจะได้รับความนิยมมากขึ้นเช่น การชำระค่าใช้จ่ายโดยไม่ต้องใช้เงินสด (Cashless) หรือการใช้เทคโนโลยีมาช่วยบริหารจัดการโปรแกรมการท่องเที่ยวอาทิ กำหนดการเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ ที่อาจสับเปลี่ยนหมุนเวียนได้ และ 3.การดูแลสิ่งแวดล้อมจะถูกให้ความสำคัญมากขึ้น ทรัพยากรธรรมชาติที่ฟื้นตัวขึ้นมาจะทำอย่างไรไม่ให้กลับไปเสื่อมโทรมลงอีก

“ในเชิงปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เราจะกระทบเห็นๆ เลยในมุมนักท่องเที่ยวคือเชิงอากาศ ประเทศไทยร้อน ประเทศไทยมีมลพิษ PM2.5 ไปเที่ยวภาคเหนือเกิดการเผาโดยเฉพาะหน้าหนาวที่อากาศดี เราจะลดกันอย่างไรในด้านเผาไหม้ต่างๆ คุณภาพอากาศเป็นสิ่งที่สำคัญ คือมันจับต้องได้ในเชิงท่องเที่ยวอย่างเร็วอย่างขยะเราเห็นมันแค่อุจาดตาVisual Pollution (มลพิษทางสายตา) อาจจะมีกลิ่นบ้าง แต่เรื่องฝุ่นละอองคุณภาพอากาศมันถึงเราโดยตรง น้ำเสียเราอาจจะไม่กระทบโดยตรง

ควรจะต้องแก้ปัญหาในระยะแรกระยะสั้นเลย แต่เรื่องขยะควรจะต้องคำนึงถึงในระยะถัดไป โดยเฉพาะขยะพลาสติกต่างๆ กระบวนการก็จะกลับมา Upcycling (แปรรูปเพิ่มมูลค่า) เอาไปทำจีวรพระ ผลิตชุด PPE หมอ เราก็เห็นว่าเอากลับไป Upcycling มากขึ้น เพื่อให้การท่องเที่ยวมันดูเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” ศ.ดร.วิสาขา ยกตัวอย่าง

อีกเรื่องหนึ่งที่จะเกิดขึ้นในการท่องเที่ยวยุคหลังโควิดคือ “นักท่องเที่ยวต้องการความไว้วางใจ” เช่น เวลาไปซื้อสินค้าหรือใช้บริการร้านค้าต่างๆ เมื่อเห็นป้ายแสดงว่าพนักงานทุกคนฉีดวัคซีนครบถ้วนแล้ว มาตรการด้านสุขอนามัยจะกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการพิจารณาเลือกแหล่งท่องเที่ยว เช่น สถานที่แออัดหรือไม่ หรือแม้กระทั่งการเดินทางก็มีแนวโน้มจะใช้รถยนต์ส่วนตัวมากกว่าขนส่งสาธารณะ

ศ.ดร.วิสาขา กล่าวสรุปความสำคัญของเศรษฐกิจ BCG (Bio Economy-เศรษฐกิจชีวภาพ, Circular Economy-เศรษฐกิจหมุนเวียน, Green Economy = เศษฐกิจสีเขียว) ซึ่งมีอยู่ 4 สาขา คือ 1.การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ 2.เกษตรและอาหาร สุขภาพและการแพทย์ และพลังงาน โดยทั้ง 4 สาขาล้วนเกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวทั้งสิ้นเช่น การแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรให้มีมูลค่าสูงขึ้น หรือการนำขยะไปแปรรูปเป็นเชื้อเพลิง เป็นต้น!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ‘หมวกแรงดันบวก-ลบ’ นวัตกรรมช่วยด่านหน้าสู้โควิด #SootinClaimon.Com

Posted on September 13, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/601259

สกู๊ปแนวหน้า : ‘หมวกแรงดันบวก-ลบ’  นวัตกรรมช่วยด่านหน้าสู้โควิด

สกู๊ปแนวหน้า : ‘หมวกแรงดันบวก-ลบ’ นวัตกรรมช่วยด่านหน้าสู้โควิด

วันเสาร์ ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2564, 07.30 น.

การขาดแคลนวัคซีน ประสิทธิภาพการป้องกันการติดต่อของวัคซีนแต่ละยี่ห้อ รวมไปถึงการกลายพันธุ์ของไวรัส ทำให้ “สถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ในปัจจุบันยังถือว่าอยู่ในระดับที่มีความเสี่ยงและเปราะบางสูง” อีกทั้งยังไม่สามารถคาดการณ์ถึงแนวโน้มที่ดีขึ้นได้ในเวลาอันใกล้ การรับมือที่สำคัญมากคือ “ลดความเสี่ยงการติดเชื้อของบุคลากรด่านหน้า และผู้ป่วยที่จำเป็นต้องรับบริการจากสถานพยาบาลอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง”

ไพศาล ขันชัยทิศ หัวหน้าทีมวิจัยเข็มระดับนาโนกลุ่มวิจัยวัสดุตอบสนองและเซ็นเซอร์ระดับนาโน นาโนเทคสวทช. ริเริ่มพัฒนา “nSPHERE หมวกแรงดันบวก-ลบ”ขึ้น โดยเป็นหมวกที่สามารถป้องกันการแพร่กระจายเชื้อไวรัสโคโรนา ได้ด้วยระบบการกรองประสิทธิภาพสูงร่วมกับการควบคุมความดันภายในหมวกให้สูงหรือต่ำกว่าภายนอกแล้วแต่กรณี เพื่อตัดโอกาสการเล็ดลอดละอองไอจามซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่ของเชื้อไวรัสโคโรนา

ในการออกแบบ ทีมวิจัยได้กำหนดให้อากาศที่เข้าและออกจากหมวกถูกกรองด้วยการดูดอากาศผ่านฟิลเตอร์ แต่มีความแตกต่างระหว่าง nSPHERE ลบและบวก คือ หมวกแบบลบ เน้นให้อากาศขาออกจากหมวกสะอาดที่สุด เพราะผู้สวมใส่มีหรืออาจมีเชื้อ แต่ในทางกลับกัน หมวกแบบบวก จะเน้นให้อากาศขาเข้าสะอาดที่สุด เนื่องจากต้องป้องกันเชื้อแพร่กระจายจากภายนอกสู่ผู้สวมใส่

โครงการนี้ถือว่ามีความท้าทายมาก เมื่อพยายามพัฒนาให้เป็นอุปกรณ์สวมใส่ส่วนบุคคลโดยเฉพาะกับ nSPHERE(-) ที่เป็นแนวคิดใหม่ สร้างความดันให้เป็นลบ ทำงานตรงกันข้ามกับ PAPR (Powered Air Purifying Respirator) ที่แพทย์มักจะเป็นผู้ใช้ แต่ด้วยมีแนวคิดว่าหากทั้งผู้ติดเชื้อและผู้ดูแลได้ใช้ก็จะมีประโยชน์กับทั้งสองฝ่ายในภายหลังจึงพัฒนาทั้งบวกและลบ เพื่อสร้างกลไกการป้องกันที่แน่นหนา ลดโอกาสแพร่เชื้อได้มากยิ่งขึ้นไป

