Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Category Archives: สกู๊ปแนวหน้า

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

สกู๊ปแนวหน้า : ‘เอ็มเทค-สวทช.’ ร่วมสู้โควิด ‘เปลปกป้อง’ ลดเสี่ยงเจ้าหน้าที่ #SootinClaimon.Com

Posted on May 13, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/572564

สกู๊ปแนวหน้า : ‘เอ็มเทค-สวทช.’ร่วมสู้โควิด  ‘เปลปกป้อง’ลดเสี่ยงเจ้าหน้าที่

สกู๊ปแนวหน้า : ‘เอ็มเทค-สวทช.’ร่วมสู้โควิด ‘เปลปกป้อง’ลดเสี่ยงเจ้าหน้าที่

วันพฤหัสบดี ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 02.00 น.

สถานการณ์โรคระบาดไวรัสโควิด-19 ที่ดำเนินมาปีเศษจนถึงปัจจุบัน บุคลากรเจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุขถือเป็นด่านหน้าที่เผชิญความเสี่ยงเพราะด้วยหน้าที่แล้วต้องอยู่ใกล้ชิดผู้ติดเชื้อ ทำให้การทำงานต้องระมัดระวังและต้องใช้อุปกรณ์ป้องกันพิเศษ เช่น ชุด PPE เพื่อไม่ให้สัมผัสเชื้อโดยตรง ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค)สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้เปิดตัวเปลความดันลบในชื่อ “เปลปกป้อง” สิ่งประดิษฐ์ช่วยลดความเสี่ยงในระหว่างเคลื่อนย้ายผู้ติดเชื้อ

ศราวุธ เลิศพลังสันติ หัวหน้าทีมวิจัยการออกแบบและแก้ปัญหาอุตสาหกรรม เอ็มเทค อธิบายว่า เปลความดันลบคือหนึ่งในเทคโนโลยีที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อหยุดยั้งการแพร่กระจายของเชื้อโรคระหว่างการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย โดยที่ผ่านมาเปลความดันลบทั่วไปในท้องตลาดยังมีข้อจำกัดในการใช้งานอยู่หลายประการและมีราคาที่สูง ทำให้ทีมวิจัยเอ็มเทค ได้คิดค้น“PETE เปลปกป้อง (Patient Isolation and TransportationChamber)” อุปกรณ์สำหรับเคลื่อนย้ายผู้ป่วยติดเชื้อทางเดินหายใจ

เปลปกป้องนี้ประกอบด้วย 2 ส่วนหลัก คือ 1.เปลเคลื่อนย้ายผู้ป่วย (Chamber) มีลักษณะเป็นแคปซูลพลาสติกใสขนาดพอดีตัวคน และ 2.ระบบสร้างความดันลบ(Negative pressure unit) เพื่อควบคุมการไหลเวียนอากาศภายในเปล ซึ่งเมื่อพาผู้ป่วยขึ้นนอนบนเปลและรูดซิปปิดเรียบร้อยแล้ว เจ้าหน้าที่จะเปิดระบบปรับค่าความดันอัตโนมัติเพื่อให้อากาศจากภายนอกไหลเวียนเข้าสู่ตัวเปล ทำให้ผู้ป่วยหายใจได้สะดวก

“เมื่ออากาศไหลผ่านผู้ป่วยอาจมีเชื้อโรคที่ปนเปื้อนมาจากการหายใจ อากาศเหล่านั้นจะถูกดูดผ่านแผ่นกรองอากาศ (HEPA Filter) เพื่อกรองเชื้อโรค และทำการฆ่าเชื้อด้วยแสงยูวี-ซี (UV-C) ก่อนปล่อยออกสู่ภายนอก ทำให้มั่นใจได้ว่าอากาศเหล่านั้นปลอดเชื้อ นอกจากระบบฆ่าเชื้อที่มีประสิทธิภาพแล้ว ทีมวิจัยยังพัฒนาตัวเปลให้มีช่องสำหรับร้อยสายเครื่องช่วยหายใจและสายน้ำเกลือเข้าไปยังผู้ป่วย และมีถุงมือสำหรับทำหัตถการ 6 จุดรอบเปล เพื่ออำนวยความสะดวกในการรักษาให้กับบุคลากรทางการแพทย์” ศราวุธ กล่าว

ศราวุธ กล่าวต่อไปว่า PETE เปลปกป้อง ยังช่วยทลายข้อจำกัดการใช้งานของเปลความดันลบเดิมที่มีทั่วไปในท้องตลาด คือ 1.ระบบ “Smart controller” ทำหน้าที่ควบคุมความดันภายในเปลจึงสามารถใช้งานได้ทั้งบนภาคพื้นและบนอากาศ สามารถตรวจสอบการรั่วไหลของอากาศสู่ภายนอก (Pressure alarm) และแจ้งเตือนการเปลี่ยนแผ่นกรองอากาศ (Filter reminder) เมื่อถึงกำหนด ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับความปลอดภัยของผู้ป่วยและการควบคุมการแพร่ระบาดเชื้อที่ซึ่งได้ทำการทดสอบตามมาตรฐานสากลแล้ว

2.สามารถนำเปลเข้าเครื่องเอกซเรย์และเครื่องซีที สแกน ได้ เนื่องจากไม่มีโลหะเป็นส่วนประกอบ จึงไม่ต้องเคลื่อนย้ายผู้ป่วยออกจากเปลความดันลบเหมือนกับอุปกรณ์อื่นช่วยลดการแพร่เชื้อไปยังเครื่องมือต่างๆ และระบบปรับอากาศภายในโรงพยาบาล และลดภาระในการทำความสะอาด และ 3.ตัวเปลสามารถพับเก็บลงกระเป๋าและมีน้ำหนักเบา พกพาสะดวกและติดตั้งง่ายเหมาะกับการใช้งานในรถพยาบาล

ขณะที่ ผศ.นพ.อนุแสง จิตสมเกษม รองคณบดีคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราชกล่าวว่า การมีเปลความดันลบจะทำให้การฆ่าเชื้อลดลงไปได้มาก ทั้งยังช่วยลดเวลาและจำนวนคนที่ต้องใช้ในสถานการณ์โรคระบาด ที่สำคัญคือช่วยระวังเรื่องความปลอดภัยของบุคลากรที่ดูแลผู้ป่วย ซึ่งมีอยู่ค่อนข้างจำกัดและทำงานอย่างหนัก เปลความดันลบ ที่ เอ็มเทค ทำได้ถือเป็นนวัตกรรมที่จะเป็นแรงผลักดันทำให้ผู้ผลิต และผู้ที่เกี่ยวข้องกับอุปกรณ์ทางการแพทย์ มีแรงผลักดันในการผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ใช้เองในประเทศ

“ที่ผ่านมาเราเจ็บปวดกับการที่เราไม่สามารถซื้อหน้ากากอนามัยจากต่างประเทศมาใช้ได้ เฉกเช่นเดียวกับเปลความดันลบ ในวันที่เกิดโควิดครั้งแรกมูลค่าเปลความดันลบ สูงไปถึง 6.5-7 แสนบาท ทั้งๆ ที่ต้นทุนอยู่ที่แสนกว่าบาท ดังนั้นประเทศเราต้องเปลี่ยนแนวคิดว่า เราต้องช่วยเหลือประเทศตัวเองให้ได้ก่อน ซึ่งนี่คือความมั่นคงทางการแพทย์แบบหนึ่ง” ผศ.นพ.อนุแสง กล่าว

ด้าน กุลประภา นาวานุเคราะห์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการวทช. กล่าวว่า ที่ผ่านมา สวทช. ได้เร่งพัฒนาผลงานวิจัยและนวัตกรรม สำหรับรองรับการระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งมีการส่งมอบผลงานมากกว่า 20 ผลงาน ครอบคลุมทั้งด้านการป้องกัน การลดการแพร่กระจายและฆ่าเชื้อโรค รวมทั้งการตรวจคัดกรองและการตรวจวินิจฉัยโรคเบื้องต้น ให้กับหน่วยงานที่มีความเสี่ยงและมีความต้องการใช้อุปกรณ์

อีกทั้งหลายผลงานที่มีความพร้อมทางด้านเทคโนโลยีการผลิตได้ถูกนำไปต่อยอดและเกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับผู้ประกอบการภายในประเทศเรียบร้อยแล้ว เช่นเดียวกันกับเปลความดันลบซึ่งเป็นอีกนวัตกรรมที่ สวทช. โดยเอ็มเทคสามารถพัฒนาและผลิตได้เองในประเทศจะเป็นอีก 1 นวัตกรรมที่ช่วยสนับสนุนและป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโควิด-19 ในการระบาดระลอกใหม่นี้รวมถึงสถานการณ์วิกฤติที่ไม่อาจคาดการณ์ได้ในอนาคต

“วันนี้ทีมวิจัย เอ็มเทค สวทช. ได้ส่งมอบ PETE (พีท)เปลปกป้อง : เปลความดันลบเคลื่อนย้ายผู้ป่วย รวมจำนวน 5 ชุด ได้แก่ 1.คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช 2.โรงพยาบาลสนามเอราวัณ 2 ของโรงพยาบาลเวชการุณย์รัศมิ์ กทม. 3.มูลนิธิรวมน้ำใจ (คลองเตย) กทม. 4.โรงพยาบาลวิภาวดี กทม. และ 5.โรงพยาบาลเซนต์เมรี่ จังหวัดนครราชสีมา

เพื่อใช้ในการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโควิด-19 ระลอกใหม่ ตั้งแต่การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยด้วยรถพยาบาลจนถึงการนำผู้ป่วยเข้าเครื่องเอกซเรย์ปอดและเครื่องซีที สแกน(CT scan) โดยไม่ต้องนำผู้ป่วยออกจากเปลความดันลบ ช่วยลดการแพร่เชื้อโรคบนอุปกรณ์ทางการแพทย์และสถานพยาบาล”ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวSCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ‘กลุ่มชาติพันธุ์’ คนชายขอบ ‘อคติ-การพัฒนา’ ถูกเบียดขับ #SootinClaimon.Com

Posted on May 9, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/571578

สกู๊ปแนวหน้า : ‘กลุ่มชาติพันธุ์’คนชายขอบ  ‘อคติ-การพัฒนา’ถูกเบียดขับ

สกู๊ปแนวหน้า : ‘กลุ่มชาติพันธุ์’คนชายขอบ ‘อคติ-การพัฒนา’ถูกเบียดขับ

วันอาทิตย์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“คนชายขอบ (Marginal People)” หมายถึงประชากรกลุ่มที่อยู่ห่างไกลจากความรับรู้ถึงการมีตัวตนในสายตาของคนทั่วไป มักเข้าไม่ถึงสวัสดิการต่างๆ ที่รัฐจัดให้ และสุ่มเสี่ยงถูกเอารัดเอาเปรียบจากบุคคลหรือกลุ่มที่มีสถานะทางอำนาจเหนือกว่า ซึ่งในสังคมนั้นคนชายขอบมีหลายกลุ่ม เช่น คนไร้บ้าน แรงงานข้ามชาติ ผู้ขายบริการทางเพศ ผู้มีปัญหาสถานะทางทะเบียนราษฎร์ ผู้ต้องขังในเรือนจำรวมถึง “กลุ่มชาติพันธุ์” หรือประชากรชนเผ่าพื้นเมือง

เมื่อเร็วๆ นี้ มีการจัดงานเสวนา(ออนไลน์) หัวข้อ “ห้องเรียนสิทธิมนุษยชนออนไลน์ ตอน สิทธิชนเผ่าพื้นเมือง” โดยองค์กรนิรโทษกรรมสากล หรือแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล(ประเทศไทย) ซึ่ง เกรียงไกร ชีช่วงเครือข่ายกะเหรี่ยงและสิ่งแวดล้อม และเครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัญหาทั่วโลกของชนเผ่าพื้นเมืองมักเป็นการถูกพรากจากที่ทำกินและที่อยู่อาศัยเดิมโดยรัฐใช้กฎหมายและนโยบายในการแย่งชิงและกีดกันการเข้าถึงทรัพยากรของชนเผ่า แต่ให้นโยบายสัมปทานได้ผลประโยชน์

นอกจากนี้การบริการพื้นฐานของภาครัฐทำให้สูญเสียอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม จึงทำให้เกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำ ความด้อยโอกาส และการถูกเอารัดเอาเปรียบ อนึ่ง คำว่าชนเผ่าในแต่ละทวีปหรือประเทศให้คำจัดกัดความที่แตกต่างกัน เช่น สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ชนเผ่าพื้นเมืองมักหมายถึงชาวพื้นถิ่นส่วนทวีปเอเชียและแอฟริกา มักหมายถึงกลุ่มที่ไม่ได้รับการพัฒนาร่วมกับวัฒนธรรมกระแสหลัก แต่ยังรักษาโครงสร้างแบบชนเผ่า และมีความเกี่ยวดองทางเครือญาติกัน

สำหรับประเด็นเรื่องการเรียกแทนตัวเองนั้น คำว่ากะเหรี่ยงถือเป็นภาษาทางการ และมีชื่อเรียกเฉพาะเช่น ปกากะญอ ม้ง อาข่า หรือในภาคใต้ก็มีพี่น้องมอแกน หรือมอแกลน ทั้งนี้ สำหรับประเทศไทย มีความพยายามออกกฎหมายคุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ปัจจุบันมี 3 ร่างคือ 1.ร่างของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) หน่วยงานในกำกับดูแลของกระทรวงวัฒนธรรม 2.ร่างของสภาชนเผ่าพื้นเมือง และ 3.ร่างของคณะกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศ สภาผู้แทนราษฎร

“การพัฒนากฎหมายคุ้มครองสิทธิชาติพันธุ์ต่างๆ เราไม่ได้พัฒนาเพื่อจะได้มีกฎหมายที่เป็นเอกสิทธิ์มากกว่าคนอื่น หรือมากกว่าประชาชนคนไทย แต่เราพัฒนาเพื่อจะให้สิทธิต่างๆ ที่ถูกกดทับ ถูกเอาเปรียบ ไม่ได้รับการเข้าถึง ให้มันได้ เราไม่ได้พัฒนาเพื่อเราจะพิเศษกว่าคนอื่นแต่เราจะพัฒนาสิ่งที่เราสูญเสีย ถูกละเมิดไปให้เท่ากับคนอื่น”เกรียงไกร กล่าว

ขณะที่ ธนกฤต โต้งฟ้า เยาวชนกะเหรี่ยงบ้านคลิตี้ล่าง ระบุว่า ในประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์ 63 กลุ่ม คิดเป็นประชากรประมาณ 3 ล้านกว่าคน หรือราวร้อยละ 4.3 ของประชากรไทยทั้งประเทศ เหตุที่กลุ่มชาติพันธุ์ถูกเลือกปฏิบัติเป็นเพราะอคติ เช่น มองว่าเป็นผู้ตัดไม้ทำลายป่าบ้าง ค้ายาเสพติดบ้าง หรือล้าหลังไม่พัฒนาบ้าง โดยไม่ได้ศึกษาว่ากลุ่มชาติพันธุ์มีวิถีชีวิตที่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมที่ตั้งถิ่นฐาน อาทิ เรื่องของ “คนกับป่า” ที่รัฐมีทัศนคติว่า “ป่าต้องเป็นป่าเท่านั้น” ซึ่งไม่ถูกต้อง เพราะในป่ายังมีคนอาศัยอยู่ จึงแสดงให้เห็นว่าคนกับป่าอยู่ร่วมกันได้

