Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Category Archives: สกู๊ปแนวหน้า

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

สกู๊ปแนวหน้า : รางวัลนักสิทธิฯดีเด่นปี’63 (จบ)ให้โอกาส-อย่าเพิกเฉย #SootinClaimon.Com

Posted on February 27, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/555583

สกู๊ปแนวหน้า : รางวัลนักสิทธิฯดีเด่นปี’63  (จบ)ให้โอกาส-อย่าเพิกเฉย

สกู๊ปแนวหน้า : รางวัลนักสิทธิฯดีเด่นปี’63 (จบ)ให้โอกาส-อย่าเพิกเฉย

วันเสาร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

(ต่อจากฉบับวันพฤหัสบดีที่ 25 ก.พ. 2564) ยังคงอยู่กับการมอบ “รางวัลบุคคลและองค์กรที่มีผลงานดีเด่น ด้านการส่งเสริม ปกป้อง และคุ้มครองสิทธิมนุษยชน” ประจำปี 2563 ซึ่งจัดโดย สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เมื่อวันที่ 23 ก.พ. 2564ที่ผ่านมา โดยในตอนที่แล้วได้กล่าวถึง 2 บุคคลกับ 1 องค์กรที่ได้รับรางวัลในครั้งนี้ ส่วนในฉบับนี้ยังมีอีก 3 บุคคลและ 1 องค์กร

“ถ้ามองอีกมุมหนึ่ง เด็กคือผู้ถูกกระทำมาก่อน ก่อนที่เขาจะมาถึงสถานพินิจเขาถูกกระทำอะไรมาบ้างยกตัวอย่างบางเคส เด็กถูกจับด้วยคดีกระท่อมไม่กี่ใบ ถามว่าทำไมเขาต้องเสพกระท่อม เพราะเขาต้องทำงานหาเลี้ยงครอบครัว หาเลี้ยงพ่อแม่ พ่อซึ่งไม่รับว่าเขาเป็นลูก แล้วเด็กจะต้องทำงานแล้วพ่อขี้เมา พ่อรับเด็กเป็นลูกเพื่อจะให้ลูกทำงาน ถามว่าเด็กต้องทำงาน เด็กขนาดนี้เขาควรได้รับการดูแลคุ้มครองไหม? เขาควรได้รับการเรียนหนังสือไหม?”

เรื่องเล่าจาก ลักษณเลิศ นันทิพานิชย์ ผู้อำนวยการสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดระยอง ยกตัวอย่างบางกรณีของเด็กและเยาวชนผู้ก้าวพลาดจนต้องถูกจับกุมดำเนินคดี แต่เมื่อสืบค้นไปถึงชีวิตเบื้องหลังก็พบเรื่องราวน่าหดหู่ โดยเด็กรายดังกล่าวเข้ามาอยู่ในสถานพินิจฯเป็นเวลา 1 เดือน จึงยอมบอกว่าชีวิตผ่านอะไรมาบ้างและเมื่อทราบแล้วก็ให้พนักงานคุมประพฤติไปดูความเป็นอยู่ที่บ้าน ก็พบว่าเด็กต้องดูแลยายที่เป็นผู้ป่วยติดเตียง กับป้าที่ป่วยเป็นออทิสติก

แต่โชคดีที่คดีนี้ศาลเข้าใจและสั่งให้มีมาตรการช่วยเหลือ นำไปสู่การประสานกับพัฒนาสังคมจังหวัดและกาชาดจังหวัด ถึงกระนั้นการนำเด็กกลับสู่ระบบการศึกษาก็ไม่ง่าย เพราะไม่มีกระทั่งเงินจะซื้อชุดนักเรียน ซ้ำร้ายยังมีความรู้สึกผิดเป็นบาดแผลอยู่ในใจ เพราะมีครั้งหนึ่งพี่สาวนำลูกเล็กมาฝากให้เลี้ยง แต่ด้วยความที่ถูกพ่อบังคับให้ออกไปทำงานกรีดยาง จึงต้องปิดบ้านไว้โดยปล่อยให้อยู่ตามลำพัง เมื่อกลับมาบ้านอีกทีก็พบว่าน้องจมน้ำเสียชีวิตเสียแล้ว ทั้งนี้ สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดระยอง ได้รับรางวัลฯ ในประเภทองค์กร

เช่นเดียวกับ สุนทร สุนทรธาราวงศ์ ประธานมูลนิธิบ้านพระพร ซึ่งได้รับรางวัลฯ ประเภทบุคคล จากการทำงานพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ต้องขังและผู้เคยต้องโทษมากว่า 40 ปี เล่าว่า การทำงานช่วง 20 ปีแรก พบปัญหาคือ “หลายคนพ้นโทษแล้วหางานทำไม่ได้ ตัดสินใจทำผิดซ้ำแล้วก็กลับเข้าไปอยู่ในคุกอีกครั้ง” จึงเป็นที่มาของการก่อตั้งบ้านพระพรขึ้น รวมเอาผู้พ้นโทษที่ไม่มีที่ไปมาอยู่ ให้เริ่มตั้งหลักได้ก่อนพร้อมกับหาอาชีพให้ทำ

“สังคมยังไม่ได้เปิดโอกาสขนาดนั้น ผมพาหลายคนไปทำงาน พอเขาตรวจประวัติเสร็จรู้ว่าเป็นผู้พ้นโทษก็ต้องไล่ออก ฉะนั้นในอดีตที่ผ่านมาก็เลยต้องทำข้อตกลงกับบริษัทและโรงงานมากมาย ต้องเดินทางไปทำข้อสัญญากับบริษัทโรงงานต่างๆ ว่าเมื่อเราส่งคนไปขอช่วยรับ อะไรต่ออะไร เราก็เลยมีเครือข่าย เวลานี้ก็เลยมีเครือข่ายโรงงาน บริษัทต่างๆ ที่พร้อมจะรับผู้พ้นโทษไปทำงาน แต่ต้องเป็นผู้ที่ออกมาจากบ้านพระพรที่เรามีการฝึกอบรมแบบเข้ม ฉะนั้นเราก็เลยต้องสร้างเครือข่ายขึ้นมา เวลานี้ก็มี 50 แห่งที่เป็นเครือข่ายกับเรา” สุนทร ระบุ

ปธ.มูลนิธิบ้านพระพร เล่าต่อไปว่า นอกจากจะช่วยผู้พ้นโทษให้มีอาชีพเพื่อลดความเสี่ยงทำผิดซ้ำแล้ว“บ้านพระพรยังรับดูแลเด็กที่เกิดจากแม่ที่ต้องโทษด้วย” โดยตามกฎของเรือนจำแม่จะอยู่กับลูกได้ 1 ปีหลังคลอดจากนั้นเด็กต้องไปอยู่ภายนอก โครงการนี้เริ่มต้นเมื่อ 8 ปีก่อนด้วยหลักคิดที่ว่า “แม้พ่อแม่ทำผิดแต่เด็กก็ไม่ควรจะมาลำบากด้วย” โดยเมื่อเด็กอายุได้ 3 ขวบแล้วก็ส่งให้เรียนหนังสือ ปัจจุบันบ้านพระพรมีบุตรของผู้ต้องขังในความดูแล 80 คน

จากเรื่องของผู้ก้าวพลาด สู่พื้นที่ที่มีความขัดแย้งสูงอย่าง “3 จังหวัดชายแดนใต้ (ปัตตานี-ยะลา-นราธิวาส)”เหตุการณ์ความไม่สงบที่ดำเนินมากว่าทศวรรษสร้างความสูญเสียแก่ผู้คนมากมาย ซึ่ง ผศ.ชิดชนก ราฮิมมูลา คณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (วิทยาเขตปัตตานี) ผู้ได้รับรางวัลฯ ประเภทบุคคล จากการริเริ่มหลักสูตร “สิทธิมนุษยชนศึกษา”และจัดตั้ง “ศูนย์ประสานงานสิทธิมนุษยชน” ในมหาวิทยาลัย เล่าว่า หากย้อนไปในปี 2554 โครงการนี้ไม่ง่ายที่จะเกิดขึ้น เพราะมหาวิทยาลัยอยู่ท่ามกลางการจับตามองจากฝ่ายต่างๆ

