Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Category Archives: สกู๊ปแนวหน้า

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

สกู๊ปแนวหน้า : แรงงานนอกระบบยุคโควิด(1) ‘แผงลอย’ แหล่งอาหารคนเมือง #SootinClaimon.Com

Posted on July 15, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/587667

สกู๊ปแนวหน้า : แรงงานนอกระบบยุคโควิด(1) ‘แผงลอย’แหล่งอาหารคนเมือง

วันพฤหัสบดี ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“แรงงานนอกระบบ (Informal Labour)” หมายถึงแรงงานที่ไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคมรวมถึงระบบฐานภาษีเงินได้ ด้านหนึ่งแรงงานประเภทนี้มีความยืดหยุ่นในการประกอบอาชีพสูง ด้วยความที่ไม่ต้องถูกจำกัดตายตัวด้วยวุฒิการศึกษาหรือเวลาทำงาน แต่อีกด้านหนึ่ง การที่อยู่นอกระบบมักเผชิญกับความไม่แน่นอน และเมื่อความไม่แน่นอนนั้นกลายเป็นวิกฤติก็ไม่มีหรือแทบไม่มีระบบสวัสดิการใดรองรับดังเช่นสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ปัจจุบันมาถึงระลอก 3 แล้ว

ในเดือน ก.ค. 2564 สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเสวนา (ออนไลน์) ในชุดหัวข้อ “ผลกระทบการรับมือ และการฟื้นฟูชีวิตความเป็นอยู่และงานของแรงงานนอกระบบ” หลากหลายสาขา โดย “สกู๊ปแนวหน้า” ครั้งนี้ (หน้า 5 ฉบับวันที่ 15 ก.ค. 2564) เริ่มด้วยตอนแรกคือกลุ่ม “หาบเร่แผงลอย” ซึ่งอยู่คู่กับสังคมไทยในฐานะแหล่งอาหารและอาชีพของคนรายได้น้อย และยังช่วยสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยในฐานะ “ดินแดนอาหารริมทาง (Street Food) ชั้นเลิศ” เป็นที่เลื่องลือในหมู่นักท่องเที่ยวต่างชาติในยุคก่อนไวรัสโควิด-19 ระบาด

ในงานเสวนาครั้งนี้มีตัวแทนเครือข่ายหาบเร่แผงลอย 2 เครือข่ายร่วมสะท้อนมุมมอง โดย เรวัตร ชอบธรรม ประธานเครือข่ายแผงลอยไทยเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน กล่าวว่า ผลกระทบต่อหาบเร่แผงลอยเกิดขึ้นมาตั้งแต่ก่อนโควิดระบาดและต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ทุกวันนี้หลายพื้นที่ถูกยกเลิกพื้นที่ทำการค้า ขณะที่หลายพื้นที่ก็ค้าขายไม่ได้แล้วเพราะไม่มีนักท่องเที่ยว ไม่มีคนเดินหรือออกมาทำงาน หรือมีคำสั่งปิดตลาด “สิ่งหนึ่งที่เพื่อนผู้ค้าตระหนักถึงคุณค่าของหาบเร่แผงลอยในวิกฤตินี้ คือการช่วยให้ทุกคนเข้าถึงอาหาร” แม้จะต้องอยู่บ้าน กักตัว หรือออกมาทำงานก็ตาม

ขณะที่ ปรีชา ไทยสงเคราะห์ ประธานสหพันธ์ผู้ค้าหาบเร่แผงลอยกรุงเทพมหานคร ยอมรับว่า การค้าขายในช่วงโควิดมีความยากลำยาก ทั้งการซื้อหาวัตถุดิบประกอบอาหาร ความเสี่ยงต่อการติดเชื้อและแพร่เชื้อต่อไปยังครอบครัว “ปัญหาไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับผู้ค้าเท่านั้น ผู้ขายวัตถุดิบผู้ขนส่ง หรือแม้แต่ผู้ซื้อที่มีรายได้น้อยทุกคน ต่างก็ได้รับผลกระทบ” จากความซบเซาของการค้านี้ไปพร้อมกัน

นักวิชาการที่ทำงานวิจัยด้านหาบเร่แผงลอยมายาวนาน ศ.ดร.นฤมล นิราทร อาจารย์ภาควิชานโยบายสังคม การพัฒนาสังคม และการพัฒนาชุมชน คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การค้าแผงลอยยังคงมีความสำคัญต่อเมืองยุคหลังโควิด แต่ผู้ค้าต้องปรับตัวและได้รับการสนับสนุนให้ปรับตัวได้ทันกับวิถีการบริโภคที่จะเปลี่ยนไป ทั้งคุณภาพและมาตรฐานโดยเฉพาะแผงลอยอาหาร (สตรีทฟู้ด)

“การวิจัยเชิงปฏิบัติการอย่างมีส่วนร่วมจะมีบทบาทสำคัญตรงนี้ การสนับสนุนการปรับตัวควรตอบโจทย์ผู้ค้าที่หลากหลาย เช่น ในด้านอายุ ผู้ค้าอายุมากที่สามารถปรับตัวได้ ไม่ว่าจะรายได้มากหรือน้อย ควรได้รับการสนับสนุนให้ประกอบอาชีพ ประเด็นนี้ตอบโจทย์มิติสังคมอายุยืนและวัฒนธรรมอาหาร” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

ด้าน บุญเยี่ยม เหลาสะอาด นักศึกษาปริญญาเอก หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ความเห็นว่า “เดิมหาบเร่แผงลอยมีส่วนสำคัญในการลดค่าครองชีพของคนเมือง แต่ปัจจุบันรูปแบบการใช้ชีวิตของคนเมือง การแข่งขันทางธุรกิจและการจัดระเบียบเมืองกำลังเบียดขับหาบเร่ออกจากวิถีเมือง” ยิ่งเผชิญการระบาดของโควิด ยิ่งทำให้กาาค้าขายไม่ต้องอาศัยแผงค้าเหมือนเดิม ซึ่งทั้งหมดล้วนท้าทายการอยู่รอดของหาบเร่แผงลอย ผู้ค้าหาบเร่แผงลอยรายย่อยในเวลานี้ไม่ได้ต่อสู้กับการจัดระเบียบเมืองหรือโรคร้ายเท่านั้น แต่พวกเขากำลังหาทางเอาตัวรอดเพื่อปากท้อง เพื่อชีวิต และอนาคตของอีกหลายชีวิตด้วย

ปิดท้ายด้วย วิชยา โกมินทร์ นักวิจัยสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า คนส่วนมากมองว่าหาบเร่แผงลอยทำให้เมืองไม่เป็นระเบียบ เบียดเบียนผู้ใช้พื้นที่สาธารณะอื่นๆ การบริหารจัดการหาบเร่แผงลอยในเมืองที่ผ่านมาจึงมีลักษณะลุ่มๆ ดอนๆ “ความจริงส่วนหนึ่งคือหาบเร่แผงลอยเป็นอาชีพของผู้มีโอกาสน้อยเพื่อผู้มีโอกาสน้อยในเมือง” ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่ว่า “จะทำอย่างไรการบริหารหาบเร่แผงลอยในเมืองจึงจะมีความสมดุล” และสนับสนุนทางเศรษฐกิจและวิถีชีวิตของทั้งผู้ค้า ผู้ซื้อและภาพรวมของเมือง โดยเฉพาะช่วงหลังวิกฤติโควิด

ในงานเสวนาครั้งนี้ มีบทสรุปเป็นข้อเสนอแนะ คือ 1.ควรสนับสนุนให้ผู้ค้าหาบเร่แผงลอยได้รับการตรวจคัดกรองโควิด-19 รวมถึงการเข้าถึงวัคซีนและการรักษาพยาบาล 2.ควรสนับสนุนให้ผู้ค้าแผงลอยแต่ละเขต หรือสมาชิกชุมชนแต่ละชุมชน มีส่วนในการทำอาหาร (ข้าวกล่อง) และส่งอาหารให้กับผู้ที่กักตัว ผู้มีรายได้น้อยและประชาชนในพื้นที่ เพื่อให้ผู้ค้าและสมาชิกในชุมชนยังคงมีรายได้ 3.ควรสนับสนุนผู้ที่ประสงค์จะทำการค้ามีโอกาสค้าขาย ได้แก่ การให้เงินทุนกู้ยืมปลอดดอกเบี้ยรายบุคคลและกลุ่ม สนับสนุนอุปกรณ์และเครื่องมือประกอบอาชีพ

4.ควรทดลองเปิดพื้นที่นำร่องในระดับพื้นที่/ย่าน/ตลาด ในการจำหน่ายอาหาร ของใช้ในชีวิตประจำวัน สินค้าทางการเกษตร สินค้าทางวัฒนธรรม สินค้าของกลุ่ม 5.ควรส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพผู้ค้าและเครือข่ายหาบเร่แผงลอยในพื้นที่/ย่าน/ตลาด เช่น การรวมกลุ่ม การค้าขายออนไลน์ การพัฒนามาตรฐานตาม
สาธารณสุข พฤติกรรมผู้บริโภคและวิถีใหม่ และ 6.ควรปรับปรุงและแก้ไขกฎระเบียบในการทำการค้าให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจและสังคม มาตรการทางสาธารณสุขหลังโควิด

ในตอนต่อไป (ฉบับวันเสาร์ที่ 17 ก.ค. 2564) จะยังคงอยู่กับงานเสวนา “ผลกระทบ การรับมือ และการฟื้นฟูชีวิตความเป็นอยู่และงานของแรงงานนอกระบบ” เช่นเดิม แต่จะเป็นกลุ่ม “ผู้รับงานและทำการผลิตที่บ้าน” ซึ่งมีความสำคัญทั้งเป็นผู้ร่วมขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมแม้จะอยู่นอกโรงงาน ตลอดจนยังเป็นผู้สืบสานภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมท้องถิ่นด้วย..โปรดติดตาม!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ย้ายเพื่อปลอดภัยทำไม่ง่าย โรงงานอันตรายอยู่ก่อนชุมชน #SootinClaimon.Com

Posted on July 11, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/586678

สกู๊ปแนวหน้า : ย้ายเพื่อปลอดภัยทำไม่ง่าย โรงงานอันตรายอยู่ก่อนชุมชน

วันอาทิตย์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 07.45 น.

เป็นเหตุภัยพิบัติสะเทือนขวัญในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา กรณี “ระเบิดและเพลิงไหม้โรงงานหมิงตี้เคมคอล จำกัด ภายในซอยกิ่งแก้ว 21 ถนนกิ่งแก้ว ต.บางพลีใหญ่ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ” ตั้งแต่เช้ามืดของวันที่ 5 ก.ค.2564 และต้องใช้เวลาข้ามวันข้ามคืนกว่าจะควบคุมเพลิงไว้ได้รวมถึงตรวจสอบให้แน่ใจว่าอากาศบริเวณใกล้โรงงานปลอดภัยเพียงพอเนื่องจากสารเคมีอันตราย จึงอนุญาตให้ประชาชนกลับเข้าที่อยู่อาศัย

ซึ่งหลังเกิดเหตุ หนึ่งในเรื่องที่ถูกพูดถึงกันมากคือ “จะทำอย่างไรกับโรงงานเสี่ยงอันตรายที่สร้างมาก่อนชุมชน” ดังกรณีของหมิงตี้ฯ ที่อยู่มาก่อนการจัดผังเมือง โดยเมื่อค่ำวันที่ 6 ก.ค. 2564 มีงานเสวนา (ออนไลน์) เรื่อง “มุมมองทางผังเมืองกรณีระเบิดโรงงานกิ่งแก้ว เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร” จัดโดยศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง (UDDC) ภาควิชาผังเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รศ.ดร.พนิต ภู่จินดา นายกสมาคมนักผังเมืองไทยกล่าวว่า โรงงานหมิงตี้ฯ ก่อตั้งตั้งแต่ปี 2532 ขณะนั้นพื้นที่รอบๆ ที่ตั้งโรงงานยังเป็นท้องทุ่ง ตามปกติของโรงงานที่เก็บสารเคมีอันตรายที่มักเลือกทำเลห่างไกลชุมชน ต่อมาในปี 2537 ผังเมืองรวมของ จ.สมุทรปราการ กำหนดให้ฝั่งซ้ายของ ถ.กิ่งแก้ว เป็นสีม่วง และในแผนนี้ยังเพิ่ม สนามบินสุวรรณภูมิ เข้ามาด้วย จากนั้นในปี 2544 ผังเมืองเปลี่ยนอีกครั้งเพื่อตอบโจทย์อุตสาหกรรมการบิน แต่ปัญหาคือ โรงงานไม่ได้ถูกสั่งให้ปรับปรุงแก้ไขสภาพให้เหมาะสมกับความเป็นเมืองที่เพิ่มขึ้นด้วย

เพราะแม้โรงงานจะตั้งมาก่อนมีกฎหมายบังคับใช้ แต่คณะกรรมการผังเมืองสามารถสั่งระงับการประกอบกิจการ หรือให้แก้ไขปรับปรุงได้เพื่อความปลอดภัยของส่วนรวม อย่างไรก็ตาม “การสั่งให้ปรับปรุงแก้ไขตลอดจนระงับการประกอบกิจการ ต้องมีการจ่ายค่าตอบแทนด้วยเพราะโรงงานจึงไม่ได้ทำผิดอะไร” คำถามคือ “จะหา
งบประมาณที่ไหนมาใช้” ในการเยียวยาตามสิทธิของโรงงาน

“หลักการทางผังเมืองคือสมดุลและเป็นธรรม ดังนั้นคนที่ได้ประโยชน์ก็ต้องจ่ายกลับให้คนเสียประโยชน์อันเกิดจากการได้ประโยชน์ของคุณ ตามหลักการที่เดิมๆ เคยเป็นทุ่งเป็นนาแล้วได้สิทธิในการพัฒนาเพิ่มจนโรงงานนี้อยู่ไม่ได้ ที่ตอนต้นเขาอยู่มาอย่างถูกต้อง ต้องจ่ายคืนเขา ต้องหาวิธีมาจ่ายคืนเขา จะจ่ายเต็ม จ่ายบางส่วน รัฐช่วย Support (สนับสนุน) บอกว่าค้ำประกันที่ดิน ไม่เก็บภาษีที่ดิน ให้ BOI (สิทธิส่งเสริมการลงทุน) กับที่ใหม่และอื่นๆ แต่ก็ต้องมีกลไกในการจ่าย แต่เราไม่เคยมีกลไกนี้” รศ.ดร.พนิต กล่าว