หรือผลกระทบจากการพัฒนาอุตสาหกรรม คือกรณีของ “เหมืองแร่ตะกั่ว” ที่ผู้บ้านคลิตี้ล่างในพื้นที่ จ.กาญจนบุรี โรงถลุงแร่ใช้วิธีการที่ไม่ถูกต้องจนทำให้เกิด
สารพิษรั่วไหลสู่แหล่งน้ำสาธารณะ จนชาวบ้านต้องลุกขึ้นมาต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรม และแม้ท้ายที่สุดชาวบ้านจะชนะในทางคดีความ แต่แหล่งน้ำก็ยังไม่ได้ถูกฟื้นฟูให้ใช้อุปโภค-บริโภคได้เพราะยังมีสารพิษตกค้าง และชาวบ้านเองก็ยังตรวจพบสารตะกั่วในเลือด

ประเด็นสิทธิชุมชนและคนกับป่า ถูกขยายความเพิ่มเติมโดย พชร คำชำนาญ ผู้แทนจากภาคีเซฟบางกลอยที่กล่าวว่า ชาวบ้านบางกลอยเคยมีชุมชนอยู่ในป่าตั้งแต่ปี 2455 โดยมีหลักฐานเป็นแผนที่ทางทหารของรัฐ แต่ในเวลาต่อมาพื้นที่ดังกล่าวกลับถูกรัฐประกาศเป็นพื้นที่อนุรักษ์และมีการขับไล่ชาวบ้านออกจากที่อยู่อาศัยและที่ทำกินเดิมตั้งแต่ปี 2539 ซ้ำร้ายเมื่ออพยพไปอยู่ในพื้นที่ใหม่ หลายคนก็ไม่ได้รับการจัดสรรที่ดินทำกิน หรือแม้จะมีที่ดินแต่ขาดแคลนระบบน้ำ เป็นแรงกดดันให้ส่วนหนึ่งยอมเสี่ยงกลับเข้าไปอยู่ในพื้นที่ดั้งเดิม

ซึ่งเมื่อย้ายกลับเข้าไป ยังถูกเจ้าหน้าที่รัฐเปิดปฏิบัติการในชื่อ “ยุทธการตะนาวศรี” ในปี 2554 ระดมกำลังเข้าไปขับไล่ชาวบ้านและเผาบ้านเรือนสิ่งก่อสร้างต่างๆ รวมถึงการหายตัวไปของ “บิลลี่” พอละจีรักจงเจริญ ตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์ที่ลุกขึ้นมาต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรม ในปี 2557 ทำให้วันนี้แม้จะผ่านมาแล้วถึง 25 ปี แต่ชาวบ้านบางกลอยก็ยังรู้สึกเจ็บปวด

จากเมืองไทยมองออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านพรสุข เกิดสว่าง ผู้อำนวยการเพื่อนไร้พรมแดน เล่าถึงสถานการณ์ใน เมียนมา ที่ขณะนี้มีการชุมนุมประท้วงต่อต้านการทำรัฐประหาร ซึ่งการชุมนุมด้วยเหตุทำนองเดียวกันในอดีตนั้นกลุ่มนักศึกษาที่เรียกร้องประชาธิปไตยจะได้รับความสนใจจากประชาคมโลกอย่างมาก ตรงข้ามกับกลุ่มชาติพันธุ์ที่ถูกแย่งชิงทรัพยากร ถูกเข่นฆ่ากวาดล้างนั้นเป็นเสียงที่ไม่ค่อยถูกได้ยิน อย่างไรก็ตาม ในการประท้วงต่อต้านรัฐประหารครั้งล่าสุด บทบาทของกลุ่มชาติพันธุ์ได้รับความสนใจมากขึ้นโดยเฉพาะในหมู่ชาวพม่ารุ่นใหม่

“ประชาธิปไตยไม่อาจเกิดขึ้นได้หากคุณไม่เคารพชนเผ่าพื้นเมือง ฉะนั้นการต่อสู้ในครั้งนี้จึงเปลี่ยนไป เป็นการเรียนรู้ของประชาชนที่น่าตื่นเต้นมากพอสมควร เมื่อพูดถึงชนเผ่าพื้นเมืองในเมียนมา จะมีลักษณะความข้ามพรมแดนเนื่องจากไม่ได้เป็นคนในพื้นที่ดั้งเดิมในสิทธิของชนเผ่าพื้นเมืองจึงมีการสู้ร่วมกันได้ เรียกร้องร่วมกันได้ ไม่ได้แบ่งว่านี่เป็นชนเผ่าพื้นเมืองไทยหรือชนเผ่าพื้นเมืองพม่า” พรสุข กล่าวในท้ายที่สุด

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : แก้จนแบบแม่นยำ จากมหา’ลัยสู่ท้องถิ่น #SootinClaimon.Com

Posted on May 8, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/571378

สกู๊ปแนวหน้า : แก้จนแบบแม่นยำ จากมหา’ลัยสู่ท้องถิ่น

วันเสาร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

(ต่อจากเรื่อง “มากกว่า “ข้อมูล” คือ “ชีวิต” เข้าใจ-ร่วมมือ..แก้จนได้จริง” : สกู๊ปแนวหน้า เสาร์ที่ 1 พ.ค. 2564) ยังคงอยู่ที่งานเสวนา “งานวิจัยกับการแก้ไขปัญหาความยากจน” จัดโดย หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) โดยตอนที่แล้วนำเสนอตัวอย่าง 2 จังหวัด “อำนาจเจริญ-แม่ฮ่องสอน” ว่าด้วยการค้นหา แก้ไข และส่งต่อความช่วยเหลือคนยากจนหรือกลุ่มเปราะบาง แต่ยังมีตัวอย่างอีกหลายจังหวัดและข้อสรุปในภาพรวม

สุธาสินี คุปตะบุตร ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร กล่าวว่า มหาวิทยาลัยมีบทบาทในฐานะ “ทุนทางปัญญา” ด้วยความพร้อมทั้งด้านความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่หลากหลาย โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยราชภัฏซึ่งทำงานร่วมกับท้องถิ่น ทำให้เป็นผู้ประสานงานกับทั้งภาครัฐ เอกชนและประชาชน ทั้งนี้ ในพื้นที่จ.สกลนคร มีการจัดตั้งศูนย์ขจัดความยากจน มหาวิทยาลัยได้มีบทบาทบูรณาการร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ ในจังหวัด ภายใต้เป้าหมายเดียวกันคือทำอย่างไรคนจนจะหลุดพ้นจากความยากจน

ด้วยการสนับสนุนของ ปรีชา มณีสร้อย นายอำเภอกุดบาก ทำให้ มรภ.สกลนคร ได้พื้นที่ “ตำบลกุดไห” ในเขตอ.กุดบาก สำหรับทำโครงการนำร่องแก้จนแบบเบ็ดเสร็จและแม่นยำ เริ่มจากการสำรวจและแบ่งปัญหาความยากจนเป็น 4 ระดับจากรุนแรงที่สุดถึงเล็กน้อย คืออยู่ยากมาก อยู่ยาก อยู่ได้และอยู่ดี เพื่อวางแนวทางพัฒนาศักยภาพให้เหมาะสมกับแต่ละกลุ่ม “โครงการนี้ทำให้มหาวิทยาลัยคิดถึงคนจนมากขึ้น” เช่น นำเรื่องราวชีวิตคนจนเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการเรียนการสอน ให้นักศึกษาได้ลงพื้นที่ทำงานจริงและมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาความยากจน

“จากการดำเนินการในโครงการนำร่องของเรา ก็ไปสู่การยกระดับ มหาวิทยาลัยเราคิดว่าควรจะยกระดับทั้งอำเภอ จึงเกิดเป็นกุดบากโมเดลขึ้น จากกุดบากโมเดลเราก็มีแนวทางการพัฒนา เราพยายามจะผลักดันการพัฒนาและการช่วยเหลือคนเหล่านั้น จัดทำเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายที่มีชีวิต ผลักดันเข้าสู่แผนพัฒนาการแก้ไขความยากจนในระดับจังหวัด” ผอ.สถาบันวิจัยและพัฒนา มรภ.สกลนคร กล่าว

ผศ.ดร.สหัสา พลนิล รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ เล่าเรื่องโครงการแก้จนในพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ ว่า วัฒนา พุฒิชาติ ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ ได้ตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการจัดทำฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ของผู้ประสบปัญหาสังคม โดยในคณะกรรมการจะประกอบด้วยพัฒนาสังคมจังหวัด สาธารณสุขจังหวัด ตลอดจนหน่วยงานสังคมสงเคราะห์ต่างๆ และคณะทำงานของมหาวิทยาลัย

หลังรวบรวมข้อมูลแล้ว คณะทำงานได้สอบทานข้อมูลกับ 22 อำเภอ เพื่อเติมเต็มเข้ากับแผนพัฒนาระดับอำเภอ ก่อนลงลึกถึงระดับตำบล รวมถึงสอบทานกับครัวเรือนประชาชน สามารถแบ่งได้ 3 กลุ่มคือ 1.พื้นที่ลุ่มน้ำ แม้จะเป็นเรื่องเล็กๆ อย่างการเลี้ยงหอย แต่คณะทำงานค้นพบว่าเป็นวิถีชีวิตที่สำคัญของชาวบ้าน อย่างไรก็ตาม ไม่พบปัญหาด้านการขาย และทางจังหวัดและอำเภอก็สนับสนุนพื้นที่ขาย เช่น ตลาดสีเขียว ตลาดชุมชน

ขณะที่ “บ้านเหล่าโดน” ต.หนองแค อ.ราษีไศล มีกลุ่มคนรุ่นใหม่สนใจเทคโนโลยี มีการสนับสนุนให้นำความรู้มาใช้ต่อยอดจากสิ่งที่มีในท้องถิ่น สร้างรายได้ในชุมชน เช่น การทำการคลาดสินค้าชุมชนทางออนไลน์ 2.พื้นที่กึ่งเมือง สืบเนื่องจากทางพัฒนาสังคมจังหวัดศรีสะเกษ แนะนำให้คณะทำงานไปสำรวจ “ตำบลหนองครก” อ.เมือง เพราะเป็นชุมชนใกล้เมืองแต่ผู้คนกลับมีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ พบสาเหตุคือ 2.1 ไม่มีที่ทำกิน เพราะเป็นเขตเมืองขยายจึงมีการขายที่ดินจนหมด 2.2 มีรายได้แบบอ่อนไหวง่าย ทำงานในเมือง เมื่อเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงก็ตกงาน

แต่อีกด้านก็พบต้นทุนสำคัญคือการเลี้ยงจิ้งหรีด ต้นทุนประมาณ 1,600 บาท แต่หากเลี้ยงไปประมาณ 3 เดือนจะขายได้ถึง 6,000 บาท และจะได้มากกว่านี้หากขยายพื้นที่เลี้ยงแต่ข้อดีคือใช้พื้นที่น้อยจึงเหมาะกับผู้สูงอายุหรือมีปัญหาสุขภาพ อีกทั้งมีตลาดรองรับตลอดเวลา และ 3.บึงมะลูในพื้นที่ อ.กันทรลักษ์ ที่นี่พบปัญหาคนตกสำรวจ แต่ก็เป็นพื้นที่ที่ ผวจ.ศรีสะเกษ ประสานกับทุกหน่วยงานให้เข้าไปร่วมแก้ไขปัญหาแบบบูรณาการ

“ผลสรุปของการวิจัย งานวิจัยก็มีข้อเสนอแนะให้จังหวัดในเรื่องควรจะศึกษาข้อมูลเชิงลึกของรายครัวเรือนชุมชน แล้วก็ควรจัดทำฐานข้อมูลเพื่อไปใช้ประโยชน์ร่วมกันในฐานข้อมูลเดียวกับทุกจังหวัด แล้วถัดไปก็คือจัดทำแผนเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจระดับครัวเรือน ระดับชุมชนและแผนพัฒนาวิสาหกิจชุมชน สุดท้ายเห็นควรว่าควรส่งเสริมให้มีเศรษฐกิจระดับตำบล” ผศ.ดร.สหัสา กล่าว

ขณะที่ ไพรัตน์ จีรเสถียร หัวหน้าฝ่ายพัฒนานวัตกรรมบริการวิชาการและถ่ายทอดเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (วิทยาเขตปัตตานี) กล่าวถึงการเลี้ยง “ปลาสลิดดอนนา” ในพื้นที่ จ.ปัตตานี โดยเริ่มต้นนำร่องที่ “ตำบลบ้านกลาง” อ.ปะนาเระ ซึ่งด้านความรู้นั้น ม.อ.ปัตตานี ทำงานร่วมกับ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดปัตตานี รวมถึงสถานีพัฒนาที่ดินปัตตานี

กระบวนการเลี้ยงนั้นมีการปรับให้เข้ากับวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ เช่น บางครัวเรือนเน้นเพาะลูกปลาขายตัวละ 1 บาทหรือครัวเรือนไหนเลี้ยงได้เพียงปลารุ่น ก็สามารถขายปลารุ่นให้ครัวเรือนอื่นๆ นำไปเลี้ยงต่อเป็นปลาเนื้อ หรือแม้กระทั่งการสร้างรายได้ที่เกี่ยวเนื่องกับการเลี้ยงปลาสลิด คือการปลูก “หญ้าเนเปียร์แคระ” สำหรับนำไปทำ “หญ้าหมัก” ใช้เป็นอาหารปลา เพราะหญ้าหมักมีต้นทุนต่ำกว่าอาหารเม็ดแต่เนื้อปลายังมีคุณภาพดี

“วันนี้ปลาสลิดดอนนาได้นำไปขายที่สิงคโปร์ มีพ่อค้าติดต่อสนใจมา มีความต้องการค่อนข้างมาก เราก็ต่อรองว่าขอส่งเดือนละ 3 ครั้งก่อนได้ไหม? เพราะใช้เวลาในการผลิตเพื่อให้ได้ปริมาณเพียงพอในการที่จะส่งไป ก็ต้องใช้เวลา ก็ทำให้เรื่องของการตลาดตรงนี้เราพยายามรักษาการตลาด นอกจากนี้ก็มีพ่อค้าจากมาเลเซียเข้ามา ซึ่งราคาปลาสลิดดอนนา นี่แค่ชนิดเดียว แปรรูปเป็นปลาแดดเดียว วันนี้ที่ไปขายที่สิงคโปร์ ราคา 1,000 บาท/กิโลกรัม

ซึ่งราคาต้นทุนที่มหา’ลัยร่วมกับศูนย์วิจัยประมงในการผลิตปลาสด เราใช้ต้นทุนไม่เกิน 45 บาท/กิโลกรัม และการนำมาแปรรูป เมื่อเราซื้อเป็นปลาสดจากสมาชิก ให้เขามีรายได้ซึ่งกันและกัน เป็นปลาเนื้อกิโลกรัมละ 80 บาท แล้วก็มาผลิตเป็นปลาแดดเดียว 2 กิโลกรัมได้ 1 กิโลกรัม ต้นทุนอยู่ที่ 160 บาท ไม่รวมค่าบรรจุภัณฑ์อะไรต่างๆ แต่เราเอาไปขาย ขั้นต่ำ 250-500 บาท” ไพรัตน์ ระบุ

ปิดท้ายด้วย แมน ปุโรทกานนท์ หัวหน้าโครงการพัฒนาระบบสนับสนุนการทำงานเชิงพื้นที่เพื่อการแก้ไขปัญหาความยากจนแบบเบ็ดเสร็จและแม่นยำ กล่าวว่า เรื่องของคนจนไม่อาจมองจากข้อมูลด้านรายได้หรือเส้นความยากจนอย่างเดียว แต่ต้องให้ความสำคัญกับทุนหรือศักยภาพของครัวเรือน สถาบันการศึกษาที่เข้าร่วมโครงการแก้ไขปัญหาความยากจนแบบเบ็ดเสร็จและแม่นยำ จึงต้องไปศึกษาทุน 5 ด้าน คือทุนมนุษย์ ทุนทางกายภาพ ทุนการเงิน ทุนธรรมชาติ และทุนทางสังคม ในแต่ละพื้นที่ ซึ่งลักษณะคนจนนั้นก็จะแตกต่างกันด้วย