แต่เพราะยึดมั่นในหลักคิดที่ว่า “สถาบันการศึกษาไม่ใช่เป็นเพียงพื้นที่ปลอดภัยเท่านั้น แต่ต้องเคียงข้างและต่อสู้กับปัญหาสังคมไปพร้อมกันด้วยวิถีทางแห่งปัญญา” มหาวิทยาลัยไม่ได้อยู่ข้างใดข้างหนึ่ง แต่ต้องมีช่องให้ประชาชนได้ระบายปัญหาและเข้าถึงความยุติธรรมรวมถึงให้ความรู้เพื่อที่คนรุ่นต่อไปจะไม่ไปละเมิดอีก เป็นการป้องกันที่ต้นเหตุ นอกจากนี้ ยังมอบทุนการศึกษาจำนวน 10 ทุนให้กับเยาวชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุความรุนแรงในพื้นที่ พร้อมกับส่งไปฝึกงานในโครงการลูกนายอำเภอ เรียนรู้การทำงานฝ่ายปกครองกับนายอำเภอที่เป็นศิษย์เก่า

“บางรายพ่อถูกยิงและถูกเผา เป็นเด็กผู้หญิง ถามว่าโตไปอยากเป็นอะไร เขาบอกอยากมาเป็นนักปกครอง อยากจะมาดูแลประชาชน ในบรรดา 10 คนที่เราคัดเลือกไม่มีใครพูดถึงเรื่องที่จะมาแก้แค้นหรืออะไรเลย เพราะเด็กมันบริสุทธิ์เกินกว่าที่จะคิดถึงเรื่องอย่างนี้ แต่ถามว่ากระบวนการที่จะตัดโซ่ห่วงความพยาบาทนี้ได้ และช่วงเวลาที่เด็กเจ็บป่วยทางจิตใจด้วยความทุกข์ยากอันนี้ ต้องได้รับการเยียวยา ได้รับการดูแล ต้องมีบ้านหลังที่ 2 ต้องมีความอบอุ่น เขาเรียกว่าห่วงโซ่ความพยาบาทนี้จะได้ถูกตัดไป” อาจารย์ชิดชนก กล่าว

ปิดท้ายด้วย อรนุช ชัยชาญ นักพัฒนาสังคมชำนาญการพิเศษ สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดเชียงราย ที่เมื่อเร็วๆ นี้ ปรากฏเป็นข่าวกรณีช่วยเหลือหญิงชราวัย 89 ปี ที่ถูกเรียกคืนเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเพราะได้รับบำนาญจากลูกชายเป็นทหารเสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ โดยยืนยันว่าหญิงชรารายนี้ไม่ต้องคืนเบี้ยยังชีพเพราะไม่มีเจตนาปกปิดข้อมูล และยังรับเงินมาก่อนปี 2552 ที่มีการแก้ไขระเบียบห้ามผู้สูงอายุรับเงินซ้ำซ้อนด้วย

อรนุช ซึ่งได้รับรางวัลบุคคลและองค์กรที่มีผลงานดีเด่น ด้านการส่งเสริม ปกป้อง และคุ้มครองสิทธิมนุษยชนประจำปี 2563 ประเภทบุคคล จากการทำงานเมื่อครั้งทำงานอยู่ที่สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดพิจิตร ในการต่อสู้กับขบวนการค้ามนุษย์เพื่อช่วยเหลือเด็กสาวจากประเทศเพื่อนบ้านที่ถูกล่อลวงมาค้าประเวณี จนเคยถูกขู่ฆ่าเพราะเข้าไปขัดขวางธุรกิจมืดที่มีผลประโยชน์มหาศาล

“เขาบอกว่าถ้ารถสีชมพูของ พม. ผ่านมาสี่แยกเมื่อไรจะยิง ขนาดนี้จริงๆ จนช่วงหลังจะไม่เอารถสีชมพูผ่านไปตรงสี่แยกโพธิ์ไทรงามอีกเลย คือพอเราทำงานกับกองปราบค้ามนุษย์ เจ้าหน้าที่กองปราบฯเขาก็บอกว่า มีอยู่ครั้งหนึ่งต้องย้ายออกจากพื้นที่ไปอยู่เพชรบุรี เขาบอกว่า ผมว่าพี่ออกจากพื้นที่ดีแล้ว ผมรู้สึกว่าพี่จะไม่ปลอดภัย แล้วก็ได้ย้ายกลับมา อันนี้เรื่องของเหยื่อค้ามนุษย์ ทุกวันนี้ถามว่ายังมีไหม? ก็ยังมี แต่มันเปลี่ยนรูปแบบ เพราะสื่อโซเชียลมันเยอะ มันขายกันทางโซเชียล” อรนุช ระบุ

นักพัฒนาสังคมผู้นี้ ยังยกตัวอย่างเพิ่มเติม เช่น มีชายหนุ่มแอบถ่ายคลิปวีดีโอขณะมีเพศสัมพันธ์กับแฟนสาวเพื่อนำไปขายในอินเตอร์เนต เรื่องนี้ทำฝ่ายหญิงเกือบฆ่าตัวตายแต่เมื่อพ่อแม่ทราบแล้วไปแจ้งความตำรวจกลับบอกว่าผู้หญิงสมยอมจึงไม่สามารถดำเนินคดีได้ เรื่องนี้ได้เข้าไปช่วยประสานให้โดยปัจจุบันอยู่ในกระบวนการยุติธรรม หรือกรณีอื่นๆ เช่น เด็กหญิงอายุ 10 ปี มีปัญหาพัฒนาการช้า ถูกล่วงละเมิดจากคนในครอบครัวแล้วชุมชนช่วยกันปกปิด เพราะกลัวญาติของตนเองที่ไปร่วมกระทำผิดจะถูกดำเนินคดีด้วย เมื่อทราบเรื่องก็ได้เข้าแจ้งความเช่นกัน

“สตรีที่ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัว ต้องยอมรับว่าสังคมยังปิดบังข้อมูลเหล่านี้อยู่ ผู้หญิงบางทีไม่กล้าบอกหรอกว่าตัวเองถูกทำร้ายมา ต้องยอมรับสังคมมันมีอย่างนี้จริงๆ ถูกต่อยถูกเตะ ไปโรงพยาบาลบอกว่ามอเตอร์ไซค์ล้ม แต่เราเห็นแล้ว เมื่อเราได้รับแจ้งว่าผู้หญิงถูกทำร้ายเราก็ต้องคุ้มครองเขา เพราะเรามองว่าไม่มีใครที่มีสิทธิ์ทำร้ายได้ แม้คนนั้นจะเป็นสามีถูกต้องตามกฎหมายก็ตาม” อรนุช กล่าว

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

รางวัลนักสิทธิฯดีเด่นปี’63 สุขภาพต้องดูแลทั่วทุกคน(1) #SootinClaimon.Com

Posted on February 26, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/555152

รางวัลนักสิทธิฯดีเด่นปี’63 สุขภาพต้องดูแลทั่วทุกคน(1)

รางวัลนักสิทธิฯดีเด่นปี’63 สุขภาพต้องดูแลทั่วทุกคน(1)

วันพฤหัสบดี ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 02.00 น.

“ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน” ข้อตกลงระหว่างประเทศเพื่อให้ประชาคมโลกเห็นความสำคัญในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคนทุกคน โดย องค์การสหประชาชาติ (UN) ให้การรับรองเมื่อวันที่ 10 ธ.ค. 2491 ดังนั้นจึงถือเอาวันที่ 10 ธันวาคม ของทุกปีเป็น วันสิทธิมนุษยชนสากล โดยเชื่อมั่นว่าการเห็นความสำคัญของสิทธิมนุษยชน ไม่ละเมิดซึ่งกันและกัน จะทำให้โลกเกิดสันติภาพขึ้น

สำหรับประเทศไทย นับตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับ 2540 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน มีการก่อตั้ง สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ซึ่งนอกจากจะทำหน้าที่รับเรื่องร้องเรียนการละเมิดสิทธิฯ และจัดทำรายงานข้อเสนอแนะถึงหน่วยงานต่างๆ เพื่อปรับปรุงการดำเนินการให้เคารพสิทธิฯ มากขึ้นแล้ว ยังมีการมอบ “รางวัลบุคคลและองค์กรที่มีผลงานดีเด่น ด้านการส่งเสริม ปกป้อง และคุ้มครองสิทธิมนุษยชน” ซึ่งเป็นงานที่จัดขึ้นทุกปี โดยรางวัลประจำปี 2563 นั้น ได้มอบให้กับ 2 องค์กร และ 5 บุคคล เมื่อวันที่ 23 ก.พ. 2564 ที่ผ่านมา

