Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Category Archives: สกู๊ปแนวหน้า

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

สกู๊ปแนวหน้า : ซ้ำเติมทุกข์จากโรคร้าย ‘ยา-สินค้าปลอม’ ขายเกลื่อน #SootinClaimon.Com

Posted on August 8, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/593240

สกู๊ปแนวหน้า : ซ้ำเติมทุกข์จากโรคร้าย  ‘ยา-สินค้าปลอม’ขายเกลื่อน

สกู๊ปแนวหน้า : ซ้ำเติมทุกข์จากโรคร้าย ‘ยา-สินค้าปลอม’ขายเกลื่อน

วันเสาร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 02.00 น.

“ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ” ใครๆ ก็ล้วนอยากมีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ไปตลอดอายุขัย ซึ่งหนึ่งในตัวช่วยสำคัญคือ “อาหารและยา” ที่มีการโฆษณาร่ำลือกันถึงสรรพคุณวิเศษ แต่จะรู้ได้อย่างไรว่านั่นไม่ใช่การอวดอ้างสรรพคุณเกินจริงหรือแม้แต่เป็นสินค้าอันตราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคปัจจุบันที่การทำมาค้าขายง่ายดายบนโลกออนไลน์ ซึ่งหลายกรณีก็มีคนหลงเชื่อมาเสียเงินเสียทองซื้อมากินมาใช้ เบาหน่อยคือไม่ได้ผลเพราะไม่มีคุณภาพหรือหลักวิชาการรองรับ แต่หนักเข้าก็อาจได้รับอันตรายต่อร่างกายต้องเข้าโรงพยาบาลหรือถึงขั้นเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

ล่าสุดกับสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 โรคร้ายที่อยู่กับมนุษยชาติมาปีกว่าและยังไม่รู้ว่าจะคลี่คลายลงเมื่อใด ซึ่งเมื่อทุกคนอยากอยู่รอดปลอดภัย โฆษณาสินค้าประเภทที่เกี่ยวข้องกับการรับมือโควิด-19 จึงผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด ทำให้เมื่อเร็วๆ นี้ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค องค์กรภาคประชาสังคมที่จับตาเฝ้าระวังสินค้าบริการที่ไม่ได้คุณภาพหรืออาจเข้าข่ายหลอกลวง ได้จัดเสวนา (ออนไลน์) เรื่อง “รู้เท่าทัน ..โฆษณาอาหารยารักษาโควิด-19 ได้หรือไม่” เพื่อให้ความรู้กับประชาชน

สมศักดิ์ ชมภูบุตร ประธานศูนย์พิทักษ์สิทธิผู้บริโภค จ.ลำปาง ตัวแทนเครือข่ายเฝ้าระวังฯ ในทางภาคเหนือ เปิดเผยว่า การทำงานของมูลนิธิฯในช่วงเดือนเม.ย. 2564 ที่ผ่านมา ได้มีการเฝ้าระวังการขายสินค้าในสังคมออนไลน์อย่าง อินสตาแกรม ซึ่งได้พบผลิตภัณฑ์ที่ควรเฝ้าระวังมากถึง 22 ราย ส่วนใหญ่เป็นการขายผลิตภัณฑ์ผิวขาว ผลิตภัณฑ์สมุนไพร และผลิตภัณฑ์ลดความอ้วน ซึ่งไม่แสดงเลขที่ใบรับจดแจ้งจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) อีกทั้งยังโฆษณาเกินจริง

นอกจากนี้ได้มีการเฝ้าระวังทางโทรทัศน์ โดยได้แจ้งให้ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เฝ้าระวังในสื่อโทรทัศน์ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องผลิตภัณฑ์รักษาโรคได้ โดยพบมากกว่า 30 ตัวอย่าง ซึ่งเป็นการโอ้อวดเกินจริง อ้างผู้เชี่ยวชาญ และบุคคลที่น่าเชื่อถือ ที่สำคัญมีการจัดโปรโมชั่นที่ชักชวนจูงใจโฆษณาเกินจริง ปัญหาที่พบคือหลังเฝ้าระวังแจ้งเรื่องแล้วมีการเปลี่ยนเพจและชื่อสินค้านำมาจำหน่ายเหมือนเดิม

“ข้อเสนอเครือข่ายในการแก้ปัญหา กรณีที่เจอผลิตภัณฑ์ที่ขายในสื่อออนไลน์ ถ้าหากเจอในระบบแล้วอยากให้มีการลบออกจากสาระบบให้หมด พบว่าหลังเฝ้าระวังผ่านไป 1 ปี ยังคงพบผลิตภัณฑ์ดังกล่าวในระบบและอยากให้มีการส่งคืนข้อมูลหลังจัดการปัญหาให้คืนเข้ากลับไปในพื้นที่เพื่อเผยแพร่ให้กับผู้บริโภคต่อไปได้” สมศักดิ์ กล่าว

เช่นเดียวกับ ธนพลธ์ ดอกแก้ว นายกสมาคมเพื่อนโรคไตแห่งประเทศไทย ที่เปิดเผยว่า ทางสมาคมเพื่อนโรคไตได้พบโฆษณาเกินจริง จากการขายผลิตภัณฑ์สุขภาพที่น่าสนใจ ผ่านช่องทางออนไลน์ และจากช่องทางการขายตรง โดยมีการชักจูงให้เกิดความสนใจ ซึ่งทำให้ผู้ป่วยโรคไตที่ติดเชื้อโควิดเข้าใจผิด ซื้อสินค้าที่ถูกหลอกขายที่อ้างสามารถรักษาโรคโควิดได้

เช่น อ้างว่าสามารถทดแทนยาฟาวิพิราเวียร์ แต่ปรากฏเป็นเพียงยาถ่ายพยาธิ ซึ่งเกิดผลกระทบกับสุขภาพทรุดหนักขึ้นอีก และผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่สรรพคุณที่ไม่ได้เหมาะกับกลุ่มผู้ป่วยบางกลุ่ม ซึ่งต้องเลือกเพราะอาจเกิดผลกระทบมากกว่าที่จะรักษาให้หาย ผู้บริโภคเมื่อเจอโฆษณาผลิตภัณฑ์และซื้อรับประทาน เมื่อถึงช่วงรักษา ไม่สามารถรักษาได้ก็เป็นปัญหาหนักสำหรับผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง จึงจำเป็นต้องทำความเข้าใจกับกลุ่มผู้ป่วยให้มากขึ้นไม่ให้หลงเชื่อการโฆษณาเกินจริงขายยารักษาโควิด

ขณะที่ ภญ.อรัญญา เทพพิทักษ์ ผู้อำนวยการศูนย์จัดการเรื่องร้องเรียนและปราบปราม การกระทำผิดกฎหมายเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สุขภาพ (ศรป.) สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่าจากสถิติเรื่องร้องเรียน มีเรื่องเรียนกว่า 1,010 เรื่อง พบว่าส่วนใหญ่อยู่ในภูมิภาคมากกว่า 576 เรื่อง หรือร้อยละ 62 โดยมักเป็นเรื่องร้องเรียนผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเครื่องสำอาง ยารักษาโรค หน้ากากอนามัย และผลิตภัณฑ์ที่ผิดกฎหมาย

ปัญหาที่พบปัจจุบันคือระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ตรวจจับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่มักเกิดในสื่อออนไลน์ เช่น เฟซบุ๊ค ที่เมื่อมีการพูดถึงผลิตภัณฑ์อาหารเสริมลดน้ำหนัก จะมีผลิตภัณฑ์โผล่มาให้เห็นจำนวนหลายยี่ห้อ มีการโฆษณาซ้ำๆ จนให้เกิดความเชื่อว่าสามารถรักษาได้จริง และเชื่อว่าเมื่อมีการโฆษณาแบบน่าเชื่อถือ การขึ้นทะเบียนคงถูกต้องเรียบร้อย การระมัดระวังจึงไม่เกิดขึ้น

ทั้งนี้ อย. มีความร่วมมือกับทางเฟซบุ๊ค ทำเรื่องการตรวจจับการขายสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่ผิดกฎหมาย หรือผิดมาตรฐานชุมชน หากมีการแจ้งรายงาน ทางทีมงานเฟซบุ๊คจะดำเนินการปิดกั้นให้ภายใน 48 ชม. แต่สิ่งที่ผู้บริโภคจะช่วยได้อีกทางคือ 1.ไม่แชร์โพสต์นั้น และ 2.ให้กดอีโมชั่นหน้าโกรธและกดรีพอร์ต เพื่อให้ AI เว็บเพจนั้นๆ ได้เรียนรู้ว่าคำต่างๆ ที่ผิดกฎหมายไม่ควรอยู่ในทุกแพลตฟอร์ม หากมีการเผยแพร่ข่าวปลอมช่วยกันแชร์เพื่อจะได้ทราบทั่วถึงกันในกลุ่มผู้บริโภค

“กระบวนการโฆษณาที่เกิดขึ้นได้ง่าย การเปรียบเทียบปรับ การจัดการทางกฎหมายใช้เวลานาน ทำให้ต้องออกแบบในการจัดการให้เร็วขึ้น คือการเข้าไปแจ้งเรื่องร้องเรียน การกีดกั้นการมองเห็น หรือ รีพอร์ตโฆษณานั้นๆ อำนาจหน้าที่ของ อย. ไม่สามารถจัดการได้หมด อย่างกรณีการตรวจจับต้องส่งต่อให้ ตำรวจเพื่อให้ดำเนินการต่อ การส่งต่อให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ และที่สำคัญได้สร้างจริยธรรมร่วมกับผู้ประกอบการในการผลิตและจำหน่ายสินค้าที่มีคุณภาพและปลอดภัย” ภญ.อรัญญา กล่าว

ด้าน ชาติวุฒิ วังวล ผู้อำนวยการสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า จากข้อมูลปี 2562 พบการบริโภคสินค้าออนไลน์เพิ่มขึ้นเกือบถึงร้อยละ 40 และประมาณการว่าจะเพิ่มขึ้นอีก ซึ่ง1 ใน 5 ของกลุ่มตัวอย่าง สั่งผลิตภัณฑ์สุขภาพออนไลน์จำพวกอาหารเสริม มากถึงร้อยละ 41.2 ยาผิดกฎหมาย ร้อยละ 20 และวิตามินต่างๆ ร้อยละ 5 ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นของที่คนกลุ่มใหม่ๆ ชอบสั่งซื้อ

ปิดท้ายด้วย ผศ.ภญ.ดร.นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี ผู้จัดการศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา กล่าวว่า อยากเน้นย้ำ เรื่องการสร้างข่าวเฟคนิวส์ พบว่าประเทศไทย พบ 9 เดือน พบคนไทยแชร์ข่าวปลอม 20 ล้านคน (สถิตินับจากวันที่ 1 ต.ค.-30 มิ.ย. 2564) พบพฤติกรรมการเผยแพร่ข่าวปลอมของคนไทยจำนวนโพสต์ข่าวปลอม 587,039 คน และจำนวนผู้แชร์ข่าวปลอม 20,294,635 คน ขณะที่กลุ่มคนที่มีพฤติกรรมดังกล่าวมากกว่าร้อยละ 90% อยู่ในช่วงอายุ 18-34 ปี และพบว่า 70% ข้อมูลปลอมที่แชร์เป็นเรื่อง สุขภาพ การโฆษณาชวนเชื่อ เช่น เครื่องออกซิเจนทำให้โควิด-19 หาย หรือ ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมที่ผสมยาสมุนไพรที่บอกว่าสามารถรักษาโควิดได้ ซึ่งการใช้คำที่ผิด

“การทำงานการเฝ้าระวังต้องทำร่วมกัน เพื่อจะได้ไม่ต่างคนต่างทำในการแก้ไขปัญหากรณีโฆษณาเกินจริงเพราะว่าปัจจุบันมีหน่วยงานหลายหน่วยที่ทำเรื่องการตรวจจับโฆษณาผลิตภัณฑ์ผิดกฎหมาย การเปิดแหล่งตรวจสอบข่าวปลอม (Fake News) และให้ผู้บริโภคทราบแหล่งตรวจสอบ ทำให้ประชาชนไม่หลงเชื่อโฆษณาเกินจริงหรือผิดกฎหมายได้” ผศ.ภญ.ดร.นิยดา กล่าว

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : แรงงานนอกระบบยุคโควิด (8) ‘เกษตร’ ภาครองรับคนกลับถิ่น #SootinClaimon.Com

Posted on August 6, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/592731

สกู๊ปแนวหน้า : แรงงานนอกระบบยุคโควิด(8)  ‘เกษตร’ภาครองรับคนกลับถิ่น

สกู๊ปแนวหน้า : แรงงานนอกระบบยุคโควิด(8) ‘เกษตร’ภาครองรับคนกลับถิ่น

วันพฤหัสบดี ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 02.00 น.

เดินทางมาถึงตอนที่ 8 และเป็นตอนสุดท้ายแล้วกับชุดงานเสวนา (ออนไลน์) หัวข้อ “ผลกระทบ การรับมือ และการฟื้นฟูชีวิตความเป็นอยู่และงานของแรงงานนอกระบบ”จัดโดยสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จาก 7 ตอนที่แล้ว (วันพฤหัสบดีที่ 15 ก.ค., เสาร์ที่ 17 ก.ค., อาทิตย์ที่ 18 ก.ค., พฤหัสบดีที่ 22 ก.ค. 2564, พฤหัสบดีที่ 29 ก.ค.,เสาร์ที่ 31 ก.ค. และอาทิตย์ที่ 1 ส.ค. 2564) ไล่ตั้งแต่อาชีพหาบเร่แผงลอย, ผู้ผลิตงานที่บ้าน, ขนส่งสาธารณะกลุ่มแท็กซี่-มอเตอร์ไซค์รับจ้าง, ร้านนวด-ร้านอาหาร,

ขนส่งสาธารณะกลุ่มสามล้อถีบ, ลูกจ้างทำงานบ้าน และเก็บของเก่าขาย ตามลำดับ ส่วนในฉบับนี้จะว่าด้วย “ภาคเกษตรกรรม” ซึ่งครองสัดส่วนประชากรแรงงานนอกระบบมากที่สุดเสมอมา ข้อมูลจากรายงาน “สำรวจแรงงานนอกระบบ พ.ศ. 2563” จัดทำโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติพบว่า คนไทยเป็นแรงงานในระบบประมาณ 17.6 ล้านคน นอกระบบประมาณ 20.4 ล้านคน และแรงงานนอกระบบนี้อยู่ในภาคเกษตรถึง 10.8 ล้านคน

สุภา ใยเมือง มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน กล่าวว่า เกษตรกรไทยมีอายุเฉลี่ย 50 ปีขึ้นไป หรือเป็นกลุ่มผู้สูงอายุเสียมาก ซึ่งก่อนที่จะเกิดสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ก็ไม่ค่อยมีใครสนใจอาชีพนี้ ผู้สืบทอดมีน้อย พ่อแม่ผู้ปกครองมีทัศนคติว่าภาคเกษตรเป็นอาชีพที่ไม่ร่ำรวยและมีหนี้สินมาก จึงพยายามผลักดันให้บุตรหลานไปประกอบอาชีพอื่น ทั้งนี้ ภาคเกษตรปัจจุบันไม่ได้ผลิตเพื่อยังชีพแต่เป็นผลิตเพื่อขาย จึงเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ โดยเกษตรกรมีหนี้สินเฉลี่ย 416,143 บาทต่อครัวเรือน

ขณะเดียวกัน เกษตรกรเองก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับกระบวนการผลิตสมัยใหม่ที่ต้องใช้เทคโนโลยี หรือปลูกพืชที่หลากหลายเพื่อกระจายความเสี่ยง อย่างไรก็ตาม ในส่วนของเทคโนโลยีนั้นมีความเหลื่อมล้ำเพราะเกษตรกรที่เป็นผู้สูงอายุไม่ค่อยได้เข้าถึงมากนัก เช่น โครงการช่วยเหลือของรัฐอย่างคนละครึ่ง-เราชนะ เนื่องจากตนเองไม่มีความชำนาญ แต่หากมีบุตรหลานอยู่ในครัวเรือน การปรับตัวก็อาจมีศักยภาพมากขึ้น

