Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Category Archives: สกู๊ปแนวหน้า

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

สกู๊ปแนวหน้า : เปิดงานวิจัย ‘คนไร้บ้าน’ ใครบ้างเสี่ยงเป็น ‘หน้าใหม่’ #SootinClaimon.Com

Posted on June 10, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/579133

สกู๊ปแนวหน้า : เปิดงานวิจัย‘คนไร้บ้าน’  ใครบ้างเสี่ยงเป็น‘หน้าใหม่’

สกู๊ปแนวหน้า : เปิดงานวิจัย‘คนไร้บ้าน’ ใครบ้างเสี่ยงเป็น‘หน้าใหม่’

วันพฤหัสบดี ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 02.00 น.

“คนไร้บ้าน (Homeless)” หรือที่เรียกว่าคนเร่ร่อนบ้างคนจรจัดบ้าง หมายถึงผู้ที่ใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่สาธารณะดังจะเห็นได้ตามชุมชนเมืองที่จะมีคนอาศัยหลับนอนตามข้างทางเท้า ป้ายรถประจำทาง บนสะพานลอย ฯลฯ ปัญหาคนไร้บ้านนั้นมักเป็นผลสืบเนื่องมาจากวิกฤติเศรษฐกิจ เมื่อกิจการปิดตัวลง หลายคนไม่สามารถหางานใหม่ได้และไม่มีที่ไปจึงต้องมาลงเอยในสภาพนี้ รวมถึงวิกฤติครั้งล่าสุดอย่างสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ก็เช่นกัน

ดังที่ มูลนิธิอิสรชน องค์กรภาคประชาสังคม (NGO) ที่ทำงานกับคนไร้บ้านย่านคลองหลอด-ถนนราชดำเนินมานานหลายปี เปิดเผยผ่านสื่อหลายสำนักเมื่อช่วงต้นเดือน พ.ค. 2564 ว่า การระบาดของไวรัสโควิด-19 ทั้ง 3 ระลอก พบจำนวนผู้มารอรับบริจาคอาหารเพิ่มขึ้นตามลำดับ โดยเฉพาะในระลอก 3 ที่ทางมูลนิธิฯ ยอมรับว่าไม่สามารถจัดหาให้ได้ทั้งหมด เพราะมีคนมารอรับเกินกว่างบประมาณที่เตรียมไว้สถานการณ์เช่นนี้นำไปสู่ความกังวลเรื่อง “คนไร้บ้านหน้าใหม่” ที่อาจเพิ่มขึ้นด้วย

อีกด้านหนึ่ง ในช่วงต้นเดือน มิ.ย. 2564 มีการเผยเพร่“รายงานฉบับสมบูรณ์ การศึกษาโอกาสในการเข้าสู่ภาวะไร้บ้านด้วยการวิจัยภาคสนาม (Field Experiment of Probability of being homelessness)” จัดทำโดย ผศ.ดร.พีระ ตั้งธรรมรักษ์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) และคณะ ซึ่งได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากแผนงานพัฒนาองค์ความรู้และประสานเครือข่ายเพื่อการสร้างเสริมสุขภาวะคนไร้บ้าน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

คณะผู้วิจัยเลือกกลุ่มตัวอย่างจำนวน 294 คน ในพื้นที่กรุงเทพฯ และ จ.ขอนแก่น เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีภาคีเครือข่ายทำงานด้านคนไร้บ้านอย่างเข้มแข็ง ทำให้การเก็บข้อมูลเป็นไปอย่างถูกต้องแม่นยำ โดยแบ่งกลุ่มตัวอย่างเป็น 2 ประเภทคือ 1.กลุ่มคนเปราะบางที่มีโอกาสเข้าสู่ภาวะไร้บ้าน
จำนวน 164 คน กับ 2.กลุ่มคนไร้บ้านหน้าใหม่ และกลุ่มคนไร้บ้านถาวร จำนวน 130 คน

โดยสำหรับกลุ่มตัวอย่างประเภท “กลุ่มเปราะบาง” คัดเลือกจากเกณฑ์ 6 ข้อ ดังนี้ 1.กลุ่มอาชีพเสี่ยงที่คนไร้บ้านทำ (หรือเคยทำ) เช่น แรงงานรายวันตามโรงงาน หรืออาชีพรับจ้างทั่วไปที่รายได้ไม่แน่นอน 2.กลุ่มคนที่อยู่ในชุมชนที่เสี่ยงจะถูกไล่รื้อที่ดิน 3.รายได้ครัวเรือนหลังหักค่าเช่าบ้าน แล้วมีรายได้ครัวเรือนต่ำกว่า 6,000 บาท 4.รายได้ครัวเรือนต่ำกว่า 6,000 บาท 5.ครัวเรือนมีรายจ่ายค่าเช่าบ้านต่ำกว่า 1,000 บาท และ 6.เกณฑ์บุคคลที่มีรายได้ต่ำกว่า 3,000 บาทต่อเดือน

(หมายเหตุ : ในข้อ 5 เรื่องค่าเช่าบ้านที่ใช้ตัวเลขต่ำกว่า 1,000 บาท คณะผู้วิจัยอ้างอิงตามข้อมูล “สำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน ปี พ.ศ.2558” โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า ณ ระดับค่าเช่า 1,000 บาท เป็นระดับค่าเช่าที่สะท้อนลักษณะบ้านเช่าที่มีลักษณะสินค้าด้อย ส่วนข้อ 6 ว่าด้วยรายได้ต่ำกว่า 3,000 บาทต่อเดือน มาจากการกำหนด เส้นความยากจนของประเทศไทย ซึ่งระบุว่าผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่า 2,600 บาทต่อเดือนถือเป็นคนจน จึงเพิ่มเกณฑ์ขึ้นมาเล็กน้อย อยู่ที่ 3,000 บาทดังกล่าว)

กลุ่มตัวอย่างที่เป็นกลุ่มคนเปราะบาง มีลักษณะ 1.รายได้น้อย (แต่ก็ยังมากกว่าผู้ที่กลายเป็นคนไร้บ้านไปแล้ว) มีรายได้เฉลี่ย 7,032.23 บาทต่อเดือน ในขณะที่คนไร้บ้านมีรายได้เฉลี่ย 4,778.33 บาทต่อเดือน 2.ไม่ค่อยสูบบุหรี่หรือดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กลุ่มตัวอย่างคนเปราะบาง ร้อยละ 73.17 ไม่สูบบุหรี่ และร้อยละ 65.85 ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีเพียงร้อยละ 25.61 เท่านั้นที่สูบ และร้อยละ33.57 ที่ดื่ม 3.เห็นหวยเป็นการเสี่ยงโชคที่สำคัญ โดยมีสัดส่วนแทบไม่ต่างกัน ระหว่างกลุ่มเปราะบางที่ซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล ร้อยละ 50 และกลุ่มที่ไม่ซื้อ ร้อยละ 49.39

ในส่วนของกลุ่มเปราะบาง สามารถสรุปตัวแปรมีผลต่อการเป็นคนไร้บ้านได้ อาทิ 1.ครอบครัวอบอุ่นลดความเสี่ยงเป็นคนไร้บ้าน หากกลุ่มตัวอย่างที่มีภาวะเปราะบางมีความสัมพันธ์อันดีต่อครอบครัว จะสามารถลดโอกาสในการเข้าสู่ภาวะไร้บ้านลงร้อยละ 69.8 2.การอยู่คนเดียวและการไม่มีบ้านมีผลต่อการไร้บ้าน หากกลุ่มตัวอย่างที่มีภาวะเปราะบางมีการพักอาศัยอยู่คนเดียว จะเพิ่มโอกาสในการเข้าสู่ภาวะไร้บ้านร้อยละ 41.44 และหากกลุ่มตัวอย่างที่มีภาวะเปราะบางมีบ้านเป็นของตนเอง จะลดโอกาสในการเข้าสู่ภาวะไร้บ้านลงร้อยละ 36.23

3.รายได้แปรผันกับโอกาสการเป็นคนไร้บ้าน หากกลุ่มตัวอย่างที่มีภาวะเปราะบางมีรายได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 1 จะลดโอกาสที่จะเข้าสู่ภาวะไร้บ้านลงร้อยละ 4.81 หรือหากมีรายได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 จะลดความเสี่ยงที่จะเข้าสู่ภาวะไร้บ้านลงถึงร้อยละ 48.1 อนึ่ง คณะผู้วิจัยยังพบว่า หากกลุ่มตัวอย่างที่มีภาวะเปราะบางมีพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จะสามารถลดโอกาสในการเข้าสู่ภาวะไร้บ้านลงร้อยละ 21.39 ซึ่งคาดว่าหมายถึงการที่คนคนหนึ่งสามารถซื้อหาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาดื่มได้ คนคนนั้นก็น่าจะมีรายได้ในระดับเพียงพอ

4.เงินเยียวยาและสวัสดิการของรัฐมีผลต่อการลดโอกาสการเป็นคนไร้บ้าน หากกลุ่มตัวอย่างที่มีภาวะเปราะบางมีความสามารถในการเข้าถึงเงินเยียวยาโควิด-19 จะช่วยลดโอกาสที่จะเข้าสู่ภาวะไร้บ้านลงร้อยละ 36.09 หรือหากเข้าถึงเบี้ยคนชราหรือคนพิการ จะช่วยลดโอกาสในการเข้าสู่ภาวะไร้บ้านลงร้อยละ 33.96 5.ทักษะการสื่อสารช่วยลดโอกาสการเป็นคนไร้บ้าน หากกลุ่มตัวอย่างที่มีภาวะเปราะบางมีทักษะการสื่อสารที่ดี จะช่วยลดโอกาสในการไร้บ้านลงถึงร้อยละ 50.64

6.อายุมากเสี่ยงไร้บ้านมากกว่าอายุน้อย (แต่วัยแรงงานตอนปลายเสี่ยงกว่าวัยเกษียณ) ตัวแปรนี้ใช้การเปรียบเทียบกับประชากรวัยเด็กและเยาวชน (อายุไม่เกิน 20 ปี)พบว่า หากกลุ่มตัวอย่างที่มีภาวะเปราะบางมีอายุตั้งแต่ 40-59 ปี จะเพิ่มโอกาสในการเข้าสู่ภาวะไร้บ้านร้อยละ 78.60 ตามด้วยอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป จะเพิ่มโอกาสที่ร้อยละ 75.69 และอายุตั้งแต่ 20-39 ปี จะเพิ่มโอกาสที่ร้อยละ 70.05 และ 7.บัตรประชาชนเป็นของสำคัญ หากกลุ่มตัวอย่างที่มีภาวะเปราะบางมีสถานะทางกฎหมาย หรือมีบัตรประชาชน จะลดโอกาสในการเข้าสู่ภาวะไร้บ้านลงร้อยละ 50.56

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ยกมาเป็นตัวอย่างถึงลักษณะของกลุ่มเปราะบาง และปัจจัยที่อาจทำให้กลุ่มเปราะบางกลายเป็นคนไร้บ้าน ภายในงานวิจัยยังมีในส่วนที่เกี่ยวข้องกับคนที่ไร้บ้านไปแล้ว ซึ่งผู้สนใจสามารถเข้าไปดาวน์โหลดงานวิจัยฉบับเต็มได้ที่เว็บไซต์ penguinhomeless.com เลือกหัวข้อ Publication และหัวข้อ “รายงานการศึกษาโอกาสในการเข้าสู่ภาวะไร้บ้านด้วยการวิจัยภาคสนาม ฉบับสมบูรณ์” (วันที่ 3 มิ.ย. 2564)!!!

(หมายเหตุ : Penguin Homeless เป็นเว็บไซต์ของแผนงานสนับสนุนองค์ความรู้เพื่อการสร้างเสริมสุขภาวะและคุณภาพชีวิตคนไร้บ้าน สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ‘ขัดแย้ง-แตกแยก’ ออนไลน์ ‘ใจกว้าง-เปิดอกฟัง’ ลดรุนแรง #SootinClaimon.Com

Posted on June 6, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/578141

สกู๊ปแนวหน้า : ‘ขัดแย้ง-แตกแยก’ออนไลน์  ‘ใจกว้าง-เปิดอกฟัง’ลดรุนแรง

สกู๊ปแนวหน้า : ‘ขัดแย้ง-แตกแยก’ออนไลน์ ‘ใจกว้าง-เปิดอกฟัง’ลดรุนแรง

วันอาทิตย์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 07.25 น.

ย้อนไปไม่กี่สิบปีก่อนในยุคที่เทคโนโลยีอินเตอร์เนตเริ่มแพร่หลาย เคยมีการจินตนาการถึงโลกที่ไร้พรมแดนและผู้คนที่อยู่ห่างไกลกันจะเข้าใจกันมากขึ้น แต่เมื่อเวลาผ่านมาจนถึงยุคปัจจุบันที่เมื่ออินเตอร์เนตพัฒนาไปถึงขั้นความเร็วสูงกว้างขวางและค่าบริการไม่แพงเมื่อเทียบกับรายได้ เช่นเดียวกับอุปกรณ์เชื่อมต่อจากที่ต้องใช้คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะหรือโน้ตบุ๊ค ทุกวันนี้คนจำนวนมากท่องโลกออนไลน์ผ่านโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน สิ่งที่พบคือ “ดราม่า” ความขัดแย้งไม่ว่าเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ ผ่านแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) ต่างๆ

เมื่อเร็วๆ นี้ ภาคีโคแฟค ประเทศไทย ร่วมกับอีกหลายองค์กร จัดงานเสวนา (ออนไลน์) เสวนานักคิดดิจิทัลครั้งที่ 16 กาลามสูตรในยุคดิจิทัล : เส้นแบ่งบางๆระหว่างความจริงและความเชื่อ Digital Thinkers Forum #16 “How to draw a thin line between facts & faith in digital age? โดยมีการเสวนาเรื่อง “เราจะไกล่เกลี่ยความขัดแย้งในโลกไซเบอร์ (Cybermediation) ได้หรือไม่” ในช่วงท้ายของงาน

ผศ.ดร.ปารีณา ศรีวนิชย์ คณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายกระบวนการไกล่เกลี่ยในมุมทางกฎหมาย ว่า โดยทั่วไปแล้วการจัดการความขัดแย้งหากเป็นขั้นตอนแบบทางการ จะหมายถึงการฟ้องคดีไม่ว่าทางแพ่งหรือทางอาญาแล้วให้ศาลเป็นผู้ตัดสิน ซึ่งมีข้อจำกัดคือ 1.มีค่าใช้จ่ายสูง 2.คำตัดสินที่ออกมาต้องยึดตามที่กฎหมายเขียนไว้ดังนั้นแม้เรื่องราวจะยุติลง แต่ก็อาจมีคำถามตามมาว่าเป็นธรรมแล้วหรือไม่ แนวคิด “กระบวนการยุติธรรมทางเลือก” จึงเกิดขึ้น เช่น การเจรจา การใช้กระบวนการอนุญาโตตุลาการ

แต่ทั้ง 2 วิธีก็มีข้อจำกัด การเจรจานั้นคือในกรณีที่คู่ขัดแย้งมีอำนาจต่อรองไม่เท่ากัน ส่วนการใช้กระบวนการอนุญาโตตุลาการก็พบว่ามีค่าใช้จ่ายที่สูงมาก การไกล่เกลี่ยจึงเป็นวิธีการที่น่าสนใจ โดยมีหลัก 3 ประการที่จะนำไปสู่การไกล่เกลี่ย 1.การไกล่เกลี่ยจะเกิดขึ้นไมได้หากไม่มีสิ่งที่เรียกว่าความจริง ซึ่งสำหรับกรณีของโลกไซเบอร์ เรื่องนี้ไม่ง่ายเพราะต้องค้นหาว่าอะไรคือความจริง ความเชื่อและความเห็น 2.ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายต้องได้เข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ย และ 3.กระบวนการต้องสามารถไว้วางใจได้ ซึ่งมาจากการพูดคุยกันและมีคนกลางที่น่าเชื่อถือ