“ผมสนใจเรื่องเอดส์ตั้งแต่เป็นนักศึกษาแพทย์รามาฯ ปีที่ 3อาจารย์ให้ทำ Problem Base Learning (การเรียนรู้จากปัญหา) คืออยากทำหัวข้ออะไรก็ได้แล้วมาเล่าสู่กันฟัง ก็ไปเดินในห้องสมุดแล้วก็รู้สึกว่าโรคนี้ไม่เคยอ่าน ก็เลยหยิบมาแล้วก็อ่าน นั่นคือครั้งแรกที่จับเรื่องเอดส์ แล้วจากนั้นก็ลืมไป จนกระทั่งมาถึงช่วงปี 6 ไปทำงานที่โคราช (จ.นครราชสีมา) อยู่ Ward (หอผู้ป่วย) อายุรกรรมวันหนึ่งคุณพยาบาลก็โทร.เรียก บอกว่าคนไข้ฆ่าตัวตาย”

เรื่องเล่าจาก รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งทุกวันนี้จะคุ้นชื่อตามหน้าสื่อจากการออกมาให้มุมมองความเห็นต่อสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 อยู่บ่อยครั้ง แต่ก่อนหน้านั้นหมอธีระเป็นคนหนึ่งที่ร่วมทำงานผลักดันจนนโยบายของรัฐไทยหันมาให้ความสำคัญกับการป้องกันการระบาดของโรคเอดส์ (HIV-AIDS) และเป็นผลงานที่ทำให้ได้รับรางวัลดังกล่าวในประเภทบุคคล

หมอธีระ เล่าย้อนถึงเหตุการณ์ที่ไปทำงานในพื้นที่ จ.นครราชสีมา แล้วพบผู้ติดเชื้อเอชไอวีฆ่าตัวตายในโรงพยาบาล ด้วยความที่สมัยนั้นสังคมยังหวาดกลัวโรคเอดส์ค่อนข้างมากผู้ติดเชื้อรายนี้ไม่สามารถกลับไปอยู่บ้านได้เพราะครอบครัวและชุมชนไม่ต้อนรับจึงตัดสินใจจบชีวิตตนเองลง ประกอบการกับในเวลานั้นยาต้านไวรัสยังมีราคาแพงและเข้าถึงยาก เหตุการณ์สะเทือนใจครั้งนี้ทำให้ตัดสินใจว่าต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อให้สถานการณ์ดีขึ้น

“กระทั่งวันหนึ่งในปี 1999 (2542) ผมจำวันที่กับเดือนไม่ได้ชัดเจน รุ่นพี่คนหนึ่งที่บำราศนราดูร (สถาบันบําราศนราดูรกรมควบคุมโรค) โทร.มาบอก ธีระ! มันมีเคสคนไข้เอชไอวีนะ บำราศฯ ก็เป็น (โรงพยาบาล) โรคติดเชื้อสมัยก่อน คนไข้เอดส์ก็ไปตรงนั้นหมด แล้วก็มีการสร้างตึก 4-5 ชั้น คนไข้เอชไอวีเต็มทุกเตียง แล้วส่วนใหญ่ก็เป็นเอดส์ทั้งนั้น เขาบอกว่าไม่มีหมอ ช่วยหน่อยได้ไหม? ผมก็ตัดสินใจไปทำงานที่โน่น ทำแล้วก็พบว่ามันติดปัญหาจริงๆ โรงพยาบาลรักษาเต็มที่แล้ว แต่กลับไปบ้านใช้ชีวิตไม่ได้ ทำงานไม่ได้ สังคมไม่ยอมรับ

จึงเป็นที่มาของการตัดสินใจเข้าไปทำงานในกระทรวงสาธารณสุข กองโรคเอดส์ กรมควบคุมโรคติดต่อ (ชื่อของกรมควบคุมโรคในสมัยนั้น) หวังอยากจะทำเรื่องปรับเปลี่ยนนโยบาย และพัฒนาระบบบริการตั้งแต่การตรวจ CD4 Virus Load ให้มันเข้าถึงได้ เพราะสมัยก่อนราคามันแพงมากแล้วก็เครื่องไม้เครื่องมือไม่พอ ยาต้านทำอย่างไรเข้าถึงได้ ราคามันแพงทำอย่างไรถึงจะลดราคาลง เราก็ทำงานกับพี่น้องทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม NGO เครือข่ายผู้ติดเชื้อ นี่เป็นที่มาที่เราทำงานด้านเอดส์” หมอธีระ กล่าว

ไกลออกไปจากเขตเมือง “พื้นที่ชายแดน” เป็นศูนย์รวมของ “คนชายขอบ” ที่มักมีข้อจำกัดในการเข้าถึงการดูแลคุ้มครองด้านต่างๆ จากรัฐ ยังมีความพยายามของบุคลากรสาธารณสุข อาทิ “โครงการสี่หมอชายแดนตาก” อันเกิดจากความร่วมมือกันของ 4 โรงพยาบาลใน จ.ตาก คือ รพ.อุ้มผาง รพ.แม่ระมาด รพ.ท่าสองยาง และ รพ.พบพระ ในการดูแลสุขภาพผู้คนในพื้นที่ จนได้รับรางวัลบุคคลและองค์กรที่มีผลงานดีเด่น ด้านการส่งเสริม ปกป้อง และคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ประจำปี 2563 ประเภทองค์กร

ตัวแทนผู้รับมอบรางวัล นพ.ธวัชชัย ยิ่งทวีศักดิ์ผู้อำนวยการโรงพยาบาลท่าสองยาง เล่าว่า ด้วยความอยากไปในที่ไม่เคยไป ทำให้เมื่อเรียนจบแพทย์ใหม่ๆ ตัดสินใจขอไปประจำการในพื้นที่ จ.ตาก และได้พบกับผู้ป่วยที่หลากหลาย ตั้งแต่คนที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนไปจนถึงคนจากประเทศเพื่อนบ้านที่ข้ามแดนมาก “มีครั้งหนึ่งถึงขนาดต้องค้นกระเป๋าคนไข้เพื่อเก็บเงินค่ารักษา..ซึ่งทำให้เกิดความรู้สึกผิดบาปในใจ” กระทั่งต่อมาได้รับความรู้เรื่อง “การจดทะเบียนการเกิด” โดยเมื่อมีแล้วสามารถซื้อหลักประกันสุขภาพได้

หมอธวัชชัย มองปัญหาคนไร้สัญชาติว่าเป็นความบกพร่องของภาครัฐในอดีตที่อาจเข้าไม่ถึงชาวบ้าน ขณะที่ชาวบ้านเองด้วยความที่เวลานั้นการมีหรือไม่มีสัญชาติไทยก็ไม่ได้มีผลอะไรกับชีวิตมากนักเมื่อเทียบกับปัจจุบันที่การมีสัญชาติทำให้ได้รับสิทธิต่างๆ เช่น เบี้ยผู้พิการ เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ จึงไม่ได้ให้ความสำคัญแล้วก็เกิดปัญหาคนตกหล่นจากการสำรวจ รวมถึงการสื่อสารไม่เข้าใจกันเพราะชาวบ้านใช้ภาษาไทยได้ไม่ดีส่วนเจ้าหน้าที่รัฐก็ไม่สามารถใช้ภาษาของกลุ่มชาติพันธุ์ได้ การลงบันทึกว่าเป็นคนไทยหรือไม่จึงคลาดเคลื่อน

“การควบคุมป้องกันโรค เราจะควบคุมเฉพาะคนไทยสัญชาติไทย ผมถามว่าเวลาเราไปออกหน่วย อย่างโรงพยาบาลไปออกหน่วยที่โรงเรียน เราไปทำฟัน เราแยกได้ไหม? อันนี้ไทย-ไม่ไทย เราจะทำเฉพาะคนไทยหรือครับ? มันเป็นไปไม่ได้ รวมทั้งวัคซีน ถ้าเราจะป้องกันโรคมันก็ต้องฉีดให้เยอะที่สุด เราจะไปแยกฉีดคนไทย-ไม่ใช่คนไทย มันไม่ใช่! คำว่าสิทธิมนุษยชนมันทำให้ดูดี แต่จริงๆ พื้นฐานความเป็นบุคลากรสาธารณสุข ที่ทางกระทรวง ทางมหาวิทยาลัยได้สั่งสอนมา คือเราต้องดูแลทุกคนอย่างน้อยให้เท่าเทียมกันในระดับหนึ่ง” หมอธวัชชัย ระบุ