รศ.ดร.พนิต กล่าวต่อไปว่า “แต่การจะไปเก็บเงินจากผู้ที่ได้ประโยชน์จากการพัฒนาที่ดินก็ไม่ใช่เรื่องง่ายอีก รัฐบาลใดที่คิดทำแบบนั้นให้เป็นไปตามหลักกฎหมายคงไม่พ้นโดนประชาชนด่า แม้ว่าเงินนั้นจะไม่ได้เข้ารัฐ แต่นำไปให้ผู้ประกอบการใช้เป็นทุนปรับปรุงโรงงานให้ปลอดภัยกับชุมชนหรือย้ายโรงงานออกไปที่อื่นก็ตาม” จึงให้บทสรุปว่า ประเทศไทยเป็นแบบนี้เพราะประชาชนเป็นแบบนี้เอง

ด้าน พรสรร วิเชียรประดิษฐ์ อาจารย์ประจำภาควิชาการวางแผนภาคและเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ทีประเทศ “ญี่ปุ่น” เหตุการณ์ผลกระทบจากโรงงานอุตสาหกรรมที่ปล่อยสารพิษลงสู่พื้นที่สาธารณะ จนประชาชนจำนวนมากล้มป่วยด้วยโรค “มินามาตะ” ที่มีการฟ้องคดีกันหลายสิบปี จึงนำไปสู่จุดเปลี่ยนด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมมากขึ้น หนึ่งในนั้นคือ “การย้ายโรงงานเข้าสู่นิคมอุตสาหกรรม” จนโรงงานที่ตั้งโดดๆ (Stand Alone) เหลือไม่มากนัก

รวมถึงการกำหนดผังเมืองบางจุดเป็นพื้นที่กึ่งอุตสาหกรรม โดยจำกัดประเภทของโรงงานที่อนุญาตให้ประกอบกิจการ และประชาชนที่เลือกอยู่ในพื้นที่นี้ก็จะคาดหวังกับคุณภาพชีวิตไม่สูงนักหากเทียบกับพื้นที่อื่นๆ และราคาที่ดินก็จะไม่สูงมาก “แต่รัฐเองก็ต้องลงทุนด้วย” เช่น ถมทะเลสร้างนิคมอุตสาหกรรม แล้วนำที่ดินกลับมาขายหรือแลกกับที่ดินเดิมของโรงงาน

“ที่โยโกฮามา ที่มินาโตะมิไรที่ผู้คนชอบไปเที่ยว มันเป็นโรงต่อเรือเก่า โรงซ่อมเรือใหญ่มาก ปรากฏว่าถึงวันหนึ่งอุตสาหกรรมมันไม่เหมาะที่จะอยู่ในเมือง แล้ว
จุดนั้นกลายเป็นจุดคั่นระหว่างเนื้อเมือง 2 ส่วน ศูนย์กลางเมือง 2 ส่วนซึ่งมันห่างกันอยู่ รัฐก็ทำโครงการย้ายพื้นที่อุตสาหกรรมลงไป ถมทะเลทำนิคมให้ใหม่แล้วขอแลกที่กับนิคมเดิม คือต้องให้อะไรเขาบ้างในการที่จะเข้าไปขอแลกแล้วก็เอาที่ตรงนี้ที่แลกเอากลับมาฟื้นฟูเมือง ทำให้เกิดพื้นที่เมืองสำหรับประชาชนต่อไป

อันนี้เป็นกลไกที่มันคงใช้กฎหมายบังคับอย่างเดียวไม่ได้ ไม่เช่นนั้นมันก็จะเป็นสภาพที่เราอยู่ตอนนี้ คือตราบใดที่เขาไม่ไปเขาก็จะอยู่ตรงนั้น แต่รัฐต้องดำเนินการในเชิงรุกในการหาที่หาทางให้ หรือว่ามีข้อแลกเปลี่ยนอะไรบางอย่าง เพื่อให้ความเป็นไปได้ทางการเงินมันเป็นไปได้ แล้วเขาพร้อมใจที่จะย้ายเข้ามาอยู่ในพื้นที่ที่มีการจัดการ” พรสรร ยกตัวอย่าง

อีกด้านหนึ่ง ช่วงเย็นของวันที่ 7 ก.ค. 2564 ศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าว ภายหลังคณะทำงานของสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เข้าเยี่ยมศูนย์พักพิงผู้อพยพจากเหตุระเบิดและเพลิงไหม้โรงงานหมิงตี้ฯ ว่า หลังจากนี้คงจะต้องมีการหารือในระดับนโยบาย ว่าโรงงานลักษณะนี้ที่ตั้งมาก่อนมีกฎหมายบังคับใช้จะต้องทำอย่างไร ควรย้ายออกหรือไม่

หรือหากไม่สามารถย้ายได้ก็ต้องมีมาตรการที่เข้มงวดมากขึ้น รวมถึงเปิดเผยการใช้สารเคมีในโรงงานที่ทุกคนมีส่วนร่วมรับรู้ ดังที่เห็นจากโรงงานที่ติดตั้งระบบตรวจวัดและแสดงผลปริมาณฝุ่นขนาดเล็ก 2.5 ไมครอน หรือ PM2.5 ให้ผู้ที่ผ่านไป-มาได้เห็น ซึ่งเป็นนโยบายของกรมควบคุมมลพิษ ส่วนกรณีที่มีข้อเสนอว่าควรมีมาตรการจูงใจให้โรงงานที่เสี่ยงอันตรายย้ายออกจากชุมชนไปเข้าอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมทั้งหมด ยอมรับว่าทำจริงได้ยาก

“ย้ายโรงงานนี่ลำบากรัฐบาลหาเงินชดเชย และตัวผู้ประกอบการเขาอาจจะเห็นว่าเหมาะแล้ว คือที่ตรงนั้นโลจิสติกส์มันดี เขาอาจจะไม่พึงพอใจที่จะย้ายเข้าไปอยู่อีกที่หนึ่ง นึกออกไหม? เวลาตั้งโรงงานมันดูโลจิสติกส์ด้วยนะไม่ใช่นึกจะตั้งก็ตั้ง ดูเส้นทางการขนส่งด้วย ของเราก็จะมองทั้ง 2 ด้าน” ศยามล กล่าว

อย่างไรก็ตาม มีรายงานข่าวเมื่อวันที่ 8 ก.ค. 2564 ว่า สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ประกาศไม่อนุญาตให้หมิงตี้ฯ ประกอบกิจการในพื้นที่เดิม โดยต้องย้ายเข้านิคมอุตสาหกรรมและให้ยื่นขอสิทธิประโยชน์กับคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) รวมถึงให้ตรวจสอบโรงงานลักษณะเดียวกันอีก 446 แห่งประเมินความเสี่ยงด้านความปลอดภัยและกำกับดูแลให้เข้มข้นขึ้น ป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ซ้ำขึ้นอีก

และให้มั่นใจว่าสถานประกอบการสามารถระงับเหตุได้เมื่อเกิดเหตุการณ์จริง!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ‘ความจริงทางเลือก’ น่าห่วง ซับซ้อนแก้ยากกว่าข่าวปลอม #SootinClaimon.Com

Posted on July 11, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/586468

สกู๊ปแนวหน้า : ‘ความจริงทางเลือก’น่าพ่วง ซับซ้อนแก้ยากกว่าข่าวปลอม

วันเสาร์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 02.00 น.

“ข่าวปลอม-ข่าวลือ (Fake News-Rumour)” แม้จะไม่ใช่เรื่องใหม่เพราะพบมาตั้งแต่การสื่อสารแบบดั้งเดิม เช่น จดหมายลูกโซ่ เรื่องเล่าปากต่อปาก ฯลฯ แต่ที่กลายเป็นปัญหาใหญ่ในปัจจุบันเพราะการแพร่กระจายข่าวสารทำได้ง่าย เร็วและกว้างขวางผ่านเทคโนโลยีออนไลน์ จนมีข้อเสนอให้เร่งสร้างความรู้เท่าทันสื่อ (Media Literacy) กับผู้คนยุคนี้ อย่างไรก็ตาม ยังมีปัญหาทับซ้อนเข้ามาด้วยคือ “ความจริงทางเลือก (Alternative Truth)” ที่ผู้คนจะเลือกเชื่อชุดข้อมูลที่สอดคล้องกับความชอบที่มีอยู่เดิม โดยไม่รับฟังชุดข้อมูลอื่นจากแหล่งที่ตนเองไม่ชอบ

ในงานเสวนา (ออนไลน์) เรื่อง “ฮาวทูรับมือข้อมูลสับสน/ข่าวสารลวงหลอกให้ถูกทาง” โดยภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) เมื่อเร็วๆ นี้ เทพชัย หย่อง สื่อมวลชนอาวุโส ที่ปรึกษาสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส กล่าวว่า ข่าวปลอมเรื่องสุขภาพ (เช่น ยา) แม้จะเกี่ยวกับความเป็น-ความตาย แต่ยังแก้ไขได้หากมีผู้เชี่ยวชาญมาอธิบายข้อเท็จจริง แต่ที่น่าเป็นห่วงคือข่าวปลอมที่เป็นประเด็นทางการเมือง เพราะมีผลในระยะยาวและไม่สามารถหักล้างด้วยข้อเท็จจริงได้ ซึ่งเรื่องนี้เป็นปัญหาในหลายประเทศ รวมถึงประเทศที่เชื่อกันว่าก้าวหน้าในการรับรู้ข่าวสารอย่าง สหรัฐอเมริกา

“ถ้าคนเลือกที่จะไม่เชื่อมันก็คือไม่เชื่อ ข้อเท็จจริงมีมากแค่ไหนมันก็ไม่มีความหมาย เพราะตอนนี้มันเป็นอย่างที่เรามีศัพท์ที่เราเห็นกัน คำว่าดูมสโครลลิง (Doomscrolling) แปลว่าการที่ใครเข้าไปในออนไลน์เพื่อจะไปหาข้อมูลที่ตอกย้ำหรือยืนยันความเชื่อของตัวเองที่มีอยู่แล้ว แล้วก็ปิดกั้นทุกอย่างที่จะไม่ไปรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่มาจากแหล่งอื่นที่ตัวเองไม่ชอบหรือไม่เชื่อว่ามันจะสอดคล้องกับความเชื่อของตัวเอง”เทพชัย กล่าว

เทพชัย กล่าวต่อไปถึงคำว่า “ทฤษฎีสมคบคิด (Conspiracy Theory)” ซึ่งน่าเป็นห่วงเพราะระยะยาวจะนำไปสู่การสร้างความขัดแย้งและเกลียดชัง “แต่หากจะให้รัฐบาลมีบทบาทมากขึ้น คำถามคือรัฐบาลควรมีบทบาทเพียงใด เพราะหากรัฐบาลเองไม่ได้รับความน่าเชื่อถือ ยิ่งมีบทบาทมากคนก็ยิ่งไม่เชื่อ” เช่น มีตัวอย่างใน ฟิลิปปินส์ หรือประเทศที่ไกลออกไปจากอาเซียนอย่าง อินเดีย ข้อมูลที่รัฐบาลแถลงได้รับความเชื่อถือจากประชาชนน้อยกว่าข่าวลือ

พ.ต.ท.(หญิง) เพรียบพร้อม เมฆิยานนท์ รองผู้กำกับ กลุ่มงานต่อต้านการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กทางอินเตอร์เนต บก.ตอท.บช.สอท. บอกเล่า ประสบการณ์ที่เคยไปทำงานในประเทศเฮติ เมื่อปี 2553 ซึ่งเพิ่งเผชิญภัยพิบัติแผ่นดินไหวมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก และยังมีเคราะห์ซ้ำด้วยการระบาดของอหิวาตกโรค โดยเฮติเป็นหนึ่งในประเทศที่ยากจนเป็นอันดับต้นๆ ของโลกประชากรราวร้อยละ 80 ไม่รู้หนังสือ

ด้วยความที่เป็นโรคใหม่สำหรับชาวเฮติ ทำให้เกิดข่าวลือว่าโรคนี้มาจากประเทศเนปาล เพราะเป็นเชื้อแบบเดียวกับที่พบที่นั่น โดยระบาดมาผ่านทางทหารชาวเนปาลที่อยู่ในกองกำลังรักษาสันติภาพขององค์การสหประชาชาติ (UN) ที่มาปฏิบัติภารกิจในเฮติ ส่งผลให้ไม่ว่ารัฐบาลและ UN จะพูดอะไรชาวเฮติก็ไม่เชื่อ โดยมีทฤษฎีสมคบคิดว่า มีการปล่อยให้เกิดโรคระบาดขึ้นเพื่อเปิดทางให้นำกองกำลังรักษาสันติภาพเข้ามาในประเทศ และทหารก็จะมีรายได้

“ตอนนั้นต้องยอมรับว่า บทบาทของ NGO (องค์กรพัฒนาเอกชน) และภาคประชาสังคมค่อนข้างจะเข้มแข็ง ความเป็นกลางของเขามันทำให้สิ่งที่เขาสื่อสารไปประชาชนรับฟัง แล้วอีกอย่างคือผู้นำทางศาสนาก็มีบทบาทสำคัญในประเทศยากจน เพราะการเข้าถึงสื่ออิเล็กทรอนิกส์ไม่มีแน่นอน โดยเฉพาะในปี 2010 (2553) มันเข้าถึงสื่อยากแล้วก็ไม่มีสมาร์ทโฟนส่วนใหญ่ถ้ามีมากสุดคือเหมือนโนเกีย 3310 ส่ง Message (ข้อความ) อะไรกันไป อย่างที่บอกประชากรอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ มันก็จะเป็นปัญหา” พ.ต.ท.(หญิง) เพรียบพร้อมระบุ

พ.ต.ท.(หญิง) เพรียบพร้อม เล่าต่อไปว่า ในเวลานั้นการสื่อสารกับชาวเฮติจะใช้วิธีประกาศผ่านเครื่องขยายเสียงตามพื้นที่ต่างๆ เช่น ตลาด รถโดยสารสาธารณะ ซึ่งเป็นวิธีง่ายๆ แต่เข้าถึง จากเดิมที่ชาวเฮติมักขับถ่ายปัสสาวะ-อุจจาระตรงไหนก็ได้แม้แต่ข้างถนนทำให้สุขอนามัยไม่ดีเป็นสาเหตุการระบาดของอหิวาตกโรคก็นำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม อนึ่ง ความไม่เชื่อมั่นในรัฐบาลก็ยังส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในด้านอื่นๆ เช่น หญิงตั้งครรภ์ไม่นิยมไปคลอดบุตรที่โรงพยาบาลแต่ตลอดเองที่บ้าน ส่งผลให้อัตราการเสียชีวิตของแม่และทารกค่อนข้างสูง