และเพื่อให้ประสิทธิภาพสูงสุด ทีมวิจัยนาโนเทคเลือกใช้ฟิลเตอร์กรองอากาศประสิทธิภาพสูง หรือ HEPA ซึ่งต้องมีการออกแบบให้เหมาะสมต่อการใช้งานในลักษณะสวมใส่เป็นอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล ความยากจึงตกไปอยู่ที่ประสิทธิภาพและราคา ที่จะสะท้อนความคุ้มค่าของ nSPHERE ทีมวิจัยจึงพยายามหาเกณฑ์การพิจารณาเปรียบเทียบ (benchmark) ในการพัฒนาเชิงความคุ้มค่า

เช่น สำหรับ nSPHERE(-) ซึ่งเปรียบเทียบการใช้งานกับการลงทุนสร้างห้องแรงดันลบ ส่วน nSPHERE(+) อาศัยการเทียบค่าใช้จ่ายในการทำความสะอาด PAPR แต่ละครั้งกับการใช้งานหมวกแบบใช้แล้วทิ้ง เพื่อให้ความมั่นใจว่า ฟิลเตอร์ไม่รั่วระหว่างการใช้งาน และไม่เป็นที่สะสมเชื้อไวรัส แต่เมื่อนำไปใช้จริง แพทย์และพยาบาลเสนอว่าสามารถใช้ซ้ำได้ แต่ทีมวิจัยก็ได้กำหนดระยะเวลาสะสมต่อหมวกหนึ่งใบไว้ โดยมีชุดทำความสะอาดด้วย UV/Ozone ให้ด้วยในกรณีที่มีการใช้งานจำนวนมาก

“ภายใน nSPHERE ยังมีเซ็นเซอร์วัดความดัน ซึ่งมาจากขั้นตอนทดสอบประสิทธิภาพการทำงานของหมวกแล้วพบว่า บรรยากาศภายนอกหมวกมีความดันขึ้นลงตลอดเวลา จึงติดเซ็นเซอร์วัดค่าเอาไว้แล้วพบว่าค่าความแตกต่างความดันที่อยากได้ ควบคุมได้ลำบาก อีกทั้งการออกแบบก็ทำได้ยาก หากความดันในหมวกสูงหรือต่ำเกินไปก็จะทำให้อึดอัดไม่สะดวกสบาย อาจหูอื้อหรือขาดอากาศหายใจ

ดังนั้นจึงเสนอแนวคิดระบบการเตือนเมื่อความดันภายในหมวกไม่เป็นไปตามกำหนด โดยให้มีการวัดความดันภายในและภายนอกหมวกเปรียบเทียบกันตลอดเวลา จึงกลายเป็นจุดเด่นของ nSPHERE ทำให้การเคลื่อนย้ายผู้ติดเชื้อทำได้จริงในเชิงปฏิบัติ เนื่องจากการเข้า-ออกจากห้อง การเข้าลิฟต์ หรือพาหนะโดยสาร มีความแตกต่างความดันอยู่ตลอดเวลา ระบบเดิมจะไม่มีสัญญาณเตือน แต่ nSPHERE ให้ความสำคัญ ณ จุดนี้มากเป็นพิเศษ” ไพศาล กล่าว

หัวหน้าทีมวิจัยเข็มระดับนาโน กลุ่มวิจัยวัสดุตอบสนองและเซ็นเซอร์ระดับนาโน นาโนเทค สวทช. ยังเล่าอีกว่า ความท้าทายอย่างหนึ่งคือ โดยได้นวัตกรรม nSPHERE นี้ไปทดสอบมาตรฐานที่มีความท้าทายสูง เนื่องจากการทดสอบยังไม่มีมาตรฐานรองรับชัดเจน เพราะมีลักษณะเป็นนวัตกรรมที่มีข้อบ่งใช้ใหม่ จึงต้องมีการประยุกต์ใช้มาตรฐานใกล้เคียงตามข้อมูลที่ทาง CDC และ OSHA กำหนดเป็นไกด์ไลน์เอาไว้ อาทิ มาตรฐาน ISO 14644-3 ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ใช้กับห้อง Clean Room ที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่ แต่หมวกนี้มีปริมาตรช่องอากาศไม่ถึงลูกบาศก์ฟุต

ดังนั้นในทางปฏิบัติจริง จึงต้องขอความร่วมมือจากผู้ทดสอบ และต้องใช้กรอบที่กำหนดขึ้นเฉพาะเป็นกรณีพิเศษ ซึ่ง “สามารถผ่านมาตรฐานในระดับที่สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดจาก CDC หลายเท่าตัว” สร้างความเชื่อมั่นเรื่อง ความปลอดภัยที่มีข้อกังวลมาก่อนหน้านี้ นอกจากนี้ยังได้นำหมวกไปทดสอบความปลอดภัยด้านไฟฟ้า และการแผ่รังสีรบกวน ที่ศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (PTEC) ในมุมของวัสดุเพิ่มเติม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับโครงสร้างกระดาษเคลือบกันน้ำ

เมื่อรวบรวมผลการทดสอบมาตรฐานเหล่านี้ไปใช้อ้างอิงพร้อมกับการทดสอบที่นาโนเทค สวทช. สร้างขึ้นเองเช่น เทคนิคการใช้การกระเจิงแสงเลเซอร์ต่อละอองฝุ่นจำลองและการใช้กล้อง Thermal Camera ช่วยระบุตำแหน่งจุดอับทำให้ร้อนเมื่อสวมใส่ ก็ทำให้สร้างความเชื่อมั่นในนวัตกรรมนี้ได้มากยิ่งขึ้น ทำให้ปัจจุบัน มีการนำไปใช้งาน รวมถึงการใช้ในเชิงสาธิตกว่า 900 ชุด ใน 37 หน่วยงานและสถานพยาบาลทั่วประเทศ

อาทิ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล, ศูนย์บริการการแพทย์ฉุกเฉินกรุงเทพมหานคร (ศูนย์เอราวัณ), โรงพยาบาลกลาง,โรงพยาบาลเวชการุณย์รัศมิ์, โรงพยาบาลสิรินธร, โรงพยาบาลลาดกระบัง, โรงพยาบาลนครพิงค์ จังหวัดเชียงใหม่, โรงพยาบาลกำแพงเพชร เป็นต้น ส่วนเรื่องต้นทุนนั้น ทีมวิจัยเห็นว่า“ต้นทุนนั้นประนีประนอมได้ แต่ความปลอดภัยไม่อาจประนีประนอม”จุดนี้ทำให้ทีมวิจัยต้องหาวิธีการผลิตและเลือกใช้วัสดุราคาประหยัด ซึ่งจริงๆ แม้จะยากมาก แต่ก็เล็งเห็นว่าจะเป็นประโยชน์ระยะยาว

เนื่องจากหากกระบวนการผลิตหมวกสามารถทำได้ง่าย ลงทุนไม่สูงเกินไป ก็จะสามารถ่ายทอดเทคโนโลยีได้ง่าย นำไปสู่การใช้ประโยชน์ในวงกว้างได้อย่างทันท่วงที โดย nSPHERE ครบชุด (หมวกเเละคอนโทรลเลอร์) มีมูลค่ารวม 2,500 บาท แบ่งออกเป็นคอนโทรลเลอร์ 2,000 บาท (ใช้ซ้ำได้) และหมวก 500 บาท ซึ่งเป็นแบบใช้แล้วทิ้ง ระยะเวลาการใช้สะสม 24 ชั่วโมง