สุภา กล่าวต่อไปว่า สถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้แรงงานภาคเกษตรต้องระมัดระวังตัวไม่ต่างจากอาชีพอื่นๆ แม้จะเป็นอาชีพที่ทำงานในที่โล่งแจ้งก็ตาม เนื่องจากสถานการณ์ระลอกหลังๆ จะเห็นได้ว่าโรคเริ่มลามไปยังต่างจังหวัดแล้ว ซึ่งมีคำถามถึงความพร้อมของระบบในชุมชน เช่น อาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน (อสม.) ว่าจะรองรับลูกหลานที่กลับมายังภูมิลำเนาได้เพียงใด

อีกทั้งแหล่งรวบรวมผลผลิตทางการเกษตร เช่น โมเดิร์นเทรด ตลาดกลางขนาดใหญ่ ซึ่งสถานที่เหล่านี้ทำหน้าที่กระจายผลผลิตไปยังพื้นที่ต่างๆ หากสถานที่ใดถูกปิดเพื่อควบคุมโรค ย่อมกระทบต่อรายได้ของเกษตรกรด้วย ส่วนการปรับตัวไปขายทางออนไลน์จะพบในกลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะในกลุ่มที่กลับภูมิลำเนาไปช่วยทางบ้านทำเกษตรหรือทำการค้าแต่ก็ยังมีข้อจำกัดเรื่องการขนส่งเพราะหลายที่ไม่รับของสด นอกจากนี้ ภาคเกษตรที่ใช้แรงงานข้ามชาติยังได้รับผลกระทบจากมาตรการควบคุมโรค เช่น การปิดพรมแดน ทำให้หาแรงงานได้ยากขึ้น

“สิ่งที่ภาคเกษตรมีอยู่ตอนนี้ที่เป็นศักยภาพก็คือถึงยังไงก็ทำงานผลิตเป็นแหล่งความมั่นคงทางอาหาร มีฐานการผลิตที่ยังหลากหลายอยู่ แม้ส่วนใหญ่จะปลูกพืชเชิงเดี่ยว แต่เมื่อมีการปรับตัวภาคเกษตรก็ยังจะปลูกกินปลูกอะไรได้โดยทักษะเดิมที่มี แล้วก็เป็นที่รองรับของคนในสถานการณ์วิกฤติจากภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการตลอดที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นวิกฤติการเงิน วิกฤติเศรษฐกิจในช่วงปี 2540 ไปจนถึงวิกฤติน้ำท่วม วิกฤติต่างๆ ที่คนที่เข้าไปรับจ้างอยู่ในภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการต้องกลับบ้าน” สุภา กล่าว

สุภา ยังกล่าวอีกว่า ถึงกระนั้นก็ต้องยอมรับความจริงเรื่องครัวเรือนภาคเกษตรต้องพึ่งพารายได้จากแหล่งอื่น โดยการสำรวจผลกระทบจากโควิด-19 ในปี 2563 จำนวน 524 กลุ่มตัวอย่าง พบว่า ก่อนสถานการณ์โควิด-19 สมาชิกในครัวเรือนที่ไปทำงานนอกภาคเกษตร ส่งเงินกลับบ้านเฉลี่ย 5,252 บาทต่อเดือน แต่เมื่อเกิดสถานการณ์โควิด-19 จะเหลือเพียง 2,571 บาทต่อเดือน ซึ่งร้อยละ 57.8 ของกลุ่มตัวอย่าง มีสมาชิกในครัวเรือนออกไปทำงานนอกภาคเกษตร และมีตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป อย่างไรก็ตาม ร้อยละ 62.1 ยังส่งเงินกลับบ้านเท่าเดิม และร้อยละ 35.9 ส่งเงินลดลง

ขณะที่ อุบล อยู่หว้า เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก กล่าวเสริมว่า การกลับภูมิลำเนาของแรงงานที่ไปทำงานในภาคเศรษฐกิจอื่นๆ นั้นจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับในชุมชนนั้นแรงงานออกไปทำงานอะไร เกี่ยวข้องกับมาตรการจำกัดการทำงานเพื่อควบคุมโรคหรือไม่ เช่น หากชุมชนนั้นมีคนออกไปเป็นแรงงานก่อสร้างกันมากก็อาจจะกลับกันเป็นจำนวนมาก อนึ่งหากแรงงานที่กลับมามีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ก็อาจจะหลบหลีกไม่ยอมเข้าสู่ระบบสาธารณสุขในชุมชน ก็จะเป็นปัญหากับชุมชนที่ต้องดูแลมาตรการควบคุมโรคด้วย เช่น การกักตัว

ทั้งนี้ ภาคเกษตรยังมีความพร้อมในการประกอบอาชีพอยู่เพราะฐานทรัพยากร เช่น ที่ดินสิ่งแวดล้อม ยังมีอยู่ แต่ก็ขึ้นอยู่กับภาครัฐด้วยว่าจะมีนโยบายรองรับอย่างไรเพราะเชื่อว่าส่วนหนึ่งที่กลับมาคงตัดสินใจอยู่อย่างถาวร โดยควรสร้างระบบอาหารท้องถิ่นที่หลากหลายเพื่อความมั่นคงทางอาหาร นอกจากนี้ กรณีมีข่าวแรงงานแปรรูปผลผลิตติดเชื้อโควิด-19 ก็น่าเป็นห่วงว่าผู้สั่งซื้อจะตัดสินใจอย่างไร ซึ่งส่งผลต่อเกษตรกรที่เกี่ยวข้องด้วย

ด้าน สิมาลักษณ์ ดิถีสวัสดิ์เวทย์สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 8 จังหวัดอุดรธานี กล่าวว่า ระยะหลังๆ สัดส่วนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในต่างจังหวัดเพิ่มขึ้นเนื่องจากผู้คนเดินทางออกจากพื้นที่เสี่ยงสูงมาก (สีแดงเข้ม) เช่น กรุงเทพฯ และปริมณฑล กลับสู่ภูมิลำเนาเพราะกิจการงานจำนวนมากถูกปิดจากมาตรการล็อกดาวน์ อาทิ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน มีแรงงานที่ติดเชื้อกลับบ้านเฉลี่ยวันละ 500-600 คน ซึ่งหากรวมกลุ่มเสี่ยงด้วยจะยิ่งมากขึ้น โดยผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่มีอายุเฉลี่ย 20-49 ปี ทำให้ต้องเตรียมพร้อมรับและดูแลคนกลับบ้านเหล่านี้

ศยามล เจริญรัตน์ สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งข้อสังเกตถึงนโยบายภาครัฐ ตั้งแต่มาตรการเยียวยาทางเศรษฐกิจไปจนถึงการฉีดวัคซีนโควิด-19 พบว่าให้น้ำหนักไปทางภาคเมือง หรือภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการ มากกว่าภาคชนบทหรือภาคเกษตรกร เห็นได้จากต้องลงทะเบียนและใช้บริการผ่านแอปพลิเคชั่นซึ่งต้องมีโทรศัทพ์มือถือสมาร์ทโฟนและเชื่อมต่ออินเตอร์เนต ทำให้กลุ่มเปราะบางเข้าไม่ถึง ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าเพราะการออกนโยบายไม่มีตัวแทนภาคเกษตรเข้าไปมีส่วนร่วม

“ถ้ามองในแง่การจะรับมือและฟื้นฟู มันมี 2 ส่วน ระหว่างส่วนที่เป็นภาครัฐบาลที่เป็นภาพใหญ่ ตรงนี้เราขาดอะไรอยู่ต้องเติมเต็ม ในขณะที่ในส่วนของตัวเองที่ต้องช่วยมันต้องมีการปรับและดำเนินการไป ทางเลือกมีมากน้อยแค่ไหนอันนี้ต้องคุยกัน” ศยามล กล่าว

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : แรงงานนอกระบบยุคโควิด (7) ‘เก็บของเก่า’ เสี่ยงโรค-ถูกระแวง #SootinClaimon.Com

Posted on August 1, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/591756

สกู๊ปแนวหน้า : แรงงานนอกระบบยุคโควิด (7) ‘เก็บของเก่า’เสี่ยงโรค-ถูกระแวง

สกู๊ปแนวหน้า : แรงงานนอกระบบยุคโควิด (7) ‘เก็บของเก่า’เสี่ยงโรค-ถูกระแวง

วันอาทิตย์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 07.30 น.

มาถึงตอนที่ 7 แล้วของชุดงานเสวนา (ออนไลน์) หัวข้อ “ผลกระทบ การรับมือ และการฟื้นฟูชีวิตความเป็นอยู่และงานของแรงงานนอกระบบ” จัดโดยสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในตอนนี้จะกล่าวถึง “รับซื้อและเก็บของเก่า” ซึ่งเป็นอาชีพที่มีสถานะ “ชายขอบ” เดิมทีก็ถูกมองในแง่ลบอยู่แล้ว เช่น เมื่อตระเวนเข้าไปตามหมู่บ้านก็กลัวกันว่าจะเป็นมิจฉาชีพ และปัจจุบันเมื่อมีสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ด้วยลักษณะงานที่ทำก็ยิ่งทำให้เกิดความหวาดระแวงจากคนอื่นๆ ในสังคมมากขึ้นไปอีกในฐานะกลุ่มเสี่ยงแพร่เชื้อ

ในงานนี้มีตัวแทน กลุ่มผู้ค้าของเก่าชุมชนเสือใหญ่อุทิศ เข้าร่วม อาทิ ณัฐธิดา ฤกษ์ยรรยงค์ เล่าว่า อาชีพเก็บของเก่าขายได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 คือ “คนนำของเก่าออกมาขายนอกบ้านน้อยลง เพราะหลายคนกลัวผู้รับซื้อของเก่าที่เดินทางไปทั่ว ไม่ได้ซื้อเฉพาะบ้านหลังใดหลังหนึ่งเพียงบ้านเดียว” ทำให้รายได้ลดลง บางบ้านมีการถามคนรับซื้อของเก่าว่าฉีดวัคซีนหรือตรวจโควิดแล้วหรือยัง ซึ่งแม้ภาครัฐจะมีการรณรงค์ให้ไปฉีดวัคซีน แต่ก็มีข้อจำกัดคือลงทะเบียนได้ยาก จึงทำได้เพียงการป้องกันตนเองไปก่อน เช่น สวมหน้ากากปิดปาก-จมูก สวมถุงมือ พกแอลกอฮอล์ติดตัว

“อยากฝากเรื่องวัคซีน เราอยากได้วัคซีนให้มันได้ทั่วถึงกัน อย่างพวกผู้ประกอบการเอย พวกซาเล้งอย่างเราเอย อยากได้ตัวนี้มาก มันสร้างความมั่นใจแล้วก็สร้างภูมิคุ้มกันของเราเวลาเราออกไปรับซื้อ เพราะว่าตอนนี้วัคซีนมันมาไม่ทั่วถึง มันต้องแบ่งๆ กันไป”ณัฐธิดา กล่าว

ขณะที่ ธวัช ไกรรักษ์ ซึ่งเป็นผู้ประกอบการร้านรับซื้อของเก่า กล่าวว่า ทางกลุ่มรับซื้อของเก่ามีการช่วยเหลือกันเอง เช่น แจกถุงยังชีพ ตั้งแต่การระบาดของไวรัสโควิด-19 ระลอกแรก ซึ่งหลายคนยังไม่มีความรู้บางคนถึงขั้นไม่กล้าออกจากบ้านทั้งคนซื้อและคนขายเพราะกลัวติดเชื้อ ส่วนการฉีดวัคซีนนั้น ทางกลุ่มซาเล้งได้ยื่นขอโควตาฉีดวัคซีนกับทางกรมควบคุมโรคได้วัคซีนมา 10,000 โดส ฉีดให้กับสมาชิกในกรุงเทพฯ ไปแล้วประมาณ 1,400-1,500 โดส และหลังจากนี้จะมีการกระจายไปฉีดในจังหวัดอื่นๆ

นอกจากนี้ ยังมีการประสานกับทั้งสำนักงานเขตและกรมควบคุมโรค เพื่อขอข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับโควิด-19 มาประชาสัมพันธ์กับสมาชิกอาชีพเก็บของเก่าขายที่รวมตัวกันเป็นสมาคม เช่น แจ้งสถานที่และวัน-เวลาที่มีการตรวจคัดกรองหาเชื้อโควิด-19 รวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับการฉีดวัคซีน เพื่อทำความเข้าใจกับสมาชิก โดยเฉพาะการฉีดวัคซีนที่หลายคนอาจได้รับข่าวสารในแง่ลบทั้งทางสื่อออนไลน์และการบอกเล่าปากต่อปาก ตลอดจนข้อมูลการวางมาตรการลดความเสี่ยงการระบาดในพื้นที่ร้านรับซื้อของเก่าด้วย

ธวัช ยังกล่าวอีกว่า วิกฤติโควิด-19 น่าจะนำไปสู่ “จุดเปลี่ยน” ที่สำคัญคือ “การคัดแยกขยะ” ซึ่งถึงเวลาแล้วที่ต้องทำอย่างจริงจัง “เห็นถังสีนี้ต้องทิ้งขยะให้ถูกประเภท” หน้ากากอนามัยไว้ถังหนึ่ง ขยะอื่นๆ ไปอีกถังหนึ่ง เป็นต้น ต้องมีจิตสำนึกเพื่อลดผลกระทบไม่เพียงแต่กับผู้เก็บของเก่าขายเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเจ้าหน้าที่เก็บขยะซึ่งเป็นบุคคลด่านหน้าอีกกลุ่มด้วย เพราะหากไม่แยกขยะกันอย่างจริงจังแล้วอาชีพเหล่านี้ติดเชื้อ ท้ายที่สุดคนกลุ่มอื่นๆ ในสังคมก็จะมีความเสี่ยงติดเชื้อไปโดยปริยาย

“ภาครัฐกำหนดมาเลยว่าเราต้องจริงจังแบบนี้แล้ว คุณกำหนดมาเลย ถ้าคุณมีงบประมาณน้อยคุณกำหนดเลยเราในฐานะที่เป็นด่านหน้าในการเก็บขยะ เราให้ความรู้และสร้างมาตรการกำหนดว่าเราต้องทำอย่างไร เพื่อให้ลูกค้าเราได้รู้ว่าเราได้มีการปรับเปลี่ยนแล้วนะ เราได้มีการปรับปรุงแล้วนะ เราปลอดภัยที่จะไปเก็บขยะหรือไปซื้อขยะ ลูกค้าก็เชื่อมั่นว่าเราสามารถดำเนินธุรกิจของเราไปได้ ถ้าไม่มีมาตรการอะไรจริงๆ จังๆ ผมว่าความหวาดระแวงของลูกค้าเรา หรือกลุ่มที่เราจะไปเก็บหรือซื้อมาเพื่อสร้างรายได้ดูแลครอบครัวเรามันไม่มีความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า

ไม่มีความเชื่อมั่นกับกลุ่มคนหรือร้านอาหารแต่ละที่ หรือใครๆ ก็แล้วแต่ที่จะขายขยะให้เรา เขาไม่มีความเชื่อมั่น เราก็จะเจอปัญหาเดิมๆ คือไม่อยากให้เราเข้าบ้าน ไม่อยากให้เราเข้าหมู่บ้าน ไม่อยากให้สัมผัสหรือเก็บขยะมาขายให้เรา เพื่อที่จะให้รากหญ้าที่ซื้อ-ขายหรือเก็บขยะอย่างเราช่วยภาครัฐในการจัดเก็บ ลดปริมาณขยะ
ลดสิ่งแวดล้อมไปได้ คุณสร้างมาตรการอะไรมาสร้างความเชื่อมั่นให้กับคนที่ขายขยะให้เรา” ธวัช กล่าว