ขณะที่ ศ.ดร.พิรงรอง รามสูต รณะนันท์ อาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงท่าทีของผู้มีอำนาจ เช่น โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ มักโจมตีสื่อที่ตนเองไม่ชอบว่าเป็นผู้เผยแพร่ข่าวปลอม หรือบทบาทหน่วยงานของรัฐที่ทำหน้าที่แก้ไข (Debunk) เมื่อเกิดข่าวปลอม ข่าวที่ถูกแก้ออกมาอาจไม่ถูกมองว่าจริงหรือเท็จ แต่เป็นข้อมูลอีกชุด (Version of Information) ที่ทำให้ผู้มีอำนาจได้ประโยชน์

“Disinformation (การบิดเบือน) คาบเกี่ยวอยู่บนความจริงและไม่จริง-เท็จและไม่เท็จ มันก็ขึ้นอยู่กับ Version of Truth (ชุดของความจริง) หรือ Version of Information (ชุดของข้อมูล) ถูกนำมาสนับสนุน Claim (อ้าง) ว่าอะไรจริง-ไม่จริง มันมาจากใคร มันอาจจะไม่ได้อยู่ที่ตัวความจริง มันอยู่ที่ว่าใครพูด ใครเสียงใหญ่หรือใครทำให้คนเชื่อถือได้มากกว่ากัน” ศ.ดร.พิรงรอง กล่าว พร้อมกับยกตัวอย่างภาพ “rabbit–duck illusion” ขึ้นมาประกอบ โดยเป็นภาพที่ศิลปินวาดให้มองเห็นได้ทั้งภาพเป็ดและภาพกระต่าย

อีกด้านหนึ่ง พิชญ์วดี กิตติปัญญางาม ผู้ร่วมก่อตั้งและผู้บริหาร Arkki ประเทศไทย กล่าวถึงการประเมินความรู้เท่าทันสื่อ ซึ่งวัดจาก 3 ปัจจัยคือ 1.เสรีภาพสื่อ (Media Freedom) เช่น หากประเทศมีเสรีภาพสื่อสูงแล้วผู้คนไม่หลงเชื่อข่าวปลอมแสดงว่ามีความรู้เท่าทันสื่อสูง 2.คุณภาพการศึกษา (Education Quality) เช่น การสอบที่เป็นสากลอย่าง PISA จะมีวิชาการอ่านเพื่อทดสอบทักษะการคิดวิเคราะห์ ซึ่งพบว่า คนที่สามารถอ่านอะไรยาวๆ ได้ จะมีภูมิต้านทานต่อข่าวปลอมสูงกว่าคนที่อ่านเพียงไม่กี่บรรทัดแล้วสรุป

และ 3.ความไว้วางใจกันของผู้คน (Trust in People) ซึ่งแต่ละสังคมจะแตกต่างกัน เช่น ประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวีย อาทิ สวีเดน ฟินแลนด์ ประชาชนค่อนข้างเชื่อมั่นในศูนย์ข่าวของรัฐ แต่ก็ต้องเข้าใจว่าประเทศเหล่านี้สร้างขึ้นมาบนความไว้วางใจซึ่งกันและกันแม้กระทั่งครูยังไม่มีระบบประเมินผลการสอน หรือการทุจริต (Corruption) ก็เป็นตัวแปรที่ส่งผลต่อความไว้วางใจ โดยประเทศที่มีปัญหาการทุจริตต่ำคะแนนความรู้เท่าทันสื่อก็จะสูง หรือสังคมที่ไม่เชื่อมั่นในวิทยาศาสตร์ ไม่เชื่อมั่นในสื่อมวลชน คะแนนความรู้เท่าทันสื่อก็จะน้อย

“ความสัมพันธ์ระหว่าง Corruption (การทุจริต) กับ Media Literacy (ความรู้เท่าทันสื่อ) สัมพันธ์กันอย่างนี้เลย ประเทศที่ Corruption น้อยที่สุด คือ Clean (สะอาด) มากๆ ฟินแลนด์อยู่อันดับต้นๆเลยมี Trust (ความไว้วางใจ) เยอะ ทำให้ Media Literacy เขาออกมาสูงด้วยเช่นกัน” พิชญ์วดียกตัวอย่าง

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ‘คนจนเมือง-แรงงานข้ามชาติ’ จุดเปราะบางคุมโควิด ‘มหานคร’ #SootinClaimon.Com

Posted on July 3, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/584793

สกู๊ปแนวหน้า : ‘คนจนเมือง-แรงงานข้ามชาติ’ จุดเปราะบางคุมโควิด‘มหานคร’

วันเสาร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“เมือง” สถานที่ที่คนมาอยู่อาศัยรวมกัน เมืองมีความสำคัญในฐานะ “พื้นที่เศรษฐกิจ” จากแหล่งงานอาชีพที่หลากหลาย แต่ในยามเกิดภัยพิบัติ เมืองก็อาจกลายเป็น “จุดเปราะบาง” เสียหายได้ง่าย ดังปัจจุบันที่โลกเผชิญสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 เมืองใหญ่หลายแห่งรวมถึง กรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงทั้งด้านสุขภาพจากปัจจัยที่เอื้อต่อการระบาด เช่น การมีผู้คนอยู่อย่างแออัดหนาแน่น และทั้งด้านเศรษฐกิจที่กิจการต่างๆ ต้องถูกปิดเพื่อสกัดไม่ให้โรคระบาด นำไปสู่ปัญหาการว่างงาน

เมื่อเร็วๆ นี้ มีการเสวนาเรื่อง “มหานครโควิด-19 ชะตากรรมคนจนเมือง” หยิบยกสถานการณ์โควิด-19 ในชุมชนแออัดและผลกระทบกับประชากรทั้งที่เป็นคนไทยและแรงงานข้ามชาติ (หรือต่างด้าว) ที่ทำมาหากินอยู่ในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ มาพูดคุย อาทิ นพ.วิรุฬ ลิ้มสวาท ผู้อำนวยการสำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า จากที่เคยทำงานกับชุมชนได้ข้อมูลว่าแรงงานต่างด้าวโดยเฉพาะที่ผิดกฎหมายเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อโรคระบาด และเมื่อสอบถามไปยังฝ่ายนโยบายก็ได้รับคำชี้แจงว่ามีงบประมาณควบคุมโรคในกลุ่มนี้

แต่มีความท้าทายสำคัญคือ 1.งบประมาณจะไปถึงคนกลุ่มดังกล่าวได้อย่างไร กับ 2.ทำอย่างไรจะทำให้สังคมเข้าใจถึงความจำเป็นในการใช้งบประมาณไปดูแลคนกลุ่มนี้ขณะเดียวกัน จำเป็นต้องออกแบบระบบสาธารณสุขในเขตเมืองกันใหม่ เป็นระบบที่ภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคประชาชน ต้องร่วมมือกันอย่างจริงจัง แลกเปลี่ยนแบ่งปันข้อมูลซึ่งกันและกันเพื่อการสอบสวนโรคอย่างครอบคลุมและควบคุมโรคอย่างทั่วถึง

เช่นเดียวกับ นภนาท อนุพงศ์พัฒน์ ผู้อำนวยงานมูลนิธิเครือข่ายพุทธิกา เปิดเผยว่า คนในชุมชนก็มีเสียงสะท้อนเรื่องนี้เช่นกัน เพราะแรงงานต่างด้าวเช่าที่พักอาศัยในชุมชนโดยเฉพาะชุมชนแออัด ดังนั้นจึงมีคำถามว่า ควรมีวิธีคิดอย่างไรในการดำรงอยู่ของคนกลุ่มนี้ ซึ่งอยู่ในชุมชนในกรุงเทพฯ เป็นจำนวนมาก จะนับคนกลุ่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของชุมชนอย่างไร เช่น ระบบทะเบียน ระบบสวัสดิการ

ด้าน วรรณา แก้วชาติ ผู้ประสานงานโครงการมูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย กล่าวเสริมว่า นอกจากแรงงานต่างด้าวแล้วยังมีคนไทยอีกประมาณ 4-5 แสนคน ซึ่งมีปัญหาสถานะทางทะเบียน ตลอดจนผู้ต้องขังที่พ้นโทษแล้วไม่มีที่ไปและไม่ได้ทำบัตรประชาชน คนกลุ่มนี้ไม่ค่อยถูกพูดถึงมากนัก อาทิ ในกรุงเทพฯ มีคนติดทะเบียนบ้านกลางราว 2 หมื่นคน ส่วนคำถามที่ว่าเหตุใดต้องนำเงินภาษีไปดูแลคนทุกคนไม่เว้นแม้แต่ประชากรกลุ่มเหล่านี้ด้วย ก็ต้องบอกว่าคนเหล่านี้เขาก็ทำงานและจับจ่ายใช้สอยเป็นภาษีมูลค่าเพิ่มไม่ต่างจากคนอื่นๆ ในสังคม

ขณะที่ สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(TDRI) ให้ความเห็นว่า หากรัฐมีงบประมาณเพียงพอ ควรฉีดวัคซีนให้กับทุกคนในชุมชนที่ฉีดได้ ไม่ต้องกำหนดไว้เพียงร้อยละ 70 ของชุมชน เพราะแม้วัคซีนจะไม่ได้ป้องกันการติดเชื้อได้ 100% แต่อย่างน้อยก็สามารถลดอาการป่วยรุนแรงหากติดเชื้อได้ ขณะที่การสอบสวนโรค ที่ผ่านมาทำงานได้ไม่เต็มที่ ไม่สามารถติดตามกลุ่มเสี่ยงได้ครบถ้วนอย่างรวดเร็ว ทำให้มีข่าวการระบาดเป็นกลุ่มก้อน หรือคลัสเตอร์ (Cluster) ใหม่ๆ เกิดขึ้นเรื่อยๆ

ทั้งนี้ ในกรุงเทพฯ ควรมีทีมสอบสวนโรคอย่างน้อย 200 ทีม และต้องเข้าถึงอย่างรวดเร็วในพื้นที่ความเสี่ยงสูง เช่น ชุมชนแออัดย่านคลองเตย ไม่ควรปล่อยให้ผู้ติดเชื้ออยู่ในชุมชนเป็นเวลานานแพราะเสี่ยงต่อการทำให้เชื้อแพร่กระจาย ขณะเดียวกัน รัฐอาจใช้งบประมาณเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในชุมชนควบคู่ไปกับการควบคุมโรคด้วยก็ได้ เช่น ให้คนที่ตกงานมาทำงานส่งอาหารและน้ำกับคนที่ต้องกักตัว เป็นต้น โดยให้คนในชุมชนร่วมกันคิดว่าในชุมชนของตนจะทำโครงการอะไรเพื่อดูแลคนในชุมชนด้วยกันเองก่อนนำเสนอให้รัฐอำนวยการสนับสนุน

ส่วนประเด็นแรงงานต่างด้าวทั้งถูกและผิดกฎหมาย สมชัย กล่าวว่า ไม่ว่าในแง่มนุษยธรรมหรือการควบคุมโรค ย่อมไม่อาจเว้นคนกลุ่มนี้ได้ แต่รัฐบาลอาจกังวลกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชนที่มองว่าเหตุใดต้องนำเงินภาษีของคนไทยไปซื้อวัคซีนฉีดให้แรงงานเหล่านั้นด้วย นำมาสู่นโยบายแบบหลับตาข้างหนึ่ง คือไม่โฆษณาประชาสัมพันธ์ว่าจะฉีดให้แรงงานต่างด้าว แต่เมื่อมาขอก็จะฉีดให้ จึงมองว่านโยบายไปไม่สุดทาง

“ผมคิดว่ามันต้องการการประกาศนโยบายอย่างชัดเจนกว้างขวาง ว่านี่คือกลุ่มที่เราจะดูแลด้วย และดีไม่ดีอาจจะต้องดูแลก่อนด้วยซ้ำ เพราะถ้าเกิดเขามีพฤติกรรมซึ่งนำไปสู่การระบาดมากกว่า อันนี้ยิ่งจะต้องได้ Priority (ความสำคัญ) ด้วยซ้ำ อันนี้เป็นเรื่องหนึ่งที่ผมคิดว่ารัฐบาลต้องเอาให้ชัดว่ามีนโยบายอย่างไรกันแน่ ประกาศให้ชัดเจนแล้วก็ทำตามนั้นด้วย” ผอ.วิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง TDRI กล่าว

รศ.ดร.ชะนวนทอง ธนสุกาญจน์ คณบดีคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เล่าถึงโครงการทดลองที่ทำร่วมกับชุมชน ซึ่งพบว่า คนในชุมชนมีบทบาทมากในการจัดทำข้อมูลในเชิงป้องกันโรค เช่น วิถีชีวิตเสี่ยงของคนในชุมชนไม่ว่าคนไทยหรือต่างชาติ ที่พักอาศัยที่โครงสร้างทางกายภาพเสี่ยงต่อการระบาดของโรค อาทิ การระบายอากาศทำได้ไม่ดี ถึงขั้นที่เคยชวนคณะทำงานจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมออกแบบและทำความเข้าใจกับเจ้าของอาคารให้เช่าที่เป็นจุดเสี่ยง

อนึ่ง พัฒนาการของระบบสาธารณสุขเริ่มมาจากชนบท แต่ปัญหาในปัจจุบันเกิดขึ้นในมหานครที่มีความซับซ้อนมาก คนทำงานด้านนี้จึงต้องเก่งขึ้นกว่าเดิม เนื่องจากใน 1 ชุมชนมีหลายชุมชนย่อยแต่ไม่มีข้อมูล ที่สำคัญคือระบบสาธารณสุขต้องให้คนมีส่วนร่วม ซึ่งน่าชื่นชมสำหรับหลายชุมชน แต่ที่ต้องเพิ่มเติมคือความเข้าใจตั้งแต่ลักษณะของเชื้อโรค การรักษาไปจนถึงการฉีดวัคซีน เพื่อแก้ปัญหาข่าวลวง ข่าวลือและข่าวชวนงง

“ข้อมูลที่ส่งมาคนในพื้นที่ไม่เข้าใจ เช่น มาตรการบอกว่าต้องเข้าไปอยู่โรงพยาบาล รักษาตัว 14 วัน ถึงจะกลับมาได้ แต่มาตรการนี้ในทางการแพทย์เขาก็จะบอกว่าให้นับตั้งแต่วันไหนถึงวันไหน แต่คนในชุมชนไม่มีข้อมูลตรงนั้น ก็เกิดการโวยวายขึ้นมาว่าแล้วทำไมปล่อยมาก่อน ระบบไม่ดีนะ ตอนนี้คณะสาธารณสุขเราเข้าไป นอกจากจะเก็บข้อมูลมองเห็นสถานการณ์จริงแล้ว เรายังเป็นตัวเชื่อมในการอธิบายข้อมูลทางการแพทย์ ทางการสาธารณสุขให้ไปสู่การปฏิบัติที่เป็นไปได้” รศ.ดร.ชะนวนทอง ระบุ