“หัวใจสำคัญที่สุดของการไกล่เกลี่ยที่ดีคือการฟัง และทำ Dialogue (บทสนทนา) ร่วมกัน พูดคุยกันเพื่อมองหา Concern (ข้อกังวล) มองหา Interest (ประโยชน์) แล้วถ้าเรามีเวทีที่ฟังกันแบบนี้ได้ สุดท้ายแล้วเราอาจจะพบว่าเราต้องการอย่างเดียวกันก็ได้แต่ด้วยวิธีการที่แตกต่างกัน แล้วค่อยมาหาตัว Common Ground (พื้นที่กลาง) บางเรื่องที่แตกต่างกันอาจจะเก็บไว้ก่อน แต่บางเรื่องแก้ไขได้แก้ไขได้ไหม” ผศ.ดร.ปารีณา กล่าว

ด้าน ธีรดา ศุภะพงษ์ ผู้แทนประเทศไทย Centre for Humanitarian Dialogue (HD) กล่าวว่า การไกล่เกลี่ยคือการมีคนกลางมารับฟังและหาทางออก เกิดเป็นข้อตกลงที่คู่ขัดแย้งทั้ง 2 ฝ่ายต้องปฏิบัติ โดยคุณสมบัติของผู้ทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยคือการมีความเข้าใจผู้คนว่าแต่ละคนทำอะไรลงไปด้วยฐานความคิด ความเชื่อ หรือผลประโยชน์ในเรื่องนั้นอย่างไร แล้วจะหาจุดร่วมของทั้ง 2 ฝ่าย สานผลประโยชน์ร่วมกันบนจุดยืนที่แตกต่างกันของแต่ละฝ่ายได้อย่างไร

ส่วนการไกล่เกลี่ยทางไซเบอร์ มีคำถามสำคัญคือ 1.เทคโนโลยีดิจิทัลส่งผลต่องานคลี่คลายความขัดแย้งและการป้องกันความขัดแย้งที่รุนแรงได้อย่างไร กับ 2.ผู้ไกล่เกลี่ยจะใช้เครื่องมือทางเทคโนโลยีดิจิทัลมาเป็นประโยชน์ในกระบวนการคลี่คลายความขัดแย้งและการป้องกันความรุนแรงได้อย่างไร ซึ่งโลกยุคใหม่ข้อมูลข่าวสารและมุมมองความเห็นถูกเผยแพร่อย่างรวดเร็ว อนึ่ง การไกล่เกลี่ยแบบดั้งเดิมจะแบบวงปิดในพื้นที่ปลอดภัย แต่การไกล่เกลี่ยยุคใหม่อาจต้องให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมและการรับฟังผู้มีส่วนได้-เสียมากขึ้น

“เราสามารถทำได้เพราะมีเสรีภาพในการแสดงออก แต่มีจุดไหนไหม? ที่น่าจะมาดูว่าเส้นแบ่งในการเคารพกันของความแตกต่างทางความคิดมุมมองต่างๆ เสรีภาพในการแสดงออก กับเส้นแบ่งของการที่จะไปละเมิด ไปปลุกเร้าให้เกิดความรุนแรงที่อาจจะเกิดขึ้นหลังมีการสื่อสารในทำนองนั้นในโลกออนไลน์แล้วอย่างไร ซึ่งอันนี้เป็นความท้าทายใหม่ของคนทำงานด้านไกล่เกลี่ยความขัดแย้ง การทำงานด้านกระบวนการสันติภาพ ที่มองว่าบริบทใหม่ท้าทายขึ้นกว่าเดิม” ธีรดา กล่าว

ตัวอย่างที่น่าสนใจจากต่างประเทศ พิมพ์รภัช ดุษฎีอิสริยกุล ผู้ประสานงานโครงการ Thailand Talk มูลนิธิฟรีดริช เนามัน (FNF) เล่าเรื่องโครงการ “My Country Talk” ในประเทศเยอรมนี ซึ่งเกิดขึ้นจากความเชื่อที่ว่า “คนเราขัดแย้งกันก็เพราะไม่ได้เชื่อมต่อกัน และเชื่อว่ามนุษย์มีความพิเศษตรงที่จะไม่ฆ่ากันตายถ้าได้คุยกันจริงๆ” โครงการจึงเกิดขึ้นโดยวางประเด็นที่สังคมให้ความสนใจ เปิดให้คนมาลงทะเบียน แล้ววันหนึ่งก็นัดคนที่เห็นต่างให้ได้มาพบกันและพูดคุยกัน โดยไม่ได้มุ่งเน้นให้ใครต้องเปลี่ยนความคิด

โครงการ My Country Talk ที่เยอรมนีได้รับความสนใจถึงขนาดมีคนเดินทางข้ามเมืองเพื่อที่จะไปคุยกับอีกคนที่มีความเห็นต่างจากตนเองอย่างมาก และแม้ท้ายที่สุดต่างฝ่ายจะไม่ได้เปลี่ยนมุมมองของตนเอง แต่ก็ให้คำมั่นว่าจะมาพบกันทุกปี เรื่องนี้ทำให้ย้อนมองกลับมายังสังคมไทย ว่าอาจเป็นเพราะไม่เคยได้พูดคุยกันจริงๆ หรือไม่ นำมาสู่การทำโครงการ Thailand Talk เปิดพื้นที่ให้คนได้มาฟังและพูดคุยกันเพื่อเชื่อมต่อคนเข้าด้วยกัน

“เราบางคนไม่เคยเจอกัน แต่เกลียด ไม่ชอบ เพราะเราไปอยู่ในโลกของเราใบหนึ่งที่เราก็จะได้อย่างนี้ คนนี้คิดไม่เหมือน คนนี้คิดต่างจากเรา คนนี้อย่างนี้ไม่ดี ความจริงของโลกหนึ่งของเรากับความจริงอีกโลกหนึ่งของเขา มันก็คือความจริงของทั้ง 2 ฝ่าย ความจริงที่มีความเชื่อของเขาเองอยู่ในนั้น แล้วก็มันมีความเชื่อบางอย่างที่คล้ายกัน หรือมีความจริงบางชุด มันจะมีความจริงย่อยความเชื่อย่อยที่มันอยู่ในนั้น ซึ่งบางทีถ้าเราได้คุยกันมันเคลียร์ได้ มันอาจจะมองเห็นได้” พิมพ์รภัช กล่าว

ปิดท้ายด้วย สายใจ เลี้ยงพันธุ์สกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูลดิจิทัลเพื่อสังคม ที่ขอเน้นไปที่ “ความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับรัฐ” ที่ทั้ง 2 ฝ่ายต่างใช้ถ้อยคำสร้างความเกลียดชัง ว่า ความขัดแย้งบนโลกออนไลน์ มาจากในโลกจริงไม่มีพื้นที่ให้แสดงออก ดังนั้นจึงมีข้อเสนอ คือ 1.รัฐต้องเปิดพื้นที่สำหรับความเห็นต่าง 2.รัฐควรใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์ในการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน และ 3.ทั้งรัฐและประชาชนต้องมีกฎกติกาในการใช้สื่อออนไลน์ ซึ่งประชาชนอาจมองว่า “ทัวร์ลง” หรือการรุมกันเข้าไปวิพากษ์วิจารณ์ในพื้นที่ออนไลน์ของรัฐบาล เป็นวิธีผลักดันข้อเรียกร้องแต่ก็ต้องมีกติกาการใช้สื่อออนไลน์เมื่อมีความเห็นต่างจากรัฐเช่นกัน

“ทั้งด้านประชาชนและรัฐบาล อยากจะให้มองเห็นว่าที่จริงเราอยู่ในโลกที่ว่าเรามีวิธี เรามีเครื่องมือแล้วที่จะทำให้คนได้ฟังกัน แล้วก็มีพื้นที่ ก็คือ Social Media แล้วก็มีเครื่องมือ แต่ว่าจะทำอย่างไรทั้งฝั่งประชาชนและรัฐบาล ที่จะใช้เครื่องมือที่เรามีให้เป็นประโยชน์” สายใจ กล่าวในท้ายที่สุด

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : มุม ‘ศาสนา’ มอง ‘สื่อสาร’ แค่จริงไม่พอ..ต้องก่อสันติด้วย #SootinClaimon.Com

Posted on June 3, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/577532

สกู๊ปแนวหน้า : มุม‘ศาสนา’มอง‘สื่อสาร’  แค่จริงไม่พอ..ต้องก่อสันติด้วย

สกู๊ปแนวหน้า : มุม‘ศาสนา’มอง‘สื่อสาร’ แค่จริงไม่พอ..ต้องก่อสันติด้วย

วันพฤหัสบดี ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ช่วงปลายเดือน พ.ค. 2564 ที่ผ่านมา ภาคีโคแฟค ประเทศไทย ร่วมกับอีกหลายองค์กร จัดงานเสวนา (ออนไลน์) เสวนานักคิดดิจิทัลครั้งที่ 16 กาลามสูตรในยุคดิจิทัล : เส้นแบ่งบางๆระหว่างความจริงและความเชื่อ Digital Thinkers Forum #16 “How to draw a thin line between facts & faith in digital age? ซึ่งเริ่มต้นด้วยปาฐกถาในหัวข้อ “หลักกาลามสูตรเพื่อสันติในยุคดิจิทัล” โดย พระมหานภันต์ สนฺติภทฺโท ประธานกรรมการมูลนิธิสถาบันการจัดการวิถีพุทธเพื่อสุขและสันติ (สกพ. IBHAP) พาย้อนกลับไปยังสมัยพุทธกาลเมื่อกว่า 2,500 ปีก่อน

พระมหานภันต์ กล่าวว่า กาลามสูตร หรือที่ในพระไตรปิฎกเรียกว่า เกสปุตตสูตร มาจากเหตุการณ์ที่พระพุทธเจ้าแสดงธรรม ณ หมู่บ้านเกสปุตตนิคม ส่วนคำว่า กาลามสูตรมาจาก กาลามะ ที่เป็นวงศ์ตระกูลในหมู่บ้านนั้น โดยมีทั้งหมด 10 ข้อ หากใช้ตามสำนวนกวีของ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ศิลปินแห่งชาติ จะมีดังนี้ 1.ฟังตามกันมาอย่าได้เชื่อ 2.ทำกันทุกเมื่อเชื่อไม่ได้ 3.ตื่นข่าวป่าวมาอย่าเชื่อไป 4.อย่าไว้ใจแม้แต่ตำรา 5.อย่าเชื่อเพราะเดาเอาเองเล่น 6.กะเกณฑ์คาดคะเนไว้ล่วงหน้า 7.เพราะนึกตรึกตรองหรือตรวจตรา 8.เพราะว่าต้องตามธรรมเนียมตน 9.อย่าเชื่อเพราะเพื่อควรเชื่อเขา และ 10.ครูเราแท้ๆ มาแต่ต้นก็ใช่จักเชื่อได้น้ำใจคน จงเชื่อผลเชื่อเหตุสังเกตเทอญ

ในการแสดงธรรมของพุทธเจ้าที่หมู่บ้านเกสปุตตนิคมก็มีทั้งผู้ที่ได้พบพระพุทธเจ้าแล้วพนมมือไหว้ด้วยความเคารพ คนที่กล่าวคำทักทายแบบทั่วไป และคนที่เพียงเข้ามาแนะนำตนเองแล้วก็หลีกไปอีกทางหนึ่ง รวมถึงแต่ละคนต่างเอาแต่ประกาศวาทะของตนเองและกระทบกระเทียบวาทะของผู้อื่น นั่นเป็นเพราะคนแต่ละคนจะมีท่าทีต่อสิ่งใดแบบไหนก็ขึ้นอยู่กับว่าคนคนนั้นรู้สึกกับสิ่งนั้นอย่างไร ซึ่งก็เหมือนกับยุคปัจจุบันที่คนแต่ละคนมีท่าทีต่อรัฐบาล ต่อฝ่ายค้าน หรือต่อบุคคลต่างๆ แตกต่างกัน และต่างก็โจมตีความคิดอื่นที่ต่างไปจากของตนเอง

พระมหานภันต์ ยังกล่าวด้วยว่า ในการสอนเรื่องกาลามสูตรหรือเกสปุตตสูตรนั้น พระพุทธเจ้า ยกเรื่องกิเลส“โลภ โกรธ หลง” เป็นตัวอย่างประกอบการอธิบาย โดยชวนชาวหมู่บ้านเกสปุตตนิคมพิจารณา 3 ประการ 1.รู้ด้วยตนเอง 2.ผู้รู้ติเตียน 3.ดูตัวอย่างจากคนอื่นที่เคยทำมาแล้ว ซึ่งทำให้เห็นภาพว่า ทั้งความโลภ ความโกรธและความหลง เป็นสิ่งที่ทั้งผู้รู้ติเตียน และเมื่อเห็นผู้อื่นที่ตกอยู่ในห้วงกิเลสดังกล่าวก็พบว่ามีแต่ความทุกข์ อนึ่ง พระพุทธเจ้ายังสอนให้เปิดรับฟังมุมมองทุกด้าน (สุตมยปัญญา) ควบคู่ไปกับการใช้ปัญญาพิจารณา (โยนิโสมนสิการ) ว่าข้อมูลใดเป็นประโยชน์หรือโทษ และสมควรสื่อสารข้อมูลนั้นออกไปหรือไม่

“จะเห็นว่าหลักกาลามสูตรที่พระพุทธเจ้าสอนมันคือหลักคำสอนที่เป็นไปเพื่อสันติทั้งทางใจ ทางกาย วาจา และเหนือไปกว่านั้นคือทางสังคม เพราะในตัวอย่างที่พระพุทธเจ้าถามว่าคนโลภ คนโกรธ คนหลง ก็จะทำผิดศีล ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม โกหกคนอื่น และสุดท้ายสังคมก็วุ่นวาย แต่เมื่อไม่มีโลภ โกรธ หลง อันนี้ถึงจะนำไปสู่สันติทั้งกาย วาจา ใจ และสังคม” พระมหานภันต์ กล่าว

จากนั้นเป็นการเสวนาในหัวข้อ “อะไรคือเส้นแบ่งบางๆระหว่างความจริงและความเชื่อ” โดยวงเสวนานี้มีวิทยากร 2 ท่านที่สะท้อนมุมมองทางศาสนา คือ คุณพ่ออมรกิจ พรหมภักดีอุปมุขนายกสังฆมณฑลสุราษฎร์ธานี และกรรมการอำนวยการสื่อมวลชนคาทอลิกประเทศไทย ให้ความเห็นว่า หากถามว่ามนุษย์ควรเชื่ออะไรหรืออะไรที่เชื่อถือได้ ในยุคสมัยที่มีข้อมูลจำนวนมาก ในมุมของศาสนาคริสต์นั้นมุ่งเน้นให้แยกแยะความดี-ความชั่ว ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นจุดร่วมที่ทุกศาสนาสอน และการสื่อสารควรเป็นไปเพื่อความดีที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความจริง อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องระมัดระวัง คือการนำความเชื่อมาเป็นเครื่องมือเพื่อความจริงเฉพาะในแบบที่ตนเองต้องการ

“หากเรายึดมั่นในความเชื่ออย่างเดียวก็ไม่พอ ใช้ศรัทธามาเป็นเครื่องมือเพื่อความจริง บางอย่างอาจสูญหายไป ถูกปฏิเสธเพราะขัดกับความเชื่อ ดังนั้นความจริงที่เหลืออยู่ ก็อาจเป็นความจริงที่ถูกนำไปรับใช้เพื่อผลประโยชน์เท่านั้นเพียงบางกลุ่ม”คุณพ่ออมรกิจ กล่าว