อีกด้านหนึ่ง พีรธร เสนีย์วงศ์ กลุ่มซาเล้งชุมชนอ่อนนุช 14 ไร่ เครือข่ายสลัมสี่ภาค เปิดเผยว่า ในสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 อาชีพเก็บของเก่าขายยังได้รับผลกระทบคือ “ขยะติดเชื้อปะปนกับขยะทั่วไป” ซึ่งก็ต้องคอยเตือนกันว่าหากเป็นขยะในถุงไม่ควรไปแกะ ให้เก็บเฉพาะสิ่งที่มองเห็น เพราะไม่มีเครื่องมือป้องกันตนเองอย่างอื่นส่วนผลกระทบด้านรายได้ที่ลดลงนั้นโชคดีที่ยังมีเครือข่ายสลัมสี่ภาคและภาคเอกชนเข้ามาร่วมทำครัวชุมชน ทำอาหารจำหน่ายราคาถูก จานละไม่เกิน 20 บาท ตลอดจนแจกฟรีสำหรับผู้ยากไร้ เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง

ส่วนการยกระดับคุณภาพชีวิตของอาชีพรับซื้อหรือเก็บของเก่าขาย อย่างหนึ่งที่สำคัญคือ “ควรมีการรวมตัวเป็นสมาคม” ซึ่งกลุ่มซาเล้งชุมชนอ่อนนุช 14 ไร่ เป็นเครือข่ายซาเล้งเก็บของเก่าแห่งแรกของประเทศไทยที่ขอยื่นจดทะเบียนกับภาครัฐคือสำนักงานเขตของกรุงเทพมหานคร (กทม.) และได้รับเอกสารรับรองการจดทะเบียน ข้อดีของการจดทะเบียนคือทำให้สมาชิกกลุ่มมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ไม่ต่างจากอาชีพอื่นๆ จากเดิมที่ไปไหนก็ถูกตราหน้าเป็นขโมย ปัจจุบันเมื่อมีหมายเลข มีเครื่องหมายแสดงตนก็ไม่ถูกกล่าวหาเช่นนั้นอีก

“ที่ผ่านมาคือหน่วยงานภาครัฐหรือเขตต่างๆ พอไปจัดตั้งกลุ่มก็จะตั้งแง่ไว้ก่อน ซึ่งผมบอกว่า 14 ไร่ทำได้ เขตประเวศทำได้ อีก 49 เขตผมเชื่อว่าน่าจะทำได้ พี่น้องเขาอยากจะไปจดทะเบียนกัน ถามว่ามันดีตรงไหน? มันดีตรงแยกน้ำแยกเนื้อ ให้เกียรติ ให้ศักดิ์ศรี อย่างน้อยสำคัญที่สุดรัฐสามารถแยกน้ำแยกเนื้อได้ เขตพื้นที่ตัวเองมีรถซาเล้งกี่คน เกิดเรื่องราวที่ต้องให้พวกนี้เป็นคนดูแลซึ่งกันและกัน ถ้าใครไปขโมยอะไรต่างๆ มันสามารถจัดการได้ ถ้าเรามีเบอร์เสื้อ ได้ขึ้นทะเบียนเหมือนรถมอเตอร์ไซค์ อันนี้ผมว่าเป็นระยะยาวที่ดีมาก” พีรธร กล่าว

(โปรดติดตามตอนที่ 8 ซึ่งเป็นตอนสุดท้ายของชุดงานเสวนานี้ได้ในฉบับวันพฤหัสบดีที่ 5 ส.ค. 2564)

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : แรงงานนอกระบบยุคโควิด(6) ‘ทำงานบ้าน’ กังวลโรคพาลดจ้าง #SootinClaimon.Com

Posted on August 1, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/591540

สกู๊ปแนวหน้า : แรงงานนอกระบบยุคโควิด(6)  ‘ทำงานบ้าน’กังวลโรคพาลดจ้าง

สกู๊ปแนวหน้า : แรงงานนอกระบบยุคโควิด(6) ‘ทำงานบ้าน’กังวลโรคพาลดจ้าง

วันเสาร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 07.30 น.

“ลูกจ้างทำงานบ้าน” หรือที่สังคมไทยคุ้นหูกับคำว่า “คนรับใช้-แจ๋ว” นับเป็นอาชีพที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของอีกหลายๆ อาชีพ กล่าวคือ ในขณะที่บรรดาผู้บริหารองค์กรต่างๆ ทั้งรัฐและเอกชนสามารถทุ่มเทกำลังกายและสติปัญญาทำหน้าที่ของตนให้ลุล่วง ก็ได้คนกลุ่มนี้ช่วยดูแลงานในบ้านให้ตั้งแต่ทำความสะอาด ช่วยดูแลลูกที่ยังเล็ก ไปจนถึงขับรถรับ-ส่ง จนไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลังอย่างไรก็ตาม ลูกจ้างทำงานบ้านดูจะเป็นอาชีพที่ค่อนข้างอาภัพอยู่ไม่น้อย เพราะไม่ค่อยถูกมองเห็นในมิติความเป็นแรงงานที่ขับเคลื่อนสังคมเฉกเช่นอาชีพอื่นๆ

ในตอนที่ 6 ของชุดงานเสวนา (ออนไลน์) หัวข้อ “ผลกระทบ การรับมือ และการฟื้นฟูชีวิตความเป็นอยู่และงานของแรงงานนอกระบบ” จัดโดยสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นเรื่องของกลุ่มคนทำงานภาคบริการในบ้าน กลุ่มลูกจ้างทำงานบ้าน โดย มาลี สอบเหล็ก ประธานเครือข่ายลูกจ้างทำงานบ้านในประเทศไทย กล่าวว่า ด้วยความที่ลูกจ้างทำงานบ้านทำงานอยู่ประจำบ้านนายจ้าง จึงมีข้อจำกัดในการเก็บข้อมูลรวมถึงตรวจสอบกรณีละเมิดสิทธิ ซึ่งยังพบกรณีลูกจ้างทำงานบ้านถูกเลิกจ้างแล้วไม่ได้ค่าชดเชยตามสิทธิที่กฎหมายกำหนดไว้

โดยเฉพาะหากเป็นผู้ที่ไม่รู้กฎหมาย หรือแม้แต่รู้กฎหมาย ฟ้องจนได้ค่าชดเชย คำถามคือต้องใช้เวลานานเท่าใด แล้วจะหางานใหม่ได้หรือไม่เพราะเคยมีประวัติมีปัญหากับนายจ้างแล้ว ส่วนสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 พบว่าลูกจ้างทำงานบ้านมีทั้งที่ถูกเลิกจ้างและถูกลดรายได้ ในขณะที่แต่ละคนล้วนมีค่าใช้จ่าย เช่นค่าที่พักเพราะหลายคนไม่ได้พักกับนายจ้าง รวมถึงค่าใช้จ่ายด้านอินเตอร์เนตที่เพิ่มขึ้น นอกจากลูกที่ต้องเรียนออนไลน์แล้วคนเป็นแม่ก็ต้องหางานผ่านแอปพลิเคชั่นด้วยเช่นกัน หรือแม้กระทั่งต้องดูแลพ่อแม่ที่แก่เฒ่า

อนึ่ง มาลี ยังเปิดเผยว่า ลูกจ้างทำงานบ้านยังต้องเผชิญการถูกเอารัดเอาเปรียบจากบริษัทจัดหางาน เช่น เมื่อเดินเข้าไปสมัครงานก็ต้องเสียค่าธรรมเนียมการสมัครแล้วแม้ยังไม่ได้รับการยืนยันว่าจะได้งานก็ตาม รวมถึงค่าตรวจสอบประวัติอาชญากรรมด้วย อีกทั้งต้องมาจ้องหน้าจอรอแย่งงานกันเองกลุ่มออนไลน์ จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสนับสนุนแนวทางของเครือข่ายฯ ที่มีสมาชิกและต้องการวางระบบแพลตฟอร์มหางาน

ขณะที่ กัญญารัตน์ ปัญญา เลขานุการเครือข่ายลูกจ้างทำงานบ้านในประเทศไทย กล่าวว่า ลูกจ้างทำงานบ้านมีปัญหาต่างๆ มาก่อนสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 แล้ว เช่น ชั่วโมงการทำงานและเวลาพักที่ไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับเวลาของนายจ้าง มีความเหลื่อมล้ำด้านค่าจ้างขั้นต่ำในแต่ละพื้นที่ การเข้าถึงแหล่งทุนในระบบทั้งรัฐและเอกชนเป็นไปได้ยาก นอกจากนี้ ด้วยความที่ลูกจ้างทำงานบ้านเป็นผู้หญิงและทำงานในบ้านซึ่งสถานที่มิดชิด จึงมีความเสี่ยงถูกคุกคามทางเพศหรือถูกทำร้ายร่างกาย

ทั้งนี้ “การขึ้นทะเบียนลูกจ้างทำงานบ้านเป็นเรื่องสำคัญ” เพื่อให้รัฐมีฐานข้อมูลว่าลูกจ้างเป็นใคร ทำงานกับนายจ้างคนใด เมื่อมีปัญหาจะได้สามารถเข้าไปดำเนินการได้อย่างทันท่วงที รวมถึง “ประกันสังคม มาตรา 33” เพราะลูกจ้างมีนายจ้างอยู่เป็นตัวตนจึงควรได้รับสิทธิไม่ต่างจากลูกจ้างในอาชีพอื่นๆ และ “อยากให้สังคมมีทัศนคติที่ดีกับลูกจ้างทำงานบ้าน” ไม่ลดทอนโดยเห็นเป็นเพียงคนรับใช้ แต่มองว่าเป็นงานที่มีคุณค่า เลี้ยงตนเองและครอบครัวได้

กัญญารัตน์ อธิบายเพิ่มเติมถึงโครงการวางระบบหางานของกลุ่มลูกจ้างทำงานบ้าน ว่า จะมีรูปแบบการจ้างงานที่ยืดหยุ่น เช่น ผู้สูงอายุที่ไม่ต้องการทำงานเต็มวันแต่ยังอยากทำงานอยู่แม้ลูกหลานจะอยากให้พักผ่อนแล้วก็ตาม หรือแม่ที่ต้องเลี้ยงลูกเล็กที่สามารถจัดสรรเวลาทำงานได้ หรือการแบ่งงานเป็นประเภทตามความถนัด เช่น ดูแลสัตว์เลี้ยง รีดผ้า ส่วนเงินค่าธรรมเนียมสมัครแรกเข้าจะนำไปเป็นกองทุนช่วยเหลือลูกจ้างทำงานบ้านที่เป็นสมาชิก โดยในอนาคตหากมีเงินในกองทุนมากพอก็จะนำไปสู่การมีสวัสดิการ เช่น การรักษาพยาบาล

ด้าน จำปา (Kyan Par) รองประธานเครือข่ายลูกจ้างทำงานบ้านในประเทศไทย กล่าวว่า ในสถานการณ์โควิด-19 ลูกจ้างทำงานบ้านที่เป็นแรงงานข้ามชาติ (หรือแรงงานต่างด้าว) สามารถถูกเลิกจ้างได้ง่ายกว่าลูกจ้างที่เป็นคนไทย เพราะคนไทยอาจกล้าฟ้องร้อง ในขณะที่หากเป็นแรงงานข้ามชาติ เพียงนายจ้างบอกว่าครอบครัวนายจ้างกลัวโควิด ไม่ต้องมาทำงานอีกก็เลิกจ้างได้แล้ว

โดยเฉพาะช่วงการระบาดระลอก 2 ซึ่งเกิดขึ้นที่ จ.สมุทรสาคร แล้วพบผู้ติดเชื้อจำนวนมากเป็นแรงงานชาวเมียนมา จะเป็นช่วงที่นายจ้างกลัวลูกจ้างมาก แม้ลูกจ้างจะไม่ได้ไปไหนไกลกว่าละแวกบ้านนายจ้าง หรือเดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยงสูงดังกล่าวเลยก็ตาม ส่วนเรื่องการหางานเมื่ออายุมากขึ้น จำปา เข้าใจนายจ้างที่ต้องการลูกจ้างอายุไม่มาก เช่น บางคนตั้งประกาศรับสมัครงานไว้ว่าต้องการคนงานอายุ 25-35 ปี เพราะกำลังและความคล่องแคล่วว่องไวดีกว่า ดังนั้นหากมีแพลตฟอร์มของเครือข่ายลูกจ้างทำงานบ้านก็ควรสนับสนุน

บุญสม น้ำสมบูรณ์ เลขาธิการมูลนิธิเพื่อการพัฒนาแรงงานและอาชีพ (HOMENET) กล่าวถึงงานศึกษาชีวิตลูกจ้างทำงานบ้านใน 3 จังหวัดคือ กรุงเทพฯ เชียงใหม่ และเชียงราย สำรวจกลุ่มตัวอย่างรวม 109 คน พบว่าในสถานการณ์โควิด-19 1.ลูกจ้างทำงานบ้านต้องทำงานเพิ่มขึ้น เพราะครอบครัวนายจ้างเปลี่ยนมาเป็นการทำงานที่บ้าน (Work from Home) ทำให้ต้องทำความสะอาดบ้านมากขึ้นแต่ได้ค่าจ้างเท่าเดิม

2.เวลาทำงานลดลง บางบ้านนายจ้างด้วยความที่อยู่บ้านมากขึ้นจึงทำงานบ้านเอง รวมถึงลดความเสี่ยงโรคระบาดเพราะลูกจ้างทำงานบ้านไม่ได้อยู่ประจำบ้านนายจ้างและมีการเดินทางด้วยระบบขนส่งมวลชน รายได้ของลูกจ้างทำงานบ้านจึงลดลงเพราะมีการจ้างน้อยลง 3.ไม่มีที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ หากถูกเลิกจ้าง4.กลุ่มแรงงานข้ามชาติอยู่ในสถานะเคว้งคว้าง เพราะถูกเลิกจ้างงานในประเทศไทย แต่จะกลับบ้านเกิดก็ไม่ได้เพราะประเทศต่างๆ ล้วนปิดพรมแดน ครั้นจะไปหางานอื่นทำก็มีข้อจำกัดในการต่ออายุเอกสารก็อาจเสี่ยงถูกจับกุม

บุญสม กล่าวอีกว่า จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง 1.รูปแบบการจ้างงาน จากงานประจำอาจกลายเป็นการจ้างเป็นครั้งคราว 2.เอกสารรับรองที่เกี่ยวข้อง เช่น นายจ้างอาจขอใบรับรองการฉีดวัคซีนโควิด-19 เมื่อจะสมัครงาน และ 3.การแข่งขันที่สูงขึ้น แม้งานบ้านหลายคนอาจมองว่าไม่ได้ใช้ทักษะอะไรมาก แต่ลักษณะดังกล่าวก็จะทำให้คนที่ตกงานหันมารับจ้างทำงานบ้านกันมากขึ้นด้วย

มุมมองจากนักวิชาการ กิ่งกาญจน์ จงสุขไกลนักวิจัยสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เสนอแนะ 9 ข้อ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานกลุ่มลูกจ้างทำงานบ้าน คือ 1.ค่าจ้างและชั่วโมงการทำงานที่เป็นธรรม เพราะที่ผ่านมาไม่ได้ถูกรับประกันตามมาตรฐานค่าจ้างอย่างที่แรงงานในระบบได้รับ 2.การเข้าถึงการพัฒนาทักษะที่จำเป็นที่สอดคล้องกับความต้องการ ซึ่งต้องอาศัยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดอบรมให้ตามเวลาที่เหมาะสมกับแรงงาน

3.การเข้าถึงแหล่งทุนและการสนับสนุนด้านการเงิน ที่ผ่านมามักเข้าไม่ถึงทั้งแหล่งทุนในระบบและโครงการช่วยเหลือจากภาครัฐ 4.การเข้าถึงบริการสุขภาพ เพื่อให้ทราบภาวะสุขภาพที่แท้จริง และไม่เป็นการสะสมปัญหาสุขภาพที่จะแก้ไขได้ยากขึ้นในอนาคต 5.สร้างความเข้มแข็งของเครือข่าย รณรงค์สร้างความตระหนักรู้ทั้งนายจ้าง-ลูกจ้าง เพื่อให้รู้สิทธิตามกฎหมายและลดหาแสวงหาประโยชน์

6.รัฐต้องจัดทำกฎหมายและนโยบายคุ้มครองคนทำงานบ้าน เช่น สัญญาจ้าง ประกันสังคมมาตรา 33 7.สร้างโอกาสการทำงานเมื่ออายุมากขึ้น กรณีที่สุขภาพแข็งแรงยังสามารถพึ่งพาตนเองได้ ซึ่งลูกจ้างทำงานบ้านจำนวนมากอยู่ในวัยแรงงานตอนกลางและตอนปลาย และ 8.การเตรียมความพร้อมด้านความมั่นคงทางการเงิน ในกลุ่มลูกจ้างทำงานบ้านที่อายุยังไม่มาก เพื่อเตรียมไว้ยามชราภาพ

(โปรดติดตามตอนต่อไปฉบับวันอาทิตย์ที่ 1 ส.ค. 2564)

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : แรงงานนอกระบบยุคโควิด(5) ‘สามล้อถีบ’ ปัจจัยเร่งสูญหาย #SootinClaimon.Com

Posted on July 29, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/591061

สกู๊ปแนวหน้า : แรงงานนอกระบบยุคโควิด(5)  ‘สามล้อถีบ’ปัจจัยเร่งสูญหาย

สกู๊ปแนวหน้า : แรงงานนอกระบบยุคโควิด(5) ‘สามล้อถีบ’ปัจจัยเร่งสูญหาย

วันพฤหัสบดี ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 07.00 น.