นอกจากนี้ ยังมีคนจนอีกส่วนหนึ่งที่ต้องได้รับความช่วยเหลือ ก็จะมีการส่งต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คนจนกลุ่มนี้มีลักษณะเป็น “ผู้พึ่งพิง” ไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยตนเอง ต้องอาศัยรับสวัสดิการ รวมถึงมีอาการเจ็บป่วย เป็นผู้พิการหรือผู้ป่วยติดเตียง ครัวเรือนเหล่านี้ต้องเข้าสู่ระบบส่งต่อ การมีฐานข้อมูลทำให้ระบบส่งต่อดำเนินการได้เช่น ที่ จ.ปัตตานี ผศ.ดร.สมพร ช่วยอารีย์ ผู้อำนวยการสำนักวิทยบริการ ม.อ.ปัตตานี พัฒนาระบบฐานข้อมูลออนไลน์ และอีกหลายจังหวัดก็พยายามทำระบบแบบเดียวกัน

“มีกรณีที่น่าจะบันทึกไว้ ที่ ต.บึงมะลู จ.ศรีสะเกษ ท่านผู้ว่าฯ และรองผู้ว่าฯ ลงไปด้วย พบคุณยาย 2 ท่านไม่มีบัตรสวัสดิการ เพราะไม่มีบัตรประชาชน ทางผู้บริหารจังหวัดไฟเขียว นำไปสู่การช่วยเหลือปลดล็อก ก็เอามาตรวจอัตลักษณ์ น่าจะเรียกว่าขึ้นอยู่ในสายพานเร่งด่วน พิสูจน์อัตลักษณ์แล้วก็ได้รับบัตรสวัสดิการ ก็ถือว่าเป็นการทำงานที่ทุกส่วนช่วยกัน ถ้าข้อมูลมันเป็นที่ยอมรับและเชื่อถือไว้ใจได้” หัวหน้าโครงการพัฒนาระบบสนับสนุนการทำงานเชิงพื้นที่เพื่อการแก้ไขปัญหาความยากจนแบบเบ็ดเสร็จและแม่นยำ กล่าว

โครงการแก้ไขปัญหาความยากจนแบบเบ็ดเสร็จและแม่นยำ ดำเนินการนำร่องใน 10 จังหวัดที่ถูกระบุในปี 2562 ว่ายากจนที่สุดในประเทศไทย ประกอบด้วย แม่ฮ่องสอน ชัยนาท มุกดาหาร ยโสธร สุรินทร์ ศรีสะเกษ สกลนคร กาฬสินธุ์ อำนาจเจริญและปัตตานี โดยสถาบันการศึกษาในระดับพื้นที่ 10 แห่ง ประกอบด้วย วิทยาลัยชุมชนแม่ฮ่องสอนวิทยาลัยชุมชนชัยนาท วิทยาลัยชุมชนมุกดาหาร

วิทยาลัยชุมชนยโสธร มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี และ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (วิทยาเขตปัตตานี) ภายใต้คำถามหลัก 3 ข้อคือ 1.คนจนอยู่ที่ไหนในแต่ละพื้นที่ และจนด้วยสาเหตุใด 2.คนจนนั้นมีทุนอะไร แล้วจะไปช่วยเหลืออย่างไรให้หลุดพ้นจากความยากจน 3.จะทำให้เกิดความยั่งยืนในระบบการดูแลคนจนได้อย่างไร

และในระยะต่อไปจะขยายไปอีก 10 จังหวัด คือ บุรีรัมย์ นราธิวาส อุบลราชธานี ลำปาง พัทลุง นครราชสีมา ร้อยเอ็ด พิษณุโลก เลย และยะลา!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : รับมือวิกฤติโควิด-19 ‘ข้อมูล’ ตัวแปรความเชื่อมั่น #SootinClaimon.Com

Posted on May 6, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/570853

สกู๊ปแนวหน้า : รับมือวิกฤติโควิด-19  ‘ข้อมูล’ตัวแปรความเชื่อมั่น

สกู๊ปแนวหน้า : รับมือวิกฤติโควิด-19 ‘ข้อมูล’ตัวแปรความเชื่อมั่น

วันพฤหัสบดี ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผ่านมาแล้วหนึ่งปีเศษกับสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งขณะนี้ความหวังอยู่ที่การระดมฉีดวัคซีนโดยหวังว่าจะทำให้เกิดภาวะภูมิคุ้มกันหมู่ (Herd Immunity) ที่เมื่อคนส่วนใหญ่ในสังคมมีภูมิต้านทานแล้วเชื้อร้ายจะลดการระบาดลง แต่วัคซีนก็เหมือนกับข้อมูลข่าวสารเรื่องอื่นๆ ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา ที่มีทั้งข่าวปลอมและข่าวที่เข้าใจคลาดเคลื่อน ส่งผลต่อมาตรการควบคุมโรคระบาดเพราะประชาชนลังเล
ไม่เชื่อมั่น

เมื่อเร็วๆ นี้ มีการจัดเสวนา (ออนไลน์) เรื่อง“เมื่อข้อมูลวัคซีนเป็นเรื่องสาธารณะ แต่เราควรเชื่อใครดี” โดยภาคีโคแฟค (COFACT) ประเทศไทย ร่วมกับเครือข่ายหลากหลายองค์กร ซึ่ง พีรพล อนุตรโสตถิ์ ผู้จัดการศูนย์ชัวร์ก่อนแชร์ สำนักข่าวไทย อสมท กล่าวว่า “ความท้าทายของคนทำงานสื่อคือการสื่อสารเรื่องยากให้เข้าใจง่ายและถูกต้อง” และต้องตระหนักว่าสื่อนั้นมีผลต่อแรงกระเพื่อมทางสังคม การเสนอข่าวเกี่ยวกับวัคซีนโควิด-19 จึงต้องทำการบ้านมากขึ้น คาดการณ์ผลกระทบจากข่าวที่รายงานออกไปให้มากขึ้น

“ยังมีความยากอีกข้างหนึ่งของสื่อนั่นคือการแข่งขันทางธุรกิจ จะทำอย่างไรที่จะสื่อสารไม่ผิดแต่คนก็เข้ามาอ่านแล้วนำไปสู่การขับเคลื่อนในเชิงธุรกิจให้กับสื่อนั้นอยู่ได้ด้วย ก็จะเป็นอีกข้างหนึ่งของความยากที่สื่อเองก็ต้องแบกรับอยู่เหมือนกัน ดังนั้นถ้าพูดในมุมคุยกับสื่อเหมือนคุยกับเพื่อนสื่อด้วยกัน ในเวลาที่เรื่องของวัคซีนมันมีความสำคัญ ถ้าคุยกับมุมเพื่อนสื่อด้วยกันเราอยากให้เพื่อนสื่อทำการบ้านมากๆ และทำความเข้าใจหลายๆ อย่างมากๆ และเตรียมตัวเพื่อรับกับคลื่นของ Infodemic (การระบาดของข้อมูล) อีกลูกหนึ่ง

มันจะเป็น Infodemic เรื่องวัคซีนเข้ามามากมายเลย แล้วต้องรับรู้ด้วยว่าการทำพลาดไป 1 ครั้งมันย่อมส่งผลกระทบทั้งต่อตัวสื่อเอง แล้วก็ต่อประชาชน ต่อสังคมด้วย ทำให้ประชาชนกลุ่มหนึ่งตัดสินใจไม่ไปฉีดวัคซีน สมมุตินะ มันก็ย่อมส่งผลกระทบอะไรบางอย่างกับชุมชนของกลุ่มนั้น คือบางทีสื่อของเราพาดหัวข่าวแล้วทำให้หมู่บ้านหนึ่งไม่ฉีดวัคซีนทั้งหมู่บ้านและปฏิเสธการรับวัคซีน ทั้งๆ ที่ถึงคิวแล้วและไม่สามารถรับได้ แล้วคนจะให้ไปรับก็ไม่ยอมรับวัคซีน มันย่อมส่งผลกระทบอะไรบางอย่างกับสังคมในภาพรวมด้วย” พีรพล ยกตัวอย่าง

ขณะที่ สถาพร อารักษ์วทนะ รองผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวว่า ในมุมผู้บริโภคการรับข้อมูลข่าวสารต้องตรวจสอบกันพอสมควรเพราะไม่รู้ว่าแหล่งข้อมูลใดเชื่อถือได้ โดยมีหลายเหตุการณ์ เช่น ในขณะที่การลงทะเบียนจองคิวฉีดวัคซีนโควิด-19 ด้านหนึ่งมีการประชาสัมพันธ์ให้ลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชั่นหมอพร้อม แต่ที่ จ.ภูเก็ต หน่วยงานระดับจังหวัดกลับบอกว่าผู้ที่ในอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวให้ลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชั่นภูเก็ตต้องชนะ

หรือมีการส่งต่อข้อมูลทางแอปพลิเคชั่นไลน์ บอกว่าให้เข้าไปลงทะเบียนฉีดวัคซีน แต่เมื่อกรอกข้อมูลไปแล้วกลับมีการโทรศัพท์มาโฆษณาขายบัตรเครดิตและขอเลขประจำตัวประชาชน หรือมีการส่งต่อภาพและคลิปวีดีโอ อ้างว่ามีผู้ติดเชื้อโควิด-19 เสียชีวิตที่ปั๊มน้ำมันซึ่งอยู่ใกล้โรงพยาบาล แต่เมื่อไปสอบถามทางโรงพยาบาลก็ได้คำตอบว่าไม่เคยได้ยินข่าวนี้มาก่อนและไม่มีญาติของผู้ตายเข้ามาแจ้งแต่อย่างใด

รวมถึงพนักงานปั๊มน้ำมันที่ถูกกล่าวอ้างก็ยืนยันว่าปั๊มแห่งนั้นไม่มีเหตุการณ์ตามที่ส่งต่อข้อมูลเกิดขึ้นเช่นกันที่น่าสนใจคือ “คนส่งข้อมูลมาก็ทำงานอยู่ในกระทรวงสาธารณสุข” ซึ่งในมุมของประชาชนผู้บริโภค ย่อมจะเข้าใจว่าทำงานอยู่ที่นี่ข้อมูลน่าจะเชื่อถือได้ ทำให้ยังเป็นคำถามว่าแล้ว “สุดท้ายผู้เสพสื่อหรือประชาชนจะเชื่อถือใครได้บ้าง” ในภาวะวิกฤติแบบนี้

“ทุกๆ คนในทุกวันนี้เป็นคนที่สามารถที่จะเป็นสื่อทุกคนเป็นสื่อทุกคนปล่อยข่าวทุกคนให้ข่าว เสร็จแล้วมันเกิดผลกระทบในวงกว้าง แล้วหน่วยงานไหนที่จะต้องเข้ามาจัดการข้อมูล เชื่อมโยงข้อมูล เผยแพร่ข้อมูล แล้วเราจะรองรับกับสถานการณ์วิกฤติจริงๆ แบบนี้ได้อย่างไร สุดท้ายอยากให้ทุกคนที่เป็นคนแชร์เรื่องราวต่างๆ ตระหนักถึงความรับผิดชอบ ตระหนักถึงสิ่งที่ได้แชร์ออกไป เรื่องนี้ค่อนข้างที่จะสำคัญมาก” รอง ผอ.มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าว

ด้าน สายใจ เลี้ยงพันธุ์สกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูลดิจิทัลเพื่อสังคม เริ่มต้นด้วยคำถามที่ว่า “ในสถานการณ์ที่มีข้อมูล้นแบบนี้จะเชื่อใครดี” ซึ่งก็มีทั้งนักการเมือง สื่อมวลชนและแพทย์ที่ให้ข้อมูล โดยอยากให้เปลี่ยนคำถามเป็น “จะมีเครื่องมือกรองข้อมูลที่ได้รับอย่างไร” ประชาชนไม่ควรไปมองหาว่าใครที่เชื่อถือได้ แต่ควรหาเครื่องมือคัดกรองข้อมูลที่ได้รับจากบุคคลต่างๆ โดยเสนอไว้ 3 เรื่องคือ

1.แยกการเมืองออกจากวิทยาศาสตร์ ต้องยอมรับว่าทุกวันนี้ไม่ว่าประเทศไทยหรือประเทศอื่นๆ ประเด็นวัคซีนกับประเด็นการเมืองมักมาพร้อมกัน จะทำอย่างไรในการตัดแยกการเมืองออกไปให้เหลือเพียงความเชื่อในข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ เช่น สหรัฐอมเริกา กลุ่มคนที่สนับสนุนอดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เลือกที่จะไม่ฉีดวัคซีนโควิด-19 ซึ่งมูลเหตุจูงใจไม่ใช่เรื่องวิทยาศาสตร์แต่มาจากการเชื่อแนวคิดทางการเมืองของทรัมป์

2.ลงลึกในข้อมูล เช่น ข่าวนำเสนอการเปรียบเทียบประสิทธิภาพของวัคซีนโควิด-19 ยี่ห้อหนึ่งมีประสิทธิภาพร้อยละ 54 ส่วนอีกยี่ห้อมีประสิทธิภาพร้อยละ 95 คำถามคือประชาชนเข้าใจความหมายของคำว่าประสิทธิภาพหรือไม่ โดยมีหลายคนเข้าใจว่า คน 100 คนที่ฉีดวัคซีนยี่ห้อหลัง 95 คนจะไม่ติดเชื้อโควิด-19 ส่วนอีก 5 คนยังอาจติดเชื้อได้ แต่ที่ถูกต้องคือ เมื่อคนคนหนึ่งฉีดวัคซีนยี่ห้อหลังไปแล้ว คนคนนั้นมีโอกาสที่จะติดเชื้อโควิด-19 ลดลงร้อยละ 95

หรืออีกด้านหนึ่ง หลายคนอาจเข้าใจว่า ผู้ที่ฉีดวัคซีนยี่ห้อแรกที่มีประสิทธิภาพร้อยละ 54 หมายถึงมีโอกาสเสียชีวิตถึงเกือบร้อยละ 50 แต่จริงๆ แล้ว วัคซันทั้ง 2 ยี่ห้อแม้จะระบุประสิทธิภาพต่างกัน แต่ในด้านการลดโอกาสเสียชีวิตหรือมีอาการป่วยรุนแรงนั้นลดลงได้เกือบร้อยละ 100 เหมือนกัน ข้อมูลนี้สำคัญมากและสื่อต้องอธิบายให้ชัดเจนว่าการฉีดวัคซีน 2 ยี่ห้อนี้ไม่ว่ายี่ห้อใดก็ตาม แม้จะยังมีความเสี่ยงติดเชื้อโควิด-19 ได้อีก แต่วัคซีนจะช่วยลดโอกาสเสียชีวิตหรืออาการเจ็บป่วยรุนแรงลงได้ ทั้งนี้ หากสื่อไม่ลงลึกในข้อมูลประชาชนก็ต้องลงลึกด้วยตนเอง

และ 3.พร้อมรับความรู้ใหม่ที่ลบล้างข้อมูลเก่า เช่น กรณีวัคซีนโควิด-19 ของแอสตราเซเนกา วันที่ 1 มี.ค. 2564 รัฐบาลแคนาดา กำหนดให้ใช้เฉพาะผู้มีอายุ 18-64 ปีเท่านั้น แต่ต่อมาในช่วงปลายเดือน เม.ย. 2564 รัฐบาลแคนาดาประกาศเพิ่มเติมว่าสามารถใช้ได้กับผู้มีอายุ 64 ปีขึ้นไปเพราะมีผลการทดลองใหม่มาสนับสนุน ประชาชนจึงมีหน้าที่ตรวจสอบว่ามีข้อมูลความรู้ใหม่ๆ อะไรเพิ่มขึ้นบ้าง ดังตัวอย่างข้างต้นเรื่องวัคซีน

“3 สิ่งนี้ที่ประชาชนต้องมีเป็นตะแกรง สรุปคืออย่าหาคนที่เราเชื่อ แต่ต้องมีอาวุธไว้ประจำตัวในการกรองข้อมูลข่าวสาร” สายใจ กล่าวในท้ายที่สุด

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ‘ปิดก่อน-เปิดหลัง’ สกัดโควิด ‘คนกลางคืน’ ชีวิตเคว้ง-ถูกลืม #SootinClaimon.Com

Posted on May 2, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/569991

สกู๊ปแนวหน้า : ‘ปิดก่อน-เปิดหลัง’สกัดโควิด  ‘คนกลางคืน’ชีวิตเคว้ง-ถูกลืม

สกู๊ปแนวหน้า : ‘ปิดก่อน-เปิดหลัง’สกัดโควิด ‘คนกลางคืน’ชีวิตเคว้ง-ถูกลืม

วันอาทิตย์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 07.30 น.