ความท้าทายต่อมาคือ กำลังการผลิต ที่ไม่เพียงพอ เมื่อเทียบกับจำนวนผู้ป่วยที่มีจำนวนมาก ด้วยทีมวิจัยมองว่า หากจะใช้นวัตกรรมนี้ให้ได้ประสิทธิภาพ ต้องผลิตให้เพียงพอต่อความต้องการใช้งาน ซึ่งการออกแบบให้สามารถประกอบได้เองแก้ปัญหานี้ได้ แต่ก็มีความกังวลเรื่องของประสิทธิภาพหากนำไปประกอบเอง ในช่วงแรก จึงรวมทีมทั้งนักวิจัย และกลุ่มพ่อบ้านแม่บ้าน ตลอดจนอาสาสมัครมาช่วยประกอบหมวกไปแจกจ่ายตามสถานพยาบาล

จากเริ่มแรกผลิตได้ไม่กี่สิบใบต่อวัน ปัจจุบันสามารถทำได้กว่า 100 ใบ ทีมวิจัยเผยว่า กำลังขยายกำลังผลิตสู่พันธมิตร เช่น วิทยาลัยเทคนิคในแต่ละภูมิภาค เช่น วิทยาลัยเทคนิคสุราษฎร์ธานี, วิทยาลัยเทคนิคเชียงใหม่, วิทยาลัยเทคนิคหนองคาย, วิทยาลัยเทคนิคอยุธยา โดยตั้งเป้าไว้ที่ 800 ใบต่อวัน นอกจากนี้ มีผู้ติดต่อเข้ามาเพื่อรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีแล้วหลายราย ซึ่งจะพยายามทำให้เป็นนวัตกรรมที่ราคาไม่แพง และเปิดถ่ายทอดสิทธิแบบ Non Exclusive เพื่อให้เกิดการกระจาย เพิ่มจำนวนการผลิตไปสู่ผู้ใช้ได้มากและเร็ว ทันสถานการณ์และความต้องการ

“รางวัลของงานนี้ ไม่ใช่เงินทองหรือชื่อเสียง แต่เป็นคำขอบคุณจากบุคลากรด่านหน้า และผู้เกี่ยวข้อง ที่ใช้หมวก nSPHERE แล้วมั่นใจ อยู่รอดปลอดภัยเมื่อเกิดความเสี่ยงติดเชื้อ มีหลายครั้งที่คุณหมอ พยาบาล โทรฯมาบอกว่า ถ้าไม่ได้หมวกน่าจะติดไปแล้ว เป็นการยืนยันเบื้องต้นว่า นวัตกรรมที่เราทำน่าจะมีประโยชน์จริงๆ และสิ่งที่เราคิดก็เป็นจริงได้” ไพศาล กล่าวในท้ายที่สุด

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

รายงานพิเศษ : ‘วัคซีน2เข็ม-ATKทุก7วัน’ ภาคธุรกิจโอด ‘ยังไม่พร้อม’ #SootinClaimon.Com

Posted on September 13, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/600839

รายงานพิเศษ : ‘วัคซีน2เข็ม-ATKทุก7วัน’  ภาคธุรกิจโอด‘ยังไม่พร้อม’

รายงานพิเศษ : ‘วัคซีน2เข็ม-ATKทุก7วัน’ ภาคธุรกิจโอด‘ยังไม่พร้อม’

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ค่อนข้างชัดเจนแล้วว่าหลายประเทศในโลกเริ่มปรับนโยบายสู่การ “อยู่ร่วมกับโควิด” เนื่องจากวัคซีนโควิด-19 ที่มีอยู่ในปัจจุบันยังไม่สามารถสร้างสิ่งที่เรียกว่า “ภูมิคุ้มกันหมู่ (Herd Immunity)” อันหมายถึงวัคซีนช่วยป้องกันไม่ให้ติดเชื้อ และเมื่อฉีดให้ประชากรอย่างกว้างขวางก็จะทำให้เชื้อไม่สามารถระบาดได้และหายไปในที่สุด ดังนั้น นอกจากการฉีดวัคซีนเพื่อลดความรุนแรงหากติดเชื้อ ที่ในภาพรวมหมายถึงการลดจำนวนผู้ป่วยอาการหนักและผู้เสียชีวิต รักษาระบบสาธารณสุขให้ทำงานได้ไม่ล่มสลายแล้ว ยังต้องมีมาตรการอื่นๆ เพิ่มเติมเพื่อลดความเสี่ยง

เช่น “วัคซีนพาสปอร์ต (Vaccine Passport)”ที่หลายประเทศออกเอกสารรับรองการฉีดวัคซีนโควิด-19 สำหรับใช้ร่วมกับหนังสือเดินทางเมื่อต้องไปต่างประเทศ หรือการเดินทางข้ามเมือง ตลอดจนการเข้าไปใช้บริการในสถานที่บางแห่ง หรือ “แสดงผลตรวจโควิดภายในระยะเวลาไม่เกิน…วัน” (3 วันบ้าง4 วันบ้าง 7 วันบ้าง) ด้วยการ “ตรวจ ATK” กรณียังไมได้ฉีดวัคซีน หรือฉีดแล้วแต่ยังไม่ครบจำนวนที่วัคซีนชนิดนั้นๆ กำหนด

สำหรับประเทศไทย เมื่อวันที่ 1 ก.ย. 2564 ที่ผ่านมา นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย กล่าวถึงมาตรการ “COVID Free Setting” ที่จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2564 เป็นต้นไป ว่า ผู้รับบริการต้องมีเอกสารรับรอง หรือCOVID Free Pass ว่าผ่านการรับวัคซีนแล้วครบโดส หรือมีประวัติการติดเชื้อ 1-3 เดือนหรือมีการตรวจเชื้อด้วย ATK ให้ผลเป็นลบ

และอีกครั้งในวันที่ 5 ก.ย. 2564 ซึ่ง นพ.สุวรรณชัย กล่าวว่า พนักงานทุกคนฉีดวัคซีนครบโดส หรือเคยมีประวัติติดเชื้อโควิดมาก่อนอยู่ในช่วง 1-3 เดือน และให้คัดกรองความเสี่ยงพนักงานทุกวันด้วยระบบไทยเซฟไทย รวมถึงหา ATK ให้พนักงานตรวจทุก 7 วัน ส่วนผู้ใช้บริการ หากจะใช้บริการในกิจการเสี่ยง ได้แก่ ร้านอาหาร ร้านเสริมสวย ตัดผม คลินิกเวชกรรมเสริมความงาม ต้องแสดงหลักฐานการฉีดวัคซีนครบโดสหรือประวัติการติดเชื้อมาก่อนในช่วง 1-3 เดือน หรือตรวจ ATK ผลเป็นลบ ระยะเวลาไม่เกิน 7 วัน

แม้จะเป็นนโยบายที่ดีเพื่อคัดกรองหาผู้ติดเชื้อในเบื้องต้นอันเป็นการลดโอกาสเกิดโรคระบาด แต่ก็มีเสียงสะท้อน “จะทำได้จริงหรือไม่”จากภาคธุรกิจต่างๆ อาทิ สรเทพโรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหารเปิดเผยว่า วันนี้ผู้ประกอบการร้านอาหารกังวลอยู่ 2 เรื่องคือ 1.ข้อกำหนดการฉีดวัคซีนครบโดส (หรือ 2 เข็ม) เนื่องจากคนไทยเองก็ยังฉีดไม่ครบ ขณะเดียวกันธุรกิจร้านอาหารมีลูกจ้างเป็นแรงงานต่างด้าวจำนวนมาก และหลายคนยังไม่ได้วัคซีนแม้แต่เข็มเดียว