ปิดท้ายด้วย ผศ.ดร.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ อาจารย์ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่กล่าวว่า สิ่งที่ต้องตั้งต้นก่อนคือเรื่องของ “สิทธิที่จะอยู่ในเมือง” ในสถานการณ์โรคระบาดทุกคนมีสิทธิที่จะอยู่ในเมือง ไม่ว่าจะเป็นคนที่มีหรือไม่มีภูมิลำเนาตามทะเบียนบ้านในเมืองนั้น เพราะทุกคนมีส่วนร่วม
พัฒนาเมือง หากตั้งต้นจากจุดนี้ก็จะนำไปสู่การดูแลประชากรกลุ่มต่างๆ ทั้งนี้ การแก้ปัญหาชุมชนไม่อาจทำได้เพียงการนำสิ่งของไปแจกเพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำความเข้าใจ

เช่น คนในชุมชนมีแหล่งงานอยู่ที่ใด รายได้มาจากไหนมีส่วนร่วมพัฒนาพื้นที่บริเวณนั้นอย่างไร ซึ่งคนในชุมชนเป็นแรงงานบริการให้กับคนอีกจำนวนมากในสังคม อาทิ ชุมชนคลองเตยกับย่านสุขุมวิท ความเกี่ยวโยงนี้นำไปสู่การพูดเรื่องเมืองแบ่งปัน (Sharing City) และฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ที่จะไม่ได้เห็นเฉพาะข้อมูลผู้ป่วย แต่เป็นข้อมูลซับซ้อน ทั้งการสร้างประโยชน์ให้กับเมือง ผลกระทบ ความเปราะบาง สถานะของแต่ละคนในพื้นที่นั้นฯลฯ หากไม่มีข้อมูลเหล่านี้ย่อมไม่สามารถวางแผนการพัฒนาทั้งสุขภาพ เมืองและเศรษฐกิจได้

“เรื่องบ้านเช่าเป็นเรื่องใหญ่ ถ้าเราไม่ทำเรื่องนี้เราจะสร้าง Balance (สมดุล) เรื่องบ้านกับงานไม่ได้ ตอนนี้เห่อกันเรื่องสร้าง TOD (Transit Oriented Development-การพัฒนาพื้นที่รอบสถานีขนส่งมวลชน) การสร้างชุมชนตามสาธารณะ แต่ปัญหาใหญ่ตอนนี้คือคุณพูดแต่เรื่องรถไฟฟ้ากับที่พักอาศัย แต่คุณไม่พูดว่าคนจำนวนมากเขาจะอยู่อย่างไร แล้วเรื่องนี้มันสำคัญเพราะเราไม่มีข้อมูล ไม่มีนโยบาย

แล้วบ้านเช่ามันมีหลายระดับ แล้วมันเป็นจุดเปราะบางทุกเรื่อง ตั้งแต่แรงงานต่างด้าว คนรวย-คนจนถ้าเขาถูกกระทบจากเศรษฐกิจ เขาก็ต้องลดระดับมาตรฐานบ้านเช่าเขาลงเรื่อยๆ จากเช่าบ้านแพงมาสู่บ้านถูก แล้วสุดท้ายก็ออกไปเป็นคนไร้บ้านได้ด้วย” ผศ.ดร.พิชญ์ ยกตัวอย่างหนึ่งในข้อมูลของเมืองที่ภาครัฐจำเป็นต้องมี แต่ในความเป็นจริงนั้นขาดหายไป

ผศ.ดร.พิชญ์ ยังกล่าวถึงประเด็นบ้านเช่าไว้อีกว่าในต่างประเทศการไล่ผู้เช่าออกจากที่พักอาศัยไม่สามารถทำได้โดยง่าย และการขึ้นค่าเช่าก็มีขั้นตอน ซึ่งในประเทศไทยก็ต้องหาแนวทางที่ยืดหยุ่น โดยท้องถิ่นต้องเข้ามาดูเรื่องนี้อย่างจริงจัง เช่น เมื่อมีโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ ต้องพิจารณาด้วยว่าแล้วคนจนจะอยู่อย่างไร จะชดเชยอย่างไร มากกว่าเพียงการไล่รื้อ เพราะดีกว่าที่จะให้คนหลุดออกไปเป็นคนไร้บ้าน หรือเข้าไปสู่แวดวงอาชญากรรม

อันเป็นปัญหาที่ใหญ่ขึ้น!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : กระทบทั่วถึงแต่ไม่เท่ากัน ตลาดแรงงานไทยยุคโควิด #SootinClaimon.Com

Posted on June 27, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/583227

สกู๊ปแนวหน้า : กระทบทั่วถึงแต่ไม่เท่ากัน  ตลาดแรงงานไทยยุคโควิด

สกู๊ปแนวหน้า : กระทบทั่วถึงแต่ไม่เท่ากัน ตลาดแรงงานไทยยุคโควิด

วันอาทิตย์ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ยังคงอยู่ที่งานสัมมนาวิชาการประจำปี 2564 EconTU Symposium ครั้งที่ 43 ภายใต้หัวข้อ “ก้าวต่อไปเพื่อประเทศไทยที่ยั่งยืน” โดยคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หลังจากที่นำเสนอไปแล้ว 2 ตอน (พฤหัสบดีที่24 มิ.ย. และเสาร์ที่ 26 มิ.ย. 2564) ว่าด้วยการพัฒนาอย่างยั่งยืนและการส่งออกตามลำดับ ส่วนในฉบับนี้ เป็นการสรุปการบรรยายของผศ.ดร.แก้วขวัญ ตั้งติพงศ์กูล กลุ่มเศรษฐศาสตร์ทรัพยากรมนุษย์ นวัตกรรม และการพัฒนา (HIDE) คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในงานวิจัยหัวข้อ “โลกคู่ขนานของตลาดแรงงานไทยในช่วงโควิด-19” โดยใช้ข้อมูลกำลังแรงงาน (Workforce)ระหว่างปี 2554-2563 และข้อมูลไตรมาสที่ 2 ของปี 2561-2563

เพื่อวิเคราะห์จำนวนแรงงาน ระยะเวลาการหางาน กิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ ชั่วโมงการทำงาน ตลอดจนผลกระทบของแรงงานจากสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งส่งผลต่อการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ข้อที่ 8 ว่าด้วยการเติบโตทางเศรษฐกิจและการมีงานทำ โดยช่วงไตรมาส 1-2/2563ที่เริ่มมีการระบาดเกิดขึ้น พบจำนวนผู้มีงานทำลดลงและคนว่างงานเพิ่มขึ้นอย่างรุนแรง ขณะที่การหางานในช่วงไตรมาส 1-3/2563พบจำนวนผู้ที่สามารถหางานทำได้ในเวลาไม่เกิน 1 เดือนลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับช่วงก่อนสถานการณ์โรคระบาด

“เมื่อเปรียบเทียบระหว่างปี 2554-2563 Pattern (รูปแบบ) ของจำนวนลูกจ้างและจำนวนค่าจ้างมี Pattern ที่เพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆและเป็น Pattern ที่แปรตามสภาพไตรมาสที่คล้ายคลึงกัน จำนวนลูกจ้างถ้าเรามองลึกเข้าไปมันเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งที่สะท้อนสภาพเศรษฐกิจที่ดีหรือไม่ดีในช่วงเวลาต่างๆ เราจะเห็นได้ว่าถ้าเศรษฐกิจดี จำนวนลูกจ้างและชั่วโมงการทำงานจะเพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่ถ้าเศรษฐกิจถดถอยจำนวนลูกจ้างและชั่วโมงการทำงานก็จะลดลงไปตามสภาพของเศรษฐกิจตรงนั้น” ผศ.ดร.แก้วขวัญ กล่าว

แม้วิกฤติไวรัสโควิด-19 จะส่งผลกระทบต่อแรงงานทุกกลุ่ม แต่กลุ่มที่ได้รับผลกระทบค่อนข้างรุนแรงคือแรงงานที่มีวุฒิไม่ถึงระดับอุดมศึกษา (ปริญญาตรีขึ้นไป) ที่พบว่าค่าประมาณค่าจ้างรายเดือนลดลง ขณะที่เมื่อแบ่งตามกลุ่มอาชีพ พบว่า ค่าประมาณค่าจ้างรายเดือนลดลงในกลุ่มพนักงานบริการและผู้จำหน่ายสินค้า เกษตรกรและชาวประมง ช่างฝีมือ รวมถึงผู้ประกอบอาชีพงานพื้นฐาน

ผศ.ดร.แก้วขวัญ ระบุว่า ข้อค้นพบนี้ไม่ต่างจากในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ที่พบว่า ผู้ที่ทำงานซึ่งมีความยืดหยุ่นสูง สามารถทำนอกสถานที่ได้ (อาทิ ทำที่บ้าน-Work from Home) กับผู้ที่แม้จะทำงานที่ไม่สามารถทำนอกสถานที่ได้แต่เป็นอุตสาหกรรมที่สำคัญ จะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 น้อยกว่าผู้ที่ทำงานในอุตสาหกรรมที่มีความยืดหยุ่นต่ำหรือเป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญน้อยกว่า

ในการวิเคราะห์โดยแบ่งตามกลุ่มอุตสาหกรรม สำหรับประเทศไทยพบว่า ค่าประมาณค่าจ้างรายเดือนเพิ่มขึ้นในแรงงานกลุ่มอุตสาหกรรมการเงินและประกันภัย กับกลุ่มอุตสาหกรรมด้านสุขภาพ ตรงข้ามกับแรงงานในกลุ่มเกษตร ป่าไม้ ประมง ก่อสร้าง ที่พักแรมและบริการด้านอาหาร การบริหารและบริการสนับสนุน ศิลปะ บันเทิงและนันทนาการ รวมถึงกิจกรรมบริการด้านอื่นๆ ที่พบว่าค่าประมาณค่าจ้างรายเดือนลดลง

ส่วนความช่วยเหลือของรัฐบาลในสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 พบว่า “ระยะเร่งด่วน”เช่น มาตรการช่วยเหลือด้านรายจ่าย ที่พบว่ารัฐบาลมีโครงการช่วยเหลือแรงงานกลุ่มต่างๆ อาทิ ใช้ช่องทางของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ช่วยพักหนี้เกษตรกรในพื้นที่เสี่ยงสูง ส่วนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ความช่วยเหลือเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับรัฐไว้

ขณะที่ กระทรวงการคลัง ออกหลากหลายมาตรการ ตั้งแต่เราไม่ทิ้งกัน-เราชนะ (สำหรับแรงงานนอกระบบ) คนละครึ่ง ยืดระยะเวลาการจ่ายภาษีประจำปี ส่วน กระทรวงแรงงาน ออกมาตรการ ม33เรารักกัน (สำหรับแรงงานในระบบประกันสังคม มาตรา 33)ส่วนมาตรการใน “ระยะยาว” มีข้อเสนอเชิงนโยบายคือ “สร้างความยืดหยุ่นในตลาดแรงงาน” คือการสร้างศักยภาพให้กับกลุ่มตลาดแรงงานที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เช่น การศึกษาต้องเป็นรูปแบบใด ด้านนายจ้างก็ต้องปรับตัว อาทิ นำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาโดยมีภาครัฐขับเคลื่อนนโยบายที่สำคัญต่อตลาดแรงงาน

“การสร้างความยั่งยืนให้กับตลาดแรงงานไทย นำประเทศไทยไปสู่ทิศทางที่ดี ต้องประกอบด้วย 3 ส่วนคือภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาชน สิ่งเหล่านี้จะทำให้ตลาดแรงงานไทยมีความยั่งยืน จะสามารถ Achieve (บรรลุ) ในเรื่องหลักการของการพัฒนาที่ยั่งยืนได้” ผศ.ดร.แก้วขวัญ กล่าวในท้ายที่สุด


SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : มอง ‘ส่งออก’ ก่อน-หลังโควิด ‘ไทย’ ยังดี..แต่มีที่ต้องปรับปรุง #SootinClaimon.Com

Posted on June 26, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/583045

สกู๊ปแนวหน้า : มอง‘ส่งออก’ก่อน-หลังโควิด  ‘ไทย’ยังดี..แต่มีที่ต้องปรับปรุง

สกู๊ปแนวหน้า : มอง‘ส่งออก’ก่อน-หลังโควิด ‘ไทย’ยังดี..แต่มีที่ต้องปรับปรุง

วันเสาร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 02.00 น.

สถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 นอกจากส่งผลกระทบด้านสุขภาพแล้วยังลามไปถึงด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในภาคบริการและท่องเที่ยวที่กิจการจำนวนมากต้องปิดตัวลงจากมาตรการจำกัดการเดินทางเพื่อตัดวงจรโรคระบาด อย่างไรก็ตาม “การส่งออก” ก็เป็นอีกภาคส่วนของเศรษฐกิจที่มีการตั้งคำถามว่าได้รับผลกระทบบ้างหรือไม่ โดยเมื่อเร็วๆ นี้ มีการบรรยายเรื่อง “ความอยู่รอดของการส่งออกของไทยหลังการแพร่ระบาดของโควิด” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงานสัมมนาวิชาการประจำปี 2564 EconTU Symposium ครั้งที่ 43 ภายใต้หัวข้อ “ก้าวต่อไปเพื่อประเทศไทยที่ยั่งยืน” โดยคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ผศ.ดร.อลงกรณ์ ธนศรีธัญญากุล กลุ่มวิจัยความสามารถในการแข่งขัน (ICRC) คณะเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะผู้ทำงานวิจัยเรื่องนี้ กล่าวว่า ในสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19ผลักดันให้เกิดการกระจายการส่งออกเพิ่มขึ้นเพื่อลดความเสี่ยงในการส่งออก แม้จะยังไม่มีผลการศึกษาที่ชี้ว่านโยบายนี้ตอบโจทย์มาก-น้อยเพียงใด ซึ่งสำหรับประเทศไทย จำเป็นต้องตอบคำถาม 3 ข้อคือ

1.ปัจจุบันไทยกระจายการส่งออกมาก-น้อยเพียงใด? หากปัจจุบันทำอยู่มากแล้ว นโยบายนี้ก็จะทำได้ยากขึ้น 2.ที่ผ่านมาแนวโน้มความอยู่รอดการส่งออกของไทยเป็นอย่างไร? การเข้าใจเรื่องนี้อย่างดีจะทำให้คาดการณ์ได้ว่าในยุคหลังโควิดทิศทางการส่งออกของไทยควรจะเป็นอย่างไร และ 3.อะไรเป็นปัจจัยกำหนดความอยู่รอดการส่งออกของไทย? หากเข้าใจเรื่องนี้ก็จะสามารถออกแบบนโยบายการส่งออกได้