เช่นเดียวกับ เกรียงไกร ไชยเมืองดี เลขาธิการและผู้อำนวยการมูลนิธิรักษ์เด็ก ผู้ได้รับรางวัลฯ ประเภทบุคคล จากผลงานด้านการส่งเสริมสิทธิเด็กมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะเด็กกลุ่มชาติพันธุ์ซึ่งมักถูกละเลยจากหน่วยงานภาครัฐด้วยความที่ไม่มีสัญชาติไทยหรือไม่มีสถานะทางทะเบียนประกอบกับอยู่ห่างไกลเล่าว่า ในช่วงสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 มูลนิธิฯ ได้รับการสนับสนุนถุงยังชีพ หน้ากากอนามัยและเจลล้างมือจากสภากาชาดไทยรวมถึงภาคธุรกิจเอกชน สำหรับแจกจ่ายให้กับแรงงานข้ามชาติ เพราะคนกลุ่มนี้ตกหล่นไปจากหน่วยงานของรัฐ

“บางคนเป็นไปได้ที่อาจจะต้องอดตาย เพราะเขาถูกนายจ้างไม่ให้ออกนอกบริเวณที่พักของเขาด้วย ที่อยู่แออัด ไม่ต้องพูดถึง Distancing (การเว้นระยะห่าง) คือ 1 ห้อง นายจ้างให้อยู่7-8 คน ทั้งลูกเล็กเด็กแดง” เกรียงไกร กล่าว

(โปรดติดตามต่อในฉบับวันเสาร์ที่ 27 ก.พ. 2564)

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ‘ยานยนต์’ กับ ‘ฝุ่นพิษ’ รู้ปัญหา..แต่จะแก้อย่างไร? #SootinClaimon.Com

Posted on February 21, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/554175

สกู๊ปแนวหน้า : ‘ยานยนต์’กับ‘ฝุ่นพิษ’  รู้ปัญหา..แต่จะแก้อย่างไร?

สกู๊ปแนวหน้า : ‘ยานยนต์’กับ‘ฝุ่นพิษ’ รู้ปัญหา..แต่จะแก้อย่างไร?

วันอาทิตย์ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 07.45 น.

เป็นปัญหาตามฤดูกาลไปแล้วสำหรับ “PM2.5” หรือฝุ่นละอองขนาดเล็ก 2.5 ไมครอน ที่เมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูหนาวยาวไปจนถึงต้นฤดูร้อนของทุกปี คนไทยจะต้องเผชิญกับมลพิษชนิดนี้ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ และแม้จะรู้สาเหตุแต่ก็ไม่ง่ายที่จะแก้ไข ไม่ว่าจะเป็นการเผา โรงงานอุตสาหกรรมและโดยเฉพาะ “ไอเสียยานพาหนะ” ดังที่มีการกล่าวถึงในงานเสวนา “PM2.5 มัจจุราชเงียบ” จัดโดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ช่วงต้นเดือนก.พ. 2564 นี้ อันเป็นช่วงเวลาที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) กำลังเผชิญปัญหาฝุ่น PM2.5อย่างรุนแรง

ศ.ดร.ศิวัช พงษ์เพียจันทร์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการป้องกันและจัดการภัยพิบัติ คณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(นิด้า) กล่าวว่า ในแต่ละปีมีผู้เสียชีวิตจากมลพิษทางอากาศทั่วโลกประมาณ 7 ล้านคน ซึ่งที่ผ่านมาก็มีคำถามว่า เหตุใดไม่ปรับค่ามาตรฐานจาก 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ลงไปอยู่ที่ 25 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร แต่ถึงกระนั้นการเปลี่ยนก็ต้องมีระยะเวลา เช่น กรณีของรถยนต์ หากยังไม่หันไปใช้น้ำมันเชื้อเพลงที่ได้มาตรฐานยูโร 5-ยูโร 6 (EURO V-EURO VI) ก็ไม่สามารถเปลี่ยนได้

หรือจะเปลี่ยนไปใช้ยานยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV) หรือไม่? เพราะหากเปลี่ยนไปในทิศทางนี้ก็ไม่จำเป็นต้องทุ่มงบประมาณเพื่อปรับปรุงคุณภาพน้ำมันข้างต้น “รัฐจะเอาอย่างไรกันแน่..ยานยนต์ไฟฟ้าก็ไม่มีความชัดเจน ปรับปรุงมาตรฐานน้ำมันก็เลื่อนแล้วเลื่อนอีก ประชาชนจึงต้องแบกรับผลกระทบ” ซึ่งประชาชนเองก็ต้องช่วยกันส่งเสียงเรียกร้องว่าอยากให้ไปในทิศทางใด แต่ถึงกระนั้น “ด้วยความที่ทุกคนเป็นต้นเหตุของปัญหา ก็ยิ่งทำให้การแก้ไขเป็นไปได้ยาก” เพราะหาเจ้าภาพรับไม่ได้

ศ.ดร.ศิวัช ยกตัวอย่างการวัดแหล่งกำเนิดฝุ่นช่วงปี 2560-2561 ไอเสียจากยานพาหนะยังเป็นแหล่งกำเนิดหลัก เช่น กรุงเทพฯ ไอเสียยานพาหนะอยู่ที่ร้อยละ 44 ในขณะที่การเผาอยู่ที่ร้อยละ 24 เช่นเดียวกับ เชียงใหม่ ไอเสียยานพาหนะอยู่ที่ร้อยละ 52 ขณะที่การเผาซึ่งคิดว่าน่าจะเป็นสาเหตุหลักกลับมีเพียงร้อยละ 16 ไม่ต่างจากภูเก็ต ไอเสียยานพาหนะอยู่ที่ร้อยละ 56 ส่วนการเผาอยู่ที่ร้อยละ 11 “ดังนั้นถ้ายังจะให้ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลต่อไป การปรับปรุงคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิงก็จำเป็น” แม้ทุ่มงบประมาณมากแต่ก็ต้องทำเพื่อไม่ให้ปอดของประชาชนต้องเสี่ยงกับมลพิษ

ขณะที่ รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ที่ผ่านมาพอถึงช่วงปลายปี
หลายคนอาจจะรู้สึกสบายใจเพราะเห็นหมอกสวยๆ เข้าใจว่าอากาศดี แต่จริงๆ อาจจะเป็นปรากฏการณ์ฝุ่นก็ได้ และหากฝุ่นมาในช่วงเดือนธันวาคม พอเดือนตุลาคมจะมีบางวันมีฝุ่นเกิดขึ้นมากราวกับเป็นสัญญาณเตือน ซึ่งก็ตามมาด้วยคำถาม “ทำไมคนเราต้องจ่ายเงินซื้ออากาศบริสุทธิ์หายใจ” แต่ละคนต้องซื้อเครื่องฟอกอากาศหรือหน้ากากกันฝุ่นมาใช้

“วันนี้มันเป็นเรื่องน่าเศร้าสำหรับรุ่นลูกสาวผม เกิดมาคุณต้องซื้ออากาศบริสุทธิ์หายใจ มันคือความจริง มันเป็นเรื่องน่ากลัวมาก คนที่จะอยู่รอดในภาวะฝุ่นพวกนี้คือคนที่มีเงินซื้อเครื่องฟอกอากาศ คนที่มีเงินซื้อหน้ากาก มันก็เลยย้อนกลับไปว่า ผมก็ชอบพูดกระแซะเรื่อยๆ ใครตามผมจะรู้ว่าผมชอบกระแซะเรื่องการเมือง จริงๆ รัฐต้องเข้ามาแก้” อาจารย์เจษฎา กล่าว

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ในระดับปัจเจกเริ่มมีการเรียนรู้ที่จะปรับตัวในช่วงที่มีฝุ่นมาก ขณะที่หลายคนก็เห็นวิกฤติเป็นโอกาสด้วยการหาสิ่งของกันฝุ่นมาขายจนต้องระมัดระวังสินค้าไม่มีคุณภาพหรือหลอกลวง ส่วนหน่วยงานต่างๆ ก็จัดสรรงบประมาณมาติดตั้งเครื่องฟอกอากาศบ้าง เอารถดับเพลิงไปตระเวนฉีดน้ำบ้าง ซึ่ง อาจารย์เจษฎา มองว่า “เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ” เพราะปริมาณฝุ่นในอากาศนั้นมหาศาลมาก