เนื่องจากที่ผ่านมารัฐบาลขาดการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อเป็นวงกว้างให้นายจ้างพาลูกจ้างไปฉีดวัคซีน มีเพียงการประสานกับผู้ประกอบการเป็นการภายในผ่านกลไกสมาคมเท่านั้น จึงทำให้ผู้ประกอบการและลูกจ้างอีกจำนวนไม่น้อยไม่ทราบเรื่อง ซึ่งแม้จะเข้าใจได้ว่า รัฐบาลอาจกังวลกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชนชาวไทย กรณีคนไทยยังฉีดวัคซีนกันไม่ครบเหตุใดต้องนำไปฉีดให้ชาวต่างชาติก่อนด้วย แต่ก็เชื่อว่าหากรัฐบาลอธิบายอย่างตรงไปตรงมาถึงความจำเป็นในการควบคุมโรคระบาด ประชาชนชาวไทยก็น่าจะเข้าใจ

“ถ้าเราจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการอยู่กับโควิดวัคซีนต้องไม่จำแนกชาติพันธุ์ เพราะเราต้องยอมรับว่าแรงงานต่างด้าวเข้ามาช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศไทยมหาศาล เอาง่ายๆ เลย กรุงเทพฯ สมมุติคนไทยฉีดครบหมด ต่างชาติยังไม่ได้ฉีด ไม่ได้นะ! เพราะเขาเดินอยู่ในกรุงเทพฯ ผมก็ถือว่าเขาหายใจร่วมกับเรา ดังนั้น ก็ควรประกาศออกมาได้แล้ว แล้วผมเชื่อว่าคนไทยไม่มีใครดราม่าหรอก เพราะตอนนี้กรุงเทพฯ คนได้เข็มแรก 80 กว่าเปอร์เซ็นต์แล้ว เข็ม 2 มันเขยิบขึ้นมา 25-26เปอร์เซ็นต์แล้ว ต้องเปิดโอกาสให้เขา ไม่เช่นนั้นเศรษฐกิจมันขับเคลื่อนไปไม่ได้” ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร อธิบาย

กับ 2.การตรวจโควิดพนักงานด้วยชุดตรวจ ATK ทุกๆ 7 วัน ซึ่ง สรเทพ กล่าวว่า เรื่องนี้ผู้ประกอบการกังวลมาก เช่น หากพนักงานฉีดวัคซีนครบ 2 เข็มแล้วยังจะต้องตรวจ ATK ทุกๆ 7 วันอีกหรือไม่ เพราะราคาชุดตรวจ 1 ชุดต่อพนักงาน 1 คน อยู่ที่ชุดละ 280 บาท อย่างพนักงานในร้านมี 50 คนก็เท่ากับ 280 คูณด้วย 50 จะเท่ากับตรวจครั้งหนึ่งผู้ประกอบการต้องเสียค่าใช้จ่าย 14,000 บาทแล้ว ดังนั้น หากต้องตรวจทุกสัปดาห์ ใน 1 เดือนก็จะต้องเสียค่าใช้จ่ายถึงกว่า 5 หมื่นบาทร้านอยู่ไม่ได้แน่นอน

“ผมฝากเรียกร้องหน่อยเถอะ รัฐบาล สาธารณสุข หรือ ศบค. จะออกมาตรการอะไรมา กรุณาคำนึงถึงค่าใช้จ่ายผู้ประกอบธุรกิจด้วย คุณเองช่วยเหลือผู้ประกอบการในยามที่ล็อกดาวน์คุณก็ช่วยเหลือน้อยมาก แทบจะไม่ได้รับการช่วยเหลือเลยด้วยซ้ำ ผู้ประกอบธุรกิจบางราย อย่างฟิตเนส ขืนเปิดมา 1 ตุลา คลายล็อก ฟิตเนสเปิดได้แต่ต้องตรวจ ATK ทุก 7 วัน เอาเฉพาะหนี้สินที่พอกพูนมา 2 ปี ก็ตายแล้ว ออกมาตรการต้องใช้ความเป็นจริงได้ อย่าออกมาตรการหรือเอากฎหมายมาซ้ำเติมผู้ประกอบการเลย” สรเทพ กล่าว

ในประเด็นชุดตรวจ ATK ราคาสูงจนกระทบต่อผู้ประกอบการและประชาชนนั้น พิทักษ์ โยธา นายกสมาคมจารวีเพื่ออนุรักษ์นวดแผนไทย กล่าวว่า หลังจากร้านนวดได้รับอนุญาตให้กลับมาเปิดอีกครั้ง ก็พอให้มีค่าข้าว-ค่าน้ำกับพนักงานบ้างแม้จะไม่ได้ดีเท่าใดนักแต่ก็ยังดีกว่าช่วงที่ปิดร้าน แต่ “มาตรการให้ตรวจโควิดด้วยชุดตรวจ ATK พนักงานและลูกค้าหากนำมาบังคับใช้จริง รัฐบาลต้องสนับสนุนชุดตรวจให้กับสถานประกอบการ” และไม่เห็นด้วยกับการบังคับให้ผู้ประกอบการซื้อชุดตรวจเพื่อตรวจพนักงานและลูกค้า

เช่นเดียวกับ สมเพชร ศรีชัยโย นายกสมาคมส่งเสริมพัฒนาอาชีพเสริมสวยและช่างตัดผมไทย ระบุว่า เท่าที่ทราบ ในต่างประเทศต้นทุนชุดตรวจ ATK อยู่ที่ประมาณ 30 กว่าบาทเท่านั้น หากรัฐบาลไทยอยากได้กำไร เชื่อว่าตั้งราคาไว้ที่ไม่เกิน 50 บาทต่อชุด ผู้ประกอบการและประชาชนก็ยังพอมีกำลังซื้อมาใช้ ไม่ใช่ปัจจุบันที่ราคา 200-300 กว่าบาทต่อชุด และผู้ประกอบการก็ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายเพราะไม่อยากบังคับพนักงาน ซึ่งพนักงานก็ไม่ได้มีรายได้มากอยู่แล้ว หากต้องมาหักค่าใช้จ่ายส่วนนี้อีก สุดท้ายพนักงานก็อาจจะย้ายไปอยู่กับร้านที่มาตรการไม่เข้มงวด

“เคยนำสินค้าเข้ามาจากจีนหลายปีมาก ก็ลองสั่งมาดูรอบหนึ่งหลายร้อยชิ้น สั่งมาแจกไม่ได้มาขาย สั่งมาตกชิ้นหนึ่ง 34 บาท รวมค่าส่งแล้วอยู่ประมาณ 37 บาท พอเราจะสั่งรอบ 2 ไม่ได้แล้ว เขาห้าม คาร์โกเขาไม่ส่งให้แล้ว เลยรู้ราคา ถ้ารัฐบาลสั่งเป็นหลักล้าน เราสั่งหลักร้อย เขาขาย 50 บาทให้ราษฎรเขาก็มีกำไร ความจริงมันมีอยู่ หลานๆ เขาอยู่อเมริกา เขาถามว่าทำไมอาต้องซื้อ ที่โน่นเขาส่งมาให้ที่บ้านเลย แต่ละบ้านเลขที่ได้รับเลย ฟรี แล้วถ้าเราใช้เยอะ ตามร้านค้าเขาขายตกประมาณ 30 กว่าบาท ถ้าเป็นเกรดดีๆ หน่อยไม่เกิน 45 บาท” สมเพชร กล่าว

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, รายงานพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ‘เหนื่อย-หนัก’ ทั้งครอบครัว ‘เรียนออนไลน์’ ต้องปรับตัว #SootinClaimon.Com

Posted on September 6, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/599867

สกู๊ปแนวหน้า : ‘เหนื่อย-หนัก’ทั้งครอบครัว  ‘เรียนออนไลน์’ต้องปรับตัว

สกู๊ปแนวหน้า : ‘เหนื่อย-หนัก’ทั้งครอบครัว ‘เรียนออนไลน์’ต้องปรับตัว

วันอาทิตย์ ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2564, 07.30 น.

“จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (WHO) พบว่าเด็กใช้เวลานั่งมากกว่า 13 ชม.ต่อวัน เป็นเหมือนกันทั่วโลก แต่ในสถานการณ์โควิด พบว่าเด็กต้องนั่งนานขึ้น 14 ชม.เพราะต้องอยู่หน้าจอ โดยองค์การอนามัยโลกระบุว่า เด็กต้องขยับร่างกายอย่างน้อย 60 นาทีต่อวันซึ่งเด็กไทยมีค่าเฉลี่ยในการขยับร่างกาย ร้อยละ 26 ในภาวะปกติ แต่เมื่อมีโควิด ค่าเฉลี่ยในการขยับเขยื้อนร่างกายลดลงเหลือเพียง ร้อยละ 17 โดยเป็นแบบเดียวกันทั้งโลกซึ่งส่งผลระยะยาวเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ จะติดพฤติกรรมไม่ขยับเขยื้อนร่างกาย”

นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวในวงเสวนา (ออนไลน์) เรื่อง “แนวทางส่งเสริมสุขภาพเด็กในช่วงเรียนออนไลน์” เมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งเมื่อเด็กขยับร่างกายลดลง พฤติกรรมดังกล่าวจะติดตัวไปจนเป็นผู้ใหญ่ จึงแนะนำให้เด็กทำกิจกรรมในบ้าน ให้เด็กเคลื่อนไหวร่างกาย ครูปรับเปลี่ยนการเรียนการสอน ระหว่างเรียนให้มีช่วงพักเบรกเข้าห้องน้ำ พ่อแม่ชวนลูกทำงานบ้าน ออกกำลังกายพร้อมกับลูก เมื่อเรียนจบชวนลูกมาถกประเด็นวิเคราะห์ในเนื้อหาที่เรียน เพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์ร่วมกันในครอบครัว

ทั้งนี้ มุมบวกอีกด้าน การที่ลูกอยู่บ้านเป็นโอกาสที่พ่อแม่จะเล่านิทาน หรือคุยกับลูกได้มากขึ้น ซึ่งการเล่นยังช่วยพัฒนาสมองของเด็ก เมื่อเด็กขยับร่างกายจะทำให้มีสติปัญญา ไอคิวและอีคิวดีขึ้น โดยมีงานวิจัยระบุว่าการเล่นมีผลต่อการเรียนดีขึ้น มีปฏิสัมพันธ์ภายในห้องเรียนดีขึ้น ลดภาระครู แต่ระหว่างการเล่น ต้องป้อนข้อมูลสาระความรู้ใส่สมอง ทำให้เกิดการเรียนรู้ได้ไกลขึ้น

ขณะที่ ผศ.พญ.แก้วตา นพมณีจำรัสเลิศ รองผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า เมื่ออยู่หน้าจอมากจะมีปัญหาเรื่องสายตา เพราะกะพริบตาน้อยลง จึงแสบตา ปวดหัว และนั่งท่าเดียวตลอดเวลาทำให้ปวดเมื่อยและเมื่อต้องเรียนอยู่ที่บ้าน ทำให้เด็กกินอาหารได้ตามใจชอบจนอ้วน พบว่าภาพรวมค่าดัชนีมวลกาย หรือ BMI ของเด็กสูงขึ้น อีกทั้งบางครั้งไม่ได้รับประทานอาหารเช้า ธาตุอาหารที่จะทำให้สมองเด็กเติบโตมาจากธาตุเหล็ก ซึ่งมาจากเนื้อสัตว์และผัก

ซึ่งโภชนาการสำคัญมากช่วงวัยเด็ก เมื่อเด็กอ้วนส่งผลต่อผู้ใหญ่ เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคความดัน หัวใจ และเบาหวาน นอกจากนี้เป็นห่วงเรื่องการนอนของเด็กที่ต้องระวัง เมื่อนอนไม่พอ ตื่นมาไม่สดชื่นไม่อยากเรียน ดังนั้นการเรียนออนไลน์ควรลดเวลาเรียนเหลือ 40 นาที พัก20 นาที การเรียนออนไลน์ของโรงเรียนควรแบ่งนักเรียนเป็น2 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มที่พ่อแม่พร้อมสอน กับ 2.กลุ่มพ่อแม่ต้องทำงานและเด็กอยู่กับผู้สูงอายุ ซึ่งครูควรไปเยี่ยมหรือโทรศัพท์คุยกับผู้ปกครองของเด็กกลุ่มหลังเป็นพิเศษ

“อย่างไรก็ตาม ช่วงนี้ที่พ่อแม่อยู่บ้าน สามารถสร้างความสัมพันธ์เชิงบวกกับลูกได้ เมื่อเด็กมีความเครียดพ่อแม่ควรรับฟัง และสื่อสารกับลูกหาทางออกร่วมกัน จะช่วยทำให้เด็กมีทักษะชีวิต มีความเข้มแข็งทางใจมากขึ้น ซึ่งเป็นพลังสำคัญจะส่งผลตอนโต ทำให้เขาประสบความสำเร็จในชีวิตได้ ถ้าบรรยากาศในครอบครัวเป็นบวก เด็กจะรู้สึกปลอดภัยที่มีพ่อแม่คอยรับฟังปัญหา” ผศ.พญ.แก้วตา กล่าว

ผศ.ดร.ปิยวัฒน์ เกตุวงศา หัวหน้าศูนย์พัฒนาองค์ความรู้ด้านกิจกรรมทางกายประเทศไทย สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า จากสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 เกิดผลกระทบในวงกว้าง จนเด็กและเยาวชนต้องปรับเปลี่ยนมาเรียนออนไลน์ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้เคยเปิดห้องพูดคุยในคลับเฮาส์ เพื่อสำรวจความคิดเห็นของเด็กในช่วงเรียนออนไลน์ แล้วต่อยอดสำรวจความคิดเห็นของเด็กประถมศึกษา และมัธยมศึกษาทั่วประเทศจำนวน 300 คน เมื่อเดือน ก.ค. 2564