“Pandemic dims lights on Thailand’s $5bn nightlife sector” เป็นพาดหัวข่าวของสื่อญี่ปุ่นเจ้าดังอย่าง นสพ. Nikkei Asian Review ที่เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์เมื่อวันที่ 23 เม.ย. 2563 อันเป็นช่วงที่ประเทศไทยใช้มาตรการปิดสถานที่ต่างๆ เกือบทั้งหมดเหลือไว้เพียงเท่าที่จำเป็นเพื่อสกัดการระบาดของไวรัสโควิด-19 และสื่อแดนอาทิตย์อุทัยเลือกให้ความสนใจไปที่ “สถานบันเทิงยามราตรี” ที่ระบุว่าสร้างมูลค่าให้เศรษฐกิจไทยถึง 5.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 1.8 แสนล้านบาทต่อปี ในฐานะภาคส่วนหนึ่งที่ได้รับผลกระทบรุนแรงจากมาตรการนี้

สื่อญี่ปุ่นเจ้าเดิม ยังอ้างถึงรายงานของสำนักข่าว CNN สหรัฐอเมริกา ที่ยกให้กรุงเทพฯ เมืองหลวงของไทยเป็นดินแดนที่โดดเด่นด้านการเฉลิมฉลองสังสรรค์ไม่แพ้เมืองลาสเวกัส ในสหรัฐฯ บรรดาไนท์คลับและบาร์สุดหรูบนดาดฟ้าโรงแรมถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง สิ่งเหล่านี้ดึงดูดเงินตราจากต่างประเทศ จนกลายเป็นหนึ่งในตัวขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยวของไทยที่ยิ่งใหญ่เป็นอันดัน 4 ของโลก ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวต่างชาติไปเยือนไทยมากกว่าญี่ปุ่นเสียอีกต่างหาก

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่า “เสียงคนกลางคืนจะไม่ค่อยถูกได้ยินนัก” และไม่ได้รับการเหลียวแลเท่าที่ควร ดังที่ ชัชลาวัณย์ เมืองจันทร์ ผู้แทนมูลนิธิเอ็มพาวเวอร์ (Empower Foundation) ซึ่งเป็นองค์กรภาคประชาสังคม (NGO) ที่รณรงค์เรื่องสิทธิของผู้ขายบริการทางเพศและพนักงานในสถานบันเทิง ให้ความเห็นในงานเสวนา (ออนไลน์) เรื่อง “ถึงเวลาแล้วที่ประชาชนต้องได้รับวัคซีน (ที่มีคุณภาพ)” เมื่อช่วงเย็นวันที่ 30 เม.ย. 2564 ที่ผ่านมา

ชัชลาวัณย์ กล่าวว่า “สถานบันเทิง เช่น ผับ บาร์ คาราโอเกะ อาบอบนวด เป็นกลุ่มแรกที่ถูกสั่งปิดตามมาตรการควบคุมโรคระบาดมาตั้งแต่การระบาดระลอกแรก และเป็นกลุ่มสุดท้ายที่ได้กลับมาเปิด” แน่นอนว่าผลกระทบคือคนทำงานในภาคส่วนนี้ต้องตกงานขาดรายได้ ซึ่งเมื่อรวมการระบาดทั้ง 3 ระลอก ระลอก 1 นำเงินเก่ามาใช้ ระลอก 2 ต้องกู้หนี้ยืมสิน และระลอก 3 คือไม่มีเงินใช้หนี้แล้ว

“พนักงานบริการถ้า 100% นะ 80% เป็นผู้หญิงซึ่งใน 80% นั้นถ้ามี 8 คน 7 คนก็คือเป็นคนที่มีลูก มีคนที่ต้องดูแลครอบครัวคนข้างหลัง ดังนั้นการที่พนักงานบริการตกงาน 1 คน มันไม่ได้แปลว่าเดือดร้อนแค่คนเดียว มันเดือดร้อนคนข้างหลังที่เราต้องดูแลเขาไปอีกอย่างน้อย 4-5 คน เพราะเรามาทำงานเราก็ส่งเงินให้ที่บ้าน เราคาดรายได้ไปคนหนึ่งที่บ้านก็คือต้องเดือดร้อนไปด้วย” ชัชลาวัณย์ กล่าว

ชัชลาวัณย์ กล่าวต่อไปว่า หากเป็นแรงงานในระบบประกันสังคม จะมีมาตรการเยียวยากรณีว่างงานจากเหตุสุดวิสัย แต่แรงงานกลุ่มสถานบริการนั้นมีเพียงร้อยละ 30 ที่อยู่ในระบบประกันสังคม ส่วนอีกร้อยละ 70 ไม่อยู่ในระบบประกันสั่งคม เนื่องจากลักษณะงานนั้นจะได้เงินเป็นรายครั้งหรือรายวัน นายจ้างจึงไม่ทำเรื่องขึ้นทะเบียนประกันสังคมให้แรงงาน ทำให้แรงงานกลุ่มสถานบริการเข้าไม่ถึงมาตรการเยียวยา ทำให้ต้องไปเข้าช่องทางอื่นๆ ที่ต้องไปลงทะเบียนทางอินเตอร์เนตซึ่งเป็นข้อจำกัดสำหรับคนที่ไม่ถนัดในการใช้เทคโนโลยี

อนึ่ง มาตรการเยียวยาการระบาดระลอกแรก หรือโครงการ “เราไม่ทิ้งกัน” จ่ายเงินชดเชยเดือนละ 5,000 บาทเป็นเวลา 3 เดือน ส่วนมาตรการเยียวยาการระบาดระลอก 2 ที่รัฐบาลมีโครงการ “เราชนะ” จ่ายเงินชดเชยเดือนละ 3,500 บาท เป็นเวลา 2 เดือน แต่ในการระบาดระลอก 3 ซึ่งเป็นระลอกล่าสุดนี้ ยังไม่พบว่ารัฐบาลมีมาตรการเยียวยาอะไรออกมา แต่สิ่งที่ไม่เคยเห็นเลยในการระบาดของไวรัสโควิด-19 ทั้ง 3 ระลอก คือมาตรการเยียวยาจากนายจ้าง เช่น คนที่ทำงานอาบอบนวด 3 ปีบ้าง 10 ปีบ้าง เมื่อปิดร้านก็จบกันไม่เจอกับนายจ้างอีก

“ผู้ประกอบการเองเราไม่เห็นว่าเขาจะออกมาช่วยเหลือหรือดูแลอะไรลูกจ้างที่ทำงานกับเขา ที่เราเคยทำให้เขาได้ร่ำรวย อันนี้มีหนึ่งสิ่งที่พวกเราก็ตั้งข้อสังเกต ทำไมเราไม่เคยได้จากคนกลุ่มนี้เลย สิ่งที่เราได้ยินจากนายจ้างก็จะกลายเป็นว่าคุณก็ต้องเห็นใจผมนะ ผมก็ต้องแบกรับภาระ ซึ่งเราก็มองว่าในช่วงที่คุณรวยกับเราคุณได้ไปเท่าไรแล้ว อันนี้ก็คือการตั้งคำถามของกลุ่มเราเหมือนกัน คือทั้ง 3 ส่วนมันบอบช้ำกันหมดเลย ทั้งการประกันสังคมก็เข้าไม่ถึง รัฐเองก็เหมือนชิงโชค เราต้องเสี่ยงต้องลุ้นกับการลงมือถือมากกว่าจะได้แต่ละครั้ง ส่วนร้านก็ไม่เคยได้” ชัชลาวัณย์ ระบุ

ข้อสังเกตอีกประการหนึ่ง ชัชลาวัณย์ มองว่า หากนับจากการระบาดระลอกแรกก็ผ่านไปแล้วกว่า 1 ปีเศษ แต่รัฐบาลกลับไม่มีแผนหรือมาตรการรองรับผลกระทบที่เกิดขึ้นทั้งที่แรงงานเป็นคนทำงานหาเลี้ยงครอบครัวตนเองและหารายได้สร้างเศรษฐกิจของประเทศ ซ้ำร้ายยังถูกซ้ำเติมด้วยกฎหมาย เช่น พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 ที่กำหนดให้ “การขายบริการทางเพศเป็นอาชีพผิดกฎหมาย” ต้องถูกจับกุมดำเนินคดี

ซึ่งเมื่อสถานบริการถูกสั่งปิดแล้วหลายคนเลือกออกไปหารายได้ด้วยวิธีนี้โดยใช้ช่องทางออนไลน์ ก็พบข่าวเจ้าหน้าที่ทำการ “ล่อซื้อ” อยู่เนืองๆ ตามมาด้วย “คำถามจากประชาชน” ที่แสดงความคิดเห็นผ่านสื่อออนไลน์ต่างๆ ที่แชร์ข่าวทำนองนี้ ว่า “มันจำเป็นเพียงใดที่เจ้าหน้าที่จะต้องมาเอาจริงเอาจังกับคนที่ต้องทำมาหากิน?” ทั้งที่คนเหล่านี้อยู่ในสภาพหลังชนฝาแล้ว

ขณะเดียวกัน “เมื่อเกิดสถานการณ์โรคระบาดขึ้น เป็นเรื่องง่ายที่สังคมจะโยนบาปให้พนักงานในสถานบริการเป็นคนผิดในฐานะผู้แพร่เชื้อ ทั้งที่ยังไม่มีผลสรุปค้นพบได้ว่าผู้ที่แพร่เชื้อคนแรกก่อนจะลุกลามใหญ่โตนั้นเป็นพนักงานหรือเป็นลูกค้าที่มาใช้บริการกันแน่” ชะตากรรมของคนทำงานสถานบริการราวกับจะถูกกระหน่ำโจมตีจากทุกด้านทุกทาง ทั้งที่จริงๆ แล้วคนทำงานภาคบริการก็กลัวติดโรคไม่ต่างจากคนอื่นๆ ในสังคม เพราะหากเจ็บป่วยขึ้นมาก็จะเดือดร้อนคนอื่นๆ ไปด้วย

เมื่อถามถึง “ความคาดหวังต่อรัฐในกลุ่มคนทำงานสถานบริการ” ผู้แทนมูลนิธิเอ็มพาวเวอร์ เล่าว่า เคยได้รับคำถามสวนกลับมา “ยังจะหวังกับรัฐอีกหรือ?” หรือก็คือแทบจะสิ้นหวังกับรัฐบาลชุดนี้ไปแล้ว แม้กระทั่งเรื่องของ “วัคซีน” ที่เป้นความหวังเดียวในการทำให้วิกฤติโรคระบาดคลี่คลายลง แต่หลายคนก็ไม่เชื่อมั่นในวัคซีน เพราะรัฐยังไม่สร้างความเชื่อมั่นว่า หากฉีดวัคซีนแล้วเกิดผลข้างเคียงจะดูแลอย่างไร

ทั้งนี้เชื่อว่า “คนทำงานในสถานบริการน่าจะถูกกำหนดให้เป็นกลุ่มเสี่ยง ต้องได้รับการฉีดวัคซีนก่อนจึงจะได้รับอนุญาตให้กลับมาทำงานได้ แต่หากรัฐจะออกคำสั่งดังกล่าว ประชาชนก็มีสิทธิที่จะได้รับความปลอดภัยจากการฉีดวัคซีนเช่นกัน” ซึ่งการฉีดวัคซีนหมายถึงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้เศรษฐกิจฟื้นฟูจากการได้กลับไปทำงานหาเลี้ยงตนเอง อันเป็นความหวังในชีวิตของทุกคน

“ถ้าเราได้วัคซีนเป็นภูมิคุ้มกันหมู่ได้เราก็น่าจะรอดไปด้วยกัน” ชัชลาวัณย์ กล่าวในท้ายที่สุด

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : มากกว่า ‘ข้อมูล’ คือ ‘ชีวิต’ เข้าใจ-ร่วมมือ..แก้จนได้จริง #SootinClaimon.Com

Posted on May 1, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/569774

สกู๊ปแนวหน้า : มากกว่า‘ข้อมูล’คือ‘ชีวิต’  เข้าใจ-ร่วมมือ..แก้จนได้จริง

สกู๊ปแนวหน้า : มากกว่า‘ข้อมูล’คือ‘ชีวิต’ เข้าใจ-ร่วมมือ..แก้จนได้จริง

วันเสาร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 04.00 น.

“ชีวิตคนจนคนหนึ่งมันมีจุดหักเหในชีวิตหลายช่วง มันมีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มีโครงสร้างการพัฒนาที่เขาเข้าไม่ถึง มีประวัติศาสตร์ชีวิตที่ซับซ้อน และที่สำคัญเขามีทรัพยากรที่จำกัดมาก ทำงานอย่างไรขยันอย่างไร ทำจนไม่มีเวลาหลับเวลานอนก็ไม่มีทางรวย คนอื่นเขานอนข้าพเจ้าต้องไปหากบหาอึ่งหาเขียด ภายใต้ข้อจำกัดของทรัพยากร เงินก็ได้มากสุด 60 บาทต่อวัน กว่าจะขายอึ่งได้ ขายปูขายหอยได้ 60 บาท มันเยอะมาก แต่มันจำกัดไม่สามารถถีบตัวเองออกมาจากวังวนของความยากจนได้เพราะทรัพยากรมีจำกัด”

เรื่องเล่าจาก รศ.ดร.กนกวรรณ มะโนรมย์ อาจารย์สาขาวิชาการพัฒนาสังคม คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ในงานเสวนา “งานวิจัยกับการแก้ไขปัญหาความยากจน” ซึ่งจัดโดย หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) เมื่อเร็วๆ นี้ ถึงประสบการณ์ที่ได้ไปพูดคุยและทำงานร่วมกับ “คนจน” ในพื้นที่ จ.อำนาจเจริญ อันเป็น 1 ใน 10 จังหวัดนำร่องที่ในปี 2562 ถูกระบุว่ามีปัญหาความยากจนรุนแรงที่สุดของประเทศไทย และ ม.อุบลฯ ก็เป็น1 ใน 10 สถาบันอุดมศึกษา ที่ได้รับเลือกให้เข้าไปทำภารกิจ “แก้จน” ในครั้งนี้

ระยะเวลา 9 เดือนกับการทำงานภายใต้ “โครงการแก้ไขปัญหาความยากจนแบบเบ็ดเสร็จและแม่นยำ” อาจารย์กนกวรรณ ได้ข้อสรุปที่สำคัญว่า “ข้อมูลนั้นมีพลัง..แต่พลังจะไม่เกิดหากข้อมูลไม่มีชีวิต” โดยเมื่อคณะทำงานได้รับข้อมูลจาก “ระบบบริหารจัดการข้อมูลการพัฒนาคนแบบชี้เป้า (TPMAP)” ซึ่งเป็นฐานข้อมูลคนจนจากหน่วยงานภาครัฐ ก็ได้นำไปสอบทานด้วยวิธี “รับฟังอย่างลึกซึ้ง” จากปากของคนจนเอง โดยเชิญคนจนเกือบทั้งหมดในจังหวัดจากจำนวนที่พบในแบบสอบถามมาพูดคุยกัน