เมื่อดูสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในโลกผ่านงานศึกษาต่างๆพบว่า 1.สินค้าส่งออกใหม่ๆ จะหายจากตลาดไปในเวลาเพียงไม่กี่ปี เช่น สินค้าจากประเทศอื่นๆ ที่ส่งไปสหรัฐอเมริกา จะมีเวลาอยู่รอดเพียง 2-4 ปีเท่านั้น เช่นเดียวกับแคนาดา บริษัทส่งออกมีแนวโน้มหยุดส่งออกภายในระยะเวลาเพียง 12 เดือน หรือแม้แต่สินค้าที่เคยส่งออกมาตลอดในประเทศหนึ่งกลับไม่ได้ส่งออกอีกเลย กับ 2.ประเทศต่างๆ เผชิญความไม่มีเสถียรภาพของสินค้าที่มีความสามารถในการแข่งขันสูงตลอดเวลา สินค้าที่เคยมีความสามารถในการแข่งขันสูงนั้นอาจสูญเสียความสามารถได้รวดเร็ว

“ปัจจัยกำหนดความอยู่รอดของสินค้าส่งออก มันก็มีงานศึกษาที่พบว่า เช่น ประสบการณ์ในการส่งออกขนาดเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้า สินค้าที่อยู่ในเครือข่ายการผลิตระหว่างประเทศ แล้วก็สิ่งแวดล้อมทางธุรกิจที่ดีมันเป็นปัจจัยทางบวกที่ทำให้ความอยู่รอดของการส่งออกเพิ่มขึ้น ในขณะที่อีกประเด็นที่หลายฝ่ายกังวลกันคือ Exchange Rage (อัตราแลกเปลี่ยน) ที่มันผันผวน มันกระทบต่อความอยู่รอดไหม?” ผศ.ดร.อลงกรณ์ ระบุ

วิธีการศึกษานั้นใช้ข้อมูลการค้าระหว่างประเทศจากฐานข้อมูล UNCOMTRADE ระหว่างปี 2543-2563 ยกกลุ่มตัวอย่าง 7 ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) คือ ไทย เวียดนาม สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์และกัมพูชา และประเทศใหญ่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกอย่างจีนพบว่า 1.ไทยมีการกระจายการส่งออกค่อนข้างสูง โดยใกล้เคียงกับสิงคโปร์และมาเลเซีย ดังนั้นปัจจุบันโอกาสกระจายการส่งออกของไทยน่าจะทำได้ยาก เพราะทุกวันนี้ไทยมีสินค้าส่งออกเกือบ 2,700 รายการ จากทั้งหมดของรายการสินค้าที่เป็นไปได้ 3,100 รายการ

2.จีนเป็นประเทศที่อยู่รอดอย่างมากในการส่งออกจากมูลค่าการส่งออกที่สูง แต่ไทยก็ยังอยู่ในกลุ่มที่อยู่รอดเช่นกัน โดยมีมูลค่าการส่งออกใกล้เคียงกับสิงคโปร์และมาเลเซีย 3.ในบรรดาประเทศที่อยู่รอดด้านการส่งออก จีนนั้นเป็นอันดับหนึ่ง เพราะมีสินค้าที่อยู่รอดได้เกิน 5 ปีมากกว่าร้อยละ 50 ส่วนไทยนั้นเป็นอันดับ 2 และเวียดนามอันดับ 3 อย่างไรก็ตาม ความเป็นอันดับ 2 ของไทยนั้นอยู่ใกล้จีนมากกว่าใกล้เวียดนาม หมายถึงไทยมีโอกาสอยู่รอดในการส่งออกมากกว่ากลุ่มตัวอย่างอื่นๆ ที่เหลือ 4.สินค้าในเครือข่ายการผลิตระหว่างประเทศ (GPN) มีโอกาสอยู่รอดในการส่งออกมากกว่าสินค้านอกเครือข่าย แต่ไม่ว่าจะเป็นสินค้า GPN หรือไม่ จีนกับไทยก็ยังเป็นอันดับ 1และ 2 ตามลำดับ

5.ในสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ไทยไม่ได้รับผลกระทบด้านการส่งออกมากนัก แต่ในอนาคตก็ยังต้องติดตามกันต่อไป 6.สิ่งแวดล้อมทางธุรกิจที่ดีขึ้นส่งผลให้ความอยู่รอดในการส่งออกเพิ่มขึ้นเช่น ความง่ายในการประกอบธุรกิจ ข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ขนาดของประเทศคู่ค้า ฯลฯ ในทางกลับกัน พบว่า ระยะทาง ประสบการณ์ส่งออก มูลค่าการส่งออกเริ่มต้นและช่วงเวลาหลังวิกฤติเศรษฐกิจปี 2551 (วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์) ทำให้โอกาสอยู่รอดในการส่งออกลดลง โดยเฉพาะระยะทางยังเป็นต้นทุนสำคัญของผู้ส่งออก นอกจากนี้ยังพบว่า ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนไม่มีผลต่อความอยู่รอดในการส่งออก

“สรุปเป็น 3 ประเด็น ประการแรก ความอยู่รอดในการส่งออกของประเทศไทยยังอยู่ระดับสูงเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาค ประการที่สอง อัตราความอยู่รอดของสินค้าส่งออกต่างๆ มีความแตกต่างกัน ซึ่งตรงนี้ภาครัฐควรทำความเข้าใจให้ดี โดยที่สินค้า GPN จะมีอัตราความอยู่รอดสูงกว่าสินค้าอื่นๆ และประการสุดท้าย ในช่วงเกิดโควิดเรายังไม่พบว่าไทยเผชิญกับปัญหาความเสี่ยงของความล้มเหลวในการส่งออกอย่างชัดเจน ตรงนี้มันยังเป็น Sign (สัญญาณ) ที่ดีอยู่ แต่ไม่แน่ใจว่า Sign นี้มันจะอยู่กับเราได้นานแค่ไหน”ผศ.ดร.อลงกรณ์ กล่าว

ผศ.ดร.อลงกรณ์ ยังฝากข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย 1.นโยบายกระจายการส่งออกแม้ทำได้แต่มีโอกาสสำเร็จน้อย เนื่องจากที่ผ่านมาไทยกระจายการส่งออกอย่างสูงอยู่แล้ว ประกอบกับในอนาคตการแข่งขันจะรุนแรงขึ้น ดังนั้นผู้ตัดสินใจควรเป็นภาคเอกชน โดยมีภาครัฐเป็นผู้อำนวยความสะดวก การชี้นำของภาครัฐนำมาซึ่งความเสี่ยง เพราะหากล้มเหลวก็ไม่สามารถเข้าไปแบกรับความเสี่ยงของภาคเอกชนได้

2.ไทยควรเร่งปรับปรุงและอำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะการลดอุปสรรคและต้นทุนการค้าระหว่างประเทศ เพื่อรองรับการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในอนาคต ซึ่งข้อเสนอนี้มีที่มาจากการจัดอันดับประเทศที่มีความยาก-ง่ายในการทำธุรกิจ (Ease of Doing Business) โดยธนาคารโลก (World Bank)ที่จัดอันดับในปี 2563 พบว่า แม้คะแนนในภาพรวมจะอยู่ในอันดับ 21 หรือค่อนข้างดี แต่คะแนนด้านการค้าข้ามพรมแดน (Trading Across Border) ไทยอยู่เพียงอันดับ 62 ถือว่าค่อนข้างต่ำ

“ในช่วงเวลาที่มันเกิดโควิด มันน่าจะเป็นเวลาที่เราควรจะเตรียมความพร้อม และพยายามฉกฉวยโอกาสให้ได้มากที่สุด เพื่อที่เวลาเมื่อโควิดจบลงไป เราก็จะได้เสริมในลักษณะของภูมิคุ้มกันให้กับผู้ส่งออกได้มากขึ้น”ผศ.ดร.อลงกรณ์ กล่าวในท้ายที่สุด

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ‘เป้าหมายการพัฒนายั่งยืน’ ทำข้อใดลดเหลื่อมล้ำตรงจุด #SootinClaimon.Com

Posted on June 24, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/582472

สกู๊ปแนวหน้า : ‘เป้าหมายการพัฒนายั่งยืน’  ทำข้อใดลดเหลื่อมล้ำตรงจุด

สกู๊ปแนวหน้า : ‘เป้าหมายการพัฒนายั่งยืน’ ทำข้อใดลดเหลื่อมล้ำตรงจุด

วันพฤหัสบดี ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 04.00 น.

“ปัญหาของประเทศไทยคือการพัฒนาในอดีตของเราส่งผลต่อความเหลื่อมล้ำในมิติต่างๆ สูงขึ้นมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นด้านรายได้ ทรัพย์สิน การศึกษาและสังคม ในด้านรายได้ ความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ของเรามีแนวโน้มแย่ เรียกง่ายๆ คือคนรวยรวยขึ้น คนจนก็จนขึ้น รวย-จนในที่นี้คือรายได้แต่ละปีด้านทรัพย์สิน มีรายได้ฉบับหนึ่งของเครดิตสวิส (Credit Suisse) เมื่อหลายปีก่อน บอกว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่เหลื่อมล้ำมากที่สุดในโลกในด้านทรัพย์สิน

การศึกษา โควิด-19 ทำให้เราเห็นอะไร? โรงเรียนที่ยากจนไม่มีโอกาสหรือมีโอกาสน้อยที่จะใช้อุปกรณ์ทางด้านออนไลน์ในการเรียนต่อในช่วงโควิด ขณะเดียวกันโรงเรียนที่ร่ำรวยนักศึกษาสามารถมีไอแพด (iPad) มีทุกอย่าง ช่วยในการเรียนต่อในช่วงนี้ ด้านสังคมอย่างที่เห็น สังคมเราค่อนจะเหลื่อมล้ำสูงขึ้นเรื่อยๆ มันนำไปสู่ที่ว่าแล้วถ้าเราต้องมุ่งไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนในอนาคต เราจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำได้อย่างไรบ้าง? เรามีทรัพยากรที่จำกัด ฉะนั้นเราต้องเลือกอะไร หรือจัดความสำคัญในบางอย่าง”

คำกล่าวเริ่มต้นของ ผศ.ดร.มณเฑียร สติมานนท์ ศูนย์วิจัยความเหลื่อมล้ำและนโยบายสังคม (CRISP) คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในการบรรยายเรื่อง “ความเชื่อมโยงระหว่างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ความเหลื่อมล้ำ และความยั่งยืนในประเทศเอเชียตะวันออก” ว่าด้วยความเหลื่อมล้ำในประเทศไทยมีแนวโน้มสูงขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน ไทยก็มีพันธะต้องปฏิบัติตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ(UN) ให้บรรลุภายในปี 2573 ตามที่ไปร่วมให้คำมั่นไว้

สำหรับ SDGs นั้นมี 17 ข้อคือ 1.No Poverty (ขจัดความยากจน) 2.Zero Hunger (ขจัดความอดอยาก) 3.Good Health and Well-being (มีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี) 4.Quality Education (การศึกษาที่เท่าเทียม) 5.Gender Equality (ความเท่าเทียมทางเพศ) 6.Clean Water and Sanitation (การจัดการน้ำและสุขาภิบาล) 7.Affordable and Clean Energy (พลังงานสะอาดที่ทุกคนเข้าถึงได้) 8.Decent Work and Economic Growth (การจ้างงานที่มีคุณค่าและการเติบโตทางเศรษฐกิจ) 9.Industry, Innovation and Infrastructure (อุตสาหกรรม นวัตกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน)

10.Reduces Inequalities (ลดความเหลื่อมล้ำ) 11.Sustainable Cities and Communities (เมืองและถิ่นฐานมนุษย์ที่ยั่งยืน) 12.Responsible Consumption and Production (แผนการบริโภคและการพัฒนาที่ยั่งยืน) 13.Climate Action (การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ) 14.Life below water (การใช้ประโยชน์จากมหาสมุทรและทรัพยากรทางทะเล) 15.Life on Land (การใช้ประโยชน์จากระบบนิเวศทางบก) 16.Peace and Justice Strong Institutions (สังคมสงบสุข ยุติธรรม ไม่แบ่งแยก) และ 17.Partnerships for the goals (ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน)

“ความเหลื่อมล้ำนั้นเชื่อมโยงไปสู่ปัญหาอื่นๆ” ผศ.ดร.มณเฑียร ยกตัวอย่าง เช่น เราคงไม่สามารถไปบอกให้คนในประเทศยากจนหันมาใช้พลังงานสะอาดเพราะมีราคาแพงจึงเป็นเรื่องยากที่จะแก้ไขปัญหาความเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ (Climate Change) หรือการที่ในอดีตเชื่อกันว่าการมีงานทำช่วยลดความเหลื่อมล้ำได้ แต่ในความเป็นจริงค่าครองชีพในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ ลำพังเงินเดือน 15,000 บาท ก็ไม่น่าจะพอ จึงมีคำถามว่าแล้วจะทำอย่างไรที่สามารถลดความเหลื่อมล้ำลงไปพร้อมกับการมีงานทำที่ดี เป็นต้น

เมื่อวิเคราะห์โดยใช้เทคนิค Supervised Machine Learning พบว่า 5 ข้อของ SDGs ที่มีผลต่อความเหลื่อมล้ำมากที่สุดในปี 2562 หรือก่อนเกิดสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 คือ 3.มีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี 4.การศึกษาที่เท่าเทียม 6.การจัดการน้ำและสุขาภิบาล 9.อุตสาหกรรม นวัตกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน และ 16.สังคมสงบสุข ยุติธรรม ไม่แบ่งแยก

อย่างไรก็ตาม พบ SDGs 2 ข้อที่สัมพันธ์กันในช่วงนี้คือ 3.มีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี กับ 14.การใช้ประโยชน์จากมหาสมุทรและทรัพยากรทางทะเล ในการทำให้ความเหลื่อมล้ำเพิ่มขึ้นหรือลดลง เช่น กรณีของประเทศไทย ก่อนไวรัสโควิด-19 ระบาด สถานที่ท่องเที่ยวทางทะเลเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ด้านหนึ่งทรัพยากรทางทะเลเสื่อมโทรมลง แต่อีกด้านก็จำเป็นต้องแลกเพื่อให้ผู้คนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีจากรายได้ที่เพิ่มขึ้น