“สกู๊ปแนวหน้า” เคยนำเสนอชุดงานเสวนา (ออนไลน์) หัวข้อ “ผลกระทบ การรับมือ และการฟื้นฟูชีวิตความเป็นอยู่และงานของแรงงานนอกระบบ” จัดโดยสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ไปแล้ว 4 ตอน ในวันพฤหัสบดีที่ 15 ก.ค.,เสาร์ที่ 17 ก.ค., อาทิตย์ที่ 18 ก.ค. และพฤหัสบดีที่ 22 ก.ค. 2564 ในกลุ่มอาชีพหาบเร่แผงลอย, ผู้ผลิตงานที่บ้าน,ขนส่งสาธารณะกลุ่มแท็กซี่-มอเตอร์ไซค์รับจ้าง และร้านนวด-ร้านอาหาร ตามลำดับ

ส่วนฉบับนี้เป็นคิวของ “สามล้อถีบ” อาชีพที่ปัจจุบันอาจไม่ค่อยได้พบเห็นมากนักเนื่องจากการมาถึงของรถตุ๊กตุ๊กสามล้อเครื่องบ้าง มอเตอร์ไซค์รับจ้างบ้าง แต่ก็ยังมีให้บริการอยู่ในบางเมือง โดย ผศ.ธัชกร ภัทรพันปี อาจารย์คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี เล่าถึงงานวิจัยที่ทำในพื้นที่ จ.สมุทรปราการ ว่า จำนวนสามล้อถีบที่นี่เฉลี่ยมีอยู่ปีละ 50-400 คัน เป็นจำนวนแกว่งไป-มาไม่แน่นอนซึ่งผู้ถีบสามล้อส่วนใหญ่มาจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และมีประปรายที่มาจากภาคเหนือ

“เขาบอกว่าพออยู่ได้ปุ๊บ เห็นวินมอเตอร์ไซค์ เขาไปขับมอเตอร์ไซค์ดีกว่า มันมีการวิวัฒนาการของความสะดวกสบายของคนมากขึ้น สามล้อถีบก็เริ่มหดไป ผมบอกได้เลยถ้าเข้ามาที่สมุทรปราการ แถวอิมพีเรียลสำโรง วัดด่านสำโรง แล้วก็พระประแดง จะมีอยู่ 2-3 จุด ก็จะมีกลุ่มทำประจำ มาจากไหนก็มาจากอีสาน ผมก็ถามว่าแล้วไม่คิดจะทำยาวเลยหรือ เดี๋ยวกลับๆ คือไปทำนา เขาทำรายได้หลัก-รายได้รอง

อันนี้ก็มีผล พอรัฐบาลประกาศประกันราคาหรือจำนำข้าวก็แล้วแต่ พอราคาขึ้นเท่านั้นยอดสามล้อถีบที่สมุทรปราการลดลง นั่นหมายถึงขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจที่บ้านเขาด้วย ผมก็สงสัยต่อไปว่าสามล้อถีบเขามาจากไหน ที่เราจะไปพัฒนาเขา ไปดัดแปลงสามล้อถีบให้สวยงาม ผมก็ไปเช็คดู เขามาจากอู่ จะมีอู่สามล้อถีบที่สมุทรปราการ เมื่อก่อนเคยเฟื่องฟูถึงขนาดมี4-5 อู่ด้วยกัน แต่เนื่องจากคนมันแกว่ง เศรษฐกิจแกว่ง วิวัฒนาการเศรษฐกิจมันกว้างขึ้น มันก็เลยทำให้สามล้อถีบลดลงเมื่อสามล้อถีบลดลง อาชีพต้นน้ำลูกโซ่ก็หายไปด้วย” ผศ.ธัชกรกล่าว

ผศ.ธัชกร กล่าวต่อไปว่า สามล้อถีบเป็นอาชีพที่ต้องใช้ทักษะ โดยเฉพาะการบังคับและเบรกรถที่จะแตกต่างจากจักรยานทั่วไป ถึงกระนั้นก็ยอมรับว่า “การเพิ่มรายได้คงเป็นไปได้ยากเพราะโลกที่เปลี่ยนไป แต่จะสร้างคุณค่าให้อาชีพนี้อย่างไรให้เกิดรายได้เข้ามา” รายได้สามล้อถีบเฉลี่ยอยู่ที่ 10 บาทต่อเที่ยว แต่ในความเป็นจริงลูกค้ามักให้ 20 บาท ทำให้ในช่วงหนึ่งเคยเป็นอาชีพที่มีรายได้ดี ลูกค้าหลักคือคนในตลาด ซึ่งเมื่อเกิดสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 คนกลุ่มนี้ได้รับผลกระทบ ทั้งจำนวนลูกค้าที่ลดลงเพราะการเดินทางน้อยลง และบางรายก็กลายเป็นผู้ติดเชื้อเสียเอง ที่ต้องดูกันต่อไปว่าหลังจากผ่านฤดูฝนปีนี้ซึ่งเป็นช่วงทำนาไปแล้ว จำนวนสามล้อถีบจะเหลือเท่าใด

อิทธิพันธ์ ขาวละมัย เลขานุการสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว จ.พระนครศรีอยุธยา และผู้จัดการทั่วไป วังช้างอยุธยา แล เพนียด เล่าว่า ย้อนไปเมื่อ 20 ปีก่อน จ.พระนครศรีอยุธยา ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกซึ่งมีเงื่อนไขหนึ่งคือให้นำพาหนะโบราณมาใช้กับเมืองโบราณ ปางช้างอยุธยาจึงเกิดขึ้นจากจุดนี้ โดยนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นเป็นกลุ่มที่ให้ความสนใจช้างมาก ช้างที่อยุธยาจาก 8 เชือกจึงเพิ่มขึ้นเป็นหลักร้อยเชือก

จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นเมืองการค้าที่สำคัญมาตั้งแต่สมัยโบราณถึงปัจจุบัน มีทั้งรถไฟ เรือยนต์ รถทัวร์ รถตู้รวมถึงสามล้อถีบที่อยู่คู่กับตลาดเจ้าพรหม-ตลาดหัวแหลม จำนวนหลักร้อยคัน นอกจากนี้ยังมีตุ๊กตุ๊กหัวกบ แต่ผู้ใช้บริการจะแตกต่างกัน ผู้ที่อยู่บริเวณตลาดจะใช้สามล้อถีบ ส่วนตุ๊กตุ๊กหัวกบมักมีลูกค้าเป็นนักเรียน-นักศึกษา ทั้งนี้เมื่อ 15 ปีก่อน มีการสนับสนุนให้ติดแบตเตอรี่-ประดับไฟสามล้อถีบให้สวยงาม รองรับนักท่องเที่ยวจีน-ไต้หวัน

อิทธิพันธ์ เล่าต่อไปว่า อาชีพสามล้อถีบค่อยๆ ล้มหายตายจากไปนับตั้งแต่เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ซึ่ง จ.พระนครศรีอยุธยา ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง คนขี่สามล้อถีบหลายคนก็เสียชีวิตไปเพราะอายุมากแล้ว อย่างไรก็ตาม สามล้อถีบยังพอมีลูกค้าบ้าง เช่น วัยรุ่นต้องการนั่งสามล้อแล้วถ่ายภาพเซลฟี่ คิดเที่ยวละ 40 บาทต่อคน กระทั่งสถานการณ์โควิด-19ก็ทำให้ลูกค้าหายไป ไม่ต่างจากปางช้างที่ต้องปิดเช่นกัน

ทั้งนี้ สามล้อถีบส่วนหนึ่งถูกซื้อไปเป็นของประดับตามสถานที่ต่างๆ ส่วนที่ จ.นนทบุรี ที่เคยได้สอบถามอยู่บ้าง ทราบว่าอยู่ได้ด้วยลูกค้าประจำที่ยังใช้ขนข้าวของในตลาด หรือใครจะจัดงานก็มาจ้างสามล้อไปถ่ายรูป อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย จ.พระนครศรีอยุธยา จะมีแนวทางสร้างคุณค่าให้กับอาชีพสามล้อถีบ เช่น เป็นต้นแบบสอนขี่สามล้อสำหรับผู้สนใจ หรือตั้งวินไว้ในย่านสถานที่ท่องเที่ยวสำหรับให้บริการถ่ายรูป

รศ.มธุรส สว่างบำรุง อาจารย์คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ซึ่งทำงานวิจัยสามล้อถีบในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ เล่าว่า จำนวนมากเป็นผู้สูงอายุ อายุเฉลี่ยประมาณ 70 ปี ส่วนใหญ่รายได้ไม่ค่อยพอใช้จ่าย แต่ก็ไม่มีหนี้สิน อาศัยอยู่กับครอบครัว อย่างไรก็ตาม คนกลุ่มนี้ก็ไม่ได้รู้สึกท้อแท้อะไร หลายคนยังสื่อสารภาษาต่างประเทศได้ด้วย โดยก่อนเกิดสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ชาวสามล้อถีบมีความพึงพอใจในคุณภาพชีวิตระดับปานกลาง นักท่องเที่ยวชาวจีนไม่นิยมนั่งสามล้อถีบมากเท่าชาวยุโรปหรือสหรัฐอเมริกา

ซึ่งการระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้เมืองเชียงใหม่เงียบสงบแม้ในย่านการค้า ผู้คนเลือกที่จะอยู่กับบ้านมากขึ้น ร้านค้าลดลง ลูกค้าสามล้อถีบจึงหายไปด้วย รวมถึงการไม่มีนักท่องเที่ยวก็ทำให้รายได้ลดลง นอกจากนี้ลูกค้าประจำยังมีที่เสียชีวิตไปอีกในขณะที่ไม่มีลูกค้าใหม่มาทดแทน อนึ่งผู้ประกอบอาชีพสามล้อถีบบางรายเคยแสดงเอกสารขออนุญาตขึ้นทะเบียนที่จะมีลำดับการได้รับอนุญาตปรากฏอยู่ ทำให้ได้ทราบว่าในยุครุ่งเรืองเมื่อหลายสิบปีก่อนนั้น จ.เชียงใหม่ เคยมีสามล้อถีบมากกว่า 4,000 คัน แต่ทุกวันนี้คาดว่าเหลือไม่เกิน 20 คัน

รศ.ดร.กนกวรรณ มะโนรมย์ อาจารย์คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี กล่าวว่า ยุคแห่งความผันผวนไม่ว่าปัจจัยด้านโรคระบาด เศรษฐกิจ การพัฒนาเมืองที่ไม่ได้ออกแบบเพื่อคนทุกอาชีพหรือคนเล็กคนน้อย รวมถึงผู้บริโภคมียานพาหนะอื่นๆ ที่ไปถึงจุดหมายได้เร็วกว่า เช่น ที่ จ.อุบลราชธานี มีรถแท็กซี่เพิ่มขึ้นในขณะที่สามล้อเหลือน้อยมาก อีกทั้งคนรุ่นใหม่ก็มีทางเลือกประกอบอาชีพมากมายจึงไม่ได้ให้ความสำคัญกับสามล้ออีก

“เราต้องให้ความสำคัญกับส่วนท้องถิ่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ จะต้องเป็นตัวพระเอกร่วมกับจังหวัด ร่วมกับสาธารณสุข ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระดับจังหวัดถ้าระดับประเทศอาจจะยากเพราะคนกลุ่มนี้มีแต่จะสูญหายไป แต่คนที่อยู่ในพื้นที่ สถาบันวิชาการในพื้นที่จะต้องมาร่วมมือกันช่วยเหลือคนกลุ่มนี้ เพื่อให้ชีวิตของเขาที่เหลือ ช่วยคนที่เหลือให้เขามีชีวิตที่ดีขึ้นจากที่มันย่ำแย่อยู่แล้วได้อย่างไร ทั้งเรื่องสุขภาพ รายได้ ประกันตอนที่เขาต้องเกษียณอายุโดยที่ไม่มีทางเลือกอื่นๆ เลย เราจะทำอย่างไร” รศ.ดร.กนกวรรณ กล่าวทิ้งท้าย

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

รายงานพิเศษ : สวัสดิการแก้จน-ลดเหลื่อมล้ำ มอง 5 ชาติ..ไทยเดินทางไหนดี? #SootinClaimon.Com

Posted on July 25, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/590129

รายงานพิเศษ : สวัสดิการแก้จน-ลดเหลื่อมล้ำ  มอง5ชาติ..ไทยเดินทางไหนดี?

รายงานพิเศษ : สวัสดิการแก้จน-ลดเหลื่อมล้ำ มอง5ชาติ..ไทยเดินทางไหนดี?