จากการพูดคุยทั้งกับคนจนเองและหน่วยงานของรัฐในพื้นที่ ได้ข้อสรุปเรื่องพื้นที่นำร่อง 2 แห่ง คือ “บ้านหนองทับม้า”หมู่ 11 ต.เสนางคนิคม อ.เสนางคนิคม เป็นตัวแทนของ “ชุมชนชนบท” ที่นี่มีปัญหาชาวบ้านขาดแคลนข้าวและไม่มีที่ดินทำกิน เกิดเป็น “โครงการกองบุญข้าวปันสุข” เพื่อให้คนจนที่สุด 27 คน ในหมู่บ้านมีข้าวบริโภคอย่างเพียงพอ โครงการนี้ออกแบบให้มีตัวแทนคนจนมาเป็นกรรมการด้วย และมีการถือหุ้นในโรงสีของชุมชน

“เป็นนวัตกรรมครั้งแรกที่โรงสีระดมทุนจากกลุ่มการพัฒนาในพื้นที่ เขาบอกว่าต่อไปเราจะไม่กู้ ธ.ก.ส. (ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร) แล้ว เราได้ไอเดีย เราจะไประดมทุนจากกองทุนในพื้นที่ ให้คนจนได้ถือหุ้นแล้วก็แบ่งปันกลับสู่ชุมชน อันนี้มันเป็นนิยามความหมายว่ามันจะยั่งยืนตลอดไป” อาจารย์กนกวรรณ กล่าว

ส่วนอีกแห่งหนึ่งคือ “ชุมชนสุขสำราญ” อ.เมือง เป็นตัวแทนของ “ชุมชนเมือง” ซึ่งปัญหาความยากจนจะซับซ้อนมาก อาทิ “ตา-ยายคู่หนึ่งอายุ 70 กว่าปี หาเลี้ยงชีพด้วยการเก็บขยะขายมาตลอดชีวิต และการที่มีคนรับฟังพวกเขามันทำให้คนเหล่านี้รู้สึกมีตัวตนขึ้นมา” ข้อค้นพบนี้นำมาสู่“โครงการอาสาสมัครชุมชน” โดยประยุกต์มาจากต้นแบบในประเทศจีน “ที่เมืองจีนมีการกำหนดให้เจ้าหน้าที่รัฐ 1 คนดูแลคนจน 1 คนให้หลุดพ้นจากความยากจนให้ได้ แต่เมืองไทยจะใช้อาสาสมัคร 5 คน ดูแลคนจน 25 คน” เพราะไทยคงไม่สามารถทำแบบจีนได้ทั้งหมด

“เราจะมีอาสาสมัครสัก 5 คนไหม? ดูแลคน 25 คน ปรากฏว่าชิงกันอาสาเพื่อจะช่วยเหลือ ชุมชนร่วมดูแลกันเอง 1 อาสาสมัครของชุมชน 1 คน ดูแลคนจน 5 คน เราก็แบ่งปัญหาของคนจนในพื้นที่เมือง 5 กลุ่ม กลุ่มที่จะสามารถเป็นผู้ประกอบการได้ก็มี กลุ่มที่จะต้องช่วยเหลือเยียวยา ลำบากพิการ โรคจิต มีนะเป็นโรคจิตโรคประสาท ติดเหล้า เราส่งต่อ
เลย จะมีกระบวนการส่งต่อ แล้วคนไม่มีที่อยู่อาศัยเราก็ให้ พอช.(สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน) แล้วก็กลุ่มที่เรียกว่าพอจะไปได้กลุ่มซ่อมบ้าน เรามีประมาณ 5 กลุ่มเพื่อช่วยเหลือคนยากจนที่แตกต่างกัน”
 อาจารย์กนกวรรณ ระบุ

นักวิชาการผู้นี้ ยังกล่าวอีกว่า “จุดเด่นของจังหวัดอำนาจเจริญคือทางจังหวัดเข้ามาสนับสนุนตั้งแต่แรก” อาทิ
ธนูสินธ์ ไชยสิริ รองผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ ร่วมเป็นวิทยากรและพูดคุยกับชาวบ้านเรื่องทำอย่างไรโครงการกองบุญข้าวปันสุขจะอยู่ได้อย่างยั่งยืน รวมถึง ทวีป บุตรโพธิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ ได้ลงนามใน คำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานบูรณาการการพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มเปราะบางรายครัวเรือน ที่ อว 005/ว 611 ลงวันที่ 16 ก.พ. 2564 เกิดกลไกในการดูแลประชาชนกลุ่มนี้อย่างเป็นทางการขึ้นมา

คำสั่งดังกล่าวมีความสำคัญเพราะเป็นการเปิดพื้นที่ให้พื้นที่กับมหาวิทยาลัยได้ทำงานด้านปรับปรุงยุทธศาสตร์จังหวัด ขณะเดียวกัน “ภาคประชาสังคมในจังหวัดก็เข้มแข็งมาก” เข้ามาช่วยกันทำงานเช่นกัน แม้วันแรกๆ คณะทำงานภาควิชาการจะถูกภาคประชาสังคมปรามาสว่า “ได้ข้อมูลแล้วเดี๋ยวก็สะบัดก้นหนี” ก็ตาม ทำให้ท้ายที่สุดคณะทำงานก็ตกลง “ยกข้อมูลทั้งหมดที่พบจากโครงการให้ชุมชน” ซึ่งทางขบวนองค์กรชุมชนก็ดีใจมาก

จากภาคอีสานสู่ภาคเหนือ ทรงศักดิ์ ปัญญา ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต วิทยาลัยชุมชนแม่ฮ่องสอน เล่าว่า จ.แม่ฮ่องสอน ร้อยละ 80 เป็นพื้นที่ป่าจึงมีปัญหามากเรื่องการทับซ้อนระหว่างพื้นที่ป่ากับพื้นที่ทำกินของชาวบ้านซึ่งส่งผลต่อปัญหาความยากจนด้วย ซึ่งเรื่องคนกับป่าเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องผลักดันทางกฎหมายต่อไป แต่การได้ร่วมโครงการแก้ไขปัญหาความยากจนแบบเบ็ดเสร็จและแม่นยำ ทำให้มีโอกาสทำงานร่วมกับชาวบ้านอย่างลงลึกถึงระดับหมู่บ้าน จากเดิมที่ทำงานเพียงระดับอำเภอเท่านั้น

อีกความท้าทายหนึ่งในการทำงานในพื้นที่ จ.แม่ฮ่องสอน คือ “คนยากจนจำนวนไม่น้อยเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ จึงมีข้อจำกัดด้านการสื่อสาร” ซึ่งคณะทำงานได้เปลี่ยนมุมมองการทำงานจากการมองแบบนักวิจัยที่เป็นคนนอก เป็นการมองด้วยสายตาของชาวบ้านหรือคนจนที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย เพื่อให้เข้าใจความยากลำบากให้มากที่สุด ข้อมูลที่ได้ก็จะเป็นความจริงมากที่สุดด้วยเพราะผู้ให้ข้อมูลเกิดความไว้วางใจ

“จากเดิมเราคิดว่าคนกับป่าเป็นปัญหาคู่กันมาพอเปลี่ยนมุมมองจากเดิมมาเป็นการทำความเข้าใจว่าคนอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างไร เพราะนี่เป็นบริบทของแม่ฮ่องสอนจริงๆ ที่ชุมชนมีการอยู่ร่วมกับป่ามาตั้งแต่การตั้งถิ่นฐานชุมชนมาเป็นหลายร้อยๆ ปี แล้วเขาอยู่ร่วมกันมาจากป่าได้อย่างไร แล้วป่าก็ยังมีสภาพค่อนข้างอุดมสมบูรณ์จนถึงปัจจุบันได้อย่างไร อันนี้มันเป็นสิ่งที่เราจะต้องไปถอดออกมาเพราะว่าเป็นต้นทุนที่สำคัญ”ทรงศักดิ์ ยกตัวอย่าง

พื้นที่ที่คณะทำงาน จ.แม่ฮ่องสอน เลือกเป็นพื้นที่นำร่องคือ “ตำบลแม่สวด” อ.สบเมย ที่นี่มีคนจนมากถึง 2,010 คน ตามข้อมูลของ TPMAP แต่มีการทำงานอย่างเข้มแข็งทั้งในส่วนของชุมชน เช่น กลุ่มวิสาหกิจชุมชน และหน่วยงานภาครัฐในท้องถิ่น คือ องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ซึ่งพบว่า “บุก” เป็นพืชที่จะสามารถแก้ปัญหาความยากจนในพื้นที่ได้ เพราะปัจจุบันบุกได้รับความนิยมในการนำไปแปรรูปเป็นอาหารเพื่อสุขภาพและยา

อย่างไรก็ตาม “อุตสาหกรรมแปรรูปบุกในไทยต้องนำเข้าบุกจากต่างประเทศ เพราะบุกในประเทศที่แหล่งสำคัญใน จ.แม่ฮ่องสอน หรือ จ.ตาก ยังมีสถานะเป็นของป่าเพราะอยู่ในป่า จึงมีข้อจำกัดด้านกฎหมายในการนำออกมา”

แม้หลายปีก่อนทางจังหวัดจะเปิดให้ขึ้นทะเบียนขอสัมปทานเก็บเกี่ยวบุก แต่การทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐกับเกษตรกรก็ยังมีปัญหา

“เราพบว่ามีบางส่วนใช้ช่องว่างของกระบวนการที่ต้องไปขออนุญาต นำไปสู่การเรียกร้องรับผลประโยชน์จากเกษตรกรและพ่อค้า มีข้อมูลจากทีมมหาวิทยาลัยแม่โจ้แพร่ เล่าให้ฟังว่าโรงงานบุกจะย้ายฐานการผลิตและการรับซื้อไปที่จ.แพร่ เนื่องจากว่าเขาแบกรับต้นทุนที่ต้องจ่ายเงินใต้โต๊ะไม่ไหวอันนี้เป็นจากการวิจัยที่เราไปเจอ” ผอ.ศูนย์วิจัยและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต วิทยาลัยชุมชนแม่ฮ่องสอน ระบุ

คณะทำงานภาควิชาการในพื้นที่ จ.แม่ฮ่องสอน ยังมีความร่วมมือจากหลายมหาวิทยาลัย เช่น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เข้าไปออกแบบชุดความรู้ในการแปรรูปบุก มหาวิทยาลัยแม่โจ้ มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต เข้าไปทำงานตามโครงการมหาวิทยาลัยสู่ตำบล (U2T) ส่วนภาครัฐนอกจากท้องถิ่นแล้วยังมีกรมวิชาการเกษตร และมีบริษัทเอกชนด้านพลังงานเข้าไปสนับสนุนการแปรรูปอีกทาง โดยได้ข้อสรุปว่า “บุกคือทางออก” ในการแก้ไขปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืน เพราะเติบโตได้ในระบบวนเกษตรและไม่ต้องใช้สารเคมีจึงเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

“ถ้าสามารถปลดล็อกเรื่องการนำออกมาจำหน่ายได้ผมคิดว่าคุณสมบัติน่าจะสู้ได้ ซึ่งตอนนี้โครงการวิจัยก็ส่งตัวอย่างบุกในพื้นที่ไปตรวจสอบที่แล็บของ ม.เกษตรฯ กับ มช. (มหาวิทยาลัยเชียงใหม่) เพื่อเป็นการยืนยันอีกทีว่าคุณสมบัติเราก็ไม่ได้แพ้ประเทศอื่น” ทรงศักดิ์ กล่าวในท้ายที่สุด

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ‘ที่ชาร์จมือถือ’ ถูกไม่คุ้มเสีย เสี่ยงทั้ง ‘เพลิงไหม้-ไฟช็อต’ #SootinClaimon.Com

Posted on April 29, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/569314

สกู๊ปแนวหน้า : ‘ที่ชาร์จมือถือ’ถูกไม่คุ้มเสีย  เสี่ยงทั้ง‘เพลิงไหม้-ไฟช็อต’

สกู๊ปแนวหน้า : ‘ที่ชาร์จมือถือ’ถูกไม่คุ้มเสีย เสี่ยงทั้ง‘เพลิงไหม้-ไฟช็อต’

วันพฤหัสบดี ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2564, 04.00 น.

“โทรศัพท์มือถือ” อุปกรณ์ที่ขาดไม่ได้สำหรับคนยุคดิจิทัล ด้วยความที่เป็น “สมาร์ทโฟน” เครื่องมืออเนกประสงค์ทำอะไรได้มากกว่าการโทรศัพท์เข้า-ออก นั่นคือการเชื่อมต่ออินเตอร์เนตนำไปสู่การเข้าถึงสินค้าและบริการที่หลากหลาย ตลอดจนสร้างโอกาส เช่น การเรียนหรือการขายของออนไลน์ เมื่อความต้องการโทรศัพท์มือถือโดยเฉพาะสมาร์ทโฟนมีเป็นจำนวนมาก ก็มีการผลิตทั้งตัวเครื่องและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องออกมาจำหน่ายด้วยในราคาที่แตกต่างกันไปโดยหวังให้มีผู้เข้าถึงได้กว้างขวางที่สุด

แต่ก็ดังคำโบราณที่ว่า “เสียน้อยเสียยาก..เสียมากเสียง่าย” การเลือกซื้อสินค้าโดยดูจากราคาถูกอย่างเดียวอาจนำไปสู่ความเสียหายร้ายแรง ตามที่เห็นเป็นข่าวอยู่เนืองๆ กับกรณีของ “อุปกรณ์ชาร์จกระแสไฟฟ้า” ที่หลายครั้งซื้อของถูกแต่ไม่ได้มาตรฐานไปใช้แล้วเกิดไฟฟ้าช็อตเสียชีวิตบ้าง หรือเกิดเพลิงไหม้บ้านเรือนวอดทั้งหลังบ้าง ซึ่ง สุพรรณ ทิพย์ทิพากร หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ไขข้อข้องใจเหตุสลดที่เกิดขึ้น และฝากคำเตือนผ่าน “สกู๊ปแนวหน้า” ถึงประชาชน ดังนี้

1.เครื่องชาร์จไฟฟ้าเข้าโทรศัพท์มือถือมีปัญหาในลักษณะใดบ้าง : จากข่าวความสูญเสียที่เกิดขึ้นมักมาจาก 1.1 เสียบชาร์จทิ้งไว้แล้วหัวชาร์จเกิดความร้อนหลอมละลาย ติดไฟ ยิ่งเสียบวางบนที่หนอน ฟูกซึ่งเป็นวัสดุติดไฟก็จะลุกลามได้ง่าย บางครั้งเสียบแล้วไปงานข้างนอกไม่อยู่ใกล้กับที่ชาร์จ หรือชาร์จเสร็จก็คาหัวชาร์จไว้กับปลั๊กไฟ เกิดเพลิงไหม้ที่หัวชาร์จลามไปทั้งบ้าน แก้ไขไม่ทัน 1.2 เสียบชาร์จไปด้วย เล่นมือถือไปด้วยเสียบหูฟังเผลอหลับ แล้วเกิดไฟรั่วจากที่ชาร์จไปช็อตผู้ใช้ หรือแบตหมด เสียบชาร์จในห้องน้ำ มือเปียกน้ำไม่ใส่รองเท้าก็ถูกไฟดูดเสียชีวิต