ขณะที่ 5 ข้อของ SDGs ที่มีผลต่อความเหลื่อมล้ำมากที่สุดในปี 2563 หรือเมื่อเกิดสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ขึ้นแล้ว คือ 3.มีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี 9.อุตสาหกรรม นวัตกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน 12.แผนการบริโภคและการพัฒนาที่ยั่งยืน 6.การจัดการน้ำและสุขาภิบาล และ การศึกษาที่เท่าเทียม ส่วน SCGs 2 ข้อที่สัมพันธ์กันในช่วงนี้คือ 6.การจัดการน้ำและสุขาภิบาล กับ 12.แผนการบริโภคและการพัฒนาที่ยั่งยืน ยกตัวอย่างการระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่พบความชุกในแคมป์คนงานก่อสร้าง เนื่องจากแม้จะมีน้ำสะอาด แต่ไม่ใช่ทุกคนจะมีแก้วมีขวดแยกใช้

อนึ่ง บทสรุปของการศึกษา “SDGs ข้อที่ 3 มีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี สำคัญที่สุดในการลดความเหลื่อมล้ำในประเทศแถบเอเชียรวมถึงไทย” ซึ่งสำหรับไทยนั้นที่ผ่านมาก็ทำได้ค่อนข้างดี เช่น ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ที่ทำให้การระบาดของไวรัสโควิด-19 ระลอกแรกนั้นได้ไทยได้รับผลกระทบน้อย หรืออัตราการตายของแม่และทารกในไทยนั้นก็ค่อนข้างต่ำมาก แต่สิ่งที่ยังต้องพัฒนาต่อไป เช่น บุคลากรทางการแพทย์ยังมีน้อยเมื่อเทียบกับสัดส่วนประชากร การวิจัยและพัฒนาวัคซีนไม่เฉพาะแต่วัคซีนโควิด-19 เงินลงทุน อุบัติเหตุทางถนนที่ไทยติดอันดับต้นๆ ของโลกและส่วนใหญ่เกิดขึ้นกับผู้ใช้มอเตอร์ไซค์ อัตราการเกิดที่ลดลงในขณะที่ไทยเข้าสู่ภาวะสังคมสูงวัย

“ถ้าเราจะลดความเหลื่อมล้ำมุ่งไปที่ไหนก่อนดี Goal (เป้าหมาย) 3 คือเรื่องสำคัญที่สุดในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นระยะสั้นอย่างบุคลากรทางการแพทย์และวัคซีน ระยะกลางลดอุบัติเหตุทางการจราจรได้ไหม? และสุดท้ายเราจะทำอย่างไรให้ประเทศไทยมีอัตราการเกิดที่ดีขึ้น อันนี้เป็นระยะยาวและเป็นเรื่องใหญ่ที่ทุกประเทศในโลกพยายามแก้ปัญหานี้อยู่
โดยเฉพาะประเทศเอเชียตะวันออกที่มีอัตราการเกิดต่ำที่สุดในโลก” ผศ.ดร.มณเฑียร กล่าว

หมายเหตุ : การบรรยายเรื่อง “ความเชื่อมโยงระหว่างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ความเหลื่อมล้ำ และความยั่งยืนในประเทศเอเชียตะวันออก” เป็นส่วนหนึ่งของงานสัมมนาวิชาการประจำปี 2564 EconTU Symposium ครั้งที่ 43 ภายใต้หัวข้อ “ก้าวต่อไปเพื่อประเทศไทยที่ยั่งยืน” โดยคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : มองไทยในโลกหลังโควิด ปรับนโยบายเอื้อเศรษฐกิจฟื้น #SootinClaimon.Com

Posted on June 20, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/581287

สกู๊ปแนวหน้า : มองไทยในโลกหลังโควิด ปรับนโยบายเอื้อเศรษฐกิจฟื้น

วันเสาร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผ่านมาแล้วราวปีครึ่งกับสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงการเร่งฉีดวัคซีนให้ประชาชน เพื่อหวังลดจำนวนผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตลงให้ได้อันหมายถึงการเปิดกิจกรรมต่างๆ ทางเศรษฐกิจอีกครั้ง แต่อีกด้านหนึ่ง “โลกหลังโควิด” เป็นโจทย์สำคัญที่ต้องมาช่วยกันคิดว่าประเทศไทยจะเดินไปอย่างไร ดังที่วิทยากรหลายท่านได้เสนอแนะไว้ในงานเสวนา “น้ำยารัฐไทยในยุคสมัยแห่งโรคระบาด และความท้าทายในอนาคต” เนื่องในโอกาสครบรอบ 72 ปี สถาปนาคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อเร็วๆ นี้

ศ.วุฒิสาร ตันไชย เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า เล่าย้อนตั้งแต่การระบาดระลอกแรก ในครั้งนั้นการสืบสวนโรคทำได้ง่ายเพราะกลุ่มก้อน (คลัสเตอร์-Cluster) ของการระบาดใหญ่อยู่ที่สนามมวยอันเป็นกิจกรรมถูกกฎหมาย ต่างจากการระบาดระลอก 2 ที่มีคลัสเตอร์บ่อนการพนันซึ่งเป็นกิจกรรมผิดกฎหมาย “หลายคนบอกว่าสิ่งที่น่ากลัวกว่าการป่วยโควิดคือการเปิดเผยไทม์ไลน์ (Timeline) เช่น ไปไหน ไปกับใคร นั่นทำให้การค้นหาทำได้ยากเพราะกลุ่มเสี่ยงไม่อยากเปิดเผยตัว” ส่วนการระบาดจากแรงงานต่างด้าว ก็ต้องคาดเดากันอีกว่าเป็นแรงงานถูกหรือผิดกฎหมาย

เมื่อมาถึงการระบาดระลอก 3 ยังพบปัจจัยเพิ่มขึ้นมาคือ “การกลายพันธุ์” ทำให้ผู้ติดเชื้อจำนวนมากไม่แสดงอาการ หลายรายกว่าจะมาถึงมือแพทย์ก็สุ่มเสี่ยงเสียชีวิตแล้ว และการติดตามสืบสวนโรคก็ทำไม่ได้อีกต่อไปเพราะเกิดคลัสเตอร์หลายจุดกระจายไปทั่ว อย่างไรก็ตาม เมื่อดูวิธีการรับมือของภาครัฐ จะพบการปรับตัวเป็นระยะๆ จากมาตรการเข้มงวดที่สุดในระลอกแรก ซึ่งแม้จะควบคุมโรคได้แต่ก็แลกมาด้วยผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง นำไปสู่มาตรการแบบรักษาสมดุลระหว่างสุขภาพกับเศรษฐกิจในการระบาดระลอก 2

ส่วนการระบาดระลอกที่ 3 พบว่า ภาคเอกชนและอื่นๆ เริ่มเสนอแนะแนวทางเข้ามามากขึ้น ดังตัวอย่างของ “ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ (Phuket Sandbox)” หรือโครงการนำร่องเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติในพื้นที่ จ.ภูเก็ต ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2564 เป็นต้นไป ก็เป็นแนวคิดที่เกิดจากภาคเอกชนที่เสนอให้ฉีดวัคซีนโควิด-19 กับคนบนเกาะภูเก็ตให้ได้กว้างขวางที่สุดเพื่อจะได้เปิดเกาะรับผู้มาเยือนได้ เป็นต้น

ศ.วุฒิสาร กล่าวต่อไปว่า โดยสรุปแล้ว แนวทางการรับมือภัยพิบัติโควิด-19 โดยภาครัฐของไทยที่ผ่านมา จึงเป็นการรับมือแบบพยายามปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ ซึ่งไม่ถือว่าเลวร้าย เพียงแต่การตอบสนองยังมีปัญหา เช่น ความรวดเร็ว ความไม่เป็นเอกภาพ และสิ่งเหล่านี้ควรถือเป็นบทเรียน แต่สิ่งที่ต้องคิดกันต่อหลังจากนี้ คือการมองอนาคตว่าประเทศไทยจะเดินไปในทิศทางใด

“สิ่งที่รัฐต้องทำคือการมี Re-Imagination การมีจินตนาการใหม่ว่าเราจะกำหนดอนาคตอย่างไร ไม่ใช่จะมองแต่การเยียวยาระยะสั้น ภาคท่องเที่ยวถ้าอีก 3-4 ปียังไม่ฟื้นจะทำอย่างไรต่อ โรงแรมทั้งหลายที่ไม่มีคนพักที่อยู่ในสถานที่ท่องเที่ยวแล้วกลายเป็นสินค้าราคาถูกให้คนมาช็อปจะแก้ปัญหาอย่างไร คนที่ว่างงานแบบเต็มที่คือตกงาน และว่างงานเสมือนจริงคือทำงานต่ำเพราะต้องสลับกันทำงานทำให้มีรายได้ต่ำลง หนี้ครัวเรือนจะแก้ปัญหาอย่างไร

ผมคิดว่าประเด็นพวกนี้เป็นประเด็นที่ต้องการ Re-Imagination (จินตนาการใหม่) แต่สุดท้ายคือ Reform (ปฏิรูป) คือการกำหนดทิศทางอนาคต ซึ่งวันนี้เราอาจจะยังไม่ค่อยเห็นว่าอีก 2-3 ปีข้างหน้า ประเทศของเราจะมีทิศทางอย่างไรในเรื่องของการพัฒนาเศรษฐกิจ แม้เราบอกว่ามีแผนยุทธศาสตร์ แต่ว่ามันก่อนโควิดทั้งนั้นเลย หลังโควิดเราจะRe-Design (ออกแบบใหม่) อะไรไหมกับประเทศ” เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า กล่าว

ขณะที่ ผศ.ดร.ทวิดา กมลเวชช คณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงความสำคัญของ “ระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data)” เพราะจะทำให้เข้าใจคนกลุ่มต่างๆ ในสังคม เช่น ลำพังในกรุงเทพฯ เพียงจังหวัดเดียว รู้หรือไม่ว่ามีคนจนเมืองกี่กลุ่ม มีความเหลื่อมล้ำเท่าไร “หากต้องการลดความเหลื่อมล้ำให้เหลือน้อยก็จำเป็นต้องมีข้อมูลที่มากพอ” แน่นอนว่าส่วนกลางคงไม่สามารถมีข้อมูลเหล่านี้ได้ ต้องอาศัยการทำงานระดับพื้นที่

สำหรับบทเรียนจากสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 สิ่งที่ภาครัฐควรทำ 1.ปลดล็อกกฎหมายต่างๆ ที่ทำให้หน่วยงานขัดแย้งกันเอง 2.ส่งเสริมความรู้ความเข้าใจการบัญชาการที่มีเอกภาพซึ่งไม่เท่ากับการรวมศูนย์อำนาจ เอกภาพนั้นไม่ได้อยู่ที่การนำอำนาจของทุกหน่วยงานมาไว้ที่เดียวกัน แต่หมายถึงการมีแนวปฏิบัติที่เป็นมาตรฐาน เช่น ในสถานการณ์โรคระบาด คือเทคนิคด้านการแพทย์และการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ และ 3.ให้ความสำคัญกับการรวบรวมข้อมูลที่ใช้งานได้จริงในการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์

โดยท้องถิ่นที่ได้รับการกระจายอำนาจอย่างมีประสิทธิภาพทำหน้าที่เก็บรวบรวมข้อมูล ขณะที่ส่วนภูมิภาคทำหน้าที่เก็บรวบรวมข้อมูลจากท้องถิ่นที่มีความเกี่ยวเนื่องกันและประสานกับส่วนกลาง และส่วนกลางต้องมีแนวปฏิบัติที่เอื้อต่อการให้พื้นที่สามารถริเริ่มทำสิ่งใหม่ๆ ได้ ทั้งนี้ หากระบบข้อมูลทำได้แล้วเสร็จจริง หน่วยงานคลังสมองต่างๆ ที่ทำหน้าที่ออกแบบนโยบาย ก็จะสามารถวางนโยบายแบบถูกที่-ถูกคน นั่นหมายถึงเมื่อเกิดวิกฤติขึ้นอีกในอนาคตก็ผู้คนก็จะเดือดร้อนในระยะเวลาที่น้อยลงและฟื้นตัวขึ้นมาได้เร็วขึ้น

“ชุดข้อมูลนี้จะส่งเสริมกระบวนการตรวจสอบ M&E (Monitoring & Evaluation-ติดตามและประเมินผล) ใช้ได้ผล Monitoring & Evaluation ของระบบราชการจะเกิดขึ้นบนข้อมูลที่ทบแล้วตรง ทบกันแล้วพอดี การบริหารที่เป็นเอกภาพต้องอยู่บนข้อมูลชุดเดียวกันที่ทบกันตรงแล้วส่งต่อกันเท่านั้น ถ้าทำอย่างนี้ได้การออกนอกลู่นอกทางมันจะเกิดขึ้นได้น้อย การแทรกแซงของตัวแปรแทรกจะเกิดขึ้นได้น้อย” ผศ.ดร.ทวิดา ระบุ

ด้าน สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) มองว่า โลกที่เกิดขึ้นหลังยุคโควิด-19 จะเป็นโลกที่เศรษฐกิจแบบใหม่ถูกเร่งให้เกิดเร็วขึ้น เช่น เศรษฐกิจออนไลน์ เศรษฐกิจแพลตฟอร์ม นั่นหมายถึงต้องมีการปรับตัวอย่างสูง มีการสร้างนวัตกรรมปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไปจนถึงฝึกทักษะแรงงานดังนั้น “การปรับปรุงกฎหมายให้เอื้อเป็นปัจจัยสำคัญ” เช่น การล้มละลาย การส่งเสริมธุรกิจใหม่ๆ

ปัญหาข้อจำกัดด้านกฎหมายนั้นยังมีบทเรียนกรณี “วัคซีนโควิด-19” ที่ไทยฉีดได้ล่าช้า เนื่องจากกฎหมายจัดซื้อจัดจ้างไม่เปิดช่องให้ซื้อได้หากสินค้านั้นยังอยู่ในขั้นทดลองในขณะที่ประเทศอังกฤษสามารถสั่งจองล่วงหน้าตั้งแต่เนิ่นๆทำให้ได้วัคซีนมาฉีดเร็ว หรือกิจการร้านอาหาร การที่คนคนหนึ่งจะเปิดร้านอาหารต้องขอใบอนุญาตถึง 5 ใบ ทำการค้าทางออนไลน์ (E-Commerce) 6 ใบ เปิดโรงแรม 7 ใบ เป็นต้น ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ

“ธุรกิจเดิมที่ล้มหายตายจากไปเพราะกรรมการล้มละลายก็ใช้เวลานาน แล้วธุรกิจที่ตั้งขึ้นมาใหม่ก็ใช้เวลานานอีก เพราะฉะนั้นเมื่อมันมีโอกาสใหม่ เห็นธุรกิจเดิมไปไม่ได้ เห็นโอกาสใหม่จะขยับตัวอย่างรวดเร็วก็ไม่สามารถทำได้ ตัวนี้ก็จะเป็นโจทย์ในเชิงการเตรียมพร้อมในการกลับคืนฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ” ประธาน TDRI กล่าว