วันอาทิตย์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เมื่อค่ำวันที่ 22 ก.ค. 2564 ที่ผ่านมา ผศ.ดร.ธร ปีดิดล ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยความเหลื่อมล้ำ และนโยบายสังคม คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บรรยายในงานเสวนา (ออนไลน์) เรื่อง “นโยบายสวัสดิการแบบเจาะจงที่คนจนกับการลดความเหลื่อมล้ำ : บทวิเคราะห์จากต่างประเทศสำหรับสร้างข้อเสนอให้กับประเทศไทย” จัดโดยศูนย์วิจัยความเหลื่อมล้ำและนโยบายสังคม (CRISP) คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยเล่าเรื่องงานวิจัยที่มีชื่อเดียวกับงานสัมมนาครั้งนี้ ที่ทำการศึกษาในปี 2562

ซึ่งจุดเริ่มต้นมาจากข้อถกเถียงที่ว่า “ไทยควรใช้นโยบายสวัสดิการแบบเจาะจงหรือถ้วนหน้า” ด้วยบริบทที่ประเทศไทยเริ่มใช้นโยบายที่เคลื่อนเข้าสู่แนวคิด “สวัสดิการแบบเจาะจงที่คนจน (Poverty-targeted Welfare)” เนื่องจากในช่วง 5 ปีล่าสุด เกิดการมองนโยบายช่วยเหลือคนระดับฐานรากแบบที่เคยดำเนินการมาว่ามีลักษณะประชานิยมซึ่งสร้างภาระทางการคลังที่สูงบวกกับขาดประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาความยากจน

ทำให้มีความพยายามโดยเฉพาะจากข้าราชการฝ่ายที่ทำงานด้านการคลัง ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสู่นโยบายที่ช่วยเหลือคนอย่างตรงจุดโดยต้องพิสูจน์ฐานะความยากจน และเริ่มปรากฏนโยบายแนวนี้ในเวลาต่อมา เช่น บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เงินทุนอุดหนุนเด็กเล็ก เป็นต้น แต่ก็มีข้อคัดค้านว่าไม่ควรมองสวัสดิการเป็นเรื่องของการสงเคราะห์ แต่ควรมองว่าเป็นสิทธิและควรให้แบบถ้วนหน้า

“จริงๆ การถกเถียงนี้เถียงกันมานานแล้วก็เถียงกันไม่จบ เพราะในแง่หนึ่งมันก็จะมีกลุ่มที่โปร (Pro-สนับสนุน) ประสิทธิภาพ แล้วก็มีกลุ่มที่โปรเรื่องสิทธิ์ มันก็เลยมาจากฐานคิดที่ค่อนข้างต่างกันแล้วก็ไปกันไม่รู้จะหาจุดลงตัวกันยังไงแต่ผมเสนอว่าจริงๆ มันมีทางออกอยู่ ถ้าเรามองออกไปยังประสบการณ์จริง คือเราไม่ได้เถียงอยู่บนฐานอุดมการณ์อย่างเดียว หันมามองประสบการณ์จริง เราก็จะพบว่าไม่ว่าประเทศไหนก็ตาม แต่ว่าโดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่มีระบบสวัสดิการพัฒนาไปไกล เขาก็จะไม่ได้ใช้สวัสดิการแบบเดียว มันก็มีการผสมสวัสดิการที่มากกว่า 1 แบบด้วยกัน” ผศ.ดร.ธร กล่าว

ผศ.ดร.ธร เลือกตัวอย่างทำการศึกษาใน 5 ประเทศ ประกอบด้วย 1.อังกฤษ ใช้นโยบายแบบเสรีนิยมที่เน้นการช่วยเหลือแบบเจาะจงที่คนจน ซึ่งนอกจากสำนักงานระบบสุขภาพแห่งชาติ (NHS) ที่เป็นสวัสดิการแบบถ้วนหน้าแล้ว คนวัยทำงานจะเข้าสู่ระบบร่วมจ่ายคือประกันสังคม เพื่อเป็นหลักประกันยามเจ็บป่วย ว่างงานและชราภาพ ส่วนการช่วยเหลือเด็กเล็ก คนชรา ครอบครัว ฯลฯ จะเป็นระบบที่เน้นไปยังกลุ่มคนยากจน

อย่างไรก็ตาม ในช่วงทศวรรษล่าสุด อังกฤษมีการพัฒนาระบบ “Universal Credit” สำหรับการพิสูจน์ความจนโดยเป็นการปรับแก้มาตามลำดับจากกระบวนการพิสูจน์ที่พบว่าไม่มีประสิทธิภาพ กลายเป็นระบบที่ได้ข้อมูลละเอียดมากว่าคนจนแต่ละคนนั้นใครขาดอะไรบ้าง แล้วออกแบบสวัสดิการเพื่อตอบโจทย์คนเหล่านี้ ถึงกระนั้นก็ยังมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงข้อผิดพลาดว่าแก้จนได้ไม่ตรงจุด ซึ่งก็น่าศึกษากันต่อไปว่าเป็นเพราะเหตุใด

2.สวีเดน ใช้นโยบายแบบสังคมนิยมประชาธิปไตย โดยมีการให้สวัสดิการสูงแต่การเก็บภาษีก็สูงด้วยเช่นกัน เน้นสวัสดิการถ้วนหน้า เช่น เงินอุดหนุนเด็กเล็ก ประชากรวัยเรียนรวมถึงเงินเติมให้ผู้สูงอายุกรณีได้บำนาญไม่ถึงเกณฑ์ขั้นต่ำ ถึงกระนั้นก็ยังมีระบบร่วมจ่าย เช่น ประกันสังคมสำหรับคนวัยทำงาน และแบบเจาะจงคนจน โดยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสนับสนุนส่วนที่ขาดสำหรับคนกลุ่มนี้

3.เยอรมนี ใช้นโยบายแบบอนุรักษ์นิยมในบริบทยุโรป โดยอิงตามกลุ่มอาชีพ ซึ่งแนวคิดนี้เก่าแก่กว่าระบบสวัสดิการแบบอื่นๆ ประกันสังคมแบบเยอรมนีจึงมีกองทุนย่อยๆ จำนวนมากโดยประชาชนจะใส่เงินเข้าไป เป็นสวัสดิการที่เน้นให้คนทำงานเพื่อจะได้มีเงินมาสมทบในกองทุน และเชื่อมโยงกับความมั่นคงในการทำงานมากกว่าบทบาทของครอบครัว แต่ก็ยังอุดหนุนกรณีคนทำงานที่มีรายได้น้อยให้สามารถอยู่ในระบบประกันสังคมได้

4.ญี่ปุ่น สวัสดิการรักษาพยาบาลเป็นแบบ “ร่วมจ่าย”เช่นเดียวกับบำนาญชราภาพ ทุกคนต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุน แต่คนเป็นลูกจ้างหรือซื้อประกันสมัครใจสามารถจ่ายเพิ่มเข้าไปได้ ระบบญี่ปุ่นเดิมมุ่งเน้นไปที่ประชากรวัยแรงงาน กระทั่งในทศวรรษ 1990 ที่ญี่ปุ่นเข้าสู่สังคมสูงวัย จึงมีการเพิ่มสวัสดิการ เช่น กองทุนดูแลระยะยาว (Long-term Care) เงินอุดหนุนการเลี้ยงดูเด็ก ที่ทุกคนได้รับแต่ครอบครัวรายได้น้อยจะได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม มีการให้ท้องถิ่นอุดหนุนส่วนที่ขาดสำหรับครัวเรือนยากจนกรณีได้สวัสดิการแล้วแต่ยังไม่เพียงพอ คล้ายกับระบบสวีเดน

และ 5.บราซิล เป็นระบบสวัสดิการเสรีนิยมในบริบทเศรษฐกิจไม่เป็นทางการ บราซิลมีระบบสวัสดิการสุขภาพแบบถ้วนหน้า แต่ถูกมองว่าเป็นระบบสำหรับคนจน คนมีฐานะมักจะไม่ใช้ ส่วนประชากรวัยทำงานนั้นมีสวัสดิการเจ้าหน้าที่รัฐกับกองทุนประกันสังคมของลูกจ้างเอกชน แต่ประกันสังคมของบราซิลอนุญาตให้ผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรสมัครเข้าร่วมได้ ส่วนประชากรนอกระบบ จะเป็นการเน้นอุดหนุนครัวเรือนยากจน เช่น ประกันให้บุตรหลานได้เรียนหนังสือโดยเชื่อว่าการศึกษาจะนำพาชีวิตออกจากความยากจน หรือเงินบำนาญผู้สูงอายุยากจน

ผศ.ดร.ธร กล่าวสรุปข้อค้นพบของทั้ง 5 ประเทศ ว่า การใช้ระบบสวัสดิการแบบอังกฤษทำให้ปัญหาความเหลื่อมล้ำมากกว่าอีกหลายประเทศในยุโรป เพราะการมุ่งเน้นกลุ่มคนยากจนทำให้แรงสนับสนุนจากคนอื่นๆ ในสังคมต่อการสร้างระบบสวัสดิการที่ดีมีน้อย สวัสดิการที่ดีจึงมีแต่ถูกตัดทอนลง ตรงข้ามกับสวีแดนอย่างสิ้นเชิง การมีสวัสดิการหมายถึงการขยายฐานแรงงาน และการมีสวัสดิการที่ดีประชาชนจึงเต็มใจจ่ายภาษีทำให้รัฐเก็บภาษีได้มาก สวีเดน จึงเป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำต่ำ

ส่วนเยอรมนีกับญี่ปุ่น มีระบบสวัสดิการที่เน้นความมั่นคงในการทำงาน และทั้ง 2 ประเทศก็มีความเหลื่อมล้ำในระดับใกล้เคียงกัน คือมากกว่าสวีเดนแต่ยังน้อยกว่าอังกฤษ ซึ่งระบบสวัสดิการที่ใช้ก็ไม่ได้มีบทบาทมากนักในการช่วยลดความเหลื่อมล้ำ สุดท้ายคือบราซิล ประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำสูง และพยายามแก้ปัญหาด้วยนโยบายมุ่งเน้นไปที่กลุ่มคนยากจน โดยเฉพาะการเพิ่มทุนมนุษย์ (เช่น การศึกษา)ณ ปัจจุบันก็ยังไม่เห็นผล

ปิดท้ายที่ประเทศไทย สิ่งที่ควรทำ 1.สร้างความชัดเจน เช่น จะใช้ระบบไหน? เสรีนิยมแบบอังกฤษ หรือเสมอภาคแบบสวีเดน ฯลฯ ซึ่งจะนำไปสู่วิธีการต่างๆ เช่น บทบาทส่วนกลาง-ท้องถิ่น ช่วยแค่ขั้นต่ำ-ช่วยเป็นมาตรฐาน 2.หาแรงสนับสนุนจากคนหลายกลุ่ม เพื่อไม่ให้สวัสดิการถูกตัดทอน และ 3.อุดช่องว่าง เช่น สวัสดิการผู้สูงอายุไม่เพียงพอ ส่งเสริมการอุดหนุนครอบครัวและเด็กเล็ก โดยเฉพาะสวัสดิการเด็กมีผลต่อการสร้างความเสมอภาค แก้ไขระบบประกันสังคมให้ครอบคลุมแรงงานนอกระบบ และปัญหาบริการกระจัดกระจาย

รวมถึงความเหลื่อมล้ำเชิงคุณภาพ!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, รายงานพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ‘อากาศสะอาด’ สิทธิในคุณภาพชีวิต #SootinClaimon.Com

Posted on July 24, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/589918

สกู๊ปแนวหน้า : ‘อากาศสะอาด’  สิทธิในคุณภาพชีวิต

สกู๊ปแนวหน้า : ‘อากาศสะอาด’ สิทธิในคุณภาพชีวิต

วันเสาร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 02.00 น.

“ขาดอาหารอาจอยู่ได้หลายวัน ขาดน้ำอาจอยู่ได้เป็นวันแต่ขาดอากาศอาจตายได้ไม่กี่นาที” คำกล่าวที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของ “อากาศ” ในฐานะปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิตซึ่งมาก่อนปัจจัย 4 เสียด้วยซ้ำไป“อากาศจึงเกี่ยวพันกับสิทธิในการมีชีวิต” ทำให้มีความพยายามเรียกร้อง “อากาศสะอาด” ถึงขั้นต้องมีกฎหมายเป็นการเฉพาะ เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหามลพิษทางอากาศ เช่น “PM2.5” ฝุ่นขนาดเล็ก 2.5 ไมครอน ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม

เมื่อเร็วๆ นี้ มีเวทีเสวนาทางวิชาการออนไลน์ ในหัวข้อ “PM2.5 กับร่างกฎหมายอากาศสะอาดในบริบทของประเทศไทย” มีวิทยากรหลายท่านร่วมให้มุมมอง อาทิ ผศ.ดร.กฤษฎากร ว่องวุฒิกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(นิด้า) กล่าวว่า กรณีฝุ่น PM2.5 ต้องแยกปัญหาเป็นหลายระยะ เช่น 1.ก่อนเกิดปัญหา กฎหมายต้องเข้ามามีบทบาทในการป้องกันไม่ให้เกิดฝุ่น 2.ระหว่างเกิดปัญหาเป็นช่วงเวลาที่ป้องกันไม่ได้ จะมีมาตรการแก้ปัญหาอย่างไร และ 3.หลังเกิดปัญหา ภาครัฐควรจะเยียวยาอย่างไรเมื่อเกิดความเสียหายขึ้น

“เรื่องของการเยียวยานั้น ผู้ที่อาศัยแถวบริเวณโรงงานที่เกิดเหตุ สามารถฟ้องร้องทางแพ่งกับเจ้าของโรงงานได้ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าภาครัฐในฐานะที่กำกับดูแลถ้าสามารถพิสูจน์ได้ว่าภาครัฐประมาทในการบริหารจัดการ จะเป็นอีกช่องทางที่ประชาชนอาจจะฟ้องภาครัฐได้เนื่องจากภาครัฐมีหน้าที่รักษาชีวิต ความปลอดภัย และทรัพย์สินของประชาชน

แต่มีความยุ่งยากในการพิสูจน์ว่าได้รับความเสียหายจากการปล่อยฝุ่น PM2.5 อย่างไร เนื่องจากประชาชนไม่ได้มีความรู้ในการพิสูจน์ นอกจากนี้ผลกระทบต่อสุขภาพอาจจะไม่ได้เกิดขึ้นเร็วๆ นี้ แต่อาจจะเกิดขึ้นภายหลัง 10 ปี จึงทำให้เป็นความยุ่งยากในการพิสูจน์ความเสียหายที่เกิดขึ้น แต่ยังมีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่พูดถึงผลกระทบจาก PM2.5 ที่สามารถใช้ปกป้องสิทธิ์และฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายได้” ผศ.ดร.กฤษฎากร กล่าว

เรื่องล่าในระดับพื้นที่ “ภาคเหนือ” ซึ่งเผชิญปัญหาฝุ่น PM2.5 มานาน วิทยา ครองทรัพย์ ผู้ประสานงานสภาลมหายใจภาคเหนือ ตั้งข้อสังเกตและข้อเสนอแนะ 1.รัฐไม่จริงจังกับดัชนีการชี้วัดคุณภาพอากาศ เพราะเครื่องวัดอากาศของภาคเหนือมีเพียงไม่กี่จังหวัดเท่านั้น 2.ความล้มเหลวในการจัดการไฟในเขตป่าซึ่งอยู่ในพื้นที่ของกรมป่าไม้และกรมอุทยานฯ เมื่อป่าอุทยานเกิดไฟไหม้
จะแก้ไขปัญหาอย่างไร

3.การบริหารจัดการพื้นที่เกษตร ยังไม่มีเป้าหมายสู่ความยั่งยืน 4.การกระจายอำนาจร่วมจัดการไฟให้กับชุมชนและท้องถิ่น ซึ่งปัจจุบันยังไม่ครบถ้วนในการถ่ายโอนอำนาจ 5.เร่งรัดนวัตกรรมและเทคโนโลยี มาประยุกต์ใช้ในทุกจังหวัดอย่างเท่าเทียม 6.เร่งกระบวนการแก้ไขปัญหาฝุ่นควันข้ามแดนเชิงรุก 7.ส่งเสริมสิทธิทางกฎหมายสิ่งแวดล้อม ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนและชุมชน และ 8.สุขภาพของประชาชนต้องมาก่อน เนื่องจากที่ผ่านมาไม่มีมาตรการในการปกป้องประชาชนอย่างแท้จริง

ขณะที่ บัณรส บัวคลี่ สมาชิกสภาลมหายใจเชียงใหม่ เทียบเหตุโรงงานสารเคมีระเบิดที่ย่านกิ่งแก้ว จ.สมุทรปราการ กับฝุ่น PM2.5 ว่า กฎหมายที่น่าสับสนของไทยก่อให้เกิดความวุ่นวาย ซึ่งทำให้การจัดการปัญหามีความยากขึ้น เนื่องจากมีหลายกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายผังเมือง พ.ร.บ. สาธารณสุข พ.ร.บ.อุบัติภัย พ.ร.บ.โรงงาน และ พ.ร.บ.วัตถุอันตราย เป็นต้น จึงทำให้รัฐกับรัฐมีปัญหากันเอง ซึ่งไม่ได้นึกถึงสิทธิของประชาชนที่ได้รับอากาศสะอาดเป็นอันดับแรก

“ที่กิ่งแก้วมีการร้องเรียนเรื่องปัญหากลิ่นเหม็นมา 2 ปี แต่ไม่คืบหน้า เนื่องจากหน่วยงานที่เข้าไปจัดการนั้นเอื้อต่อโรงงาน ซึ่งเป็นเรื่องเดียวกับฝุ่นละออง PM2.5 เพราะว่ามลพิษฝุ่นควันไฟในไทยต้นตอของปัญหาเกิดขึ้นจากการเกษตร โดยเฉพาะไร่อ้อย ซึ่งจะมีแต่ละหน่วยงานเป็นเจ้าภาพดูแล แต่ไปส่งเสริมให้เผาพืชเกษตร จึงทำให้ปัญหาควันไฟในพื้นที่ภาคเหนือเกิดขึ้นทุกปี” บัณรส ระบุ