และ 1.3 การใช้สายชาร์จที่ชำรุด สายขาด อาจเกิดจากใช้ไปด้วยชาร์จไปด้วย แล้วเกิดไฟรั่วทำให้เสียชีวิต 2.สาเหตุเกิดจากอะไร เครื่องชาร์จโทรศัพท์มือถือจึงมีปัญหา : ผู้ใช้ควรจะตระหนักว่าการที่เราใช้เครื่องไฟฟ้าใดก็ตาม เสียบกับปลั๊กไฟบ้านล้วนมีความเสี่ยง การใช้งานต้องมีความระมัดระวัง เพราะพลาดพลั้งนั่นคือความสูญเสียการใช้ที่ชาร์จของเลียนแบบ ราคาถูก แม้ดูภายนอกจะคล้ายของแท้จากบริษัทผู้ผลิตมือถือ แต่ภายในไม่เหมือนกัน

เพราะทำจากวัสดุคุณภาพต่ำ เสื่อมสภาพง่าย วงจรภายในไม่ได้มาตรฐาน ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดความร้อนสูงเกิดการลัดวงจรภายในได้ การที่ชาร์จมือถือกับไฟบ้านไปด้วย แล้วเล่นมือถือไปด้วย ไฟบ้าน 220 โวลต์ อาจกระโดดข้ามมาช็อตผู้ใช้ได้ โดยเฉพาะหากเป็นเด็กซึ่งผิวจะบาง ไฟจะรั่วเข้าร่างกายได้ง่ายกว่าผู้ใหญ่ หรือตัวเปียกน้ำในห้องน้ำแล้วไฟรั่วดูดทำให้เสียชีวิตได้ซึ่งเคยมีข่าวอยู่

3.วิธีแก้ปัญหา หรือป้องกันอุบัติเหตุจากการชาร์จโทรศัพท์มือถือ : คนใช้มักจะทำใจได้ยากหากจะต้องเสียเงินในราคาที่สูงเพื่อซื้อของแท้ แต่ควรเข้าใจว่า ของเลียนแบบนั้น ผู้ผลิตไม่ได้มุ่งเน้นเพื่อให้ผู้ใช้เกิดความปลอดภัยอะไร แต่ต้องการที่จะทำกำไร และหากเกิดการสูญเสียใดๆ เกิดขึ้นจะไม่สามารถเรียกร้องจากผู้ผลิตของเลียนแบบนั้นได้เลย การยอมจ่ายเงินเพื่อซื้อของแท้ ที่มีคุณภาพก็เป็นการซื้อความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สิน

ไม่ควรทำแบบเสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย เพราะซื้อของเลียนแบบ ใช้งานได้ไม่ดี แม้โชคดีไม่เกิดการสูญเสียต่อทรัพย์สินหรือชีวิต แต่ก็ใช้งานได้ไม่นานที่ชาร์จก็เสียต้องกลับไปซื้อใหม่อีก ดีที่สุดควรเลือกซื้อที่ชาร์จจากร้านผู้ผลิตมือถือแต่ละยี่ห้อ ก็จะให้ความมั่นใจได้ว่าเป็นอุปกรณ์ที่มีคุณภาพ มีการทดสอบเพื่อความปลอดภัย มีการรับประกันที่ดี

นอกจากนี้ ขณะชาร์จ ควรอยู่ใกล้ที่ชาร์จเพื่อคอยระวังหากเกิดความผิดปกติ และแม้ใช้ของแท้เองก็ย่อมการเสื่อมอายุไปตามการใช้งาน ไม่ควรชาร์จจากไฟบ้านไปด้วยแล้วใช้งานไปด้วย เพื่อป้องกันสายชำรุดซึ่งเป็นเหตุให้เกิดไฟรั่วและกันการลัดวงจรจากไฟบ้าน 220 โวลต์ ลัดวงจรกระโดดมาช็อตที่ร่างกายได้ หากจำเป็นต้องใช้งาน ควรชาร์จจาก Power Bank ซึ่งเป็นไปกระแสตรง 5 โวลต์ จะมีความปลอดภัยกว่า

4. การชาร์จแบตสำรองสำหรับโทรศัพท์ จะมีข้อควรระวังอะไรบ้าง : ควรเลือกซื้อ Power Bank จากผู้ผลิตที่น่าเชื่อถือและเลือก capacity พอเหมาะกับการใช้งาน ไม่ใหญ่เกินไปเพราะนอกจากจะเกิดอันตรายได้แล้ว หากเกิน 32,000 mAh ยังอาจไม่สามารถใช้ติดตัวเดินทางขึ้นเครื่องบินได้ ไม่ควรทำตกเพราะอาจเสียหายทางกายภาพลุกลามเกิดการระเบิดได้ ไม่วางในรถ หรือที่มีความร้อนสูง (มีเหตุเกิดเพลิงไหม้ลามไปไหม้รถหลายกรณี)

5. เหตุใดคุณภาพมาตรฐานผลิตภัณฑ์ จึงมีความสำคัญต่อชีวิตและความปลอดภัย : ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ กฎหมายจะบังคับการผลิตให้อยู่ในเกณฑ์เพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้งาน ซึ่งจะมีการทดสอบ ทดลองหลายครั้งเพราะคุณภาพตามมาตรฐานที่กำหนด ซึ่งเป็นหลักประกัน
ความปลอดภัยและสร้างความมั่นใจแก่ผู้ใช้ แม้ผู้ใช้งานจะไม่มีความรู้ความเข้าใจในผลิตภัณฑ์นั้นก็ตาม

“ผมเคยลองทดลองเอาสโคป (Scope) มาวัด กราฟออกมาของแท้จะนิ่งๆ จ่ายไฟ 5 โวลต์กระแสตรงสวยงาม แต่ของเก๊ออกมาหยึกหยักๆ แล้วเราจะเอามาชาร์จมือถือแพงๆของเราทำไม? ไม่ควร! แล้วเดี๋ยวนี้ของเก๊มันพิมพ์ได้หมด แอปเปิ้ล ซัมซุง เลยบอกว่าดีที่สุดสำหรับผู้บริโภคทั่วไป ดูจากร้านที่เราซื้อว่ามันพร้อมจะปิดหนีได้เมื่อไหร่” อาจารย์สุพรรณ กล่าว

นักวิชาการผู้นี้ กล่าวย้ำว่า เรื่องนี้น่าเห็นใจประชาชนโดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย ทำให้ไปเลือกซื้ออุปกรณ์ที่เน้นราคาถูกแต่ก็ต้องแลกกับความเสี่ยง ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดคือเลือกซื้อที่ชาร์จโทรศัพท์มือถือ รวมถึงแบตเตอรี่ที่เป็นของแท้จากศูนย์บริการของแต่ละยี่ห้อ หรืออย่างน้อยก็ควรซื้อจากร้านค้าอุปกรณ์ไอทีที่มีความน่าเชื่อถือ เพราะเมื่อเกิดเหตุไม่คาดคิดขึ้นอย่างน้อยยังสามารถนำหลักฐานไปเรียกร้องความรับผิดชอบกับศูนย์บริการหรือร้านค้านั้นได้ อนึ่ง ปัจจุบันอุปกรณ์ชาร์จไฟโทรศัพท์มือถือยังไม่มีการรับรองมาตรฐาน ภาครัฐควรกำหนดมาตรฐานขึ้นด้วยเพื่อให้เกิดความปลอดภัย เช่นเดียวกับกรณีของปลั๊กพ่วงที่ได้กำหนดมาตรฐานขึ้นหลังมีเหตุใช้แล้วเกิดเพลิงไหม้อยู่บ่อยครั้ง

“เดี๋ยวนี้ของปลอม ของเลียนแบบ ภายนอกก็ทำคล้ายกับของจริง แม้มาวางเทียบกันก็อาจแยกกันออกได้ยากผู้ใช้ดูง่ายๆ จึงควรเลือกซื้อจากร้านมือถือของผู้ผลิตที่เป็นของแท้ดีกว่า ให้คิดว่า หากไปซื้อจากตลาดนัดหรือร้านขายของถูก 20 บาทแล้วเกิดเหตุอะไรสามารถเรียกร้องร้านเหล่านั้นได้ไหม ชีวิตและทรัพย์สินเราไม่ควรจะไปฝากกับสิ่งคุณภาพต่ำเช่นนั้น” อาจารย์สุพรรณ กล่าวในท้ายที่สุด

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : มองต่างแดนคุม ‘ค้าประเวณี’ บังคับ ‘ตีทะเบียน’ ใช่ทางออก? #SootinClaimon.Com

Posted on April 25, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/568322

สกู๊ปแนวหน้า : มองต่างแดนคุม‘ค้าประเวณี’  บังคับ‘ตีทะเบียน’ใช่ทางออก?

สกู๊ปแนวหน้า : มองต่างแดนคุม‘ค้าประเวณี’ บังคับ‘ตีทะเบียน’ใช่ทางออก?

วันอาทิตย์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.45 น.

เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่มีการเรียกร้องมายาวนานคือ “ยกเลิกความผิดฐานค้าประเวณี (กรณีกระทำโดยสมัครใจและไม่ใช่เด็กหรือเยาวชน)” ซึ่งประเทศไทยนั้นมี พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับจนถึงปัจจุบัน แต่หนึ่งในความกังวลของผู้ขายบริการทางเพศคือแนวคิด “เปลี่ยนจากการห้ามเป็นการกำหนดให้ขึ้นทะเบียน” เพราะอาจไม่ช่วยแก้ปัญหา

เมื่อช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการงานเสวนา (ออนไลน์) เรื่อง “จดทะเบียน Sex Workers แก้ปัญหาจริงหรือหลอก?” โดยมูลนิธิเอ็มพาวเวอร์(Empower Foundation) องค์กรภาคประชาสังคม (NGO) ที่รณรงค์เรื่องสิทธิของผู้ขายบริการทางเพศ และพนักงานในสถานบันเทิง ถอดบทเรียนเรื่องเล่าจากหลายประเทศที่มีกฎหมายกำหนดให้ผู้ค้าประเวณีต้องขึ้นทะเบียน

เชอร์รี่ (Sherry) ตัวแทนผู้ขายบริการทางเพศในประเทศสิงคโปร์ เล่าว่า สิงคโปร์กำหนดให้มีการจดทะเบียนผู้ขายบริการทางเพศและตรวจโรคเป็นประจำ “สิ่งที่ไม่ชอบคือกรณีชาวต่างชาติแม้จะสามารถจดทะเบียนได้ แต่หากติดโรคขึ้นมาจะถูกส่งกลับประเทศต้นทางทันที” การจดทะเบียนในกรณีของสิงคโปร์จึงมีเพียงเป้าหมายเดียวคือการควบคุมการระบาดของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เท่านั้น

แอนนา ฮอฟฟ์มานน์ (Anna Hoffmann) ผู้แทนองค์กร Hydra ทำงานด้านสิทธิผู้ขายบริการทางเพศในประเทศเยอรมนี เล่าว่า การค้าประเวณีในเยอรมนีเป็นอาชีพถูกกฎหมายมาตั้งแต่ปี 2547 ผู้ขายบริการสามารถฟ้องร้องลูกค้าที่ไม่จ่ายค่าจ้างหรือใช้ความรุนแรงได้ แต่เมื่อมีการออกกฎหมายเพิ่มเติมในปี 2561 เพื่อคุ้มครองคนทำงานให้มีความปลอดภัยมากขึ้นโดยกำหนดให้ต้องจดทะเบียน พบว่า ผลที่ได้ไม่เป็นไปตามที่ภาครัฐคาดหวังไว้

กล่าวคือ “ผู้ค้าประเวณีหลายคนไม่กล้าจดทะเบียนเพราะไม่อยากให้คนรอบข้างรู้ว่าตนเองประกอบอาชีพนี้เนื่องจากกลัวถูกตีตรา” เช่น กรณีอาศัยในเมืองเล็กๆ ผู้ขายบริการทางเพศกับเจ้าหน้าที่รัฐอาจเป็นเพื่อนบ้านกันก็ได้ การไปจดทะเบียนเท่ากับเปิดเผยต่อคนรู้จักไปโดยปริยาย แต่เมื่อไม่จดทะเบียนก็สุ่มเสี่ยงกับทั้งสภาพการทำงานที่ไม่ปลอดภัยและการถูกจับกุมดำเนินคดี รวมถึงการฟ้องร้องกรณีเจอลูกค้าที่ไม่ดีก็พลอยทำไม่ได้ไปด้วย

ด้าน ชาร์ล็อตต์ (Charlotte) ผู้แทนองค์กร ECP ที่ทำงานด้านสิทธิของผู้ขายบริการทางเพศในประเทศอังกฤษ กล่าวว่า ที่อังกฤษแม้การค้าประเวณีจะไม่ใช่อาชีพผิดกฎหมาย แต่การออกไปตระเวนหาลูกค้านั้นผิดกฎหมาย และมีการตรวจค้นจับกุมเป็นระยะๆ ซึ่งลดทอนโอกาสของคนกลุ่มนี้ในการเปลี่ยนไปทำอาชีพอื่นในอนาคตเพราะนายจ้างมักไม่อยากรับคนมีประวัติอาชญากรรมเข้าทำงาน

ขณะที่ ลอรา (Laurs) ผู้แทนองค์กร ECP อีกราย กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม มีความพยายามตั้งสถานที่อย่างเป็นกิจจะลักษณะ เช่น ในปี 2557 ที่เมืองลีดส์ มีการกำหนดให้สถานที่หนึ่งเป็นจุดที่ผู้ค้าประเวณีเข้าไปหาลูกค้าได้ระหว่างเวลา 19.00-07.00 น. โดยไม่ถูกดำเนินคดี ส่งผลให้ผู้ประกอบอาชีพนี้กล้าไปแจ้งความมากขึ้นเมื่อถูกกระทำความรุนแรง แต่การให้จดทะเบียนเป็นสถานบริการทางเพศก็ทำให้เกิดการตีตราจากการแยกออกจากสถานบริการประเภทอื่นๆ อีก รวมถึงผู้ขายบริการทางเพศก็ไม่กล้าจดทะเบียนเพราะกลัวคนรอบข้างรู้ โดยเฉพาะคนที่มีลูก

จูลส์ คิม (Jules Kim) ผู้นำองค์กร Scarlet เครือข่ายด้านสิทธิผู้ขายบริการทางเพศในประเทศออสเตรเลีย กล่าวว่า รัฐในออสเตรเลียที่กำหนดให้จดทะเบียนพบมีผู้มาจดทะเบียนน้อยมาก และมีรายงานว่าไม่ได้ช่วยให้ผู้ขายบริการทางเพศได้รับความคุ้มครองดีขึ้น ซ้ำร้ายยังถูกตีตราเพราะฐานข้อมูลประวัติบุคคลระบุอาชีพดังกล่าวไว้ ส่วนรัฐที่ไม่บังคับจดทะเบียน พบว่าลดปัญหาทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐได้ และไม่พบว่ามีผู้ค้าประเวณีเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด

รูธ มอร์แกน โธมัส (Ruth Morgan Thomas) ผู้ก่อตั้งเครือข่ายพนักงานบริการทางเพศทั่วโลก (NSWP) ระบุว่า ปัจจุบันมีเพียง 25 จากเกือบ 200 ประเทศทั่วโลกที่มีกฎหมายกำหนดให้ต้องจดทะเบียนผู้ค้าประเวณี และมีบางประเทศที่แม้จะกำหนดให้จดทะเบียน แต่กลับระบุว่าการจ้างผู้ขายบริการทางเพศเป็นพนักงานถือเป็นความผิด ทำให้ผู้ขายบริการทางเพศไม่ได้รับความคุ้มครองด้านสิทธิแรงงาน หรือบางประเทศก็ไม่อนุญาตให้ผู้ขายบริการทางเพศรวมกลุ่ม ทำให้ไม่มีอำนาจต่อรองและต้องทำงานบนความเสี่ยง