ขณะที่ รศ.เสาวนีย์ รุจิระอัมพร-จิตต์หมวด กรรมการบริหารหลักสูตรสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล และ ผู้อำนวยการหลักสูตรการเสริมสร้างสังคมสันติสุข (จชต.) สถาบันพระปกเกล้า กล่าวว่า ศาสนาอิสลามนั้นสอนให้มนุษย์รักการเรียนรู้ ศึกษาค้นคว้าเพื่อแสวงหาความจริง แต่มนุษย์มักเชื่อในสิ่งที่ไม่เป็นความจริง และเมื่อเชื่อแล้วก็นำไปสู่ความแตกแยกในสังคม เช่น มีการสร้างชุดความคิดว่าผู้นับถือศาสนาอิสลามเป็นผู้มีนิสัยดุร้ายและหัวรุนแรง นำไปสู่เหตุการณ์การใช้ความรุนแรงต่างๆ อาทิ กรณีชาวโรฮีนจาในเมียนมา เหตุกราดยิงที่นิวซีแลนด์ เป็นต้น เพราะเมื่อเกลียดชังกันแล้วสันติย่อมเกิดขึ้นไม่ได้

“ทำอย่างไรในการที่เราจะอยู่ร่วมกันตรงนี้ เราจะทำให้มันเกิด Common Space (พื้นที่กลาง) ที่เป็นพื้นที่ที่เป็น Safety Zone (พื้นที่ปลอดภัย) เป็นความปลอดภัยในแง่ของการพูดคุยแลกเปลี่ยนกันได้ ในการที่เราจะอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข เพราะฉะนั้นก็คงต้องเป็นความร่วมมือในแง่ของศาสนิกชนของศาสนาต่างๆ ในแง่ของการจับมือกัน ทำงานร่วมกันให้มากขึ้น” รศ.เสาวนีย์ กล่าว

ในการเสวนาดังกล่าวยังมีมุมมองจากฆราวาส 2 ท่านคือ สุชัย เจริญมุขยนันทผู้ก่อตั้ง UbonConnect ที่ยก 2 ตัวอย่างมาเป็นอุทาหรณ์ ตัวอย่างแรกมาจากภาพยนตร์เรื่องหนึ่งที่เล่าเรื่องภูเขาไฟระเบิด ในภาพยนตร์มีฉากที่สมาชิกในครอบครัวเตรียมอพยพหนีไปยังที่ปลอดภัย เว้นเสียแต่สมาชิกที่เป็นหญิงชราบอกว่าตนเองจะไม่หนีไปไหนเพราะเชื่อว่าภูเขาไฟจะไม่ทำร้ายมนุษย์

กับอีกตัวอย่างคือประสิทธิภาพด้านการป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 ของวัคซีนยี่ห้อซิโนแวค ที่มีการเก็บข้อมูลในหลายประเทศซึ่งใช้งานวัคซีนดังกล่าว แต่กลับเลือกหยิบข้อมูลเพียงบางประเทศมาสรุปว่าวัคซีนซิโนแวคไม่ดี ว่า การไม่เห็นความจริงทั้งหมดอาจทำให้เกิดความเชื่อที่ผิดพลาด และความเชื่อที่กลายเป็นอคติไปแล้วก็เป็นเรื่องยากที่จะเปลี่ยน ดังนั้นสิ่งที่อยู่ระหว่างความเชื่อกับความจริงคือความเห็น ไม่ว่าจะเป็นความเห็นที่ตั้งอยู่บนความรัก ชัง หลงหรือกลัว มนุษย์จึงควรฝึกสมองให้สามารถแยกแยะได้ว่าอะไรคือความจริง ความเห็นและความเชื่อ

ปิดท้ายด้วย รณพงศ์ คำนวณทิพย์ ผู้ก่อตั้ง Media Oxygen ที่กล่าวว่า มนุษย์มักเชื่อสิ่งที่ตรงกับความคิดของตนเอง หรือก็คืออคติ ซึ่งการใช้สื่อออนไลน์ (Social Media)จะมีคำว่า ห้องเสียงสะท้อน (Echo Chamber) หมายถึงการได้ยินแต่สิ่งที่เชื่อหรือสิ่งที่ชอบซ้ำๆ ทั้งนี้ ฝากข้อคิดไว้1.คิดก่อนเผยแพร่หรือส่งต่อข้อมูล ต้องตรวจสอบและหากไม่มั่นใจว่าข้อมูลนั้นถูกต้องก็อย่าส่งต่อหรือเผยแพร่ 2.นำเสนออย่างเที่ยงธรรม ไม่ใช่กล่าวถึงแต่เพียงด้านเดียว และ 3.คำนึงถึงการสร้างไมตรี หลีกเลี่ยงการนำเสนอข้อมูลที่ก่อให้เกิดการทะเลาะเบาะแว้งโดยไม่จำเป็น

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ‘ข่าวปลอม’ ระบาดออนไลน์ สนทนา ‘กลุ่มปิด’ พื้นที่เสี่ยง #SootinClaimon.Com

Posted on May 30, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/576503

สกู๊ปแนวหน้า : ‘ข่าวปลอม’ระบาดออนไลน์ สนทนา‘กลุ่มปิด’พื้นที่เสี่ยง

สกู๊ปแนวหน้า : ‘ข่าวปลอม’ระบาดออนไลน์ สนทนา‘กลุ่มปิด’พื้นที่เสี่ยง

วันอาทิตย์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 07.35 น.

“ข่าวปลอม (Fake News)” ปัญหาที่มาคู่กับความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี เมื่ออินเตอร์เนตและอุปกรณ์เชื่อมต่อไม่ว่าคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนเข้าถึงคนจำนวนมากได้ง่าย การเผยแพร่หรือส่งต่อข้อมูลข่าวสารก็กระจายไปอย่างรวดเร็ว ถึงขนาดที่ในช่วงปีเศษๆ ล่าสุดจนถึงปัจจุบัน ที่มีสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 มีศัพท์เกิดใหม่ขึ้นคือ“อินโฟเดมิค (Infodemic)” หมายถึงการระบาดของข้อมูลข่าวสารที่ไม่เป็นความจริง โดยล้อมาจากคำว่า “แพนเดมิค(Pandemic)” ที่แปลว่าโรคระบาด

ในงานแถลงข่าว (ออนไลน์) เรื่อง “ถอดรหัสข่าวลวง: เปิดรายงานโคแฟค ที่มา ลักษณะข่าวลวงและข้อเสนอแนะ(De-coding Disinformation : Cofact Original Report and Recommendations)” เมื่อช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา ชิตพงษ์ กิตตินราดร ผู้แทนทีมวิจัยสถาบันเชนจ์ฟิวชั่น เล่าถึงผลการศึกษาที่หยิบยกเนื้อหาบางส่วนที่เผยแพร่และส่งต่อกันบนโลกออนไลน์ที่พิสูจน์แล้วว่าเป็นข่าวปลอม ทั้งที่เกี่ยวข้องกับโควิด-19 และเรื่องอื่นๆ มาวิเคราะห์ ด้วยวิธีแบ่งผู้เกี่ยวข้องเป็น 2 กลุ่มคือ ผู้เผยแพร่ข่าว (Spreader) และผู้แก้ไขข่าว(Corrector) ได้แก่

1.สมุนไพรฟ้าทะลายโจรป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 ได้ (ซึ่งในความเป็นจริงผลการศึกษาพบเพียงมีฤทธิ์ในการรักษาและสร้างภูมิคุ้มกันในระดับหนึ่งเท่านั้น ไม่รวมถึงการป้องกันโรคแต่อย่างใด แต่ผู้ที่น่าจะเผยแพร่เป็นคนแรกใช้วิธีพาดหัวบิดเบือน) การค้นหาระหว่างวันที่ 10 ก.พ.-10 พ.ค. 2564 พบข้อความเผยแพร่ข่าวปลอม 180 ข้อความ และข้อความแก้ไขข่าวปลอม 401 ข้อความ

2.มะนาวโซดาฆ่าเชื้อโควิด-19 ค้นหาระหว่าง วันที่ 12 ธ.ค. 2563-12 มี.ค. 2564 พบข้อความเผยแพร่ข่าวปลอม 2 ข้อความ และข้อความแก้ไขข่าวปลอม 18 ข้อความ เช่นเดียวกับมะนาวโซดารักษาโรคมะเร็ง พบข้อความเผยแพร่ข่าวปลอม 3 ข้อความ และข้อความแก้ไขข่าวปลอม 157 ข้อความ 3.คลิปเสียงแพทย์จากโรงพยาบาลศิริราช ระบุว่าการกินยาเขียวช่วยป้องกันและรักษาโรคจากไวรัสโควิด-19 ได้ ค้นหาระหว่างวันที่ 10 ก.พ.-10 พ.ค. 2564 ไม่พบข้อความเผยแพร่ข่าวปลอม แต่พบและข้อความแก้ไขข่าวปลอม 39 ข้อความ

4.อดีตหัวหน้านักวิทยาศาสตร์ของบริษัทไฟเซอร์ เตือนว่าผู้ฉีดวัคซีนโควิด-19 จะเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ค้นหาระหว่างวันที่ 13 ก.พ.-13 พ.ค. 2564 พบข้อความเผยแพร่ข่าวปลอม 33 ข้อความ และข้อความแก้ไขข่าวปลอม 1 ข้อความ 5.ข่าวแอปพลิเคชั่นเป๋าตัง สามารถใช้กู้ยืมเงินสดได้ ค้นหาระหว่างวันที่ 13 ก.พ.-13 พ.ค. 2564 ไม่พบข้อความเผยแพร่ข่าวปลอม แต่พบและข้อความแก้ไขข่าวปลอม 16 ข้อความ และ 6.ข่าวลวงเรื่องคลื่นความหนาวปกคลุมประเทศไทยทุกภาค ค้นหาระหว่างวันที่ 15 พ.ย. 2563-16 ก.พ. 2564 ไม่พบข้อความเผยแพร่ข่าวปลอม แต่พบและข้อความแก้ไขข่าวปลอม 5 ข้อความ

จากตัวอย่างทั้ง 6 ข่าวนี้ ข้อค้นพบที่น่าสนใจคือ “มีข่าวปลอมถึง 4 ข่าวที่คาดว่าน่าจะไประบาดกันบนกลุ่มสนทนาแบบปิด” ประกอบด้วย ข่าวมะนาวโซดาฆ่าเชื้อโควิดหรือฆ่ามะเร็ง ข่าวคลิปเสียงแพทย์จากโรงพยาบาลศิริราช ข่าวแอปฯ เป๋าตังกู้ยืมเงินสดได้ และข่าวคลื่นความหนาวปกคลุมประเทศไทย เนื่องจากมีความพยายามเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้องหรือแก้ไขความเข้าใจผิดกันอยู่จำนวนมาก แต่ไม่พบหรือแทบไม่พบคำค้นหาที่เป็นข่าวปลอมนั้น โดยงานวิจัยชิ้นนี้ค้นหาข้อมูลได้แต่เพียงแพลตฟอร์มเปิด เช่น เฟซบุ๊ค ทวิตเตอร์ อินสตาแกรมยูทูบ และเว็บไซต์พันทิป

ชิตพงษ์ เสนอแนะว่า กรณีแพลตฟอร์มที่ให้บริการสนทนาแบบกลุ่มปิด น่าจะมีการหารือกับผู้ให้บริการเพื่อสร้างกลไกตรวจสอบข่าวปลอมที่ระบาดกันอยู่ในระบบ รวมถึงสร้างเครือข่ายอาสาสมัครตรวจสอบข่าวลวง หากข้อความใดน่าสงสัย อาจส่งให้ผู้ที่สามารถตรวจสอบข้อมูลได้ เช่น ภาคีโคแฟค ประเทศไทย (Cofact Thailand) ช่วยตรวจสอบก่อนนำข้อมูลที่ถูกต้องกลับไปเผยแพร่ในกลุ่ม

ด้าน สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้ง โคแฟค ประเทศไทย และอดีตกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) อธิบายเพิ่มเติมในประเด็นกลุ่มสนทนาแบบปิด ว่า ในประเทศไทยจะนิยมใช้แอปพลิเคชั่นไลน์ ส่วนต่างประเทศจะเป็นแอปพลิเคชั่นวอตส์แอปป์ กลุ่มสนทนาที่ตั้งขึ้นผ่านแอปฯ เหล่านี้ไม่ถูกมองเห็นแบบสาธารณะ ซึ่งต่างจากแพลตฟอร์มเปิด เช่น ทวิตเตอร์ ที่เมื่อโพสต์อะไรไปเพียงครู่เดียวก็อาจเกิดการโต้เถียงแล้ว

ขณะเดียวกัน “วัฒนธรรมเกรงใจ” ก็เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้ข่าวปลอมในกลุ่มสนทนาแบบปิดไม่ถูกแก้ไข เพราะโดยทั่วไปแล้ว สมาชิกในกลุ่มปิดเหล่านี้มักเป็นคนที่รู้จักกัน เช่น พ่อแม่ ญาติผู้ใหญ่ ผู้บังคับบัญชาหรือเพื่อนร่วมงาน จึงไม่กล้าเตือนกันเพราะไม่อยากให้โกรธกันจากความรู้สึกว่าทำให้เสียหน้า คนไทยจำนวนมากจึงเลือกถนอมน้ำใจ คนที่เผยแพร่ข้อความนั้นก็ยังเข้าใจต่อไปว่านั่นเป็นเรื่องจริง

อนึ่ง ปัญหาการส่งต่อข่าวปลอมนั้นยังมีเรื่องของ “อคติ” ที่แม้จะเป็นแพลตฟอร์มเปิดซึ่งสามารถพบเห็นการแก้ไขหรือชี้แจงข้อมูลที่ถูกต้องได้ แต่คนส่วนหนึ่งก็ยังเลือกที่จะเชื่อข้อมูลที่ไม่จริงต่อไป ทั้งนี้ สำหรับการแก้ไขปัญหาข่าวปลอม มีข้อเสนอต่อไปนี้ 1.ข้อมูลที่ออกมาจากภาครัฐต้องชัดเจนไม่คลุมเครือ และไม่เปลี่ยนไป-มา หรือหากจะเปลี่ยนก็ควรมีฐานข้อมูลกลางเป็นช่องทางให้ประชาชนเข้าไปตรวจสอบข้อมูลข่าวสารจากหน่วยงานต่างๆ ได้ หรือเรียกว่าระบบข้อมูลเปิด (Open Data)

เช่น ประเด็นวัคซีนโควิด-19 ที่แต่ละคนต้องไปตามกันเองในเพจนั้นเพจนี้บ้าง ข้อมูลก็จะมีทั้งจริงบ้าง ไม่จริงบ้าง หรือจริงแต่มีการปรับปรุงเพิ่มเติมในเวลาต่อมา (Update) บ้าง ทำอย่างไรจึงจะมีช่องทางให้เข้าไปตรวจสอบ ซึ่งจะช่วยลดปัญหาความสับสน ตลอดจนข่าวปลอมได้ 2.สื่อมวลชนควรช่วยตรวจสอบข่าวลือต่างๆ อย่างทันท่วงที ที่ผ่านมาหลายครั้งก็พยายามช่วยกัน แต่หลายครั้งแหล่งข้อมูลก็ยังมีความสับสน ดังนั้นแหล่งข่าวไม่ว่าภาครัฐหรือเอกชนต้องทำข้อมูลเข้าถึงได้โดยง่ายเพื่อใช้ในการอ้างอิง

3.ผู้ให้บริการสื่อสังคมออนไลน์ควรมีระบบแจ้งเตือนหรือลบข้อมูลที่พิสูจน์แล้วว่าไม่เป็นความจริง ซึ่งมีตัวอย่างแล้ว เช่น เฟซบุ๊ค ที่ในต่างประเทศพบการระงับการเผยแพร่ข้อมูลที่พบว่าเป็นข่าวปลอม 4.ประชาชนทั่วไปในฐานะผู้ใช้สื่อ ต้องปรับตัวให้มีนิสัยตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนส่งต่อข้อมูล (Fact Checker) ซึ่งผู้ที่เข้าถึงอินเตอร์เนตสามารถทำได้ผ่านการค้นหาข้อมูล โดยปัจจุบันมีหลายองค์กรทำงานด้านตรวจสอบข่าวปลอม และ 5.ต้องสร้างการเรียนรู้ทักษะความรู้เท่าทันดิจิทัล (Digital Literacy) ใส่ไว้ในหลักสูตรการศึกษาระดับต่างๆ

เพื่อให้ประชาชนมีทักษะรู้เท่าทัน (เช่น ภาพหรือคลิปวีดีโอตัดต่อ)..อันเป็นการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ‘สื่อดิจิทัล’ กับเด็ก-เยาวชน ห้ามไม่ได้..ใช้อย่างไรก่อผลดี #SootinClaimon.Com

Posted on May 29, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/576324

สกู๊ปแนวหน้า : ‘สื่อดิจิทัล’กับเด็ก-เยาวชน  ห้ามไม่ได้..ใช้อย่างไรก่อผลดี

สกู๊ปแนวหน้า : ‘สื่อดิจิทัล’กับเด็ก-เยาวชน ห้ามไม่ได้..ใช้อย่างไรก่อผลดี

วันเสาร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 02.00 น.