ในขณะที่การแก้ไขต้นเหตุ รัฐต้องผลักดันอย่างจริงจัง เช่น เปลี่ยนยานพาหนะที่ใช้ประจำหน่วยงานรัฐเป็นเครื่องยนต์ไฟฟ้า โดยค่อยๆ ทยอยทำไปตามลำดับไม่ต้อง
ทำทีเดียว ซึ่งการเปลี่ยนผ่านจะทำให้เกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้นด้วย ส่วนข้อกังวลเรื่องสถานีชาร์จไฟฟ้าที่ยังมีไม่มาก ประเด็นนี้หากรัฐบาลมีนโยบายชัดเจนว่าจะเปลี่ยนสู่ยุคสมัยของยานพาหนะที่ใช้ไฟฟ้าเป็นเชื้อเพลิง ในไม่ช้าสถานีบริการน้ำมันก็จะเปลี่ยนเป็นสถานีชาร์จไฟฟ้า ซึ่งจะมาพร้อมรายได้ทางอื่น เช่น ร้านกาแฟสำหรับผู้ขับขี่ยานพาหนะระหว่างรอชาร์จพลังงานให้เต็ม

“ปักกิ่งเมื่อ 10 ปีที่แล้วคือเมืองที่ไม่มีใครกล้าไป วันนี้คือหนึ่งในเมืองที่อากาศบริสุทธิ์สูงมาก เกิดสงครามกับอากาศ ทำอย่างไรให้อากาศมันดีขึ้นได้ ปักกิ่งสิ่งแรกที่ทำในปีแรกเลยคือห้ามรถเมล์ รถแท็กซี่ทั้งหมดที่เป็นเครื่องยนต์สันดาปวิ่ง โละหมดเลยปีแรก ถ้าคุณจะวิ่งแท็กซี่ที่นี่ต้องเปลี่ยนเป็นไฟฟ้า ที่ปักกิ่งหรือแม้แต่จีนทั้งประเทศ เมื่อ 10 ปีที่แล้วรถไฟฟ้ายังขายไม่ดี แต่มอเตอร์ไซค์เกือบทุกคันเป็นมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า

เพื่อนผมอยู่ไต้หวัน เจ๋งมากเลย มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าขายดีมาก แล้วมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าจะไปชาร์จที่ไหน เขาบอกว่าวิ่งเข้าไปปุ๊บแลกแบตเตอรี่เลย แบตเตอรี่เราคืนกับร้าน เอาอันนี้ใส่มาแล้ววิ่งออกไปเลย ง่ายดี คือหลายอย่างสิ่งที่เกิดขึ้นภาครัฐต้องเอาให้แน่ว่าจะเอาอย่างไร เราคงต้องอยู่กับมันอีกนานแน่ๆ เหมือนกับโควิดที่ต้องอยู่กับมันอีกนาน แต่เป็นสิ่งที่ผมคิดว่าหาทางออกได้ มีตัวอย่างต่างประเทศที่เขาทำสำเร็จแล้ว ถ้าเอาจริงมันทำได้” อาจารย์เจษฎา ระบุ

อาจารย์เจษฎา ยังกล่าวอีกว่า ปัจจุบันเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าก้าวหน้าไปมากแล้วจากในอดีต เช่น ทำความเร็วได้แรงขึ้น หรือให้กำลังที่ดีขึ้น อนึ่ง คนไทยยังติดอยู่กับหลักคิด “ดีเซลคือเชื้อเพลิงของคนจน” เช่น ในภาคเกษตรกรรม ทำให้นโยบายรัฐยังตรึงราคาน้ำมันดีเซลให้ถูกอยู่ต่อไป ทั้งที่ทุกวันนี้เกษตรกรก็ไม่ได้ยากจนเสมอไป นโยบายแก้ปัญหาฝุ่นจากปัจจัยเรื่องยานยนต์สามารถดำเนินการได้ก่อน แล้วส่วนของปัจจัยอื่นค่อยตามไป

ด้าน ผศ.ดร.สุรัตน์ บัวเลิศ คณบดีคณะสิ่งแวดล้อมมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวเสริมว่า เมื่อนโยบายชัดเจนผู้ปฏิบัติก็สามารถปฏิบัติตามได้ เช่น เมื่อประมาณ 5 ปีก่อน นโยบายรัฐเคยมีการพูดถึงยานยนต์ไฟฟ้าและภาคเอกชนก็ขานรับ แต่หลังจากนั้นเรื่องก็เงียบหายไป“ถ้ายังจะต้องใช้ยานยนต์เครื่องยนต์สันดาปต่อไปก็ต้องคุมกำเนิดรถยนต์ให้ได้” ไม่ใช่ปล่อยให้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ กันจนการจราจรติดขัด แล้วก็สร้างทางด่วนบ้าง ขยายเมืองบ้างไม่จบไม่สิ้น เทคโนโลยีดีเพียงใดก็ลดปริมาณไอเสียในอากาศลงไม่ได้

สุดท้ายแล้วคนที่ต้องช่วยก็คือ “ตัวเอง (แต่ละคนหาทางเอาตัวรอดกันเอง)” และ “เวลา (รอให้ฤดูฝนผ่านพ้นไปเองในแต่ละปี)”!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : มองการเมืองเมียนมา ในสายตาแบบกองทัพ #SootinClaimon.Com

Posted on February 20, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/553995

สกู๊ปแนวหน้า : มองการเมืองเมียนมา  ในสายตาแบบกองทัพ

สกู๊ปแนวหน้า : มองการเมืองเมียนมา ในสายตาแบบกองทัพ

วันเสาร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผ่านมากว่าครึ่งเดือนแล้วกับสถานการณ์ตึงเครียดใน เมียนมา หลังทหารทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2564 แล้วต้องเผชิญการต่อต้านอย่างหนักหน่วงของประชาชนที่ออกมาชุมนุมประท้วงต่อเนื่อง ซึ่งก็ต้องติดตามกันต่อไปว่าสุดท้ายแล้วจะซ้ำรอยเดิมที่เมื่อมีการเลือกตั้งไม่เท่าไรชาวเมียนมาก็ต้องกลับไปอยู่ใต้การปกครองของรัฐบาลทหารอย่างยาวนานดังเช่นในอดีตหรือไม่ อย่างไรก็ตาม “มุมมองของทหารเมียนมาต่อการเมือง” ตลอดห้วงประวัติศาสตร์สมัยใหม่ตั้งแต่ได้รับเอกราชจนถึงปัจจุบัน ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจไม่แพ้กัน

ที่งานเสวนา (ออนไลน์) เรื่อง “เราจะทำตามสัญญา : ถอดบทเรียนรัฐประหารประเทศในภูมิภาคอาเซียน” จัดโดยศิลป์เสวนา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อเร็วๆ นี้ ผศ.ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชชอาจารย์โครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อธิบายความหมายของ “ลัทธิเสนาธิปัตย์นิยม (Praetorianism)”ว่าหมายถึงแนวคิดที่กองทัพเป็นใหญ่ในการปกครองประเทศ นำไปสู่บทบาทของกองทัพในการแทรกแซงทางการเมือง โดยมีการจัดความเข้มข้นของการแทรกแซงไว้ 3 ระดับ คือ

1.เจรจาไกล่เกลี่ย กองทัพยอมรับความเหนือกว่าของรัฐบาลพลเรือนในระดับหนึ่ง โดยจะมีบทบาทถ่วงดุลกับรัฐบาลพลเรือน 2.ผู้พิทักษ์ กองทัพทำรัฐประหารแต่ไม่ต้องการอยู่ในอำนาจยาวนาน ซึ่งอาจตั้งบุคคลอื่นที่เป็นเครือข่ายเดียวกันมากุมอำนาจแทน หรือแม้กองทัพจะปกครองเองแต่ก็ใช้เวลาสั้นๆ และ 3.ผู้ปกครองกองทัพทำรัฐประหาร ขุดรากถอนโคนกลุ่มอำนาจเก่าแล้วเข้าปกครองแทน มีการวางระบบใหม่และอยู่ในอำนาจยาวนาน แต่กองทัพประเทศใดจะมีบทบาทในระดับไหน ก็อยู่ที่บริบททางประวัติศาสตร์ของประเทศนั้น