ทั้งนี้ มีเพียง 2 ประเทศที่มองอาชีพดังกล่าวเป็นเพียงงานประเภทหนึ่งโดยไม่เป็นความผิดทางอาญา ที่เหลือเป็นการจดทะเบียนเพื่อควบคุมและจำกัดสิทธิ เช่น มี
21 บางประเทศที่บังคับผู้ขายบริการทางเพศต้องโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ทั้งเอดส์ (HIV-AIDS) และอื่นๆ ทุกสัปดาห์หรือทุกเดือน หรือบางประเทศกำหนดให้ผู้ขายบริการทางเพศต้องพกบัตรผู้ขึ้นทะเบียนไว้ตลอดเวลาและต้องแสดงต่อลูกค้าด้วย หรือมีบางประเทศห้ามคนในประเทศจนทะเบียน ในขณะที่บางประเทศก็ห้ามคนต่างชาติจดทะเบียน ฯลฯ

“ระบบการลงทะเบียนนำมาสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชนแบบใดแบบหนึ่ง การที่กำหนดว่าต้องมาลงทะเบียนนั้นมันเป็นการบอกว่าเราไม่เหมือนคนอื่น เราไม่สามารถดูแลตัวเองได้ และเราก็ต้องการให้มาดูแลคุ้มครองเรามากไปกว่าการคุ้มครองสิทธิแรงงาน มันทำให้เกิดการตีตราการเลือกปฏิบัติ ซึ่งมันก็ทำให้เกิดความรุนแรงต่อคนทำงานค้าบริการ เพราะมันเป็นการบอกว่าเราไม่เหมือนคนอื่นเราแตกต่าง เราเป็นอะไรที่ผิดปกติ

มันเป็นการบ่อนทำลายสิทธิในการทำงาน สิทธิในการเลือกสถานที่ทำงาน และสิทธิที่เราจะเลือกว่าจะทำงานอย่างไร เป็นการบั่นทอนสิทธิความเป็นส่วนตัวของเรา และสิทธิในการที่จะไม่ถูกรัฐเข้ามาแทรกแซง การทำให้การค้าบริการไม่เป็นสิ่งผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะผู้ค้าบริการเอง ลูกค้า เพื่อน คู่ชีวิต อะไรก็ตามทั้งหมดเลยโดยที่ไม่มีการลงทะเบียน จะเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้คนทำงานค้าบริการมีสิทธิในการทำงาน สิทธิแรงงาน แล้วก็สามารถมีอำนาจเหนือตนเองของเราได้อย่างแท้จริง” รูธ กล่าว

ปิดท้ายด้วย ไหม จันตา ผู้แทนมูลนิธิเอ็มพาวเวอร์ให้ความเห็นว่า อาชีพขายบริการทางเพศยังไม่ใช่งานที่สังคมยอมรับ การกำหนดให้ต้องจดทะเบียนย่อมนำไปสู่การถูกตีตราอย่างที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ ขณะเดียวกันผู้ขายบริการทางเพศก็ไม่ได้ต้องการสิทธิใดๆ มากกว่าอาชีพอื่นๆ เช่น หากทำงานในสถานบริการ ก็ต้องการเพียงการคุ้มครองตามกฎหมายแรงงานและกฎหมายประกันสังคมเท่านั้น เพื่อไม่ให้ถูกเอารัดเอาเปรียบในการทำงาน

ลำพัง “การยกเลิกความผิดฐานค้าประเวณี” เรื่องเดียวก็น่าจะเพียงพอ เพราะจะเป็นหนทางนำไปสู่การได้รับสิทธิอื่นๆ ในฐานะแรงงานต่อไป!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ผลข้างเคียงยุคดิจิทัล ‘เด็กติดจอ’ กระทบพัฒนาการ #SootinClaimon.Com

Posted on April 24, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/568155

สกู๊ปแนวหน้า : ผลข้างเคียงยุคดิจิทัล  ‘เด็กติดจอ’กระทบพัฒนาการ

สกู๊ปแนวหน้า : ผลข้างเคียงยุคดิจิทัล ‘เด็กติดจอ’กระทบพัฒนาการ

วันเสาร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2564, 07.15 น.

“ชีวิตติดจอ” หรือที่มีการเรียกในทำนองประชดประชันว่า “สังคมก้มหน้า” เป็นภาพคุ้นชินสำหรับสังคมยุคดิจิทัล เมื่อโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนที่เชื่อมโลกทั้งใบผ่านอินเตอร์เนตไร้สายความเร็วสูงเป็นสิ่งที่ราคาเข้าถึงได้ง่าย ทำให้ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดร่วมกับคนอื่นๆ มากเพียงใด คนจำนวนมากก็มักจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดรับข้อมูลข่าวสารเรื่องราวต่างๆ ตามแต่ความสนใจของตน

ที่งานเสวนา (ออนไลน์) หัวข้อ “พัฒนาทักษะสมอง EF ตอน Digital Polluttion มลพิษจอใส ทำลายเด็ก” ซึ่งจัดโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับสถาบัน RLG เมื่อเร็วๆ นี้ ธาม เชื้อสถาปนศิริ นักวิชาการด้านสื่อ สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัวมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า เรื่องของ “จออิเล็กทรอนิกส์”หรือ “จอใส” ทั้งจอโทรทัศน์ จอคอมพิวเตอร์ และจอโทรศัพท์มือถือ ได้เข้ามามีอิทธิพลต่อชีวิตมนุษย์เป็นอย่างมาก

“จากการวิจัยพบว่า แม้จออิเล็กทรอนิกส์เปรียบเทียบได้เหมือนอวัยวะร่างกายชิ้นที่ 33 แต่ก็เป็นอวัยวะชิ้นที่ค่อนข้างมีผลกระทบกับการดำเนินชีวิต และการพัฒนาเด็กเป็นอย่างมาก จึงเป็นสิ่งที่ผู้ปกครองต้องไตร่ตรองให้ดี ซึ่งแม้ปัญหาและผลกระทบของสื่อจะมีตั้งแต่ในอดีต เช่น โทรทัศน์ วิทยุ และหนังสือพิมพ์ แต่ในปัจจุบันสื่ออินเตอร์เนตและโทรศัพท์มือถือ ได้เข้ามามีบทบาทและแทรกซึมในชีวิตประจำวันได้มากกว่าแบบอื่นๆ” ธาม กล่าว

ธามกล่าวต่อไปถึงผลกระทบต่อเด็ก ที่มีผลการศึกษาพบว่า 1.เวลาที่เด็กใช้โทรศัพท์มือถือจะไม่มีการเรียนรู้ทางด้านประสาท การเรียนรู้ที่ดีที่สุด คือการที่เด็กได้เห็นหน้าพ่อแม่ มีกิจกรรมเล่นด้วยกัน ซึ่งดิจิทัลคือการตัดต่อข้ามขั้นตอนมา ไม่มีการสนทนากัน จึงทำให้สูญเสียการเรียนรู้ทางด้านประสาท และมารยาททางสังคมอีกด้วย 2.เวลาเด็กเริ่มเติบโตขึ้นมาแล้วเข้าสู่โรงเรียนจะทำให้มีเพื่อนเพิ่มขึ้น ถือว่าเป็นการเรียนรู้ที่จะไว้วางใจโลก ที่จะใช้ชีวิตจริงๆ จึงเป็นช่วงที่เด็กจะสร้างสายสัมพันธ์กับคนอื่นๆ ที่นอกจากครอบครัว ซึ่งหาจากดิจิทัลไม่ได้

3.เด็กควรจะเรียนรู้แบบครอบคลุม (Inclusive) คือการเรียนรู้จากคนรอบตัว เช่น เพื่อน ครู สภาพแวดล้อมเป็นต้น ซึ่งจะทำให้เด็กรู้สึกปลอดภัย โดยใช้ได้จนเด็กเข้าสู่ช่วงมัธยมต้น ซึ่งไม่มีในดิจิทัลที่ไม่รู้จักตัวตนของเรา 4.เด็กๆ ต้องใช้เวลาว่าง ซึ่งจำเป็นต้องเรียนรู้และผิดพลาด โดยในดิจิทัลกิจกรรมไม่หลากหลายพอมีเพียงแค่การก้มหน้า มองจอ ใช้มือกด แต่ในชีวิตจริงได้ทำกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับดนตรี กีฬา เป็นต้น เป็นสิ่งที่เด็กได้พัฒนาทักษะรอบๆ ด้าน

5.มีงานวิจัยพบว่าสื่อสังคมออนไลน์มักมีเรื่องดราม่าเสมอ จะทำให้เด็กรับไม่ได้ เนื่องจากเด็กจะมีสังคมเพื่อนที่มีไม่กี่คน แต่สังคมออนไลน์มีผู้ใช้เป็นจำนวนมาก จึงทำให้ความสามารถในการรับมือกับความกดดันของเด็กมีไม่เพียงพอ และ 6.เด็กเหมาะที่จะเรียนรู้กับปัจจุบัน จะต้องรู้หน้าที่ของตนเอง ซึ่งในดิจิทัลไม่มีกาลเวลา จะทำให้เด็กๆ ไม่ได้เรียนรู้ที่ทำให้รู้จักหน้าที่ของตัวเอง

รศ.ดร.นพ.วรสิทธิ์ ศิริพรพาณิชย์ กุมารแพทย์ด้านโรคทางระบบประสาท สถาบันชีวประสาทโมเลกุลมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า เมื่อพูดถึงเรื่องการ สื่อสารมักจะสนใจเรื่องของวัจนภาษา หรือภาษาพูดคุยแต่จริงๆ แล้วมนุษย์เราติดต่อกันผ่านอวัจนภาษา หรือภาษากายมากกว่า การที่จะเรียนรู้เรื่องของสีหน้าท่าทางว่ามีความหมายอย่างไรจึงเป็นสิ่งที่ใช้กันมากในการสื่อสาร พัฒนาการด้านการสื่อสารจึงไม่ใช่เรื่องของภาษาพูดเพียงอย่างเดียว ทักษะด้านสังคมก็สำคัญเช่นกัน ซึ่งหาไม่ได้จากปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนกับดิจิทัล

ขณะที่ Executive Function (EF) เป็นเรื่องหนึ่งที่พูดถึงกันมากในปัจจุบัน โดยเป็นตัวที่ทำหน้าที่ในการควบคุมและจัดการให้กระบวนการเหล่านี้อย่างต่อเนื่องและเหมาะสม เพื่อช่วยให้ทำกิจกรรมนั้นๆ ได้สำเร็จ ซึ่งประกอบด้วย 3 สิ่งหลักๆ ได้แก่ 1.ความจำใช้งาน รวมไปถึงกลไกที่เกี่ยวเนื่อง เช่น ความตั้งใจจดจ่อ เป็นต้น 2.ความสามารถในการยับยั้งควบคุมตนเอง รวมไปถึงกลไกที่เกี่ยวกับการตรวจสอบตนเอง เป็นต้น

และ 3.ความยืดหยุ่นในกระบวนการคิด เพื่อรองรับกระบวนการคิดที่ซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งพัฒนาเป็นอย่างมากในช่วง 6 ปีแรกของชีวิต นอกจากนี้ยังมี Executive Function ขั้นสูง ที่พัฒนามาจากขั้นพื้นฐานที่กล่าวไปข้างต้น เป็นกระบวนการคิดที่ใช้กับผู้ใหญ่ด้วย โดยเริ่มจากการคิดที่จะลงมือทำ ซึ่งจะต้องมีการวางแผนและประเมินผล ถ้าไม่ตรงตามที่ต้องการจะต้องมีการแก้ไข จึงจะต้องมีสมาธิจดจ่อ เพราะฉะนั้นเป็นทักษะสำคัญในการที่จะประสบความสำเร็จในการที่จะทำในสิ่งต่างๆ

“ปัจจุบันการใช้เทคโนโลยีส่งผลกระทบต่อเด็กเป็นอย่างมาก ทำให้เด็กสมาธิไม่ดี ผลการเรียนแย่ลง ปฏิสัมพันธ์ทางสังคมลดลง ความก้าวร้าวเพิ่มขึ้น ซึ่งเห็นได้จากข่าวที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เช่น แม่ถูกลูกที่ติดเกมคลั่งทำร้ายแม่ หรือลูกติดเกมคลั่งฆ่าพ่อ เป็นต้น การอยู่ในสังคมออนไลน์จะเพิ่มความก้าวร้าว ซึ่งการที่คนไม่รู้จักตัวตนของเราส่งผลให้ใช้ความก้าวร้าวกับคนอื่นได้ง่ายขึ้น ขณะเดียวกันความก้าวร้าวที่เกิดขึ้นอาจจะส่งผลกับคนในครอบครัวด้วย เพราะชินกับการใช้ความก้าวร้าวกับคนอื่น โดยเกิดจาก

1.การเลี้ยงดูในครอบครัว เกิดจากการเลี้ยงแบบตามใจ จึงจำเป็นต้องฝึกวินัยตั้งแต่เด็ก และสร้างกฎเกณฑ์ในบ้าน และ 2.สังคมที่เปลี่ยนไปสู่ยุคไฮเทค ซึ่งอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้งานง่าย และสามารถติดได้ง่าย จึงทำให้เด็กใช้สื่อออนไลน์ในการสร้างตัวตนใหม่ และได้รู้จักเพื่อนในโลกออนไลน์” รศ.ดร.นพ.วรสิทธิ์ กล่าว

ด้าน รศ.นพ.วีระศักดิ์ ชลไชยะ หัวหน้าหน่วยปฏิบัติการวิจัยพัฒนาศักยภาพเด็กไทย คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ผู้ปกครองส่วนใหญ่จะคิดว่าเปิดไว้เฉยๆ ไม่น่าจะมีผลต่อเด็ก แต่เนื้อหาของสื่อในปัจจุบันมีเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม และใช้ในบริบทที่ไม่เหมาะสมอีกด้วย จึงทำให้ได้รับประสบการณ์อันไม่พึงประสงค์ตั้งแต่วัยเด็ก และยังส่งผลกระทบต่อพัฒนาการของสมอง

นอกจากนี้การใช้สื่อหลากหลายประเภทในเวลาเดียวกันเริ่มมีมากขึ้น เช่น ในบ้านที่มีผู้ใหญ่เปิดโทรทัศน์ดูอยู่เป็นประจำ แล้วให้เด็กดูโทรศัพท์หรือแท็บเลตด้วย จากงานวิจัยพบว่าการได้รับสื่อในเด็กปฐมวัยเฉลี่ยอยู่ที่อายุ 1.5 เดือน ส่วนอายุมัธยฐานประมาณ 1 เดือน และพบว่า ร้อยละ 99.7 ได้รับสื่อผ่านจอตั้งแต่อายุก่อน 1 เดือน ซึ่งส่วนใหญ่สื่อที่เปิดทิ้งไว้ คือ โทรทัศน์ โดยเปิดทิ้งไว้เฉลี่ยประมาณ 4-5 ชั่วโมงต่อวัน แต่บางครอบครัวเปิดทิ้งไว้ทั้งวัน

“ถ้าพ่อแม่มีปฏิสัมพันธ์กับลูกเยอะ จะเป็นปัจจัยป้องกันไม่ให้เข้าถึงสื่อได้ง่าย ขณะเดียวกันจำเป็นต้องเลี้ยงลูกในเชิงที่ควบคุมลูกได้ จึงจำเป็นต้องมีปฏิสัมพันธ์เชิงบวกกับลูกให้มากๆ ในตอนเด็กยังเล็ก ถ้าหากเลี้ยงลูกในเชิงลบมากขึ้น เช่น ต่อว่า ตวาด ตามใจ มีโอกาสทำให้เด็กใช้จอมากยิ่งขึ้นในอายุถัดไป นอกจากนี้เรื่องของสื่อกับความรุนแรงก้าวร้าวที่เกิดขึ้นในเด็กพบว่า เด็กที่ได้รับที่ค่อนข้างรุนแรงก้าวร้าว จะมีพฤติกรรม ความคิด และอารมณ์ที่ก้าวร้าว จึงทำให้เด็กมีความชินชากับสื่อพวกนี้ นอกจากนี้แล้วเด็กที่ได้รับสื่อผ่านจอตั้งแต่เล็กเป็นปริมาณมาก จะทำให้มีพัฒนาการด้านภาษาช้า ซึ่งเป็นรากฐานในการพัฒนาในด้านอื่นๆ ต่อไป” รศ.นพ.วีระศักดิ์ กล่าว

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : จากอีสานถึงชายแดนใต้ ประชาชนร่วมสู้ภัยข่าวปลอม #SootinClaimon.Com

Posted on April 18, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/566639

สกู๊ปแนวหน้า : จากอีสานถึงชายแดนใต้  ประชาชนร่วมสู้ภัยข่าวปลอม

สกู๊ปแนวหน้า : จากอีสานถึงชายแดนใต้ ประชาชนร่วมสู้ภัยข่าวปลอม

วันอาทิตย์ ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2564, 07.45 น.