“สื่อดิจิทัล” อันหมายถึงอินเตอร์เนตและสื่อออนไลน์ด้านหนึ่งนั้นมีประโยชน์อย่างมากในการเป็นแหล่งข้อมูลค้นหาความรู้ ตลอดจนเป็นช่องทางสร้างโอกาสในอาชีพ แต่อีกด้านหนึ่ง สื่อใหม่ชนิดนี้ก็ส่งผลต่อพฤติกรรมของผู้คนอย่างมากเช่นกันโดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชนดังเรื่องเล่าจากงานประชุม (ออนไลน์) ในโครงการ “การศึกษาการใช้สื่อดิจิทัลของเด็กและเยาวชนในอนาคต และข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย” ที่ผ่านพ้นไปเมื่อเร็วๆ นี้

รศ.ดร.พรพรรณ ประจักษ์เนตร ผู้อำนวยการหลักสูตรปริญญาโท คณะนิเทศศาสตร์และนวัตกรรมจัดการ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) กล่าวว่า ปัจจุบันเด็กไทยอายุตั้งแต่ 6-14 ปี จะมีพฤติกรรมในคอมพิวเตอร์ในระดับสูงที่สุด เห็นได้จากร้อยละ 61.9จะใช้เป็นอินเตอร์เนตทั้งเพื่อการศึกษา การดาวน์โหลดภาพฟังเพลง และเล่นเกม ส่วนเยาวชนที่มีอายุ 15-24 ปี กว่าร้อยละ 51.9 จะใช้อินเตอร์เนตเพื่อการศึกษาและหาข้อมูลเป็นส่วนใหญ่

กิจกรรมที่เยาวชนมักจะทำบนอินเตอร์เนตมักจะใช้ในเรื่องของสื่อสังคมออนไลน์ มากถึงร้อยละ 98 รองลงมาใช้เพื่อความบันเทิง ร้อยละ 94.5 และใช้เพื่อแบ่งปันและการปฏิสัมพันธ์กับเครือข่าย ร้อยละ 61.8 ซึ่งจากวิจัยเชิงสำรวจโดยการเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างเยาวชนไทยตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1-6ทั่วประเทศ จำนวน 542 คน พบว่า 1.เพศชายและเพศหญิงมีจำนวนใกล้เคียงกัน 2.รูปแบบการใช้สื่อออนไลน์ผ่านช่องทางโทรศัพท์มือถือมากที่สุด 3.มากกว่าครึ่งใช้เวลาในการใช้งานอินเตอร์เนตมากกว่า 5 ปีขึ้นไป

4.ค่าใช้จ่ายในการใช้อินเตอร์เนตต่อเดือน ประมาณ 0-800 บาท 5.ระยะเวลาในการรับสื่อต่อวันประมาณวันละ4-6 ชั่วโมง และ 6.กิจกรรมที่ทำบนโลกออนไลน์ส่วนใหญ่จะใช้เพื่อความบันเทิง ค้นหาข้อมูลทั่วไป การโพสต์สเตตัสโพสต์รูป เขียนเรื่องราวต่างๆ และการเรียนออนไลน์ นอกจากนี้ผลการวิจัยจากการศึกษามิติทักษะของเยาวชนในศตวรรษที่ 21 โดยแบ่งเป็น 3 มิติ ได้แก่ 1.มิติทักษะชีวิต 2.มิติทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม และ 3.มิติทักษะสารสนเทศ สื่อ และเทคโนโลยี

รศ.ดร.พรพรรณ กล่าวต่อไปว่า โดยภาครวมเยาวชนไทยมีทักษะค่อนข้างสูง แต่เมื่อดูในแต่ละทักษะจะเห็นว่าเยาวชนไทยมีทักษะสารสนเทศ สื่อ และเทคโนโลยีมากที่สุด รองลงมาเป็นทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม ท้ายสุดเป็นทักษะชีวิต จึงจำเป็นต้องแก้ไขบางทักษะเพื่อให้เยาวชนมีทักษะเพิ่มขึ้น เช่น ทักษะความคิดเชิงวิพากษ์ ทักษะด้านสื่อ เป็นต้น จึงทำให้เกิดข้อเสนอแนะเพื่อแก้ไขปัญหา โดยแบ่งเป็น

“ข้อเสนอแนะสำหรับกระทรวงศึกษาธิการ” เนื่องจากเยาวชนไทยมีทักษะในการแสดงความคิดเห็นหรือวิพากษ์วิจารณ์ข่าวในอินเตอร์เนตในทางที่สร้างสรรค์ต่ำดังนั้นควรมีเผยแพร่โครงการด้านการวิพากษ์วิจารณ์บนอินเตอร์เนตอย่างสร้างสรรค์ เพื่อกระตุ้นและปลูกจิตสำนึกให้กับเยาวชน ควรผลักดันระบบการเรียนการสอนให้มีการทำงานเป็นกลุ่ม เพื่อให้มีศักยภาพในการเป็นผู้นำที่ดี และควรออกแบบกิจกรรมในห้องเรียนให้มีการเขียนบล็อกบรรยายเรื่องราวต่างๆ เพื่อให้ฝึกฝนและพัฒนาการเขียนบนอินเตอร์เนตอย่างสร้างสรรค์

“ข้อเสนอแนะสำหรับโรงเรียน” ควรมีการจัดทำแผนการพัฒนาทักษะในศตวรรษที่ 21 ของนักเรียนตามระดับขั้นของการเรียน และควรกำหนดทิศทางในการพัฒนาทักษะให้สอดคล้องกับบริบทของชั้นเรียนและอายุ นอกจากนี้ควรทำระบบติดตามและวัดทักษะในศตวรรษที่ 21 ส่วนบุคคลเพื่อพัฒนาทักษะที่จำเป็น เนื่องจากแต่ละบุคคลมีทักษะไม่เท่ากัน

และ “ข้อเสนอแนะสำหรับผู้ปกครอง” ควรที่จะพัฒนาทักษะการใช้สื่อกับบุตร ด้วยการสอนให้พิจารณาเนื้อหาที่สร้างสรรค์และแบ่งปันก่อนเผยแพร่ผ่านสื่อจริงจัดสภาพแวดล้อมของบ้านให้มีการสื่อสารพูดคุยในลักษณะสร้างสรรค์ และผู้ปกครองควรจะผลักดันให้เยาวชนเกิดความคิดริเริ่มใหม่ผ่านกิจกรรมต่างๆ ในครอบครัว เพื่อให้เยาวชนสามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่และก่อให้เกิดการพัฒนาศักยภาพตนเองได้

ขณะที่ ผศ.ดร.บุหงา ชัยสุวรรณ รองคณบดีฝ่ายบริหาร คณะนิเทศศาสตร์และนวัตกรรม นิด้า กล่าวเสริมในส่วนของทักษะในศตวรรษที่ 21 ที่ควรมี ประกอบด้วย1.การใช้สื่อออนไลน์จำเป็นต้องให้เด็กประถมศึกษาปีที่ 1-6อยู่ภายใต้การดูแลของผู้ปกครองอย่างใกล้ชิด 2.รายการที่มีเนื้อหาในเชิงบวก เช่น ความรู้พื้นฐานด้านการเงิน เศรษฐกิจ ธุรกิจ การเป็นผู้ประกอบการ ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านสุขภาพ การเป็นพลเมือง และรู้ต่อโลก ควรได้รับการส่งเสริมให้มีการผลิตมากยิ่งขึ้น

3.รูปแบบวีดีโอที่ผลิตขึ้นส่วนใหญ่เป็นการแสดงละครสั้น และ Vlog ทำให้เป็นพื้นที่ให้เด็กแสดงออก โดยมีผู้ปกครองให้ความดูแล ช่วยดำเนินการ ดังนั้นทั้งเด็กและผู้ปกครองจึงควรได้รับการฝึกฝนทักษะเชิงเทคนิคในการผลิตต่อไป 4.ผู้ปกครองมีบทบาทสำคัญในการดูแลและส่งเสริมทักษะของเด็กอย่างใกล้ชิดมากขึ้น และมีส่วนช่วยในการคัดกรองเนื้อหาจากสื่อสังคมออนไลน์
ต่างๆ 5.ผู้ปกครองควรเพิ่มบทบาทและความสำคัญของตนเอง และพัฒนาทักษะในการสร้างสรรค์สื่อ ทักษะในการผลิตยูทูบเบอร์ของตน เพื่อที่จะได้พัฒนาทักษะของบุตรหลานต่อไป

6.ผู้ปกครองควรจัดสรรเวลาที่เหมาะสมในการอนุญาตให้บุตรหลานได้เข้าถึงสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างการใช้เวลากับสื่อสังคมออนไลน์และกิจกรรมต่างๆ 7.ผู้ปกครองได้รับการส่งเสริมจากภาครัฐในการสร้างสรรค์สื่อออนไลน์ค่อนข้างต่ำ ดังนั้นภาครัฐควรแสดงบทบาทส่วนนี้ให้สูงขึ้น 8.ภาครัฐควรให้ความรู้แก่ผู้ปกครอง ด้วยการจัดทำชุดความรู้แนวทางการดูแลบุตรในการใช้สื่อสังคมออนไลน์สำหรับผู้ปกครอง และ 9.ภาครัฐควรจัดกิจกรรมสำหรับพัฒนาทักษะในการผลิตและสร้างสรรค์สื่อให้แก่ผู้ปกครอง

ด้าน ผศ.ดร.วรัชญ์ ครุจิต รองคณบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนา คณะนิเทศศาสตร์และนวัตกรรม นิด้า กล่าวว่า จากการศึกษาพบกลุ่มนักเรียนมัธยมส่วนใหญ่ใช้งานสื่อดิจิทัลประมาณ 6-8 ชั่วโมงต่อวัน ส่วนกลุ่มเด็กอายุ 6-12 ปี ส่วนใหญ่จะใช้งานต่ำกว่า 4 ชั่วโมงต่อวันแต่เป็นที่น่าสังเกตว่าเด็กที่อายุต่ำกว่า 10 ปีแทบทุกคน จะเริ่มใช้สื่อดิจิทัลเมื่ออายุเพียง 2-3 ปีเท่านั้น แสดงให้เห็นว่าเด็กรุ่นใหม่มีการเริ่มต้นใช้สื่อดิจิทัลที่อายุน้อยลงเรื่อยๆ

ซึ่งพฤติกรรมการใช้สื่อในทางที่สร้างสรรค์และไม่สร้างสรรค์มีหลายประการ เช่น ช่วยทำการบ้าน ติดตามข้อมูลข่าวสารต่างๆ เรียนรู้เรื่องใหม่ๆ ที่สนใจ เป็นต้น ส่วนที่ไม่สร้างสรรค์ก็มีจำนวนมากเช่นกัน เช่น เล่นพนันออนไลน์ ใช้คำหยาบคายทางออนไลน์ ดูสื่อที่ไม่เหมาะสมเป็นต้น โดยสื่อออนไลน์ทำให้มีผลกระทบเชิงบวก เช่น ได้เรียนรู้ในสิ่งใหม่ๆ สามารถสร้างอาชีพได้ เป็นต้น ส่วนผลกระทบเชิงลบก็เช่นกัน ได้แก่ ขาดปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างและโลกความเป็นจริง ปัญหาการควบคุมอารมณ์ เป็นต้น

แต่ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาในการใช้สื่อดิจิทัลของเด็กและเยาวชนที่เห็นได้ชัด ได้แก่ เยาวชนขาดทักษะความรู้เท่าทันสื่อ โรงเรียนยังดูแลไม่ดีเท่าที่ควร ภาครัฐไม่มีการกำกับดูแลสื่อที่ไม่เหมาะสมเท่าที่ควร ไม่มีสื่อสร้างสรรค์เพียงพอ และมีการชักจูงและเลียนแบบจากคนดังบนโลกออนไลน์ จึงต้องมีแนวทางส่งเสริมเด็กและเยาวชนไทย ในการใช้สื่อดิจิทัลในทางสร้างสรรค์

“ในส่วนของผู้ปกครอง” ได้แก่ 1.แนะนำให้ใช้สื่อที่เหมาะสมแก่เด็ก 2.ไม่ใช้คำพูดที่รุนแรงและเชิงลบ 3.ใช้สื่อไปพร้อมกับเด็ก 4.มีกติกาชัดเจน และ 5.เชื่อมโยงสิ่งที่อยู่ในสื่อให้ออกมาเป็นการทำจริง “ในส่วนหน่วยงานต่างๆ”ต้องพยายามเร่งสร้างทักษะเท่าทันสื่อ 2.ส่งเสริมให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ ความคิดที่ดี 3.โรงเรียนควรมีแนวทางให้เด็ก 4.ภาคเอกชนควรให้ความร่วมมือในการสร้างสรรค์สื่อ4.สนับสนุนการวิจัย เพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชน 5.สนับสนุนให้เกิดพื้นที่กิจกรรมสร้างสรรค์ และ 6.สื่อมวลชนควรยึดมั่นจริยธรรม!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : 2 มุม ‘คุมน้ำเมา’ ใครได้-เสีย ‘โฆษณา’ ห้ามทั้งผู้ค้า-คนดื่ม #SootinClaimon.Com

Posted on May 27, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/575833

สกู๊ปแนวหน้า : 2มุม‘คุมน้ำเมา’ใครได้-เสีย ‘โฆษณา’ห้ามทั้งผู้ค้า-คนดื่ม

สกู๊ปแนวหน้า : 2มุม‘คุมน้ำเมา’ใครได้-เสีย ‘โฆษณา’ห้ามทั้งผู้ค้า-คนดื่ม

วันพฤหัสบดี ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 07.15 น.