ปิดท้ายด้วย นพ.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ผู้อำนวยการศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ประเมินประเทศไทยโดยหยิบตัวชี้วัดขององค์การอนามัยโลก (WHO) ว่าด้วยการรับมือสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ออกมาในปี 2563 มาใช้ประเมินการรับมือของไทยโดยแบ่งเป็นข้อๆ ซึ่งพบว่า ในด้านสาธารณสุขนั้นทำผลงานได้ค่อนข้างดีถึงดีมากตั้งแต่การเฝ้าระวังก่อนโรคจะเข้ามาในประเทศ การประสานงานระหว่างประเทศ ไปจนถึงการควบคุมโรค แต่ด้านการสนับสนุนพบว่าได้คะแนนน้อย เช่น มีปัญหาเรื่องการรับมือข่าวลือ-ข่าวลวง

ปัญหาการประสานงานระหว่างหน่วยงานที่ตอนแรกมีประกาศอย่างหนึ่งแต่อีกสักพักก็มีการประกาศยกเลิกประกาศฉบับก่อนหน้านั้น รวมถึงการวางแนวปฏิบัติ เช่น แผนการฉีดวัคซีน ซึ่งส่งผลต่อความเชื่อมั่นต่ออาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน (อสม.) ที่ทำงานอย่างหนักในการสร้างความเข้าใจกับประชาชนในท้องถิ่นเพื่อให้จองคิวฉีดวัคซีน แต่เมื่อถึงเวลาจริงวัคซีนกลับไม่มาตามนัด อย่างไรก็ตาม ตัวชี้วัดข้างต้นยังไม่รวมถึงด้านการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ที่พบว่านโยบายมีลักษณะเปลี่ยนพลเมืองให้เป็นผู้รอรับการสงคราะห์ นโยบายแบบนี้แม้ไม่เลวร้ายหากเป็นการทำให้คนที่กำลังเดือดร้อนได้เงินไปใช้จ่ายจริง แต่สิ่งที่ต้องคิดต่อไปคือนโยบายได้สร้างความสัมพันธ์แบบใด

“ส่วนที่ขาดหายไปไม่ได้กับการทำให้ทิศทางนโยบายดำเนินไปอย่างเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และมีพันธะความรับผิดชอบตามระบอบประชาธิปไตยที่พึงมี ก็คือการตรวจสอบได้ จุดนี้คิดว่าถ้าจะเสนอนโยบายใดๆ ก็แล้วแต่ จำเป็นต้องมาดูว่ามันตรวจสอบกันอย่างไรในเรื่องนั้นๆ ที่ผมเอาตัวอย่าง KPI (Key Performance Indicator-ตัวชี้วัดสมรรถนะ) ภาครัฐมาฉายให้ดู ก็อยากชวนให้คิดว่าถ้าเรามีข้อสอบเหล่านี้ ที่รัฐก็รู้ว่าจะต้องถูกตรวจสอบในเรื่องเหล่านี้ ให้เขารู้ก่อนว่าเราจะตรวจสอบเขาในลักษณะนี้ เขาก็จะได้ใส่ใจ แล้วเมื่อถึงเวลาก็จะได้มาเคลียร์บัญชีกัน ก็คือ Accountability ว่ามันเป็นหนี้ หรือกำไรขาดทุนเท่าไร” นพ.โกมาตร กล่าว

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

รายงานพิเศษ : ‘ราชทัณฑ์-กสม.’ ร่วมหารือ ‘โควิดเรือนจำ-นักโทษล้นคุก’ #SootinClaimon.Com

Posted on June 13, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/579806

รายงานพิเศษ : ‘ราชทัณฑ์-กสม.’ร่วมหารือ  ‘โควิดเรือนจำ-นักโทษล้นคุก’

รายงานพิเศษ : ‘ราชทัณฑ์-กสม.’ร่วมหารือ ‘โควิดเรือนจำ-นักโทษล้นคุก’

วันอาทิตย์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“กรมราชทัณฑ์” หารือร่วมกับ “สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)” ประเด็นแนวทางรับมือสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ในเรือนจำ เมื่อวันที่ 11 มิ.ย. 2564 ที่ผ่านมา โดยภายหลังการหารือ นายอายุตม์ สินธพพันธุ์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยว่า สถานการณ์ในเรือนจำค่อนข้างดีขึ้น เห็นได้จากจำนวนเรือนจำที่มีผู้ต้องขังติดเชื้อพบว่ามีอยู่ 12 แห่ง จากทั้งหมด 143 แห่ง และทางกรมฯ เองก็มีการตั้งศูนย์ขึ้นมาเพื่อดูว่ามีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นหรือไม่ อย่างไร จากการรับผู้ต้องขังเข้าใหม่ รวมถึงผู้ต้องขังที่ติดเชื้อแล้วรักษาจนหายดีมีเท่าไร

“ตัวเลขผู้ต้องขังที่หายแล้วมีค่อนข้างสูงขึ้นตามตัวเลขที่ได้รับรายงานมา ส่วนผู้ต้องขังที่เสียชีวิต ทางกรมราชทัณฑ์ตั้งเป้าว่าจะให้สูญเสียน้อยที่สุด ฉะนั้นเราจะค้นก่อนเลยว่าถ้ามีผู้ต้องขังติดเชื้อ เราจะเอาออกมาเอกซเรย์ปอดเร็วก่อน เพื่อให้ดูปอดว่าติดเชื้อหรือไม่ พอเจอเชื้อก็ให้ยาฟาวิพิราเวียร์ก่อนเพื่อที่จะลดการสูญเสีย และจัดเป็นสีแดง สีเหลือง สีเขียว เพื่อให้เห็นตัวเลขชัดเจน” นายอายุตม์ กล่าว

อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับผู้ต้องขังเข้าใหม่ ได้จัดสถานที่เป็นเรือนจำชั่วคราว เช่น ผู้ต้องขังที่ต้องเข้าเรือนจำในเขตกรุงเทพฯ อาทิ เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ทัณฑสถานบำบัดกลางคดียาเสพติด ทัณฑสถานหญิงกลาง จะใช้เรือนจำชั่วคราวที่ย่านรังสิต จ.ปทุมธานี หรือผู้ต้องขังที่ต้องเข้าเรือนจำในเขตธนบุรี จะใช้เรือนจำชั่วคราวที่ จ.นครปฐม เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ต้องขังเข้าใหม่ที่อาจติดเชื้อนำเชื้อไปแพร่ในเรือนจำหลัก

ส่วนการดูแลผู้ต้องขังที่ติดเชื้อโควิด-19 หากเป็นผู้ติดเชื้อกลุ่มสีเหลืองและสีแดง จะแยกออกมาดูแลที่โรงพยาบาลทัณฑสถานราชทัณฑ์ ในย่านงามวงศ์วาน หรือที่เรือนจำกลางบางขวางที่มีโรงพยาบาลอยู่แล้วภายใน ส่วนกลุ่มสีเขียวจะใช้โรงพยาบาลสนามภายในเรือนจำแต่ละแห่ง และเมื่อรักษาจนหายแล้วโรงพยาบาลก็จะส่งผู้ต้องขังกลับไปเรือนจำตามเดิม

สำหรับผู้ต้องขังที่ได้รับการปล่อยตัวเพราะรับโทษครบตามคำพิพากษาของศาลแล้ว ก็จะต้องตรวจสอบก่อนปล่อยว่าติดเชื้อหรือไม่ อีกทั้งมีสถานที่กักตัว เช่น ด้านหน้าเรือนจำกลางคลองเปรม หรืออาคารจำหน่ายสินค้าราชทัณฑ์ โดยจะมีการแยกกักตัว 14 วัน หากไม่พบเชื้อก็จะให้ญาติมารับกลับ แต่หากติดเชื้อก็จะประสานกระทรวงสาธารณสุขมารับไปรักษาต่อไป

“ข้อจำกัดไม่มีอะไรมาก เรือนนอนของเรามีไม่เพียงพอต่อมาตรฐานสากล ที่นอนได้ 2-2.5 ตารางเมตรต่อคน แต่ปัจจุบันเรานอน 1.2 แล้วอยู่ในห้องขังเราพยายามให้ผู้ต้องขังสวมแมสทุกคน แต่ในขณะเดียวกันเขาก็ต้องทานข้าว อาบน้ำ มีข้อจำกัดค่อนข้างมาก แต่เราก็ได้รับความกรุณาจากศาลยุติธรรมที่ให้ความอนุเคราะห์ในการประกันตัวหรือปล่อยตัวชั่วคราว อันนี้ก็จะลดภาระแบ่งเบาผู้ต้องขังในระหว่างการพิจารณาคดีไปได้บางส่วน” นายอายุตม์ ระบุ

ด้าน น.ส.พรประไพ กาญจนรินทร์ ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวว่า การระบาดของไวรัสโควิด-19 ในเรือนจำเป็นเรื่องที่ประชาชนให้ความสนใจ กสม. เห็นว่าต้องเข้ามาร่วมรับทราบข้อมูลเพื่อนำไปสื่อสารกับประชาชน ซึ่งการบริหารจัดการของกรมราชทัณฑ์ ได้ตอบสนองต่อความห่วงใย โดยเฉพาะผู้ที่มีญาติเป็นผู้ต้องขัง ให้ได้ทราบว่าทางราชทัณฑ์ได้บริหารจัดการอย่างครบถ้วนตามมาตรฐานที่ควรจะเป็น

ซึ่งเมื่อมาแล้วก็ได้รับทราบข้อมูลที่ครบถ้วนมากกว่าการรับฟังข้อมูลจากภายนอก ว่าแม้จะมีทรัพยากรที่จำกัด อีกทั้งจำนวนผู้ต้องขังยังมากกว่าอาคารสถานที่ที่สามารถรองรับได้ แต่ทางราชทัณฑ์ได้บริหารจัดการอย่างมีคุณภาพ ก็ต้องให้กำลังใจกัน และช่วยให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป อย่างไรก็ตาม ตนเป็นห่วงประเด็นระยะยาวมากกว่า นั่นคือปัญหาความแออัดของผู้ต้องขังในเรือนจำ

“ต้องดูในระยะยาว ทำอย่างไรจะลดปริมาณผู้ต้องขังได้ โดยวิธีการต่างๆ บางคนซึ่งไม่ควรจะมาต้องขังระหว่างรอคำพิพากษาแล้ว หรืออะไรต่างๆ ก็จะมีวิธีการอย่างไรที่จะช่วยลดประมาณนักโทษ กระบวนการยุติธรรมบางอย่างที่จะใช้ลงโทษทางเลือกจะทำอะไรได้อย่างไรบ้าง คงเป็นเรื่องของระยะยาวมากกว่า ซึ่งก็คงต้องคุยกันต่อไป” ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าว

ขณะที่ นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวเสริมว่า กสม. เป็นห่วงสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ในเรือนจำ ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาเรือนจำมีอัตราการติดเชื้อสูงเนื่องจากสถานที่ค่อนข้างแออัด จึงอยากเข้ามาดูเรื่องสิทธิผู้ต้องขังรวมถึงการได้รับวัคซีน และจากการพบกับอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ทำให้ได้รับทราบข้อมูล ที่พบว่า การทำงานอย่างแข็งขันทำให้สามารถลดจำนวนผู้ติดเชื้อลงได้
อย่างมาก

“เฉพาะหน้าเราก็มาดูแลเรื่องการคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องขังในสถานการณ์โควิด แล้วก็คิดว่าการลดความแออัดของเรือนจำเป็นเรื่องที่สำคัญ ซึ่งที่ผ่านมา
มีการลดจาก 370,000-380,000 คน ลงมาเหลือ 310,000 คน ตรงนี้ก็คิดว่าเป็นแนวทางหนึ่งที่จะรับมือ แต่ว่าสำคัญที่สุดก็คือระยะยาวที่เราจะทำงานกันในเชิงของนโยบาย อาจจะต้องมีการแก้กฎหมาย ทำให้คนเข้ามาติดคุกหรือว่าอยู่ในเรือนจำลดน้อยลง และโทษอาญาบางอย่างที่ไม่จำเป็นก็อาจจจะต้องตัดไป งานในเชิงโครงสร้าง ในเชิงกฎหมาย คงจะต้องประสานกันอย่างใกล้ชิด แล้วก็ช่วยกันผลักดันเพื่อแก้ปัญหาในเชิงระบบ” นายวสันต์ กล่าวในท้ายที่สุด

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, รายงานพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ชีวิตและดินแดน ‘ไต้หวัน’ ใต้ความขัดแย้งมหาอำนาจ #SootinClaimon.Com

Posted on June 12, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/579637

สกู๊ปแนวหน้า : ชีวิตและดินแดน‘ไต้หวัน’ ใต้ความขัดแย้งมหาอำนาจ

สกู๊ปแนวหน้า : ชีวิตและดินแดน‘ไต้หวัน’ ใต้ความขัดแย้งมหาอำนาจ

วันเสาร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 02.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ สถาบันพระปกเกล้า จัดเสวนา (ออนไลน์) เรื่อง “ไต้หวัน : บนความขัดแย้งระหว่างยักษ์ทั้งสอง”โดยมี รศ.ดร.สิทธิพล เครือรัฐติกาล ผู้อำนวยการสถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.)มาเล่าประวัติศาสตร์ไต้หวัน ซึ่งมีชื่อเดิมเป็นภาษาโปรตุเกสว่า “ฟอร์โมซา (Formosa)” โดยไต้หวันก่อนศตวรรษที่ 17 (ปี 2143-2242) ยังไม่มีอาณาจักรใดเข้าครอบครองกระทั่งชาวดัทช์ (ฮอลันดา-เนเธอร์แลนด์) เข้ามายึดครองเป็นเวลา 30 ปี ก่อนจะถูก เจิ้ง เฉิงกง (Zheng Chenggong)แม่ทัพจีนสมัยราชวงศ์หมิง นำกองทัพเข้ามาขับไล่ชาวดัทช์ออกไป

แต่ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน เมื่อชาวแมนจูยกทัพเข้ายึดครองแผ่นดินจีนสถาปนาราชวงศ์ชิงขึ้น กลุ่มคนที่ยังจงรักภักดีกับราชวงศ์หมิง ได้อพยพไปอาศัยบนเกาะฟอร์โมซา ที่นั่นได้กลายเป็นฐานที่มั่นในการต่อต้านราชวงศ์ชิงจนถึงปี 2227 จึงถูกกองทัพราชวงศ์ชิงปราบปรามได้สำเร็จ และนั่นเป็นครั้งแรกที่จีนแผ่นดินใหญ่เห็นความสำคัญของไต้หวันในฐานะพื้นที่ความมั่นคง จากเดิมที่ราชวงศ์ก่อนๆ รับรู้การมีอยู่ของไต้หวันแต่ไม่ได้สนใจ ราชวงศ์ชิงได้เปลี่ยนนโยบายด้วยการสถาปนาอำนาจการปกครองขึ้นบนเกาะแทน เพื่อไม่ให้ใครมาใช้เป็นฐานก่อการต่อต้านได้อีก