สำหรับประเทศเมียนมา (หรือพม่า) กองทัพนั้นถือกำเนิดขึ้นก่อนการก่อตั้งรัฐ โดยย้อนไปตั้งแต่ยุคที่แผ่นดินพม่ายังเป็นอาณานิคมของอังกฤษ ซึ่งในปี2484-2488 ที่กำลังเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพสมัยใหม่ของชาวพม่าก็ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นโดยได้รับอิทธิพลด้านระเบียบวินัยและความเข้มแข็งดุดันจากกองทัพญี่ปุ่น บวกกับได้รับอิทธิพลจากแนวคิดชาตินิยมของขบวนการที่เกิดขึ้นในยุคอาณานิคม อาทิ “กลุ่ม30 สหาย” ที่มี นายพลออง ซาน เป็นแกนนำ กระทั่งในวันที่ 4 ม.ค. 2491 พม่าจึงได้รับเอกราชจากอังกฤษ มีประเทศของตนเองอย่างเป็นทางการ

ในยุคแรกของเมียนมา มีการปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา อูนุ เป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกแต่เมียนมานั้นโชคไม่ดีนักเพราะต้องเผชิญกับการสู้รบกับกองกำลังติดอาวุธของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ บทบาทของกองทัพจึงเพิ่มขึ้น เมื่อประกอบกับความแตกแยกในหมู่นักการเมือง ทำให้ในปี 2501 นายพลเนวิน นำกองทัพเข้าแทรกแซงเพื่อตั้งรัฐบาลรักษาการ ซึ่งถูกเรียกว่าเป็นรัฐประหารครั้งแรกในเมียนมา อย่างไรก็ตามทหารมีบทบาทเพียงไม่ถึง 2 ปี ก่อนจะจัดให้มีการเลือกตั้งตามเดิม และ อูนุ กลับมาเป็นผู้นำประเทศอีกครั้ง แต่ก็ต้องเผชิญกับวิกฤติอีกครั้ง

“Federalism หรือวิกฤติสหพันธรัฐ ซึ่งผู้นำกลุ่มชาติพันธุ์คุยเจรจาของเรื่องสหพันธรัฐ แต่กองทัพมองว่ามันก้ำกึ่งกับการแบ่งแยกดินแดน มันจะเป็นอันตรายต่อการดำรงอยู่ของสหภาพ จึงมีการก่อรัฐประหาร มีนาคม 1962 (2505) เหตุผลก็มีนักวิเคราะห์มองหลายประการ แต่เหตุผลหนึ่งที่กองทัพแถลงคือป้องกันการแตกสลายของสหภาพ เพราะว่าหน่วยการเมืองขนาดเล็กอย่างเช่นรัฐคะยา ก็ยังมีแนวคิดแยกรัฐออกจากสหภาพ ยังไม่นับกลุ่มรัฐฉาน กลุ่มอื่นๆ อีก ก็ทำรัฐประหารเพื่อพยุงรัฐเอาไว้” อาจารย์ดุลยภาค ระบุ

แต่การรัฐประหารในปี 2505 นั้น นายพลเนวินซึ่งกลับมาก่อการเป็นครั้งที่ 2 คราวนี้ได้ทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน ด้วยการใช้อำนาจกองทัพปกครองเมียนมายาวนานถึง 26 ปี โดยมีกลไก 3 ด้านคือ 1.พรรค BSPP ที่มีอุดมการณ์แบบสังคมนิยม 2.กองทัพ และ 3.ตัวของนายพลเนวินและบุคคลอื่นๆ ในเครือข่าย อย่างไรก็ตาม เมียนมาในยุคนายพลเนวิน ก็ไม่ได้ใช้แนวคิดสังคมนิยมอย่างเต็มที่ แต่ผสมผสานวัฒนธรรมแบบเมียนมาเข้าไปด้วย เช่น ศาสนาพุทธ การปฏิวัติให้เป็นรัฐแบบสังคมนิยมจึงไปไม่สุดทาง

อาจารย์ดุลยภาค มองการทำรัฐประหารหนที่ 2 ของนายพลเนวินและอยู่ในอำนาจยาวนาน ว่า ทำให้กองทัพเมียนมากลายเป็นสถาบันที่แข็งแกร่ง กระทั่งเกิดการชุมนุมประท้วงจากประชาชนในปี 2531 เนื่องด้วยปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจ การปกครองภายใต้ระบอบเนวินจึงสิ้นสุดลง มีรัฐบาลรักษาการเพื่อเตรียมการเลือกตั้งในปี 2533 และการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรค NLD ภายใต้การนำของ ออง ซาน ซู จี ได้รับชัยชนะ แต่แล้วกองทัพก็ล้มผลการเลือกตั้ง โดยอ้างว่าเมียนมายังไม่มีรัฐธรรมนูญ

กระทั่งในปี 2535 นายพลตาน ฉ่วย ขึ้นมามีอำนาจ ได้เปลี่ยนให้ สภาฟื้นฟูกฎหมายและระเบียบแห่งรัฐ (SLORC) จากเดิมที่เป็นองค์กรซึ่งตั้งโดย นายพลซอ หม่อง ที่ทำรัฐประหารในปลายปี 2531 เพื่อจัดระเบียบการเมืองภายในและเตรียมการเลือกตั้ง เป็นองค์กรที่ปกครองประเทศโดยตรงอย่างยาวนาน โดยในปี 2540 ได้เปลี่ยนชื่อเป็น สภาสันติภาพและการพัฒนาแห่งรัฐ (SPDC) ใช้รูปแบบสภาทหาร จนถึงปี 2553 เมียนมาจึงได้กลับสู่ความเป็นประชาธิปไตยโดยมีการเลือกตั้งอีกครั้ง แม้จะมีคำอธิบายว่าเป็นประชาธิปไตยพหุพรรคแบบมีระเบียบวินัยก็ตาม

นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์การเมืองเมียนมาผู้นี้ ยังแนะนำหนังสือ The Structure Legislative Structure and Essence of Future State ซึ่งเขียนโดย Soe Mya Kyaw อดีตเจ้าหน้าที่รัฐของเมียนมาในยุครัฐบาลทหาร โดยระบุว่า หากใครอยากเข้าใจวิธีคิดของทหารเมียนมากับการเมือง หนังสือเล่มนี้สามารถอธิบายได้เป็นอย่างดี เช่น อ้างถึงเหตุการณ์นองเลือด 4 ครั้งในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของเมียนมา ทำให้ทหารต้องเข้าแทรกแซง คือ

1.กบฏหลากสี ปี 2491-2492 ซึ่งมีทั้งกองกำลังพรรคก๊กมินตั๋งและกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ 2.รัฐบาลพลเรือนแตกออกเป็น 2 ฝ่าย ปี 2501 ส่งผลให้การบริหารประเทศเป็นไปได้ยาก 3.วิกฤติสหพันธรัฐ ปี 2505และ 4.การชุมนุมประท้วงของประชาชน ปี 2531 ประชาชนมองว่าเป็นการเรียกร้องประชาธิปไตยแต่กองทัพเห็นว่าเป็นเหตุการณ์ที่ต้องเข้ามาพยุงไว้

“ช่วงวิกฤตการณ์ของบ้านเมือง ทหารพม่ามองว่าไม่มีอัศวินขี่ม้าขาวแบบกองทัพไม่ได้ แล้วทหารพม่าพูดในพัฒนาการทางประวัติศาสตร์เลยว่า เรื่องของนักการเมืองเป็นเรื่องของ Party Politic การเมืองแบบพรรค แต่ภารกิจของกองทัพเป็นเรื่องของ National Politic การเมืองระดับชาติ ฉะนั้นการเมืองระดับชาติถ้ามันเกี่ยวข้องกับอธิปไตย เรื่องสงครามกลางเมือง ความมั่นคงของรัฐ กองทัพก็มีสิทธิ์ที่จะยึดอำนาจได้ อันนี้ผมคิดว่ามุมนี้ทำให้ทหารไม่สามารถแยกขาดจากการเมืองได้” อาจารย์ดุลยภาค ระบุ