เป็นหนึ่งในเรื่องที่ถกเถียงกันในสังคมไทยตลอดหลายปีที่ผ่านมากับการ “ห้ามโฆษณาน้ำเมา” ระหว่างฝ่ายสนับสนุนที่เห็นว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์คือบ่อเกิดของสิ่งเลวร้ายนานัปการ จึงต้องควบคุมไม่ให้เห็นว่าเป็นสินค้าปกติ กับฝ่ายคัดค้านที่เห็นว่าการดื่มและการพูดถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นสิทธิและรสนิยมส่วนบุคคล อีกทั้งกฎหมายที่ออกมาควบคุมยังกลายเป็นการสร้างความเหลื่อมล้ำระหว่างผู้ประกอบการรายใหญ่กับรายย่อย จนมีการตั้งโต๊ะรณรงค์ รวบรวมรายชื่อให้ครบ 1 หมื่นรายชื่อ ตามช่องทางแก้ไขกฎหมายที่รัฐธรรมนูญฉบับ 2560 เปิดไว้

ในการเสวนา (ออนไลน์) หัวข้อ “ใครได้ใครเสีย กฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในยุค COVID-19” จัดโดยเฟซบุ๊คแฟนเพจ “เรื่องเหล้ารอบโลก” เมื่อเร็วๆ นี้ คำรณ ชูเดชา ผู้ประสานงานเครือข่ายเฝ้าระวังธุรกิจสุรา กล่าวว่า ประเทศไทยมีการรับรองการผลิตและขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาตั้งแต่ปี 2493 แต่ยังไม่มีการควบคุมจนเริ่มเห็นผลกระทบต่อสังคม กระทั่งมีการออกกฎหมายควบคุม คือ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551

โดยกฎหมายนี้ควบคุม 6 เรื่องหลักคือ 1.สถานที่ห้ามขาย 2.วันและเวลาห้ามขาย 3.อายุของคนที่ซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ 4.วิธีการขายหรือการจัดโปรโมชั่นต่างๆ 5.สถานที่ห้ามดื่ม และ 6.การโฆษณา ซึ่งการควบคุมการโฆษณานั้นเพราะเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไม่ใช่สินค้าธรรมดา เนื่องจากฤทธิ์ทางเคมีสามารถทำให้ผู้ดื่มอาจออกไปก่อความเดือดร้อนกับสังคมได้

“ถามว่ามาตรา 32 ห้ามโฆษณาโดยสิ้นเชิงไหม? ไม่ได้ห้ามโฆษณาสิ้นเชิงสำหรับผู้ผลิต ผมแนะนำว่าผู้ผลิตรายย่อยสามารถใช้วรรคสองได้ วรรคสองเขาเปิดช่องไว้ว่าการโฆษณาหรือการประชาสัมพันธ์โดยผู้ผลิตโดยตรงสามารถทำได้โดยใช้ตราสินค้าหรือตราของบริษัท เขาห้ามแค่ผลิตภัณฑ์แค่นั้นเอง แต่ให้ใช้ตราของบริษัทหรือตราสินค้านี้ได้ ฉะนั้นจะเห็นว่ามาตรา 32 ไม่ได้สุดขั้ว มาตรา 32 ยังเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการได้” คำรณ กล่าว

ผู้ประสานงานเครือข่ายเฝ้าระวังธุรกิจสุรา ยังตั้งข้อสังเกตว่า หากมองในแง่ความไม่เป็นธรรมระหว่างผู้ประกอบการรายใหญ่กับรายย่อย อยากให้ไปดูกฎหมายสรรพสามิตจะเห็นชัดกว่า เพราะมีการกำหนดกำลังการผลิตขั้นต่ำไว้ ซึ่งเรื่องนี้ไม่เป็นธรรมแน่นอน ในขณะที่กฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บังคับใช้กับทุกรายเท่าเทียมกัน แต่หลายครั้งที่ผู้ประกอบการรายย่อยเรียกร้อง มักพูดถึงกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากกว่า

อนึ่ง เจตนารมณ์ของกฎหมายห้ามโฆษณานั้นมุ่งเน้นการโฆษณาเพื่อประโยชน์ทางการค้า แต่สำหรับบุคคลทั่วไปก็ต้องระมัดระวังเรื่องการแสดงชื่อ เครื่องหมายการค้า หรืออวดอ้างสรรพคุณ หรือชักจูงให้ดื่ม แม้ไม่มีเจตนาเพื่อการค้าแต่ก็อาจเข้าข่ายทำผิดกฎหมายได้ ซึ่งการห้ามโฆษณาเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะไม่ต้องการให้สร้างการจดจำสินค้าหรือส่งเสริมชักจูง เพราะจะมีผลต่อพฤติกรรม เช่น อยากดื่มต้องยี่ห้อนั้นยี่ห้อนี้ รวมถึงกระตุ้นให้ดื่มมากขึ้น หรือกระตุ้นให้นักดื่มหน้าใหม่เข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เร็วขึ้น เท่ากับยิ่งมีความเสี่ยงทั้งต่อสุขภาพและต่อสังคม

“ถึงแม้ผมเป็นประชาชนทั่วไป ผมไม่ได้ทำบริษัท ไม่ได้รับจ้างใคร แต่การที่ผมรีวิว มียอดไลค์ (Like) ยอดผู้ติดตาม อันนี้เจ้าหน้าที่ก็มองว่าเราไม่ใช่คนปกติทั่วไปแล้ว ฉะนั้นพฤติกรรมของเราคือชักจูงให้คนมาสนใจในสินค้าตัวนี้ แล้วก็บริโภคสินค้าตัวนี้ ฉะนั้นกฎหมายเลยเขียนล็อกไว้” คำรณ อธิบายเรื่องการห้ามโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในกรณีของคนทั่วไป

แต่ในมุมของ ธนากร ท้วมเสงี่ยม ผู้ก่อตั้งเพจ “ประชาชนเบียร์” มองว่า พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 เป็นปัญหาต่อผู้ประกอบการรายย่อย เช่น มาตรา 32 ว่าด้วยการห้ามโฆษณา ซึ่งทำให้ผู้ผลิต ผู้นำเข้าและร้านค้าที่รับสินค้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทางเลือกมาจำหน่าย ต้องเลิกประกอบธุรกิจไปเพราะไม่สามารถพูดถึงสินค้าของคนเองได้ด้วยเหตุที่กฎหมายปิดกั้นไว้แทบทั้งหมด อีกทั้งยังกระทบไปถึงประชาชนทั่วไปที่ไม่ได้เกี่ยวข้องหรือรับผลประโยชน์ใดๆ กับธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ดังที่เคยมีข่าวคนถูกแจ้งข้อหาเพราะบอกเล่าเรื่องเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แต่ละชนิดหรือยี่ห้อว่าเป็นอย่างไรในเฟซบุ๊คส่วนตัว โดยคดีนี้ผู้ต้องหาถูกปรับ 2 หมื่นบาท ขณะที่ผู้ประกอบการรายใหญ่ แม้จะโดนจับเช่นกันแต่เมื่อมองแล้วว่าคุ้มค่ากับผลประโยชน์ก็พร้อมจะเสียเงินค่าปรับ นอกจากนี้ รายใหญ่ยังสามารถทำการตลาดได้หลายวิธี เช่น นำตราสัญลักษณ์ยี่ห้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ติดตลาดแล้วไปใช้กับสินค้าอื่นๆ หรือไปซื้อพื้นที่สื่อในต่างประเทศเพื่อโฆษณากลับเข้ามายังประเทศไทย กฎหมายนี้จึงมีลักษณะย้อนแย้ง คืออยากควบคุมแต่ไม่สามารถควบคุมได้จริง

“ทำไมผมถึงสนใจเรื่องนี้ ต่อให้เราผลิตเข้ามาแล้วแต่เราไม่สามารถพูดถึงสินค้าตัวเองได้เลย มันจะขายอย่างไร? สุดท้ายเอามาตั้งไว้เฉยๆ ที่บ้านแล้วก็ไม่มีใครรู้จักเลย มันก็เหมือนฆ่าตัวตาย สุดท้ายผลิตมา เอาเงินเป็นแสนเป็นล้านลงไป นำเข้ามาปุ๊บ!..เจ๊ง! ไม่มีทางออก เลยอยากให้ทุกคนมีสิทธิ์ในการพูด แล้วผมก็เชื่อมั่นว่าประชาธิปไตยคนไทยสามารถเลือกได้ เราสามารถรู้ว่าอะไรดีอะไรชั่ว เราสามารถแบ่งได้

ต่อให้วันนี้เด็กๆ อาจจะยังไม่รู้ว่าอะไรดีอะไรไม่ดี แต่ผมเชื่อว่าถ้าเราสอนเขาให้รู้ว่าแอลกอฮอล์มันดีมันเสียอย่างไรบ้าง ผมเชื่อว่าเขาสามารถใช้วิจารณญาณในการเลือกของเขาเองได้ ก็อยากให้รัฐเปิดช่องตรงนี้ให้กว้างขึ้น ให้ทุกคนมีสิทธิ์คิด มีสิทธิ์เลือก ในมุมมองของตัวเองได้” ธนากร กล่าว

ธนากร ยังกล่าวด้วยว่า จุดยืนของการก่อตั้งเพจประชาชนเบียร์ คือต้องการสร้างความเข้าใจว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไม่ใช่ผู้ร้ายเสมอไปเสียทีเดียว แต่ยังมีเรื่องของสุนทรียภาพในการดื่มอยู่ในสังคมด้วย โดยคนที่ดื่มแล้วก่อปัญหาสังคม เช่น ทะเลาะวิวาท เมาแล้วขับ ฯลฯ แม้จะมีแต่ก็เป็นเพียงส่วนน้อยเมื่อเทียบกับจำนวนคนที่ดื่มทั้งหมด 16 ล้านคนทั่วประเทศ

สำหรับร่างแก้ไขกฎหมาย พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ นั้น มีการรวบรวมรายชื่อจนครบ 1 หมื่นรายชื่อ และยื่นต่อรัฐสภาไปแล้วตั้งแต่วันที่ 17 มี.ค.2564 ที่ผ่านมา ส่วนจะเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรเมื่อใด คงต้องติดตามกันต่อไป!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : มองต่างแดนฉีดวัคซีนคุมโควิด ‘กว้าง-เร็ว’ ชีวิตปกติยิ่งกลับมาไว #SootinClaimon.Com

Posted on May 22, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/574698

สกู๊ปแนวหน้า : มองต่างแดนฉีดวัคซีนคุมโควิด ‘กว้าง-เร็ว’ชีวิตปกติยิ่งกลับมาไว

วันเสาร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผ่านมาแล้วร่วมปีครึ่งกับสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ทั่วโลก จนถึงปัจจุบันที่มีวัคซีนออกมาหลากยี่ห้อจากหลายประเทศ ซึ่งแม้ประสิทธิภาพด้านป้องกันการติดเชื้อจะลดหลั่นกันไปบ้าง แต่ด้านลดอาการป่วยรุนแรงถึงขั้นนอนโรงพยาบาลที่อาจนำไปสู่การเสียชีวิตทุกยี่ห้อนั้นอยู่ในระดับใกล้เคียงกันคือเกือบ 100% ทั้งสิ้น ดังนั้น “การปูพรมฉีดวัคซีนให้ประชากรอย่างกว้างขวางและรวดเร็วที่สุด” จึงเป็นวาระสำคัญของทุกชาติ

แต่ความท้าทายสำคัญกลับอยู่ที่เมื่อวัคซีนถูกนำมาเป็นประเด็น “การเมือง” ทำให้ประชาชนผู้รับข้อมูลข่าวสารรู้สึกลังเลใจ ดังที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศไทยขณะนี้
เมื่อมีดาราหรือคนดังไปฉีดวัคซีน แล้วถูกกล่าวหาว่ารับงานมาโปรโมทวัคซีน ตั้งแต่กรณี ชมพู่-อารยา เอ ฮาร์เก็ตออกมาบอกเล่าเรื่องราวการไปฉีดวัคซีน “ซิโนแวค(Sinovac)” ผ่านทางอินสตาแกรมส่วนตัว เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยมีเนื้อหาตอนหนึ่งดังนี้..

“..สรุปรวมๆ ก็คือ วัคซีนแต่ละยี่ห้อ ก็เก็บข้อมูลของตัวเอง ต่างสถานที่ ต่างเวลา ในระยะของการระบาดที่ไม่เท่ากันดังนั้น จะนำมาเปรียบเทียบกันว่าอันไหนกันการติดเชื้อได้มากกว่า ก็ดูจะไม่แฟร์เท่าไหร่ แต่ที่แน่ๆคือ ไม่มียี่ห้อไหนที่กันได้ 100% แต่ที่ทุกยี่ห้อมีเหมือนกันคือ กันไม่ให้มันเล่นเราหนักลดอัตราการเป็นผู้ป่วย ICU ช่วยแบ่งเบาภาระของบุคลากรทางการแพทย์ และเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ เพื่อให้ pandemic นี้จบเร็วที่สุด..”

ยังมีคนดังอีกหลายท่านที่ออกมารณรงค์ในเวลาไล่เลี่ยกัน อาทิ บี-น้ำทิพย์ จงรัชตวิบูลย์ โพสต์ข้อความผ่านทางอินสตาแกรมส่วนตัว ว่า “..ไปฉีดแล้วจริงๆ นะคะ
ok ไม่มีอาการอะไรเลย เป็นปกติมาก ไม่ได้เงินจากเรื่องนี้ไม่มีใครจ้าง ใดๆ ทั้งสิ้น สำหรับใครที่กลัวแพ้หรือมีโรคประจำตัวก็คิดเยอะๆ นิดนึงว่าควรฉีดมั้ย ปรึกษาแพทย์หาข้อมูลกันก่อน ก็อยู่ที่วิจารณญาณของแต่ละคนนะคะ..” พร้อมภาพขณะเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์กำลังฉีดวัคซีนเข้าที่แขน

รวมถึงพิธีกรชื่อดังอย่าง อั๋น-ภูวนาท คุนผลิน ที่โพสต์ ข้อความผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัว ตอนหนึ่งระบุว่า “..อะฟังชัดๆ นะ ภูวนาทจะฉีด Sinovac นะ ไม่มีใครจ้างนะ แต่เชื่อมั่นและพอใจ ณ วันนี้เท่าที่ได้ข้อมูลมาส่วนยี่ห้ออื่นถ้ามาค่อยว่ากัน จอง Moderna ไว้เหมือนกัน แต่ยังไม่มาไงก็แค่นั้น…Simple ไม่มี Hidden Agenda ใดๆ งงว่าจะดราม่าอะไรว่าคนจ้างดารามาโปรโมท เพราะถ้าเค้าไม่มั่นใจเค้าก็ไม่ยอมฉีดจริงๆ อยู่ดี เราแค่อยากให้คนฉีดกันให้มาก จะไปถึง Herd Immunity ได้จริงไหม ไม่รู้! แต่มีอะไรที่เป็นทางที่ดีกว่านี้ไหม..” เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม แม้แต่ผู้ที่มีจุดยืนตรงข้ามรัฐบาล ก็ยังเห็นความสำคัญของการฉีดวัคซีน อาทิ เจ๊หน่อย-คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคไทยสร้างไทย ที่เชิญชวนประชาชนไปฉีดวัคซีน ผ่านทางเฟซบุ๊ค ตอนหนึ่งระบุว่า“ดิฉันขอเรียนว่าข้อมูลทางการแพทย์จากทุกสถาบันยืนยันว่า ถึงแม้วัคซีนจะมีประสิทธิภาพต่างกันบ้าง แต่วัคซีน COVID-19 ที่ผ่านการรับรองทุกชนิด สามารถลดความรุนแรง ลดการป่วยหนัก และลดการเสียชีวิตจาก COVID-19 ได้ ดังนั้นการฉีดวัคซีน คือทางออกทางเดียวที่จะทำให้มหาวิกฤตินี้จบลงโดยเร็วที่สุด”

หรือจะเป็น “แม่ยกม็อบ 3 นิ้ว” ทราย-อินทิรา เจริญปุระ อดีตนักแสดงชื่อดังที่หันไปเคลื่อนไหวทางการเมืองกับกลุ่มราษฎร ที่โพสต์เฟซบุ๊ค ระบุว่า “..กลุ่มบุคคลทั่วไปให้ลงทะเบียน 31 พ.ค. ก็คงต้องฉีดอ่ะนะ ไปลงทะเบียนอะไรตามที่เค้าบอกนี่ล่ะ เพราะต้องไปทำงานแบบใส่แมสไม่ได้และเพื่อป้องกัน/ลดความเสี่ยงจากเราไปคนอื่น จากคนอื่นมาหาเรา แต่ไม่ได้ชอบยี่ห้อนี้ค่ะ แค่ไม่มีทางเลือกเพราะคุณไม่มีทางอะไรให้เราเลือกไฟต์บังคับกันไป..” เป็นต้นซึ่งทั้ง 2 ก็เป็นตัวอย่างที่ดี เพราะไม่ว่าใครจะมีความคิดเห็นทางการเมืองอย่างไร แต่การฉีดวัคซีนนั้นเป็นหนทางเดียวในการคลี่คลายวิกฤติโรคระบาดที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกัน และเรื่องนี้ได้รับการพิสูจน์มาแล้วในต่างประเทศ

อาทิ สหรัฐอเมริกา สำนักข่าว CNN เสนอข่าว Fauci : “I would take whatever vaccine would be available to me” เมื่อวันที่ 21 ก.พ. 2564 ว่าด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านโรคระบาดที่มีชื่อเสียงอย่าง แอนโธนีเฟาซี (Anthony Fauci) ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาด้านการรับมือไวรัสโควิด-19 ในรัฐบาลประธานาธิบดี โจ ไบเดน(Joe Biden) ให้ชาวอเมริกันไปฉีดวัคซีนโควิด-19 ซึ่งในเวลานั้น ชาวอเมริกันส่วนหนึ่งยังลังเลที่จะใช้วัคซีนของจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน (Johnson and Johhnson) อันเป็น 1 ในวัคซีนที่รับรองให้ใช้งาน ส่วนอีก 2 ยี่ห้อ คือ ไฟเซอร์-ไบโอเอ็นเทค (Pfizer-BioNTech) และโมเดอร์นา(Mederna) โดยในวันดังกล่าว เฟาซี ได้กล่าวว่า

“..ถ้าตอนนี้ผมยังไม่ได้ฉีดวัคซีนและมีทางเลือกแค่จอห์นสันฯ หรือรอวัคซีนตัวอื่น ผมจะเลือกวัคซีนอะไรก็ได้ที่ได้ฉีดเร็วที่สุด ด้วยเหตุผลง่ายๆ ของสิ่งที่ผมบอกเมื่อ
สักครู่ที่ผ่านมา เราต้องการให้คนจำนวนมากได้รับการวัคซีนโดยเร็วที่สุดและเร็วเท่าที่จะเป็นไปได้ (If I were not vaccinated now and I had a choice of getting a J&J vaccine now or waiting for another vaccine, I would take whatever vaccine would be available to me as quickly as possible for the simple reason of what I said a moment ago, we want to get as many people vaccinated as quickly and expeditiously as possible)..”