บัณรส ยังกล่าวอีกว่า สำหรับภาคเหนือ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นระบบนิเวศป่า ซึ่งสัดส่วนป่าในพื้นที่ภาคเหนือ ร้อยละ 65 ของประเทศ ซึ่งพื้นที่แม่ฮ่องสอนมีพื้นที่มากถึง ร้อยละ 84 แต่มีประชากรถึง ร้อยละ 86 ที่อาศัยอยู่ในป่า ซึ่งจังหวัดเชียงใหม่มีพื้นที่ป่า ร้อยละ 79รวมทั้งจังหวัดลำปางและจังหวัดตาก แต่ก็มีสถิติการเกิดไฟสูงเช่นเดียวกัน สำหรับการจัดการไฟในป่าก็พบว่าอยู่ในเขตป่าสงวน ป่าอนุรักษ์ด้วย

แม้หลายฝ่ายโดยเฉพาะภาควิชาการมาช่วยกันกระตุ้นแต่ยังไม่กระเทือนถึงรัฐบาลที่จะใส่ใจแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง จึงจำเป็นต้องให้สิทธิอากาศสะอาดเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งอยู่ในกฎหมายใดก็ได้และหน่วยงานที่แก้ไขปัญหาต้องมีความชัดเจน นอกจากนี้จำเป็นต้องใช้กฎหมายในการจัดการปัญหา แต่ปัญหาคือพื้นที่ต่างจังหวัดถูกดึงอำนาจให้อยู่ที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งไม่สามารถใช้กฎหมายได้อย่างท่วงที

ด้าน ศ.ดร.ศิวัช พงษ์เพียจันทร์ โฆษกศูนย์แก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ กล่าวว่า จากเหตุไหม้โรงงานย่านกิ่งแก้ว สื่อและนักวิชาการมักจะมุ่งเน้นเรื่องสารเคมีที่เป็นสารตั้งต้นที่ออกมาจาก
โรงงาน แต่ความเป็นจริงนอกจากสารเคมีที่กล่าวไปข้างต้นแล้ว ยังมีสารเคมีที่ใช้ในการผลิตเม็ดพลาสติกและโฟมอีกด้วยซึ่งจากการระเบิดทำให้มี “ปฏิกิริยาทุติยภูมิ” หรือมีสารพิษตัวใหม่เกิดขึ้นจากการทำปฏิกิริยาด้วย เช่น สาร PAH และสารจำพวกโลหะหนัก ได้แก่ สารหนู สารปรอท เป็นต้น

“ความซับซ้อนที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่ทางภาครัฐมีการออกประกาศให้มีการอพยพ แต่ไม่ทราบว่าจะกลับพื้นที่ได้เมื่อไร สิ่งแรกที่จะทำให้รู้ได้ คือ สารพิษที่ไม่ได้มีเพียงสารไม่กี่อย่างที่ออกมา แต่มีสารพิษอีกหลายอย่างที่ยังตกค้างอีกเท่าไรในสิ่งแวดล้อม โดยไม่ได้มีแต่ชั้นบรรยากาศอย่างเดียว ซึ่งทางกรมมลพิษได้เก็บตัวอย่างน้ำ เพื่อดูการปนเปื้อนของสารพิษในสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างไร แต่เนื่องจากมลพิษมีจำนวนเยอะมาก และหลายตัวมีผลกระทบต่อสุขภาพ ปัญหาคือไม่ได้มีเกณฑ์ในการควบคุม

จึงเรียกร้องให้มีค่ามาตรฐานในการควบคุมสารก่อมะเร็งในชั้นบรรยากาศ เมื่อไม่มีค่ามาตรฐานจึงทำให้ไม่มีข้อมูลเพื่อนำมาใช้ในการที่ตัดสินใจในการประกาศให้ประชาชนกลับสู่พื้นที่ รวมไปถึงงบประมาณสิ่งแวดล้อมถูกตัด จึงทำให้ขาดการบำรุงรักษาเครื่องมือที่ใช้ในการตรวจวัดสารพิษ สิ่งที่จำเป็นคือภาคเอกชนต้องได้รับเงินสนับสนุนจากภาครัฐ และให้ภาคประชาชนอย่าง อบต. และ อบจ. จัดตั้งคณะกรรมการ เพื่อเข้าไปดูแลและตรวจสอบโรงงานไม่ให้เกิดเหตุอีก” ศ.ดร.ศิวัช กล่าว

มุมมองจากภาคการเมือง ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล เล่าว่า เคยร่วมผลักดันร่างกฎหมายอากาศสะอาด แต่ถูกตีตกไป ซึ่งกฎหมายฉบับนี้จะบังคับให้ผู้ที่ปล่อยแหล่งกำเนิดฝุ่น ไม่ว่าจะเป็นโรงงานอุตสาหกรรม โรงงานขยะ และโรงไฟฟ้าต่างๆ ต้องมีการรายงานสารมลพิษที่มีอยู่ รวมไปถึงการปลดปล่อยสารมลพิษว่ามีปริมาณเท่าไร ซึ่งจะต้องเป็นสารมลพิษที่กรมควบคุมมลพิษเป็นผู้กำหนดขึ้นมา และเป็นผู้ประมวลข้อมูลต่างๆ เพื่อกำหนดปริมาณสารมลพิษที่จะปลดปล่อยออกสู่อากาศ

จากนั้นกรมควบคุมมลพิษจะมีหน้าที่รายงานในส่วนของข้อมูลต่างๆ ให้กับประชาชนเข้ามาตรวจสอบได้จะรู้ถึงความเสี่ยงที่จะต้องเจอกับสารพิษอะไรในแต่ละวัน ส่วนภาครัฐก็สามารถตรวจสอบได้ง่ายขึ้น ในกรณีที่มีการรั่วไหลของสารต่างๆที่จะเข้าไปเจือปนในสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะทำให้การเตรียมความพร้อมต่างๆ ในการรับมือกับภัยพิบัติทำได้ตรงจุดมากขึ้น นอกจากนี้จะต้องผลักดันให้แหล่งกำเนิดมลพิษต่างๆ ทำประกันภัย เพราะหลายครั้งที่เกิดเหตุขึ้นแล้วทำให้โรงงานต้องปิดตัวลง ประชาชนก็ไม่สามารถไปเรียกร้องอะไรได้

ด้าน เถลิงศักดิ์ เพ็ชรสุวรรณ รองอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กล่าวว่า กรมควบคุมมลพิษมีการพูดถึงกฎหมาย PRTR และกฎหมายอากาศสะอาด ซึ่งทุกคนมีสิทธิ์อย่างเต็มที่ในการที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี เพราะฉะนั้นถ้าแก้ไขปัญหาได้จะมีผลประโยชน์ต่อทุกคนในไทย โดยมีการศึกษาร่วมกับต่างประเทศ ซึ่งในต่างประเทศนั้น เรื่องของสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตต้องมาก่อน จึงจำเป็นต้องผลักดันกฎหมายตัวนี้ให้หน่วยงานอื่นเห็นคล้อยตามด้วย

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : แรงงานนอกระบบยุคโควิด (4) ‘นวด-ร้านอาหาร’ เจ็บซึมยาว #SootinClaimon.Com

Posted on July 22, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/589422

สกู๊ปแนวหน้า : แรงงานนอกระบบยุคโควิด(4)  ‘นวด-ร้านอาหาร’เจ็บซึมยาว

สกู๊ปแนวหน้า : แรงงานนอกระบบยุคโควิด(4) ‘นวด-ร้านอาหาร’เจ็บซึมยาว

วันพฤหัสบดี ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

มาถึงตอนที่ 4 แล้วกับชุดงานเสวนา (ออนไลน์) หัวข้อ “ผลกระทบ การรับมือ และการฟื้นฟูชีวิตความเป็นอยู่และงานของแรงงานนอกระบบ” จัดโดยสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ครั้งนี้เป็นกลุ่ม “ร้านนวด-ร้านอาหาร” ซึ่งเป็นกิจการสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยว แต่เมื่อเกิดสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 กิจการเหล่านี้คือกลุ่มแรกๆ ที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการสั่งปิดเพื่อควบคุมโรค

นิรามัย บุญเลิศ พนักงานบาร์แอนด์เรสเตอรองค์ หรือร้านอาหารที่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สำหรับดื่มในร้านได้ เล่าว่า การถูกปิดกิจการในช่วงล็อกดาวน์รอบแรกในปี 2563 นั้นเป็นสิ่งที่ไม่คาดคิดมาก่อน พนักงานหลายรายเป็นคนต่างจังหวัดมาทำงานในกรุงเทพฯ ในช่วงแรกๆ หลายคนตัดสินใจพักในห้องเช่าที่อยู่มาก่อนสถานการณ์โรคระบาด แต่เมื่อผ่านไปประมาณ 1 เดือนแล้วไม่มีความชัดเจน ประกอบกับมาตรการเยียวยาที่ล่าช้าเนื่องจากเป็นเรื่องใหม่ แม้แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ยังไม่มีระเบียบ ทำให้มีผู้แบกรับค่าเช่าที่พักไม่ไหวและตัดสินใจกลับภูมิลำเนา

จากนั้นในการระบาดระลอก 2 ที่มีการล็อกดาวน์ในเดือน ม.ค. 2564 ครั้งนี้หน่วยงานประกันสังคมมีแพลตฟอร์มรองรับไว้แล้ว ให้นายจ้างนำรายชื่อลูกจ้างยื่นได้เลย แต่ก็ยังมีข้อจำกัดที่พนักงานต้องส่งเงินสมทบติดต่อกันมาไม่น้อยกว่า 6 เดือน ซึ่งมีบางคนเพิ่งเข้ามาทำงาน กระทั่งการระบาดระลอก 3ร้านถูกปิดตั้งแต่เดือน เม.ย. 2564 ทั้งนี้ “การให้เงินเยียวยาเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอให้ดำรงชีวิตอยู่ได้ เพราะการปิดกิจการทำให้ขาดรายได้แต่หนี้สินยังเดินต่อ” สิ่งแรกที่รัฐควรทำคือ “หยุดหนี้ทุกอย่างไว้ชั่วคราว” และต้องหยุดทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย

“มาตรการพักหนี้ที่ออกมาล่าสุดที่บอกว่าให้ธนาคารช่วยเหลือ ก็คงต้องไปลองดูก่อนว่าธนาคารเขาจะทำอย่างไร แต่ว่าสำหรับบางคนคือมันโดนยึดไปแล้ว รถโดนยึดไปแล้วทั้งที่เขาก็พยายามเต็มที่แล้ว เราก็ไม่รู้อย่างไร อยากให้ทุกๆ ครั้งที่รัฐบาลสั่งปิด ควรจะมีกรอบกำหนดเวลาที่แน่ชัดด้วย เพื่อที่จะให้คนวางแผนชีวิตได้ว่าเขาจะต้องทำอย่างไร” นิรามัย กล่าว

จากร้านอาหารสู่ร้านนวด อีกหนึ่งธุรกิจภาคบริการที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง พิทักษ์ โยธา นายกสมาคมจารวีเพื่ออนุรักษ์แพทย์แผนไทย เปิดเผยว่า ณ เดือน มิ.ย. 2564 จำนวนพนักงานนวดที่ขึ้นทะเบียนไว้ทั่วประเทศมีอยู่ 234,440 คนและมีอีกกว่า 1 แสนคนที่ยังไม่ขึ้นทะเบียน ส่วนจำนวนร้านนวดที่ขึ้นทะเบียนนั้นอยู่ที่ 18,000 ร้าน ร้านสปาอีก 8,000 ร้าน ซึ่งนับตั้งแต่การระบาดระลอกแรก มาตรการช่วยเหลือของภาครัฐยังไม่ชัดเจนเท่าไรกับอาชีพกลุ่มนี้ ทั้งที่เป็นกิจการแรกๆ ที่ถูกปิด ผู้ประกอบการต้องแบกรับภาระมาตลอด

ทั้งนี้ แม้ทางกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ จะเสนอให้ลดค่าต่อทะเบียนร้านนวด แต่ก็ยังไม่ตอบโจทย์สำหรับร้านนวดขนาดเล็ก ส่วนพนักงานนั้นมีเพียง 28,000 คนที่อยู่ในระบบประกันสังคม ที่เหลือเป็นแรงงานนอกระบบทั้งสิ้น ส่วนระลอกล่าสุดที่มีการสั่งล็อกดาวน์ 10 จังหวัด แล้วรัฐบาลให้แรงงานนอกระบบไปขึ้นทะเบียนประกันสังคมมาตรา 40 ก็ไม่รู้ว่าจะเยียวยาได้ทั่วถึงหรือไม่

“ที่ผ่านมาระลอก 1 ระลอก 2 ระลอก 3 เราต้องไปกระทุ้งมาตลอดว่าสั่งปิดแต่ไม่เคยช่วยเหลือเยียวยาเลย ไม่ว่าจะเป็นเราชนะ คนละครึ่ง ซึ่งแอปพลิเคชั่นต่างๆ พนักงานนวด
เหล่านี้จะเป็นผู้สูงอายุเป็นส่วนใหญ่ หมอนวดร้อยละ 90 คือคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว ไม่มีสมาร์ทโฟนที่จะเข้าถึงที่จะลงทะเบียนรับการเยียวยาเราชนะหรือว่าคนละครึ่งส่วนนี้ ได้แค่ร้อยละ 60 เท่านั้นที่ให้ญาติหรือตัวเองมีสมาร์ทโฟนที่สามารถเล่นได้” พิทักษ์ กล่าว

พิทักษ์ กล่าวต่อไปว่า ส่วนการขึ้นทะเบียนของแรงงานนอกระบบ เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 40 เพื่อขอรับการเยียวยานั้น เรื่องนี้กังวลว่าผู้ที่ไปลงทะเบียนตามร้านสะดวกซื้อหรือตามประกันสังคมต่างๆ จะได้รับการเยียวยาหรือไม่ เนื่องจากพบว่าครั้งล่าสุด อาชีพพนักงานนวดไม่ถูกระบุชัดในระบบฐานข้อมูล แต่เอาไปรวมกับอาชีพอิสระหรืออาชีพอื่นๆ ซึ่งเหมือนกับเมื่อการระบาดระลอกแรกแล้วรัฐบาลมีโครงการเยียวยาเราไม่ทิ้งกัน ในครั้งนั้นมีพนักงานนวดเพียงร้อยละ 50 จากทั้งหมดได้รับการเยียวยา ถือว่าไม่ทั่วถึง

เช่นเดียวกับ แววดาว ศรีหาตา ผู้ประกอบการร้านนวด ใกล้กับมหาวิทยาลัยขอนแก่น จ.ขอนแก่น เปิดเผยว่า แม้จะเป็นร้านเล็กๆ มีเพียง 3 เตียง พนักงานมีทั้งที่เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวและคนที่ไม่มีครอบครัว แต่ก่อนเกิดสถานการณ์โควิด-19 ก็มีลูกค้าทั้งขาประจำและขาจรจำนวนมาก เมื่อเกิดวิกฤติไวรัสโควิด-19 ลูกค้าลดลงแต่ค่าเช่าร้านไม่ได้ลดลงด้วย แต่ด้วยความที่ค่าเช่าไม่สูงก็ยังพออยู่ได้ ส่วนการปรับตัว พบว่าพนักงานบางส่วนกลับไปอยู่บ้าน และอีกส่วนก็ไปทำงานอย่างอื่น เช่น ขี่มอเตอร์ไซค์รับ-ส่งอาหาร

รวมถึง ปาณิสรา อดิเรกลาภนุกูล ผู้ประกอบการร้านนวดในกรุงเทพฯ เล่าว่า เคยเป็นลูกจ้างในโรงพยาบาลก่อนจะมาเป็นพนักงานนวด กระทั่งเกษียณในปี 2555 ระยะแรกๆ อาศัยหมุนเวียนไปนวดตามร้านของญาติที่รู้จักกัน หรือไปเป็นวิทยากรทั้งในต่างจังหวัดและต่างประเทศ กระทั่งเริ่มเปิดร้านของตนเองในย่านประตูน้ำ กรุงเทพฯ ซึ่งนับตั้งแต่ต้นปี 2563 เริ่มปรากฏเค้าลางความซบเซา เมื่อไม่มีลูกค้าชาวจีนเข้าร้าน