พบปัญหาสำคัญ 7 เรื่อง ได้แก่ 1.เด็กปวดตา เพราะนั่งนาน เนือยนิ่ง 2.มีความเครียด โดยเฉพาะนักเรียนที่จะขึ้นช่วงชั้นรอยต่อ ป.6 เข้าเรียนชั้น ม1.หรือ ม.6 เข้ามหาวิทยาลัย มีเสียงสะท้อนออกมา จะไม่มีโปรไฟล์ และผลการเรียนยืนยันเพื่อไปเรียนต่อ รวมทั้งกังวลว่าจะไม่สามารถสอบเข้าโรงเรียนดีๆได้ 3.จำนวนการบ้านมากขึ้น ทำให้นอนน้อยลง เพราะบางครั้งหลังทำการบ้านเสร็จ เด็กต้องเล่นมือถืออีกเล็กน้อยก่อนเข้านอน

4.เบื่อหน่าย ไม่อยากเรียน 5.กิจกรรมทางกายน้อยลง6.สภาพแวดล้อมที่บ้านไม่เอื้ออำนวย ทำให้ขาดสมาธิ และ 7.รับประทานอาหารไม่ตรงเวลา จึงเห็นได้ชัดว่าเรียนออนไลน์มีความไม่พร้อมหลายประการ นอกจากปัญหาดังกล่าวแล้ว ยังมีเรื่องโภชนาการในเด็ก อย่างน้อยในกลุ่มเด็กวัยอนุบาลถึงระดับประถมศึกษาเมื่อมาโรงเรียน จะมีอาหารกลางวันที่มีโภชนาการตามวัย และนมโรงเรียนที่เสริมสร้างสมองและร่างกายให้เติบโต

อีกด้านหนึ่ง สนิท แย้มเกษร รองเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กล่าวว่า ปัญหาโควิด ยาวนานกว่าคิด แม้จะเตรียมรับมือมาตั้งแต่ปลายปี 2562 ส่วนใหญ่เด็กอยากมาโรงเรียน ยกเว้นเด็กมัธยมตอนปลายในโรงเรียนขนาดใหญ่ ที่มีความประสงค์ที่จะเรียนออนไลน์ แต่พบว่ามีเด็กชายขอบ เด็กบนดอย และเด็กที่อาศัยอยู่บนเกาะ นอกจากไม่สามารถเข้าอุปกรณ์เพื่อเรียนออนไลน์ได้ ยังมีปัญหาเรื่องโภชนาการ

“สพฐ.ได้แก้ปัญหาปรับงบประมาณ แจกเป็นเงินสดไปยังพ่อแม่ ไปซื้อหาวัตถุดิบในท้องถิ่นมาปรุงอาหารให้เด็ก พร้อมคำแนะนำตามโครงการไทยสคูลลันซ์ ที่ สสส.ร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดลจัดทำขึ้น โดยเน้นเมนูอาหารที่มีโปรตีนและผัก ซึ่งตามระเบียบแล้วเด็กมีค่าอาหารกลางวัน 20 บาทต่อคน ส่วนนมโรงเรียนได้ประสานผู้ส่งนมโรงเรียน เปลี่ยนจากนมพาสเจอร์ไรส์มาเป็นนม UHTแม้จะมีต้นทุนเพิ่มขึ้นอีกกล่องละ 1.20 บาทก็ตาม”รองเลขาฯ สพฐ. ระบุ

สนิท ยังกล่าวอีกว่า กระทรวงศึกษาธิการได้มีหนังสือแจ้งเรื่องกรอบการประเมินการเรียนการสอนของครู จากเดิมที่มี 70 เรื่องปรับให้เหลือ 10 เรื่อง ส่วนที่เหลือให้มาประเมินในช่วงที่เปิดเรียนได้ตามปกติ อย่างไรก็ตามมีหลายโรงเรียนประกาศยกเลิกการสอบแล้ว สำหรับการเรียนออนไลน์ นอกจากนี้รัฐบาลได้เตรียมเงิน 1.2 หมื่นล้านบาท เพื่อลดผู้ปกครอง และลดภาระค่าเทอม คาดว่าต้นเดือนกันยายน 2564 กระทรวงศึกษาธิการจะนำเงินชดเชยส่งถึงมือผู้ปกครอง โดยจ่ายหัวละ 2,000 บาท

อนึ่ง สำหรับแผนการกลับไปเปิดการเรียนการสอนในโรงเรียนนั้น กระทรวงศึกษาธิการ ตั้งเป้าว่าหากเด็กและเยาวชนอายุ 12-18 ปี ซึ่งอยู่ในชั้นเรียนระดับมัธยมศึกษา ได้รับวัคซีนไฟเซอร์ (ซึ่งเป็นยี่ห้อเดียวที่ฉีดให้ประชากรวัยนี้ได้) ตามเป้าหมายภายในเดือนต.ค. 2564 ก็จะสามารถเปิดภาคเรียนที่ 2ที่โรงเรียนได้ ส่วนเด็กที่อายุน้อยกว่านั้นต้องประเมินสถานการณ์อีกครั้ง!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ‘เสี่ยงภัย-ไร้หลักประกัน’ ชีวิต ‘ไรเดอร์’ ฮีโร่ยุคโควิด #SootinClaimon.Com

Posted on September 4, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/599705

สกู๊ปแนวหน้า : ‘เสี่ยงภัย-ไร้หลักประกัน’  ชีวิต‘ไรเดอร์’ฮีโร่ยุคโควิด

สกู๊ปแนวหน้า : ‘เสี่ยงภัย-ไร้หลักประกัน’ ชีวิต‘ไรเดอร์’ฮีโร่ยุคโควิด

วันเสาร์ ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ กระทรวงแรงงาน ร่วมกับหน่วยงานของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประกอบด้วย ศูนย์ประสานงานเพื่อการวิจัยแรงงาน และสถาบันเอเชียศึกษา และหน่วยงานของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คือศูนย์วิจัยความเหลื่อมล้ำและนโยบายสังคม คณะเศรษฐศาสตร์ จัดเสวนา (ออนไลน์) เรื่อง “ไรเดอร์-ฮีโร่-โซ่ตรวน ว่าด้วยสภาพการทำงาน และหลักประกันทางสังคมของแรงงานส่งอาหารบนเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม ในสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19”

ซึ่งผู้ทำการศึกษาซึ่งมีชื่อเดียวกับหัวข้อเสวนาในครั้งนี้อรรคณัฐ วันทนะสมบัติ นักวิชาการศูนย์แม่โขงศึกษา สถาบัน เอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า งานวิจัยนี้เกิดขึ้นเนื่องจากในสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ด้านหนึ่งพบกิจการแพลตฟอร์มส่งอาหารขยายตัวเติบโตอย่างมาก แต่อีกด้านหนึ่งก็มองเห็นปัญหาด้านสภาพการทำงานและหลักประกันทางสังคม อย่างไรก็ตาม งานวิจัยนี้พยายามศึกษาให้ครอบคลุมทั้งมุมมองด้านแรงงานและด้านธุรกิจ เพื่อลดปัญหาความไม่เข้าใจกันในมุมมองที่แตกต่างกันของทั้ง 2 ฝ่าย

งานวิจัยชิ้นนี้ใช้วิธีการแบบผสมผสานทั้งเชิงปริมาณ โดยใช้กลุ่มตัวอย่างเป็นแรงงานส่งอาหารและผู้ประกอบการ รวม 435 คน แบ่งเป็นกรุงเทพฯ 320 คน กับต่างจังหวัด 115 คน ประกอบด้วย ขอนแก่น ปัตตานี และอ่างทอง และเชิงคุณภาพ คือการสัมภาษณ์เชิงลึกแรงงานหรือครอบครัวของแรงงานที่เคยประสบอุบัติเหตุระหว่างการทำงาน รวม 50 คน พบผลการศึกษาดังนี้