ยังมีรายงานข่าว Fauci : it’s “disturbing” that Trump voters say they won’t get vaccinated for COVID-19 โดยเว็บไซต์ Business Insider สำนักข่าว
ด้านธุรกิจและการเงินของสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 14 มี.ค. 2564 ระบุว่า เฟาซี ยังขอร้องให้อดีต ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ช่วยเกลี้ยกล่อมประชาชนที่เป็นฐานเสียงให้ไปฉีดวัคซีนโควิด-19 ด้วย เพราะเป็นกลุ่มที่ลังเลมาก นอกจากนี้ ยังมีคำกล่าวทำนองเดียวกันจาก ทิฟฟานีรุสโซ (Tiffany Russo) เภสัชกรผู้เชี่ยวชาญด้านยาต้านจุลชีพ ศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยโทเลโด รัฐโอไฮโอ เมื่อวันที่ 29 มี.ค. 2564

โดย รุสโซ ใช้คำว่า “วัคซีนที่ดีที่สุดคือวัคซีนที่คุณได้เร็วที่สุด (The best vaccine is the one that you canget the soonest.)” ซึ่งรัฐโอไฮโอ ก็มีนโยบายฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้กับผู้มีอายุ 16 ปีขึ้นไปที่อยู่ภายในรัฐทุกคน และวันนี้ก็ได้เห็นแล้วว่า สหรัฐฯ เป็นหนึ่งในประเทศที่ปูพรมฉีดวัคซีนโควิด-19 อย่างกว้างขวาง จนหลายพื้นที่จำนวนผู้ติดเชื้อ ผู้ป่วยอาการหนักและผู้เสียชีวิตลดลง ในระดับที่สามารถผ่อนคลายมาตรการการเว้นระยะห่าง รวมถึงการสวมหน้ากากปิดปาก-จมูกได้แล้ว

ไม่ต่างจาก อังกฤษ ที่ใช้วัคซีน แอสตราเซเนกา (AstraZeneca) เป็นหลักคู่กับวัคซีนไฟเซอร์ฯ แม้วัคซีนแอสตราฯ จะมีผลข้างเคียงลิ่มเลือดอุดตันที่ก็ตาม แต่ก็มีสัดส่วนน้อยมากเมื่อเทียบกับประโยชน์ที่ได้รับ รายงานข่าว “We can’t lose ANOTHER summer” : MPs, pubs and restaurants urge PM to speed up end of restrictions as even “Professor Lockdown” says third wave threat is “diminishing” and vaccines ARE working – after UK records just ONE Covid death in a day จาก นสพ.Daily Mail เมื่อวันที่ 4 พ.ค. 2564 ระบุว่า

ยอดผู้เสียชีวิตต่อวันที่เคยทะยานจากหลักร้อยเป็นหลักพันคนในเดือนส.ค. 2563-ม.ค. 2564 ลดลงเหลือหลักสิบและหลักหน่วย ตั้งแต่ต้นเดือน เม.ย. 2564 เป็นต้นมาเช่นเดียวกับยอดผู้ติดเชื้อต่อวันที่ทะยานจากหลักพันต้นๆ ไปเป็นหลักหมื่นในช่วงเดียวกัน ก็ค่อยๆ ลดต่ำลงกลับมาอยู่ที่หลักพันต้นๆ อีกครั้งตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมี.ค. 2564 จนปัจจุบันรัฐบาลเมืองผู้ดีค่อยๆ ผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์อย่างต่อเนื่อง ซึ่ง ณ ปัจจุบันก็ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงแม้จะกังวลกับเชื้อโควิด-19 กลายพันธุ์สายอินเดียอยู่บ้างก็ตาม

สำหรับวัคซีนซิโนแวค มีผลการศึกษาที่ อินโดนีเซีย เว็บไซต์ นสพ.The Straits Times ของสิงคโปร์ เสนอข่าว China’s Sinovac Covid-19 vaccine found highly effective in real world study วันที่ 12 พ.ค. 2564 ระบุว่า ที่กรุงจาการ์ตา บุคลากรสาธารณสุขจำนวน 25,374 คนที่ได้วัคซีนซิโนแวค มีการติดตามผลเป็นเวลา 28 วัน จนถึง ณ วันที่ 28 ก.พ. 2564 หลังได้รับวัคซีนครบ 2 เข็มพบว่า วัคซีนดังกล่าวป้องกันการเสียชิวิตได้ร้อยละ 100 และลดโอกาสป่วยหนักในระดับต้องรักษาตัวในโรงพยาบาลจากการติดเชื้อได้ถึงร้อยละ 96

เช่นเดียวกับ บราซิล เว็บไซต์ นสพ.Nikkei Asian Review ของญี่ปุ่น เสนอข่าว Maskless in Brazil : Chinese vaccine creates pandemic oasis ในวันเดียวกัน
ระบุว่า ที่เมืองเซอร์รานา (Serrana) รัฐเซาเปาโล ซึ่งมีประชากรราว 45,000 คน และประชากรวัยผู้ใหญ่ร้อยละ 97.7 ได้รับวัคซีนซิโนแวคครบ 2 เข็ม ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตจากไวรัสโควิด-19 ในเดือนเม.ย. 2564 มีเพียง 6 ราย ถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับสถิติทั้งประเทศในเดือนเดียวกันที่มีผู้เสียชีวิตถึง82,000 ราย ถึงขั้นผู้ดูแลสุสานในเมืองไม่ต้องเจอภาพคนเอาศพผู้ติดเชื้อโควิด-19 มาทิ้งจำนวนมากอย่างปี 2563 อีกขณะที่เครื่องช่วยหายใจและรถพยาบาลที่เตรียมไว้ก็ไม่ต้องนำมาใช้งาน รวมถึงแทบไม่มีใครสวมหน้ากากกันแล้ว

จะเห็นได้ชัดว่า “ยิ่งฉีดได้กว้างขวางและรวดเร็วเท่าใด..เศรษฐกิจและวิถีชีวิตแบบเดิมยิ่งกลับมาได้ไวเท่านั้น” การฉีดวัคซีนจึงไม่ใช่เรื่องการเมือง แต่เป็นเรื่อง
การทำเพื่อตนเองและคนที่รัก ทั้งในแง่สุขภาพที่ลดการเจ็บป่วยล้มตาย และเศรษฐกิจที่แต่ละคนจะได้กลับไปทำงานหาเลี้ยงครอบครัวได้อย่างที่เคยเป็น!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : คุมโควิด-ฉีดวัคซีน ‘ความเชื่อมั่น’ ตัวแปรสำคัญ #SootinClaimon.Com

Posted on May 20, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/574246

สกู๊ปแนวหน้า : คุมโควิด-ฉีดวัคซีน  ‘ความเชื่อมั่น’ตัวแปรสำคัญ

สกู๊ปแนวหน้า : คุมโควิด-ฉีดวัคซีน ‘ความเชื่อมั่น’ตัวแปรสำคัญ

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“50 ล้านคน” เป็นเป้าหมายสำหรับประเทศไทยในการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสโควิด-19 ตามเกณฑ์สากลที่ระบุว่าหากฉีดได้ร้อยละ 70 ของประชากรทั้งประเทศ จะทำให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ (Herd Immunity) จนสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 เบาบางลงไม่เป็นวิกฤติร้ายแรงอีกต่อไป แต่ “ความท้าทาย” ในการปูพรมฉีดวัคซีนของไทยก็เป็นเช่นเดียวกับอีกหลายประเทศที่ “ความเชื่อมั่นในภาครัฐ” เป็นตัวแปรสำคัญต่อการตัดสินใจของประชาชน

ในวงเสวนา (ออนไลน์) หัวข้อ “รัฐ-สื่อ-สังคม: ใครคือทางออกวิกฤติข่าวสารเรื่องวัคซีน” ซึ่งจัดโดยภาคีโคแฟค ประเทศไทย (COFACT Thailand) ร่วมกับ UbonConnect เมื่อเร็วๆ นี้ กฤตนัน ดิษฐบรรจง ผู้ก่อตั้งกลุ่ม “ส่องสื่อ” ตั้งข้อสังเกตว่า “ภาครัฐไม่มีความชัดเจนเรื่องข้อมูลตั้งแต่แรก”ซึ่งเมื่อประกอบกับสถานการณ์โรคระบาดทำให้จำกัดการเข้าไปทำข่าวของสื่อมวลชนเพื่อป้องกันตนเอง

อย่างไรก็ตาม การไม่ให้สื่อเข้าไปทำข่าว ผลกระทบคือสื่อไม่สามารถซักถามข้อสงสัยได้ ทั้งที่บางเรื่องอาจฟังแล้วยังเข้าใจไม่ชัดเจน หรือกรณีการให้ข้อมูลที่ไม่ตรงกันเรื่องข้อเสนอประชาชนสามารถเดินทางไปฉีดวัคซีนโดยไม่ต้องลงทะเบียนล่วงหน้า (Walk In) ซึ่งตอนแรก กระทรวงสาธารณสุข บอกว่าทุกจังหวัดทำได้เลย แต่ไม่นานนัก กรุงเทพมหานคร (กทม.) กลับบอกว่ายังไม่พร้อม

หรือการเปรียบเทียบประสิทธิภาพวัคซีนโควิด-19 จำนวน 2 ยี่ห้อที่มีใช้ในประเทศไทยขณะนี้อย่างซิโนแวคกับแอสตราเซเนกา ก็ถูกตั้งคำถามเช่นกันว่า เหตุใดจึงใช้ข้อมูลการฉีดซิโนแวค 2 เข็ม มาเทียบกับข้อมูลการฉีดแอสตราเซเนกา 1 เข็ม หรือแม้กระทั่งผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีนไม่ว่ายี่ห้อใดๆ ก็ตาม รัฐบาลก็ยังไม่บอกให้ชัดเจนว่าหากเกิดแล้วประชาชนควรทำอย่างไร โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่มีโรคประจำตัวซึ่งต้องนำมาพิจารณาในการฉีดวัคซีนด้วย

“เขาจะสามารถหาข้อมูลได้จากไหนในเมื่อภาครัฐไม่มีข้อมูล ในเมื่อภาคประชาสังคมก็ให้แต่ความคิดเห็น (Opinion) ของหมอ ว่าคุณควรที่จะ 1 2 3 4 นู่นนี่นั่น ต้องปรึกษาหมอนะซึ่งสุดท้ายด้วยความที่คุณเชื่อว่าฉีดออกไปน่าจะได้ผล แต่ถ้าสมมุติเขาฉีดไปแล้วมันมีปัญหาขึ้นมา ปัญหาอาจจะไม่ได้เกิดขึ้นใน 30 นาทีแรก เขาควรจะทำอย่างไรต่อ อันนี้มันไม่มีข้อมูลจากภาครัฐออกมาเลย” กฤตนัน กล่าว

เช่นเดียวกับ เจนพสิษฐ์ ปู่ประเสริฐ ผู้ก่อตั้งกลุ่ม “ยามเฝ้าจอ” ที่ตั้งข้อสังเกตกรณีมีนักวิชาการเข้าไปร่วมทำงานเป็นคณะที่ปรึกษาของ ศบค. แต่กลับใช้ช่องทางเฟซบุ๊คส่วนตัววิพากษ์วิจารณ์การทำงานของสื่อมวลชนโดยอ้างสถานะความเป็นนักวิชาการ ว่า แม้จะสามารถทำได้แต่การมี 2 บทบาทก็ต้องระมัดระวัง และเชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้ต่อต้านการฉีดวัคซีนแต่ปัญหามาจากประสิทธิภาพของวัคซีนที่เป็นข้อถกเถียงกัน

“ประสิทธิภาพของวัคซีนที่ถูกถกเถียงกันเป็นวงกว้างจากการนำเสนอของสื่อก็ตามหรือจากการค้นหาข้อมูลด้วยตนเอง มันทำให้ประชาชนก็ไม่แน่ใจว่าวัคซีนที่ตอนนี้มีอยู่แค่ 2 อนาคตมันอาจจะมีเพิ่มเข้ามา เขาจะมั่นใจได้อย่างไรว่าเขาฉีดแล้วเขาจะไม่มีปัญหา อันนี้ก็เป็นประเด็นที่จะต้องรับฟังในเสียงของประชาชน มันหลีกเลี่ยงไม่ได้เหมือนกัน คืออย่างน้อยมันควรเปิดให้มีการถกเถียง อย่าไปมองว่าคนที่เขากลัวยี่ห้อนี้เป็นไม่อยากฉีดเลย ไปตีความแบบนี้ก็ไม่ใช่” เจนพสิษฐ์ กล่าว

มุมมองจากนักกฎหมาย ฐิติรัตน์ ทิพย์สัมฤทธิ์กุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อควบคุมโรคระบาด ว่า
“ยิ่งอยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉินรัฐยิ่งต้องตรวจสอบได้” เพราะการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทำให้รัฐมีอำนาจมาก แต่อำนาจต้องมาพร้อมความรับผิดชอบ และการที่รัฐจะมีความรับผิดชอบรัฐต้องสามารถถูกตรวจสอบได้ และปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะประเทศไทย โดยในรอบปีที่ผ่านมา มีรายงานสื่อมวลชนถูกฟ้องคดี ถูกเซ็นเซอร์หรือกลั่นแกล้ง เมื่อมีการรายงานข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์โควิด-19

ถึงกระนั้น “ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารไหลจนไม่สามารถควบคุมได้ ต่อให้สื่อรายงานทุกอย่างตามรัฐ ถามว่าจะไม่มีใครตรวจสอบรัฐจริงหรือ เพราะยุคนี้ใครๆ ก็มีเครื่องมือสื่อสารอยู่ในมือ และการที่รัฐใช้อำนาจหรือกฎหมายไปจัดการสื่อ จะทำให้คนเชื่อรัฐหรือยิ่งระแวงรัฐกันแน่” สิ่งที่รัฐควรทำคือ 1.ทำให้ข้อมูลสอดคล้องกันทุกครั้งที่นำเสนอ 2.หากผิดก็ต้องขอโทษอย่างจริงใจ และ 3.ทำงานร่วมกับสื่อเพื่อให้การนำเสนอข้อมูลไม่ก่อให้เกิดความสับสน หรือเปิดให้สื่อตั้งคำถามได้โดยตรง เพราะความโปร่งใสทำให้คนเชื่อใจได้มากกว่าการบอกว่าควรหรือไม่ควรเชื่ออะไร