และในการสั่งปิดตามมาตรการล็อกดาวน์ พบว่าสถานการณ์รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เพราะผลกระทบนั้นทบเพิ่มเป็นทวีคูณ จากร้านที่อยู่กันแบบพี่น้อง มีการดึงคนในชุมชนที่มีฝีมือในการนวด เช่น ผู้เกษียณอายุหรือว่างงาน เข้ามาทำงานในร้านเพื่อให้มีรายได้ ต่อมาพบว่าลูกค้าที่ปกติต้องจองคิวล่วงหน้าก็ค่อยๆ หายไป ซึ่งก็เข้าใจได้เพราะอาชีพอื่นๆ ก็ถูกลดรายได้เช่นกัน และพนักงานนวดก็ได้รับผลกระทบต่อมา อย่างไรก็ตาม การที่พนักงานนวดมักอยู่แบบปัจเจก ไม่ค่อยรวมกลุ่มกันอย่างเข้มแข็ง จึงทำให้ขาดอำนาจต่อรองเพื่อเรียกร้องขอความช่วยเหลือ

มุมมองจากนักวิชาการ รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี อาจารย์วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยนั้นในภาคเกษตรที่มีคนอยู่จำนวนมากถึงเกือบ 10 ล้านคน ในความเป็นจริงไม่สามารถอยู่ได้ด้วยตนเอง ต้องพึ่งพารายได้จากภาคบริการ เช่น ร้านอาหาร ร้านนวด แต่ประเทศไทยนั้นมีปัญหาเรื่องการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างมากทั้งที่ไม่ใช่เรื่องใหม่ สถานการณ์โควิด-19 ดำเนินมาแล้วถึง 18 เดือน อยู่แบบปิดๆ เปิดๆ โดยที่การเยียวยาไม่ตรงจุด ในขณะที่บางประเทศ เช่น เยอรมนี รัฐบาลใช้งบประมาณอุดหนุนเพื่อรักษาการจ้างงาน

“เมื่อไม่สามารถรักษางานเอาไว้ได้ พอคนคนหนึ่งต้องเปลี่ยนงาน เปลี่ยนสายงาน หรือต้องไปทำงานที่รายได้น้อยลง
ต่อให้เศรษฐกิจมันกลับมาดีในอีก 1 หรือ 2 ปีข้างหน้า ก็ไม่สามารถจะกลับมาด้วย Skill (ทักษะ) หรือ Mentality (วิธีการคิด) แบบเดิม หรือที่ TDRI (สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย) เรียกว่ามันเป็นแผลเป็นที่อยู่กับคนยาวนานมากกว่าวิกฤติ” รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ กล่าว

สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : แรงงานนอกระบบยุคโควิด(3) ‘ขนส่ง’ วิกฤติและจุดเปลี่ยน #SootinClaimon.Com

Posted on July 18, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/588395

สกู๊ปแนวหน้า : แรงงานนอกระบบยุคโควิด(3) ‘ขนส่ง’วิกฤติและจุดเปลี่ยน

วันอาทิตย์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.45 น.

ยังคงอยู่กับชุดงานเสวนา (ออนไลน์) หัวข้อ “ผลกระทบ การรับมือ และการฟื้นฟูชีวิตความเป็นอยู่และงานของแรงงานนอกระบบ” จัดโดยสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยฉบับวันนี้จะเป็นกลุ่ม “ผู้ให้บริการขนส่งสาธารณะ” โดยมีตัวแทนหลายกลุ่มร่วมให้ความเห็น อาทิ สันติ ปฏิภาณรัตน์ เลขาธิการสมาคมผู้ขับขี่จักรยานยนต์รับจ้างแห่งประเทศไทย เล่าว่า การจัดระเบียบสังคมสมัยรัฐบาลทหารโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)ในปี 2557 ทำให้กลุ่มผู้มีอิทธิพลหายไป รวมถึงทำให้ผู้ขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างที่อยู่นอกระบบหายไปด้วย

ส่งผลจากเดิมที่เคยมีมอเตอร์ไซค์รับจ้างประมาณ2 แสนคัน หลังการจัดระเบียบแล้วเหลือเพียง 9 หมื่นคัน และคนที่อยู่ในระบบนั้นสามารถทำรายได้เพิ่มขึ้นอย่างเป็นกอบเป็นกำ แต่แล้วในปี 2558 ที่มีโครงการรถไฟฟ้าก่อสร้างหลายสาย รวมถึงโครงการคอนโดมิเนียมอีกจำนวนมาก ทำให้มีความต้องการใช้มอเตอร์ไซค์รับจ้างเพิ่มขึ้น แต่การจะเข้าสู่ระบบอย่างถูกกฎหมายก็ทำได้ยากเนื่องจากมีประกาศให้ยื่นขอขึ้นทะเบียนได้ทุกๆ 2 ปี และการก่อตั้งวินขึ้นใหม่ต้องมีสัญญาเช่าหรือใบอนุญาตจากเจ้าของพื้นที่ด้วย ทำให้มอเตอร์ไซค์รับจ้างที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนกลับมาอีกครั้ง

“การเข้าระบบมันยาก ไหนจะต้องมีรถเป็นของตัวเอง ไหนจะต้องไปสอบใบขับขี่สาธารณะ วันนี้เราเห็นว่าอยู่ในระบบมันยากเห็นแสนเข็ญ ทำไมเราต้องเข้าระบบในเมื่อมีรถเถื่อนเยอะแยะ ผ่านแอปพลิเคชั่นเราก็ไปวิ่งได้แล้วไม่ต้องลงทุนอะไรมาก รถยืมของใครมาก็ได้ ใบขับขี่ไม่ต้องมีก็ได้” เลขาธิการสมาคมผู้ขับขี่จักรยานยนต์รับจ้างแห่งประเทศไทย กล่าว

สันติ เล่าต่อไปว่า ในสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 พบว่าลูกค้าหายไปเป็นจำนวนมาก ในระลอกแรกที่มีการล็อกดาวน์ 3 เดือน แม้รัฐบาลจะจ่ายเงินเยียวยา 5,000 บาทต่อเดือนเป็นเวลา 3 เดือนในโครงการเราไม่ทิ้งกัน แต่สำหรับผู้ประกอบอาชีพในเมืองถือว่าไม่พอกับค่าใช้จ่ายที่มีสารพัดตั้งแต่ค่าเช่าที่พัก ค่าผ่อนรถ ค่าโทรศัพท์น้ำประปา-ไฟฟ้า ฯลฯ และเมื่อเลิกล็อกดาวน์ในครั้งนั้น การจะเข้าถึงแหล่งทุนในระบบเพื่อกู้เงินมาฟื้นฟูอาชีพก็เป็นไปได้ยาก สุดท้ายก็ต้องไปกู้เงินนอกระบบที่ดอกเบี้ยแพง

จนมาเจอการระบาดระลอก 2 เป็นต้นมา ที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้นจำนวนมากเมื่อเทียบกับระลอกแรก ส่งผลให้สถานศึกษาปิดทำการ และหลายบริษัทก็หันไปให้พนักงานทำงานอยู่บ้าน (Work from Home) ซึ่งทั้งนักเรียน-นักศึกษา และพนักงานบริษัท คือลูกค้ากลุ่มหลักของมอเตอร์ไซค์รับจ้าง เมื่อคนกลุ่มนี้หายไปรายได้ของมอเตอร์ไซค์รับจ้างก็ลดลงด้วย

ขณะที่ อนุวัตร ยาวุฒิ ผู้แทนเครือข่ายกลุ่มคนขับรถแท็กซี่ กล่าวว่า ในสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ตั้งแต่รอบแรก รูปแบบการเช่ารถแท็กซี่เปลี่ยนไป จากที่รถ 1 คันมักเช่ากัน 2 คน สลับกันขับกลางวันกับกลางคืนกลายเป็นเช่าขับคนเดียวตลอดทั้งวัน และเมื่อร้านอาหารรวมถึงสถานบันเทิงซึ่งจำนวนมากให้บริการยามค่ำคืนถูกปิดก็ทำให้จำนวนรถแท็กซี่เพิ่มขึ้นในตอนกลางวันในขณะที่ลูกค้ามีเท่าเดิม ทำให้รายได้ของคนขับแท็กซี่ลดลง ประกอบกับมีการนำรถยนต์ทั่วไปที่ไม่ได้จดทะเบียนเป็นรถแท็กซี่ มาวิ่งรับ-ส่งผู้โดยสารผ่านแอปพลิเคชั่น

ส่วนมาตรการเยียวยานั้นก็พบปัญหา เช่น การพักชำระหนี้ 3-6 เดือน ที่แต่ละธนาคารปฏิบัติแตกต่างกันบางแห่งพักหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย แต่บางแห่งพักเฉพาะเงินต้นไม่พักดอกเบี้ย อีกทั้งมีกรณีธนาคารบางแห่งคิดดอกเบี้ยกรณีสินเชื่อเช่าซื้อผิดหลักจนมีผู้ไปร้องเรียนกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แต่กลับเป็นหน้าที่ของประชาชนที่ต้องไปแจ้งให้ธนาคารปรับเปลี่ยนเอง แทนที่ ธปท. ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลจะดำเนินการให้

อนึ่ง การล็อกดาวน์รอบล่าสุดที่มีประกาศห้ามออกนอกเคหสถาน หรือเคอร์ฟิวในเวลา 21.00-04.00 น.ซึ่งรวมถึงผู้ให้บริการขนส่งสาธารณะด้วย ส่งผลให้คนขับแท็กซี่ต้องจำใจปฏิเสธผู้โดยสาร ในกรณีที่พบผู้เรียกแท็กซี่ในวลาหลัง 20.00 น. แล้วคนขับไม่มั่นใจว่าเมื่อไปส่งแล้วจะกลับบ้านทันเวลา 21.00 น. หรือไม่ เพราะหากกลับไม่ทันก็จะต้องจอดนอนพักริมทางหรือไม่ก็ในสถานีบริการน้ำมัน

“ขนส่งมีข้อหนึ่งว่าไม่ให้ปฏิเสธผู้โดยสาร แต่เวลานั้นผมกำลังจะกลับเข้าบ้าน หาลูกค้ากลับเข้าบ้านประมาณสักสองทุ่มกว่า ลูกค้าโบกเสร็จแล้วไปทางอื่น ไปทางหลังเราไม่ได้ไปทางบ้านเรา แล้วเราดูแล้วถ้าเกิดเราไปกลับมาบ้านไม่ทัน ทำให้เราต้องปฏิเสธ พอเราปฏิเสธเกิดอะไรขึ้น ลูกค้าขึ้นไม่ได้ด่าแท็กซี่ทำไมไม่รับทำไมปฏิเสธ เขาก็เดือดร้อน เขาก็อยากกลับบ้านเร็ว ทำไมออกกฎหมายแบบนี้ ช่วงเวลา 3-4 ทุ่มสำหรับขนส่งสาธารณะอย่างแท็กซี่ ให้เวลาเขาตรงนี้ไม่ได้หรือ” อนุวัตร กล่าว

ด้าน ฉัตรไชย ภู่อารีย์ นักวิชาการอิสระด้านการขนส่งด้วยรถโดยสารประจำทาง ซึ่งยังเคยมีอีกบทบาทหนึ่งเป็นประธานชมรมผู้ประกอบการรถโดยสาร หมวด 4 เอกชน กรุงเทพฯ (รถสองแถว) กล่าวว่า อาชีพขับรถโดยสารสาธารณะทั้งแท็กซี่ มอเตอร์ไซค์รับจ้างและอื่นๆ สามารถเริ่มประกอบอาชีพได้ง่าย จึงเป็นที่นิยมของคนที่ว่างงานแล้วต้องการหารายได้ระหว่างรอหางานใหม่ และหลังจากนั้นหลายคนก็ประกอบอาชีพนี้ต่อไปเรื่อยๆ มีส่วนน้อยที่เข้ามาเพื่อต้องการสร้างการบริการจริงๆ

ในทางตรงข้าม ภาครัฐของไทยแม้จะมีการจัดระเบียบขนส่งสาธารณะผ่านประเภทต่างๆ มาตามลำดับของยุคสมัย แต่กลไกที่ดำเนินการนั้นเป็นไปเพียงเพื่อให้ถูกต้องตามกฎหมายไม่ได้เป็นไปเพื่อสนองความต้องการของผู้ใช้บริการ ที่สำคัญคือ “ประเทศไทยมีกฎหมายรถยนต์และกฎหมายการขนส่งซึ่งรวมบริการขนส่งสาธารณะเข้าไปด้วย แต่ไม่มีกฎหมายว่าด้วยขนส่งสาธารณะโดยตรง” จึงเป็นข้อจำกัดในการคุ้มครองผู้ประกอบอาชีพกลุ่มนี้ เพราะคนทำงานขนส่งสาธารณะเองก็ไม่ใช่แรงงานในนิยามของกฎหมายแรงงาน เนื่องจากทำงานให้ระบบขนส่งของรัฐ

ยังมีอีกประเด็นที่ตั้งข้อสังเกตคือ ที่ประเทศเวียดนาม การซื้อรถแบบเงินผ่อนเพื่อมาให้บริการขนส่งสาธารณะ ราคารถและดอกเบี้ยจะถูกกว่ารถส่วนบุคคล ในขณะที่ไทยกลับแพงกว่ารถส่วนบุคคล ส่วนสถานการณ์โควิด-19 ที่ปัจจุบันมาถึงระลอก 3 แล้ว มาตรการช่วยเหลือที่รัฐบาลควรทำ คือให้สถาบันการเงินของรัฐปล่อยเงินกู้กับกลุ่มอาชีพขนส่งสาธารณะด้วยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ใช้ทะเบียนรถค้ำประกันโดยไม่ต้องมีบุคคลอื่นมาเป็นผู้ค้ำ

อีกด้านหนึ่ง ฉัตรไชย มองสถานการณ์โควิด-19 เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาเรื่องความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี (Disruption Technology) เห็นได้จากมอเตอร์ไซค์รับจ้างหลายรายผันตัวไปรับงานส่งสินค้าผ่านแอปพลิเคชั่นนั่นทำให้โลกหลังยุคโควิด-19 จะไม่เหมือนเดิม หากคนขับรถสาธารณะยังไม่ยอมรับและปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยี คงอยู่ในโลกยุคต่อไปได้ยาก เพราะแอปพลิเคชั่นจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : แรงงานนอกระบบยุคโควิด(2) ‘ผลิตที่บ้าน’ วิกฤติมาอาชีพหาย #SootinClaimon.Com

Posted on July 18, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/588167

สกู๊ปแนวหน้า : แรงงานนอกระบบยุคโควิด(2) ‘ผลิตที่บ้าน’วิกฤติมาอาชีพหาย

วันเสาร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 08.00 น.