1.สถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 และมาตรการควบคุมของภาครัฐ โดยเฉพาะการห้ามรับประทานอาหารในร้านอาหาร ทำให้ธุรกิจส่งอาหารเติบโตอย่างมากเนื่องจากเป็นบริการที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวัน อย่างไรก็ตาม แรงงานส่งอาหารในปัจจุบันแตกต่างจากในอดีต เช่น การส่งพิซซ่าของร้านพิซซ่า แม้จะเป็นพนักงานประเภทบางช่วงเวลา หรือพาร์ทไทม์ (Part Time) แต่ก็มีสัญญาจ้าง มีข้อกำหนดการทำงานที่ค่อนข้างชัดเจน รวมถึงมีสวัสดิการ ต่างจากการจ้างงานส่งอาหารผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์

2.ผู้ประกอบการแพลตฟอร์มส่งอาหารไม่มีคำว่าแรงงานอยู่ในสารบบตั้งแต่ต้น โดยจัดให้ร้านอาหารและไรเดอร์อยู่ในหมวด “พาร์ทเนอร์ (Partner)” แต่คำว่าพาร์ทเนอร์นี้ไม่ได้หมายถึง “หุ้นส่วน” ที่มีอำนาจการตัดสินใจแต่จะเหมือนกับ “คู่ค้า” มากกว่า โดยแพลตฟอร์มยังมีคู่ค้าอื่นๆ เช่น ร้านอาหาร ธนาคาร บริษัทดูแลระบบและฐานข้อมูลฯลฯ 3.การสมัครงานพบบางแพลตฟอร์มมีมาตรฐานไม่เท่ากัน กล่าวคือ ในขณะที่ลูกค้าหรือผู้ใช้บริการ สามารถติดตั้งแอปพลิเคชั่นในโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนทั้งระบบไอโอเอสและแอนดรอยด์แต่การติดตั้งแอปฯ เพื่อสมัครเป็นไรเดอร์ต้องใช้ระบบแอนดรอยด์เท่านั้น

นอกจากนี้ แรงงานหรือไรเดอร์ยังต้องเสียค่าใช้จ่ายเองในหลายเรื่อง เช่น ค่าสมัคร ค่าธรรมเนียมตรวจประวัติอาชญากรรม ค่าเปิดบัญชีธนาคาร ไปจนถึงค่าอุปกรณ์ เช่น เสื้อและกระเป๋าของแพลตฟอร์ม อย่างไรก็ตาม ค่าเสื้อและกระเป๋านั้นบางแพลตฟอร์มก็กำหนดว่าให้ไรเดอร์ออกเงินเองไปก่อนโดยจะคืนให้เมื่อวิ่งถึงจำนวนเที่ยวที่กำหนดไว้ ตลอดจนมีบทลงโทษไรเดอร์ที่ทำผิดกฎ ซึ่งดูในภาพรวมทั้งหมดแล้วเหมือนกับการทำสัญญาจ้างแรงงานมากกว่าสัญญาการเป็นคู่ค้า

4.รูปแบบการทำงานถูกกำหนดโดยแพลตฟอร์ม และบางอย่างเป็นเรื่องซับซ้อนที่ต้องทำความเข้าใจ เช่น รูปแบบการรับงาน บางงานแพลตฟอร์มจัดให้ บางงานไรเดอร์ต้องกดรับงานเอง, การรับอาหาร บางแพลตฟอร์มไรเดอร์มีหน้าที่เพียงรับอาหารไปส่งโดยร้านอาหารจะเตรียมอาหารไว้ให้แล้ว แต่บางแพลตฟอร์มไรเดอร์ต้องไปยืนยันการสั่งอาหารที่ร้านอาหารเอง,บางแพลตฟอร์มแม้จะเป็นแพลตฟอร์มเดียวกัน แต่ร้านค้าคนละแบบก็มีรูปแบบการยืนยันคำสั่งซื้อที่ไม่เหมือนกัน เป็นต้น ประเด็นนี้ตั้งข้อสังเกตว่า การออกแบบระบบของแพลตฟอร์มอาจจะมีเน้นการสำรวจความพึงพอใจแต่ในฝั่งผู้บริโภค แต่ไม่ได้
สำรวจฝั่งของไรเดอร์มากนัก

อรรคณัฐ กล่าวต่อไปว่า 5.รายได้ที่เหลื่อมล้ำระหว่างกรุงเทพฯ กับต่างจังหวัด หรือแม้แต่กรุงเทพฯ ก็ยังแบ่งเป็นเขตเมืองชั้นในกับชั้นนอก ซึ่งค่าตอบแทนต่างกันทั้งที่ลักษณะงานแบบเดียวกัน 6.การมีระบบลำดับขั้นซึ่งมีผลกับการเลือกพื้นที่และเวลาทำงาน โดยการเลื่อนขั้นขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพการทำงานแต่ในทางกลับกันแพลตฟอร์มพยายามโฆษณาว่าเป็นการเลือกทำงานอย่างอิสระ

7.การรวมกลุ่มต่อรอง แม้จะมีความพยายามรวมกลุ่มแบบเข้มข้นมากขึ้น แต่ยังพบอุปสรรค คือ แพลตฟอร์มมีอำนาจสูงทำให้ไรเดอร์ส่วนหนึ่งไม่สะดวกใจที่จะรวมกลุ่ม กับยังไม่มีกฎหมายรับรองการรวมกลุ่มของแรงงานประเภทนี้ 8.ลักษณะของไรเดอร์ กลุ่มตัวอย่างที่เลือกมาพบไรเดอร์เพศชายมากกว่าเพศหญิง ซึ่งเพศหญิงมีข้อจำกัดในการทำงานมากกว่าเพศชาย เช่น การทำงานในตอนกลางคืน เนื่องจากกังวลด้านความปลอดภัย, ส่วนใหญ่เป็นวัยหนุ่ม-สาว อายุเฉลี่ย 18-29 ปี และระดับการศึกษาเฉลี่ยคือมัธยมศึกษาตอนปลายถึงปริญญาตรี

9.กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ เกือบร้อยละ 80 ระบุว่า ทำงานส่งอาหารเป็นอาชีพหลัก แต่บางส่วนที่ระบุว่าทำเป็นอาชีพเสริม พบว่า อาชีพหลักทำงานอยู่ในภาคบริการ หรือบางคนเคยอยู่ในภาคบริการก่อนออกมาเป็นไรเดอร์เต็มตัว ซึ่งสะท้อนสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันที่ธุรกิจภาคบริการได้รับผลกระทบหลายคนตกงานก่อนจะผันตัวมาทำอาชีพนี้ 10.แม้คำว่าอิสระจะถูกตั้งคำถามว่าอิสระจริงหรือไม่ แต่ไรเดอร์จำนวนมากก็พอใจกับลักษณะการทำงาน เช่น รายได้มาตามจำนวนงานที่ทำได้