“ยุคโซเชียลมีเดีย Social Media (สื่อออนไลน์) คนก็จะมาบอกว่าสื่อไม่มีความรับผิดชอบ คุณพูดผิดคุณออกมาขอโทษสิ! มันมีการใช้แรงกดดันทางสังคมเยอะมากๆ นะในการให้สื่อออกมาแสดงความรับผิดชอบตรงนี้ แต่รัฐบอกว่าไม่ต้อง! ช้าไป! ฉันขอใช้ไม้เรียวเลย มันก็จะเกิดคำถามในใจคนว่าที่ต้องมาเล่นยาแรงกันแบบนี้เป็นเพราะมีอะไรอยากจะปกปิดอยู่หรือเปล่า อันนี้คือปฏิกิริยาของคน มันก็จะมีแบบนี้ด้วยนะ ไม่ได้มีแต่ดีจังเลยรัฐบาลเข้ามาปิดปากพวกสื่อที่พูดจาไม่รับผิดชอบ ไม่เห็นหัวคนที่เขาทุกข์ร้อนอยู่ มันมีทั้ง 2 ทาง

เพราะท้ายที่สุดแล้วข้อมูลมันไม่ได้ขาว-ดำ 100% ข้อมูลมันเป็นสิ่งที่คนฟังแล้วเราก็เลือกเชื่อ เราไม่สามารถบังคับให้คนเชื่อได้ ต้องตั้งต้นกันตรงนี้ ฉะนั้นการใช้ไม้เรียวปิดปากสื่อบางกลุ่มมันไม่ได้ทำให้คนเชื่อในสิ่งที่รัฐอยากจะเชื่อจริงๆดังนั้นการทำอะไรสักอย่างที่อยากให้บรรลุวัตถุประสงค์ของการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพในสถานการณ์แบบนี้มันต้องอธิบายให้ได้นะ ซึ่งมันก็มีรายงานวิจัย มีอะไรออกมาเยอะแยะมากมาย ว่าวิธีนี้ไม่ใช่วิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุด” อาจารย์ฐิติรัตน์ กล่าว

เช่นเดียวกับ กุลชาดา ชัยพิพัฒน์ ที่ปรึกษาโคแฟค ประเทศไทย ให้ความเห็นว่า การปิดกั้นข้อมูลจะยิ่งทำให้ผู้คนสงสัยว่าข้อมูลที่ถูกปกปิดนั้นเป็นอย่างไร “ยิ่งปิดยิ่งอยากรู้..ยิ่งกระตุ้นให้อยากค้นหาและมีแนวโน้มที่จะเชื่อ” ดังนั้นการเซ็นเซอร์จึงไม่เป็นผลดีต่อการสร้างความเชื่อมั่นในรัฐ เรื่องนี้เคยมีการศึกษาในสหรัฐอเมริกาตั้งแต่เมื่อ 8 ปีก่อน ที่พบว่า ยิ่งรัฐปิดกั้นข้อมูลก็ยิ่งทำให้คนลังเลหนักขึ้นไปอีก ทำให้การที่รัฐจะให้ข้อมูลที่มีคุณภาพ มีตัวเลขสถิติ พลอยถูกลดทอนความน่าเชื่อถือลงไปด้วย

ปิดท้ายด้วย ผศ.ดร.เอื้อจิต วิโรจน์ไตรรัตน์ กรรมการและเลขาธิการ มูลนิธิสื่อมวลชนศึกษา ฝากข้อคิดถึงภาครัฐที่ต้องสื่อสารอย่างชัดเจนตรงไปตรงมาและต้องใจกว้าง ใช้การชี้แจงข้อเท็จจริงหรืออธิบายความต่างของข้อมูลมากกว่ามาตรการทางกฎหมาย หากอธิบายได้ดีเชื่อว่าสังคมน่าจะยอมรับได้ เช่น การประคองระหว่างสุขภาพกับเศรษฐกิจ ขณะที่สื่อแม้จะนำเสนอข่าวอย่างรวดเร็วได้แต่ต้องรอบคอบด้วย หากผิดพลาดก็ต้องรีบแก้ไขทันที

หากทำเช่นนี้ได้ก็จะเป็นการอยู่แบบดูแลซึ่งกันและกันไม่ใช่จัดการกันและกัน!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : เจ็บและกลัวโควิดเหมือนกัน ‘คนไร้บ้าน’ วอนรัฐช่วยเหลือ #SootinClaimon.Com

Posted on May 16, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/573320

สกู๊ปแนวหน้า : เจ็บและกลัวโควิดเหมือนกัน  ‘คนไร้บ้าน’วอนรัฐช่วยเหลือ

สกู๊ปแนวหน้า : เจ็บและกลัวโควิดเหมือนกัน ‘คนไร้บ้าน’วอนรัฐช่วยเหลือ

วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 07.30 น.

“1.ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตั้งจุดประสานงานในพื้นที่สาธารณะในแต่ละจังหวัด ที่ใกล้กับพื้นที่การใช้ชีวิตของคนไร้บ้าน กระจายตามจุดต่างๆ เพื่อลดความเสี่ยง และความแออัดจากการรวมกันโดยให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องในพื้นที่เป็นเจ้าภาพหลักในการดำเนินการ และประสานการทำงานกับเครือข่ายภาคประชาชนในพื้นที่ เพื่อการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ โดยจุดประสานงานจะมีหน้าที่ ดังนี้ 1.1 ให้ข้อมูลข่าวสารสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 รวมไปถึงข้อมูลการป้องกันตัวเอง และการเข้าถึงวัคซีนในระยะต่อไป

1.2 ให้บริการอุปกรณ์ป้องกัน เช่น หน้ากากอนามัย เจลแอลกอฮอล์ สำหรับคนไร้บ้าน 1.3 ประสานบ้านพักฉุกเฉินของรัฐ หรือส่งต่อสถานพยาบาล กรณีพบว่ามีความเสี่ยงต่อการติดโรคระบาด หรือเมื่อพบการติดเชื้อโควิด-19 1.4 ประสานงานการเข้าถึงสิทธิ์ขั้นพื้นฐานและนโยบายการช่วยเหลือจากภาครัฐด้านต่างๆ เช่น บัตรประชาชน การเข้าถึงการรักษาพยาบาล การช่วยเหลือเยียวยาต่างๆ ของรัฐ

และ 1.5 บริการจัดหางานระยะสั้นกรณีที่คนไร้บ้านต้องการการเข้าถึงการจ้างงาน เพื่อให้มีรายได้ในการดำรงชีวิตประจำวัน 2.ต้องไม่ขับไล่ กวาดต้อนให้คนไร้บ้านออกจากที่สาธารณะ เพราะจะเกิดการเคลื่อนย้าย และไม่สามารถเข้าถึงการช่วยเหลือ ดูแล เมื่อมีความเสี่ยงที่จะติดโควิด เพื่อให้หน่วยงานต่างๆ เข้าถึงการช่วยเหลือได้ทันท่วงที และ 3.รัฐบาลต้องมีนโยบายให้คนไร้บ้านได้รับการฉีดวัคซีน ในสถานที่ที่คนไร้บ้านเข้าถึงได้ง่าย”

ข้อเรียกร้องในแถลงการณ์ “เสียงจากคนไร้บ้าน ฝ่าวิกฤติโควิด-19 ระลอก 3” ที่เผยแพร่โดย “บ้านเตื่อมฝันกลุ่มคนไร้บ้านเชียงใหม่” เมื่อช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจากคนไร้บ้านมักเป็นประชากรกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ไม่ต่างจากคนกลุ่มอื่นๆ แต่เป็นกลุ่มท้ายๆ ที่มักถูกนึกถึง โดยนอกจากการอ่านแถลงการณ์ข้างต้นแล้ว ยังมีการเปิดช่องทางออนไลน์ ให้ตัวแทนเครือข่ายคนไร้บ้านหลายพื้นที่ ได้เข้ามาสะท้อนปัญหาถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ

“บุรี สำเร็จ” ตัวแทนเครือข่ายคนไร้บ้าน จ.ระยอง เล่าว่า คนไร้บ้านอยู่อาศัยบนพื้นที่สาธารณะ และส่วนใหญ่มีปัญหาการเข้าถึงสิทธิ ทั้งการตรวจคัดกรองโรค การรับแจกอุปกรณ์ป้องกันโรค เช่น หน้ากากปิดปาก-จมูก เจลแอลกอฮอล์ล้างมือการรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่จำเป็น เช่น การเข้าถึงวัคซีน รวมถึงการสิทธิการรักษาพยาบาลกรณีไม่มีบัตรประชาชน

ด้านตัวแทนเครือข่ายคนไร้บ้าน จ.ปทุมธานี กล่าว เช่นเดียวกับตัวแทน จ.ระยอง แต่เสริมเพิ่มเติมว่ายังมีผลกระทบด้านการทำงานด้วย โดยทีมงานเครือข่ายยังลงพื้นที่ทำงานในย่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ กรุงเทพฯ หลายคนยังต้องการทำงาน รวมถึงที่ท่าน้ำนนท์ จ.นนทบุรี จะพบคนไร้บ้านที่เป็นผู้ป่วยบ้าง ผู้สูงอายุบ้าง ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงในการได้รับอันตรายจากโรคระบาด

ส่วนที่ จ.กาญจนบุรี เครือข่ายคนไร้บ้านในพื้นที่ เล่าว่ามีคนไร้บ้านอยู่ประมาณ 30-40 คน หลายคนบอกว่าการระบาดของไวรัสโควิด-19 ระลอก 3 ลำบากกว่าระลอกแรก เพราะรอบนี้ไม่ค่อยมีคนสนใจคนไร้บ้านเท่าใดนัก ซึ่ง “กุหลาบ”หนุ่มใหญ่ตัวแทนคนไร้บ้านที่นี่ เรียกร้องหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ช่วยก่อสร้างเต็นท์ ตรวจคัดกรองโรค ตลอดจนแจกข้าวกล่องและอาหารแห้ง เพราะตอนนี้ได้รับความเดือดร้อนด้านอาหารค่อนข้างมาก และอยากให้มีจุดประสานงานที่เข้าถึงได้ง่าย

“ครั้งแรกมีหน่วยงานมาแจกข้าวกล่อง แจกข้าวสารอาหารแห้งเยอะ แต่พอถึงงวดนี้ไม่มีหน่วยงานใดมาทำการแจกหรือมาสอบถามพวกผมเลย หรือบางทีเจ้าหน้าที่เขาก็จะมาไล่เวลามานอน ช่วงนี้อยากจะขอร้องว่าอย่ามาไล่เราเลย ช่วงนี้เราก็ลำบากแย่แล้ว อยากจะขอร้องเท่านี้ให้ลดความเข้มข้นลงหน่อย” กุหลาบ ระบุ

ด้าน ภาวัต เป็งวันผูก คณะทำงานคนไร้บ้าน จ.เชียงใหม่ รับหน้าที่สรุปปัญหาในภาพรวมของคนไร้บ้านช่วงสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ว่า มีการสำรวจคนไร้บ้านในหลายพื้นที่ ประกอบด้วย จ.เชียงใหม่ 61 คน กรุงเทพฯ ย่านรังสิต จ.ปทุมธานี และ จ.นนทบุรี รวม38 คน จ.ขอนแก่น 26 คน จ.ระยอง 24 คน และ จ.กาญจนบุรี16 คน ระหว่างวันที่ 3-8 พ.ค. 2564 รวมคนไร้บ้านในโครงการสำรวจครั้งนี้ทั้งสิ้น 165 คน ข้อค้นพบประกอบด้วย 1.คนไร้บ้านจำนวนมากเป็นวัยทำงานตอนปลาย อายุตั้งแต่ 36-60 ปี ในที่นี้คือร้อยละ 61 ของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด

2.คนไร้บ้านจำนวนไม่น้อยไม่มีบัตรประชาชน หากดูจากกลุ่มตัวอย่างที่สำรวจได้ในที่นี้ พบว่า ร้อยละ 11 เคยมีแต่ทำหายในช่วงเวลาไม่เกิน 6 เดือน ร้อยละ 9 เคยมีแต่ทำหายในช่วงเวลาเกิน 6 เดือน ร้อยละ 7 ไม่มีบัตรประชาชน ร้อยละ 2เคยมีแต่บัตรหมดอายุในช่วงเวลาเกิน 1 ปี และร้อยละ 1 เคยมีแต่บัตรหมดอายุในช่วงเวลาไม่เกิน 1 ปี หากนำกลุ่มเหล่านี้มารวมกันจะอยู่ที่ร้อยละ 30 หรือเกือบ 1 ใน 3 ของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด ซึ่งบัตรประชาชนมีความสำคัญมากในการเข้าถึงสิทธิรักษาพยาบาลตามระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า

3.คนไร้บ้านค่อนข้างมีความรู้เกี่ยวกับโรคระบาดโควิด-19 อาทิ กลุ่มตัวอย่าง ส่วนใหญ่ 133 คน ทราบเรื่องกฎหมายบังคับสวมหน้ากากปิดปาก-จมูกในที่สาธารณะมีเพียง 30 คนที่ไม่ทราบ และอีก 2 คนไม่แน่ใจ เช่นเดียวกับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสถานการณ์โควิด-19 กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ 155 คนทราบ มีเพียง 10 คนที่ไม่ทราบ อย่างไรก็ตาม แม้คนไร้บ้านกลุ่มตัวอย่างถึงร้อยละ 84 จะสวมหน้ากากปิดปาก-จมูก แต่ยังมีอีกร้อยละ 16 ที่ไม่สวม ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการเข้าไม่ถึงหน้ากาก เพราะร้อยละ 74 ของหน้ากากที่กลุ่มตัวอย่างใช้ มาจากการได้รับบริจาค

รองลงมา ร้อยละ 14 หาซื้อตามร้านค้า และร้อยละ 12 ไปรับแจกตามจุดต่างๆ และการเปลี่ยนหน้ากาก กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ ร้อยละ 40 เปลี่ยน 2-3 วันต่อครั้ง รองลงมาร้อยละ 36 เปลี่ยนทุกวัน ร้อยละ 13 เปลี่ยน 4-6 วันต่อครั้ง ร้อยละ 9 ไม่เปลี่ยนเลย และร้อยละ 2 เปลี่ยนสัปดาห์ละครั้งดังนั้นภาครัฐควรมีบทบาทกระจายหน้ากากให้ทั่วถึง 4.คนไร้บ้านได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ ร้อยละ 39ที่ระบุว่ารายได้ลดลง รอลงมาไม่ห่างกันนัก ร้อยละ 35 ระบุว่า กลายเป็นคนตกงาน หากนำ 2 กลุ่มนี้มารวมกันจะอยู่ที่ร้อยละ 74 หรือเกือบ 3 ใน 4

ส่วนร้อยละ 19 ตอบว่าไม่กระทบ และร้อยละ 7ไม่แน่ใจ แต่เมื่อถามถึงนโยบายเยียวยาของภาครัฐ 2 โครงการ คือเราไม่ทิ้งกันกับเราชนะ พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ร้อยละ 59 เข้าไม่ถึง รองลงมา 24 เข้าถึงเฉพาะโครงการเราชนะ ร้อยละ 12 เข้าถึงทั้ง 2 โครงการ และร้อยละ 5 เข้าถึงเฉพาะโครงการเราไม่ทิ้งกัน ทั้งนี้กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 75หรือ 3 ใน 4 ต้องการจุดประสานงานเพื่อเข้าถึงสิทธิ์ สวัสดิการรวมถึงการช่วยเหลือของภาครัฐได้อย่างทันท่วงที

“เราพบเห็นได้ชัดว่าคนไร้บ้านเองไม่ใช่ปัญหาเลย แต่เป็นผลลัพธ์ของปัญหาเชิงโครงสร้างที่ไม่สามารถเข้าถึงความช่วยเหลือจากภาครัฐได้ ดังนั้นภาครัฐควรตระหนักรู้แล้วร่วมมือช่วยแก้ไขปัญหานี้ต่อไป” ภาวัต กล่าวทิ้งท้าย

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ชุมชนแออัด-คนจนเมือง(กรุง) โควิดมาเจ็บทั้งสุขภาพ-ปากท้อง #SootinClaimon.Com