หลังจากตอนก่อนหน้า (หน้า 5 ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 15 ก.ค. 2564) ได้นำเสนอเรื่องราวจากการเสวนา (ออนไลน์) ชุดหัวข้อ “ผลกระทบ การรับมือ และการฟื้นฟูชีวิตความเป็นอยู่และงานของแรงงานนอกระบบ” จัดโดยสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในส่วนของหาบเร่แผงลอย จากสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19ไปแล้ว ในตอนนี้จะเป็นเรื่องของ “กลุ่มผู้รับงาน และทำการผลิตที่บ้าน” อาทิ กลุ่มเย็บผ้า และกลุ่มแกะสลัก

มยุรี เสือคำราม นักวิชาการ สำนักสนับสนุนงานวิจัยและงานสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ กล่าวว่า กลุ่มตัดเย็บเสื้อผ้า ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง อายุระหว่าง 35-50 ปีลักษณะงานค่อนข้างยืดหยุ่น ไม่ต้องอาศัยวุฒิการศึกษาเหมือนแรงงานในระบบ โดยแรงงานกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จบเพียงชั้นประถมศึกษา สามารถเริ่มต้นจากงานพื้นฐานอย่างงานโหลเน้นปริมาณมากๆ ไปก่อน เมื่อมีความชำนาญมากขึ้นจึงยกระดับไปทำงานประณีตอย่างการรับตัดเสื้อผ้าทั้งชุด อีกทั้งเลือกเวลาทำงานได้ อาทิ ตอนกลางคืนดึกดื่นที่นอนไม่หลับก็สามารถใช้เวลานั้นทำงานที่รับมาได้ เป็นต้น

แต่งานเย็บผ้าก็มีความเสี่ยงด้านสุขภาพ ได้แก่ 1.ฝุ่น และสารเคมีจากเนื้อผ้าที่ติดมาจากโรงงาน โดยมีงานวิจัยในปี 2559 สำรวจกลุ่มตัวอย่างคนทำงานเย็บผ้าในย่านบางกอกน้อย กรุงเทพฯ จำนวน 152 คน พบว่า เมื่อถามเรื่องอาการผิดปกติด้านการหายใจ กลุ่มตัวอย่างบอกว่าไม่มี แต่เมื่อตรวจสอบด้วยเครื่องมือแพทย์ พบความบกพร่องในการทำงานของปอด หรืออีกงานหนึ่งที่สำรวจคนทำงานเย็บผ้าทั้งย่านบางกอกน้อย และย่านดินแดง กรุงเทพฯ รวม 300 คน เมื่อตรวจด้วยเครื่องมือแพทย์ พบกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 77.7 มีอาการทางเดินหายใจผิดปกติ

2.ปวดเมื่อยเนื้อตัว ใช้สายตามาก และเครียด เนื่องจากสถานที่ทำงานคับแคบและต้องเพ่งมองเป็นเวลานาน ซึ่งมีผู้ให้นิยามว่า “อาชีพเย็บผ้าเป็นอาชีพที่ทรมานตนเอง หลังแข็ง ก้นด้าน เสียสายตา” ทั้งนี้ แม้จะเป็นงานโหลไม่ใช่งานประณีตแต่ก็ต้องนั่งท่าเดิมๆ เป็นเวลานาน ยิ่งเป็นงานประณีตต้องใช้สมาธิจดจ่อค่อยๆ ประดิดประดอย ก็ทำให้เกิดความเครียดได้

ส่วนรายได้และลักษณะการจ้าง ค่าตอบแทนเฉลี่ยชิ้นละ 8-10 บาท หรือชุดละ 200-600 บาท ด้วยชั่วโมงการทำงานเฉลี่ย 8 ชม./วัน ต่ำสุด 1-2 ชม./วัน สูงสุด 12 ชม. (หรือมากกว่า)/วัน ทั้งนี้ คนทำงานเย็บผ้าตามชุมชนในกรุงเทพฯ ที่เคยสำรวจ ครึ่งหนึ่งยอมรับว่ารายได้ไม่ค่อยพอใช้ การจ้างงานไม่มีสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร รับงานจากผู้รับเหมาช่วง มีความไม่แน่นอนทั้งการถูกเร่งงานให้ส่งมอบเร็วขึ้นและยุติการจ้างงานเมื่อเกิดวิกฤติ

อนึ่ง การยกระดับคุณภาพชีวิตของคนงานเย็บผ้า มีดังนี้ 1.สร้างความเข้าใจกับนายจ้างว่างานเย็บผ้าเป็นงานที่ใช้ทักษะฝีมือสูง เห็นได้จากการยกระดับจากงานโหลเป็นงานประณีตเมื่อชำนาญมากขึ้นซึ่งก็จะได้ค่าจ้างเพิ่มขึ้นด้วย 2.คนงานควรหาช่องทางสามารถทำสัญญารับงานกับลูกค้าได้โดยตรงไม่ต้องผ่านคนกลาง เพราะจะเป็นโอกาสทั้งด้านค่าจ้างและการพัฒนาทักษะ 3.ช่องทางการเข้าถึงแหล่งทุน ซึ่งที่ผ่านมา หากเป็นคนงานเย็บผ้าที่ไม่ได้รวมกลุ่มกัน การเข้าถึงแหล่งทุนในการหาซื้อวัตถุดิบนั้นทำได้ยาก

บุญสม น้ำสมบูรณ์ เลขาธิการมูลนิธิเพื่อการพัฒนาแรงงานและอาชีพ (HOMENET) กล่าวถึงการศึกษาประชากรแรงงานกลุ่มการทำงานแกะสลักไม้หรือหิน ว่าด้านหนึ่งเป็นงานฝีมือที่เกี่ยวข้องกับมรดกทางวัฒนธรรม แต่อีกด้านหนึ่งก็มีความเสี่ยงด้านสุขภาพ เช่น ผู้แกะสลักหินเสี่ยงต่อโรคปอดและระบบทางเดินหายใจจากฝุ่น หลายคนต้องเลิกอาชีพนี้ไปเมื่ออายุมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีอันตรายจากเรื่องเสียงที่ดังจากเครื่องมือ และอุบัติเหตุจากเครื่องมือส่วนผู้แกะสลักไม้จะเสี่ยงอันตรายจากสารเคมี เช่น สีทินเนอร์ ทั้งการสัมผัสและสูดดม

รายได้ของงานแกะสลักนับเป็นชิ้น มีตั้งแต่ 1-700 ชิ้นต่อวัน ทำงานเฉลี่ย 7-8 ชม./วัน แต่เป็นงานที่ไม่แน่นอนบางเวลาไม่มีงาน แต่บางเวลางานก็มาจนล้นมือ รายได้จึงไม่คงที่อนึ่ง “แม้แรงงานรับงานไปทำที่บ้าน จะมีกฎหมายคุ้มครองคือ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้าน พ.ศ.2553 ระบุทั้งค่าจ้าง สัญญาจ้าง และความปลอดภัยในการทำงาน แต่ในทางปฏิบัติยังไม่ค่อยถูกนำมาใช้” เช่น มีบางคนขอให้ทำสัญญาจ้างเป็นลายลักษณ์อักษร ผลคือไม่ได้รับการจ้างงาน โดยผู้ว่าจ้างหันไปจ้างคนอื่นที่ยินยอมตกลงกันด้วยวาจา ส่วนการเข้าถึงแหล่งทุนทำได้ยากเพราะต้องมีบุคคลที่มีตำแหน่งหน้าที่การงานที่ดีระดับหนึ่ง (เช่น ข้าราชการซีสูงๆ) หรือมีหลักทรัพย์มาค้ำประกัน

จากภาควิชาการมาสู่เสียงสะท้อนผู้ใช้แรงงาน มานพ แก้วผกา นายกสมาคมเครือข่ายแรงงานนอกระบบแห่งประเทศไทย ในฐานะตัวแทนแรงงานกลุ่มตัดเย็บเสื้อผ้า กล่าวว่า อาชีพตัดเย็บเสื้อผ้าจะมีช่วงที่มีงานมากคือช่วงปลายปี จากนั้นเมื่อเข้าสู่ปีใหม่งานก็จะลดลง ทำให้ในปี 2563ที่เริ่มมีสถานการณ์โควิด-19 ตั้งแต่ต้นปี งานตัดเย็บเสื้อผ้าก็ได้รับผลกระทบมาตลอด อาทิ ในการล็อกดาวน์รอบแรกเดือนเม.ย. 2563 คนทำงานสูญเสียรายได้ที่เคยได้ทุกปีในช่วงนี้กับการผลิตและจำหน่ายเสื้อลวดลายที่เกี่ยวข้องกับเทศกาลสงกรานต์ เนื่องจากการจัดงานถูกยกเลิก

ซึ่งแม้เวลานั้นรัฐบาลจะมีโครงการเราไม่ทิ้งกัน เยียวยาเป็นเงิน 5,000 บาท/เดือน เป็นเวลา 3 เดือน สำหรับคนที่เข้าถึงถือว่ามีประโยชน์มาก แต่แรงงานบางส่วน
ก็ไม่ได้เข้าร่วมเพราะมีข้อจำกัดด้านเทคโนโลยี เช่น ไม่มีโทรศัพท์สมาร์ทโฟน ประกอบกับกระแสข่าวว่าใครลงทะเบียนไม่ตรงกับความเป็นจริงอาจถูกจับกุมดำเนินคดีทำให้บางรายเลือกที่จะเสียสิทธิ์ไป ทั้งนี้ “แรงงานนอกระบบมีชีวิตแบบหาเช้ากินค่ำ ไม่ได้วางแผนการเงินไว้เตรียมรับวิกฤติ” แต่ก็มีความช่วยเหลือจากหลายภาคส่วนเรื่องข้าวปลาอาหาร ทำให้ผ่านพ้นช่วงเวลานั้นมาได้

และแม้การล็อกดาวน์รอบแรกค่อยๆ คลายล็อกไปตามลำดับช่วงเดือน พ.ค.-ก.ค. 2563 แต่งานที่มีมาเป็นเพียงงานที่ค้างจากช่วงก่อนล็อกดาวน์เท่านั้น เมื่องานชุดนี้
หมดแม้ช่วงดังกล่าวยังไม่มีสถานการณ์โรคระบาดระลอก 2แต่ก็ไม่ได้มีงานใหม่ๆ เข้ามาอีก “ช่วงนี้เป็นช่วงที่หดหู่ เพราะหลายคนสูญเสียจักรเย็บผ้าอันเป็นเครื่องมือทำกินไป หากไม่ใช่เพราะนำไปจำนำก็ถูกเจ้าหนี้เงินกู้ยึด” บางรายหนักถึงกับถูกให้ออกจากที่พักเพราะไม่มีเงินจ่ายค่าเช่า ครั้นจะเปลี่ยนอาชีพ เช่น ไปขายของริมทาง ก็ทับซ้อนกับกลุ่มหาบเร่แผงลอยที่ทำอยู่แล้ว หรือกลับบ้านต่างจังหวัดไปก็ไม่มีต้นทุนประกอบอาชีพอื่นอีก และได้รับผลกระทบยาวนานมาถึงการระบาดระลอก 3 ในปัจจุบัน

พุทธิณี โกพัฒน์ตา ผู้แทนมูลนิธิเพื่อการพัฒนาแรงงานและอาชีพ กล่าวเสริมว่า แรงงานมีความพยายามปรับตัว เช่น ยอมรับค่าตอบแทนน้อยลงเพื่อพอให้มีงานมี
รายได้เข้ามา แต่การระบาดระลอกล่าสุดในปัจจุบัน ผลกระทบมีทั้งขาดรายได้ ไม่มีงานใหม่เข้ามา สินค้าเก่าค้างสต๊อก หลายพื้นที่ตลาดไม่เปิด หรือที่ที่ยังเปิดคนก็ไม่ค่อยเดิน แต่ภาระก็ยังมีอยู่ เช่น การทำงานบ้าน ดูแลผู้สูงอายุหรือบุตรหลาน ประกอบกับข้อมูลข่าวสารที่มีแต่เชิงลบ เช่นผู้ติดเชื้อหาเตียงไม่ได้ มากกว่าเชิงบวก เช่น วิธีดูแลตนเองหากต้องกักตัวอยู่ที่บ้าน ทำให้เกิดความเครียดหรือภาวะซึมเศร้า

ทั้งนี้ เมื่อถามแรงงานพบว่า “ต้องการมีงานทำมากกว่าเงินกู้” เพราะปกติแรงงานนอกระบบก็เข้าถึงแหล่งเงินกู้ได้ลำบากอยู่แล้วเพราะไม่มีหลักฐาน เช่น บัญชีเงินเข้า-ออก(Statement) หรือแม้กระทั่งกองทุนผู้รับงานไปทำที่บ้านของกระทรวงแรงงาน แม้ดอกเบี้ยเงินกู้จะต่ำแต่ก็ไม่กล้าไปทำเรื่องขอกู้ เพราะเมื่อไม่มีงานทำถึงกู้มาก็ไม่สามารถส่งเงินคืนได้นำไปสู่การเสียเครดิต และไม่อาจกู้เงินในครั้งต่อๆ ไปได้อีก

สำหรับข้อเสนอถึงภาครัฐของวงเสวนากลุ่มผู้รับงาน และทำการผลิตที่บ้าน ประกอบด้วย 1.ควรมีความชัดเจนเรื่องแผนฟื้นฟูเยียวยาในระยะสั้นและระยะยาว เพื่อให้คนทำงานได้เตรียมตัว 2.ส่งเสริมอาชีพทางเลือกระหว่างไม่มีงานเช่น ค้าขาย เกษตรกร 3.สนับสนุนระบบการตรวจคัดกรองและการเข้าถึงวัคซีน 4.ส่งเสริมการทำงาน การเข้าถึงงานที่คำนึงถึงประสบการณ์ความรู้ที่คนทำงานมี

สนับสนุนการได้งานจากการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐรวมถึงเปิดพื้นที่ให้นำสินค้าเข้าไปขายได้ในพื้นที่ทดลอง (Sandbox) ที่รัฐเปิดขึ้น 5.ควรพัฒนาทักษะการใช้เทคโนโลยีแพลตฟอร์ม การเข้าถึงบริการทางอินเตอร์เนตของหน่วยงานรัฐช่องทางการค้าขายออนไลน์ และ 6.คนทำงานควรได้รับการตรวจสุขภาพประจำปี ตรวจติดตามโรคจากการประกอบอาชีพ สร้างความปลอดภัยในการทำงาน พัฒนาทักษะส่งเสริมการตลาดและพัฒนาคุณภาพชีวิต

(โปรดติดตามตอนต่อไป ฉบับวันอาทิตย์ที่ 18 ก.ค. 2564)

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 2,894,957 hits

Join 4,118 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

แนวหน้า ก้าวสู่ปีที่ 47 'มั่นคง ตรงไป ตรงมา' อุดมการณ์ที่ไม่เคยเปลี่ยน
น้ำมันสำรอง 103 วัน พลังงาน กางแผนขนส่ง-อัดฉีดเติมปั๊มด่วน
อัครนันท์ ยังไม่ชัวร์นั่ง รมช.ศึกษาฯ แจงสาเหตุ ชอบสะสมพระเครื่อง-ของขลังจำนวนมาก
คิวบาไฟดับทั้งประเทศรอบสองในสัปดาห์เดียว กระทบประชาชนกว่า 10 ล้าน
นพ.เฉลิม หาญพาณิชย์ รับรางวัล โพธิพุทธคยา รางวัลเกียรติยศผู้ทำคุณประโยชน์ต่อสังคม
ลับหรือลวง? ดร.ณัฏฐ์ เปิด 3 จุดชี้ขาด พิสูจน์บัตรเลือกตั้ง 69 กกต. ส่อเหนื่อยสู้คดี
บุคคลในข่าว 8 มกราคม 2568
อัยการสั่งฟ้อง อดีตเจ้าอาวาสวัดเส้าหลิน ข้อหาติดสินบน-ยักยอกเงิน
อิหร่านยิงมิสไซล์ 2 ลูก ใส่ฐานทัพบนเกาะดิเอโกการ์เซีย แต่ถูกสกัดได้
พร้อมพงศ์ แนะรัฐบาล ตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ พลังงาน-วัตถุดิบ หวั่นราคาสินค้าพุ่ง กระทบปชช.

Recent Posts

  • ไม่เชื่อมั่นรบ. ปชช.กลัวเชื้อเพลิงหมด ล้มแผนเที่ยวสงกรานต์
  • ยันน้ำมันมีพอใช้103วัน เร่งแก้‘ดีเซล’
  • ครม.อนุทิน2 ทยอยส่งตรวจสอบคุณสมบัติ จับตามือกม.ใหม่ หลังบวรศักดิ์ ไม่ติดโผ-ไม่รับตำแหน่ง
  • บวรศักดิ์ แจ้ง อนุทิน ไม่ขอรับตำแหน่ง รองนายกฯ ครม.อนุทิน2
  • อนุทิน เกาะขอบสนามชม คุณจ๋า นำสตรีโคราชรำบวงสรวง 200 ปี วีรกรรมย่าโม

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • 2564(2021)
  • entertain
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    • SootinClaimon.Com
    • Join 1,657 other subscribers
    • Already have a WordPress.com account? Log in now.
    • SootinClaimon.Com
    • Subscribe Subscribed
    • Sign up
    • Log in
    • Report this content
    • View site in Reader
    • Manage subscriptions
    • Collapse this bar
 

Loading Comments...
 

    %d