อาจารย์ดุลยภาค ยังกล่าวถึง เนปิดอว์ เมืองหลวงของเมียนมา เป็นเมืองที่ออกแบบตามแนวคิดของนายพลตาน ฉ่วย ไม่เพียงเพื่อรับมือกับการชุมนุมประท้วงของประชาชนเท่านั้นแต่ยังรวมถึงการถูกโจมตีจากกองกำลังของประเทศมหาอำนาจด้วย เช่น สถานที่ตั้งของหน่วยงานราชการต่างๆ ไม่เชื่อมต่อกัน ขณะที่ระบบการสื่อสาร โครงข่ายใยแก้วนำแสง (Fiber Optic) ถูกฝังไว้ในลักษณะเชื่อมต่อระหว่างเมืองสำคัญทางยุทธศาสตร์

ซึ่งน่าสนใจว่า ระบบนี้อาจทำให้กองทัพสามารถไล่กวาดจับผู้ประท้วงต่อต้านรัฐประหารในปัจจุบันได้อย่างมีประสิทธิภาพ!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ค่าอาหารกลางวันเด็ก กับปัญหาใต้ภูเขาน้ำแข็ง #SootinClaimon.Com

Posted on February 18, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/553485

สกู๊ปแนวหน้า : ค่าอาหารกลางวันเด็ก  กับปัญหาใต้ภูเขาน้ำแข็ง

สกู๊ปแนวหน้า : ค่าอาหารกลางวันเด็ก กับปัญหาใต้ภูเขาน้ำแข็ง

วันพฤหัสบดี ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 9 ก.พ. 2564 ที่มีมติเพิ่มค่าอาหารกลางวันนักเรียนขึ้นอีก 1 บาท กลายเป็นข้อเถียงและพูดถึงกันมากในสังคมว่าเพียงพอหรือไม่ แต่สำหรับมุมมองของผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ สง่า ดามาพงษ์ ผู้ทรงคุณวุฒิสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มองเรื่องอาหารกลางวันของเด็กที่เกิดขึ้นในปัจจุบันไม่ได้มาจากเรื่องของตัวเงินเพียงอย่างเดียว แต่เป็นปัญหาที่ถูกซ่อนอยู่ในภูเขาน้ำแข็งมานานแล้ว

1.ความไม่เสมอภาคในการเข้าถึงอาหารที่มีคุณภาพและพอเพียงของเด็กวัยเรียน โดย 4 หน่วยหลัก อย่าง กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย และ สสส. ได้พยายามร่วมกันแก้ไขปัญหาเรื่องนี้มาตลอด แต่ที่ผ่านมาจะมองกันที่ตัวเงินเป็นหลัก ว่าถ้าเงินไม่พอก็แก้ปัญหาเรื่องความเสมอภาคและการเข้าถึงอาหารของเด็กไม่ได้ ด้วยเหตุนี้กระทรวงศึกษาธิการจึงได้เสนอ ครม. ขอขึ้นค่าอาหารเป็น 24-36 บาท โดยคิดตามขนาดโรงเรียน เล็ก กลาง ใหญ่ โดยขนาดเล็กได้ 36 บาท กลางได้ 30 บาท และใหญ่ได้ 24 บาท

แต่อาจเป็นเพราะรัฐบาลมีหลายปัญหาที่ต้องใช้งบประมาณในการแก้ไข จึงได้อนุมัติเพิ่มขึ้นค่าอาหารกลางวันจาก 20 บาทต่อคนต่อวัน เป็น 21 บาท อย่างไรก็ตาม “แม้จะรู้ว่า 21 บาท ไม่พอแน่นอน แต่ควรมองไปถึงเรื่องของกลไกการจัดการ” มองปัจจัยด้านอื่นๆ เช่น เด็กกินอาหารไม่พอ ปริมาณหรือคุณภาพอาหารไม่ดี ส่งผลให้ศักยภาพของเด็กในการเรียนหนังสือด้อยลง

“ผลสอบตกต่ำเพราะโภชนาการไม่ดี มีผลวิจัยรองรับ ซึ่งครูบางคนไม่ทราบ แต่นักวิชาการและนักโภชนาการมองเห็นปัญหาเรื่องนี้มานานแล้ว” การที่เด็กได้กินอาหารไม่พอ บ่งบอกว่า ความเสมอภาคทางด้านอาหารไม่ทั่วถึง จะส่งผลระยะยาว เมื่อเด็กโตเป็นผู้ใหญ่คุณภาพคนในชาติก็จะแย่ GDP ของประเทศต่ำ แพ้ประเทศอื่นๆ เพราะคนด้อยคุณภาพจากโภชนาการไม่ดี กลายเป็นผลกระทบต่อสังคมและประเทศชาติ

2.ความด้อยโอกาสของเด็กนักเรียนในโรงเรียนขยายโอกาส ซึ่งส่วนใหญ่ 90% จะอยู่ในถิ่นกันดาร และมักจะเป็นโรงเรียนขนาดเล็กที่เปิดให้มีมัธยม 1-3 ในโรงเรียน เพื่อให้เด็กต่างจังหวัดได้เรียนจนจบ ปัญหาที่พบในโรงเรียนขยายโอกาส คือ เด็กโต ไม่มีอาหารกลางวันกิน แต่ทางโรงเรียนมักจัดการ เพื่อให้เด็กมัธยมได้รับประทานด้วย จึงเกิดผลกระทบทั้งโรงเรียน เพราะคุณภาพอาหารกลางวันเด็กประถมลดลง พี่ได้กินแต่ก็ไม่อิ่ม ส่งผลให้ได้ทานอาหารกลางวันแบบไม่มีคุณภาพทั้งพี่และน้อง

3.คุณภาพอาหารไม่ได้อยู่ที่ราคา แต่อยู่ที่แม่ครัว ครูผู้อำนวยการโรงเรียน นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) หรือเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) บุคคลกลุ่มนี้มีความฉลาดรอบรู้ด้านโภชนาการต่ำ ขาดทักษะ องค์ความรู้ เพื่อจะทำอาหารให้เด็กนักเรียนกินอย่างถูกต้อง แม้จะมีระบบThai School Lunch เข้าไปใช้ แต่ก็อาจจะใช้แบบผิดๆ ถูกๆ เพราะไม่มีคนที่มีความรู้จริงด้านโภชนาการอยู่ที่โรงเรียนหรือในท้องถิ่นนั้นๆ ดังนั้นประเทศไทยควรมีนักโภชนาการท้องถิ่น เพื่อแนะนำอาหารการกินให้คนในชุมชน

และ 4.กลไก ระบบ ระเบียบที่มนุษย์สร้างขึ้น แล้วไม่เอื้อต่อการที่นำเงินในท้องถิ่นที่มีอยู่มาทำให้เด็กได้เข้าถึงอาหาร เนื่องจากมีกฎ ระเบียบ หลายตัวไม่เอื้อให้โรงเรียน กับ ท้องถิ่นทำงานประสานกัน เช่น ตำบลหนึ่งมีโรงเรียนขยายโอกาสอยู่ 2 โรงเรียน แต่กฎระเบียบไม่เอื้อให้ท้องถิ่นสามารถนำเงินมาอุดหนุนค่าอาหารกลางวันในโรงเรียนขยายโอกาสได้ รวมไปถึงเรื่องการจัดจ้างนักโภชนาการก็ยังไม่ชัด จ้างแล้วต้องจะโดนตรวจสอบไหม

“กฎระเบียบการโอนเงินมีปัญหา จากรัฐบาลกลางส่งให้กระทรวงมหาดไทย มหาดไทยส่งให้ท้องถิ่น ท้องถิ่นส่งให้ อบต. หลังจากนั้น อบต. ต้องรอให้โรงเรียนเขียนโครงการเข้ามาขอเงินว่าเด็กขาดอาหารกี่คน กว่าจะได้เงินก็หมดเทอมพอดี เงินล่าช้า และนี่คือปัญหาที่เกิดจากกฎระเบียบที่ไม่ได้ถูกแก้ไข กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย และสสส. ต้องจัดเวทีเพื่อแก้ปัญหา และหาทางออกร่วมกัน” สง่า กล่าว

ปัญหานี้เหล่านี้ ต้องยอมรับว่าผลกระทบก็คือเด็กและครู “โรงเรียนขนาดเล็กเมื่อได้ค่าอาหารต่อหัวต่ำ บางวันครูก็เอาเงินตัวเองไปใส่เพิ่ม เพราะกลัวว่าลูกศิษย์จะไม่อิ่ม” อย่างเช่นที่ โรงเรียนบ้านดอนผอุง ต.คูเมือง อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี เป็นโรงเรียนขนาดเล็กมีนักเรียนเพียง 35 คน เท่ากับว่าการขึ้นค่าอาหารกลางวันเป็น 21 บาท โรงเรียนแห่งนี้จะได้เงินเพิ่มอีก 35 บาทเท่านั้น โดย ส.ต.ท.กฤสพัฒฐ์ พิมพ์เพ็ง ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านดอนผอุง ยอมรับว่า แม้จะเพิ่มขึ้นแต่ก็คงซื้ออะไรได้ไม่มาก ซึ่งที่ผ่านมานั้น ทางโรงเรียนได้ใช้หลักการพึ่งพาตนเองส่วนหนึ่งด้วย