ต่อมาในศตววรษที่ 19 (ปี 2343-2442) แผ่นดินจีนเผชิญภัยการล่าอาณานิคมจากต่างชาติ อาทิ มหาอำนาจตะวันตกอย่างอังกฤษกับฝรั่งเศส รวมถึงเพื่อนบ้านทางตะวันออกอย่างญี่ปุ่น ทำให้ในปี 2428 จีนได้ยกฐานะไต้หวันจากจังหวัดเป็นมณฑล เพราะเริ่มรับรู้ว่าทั้งฝรั่งเศสและญี่ปุ่นหมายตาเกาะแห่งนี้ โดยเฉพาะญี่ปุ่นที่เพิ่งผนวกริวกิว (โอกินาวา) เป็นส่วนหนึ่งของประเทศได้หมาดๆ อย่างไรก็ตาม จีนราชวงศ์ชิงรบแพ้ญี่ปุ่นในปี 2437 จึงเสียไต้หวันให้ญี่ปุ่น และชนชาวซามูไรก็ได้ปกครองไต้หวันระหว่างปี 2438-2488 หรือสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2

“ไต้หวันภายใต้การปกครองของญี่ปุ่นมีจุดเด่นอย่างไร เราต้องยอมรับว่าญี่ปุ่น Treat (ดูแล) ไต้หวันเสมือนเป็นจังหวัดหนึ่งของญี่ปุ่น ไม่ได้มองเป็นสถานะอาณานิคมการ Treat นี้ราวกับว่าจะทำให้เกาะไต้หวันเป็น Japanese Province (จังหวัดของญี่ปุ่น) ไปด้วย บทบาทของญี่ปุ่นเรื่องของ Modernization (การทำให้เป็นสมัยใหม่) เรื่องของการพัฒนาได้เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตผู้คนเป็นอย่างมากทำให้คุณภาพชีวิตของประชากรไต้หวันภายใต้การปกครองของญี่ปุ่นดีขึ้นมากกว่าตอนที่อยู่ภายใต้การปกครองของจีน

และเทียบเวลาเดียวกัน 1895-1945 (ปี 2438-2488) ช่วงนี้ไต้หวันอยู่ภายใต้อำนาจของญี่ปุ่น ประชากรไต้หวันมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าประชากรทุกมณฑลของจีนในเวลาเดียวกัน เพราะในเวลาเดียวกันที่ไต้หวันตกอยู่ภายใต้อำนาจญี่ปุ่น ในจีนมันมีสงครามกลางเมือง มีการปฏิวัติ มีสงครามยุคขุนศึก ยุคเจียงไคเช็ค (Chiang Kai-shek) บ้านเมืองวุ่นวายมาก ดังนั้นจะว่าไปแล้ว คนไต้หวันที่มีชีวิตอยู่ภายใต้การปกครองของญี่ปุ่น ค่อนข้างจะมองญี่ปุ่นไม่ Negative (แง่ลบ) เท่าไร มีการต่อต้านอยู่บ้างแต่ก็ไม่รุนแรง” รศ.ดร.สิทธิพล กล่าว

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลงในปี 2488 และญี่ปุ่นเป็นฝ่ายแพ้ ไต้หวันได้กลับไปอยู่ภายใต้การปกครองของจีน พบว่าชาวไต้หวันไม่ค่อยพอใจนักเพราะอยู่กับญี่ปุ่นมานาน มีชื่อเป็นภาษาญี่ปุ่น เรียนหนังสือและใช้ชีวิตแบบชาวญี่ปุ่นจนผูกพันไปแล้ว แต่รัฐบาลจีนภายใต้การนำของเจียงไคเช็ค ประกาศกฎอัยการศึกและใช้อำนาจปราบปรามผู้ประท้วงต่อต้านอย่างรุนแรง โดยอ้างว่าผู้เห็นต่างถูกยุยงปลุกปั่นจากฝ่ายคอมมิวนิสต์ ซึ่งบนแผ่นดินใหญ่ก็กำลังเกิดสงครามกลางเมืองระหว่างพรรคก๊กมินตั๋งกับพรรคคอมมิวนิสต์จีนเช่นกัน

จนถึงปี 2492 พรรคก๊กมินตั๋งพ่ายแพ้สงครามกับพรรคคอมมิวนิสต์จีน เจียงไคเช็คและผู้สนับสนุนต้องลี้ภัยจากจีนแผ่นดินใหญ่ไปตั้งรกรากบนเกาะไต้หวัน ช่วงนี้มีการโต้ตอบกันของ 2 ผู้นำ ในขณะที่ เหมา เจ๋อตุง (Mao Zedong) นำพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่เป็นฝ่ายชนะสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนขึ้น บอกว่าสาธารณรัฐจีนของเจียงไคเช็คล่มสลายแล้วและพวกที่อยู่ไต้หวันเป็นกบฏ เจียงไคเช็คกลับแย้งว่าสาธารณรัฐจีนยังไม่ล่มสลาย เพียงแต่ย้ายรัฐบาลมาอยู่ที่ไต้หวันเท่านั้น และจะกลับไปยึดแผ่นดินใหญ่คืนให้ได้สักวันหนึ่ง “ปัญหา 2 จีน” จึงเริ่มขึ้น ณ จุดนี้

รศ.ดร.สิทธิพล เล่าต่อไปว่า ในช่วงแรกๆ ของไต้หวันภายใต้การปกครองของพรรคก๊กมินตั๋ง เป็นยุคที่ยังไม่มีความแน่นอน เพราะที่ สหรัฐอเมริกา นั้นมีข้อถกเถียงว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ควรสนับสนุนเจียงไคเช็คต่อไปหรือไม่เนื่องจากที่ผ่านมาสหรัฐฯ ลงทุนลงแรงไปมากแต่เจียงไคเช็คกลับไม่สามารถทำให้แผ่นดินจีนมีเอกภาพได้ แต่เพราะการเกิดขึ้นของ สงครามเกาหลี ในปี 2493 ทำให้สหรัฐฯหวั่นเกรงการขยายอิทธิพลของลัทธิคอมมิวนิสต์ในทวีปเอเชียทำให้ในปี 2497 สหรัฐฯ ได้ตัดสินใจที่จะปกป้องไต้หวัน

แต่แล้วในทศวรรษ 1970 (2513-2522) รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องการติดต่อกับจีนแผ่นดินใหญ่มากขึ้น ขณะที่จีนเองก็ขัดแย้งกับ สหภาพโซเวียต (รัสเซีย) แม้จะเป็นประเทศคอมมิวนิสต์เหมือนกัน ทำให้ไต้หวันเริ่มเสียที่ยืนในเวทีโลกอย่างต่อเนื่อง ชาติต่างๆ ทยอยถอนการรับรองไต้หวันแล้วหันไปรับรองจีนแผ่นดินใหญ่แทน แม้แต่สหรัฐฯ ที่คุ้มครองไต้หวันตลอดมาก็ทำแบบเดียวกันในปี 2522 แต่ด้วยเหตุบางประการ สหรัฐฯ จึงยังสามารถคุ้มครองไต้หวันมาได้จนถึงปัจจุบัน รวมถึงการขายอาวุธให้ไต้หวันด้วยแม้รัฐบาลจีนจะไม่พอใจก็ตาม

“มันมีความแตกต่างกันระหว่างแถลงการณ์ฉบับภาษาจีนกับภาษาอังกฤษ ฉบับภาษาอังกฤษบอกว่าสหรัฐฯรับรู้ว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน แต่ฉบับภาษาจีนบอกว่าสหรัฐฯ รับรองว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน อันนี้เอกสาร2 ฉบับไม่เหมือนกัน ฝ่ายอเมริกันที่ใช้ภาษาอังกฤษบอกว่ารับรู้แต่ไม่รับรอง อเมริกาบอกว่ารับรู้จุดยืนของจีนว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน

การรับรู้ไม่เท่ากับการรับรอง รับรู้นี่เรา Respect (เคารพ)ความคิดของคุณแต่เราอาจจะไม่เห็นด้วย แต่ในขณะที่เอกสารฉบับภาษาจีน เขียนว่าสหรัฐฯ รับรอง ตอนนั้นถามว่า2 ฝ่ายรับรู้ความแตกต่างของ Wording (ถ้อยคำ) ไหม? ก็รู้แต่ต้องยอมปล่อยผ่าน เพราะตอนนั้นเรื่องการต่อต้านโซเวียตมันเป็นประเด็นปัญหาสำคัญ เพราะตอนนั้นมีปัญหาเวียดนามบุกกัมพูชา แล้วทั้งอเมริกาและจีนก็มองว่านี่มันเป็นแผนการของเวียดนามภายใต้การสนับสนุนของโซเวียตที่จะขยายอำนาจ” รศ.ดร.สิทธิพล ระบุ

ตั้งแต่ทศวรรษ 1980 (ปี 2523-2532) เป็นต้นมา ไต้หวันเริ่มเปลี่ยนผ่านสู่การปกครองแบบประชาธิปไตยมากขึ้น หลังก่อนหน้านั้นรัฐบาลพรรคก๊กมินตั๋งได้ปกครองแบบเผด็จการมายาวนาน ซึ่งมาจากสถานการณ์ของไต้หวันในเวทีโลกที่เปลี่ยนไป และพรรคก๊กมินตั๋งคงไม่อาจนำทัพกลับไปยึดจีนแผ่นดินใหญ่ได้อีก การที่พรรคจะอยู่รอดในไต้หวันได้คือต้องอยู่ในระบบการเมืองแบบหลายพรรค ดังนั้นในปี 2533 รัฐบาลจึงยกเลิกกฎอัยการศึก และในปี 2531 ก็อนุญาตให้ก่อตั้งพรรคการเมืองต่างๆ เกิดขึ้นมาแข่งขันกัน

ผอ.สถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา มธ. กล่าวถึงประเด็นนี้ว่า การที่ไต้หวันเปลี่ยนผ่านสู่ระบอบประชาธิปไตยได้สร้างความปวดหัวให้กับรัฐบาลจีนแผ่นดินใหญ่อยู่ไม่น้อยจากเดิมที่จีนจะทำอะไรกับไต้หวันอาจดูตัวแปรเพียงสหรัฐฯ หรือผู้นำไต้หวัน แต่การเมืองแบบประชาธิปไตยที่ประชาชนมีสิทธิ์มีเสียงนั้นได้นำพาพลเมืองไต้หวันทั้งประเทศเข้ามาเป็นอีกตัวแปรที่สำคัญด้วย

ซึ่งหลังจากนั้นเป็นต้นมา ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับไต้หวันจะตึงเครียดเป็นระยะๆ ขึ้นอยู่กับพรรคใดเป็นรัฐบาล โดยหากเป็นพรรคก๊กมินตั๋งที่ยังยึดถือจุดยืนเรื่องจีนเดียวและการรวมชาติแม้จะเป็นเรื่องอนาคตอีกยาวไกลก็ตามสถานการณ์ก็จะไม่ร้อนระอุมากนัก เมื่อเทียบกับพรรค DPP ที่มีแนวโน้มไม่ต้องการรวมชาติกับจีนแผ่นดินใหญ่ และจีนมองว่าพรรคก๊กมินตั๋งอย่างน้อยก็มีรากฐานมาจากแผ่นดินใหญ่ในขณะที่พรรค DPP เป็นพรรคที่แสดงถึงอัตลักษณ์ของไต้หวันที่แยกออกจากจีน!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 2,895,172 hits

Join 4,118 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

แนวหน้า ก้าวสู่ปีที่ 47 'มั่นคง ตรงไป ตรงมา' อุดมการณ์ที่ไม่เคยเปลี่ยน
น้ำมันสำรอง 103 วัน พลังงาน กางแผนขนส่ง-อัดฉีดเติมปั๊มด่วน
อัครนันท์ ยังไม่ชัวร์นั่ง รมช.ศึกษาฯ แจงสาเหตุ ชอบสะสมพระเครื่อง-ของขลังจำนวนมาก
คิวบาไฟดับทั้งประเทศรอบสองในสัปดาห์เดียว กระทบประชาชนกว่า 10 ล้าน
‘ไฮโซกี้’ ทำเซอร์ไพรส์ คุกเข่าขอนางเอกสาว ‘มินนี่’ แต่งงาน ชมคลิป
นพ.เฉลิม หาญพาณิชย์ รับรางวัล โพธิพุทธคยา รางวัลเกียรติยศผู้ทำคุณประโยชน์ต่อสังคม
ลับหรือลวง? ดร.ณัฏฐ์ เปิด 3 จุดชี้ขาด พิสูจน์บัตรเลือกตั้ง 69 กกต. ส่อเหนื่อยสู้คดี
สื่อลือกันไปเอง! มนพร ปัด สส.เพื่อไทย ไม่พอใจรายชื่อรัฐมนตรี
บุคคลในข่าว 8 มกราคม 2568
อัยการสั่งฟ้อง อดีตเจ้าอาวาสวัดเส้าหลิน ข้อหาติดสินบน-ยักยอกเงิน

Recent Posts

  • เฮลิคอปเตอร์ทหารตกในกาตาร์ ดับยกลำ 7 ศพ คาดขัดข้องทางเทคนิค
  • พม. เปิด ‘มหกรรมชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง 2569’ เปิดพื้นที่โชว์อัตลักษณ์ 10 ชาติพันธุ์ เชื่อมเศรษฐกิจชุมชน – ภูมิปัญญาท้องถิ่น สู่ความยั่งยืน
  • KEMREX ฉลองครบรอบ 15 ปี เปิดตัวนวัตกรรมใหม่ฝีมือคนไทย ‘MDGT’ รุ่นล่าสุด
  • บทเพลงพระนิพนธ์และท่วงทำนองดนตรีแห่ง พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธุ์เพ็ญศิริ ‘งามแม้เดือนเหมือนดวงจันทร์งาม’ ชะตาฟ้า พระองค์จักรฯ
  • วิธีรับมือสิวอักเสบแบบเร่งด่วน ลดบวม แดง เจ็บ ให้ไวที่สุด

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • 2564(2021)
  • entertain
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    • SootinClaimon.Com
    • Join 1,657 other subscribers
    • Already have a WordPress.com account? Log in now.
    • SootinClaimon.Com
    • Subscribe Subscribed
    • Sign up
    • Log in
    • Report this content
    • View site in Reader
    • Manage subscriptions
    • Collapse this bar
 

Loading Comments...
 

    %d