“ข่าวปลอม (Fake News)” เป็นปัญหาสำคัญก่อให้เกิดอันตรายต่อบุคคลและขยายความขัดแย้งในสังคม แต่ในยุคออนไลน์ที่การส่งต่อข้อมูลข่าวสารทำได้รวดเร็ว ลำพังการรอภาครัฐชี้แจงอาจไม่เพียงพอ ภาคประชาชนจึงลุกขึ้นมามีส่วนร่วมดูแลพื้นที่ของตนเอง ดังเรื่องเล่าจาก 2 ภูมิภาค ในเวทีเสวนาเนื่องในวาระวันตรวจสอบข่าวลวงโลก(International Fact-CheckingDay 2021) ความท้าทายในการตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกัน เมื่อเร็วๆ นี้

มะรูฟ เจะบือราเฮง ผู้อำนวยการดิจิทัลเพื่อสันติภาพ และโคแฟคชายแดนใต้ (Deep South COFACT) เล่าเรื่องการทำงานตรวจสอบข่าวลือในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ อันประกอบด้วย ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ว่า เป็นเวลา 17 ปีแล้วนับตั้งแต่ปี 2547 ที่เกิดเหตุรุนแรงขึ้นซึ่งสร้างความสูญเสียทั้งในแง่ชีวิตและเศรษฐกิจของผู้คนในพื้นที่ ขณะเดียวกันก็มีความพยายามสร้างสันติภาพหรือการสื่อสารเชิงบวก และพื้นที่ออนไลน์ก็เป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญ

โดยในปี 2562 เกิดกิจกรรมชื่อ“Fighting Fake News Hackathon”ขึ้นที่ จ.ปัตตานี รวมผู้เกี่ยวข้องในพื้นที่ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ครือข่ายภาคประชาชนและสื่อมวลชนท้องถิ่น ระดมสมองแก้โจทย์ “จะทำอย่างไรเพื่อลดการสื่อสารที่เป็นอุปสรรคในการสร้างสันติภาพ” นำไปสู่การเกิดขึ้นของ“ปฏิญญาปัตตานี” ซึ่งหนึ่งในเป้าหมายคือการร่วมกันต่อสู้กับปัญหาการเผยแพร่ข่าวปลอมหรือบิดเบือน

มะรูฟ เล่าต่อไปถึงข้อค้นพบในการทำงาน ประกอบด้วย 1.บูรณาการสื่อเดิมกับสื่อใหม่ เช่น จัดรายการวิทยุสัปดาห์ละ 1 ชั่วโมง ให้ความรู้เรื่องการรู้เท่าทันสื่อ และเปิดให้ประชาชนโทรศัพท์เข้ามาสอบถามว่าวันนี้ที่ได้ยินข่าวนั้นข่าวนี้มาเป็นความจริงหรือไม่ ซึ่งก็อาจจะมีคนอื่นๆ โทรศัพท์เข้ามาอธิบายว่าเรื่องนั้นเป็นความจริงหรือไม่อย่างไร ส่วนนักจัดรายการก็จะค้นหาข้อมูลจากฐานข้อมูลออนไลน์ของโคแฟค หากมีข้อมูลเดิมที่เกี่ยวข้องอยู่แล้วก็สามารถนำมาตอบได้ทันที หรือการค้นหาข่าวต่างๆ บนเฟซบุ๊คเพื่อตรวจสอบและชี้แจงข้อเท็จจริง

2.คาดการณ์และเตือนล่วงหน้าเช่น ในสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งรัฐบาลเตรียมแผนการฉีดวัคซีนให้กับประชาชน ซึ่งก่อนหน้านี้ในพื้นที่ชายแดนใต้จะมีคนบางกลุ่มปฏิเสธการรับวัคซีนเพราะเชื่อว่าวัคซีนผลิตขึ้นอย่างไม่ถูกต้องตามหลักศาสนา อาทิ มีส่วนผสมของไขมันหมู ดังนั้น คนทำงานต่อต้านข่าวปลอมจึงต้องหาข้อมูลมาชี้แจงไว้ก่อนว่าเรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชนเข้ารับการฉีดวัคซีนโควิด-19

3.ทำงานร่วมกับผู้นำศาสนา ในพื้นที่ชายแดนใต้นั้นผู้นำศาสนามีอิทธิพลทางความคิดกับผู้คนอย่างมาก เช่นมีคนเล่าว่าได้ยินเรื่องวัคซีนทำจากไขมันหมูมาจากผู้นำศาสนาแต่ผู้นำศาสนาเองก็ได้รับข้อมูลมาจากช่องทางออนไลน์ ความท้าทายสำคัญคือจะทำอย่างไรในการส่งเสริมให้ผู้นำศาสนามีบทบาทร่วมตรวจสอบข่าวปลอม และ 4.ทุกคนร่วมตรวจสอบข่าวปลอมได้ เพราะในทีมงานโคแฟคชายแดนใต้ก็มีคนที่ไม่ได้จบด้านสื่อสารมวลชน

“ทีมงาน 2 คนที่ตรวจเช็คข่าวทุกข่าวในแต่ละวันเขาไม่ได้จบวารสารศาสตร์มาเลย จบทางด้านอื่น แต่ว่ามาฝึก ในช่วงที่ทำ Fact Check (ตรวจสอบข้อเท็จจริง)ฝึกไปๆ ผมก็เลยถามว่าตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง เขาบอกว่าตัวเองรู้สึกมี Critical Thinking (การคิดเชิงวิเคราะห์) มากขึ้น คือทุกอย่างเขาสงสัยหมดเลย ไม่ว่าเรื่องนั้นบางทีอาจเป็นสิ่งที่เคยเชื่อ เป็นสิ่งที่เคยถูก Fact Check มาแล้วเขาก็ตั้งคำถาม แล้วเขาก็บอกว่าสิ่งเหล่านี้ทุกคนสามารถมีทักษะแบบเขาได้ อันนี้เป็นคนที่ทำงานเบื้องหลัง ทำงานหนักร่วมกับองค์กรอื่นๆ ที่อยู่ในพื้นที่” มะรูฟ กล่าว

ขณะที่ กมล หอมกลิ่น ผู้ประสานงาน อีสานโคแฟค (Esan COFACT) กล่าวว่า เครือข่ายอีสานโคแฟค เริ่มทำงานตรวจสอบข่าวปลอมตั้งแต่เดือนต.ค. 2563 ร่วมกับสถาบันการศึกษา 7 แห่ง และ 3 เครือข่ายสื่อในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งภาคอีสานเองก็มีปัญหาข่าวลือเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องไม่ว่าจากปากต่อปากหรือการแชร์กันบนโลกออนไลน์ เช่น “ผีแม่ม่าย” ที่จู่ๆ ก็มีผู้ชายหลายคนเสียชีวิตอย่างไม่ทราบสาเหตุ

“จริงๆ ชาวอีสานรู้ โดยเฉพาะผู้เฒ่าผู้แก่ตอนนี้เล่นเฟซบุ๊ค เล่นไลน์กันเป็นจำนวนมาก เท่าที่เราลงพื้นที่ติดตามก็มีแอปพลิเคชั่นไลน์กันแทบทุกคน แล้วก็มีการแชร์ข้อมูลที่ไม่ได้กลั่นกรอง ทั้งที่รู้ว่าเป็นข้อมูลที่ไม่จริงแต่ก็ยังแชร์ซึ่งเหล่านี้มันสะท้อนให้เห็นว่ายังไม่รู้เท่าทันสื่อ ซึ่งท้ายที่สุดแล้วการทำงานเรื่อง Fake News ทางอีสานเรียกว่าหยุดข่าวลวงทวงความจริง เราก็ต้องมาพูดคุยกันถึงเรื่องรู้เท่าทันสื่อ ให้ชาวบ้านตระหนักเรื่องนี้” กมล กล่าว

ตัวอย่างที่น่าสนใจในพื้นที่ จ.อุดรธานี ซึ่งมีชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมกำลังต่อสู้ประเด็นการทำเหมืองแร่และต้องรับมือข้อมูลข่าวสารต่างๆ ที่ถาโถมเข้ามาโดยที่ชาวบ้านไม่รู้ว่าจะต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างไร แต่เมื่อสร้างความเข้าใจกับชาวบ้านได้แล้ว ก็มีสิ่งที่ต้องคิดต่อไปอีกคือจะทำงานเชิงรุกได้อย่างไร แทนที่จะตั้งรับรอให้มีข่าวปลอมเกิดขึ้นแล้วตามแก้ไขอย่างที่ผ่านมา

ซึ่งการทำงานเชิงรุกที่ว่านั้นต้องอาศัยการตั้งคำถามไว้ล่วงหน้า เช่น แทนที่จะปล่อยให้เกิดข่าวลือแพร่กระจายไปว่าการใช้สารเคมีในนาข้าวมากๆ ทำให้เกิดโรคมะเร็งขึ้นและถึงขั้นเสียชีวิต ก็ตั้งคำถามไปก่อนเลยว่า การใช้สารเคมีในนาข้าวมากๆ ทำให้เกิดโรคมะเร็งขึ้นและถึงขั้นเสียชีวิตได้จริงหรือไม่? และจริงๆ หน่วยงานด้านสาธารณสุขในพื้นที่ก็เคยพูดถึงเรื่องนี้แต่อาจจะไม่มากนัก

“การทำงานของคนที่ภาคอีสาน สิ่งที่ผมย้ำและพวกเราย้ำ คือทำงานให้เป็นลักษณะเครือข่าย เพราะสิ่งที่เรียกว่าความจริงร่วมเป็นเรื่องที่สำคัญมาก การที่ชาวบ้านเขาไม่รู้ว่าจะไปพึ่งทางไหน อย่างพอมีเหตุการณ์โควิดมามันมีข่าวมาจากหลายข่าว ทั้งที่เขาเป็นเจ้าของพื้นที่เอง มีข่าวว่ามีคนติดโควิดในหมู่บ้านถัดไปแล้วทำให้คนเกิดความตื่นตระหนก

อย่างการลงพื้นที่ จ.อุดรธานี ผู้อำนวยการโรงเรียนต้องรีบประกาศทางหอกระจายข่าว ส่งข้อมูลให้ผู้ใหญ่บ้านประกาศว่าให้รีบไปรับนักเรียนภายในบ่ายนี้ให้กลับบ้าน
ด่วนเพราะมีคนติดโควิดอยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้านเรา 5 กิโลเมตรก็ทำให้ชาวบ้านเกิดความตื่นตระหนกโกลาหล ทำให้ชาวบ้านต้องไปเอาลูกของตัวเองกลับบ้าน ซึ่งเอาเข้าจริงๆ แล้วข้อมูลนี้ไม่เป็นความจริง เพราะฉะนั้นการสร้างพื้นที่ร่วมและทำงานเป็นเครือข่ายเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นสำหรับภาคอีสาน”ผู้ประสานงาน อีสานโคแฟค กล่าวในท้ายที่สุด

หมายเหตุ : เวทีเสวนาเนื่องในวาระวันตรวจสอบข่าวลวงโลก (International Fact-Checking Day 2021)ความท้าทายในการตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกัน ร่วมจัดโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), โคแฟค (COFACT) ประเทศไทย เครือข่ายองค์กรตรวจสอบข่าวสากล (International Fact Checking Network : IFCN)และภาคีเครือข่ายตรวจสอบข่าวลวงกว่า 30 องค์กรในประเทศ

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 2,895,369 hits

Join 4,118 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

แนวหน้า ก้าวสู่ปีที่ 47 'มั่นคง ตรงไป ตรงมา' อุดมการณ์ที่ไม่เคยเปลี่ยน
‘ไฮโซกี้’ ทำเซอร์ไพรส์ คุกเข่าขอนางเอกสาว ‘มินนี่’ แต่งงาน ชมคลิป
สื่อลือกันไปเอง! มนพร ปัด สส.เพื่อไทย ไม่พอใจรายชื่อรัฐมนตรี
คุมเข้มชายแดน! สั่งยกระดับจุดตรวจ สกัดลักลอบขน น้ำมัน ข้ามแดนผิดกฎหมาย
พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง ชี้ ค่าไฟต่ำกว่า 3 บาทไม่ใช่ฝัน เลิกอุ้มทุน-คืนพลังงานให้รัฐ
เคลื่อนไหวแล้ว! ปิยะรัฐชย์ ว่าที่ รมช.เกษตรฯ ดอดเข้ากระทรวงเกษตรฯ ส่งทีมงานเช็กห้องทำงานแทน
เฮลิคอปเตอร์ทหารตกในกาตาร์ ดับยกลำ 7 ศพ คาดขัดข้องทางเทคนิค
บทเพลงพระนิพนธ์และท่วงทำนองดนตรีแห่ง พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธุ์เพ็ญศิริ 'งามแม้เดือนเหมือนดวงจันทร์งาม' ชะตาฟ้า พระองค์จักรฯ
เตรียมรับแรงกระแทก นักวิชาการ มธ. เตือนเศรษฐกิจปี 69 ดิ่งเหว แนะสำรองเงินสด
ผู้ว่าฮาวายเผย น้ำท่วมหนักสุดรอบ 20 ปี เสียหายกว่า 1 พันล้านดอลลาร์

Recent Posts

  • หุ้น HYBE ร่วงกราว หลังยอดแฟนเพลงชมคอนเสิร์ตคัมแบ็ก BTS ต่ำกว่าคาด
  • อินโดนีเซียปัดไม่จ่าย 1 พันล้านดอลลาร์ ซื้อที่นั่ง “คณะกรรมการสันติภาพ” ของทรัมป์
  • ระบบไฟฟ้าของคิวบากลับมาใช้ได้อีกครั้งหลังจากไฟดับไปกว่าหนึ่งสัปดาห์
  • รถพยาบาล 4 คันถูกลอบเผาในกรุงลอนดอน ตร.ชี้อาจเป็น “อาชญากรรมจากความเกลียดชังชาวยิว”
  • ยักษ์พลังงานกัมพูชา “โซคีเม็กซ์” ประกาศหยุดขายก๊าซ LPG ชั่วคราว ผลสงครามตะวันออกกลาง

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • 2564(2021)
  • entertain
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    • SootinClaimon.Com
    • Join 1,657 other subscribers
    • Already have a WordPress.com account? Log in now.
    • SootinClaimon.Com
    • Subscribe Subscribed
    • Sign up
    • Log in
    • Report this content
    • View site in Reader
    • Manage subscriptions
    • Collapse this bar
 

Loading Comments...
 

    %d