11.รายได้จากการทำงานของไรเดอร์ พบว่าเฉลี่ยอยู่ที่ 17,000 บาทต่อเดือน เมื่อหักค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวกับการบำรุงรักษารถและค่าอินเตอร์เนตออกไปแล้ว ก็จะเหลืออยู่ที่ประมาณ 14,000-15,000 บาทต่อเดือน ในขณะที่ชั่วโมงการทำงานอยู่ที่เกือบ 60 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดในกฎหมายคุ้มครองแรงงาน 12.ไรเดอร์จำนวนมากมีภาวะเจ็บป่วย เช่น ปวดเมื่อยหรือเป็นไข้เพราะทำงานตรากตรำกลางแดดและ “1 ใน 3 ของไรเดอร์เคยประสบอุบัติเหตุจากการทำงาน” โดยผลกระทบจากการเกิดอุบัติเหตุคือต้องหยุดทำงานเพื่อพักรักษาตัว ทำให้รายได้ลดลง

14.หลักประกันทางสังคม แพลตฟอร์มมีการกำหนดไว้แบบมีเงื่อนไข เช่น ประกันอุบัติเหตุ ต้องเป็นพนักงานที่ทำผลงานดีเท่านั้นจึงจะได้รับ และเป็นการประเมินแบบเดือนต่อเดือน หากเดือนใดผลงานลดลงก็จะไม่ได้รับ ซึ่งเรื่องนี้มีข้อเรียกร้องจากแรงงานจำนวนมากให้แพลตฟอร์มมีประกันอุบัติเหตุแบบไม่มีเงื่อนไข ส่วนการรักษาพยาบาลกรณีเจ็บป่วยนั้นไม่มีสวัสดิการใดๆ นอกจากสวัสดิการของรัฐ เช่น ประกันสังคม มาตรา 33 กรณีมีอาชีพหลักในสถานประกอบการแล้วทำงานไรเดอร์เป็นอาชีพเสริม, มาตรา 39 กรณีลาออกจากงานในสถานประกอบการแล้วยังส่งเงินสมทบต่อเนื่อง, มาตรา 40 กรณีอาชีพอิสระ แต่มาตรา 40 นั้นมีคนสมัครน้อยเพราะสวัสดิการที่ได้ไม่จูงใจ นอกจากนี้ยังอาศัยหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ดังนั้นหากเจ็บป่วยเล็กน้อยก็จะไม่นิยมไปพบแพทย์ แต่จะพักผ่อนและซื้อยารับประทานเอง และ 15.ปัญหาที่พบในการทำงาน ส่วนใหญ่เป็นปัญหาจากแพลตฟอร์ม เช่น ระบบไม่เสถียรหรือล่ม นอกจากนี้ยังพบปัญหาจากลูกค้า คือการปักหมุดพิกัดส่งสินค้าผิดทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ ซึ่งส่งผลต่อต้นทุนของไรเดอร์ ทั้งเวลาและโอกาสในการรับงานต่อไป

“ไรเดอร์มองการทำงาน เงื่อนไขต่างๆ ที่แพลตฟอร์มให้ว่ามีเงื่อนไขที่ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของค่าตอบแทนที่ต่ำเกิน ในต่างจังหวัดให้ต่ำกว่าในกรุงเทพฯ บางพื้นที่เริ่มต้นที่ 20 บาท พอหักค่าคอมมิชชั่นแล้วเหลือแค่ 17 บาท แต่สภาพการทำงานโหดหินมาก แล้วเรื่องสวัสดิการที่ต้องการที่แพลตฟอร์มสามารถจัดให้ได้ ไรเดอร์ต้องการสิ่งใดเป็นอันดับหนึ่ง ก็คือเรื่องของประกันอุบัติเหตุและประกันสุขภาพ อยากจะให้มีแบบไม่มีเงื่อนไข” อรรคณัฐ ระบุ

อรรคณัฐ ยังกล่าวอีกว่า ในเรื่องความมั่นคงรายได้ ไรเดอร์อยากให้เพิ่มค่าตอบแทนให้มากขึ้น เพราะค่าตอบแทนที่มีอยู่ไม่เพียงพอ และไม่มีทางเลือกอื่นในการประกอบอาชีพ นอกจากนี้หากมีการประกันจำนวนงานขั้นต่ำอันหมายถึงรายได้ที่จะได้รับในแต่ละวันได้ก็จะเป็นเรื่องดี ซึ่งดีกว่าการรอคอยในแต่ละวันอย่างไร้จุดหมายเพราะไม่สามารถใช้เวลาไปหารายได้ทางอื่นได้

ขณะที่ความท้าทายในส่วนของผู้ออกแบบนโยบาย คือจะทำอย่างไรให้ตอบโจทย์ทั้ง 2 ฝ่าย ระหว่างฝ่ายแพลตฟอร์มที่ไม่มีคำว่าแรงงานอยู่ในสารบบของธุรกิจ โดยมองไรเดอร์เป็นคู่ค้า กับฝ่ายไรเดอร์เองที่พอใจกับสถานะการเป็นแรงงานอิสระ มากกว่าแรงงานที่มีสถานะลูกจ้าง!!!

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 2,894,699 hits

Join 4,118 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

แนวหน้า ก้าวสู่ปีที่ 47 'มั่นคง ตรงไป ตรงมา' อุดมการณ์ที่ไม่เคยเปลี่ยน
น้ำมันสำรอง 103 วัน พลังงาน กางแผนขนส่ง-อัดฉีดเติมปั๊มด่วน
อัครนันท์ ยังไม่ชัวร์นั่ง รมช.ศึกษาฯ แจงสาเหตุ ชอบสะสมพระเครื่อง-ของขลังจำนวนมาก
คิวบาไฟดับทั้งประเทศรอบสองในสัปดาห์เดียว กระทบประชาชนกว่า 10 ล้าน
นพ.เฉลิม หาญพาณิชย์ รับรางวัล โพธิพุทธคยา รางวัลเกียรติยศผู้ทำคุณประโยชน์ต่อสังคม
บุคคลในข่าว 8 มกราคม 2568
อัยการสั่งฟ้อง อดีตเจ้าอาวาสวัดเส้าหลิน ข้อหาติดสินบน-ยักยอกเงิน
อิหร่านยิงมิสไซล์ 2 ลูก ใส่ฐานทัพบนเกาะดิเอโกการ์เซีย แต่ถูกสกัดได้
ลับหรือลวง? ดร.ณัฏฐ์ เปิด 3 จุดชี้ขาด พิสูจน์บัตรเลือกตั้ง 69 กกต. ส่อเหนื่อยสู้คดี
แนวหน้าวาทะเด็ด

Recent Posts

  • ศรีลังกาขึ้นราคาน้ำมัน 25% รับผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง
  • โจมตีโรงพยาบาลซูดานคร่าชีวิต 64 ศพ WHO ประณามหนัก เรียกร้องยุติสงคราม
  • “ทรัมป์” ยื่นคำขาดอิหร่าน 48 ชั่วโมงเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ขู่ทำลายโครงสร้างพลังงาน
  • คิวบาไฟดับทั้งประเทศรอบสองในสัปดาห์เดียว กระทบประชาชนกว่า 10 ล้าน
  • ชาวเช็กกว่า 2 แสนชุมนุมต่อต้านรัฐบาลใหม่ หวั่นนำประเทศสู่ระบอบอำนาจนิยม

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • 2564(2021)
  • entertain
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    • SootinClaimon.Com
    • Join 1,657 other subscribers
    • Already have a WordPress.com account? Log in now.
    • SootinClaimon.Com
    • Subscribe Subscribed
    • Sign up
    • Log in
    • Report this content
    • View site in Reader
    • Manage subscriptions
    • Collapse this bar
 

Loading Comments...
 

    %d