Posted on May 15, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/573148

สกู๊ปแนวหน้า : ชุมชนแออัด-คนจนเมือง(กรุง)  โควิดมาเจ็บทั้งสุขภาพ-ปากท้อง

สกู๊ปแนวหน้า : ชุมชนแออัด-คนจนเมือง(กรุง) โควิดมาเจ็บทั้งสุขภาพ-ปากท้อง

วันเสาร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ระลอก 3หรือระลอกล่าสุด จากสถานบันเทิงย่านทองหล่อช่วงต้นเดือนเม.ย. 2564 ลามไปทั่วประเทศ ซึ่งแม้หลายจังหวัดเริ่มคุมอยู่ แต่สำหรับ กรุงเทพมหานคร (กทม.) ยังน่าเป็นห่วงจากข่าวพบคลัสเตอร์หรือการระบาดเป็นกลุ่มก้อนใหม่ๆ เกิดขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะ “ชุมชนแออัด” ที่การเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) ทำได้ยาก และโรคระบาดยังซ้ำเติมชีวิตคนในชุมชนเหล่านี้ที่เป็นผู้มีรายได้น้อย ดังเรื่องเล่าจากงานเสวนา (ออนไลน์) เรื่อง “โควิดในชุมชน กทม. เรื่องที่ควรรู้”เมื่อเร็วๆ นี้

จักรกฤษณ์ เต็มเปี่ยม ประธานสภาเด็กและเยาวชนเขตคลองเตย และเยาวชนเครือข่ายสลัม 4 ภาคบอกเล่าสถานการณ์ในพื้นที่คลองเตย ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดที่การระบาดรุนแรง ว่า หากเข้าใจบริบทของชุมชน จะเห็นว่าเมื่อมีผู้ติดเชื้อ 1 คน โอกาสแพร่กระจายก็มีสูงมากเพราะบ้านเรือนติดกัน และแม้ภาครัฐจะเข้ามาดำเนินการปูพรมตรวจคัดกรองอย่างเร่งด่วนเพื่อให้ผู้ติดเชื้อได้ไปโรงพยาบาล แต่ก็มีบางรายยังต้องรออยู่ที่บ้านเพื่อรอเตียงว่าง อนึ่ง พื้นที่คลองเตยยังแบ่งเป็นชุมชนย่อยๆ ตั้งแต่ขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่ รวม 43 ชุมชน แต่จดทะเบียนอยู่ 39 ชุมชน

ซึ่งการทำงานรับมือการระบาดของไวรัสโควิด-19ระลอก 3 คณะกรรมการชุมชนยอมรับว่าทำงานกันหนักกว่า2 ระลอกที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม มีความช่วยเหลือสิ่งของจำเป็นมาจากภายนอก ทั้งที่ผ่านวัดสะพาน มูลนิธิดวงประทีป หรือบริจาคถึงชุมชนเองแต่ไม่ได้เข้าไปในชุมชนโดยให้กรรมการชุมชนทำหน้าที่บริหารจัดการ แต่อีกด้านหนึ่ง “ชาวคลองเตยก็ถูกมองจากภายนอกอย่างหวาดระแวงว่าจะนำเชื้อไปแพร่ ถึงขั้นที่หลายคนถูกพักงานขาดรายได้” นั่นหมายถึงผลกระทบต่อครอบครัวเพราะชาวคลองเตยทำงานแบบหาเช้ากินเช้า-หาค่ำกินค่ำ

จักรกฤษณ์ เล่าต่อไปว่า ยังมีชุมชนแออัดอีกหลายแห่งที่ประสบปัญหาแบบเดียวกัน และบางแห่งอาจลำบากกว่าคลองเตย เช่น บางส่วนของแฟลตดินแดง เพราะแม้แต่เงินสำหรับซื้อข้าวของทำถุงยังชีพให้ลูกบ้านในชุมชนก็ยังขาดแคลน ผู้นำชุมชนจึงต้องเจียดเงินตนเองมาใช้จ่าย ในขณะที่ชุมชนคลองเตยยังมีคนภายนอกบริจาคเข้ามาบวกกับเจ้าหน้าที่นำโดยผู้อำนวยการเขตก็ทำงานกันหนักมาก จึงอยากให้ทั้ง 50 เขตของกรุงเทพฯ รวบรวมความเดือดร้อนของประชาชนก่อนประสานไปยังฝ่ายพัฒนาชุมชน กรุงเทพมหานคร (กทม.) เพื่อให้ความช่วยเหลือ รวมถึงปลดล็อกระเบียบเงินอุดหนุนชุมชน ให้ผู้นำชุมชนนำไปใช้จัดสรรสิ่งของจำเป็น

“ใน 50 เขต คลองเตยอาจถือว่าโชคดี มีการระดมกันเกิดขึ้น ทำให้เกิดการตรวจครั้งยิ่งใหญ่เหล่านี้ขึ้นมา ด้วยความที่คลองเตยเป็นชุมชนแออัดด้วย ถ้าเขตอื่นได้รับความโชคดีแบบเรามันคงดี ซึ่งตอนนี้ปัญหาคือรถตรวจมีน้อย มันทำให้ชุมชนอื่นที่เขาอยากตรวจก็จะกระจายไม่ทั่วถึง อย่างเขตข้างเคียงกันผมเห็นใจมากเลย ยานนาวา สาทร ที่ผู้ติดเชื้อเขาเยอะๆ แม้กระทั่งเขตปทุมวันที่เป็นข่าวขึ้นมา ช่วงตรงบ่อนไก่ที่คนติดเชื้อเยอะอย่างปทุมวันได้รถตรวจแล้ว แต่เขตที่กล่าวมานี้ได้รถตรวจน้อยมาก” จักรกฤษณ์ กล่าว

วรรณา แก้วชาติ ตัวแทนจากมูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย ซึ่งทำงานด้านคนจนเมืองหรือชุมชนแออัด กล่าวว่า คนส่วนหนึ่งเมื่อตกงานก็กลายเป็นคนไร้บ้าน และสถานการณ์โควิด-19 ก็เป็นอีกครั้งที่ทำให้เกิดคนไร้บ้านหน้าใหม่ ขณะที่คนในชุมชนที่ผ่อนบ้านในโครงการบ้านมั่นคงกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. เมื่อขาดรายได้เพราะไม่มีงานทำก็ต้องขอพักชำระหนี้

โดยในชุมชนมีการทำร้านข้าวแกงราคาถูก 15-20 บาท ซึ่งคนตกงานสามารถรับประทานได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย รวมถึงระดมความช่วยเหลือด้านอุปกรณ์ป้องกันการแพร่เชื้อด้วย “บางทีเขาสวมหน้ากากอนามัยอยู่มันอาจจะเป็นชิ้นเดียวที่เขามี ซักแล้วซักอีก 5 บาท10 บาท มันคือเงินที่เขาต้องเก็บในระยะนี้” บ้านเรือนของชาวคลองเตยเฉลี่ยกว้าง 4 เมตร ยาว 7 เมตร หากเป็นบ้าน 2 ชั้น บางหลังอยู่กันถึง 15 คน ไม่เหมาะสำหรับกักตัวกลุ่มที่ไม่มีอาการ จึงมีการจัดหาพื้นที่ในชุมชน เช่น ศูนย์ประชุม ที่ทำการสหกรณ์ แม้กระทั่งบ้านร้างทำเป็นจุดพักคอย

“เราคิดว่าเรารอแค่ภาครัฐไม่ไหว มันต้องดูแลตัวเองด้วย อันไหนเราทำได้จะทำ แต่อันไหนมันเหลือบ่ากว่าแรงต้องส่งโรงพยาบาลเราก็พยายามช่วยประสานงานเต็มที่เพื่อให้ได้รับการรักษา เพราะว่าเราคิดว่าคนจนเมืองหรือคนชุมชนแออัด ค่าชีวิตมันเท่ากันกับคนอื่น ถึงแม้ว่าเราจะเป็นแรงงานของเมือง เป็นแรงงานราคาถูกหลายคนอาจจะมองว่าเป็นคนสลัม แต่คนเหล่านี้ต่างหากที่ขับเคลื่อนเมืองให้มันเดินหน้าต่อไปได้ ฉะนั้นทุกคนต้องมีสิทธิ์เข้าถึงการรักษาพยาบาลและได้รับการดูแลเท่าเทียมกัน” วรรณา กล่าว

วรรณา ยังกล่าวถึงการลงทะเบียนต่างๆ ผ่านออนไลน์ เช่น การฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสโควิด-19 ซึ่งน่าเป็นห่วงเพราะประชากรในชุมชนจำนวนมากมีข้อจำกัดในการใช้เทคโนโลยี หรือแม้แต่คนไร้บ้าน ขณะนี้ก็ยังไม่รู้ว่าจะได้ฉีดวัคซีนหรือไม่ รวมถึงคนไทยที่ยังมีปัญหาสถานะทางทะเบียนราษฎร์ด้วย รัฐจึงควรออกนโยบายโดยคำนึงถึงกลุ่มคนที่หลากหลาย นอกจากนี้ รัฐควรจัดงบประมาณเพื่อจัดหาอุปกรณ์ป้องกัน เช่น หน้ากากอนามัย ถุงมือยาง รองเท้าบู๊ท เข้าไปในชุมชนให้มากขึ้นซึ่งที่ผ่านมาผู้นำชุมชนบางแห่งทำงานกันหนักมากแม้ไม่มีอุปกรณ์ดังกล่าวใช้

ขณะเดียวกัน “แม้คนในสังคมจะไม่สามารถยื่นมือมาช่วยอะไรคนในชุมชนแออัดได้มากนักเพราะตนเองก็อาจได้รับผลกระทบเช่นกัน แต่อย่างน้อยก็อยากให้เข้าใจและไม่ตีตรากัน” โรคระบาดนั้นติดได้ไม่ว่ายากดีมีจน คนในชุมชนแออัดก็กลัวติดโรคไม่ต่างจากคนอื่นๆ ในสังคม หรืออาจกลัวมากกว่าคนรวยเสียด้วยซ้ำ เพราะคนรวยยังมีเงินเก็บพอให้อยู่รอดไปได้นานกว่าคนจน

ด้าน อนรรฆ พิทักษ์ธานิน ผู้จัดการแผนงานสนับสนุนองค์ความรู้เพื่อการสร้างเสริมสุขภาวะและคุณภาพชีวิตคนไร้บ้าน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ให้ความเห็นว่า การระบาดของไวรัสโควิด-19 ระลอกนี้ น่าจะทำให้คนกรุงเทพฯ เข้าใจชีวิตผู้คนในชุมชนแออัดมากขึ้น แต่กลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบหนักกว่าคือคนจนเมืองที่อยู่นอกชุมชนแออัด เพราะอย่างน้อยชุมชนแออัดก็ยังมีระบบชุมชนที่ช่วยเหลือกัน แต่คนจนเมืองที่อยู่ตามห้องเช่าแบ่งซอย เมื่อขาดรายได้ไม่มีเงินคนกลุ่มนี้ก็สุ่มเสี่ยงกลายเป็นคนไร้บ้าน

อนึ่ง “คนจนนั้นก็เข้าใจเรื่องการป้องกันความเสี่ยงแม้จะมีข้อจำกัด เช่น การใช้หน้ากากแบบซักแล้วซักอีกจนสภาพเก่า แต่ก็ยังพยายายามใส่กันให้มากที่สุด แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือเรื่องปากท้อง” เพราะตั้งแต่การระบาดระลอก 2 ช่วงปลายปี 2563 งานในกรุงเทพฯ หายไปเป็นจำนวนมาก โดยช่วงปี 2561-2562 เคยมีการสำรวจที่ทาง สสส. สนับสนุน พบว่าคนไร้บ้านร้อยละ 90 มีงานทำ เพียงแต่ส่วนใหญ่เป็นงานรับจ้างเล็กๆ น้อยๆ พอมีรายได้ประทังชีวิตไปวันๆ หนึ่ง และความช่วยเหลือจากผู้คนในช่วงการระบาดระลอก 2-3 พบว่าน้อยกว่าระลอกแรก ซึ่งเข้าใจได้ว่าแม้แต่คนที่ให้ความช่วยเหลือเองวันนี้ก็คงลำบากไม่ต่างกัน

“ชุมชนแออัดกักตัวไม่ได้ ต้องมีที่ให้เขาไปกักตัวอยู่ตรงกลาง แล้วต้องมีความช่วยเหลือเรื่องปากท้อง เรื่องการทำงาน อาชีพต่างๆ อย่างในคลองเตยหรือในชุมชนต่างๆ ที่ตกงานกันมหาศาล หรือกักตัวอยู่แล้วไม่มีรายได้ ทำอย่างไรให้เขามีรายได้ เอาตรงๆ พี่น้องชุมชนแออัดก็ไม่ได้ต้องการของบริจาคตลอดไป เขาต้องการทำงานเพราะการทำงานคือการมีเกียรติ มันคือการที่เขาสามารถหารายได้ด้วยตัวเอง แสดงศักยภาพของเขา ทำอย่างไรที่เขาจะมีงานพวกนี้ ทำที่บ้านก็ได้เพื่อให้เขามีรายได้จุนเจือต่อไป” อนรรฆ กล่าว

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 2,895,280 hits

Join 4,118 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

แนวหน้า ก้าวสู่ปีที่ 47 'มั่นคง ตรงไป ตรงมา' อุดมการณ์ที่ไม่เคยเปลี่ยน
น้ำมันสำรอง 103 วัน พลังงาน กางแผนขนส่ง-อัดฉีดเติมปั๊มด่วน
อัครนันท์ ยังไม่ชัวร์นั่ง รมช.ศึกษาฯ แจงสาเหตุ ชอบสะสมพระเครื่อง-ของขลังจำนวนมาก
คิวบาไฟดับทั้งประเทศรอบสองในสัปดาห์เดียว กระทบประชาชนกว่า 10 ล้าน
‘ไฮโซกี้’ ทำเซอร์ไพรส์ คุกเข่าขอนางเอกสาว ‘มินนี่’ แต่งงาน ชมคลิป
นพ.เฉลิม หาญพาณิชย์ รับรางวัล โพธิพุทธคยา รางวัลเกียรติยศผู้ทำคุณประโยชน์ต่อสังคม
ลับหรือลวง? ดร.ณัฏฐ์ เปิด 3 จุดชี้ขาด พิสูจน์บัตรเลือกตั้ง 69 กกต. ส่อเหนื่อยสู้คดี
สื่อลือกันไปเอง! มนพร ปัด สส.เพื่อไทย ไม่พอใจรายชื่อรัฐมนตรี
บุคคลในข่าว 8 มกราคม 2568
อัยการสั่งฟ้อง อดีตเจ้าอาวาสวัดเส้าหลิน ข้อหาติดสินบน-ยักยอกเงิน

Recent Posts

  • หุ้น HYBE ร่วงกราว หลังยอดแฟนเพลงชมคอนเสิร์ตคัมแบ็ก BTS ต่ำกว่าคาด
  • อินโดนีเซียปัดไม่จ่าย 1 พันล้านดอลลาร์ ซื้อที่นั่ง “คณะกรรมการสันติภาพ” ของทรัมป์
  • ระบบไฟฟ้าของคิวบากลับมาใช้ได้อีกครั้งหลังจากไฟดับไปกว่าหนึ่งสัปดาห์
  • รถพยาบาล 4 คันถูกลอบเผาในกรุงลอนดอน ตร.ชี้อาจเป็น “อาชญากรรมจากความเกลียดชังชาวยิว”
  • ยักษ์พลังงานกัมพูชา “โซคีเม็กซ์” ประกาศหยุดขายก๊าซ LPG ชั่วคราว ผลสงครามตะวันออกกลาง

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • 2564(2021)
  • entertain
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    • SootinClaimon.Com
    • Join 1,657 other subscribers
    • Already have a WordPress.com account? Log in now.
    • SootinClaimon.Com
    • Subscribe Subscribed
    • Sign up
    • Log in
    • Report this content
    • View site in Reader
    • Manage subscriptions
    • Collapse this bar
 

Loading Comments...
 

    %d