ผอ.รร.บ้านดอนผอุง ระบุว่า จำนวนเงิน 20 บาทต่อคนต่อวัน ไม่เพียงพอต่อนักเรียนมานานแล้ว เมื่อขยับเป็น 21 บาท ก็คงไม่เพียงพออีกเช่นกัน โดยก่อนหน้านั้น ทางโรงเรียนเคยใช้วิธีจ้างแม่ครัววันละ 200 บาท เหลือเงิน 500 บาท เมื่อนำมาคำนวณเฉลี่ยแล้วเด็กๆ จะได้ไม่ถึง 20 บาทต่อคน จึงแก้ปัญหาด้วยการปลูกข้าวทานเอง ปลูกผักตามฤดูกาล ปลูกไม้ผล เลี้ยงปลา เพื่อให้มีเนื้อสัตว์ สามารถเก็บมาทำได้อาหารได้เพียงพอทุกวัน

ดังนั้นจึงเน้นการซื้อวัตถุดิบมาทำ โดยเอาในแปลงของโรงเรียนเป็นตัวเสริม ยกเว้นข้าวที่ปลูกกินเองได้เต็มที่ เมื่อถึงขั้นตอนการเตรียมอาหาร ก็ให้ครูกับนักเรียนจัดเวรเพื่อทำอาหารกลางวันกัน เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการจ้างคนทำครัว ทำให้มีเงินเหลือมาซื้อวัตถุดิบทำอาหารแต่ละวัน แต่ผลเสียคือ ครูและนักเรียนต้องเสียเวลาในการเข้าครัวเตรียมอาหาร แต่ก็ต้องยอมรับในจุดนี้เพราะไม่มีทางเลือกอื่น

“ส่วนตัวแล้วรู้สึกว่า การอุดหนุนอาหารกลางวันเด็กจาก 20 บาท เป็น 21 บาท ไม่ได้ช่วยอะไร การอนุมัติแบบนั้นอาจจะเป็นเพราะไม่เคยได้เห็นพื้นที่จริง จึงไม่ทราบปัญหาว่าเป็นอย่างไร สำหรับผมไม่กล้าเสนอแนะอะไร คงต้องดำเนินการและจัดการแก้ไขในพื้นที่รับผิดชอบของตัวเอง เพื่อให้เด็กกินอิ่ม ได้อาหารมีคุณภาพตามที่ตัวเองต้องจัดการต่อไป” ส.ต.ท.กฤสพัฒฐ์ กล่าว

อีกด้านหนึ่ง จงกลนี วิทยารุ่งเรืองศรี ผู้จัดการโครงการศูนย์เรียนรู้ต้นแบบโรงเรียนเด็กไทยแก้มใส สถาบันสร้างเสริมวิถีบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพ เสนอแนะว่า กรณีโรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียนมากกว่า 200 คน ไม่ควรขึ้นค่าอาหารกลางวัน แต่ควรดูแลโรงเรียนที่มีนักเรียนน้อยกว่า 200 คน โดยกำหนดขึ้นค่าอาหาร ลดหลั่นกันไป หรือจะใช้สูตรแยกคิด โดยดึงค่าใช้จ่ายประจำออกมาก่อน เช่น ค่าแม่ครัว ค่าแก๊ส ค่าน้ำยาล้างจาน ค่าฟองน้ำล้างจาน เป็นต้น จะได้ประมาณ 400 บาทต่อโรงเรียน แล้วจึงมาคิดค่าวัตถุดิบ เช่น ค่าวัตถุดิบล้วนๆ 25 บาทต่อคน ก็อาจจะเพียงพอ

อีกข้อเสนอแนะหนึ่ง คือ ควรนำงบไปอุดหนุนโรงเรียนขยายโอกาสที่มีนักเรียนมัธยมต้นด้วย เนื่องจากโรงเรียนเหล่านั้นได้จัดจ้างแม่ครัวมาประกอบอาหารกลางวันอยู่แล้ว การเพิ่มค่าวัตถุดิบเผื่อไปให้นักเรียนมัธยม เด็กๆ จะได้ทานอาหารอย่างมีคุณภาพ และยังสร้างโอกาสให้นักเรียนยากจนได้มีโอกาสเรียนต่อจนจบภาคบังคับ!!!


SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : โควิดในมุมมานุษยวิทยา คนเคลื่อนย้าย-โรคไปด้วย #SootinClaimon.Com

Posted on February 14, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/552531

สกู๊ปแนวหน้า : โควิดในมุมมานุษยวิทยา คนเคลื่อนย้าย-โรคไปด้วย

สกู๊ปแนวหน้า : โควิดในมุมมานุษยวิทยา คนเคลื่อนย้าย-โรคไปด้วย

วันอาทิตย์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

วิกฤติไวรัสโควิด-19 โรคร้ายที่ระบาดไปทั่วโลกในปัจจุบันนั้นมีหลายแง่มุมที่น่าสนใจ เช่น สุขภาพ เศรษฐกิจรวมถึง “การเคลื่อนย้ายของผู้คน” โดยเมื่อเร็วๆ นี้ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) จัดเสวนา (ออนไลน์) เรื่อง “ข้าม (ไม่ข้าม) และการเชื่อมต่อในโลกที่เคลื่อนย้าย” ซึ่งหนึ่งในวิทยากรคือ ผศ.ดร.ประเสริฐ แรงกล้า อาจารย์สาขามานุษยวิทยา คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บอกเล่าเรื่องนี้ไว้อย่างน่าสนใจ

อาจารย์ประเสริฐ เริ่มต้นด้วยการกล่าวว่า “เชื้อโรคเดินทางเองไม่ได้ ต้องอาศัยมนุษย์ทั้งการเคลื่อนย้ายและการแพร่กระจาย” เช่น กรณีของไวรัสโควิด-19 นั้นติดเชื้อผ่านน้ำมูกและน้ำลาย ก่อนจะเกิดการระบาดในระดับเมือง ประเทศ ทวีปและโลก ดังนั้น การเดินทางของโรคระบาดจึงไม่ควรถูกมองเฉพาะในมุมการแพทย์ เพราะการเดินทางของไวรัสหรือเชื้อโรค มาจากองค์ประกอบที่หลากหลาย

เช่น หากเชื่อว่าจุดเริ่มต้นของวิกฤติไวรัสโควิด-19 มาจากค้างคาวที่ตลาดในเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน จุดแรกก็คือมนุษย์กับค้างคาว ต่อมาเมื่อรัฐบาลจีนเริ่มมาตรการปิดเมืองควบคุมโรค ก็มีความพยายามเดินทางออกจากอู่ฮั่นไปที่เมืองอื่นๆ ของจีน รวมถึงไปต่างประเทศ ซึ่งก็มีส่วนหนึ่งเดินทางมาประเทศไทย ทำให้ไทยพบผู้ติดเชื้อรายแรกในเมืองหลวงคือ กรุงเทพฯ ดังนั้น สถานการณ์โรคระบาดในระดับโลก (Pandemic) จึงน่าสนใจว่า การเดินทางที่นำพาเชื้อโรคไปด้วย เช่น ไปไกลถึงทวีปยุโรป อาทิ เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี เกิดขึ้นได้อย่างไร

“มีคลิปของ CNN (สำนักข่าวในสหรัฐอเมริกา) ที่มีปาร์ตี้ในฟลอริดา มันกลายเป็นที่แพร่ระบาดเชื้อออกไปของนักท่องเที่ยวที่มาปาร์ตี้อย่างไร ทำให้ผมนึกถึงเวลาเราพูดถึงคลัสเตอร์ (Cluster-จุดที่นำไปสู่การระบาดใหญ่) ในกรุงเทพฯ คลัสเตอร์บ่อน คลัสเตอร์ไก่ชน คลัสเตอร์ไนท์คลับ อะไรอย่างนี้ มันก็น่าสนใจมากที่เราจะ Map (ทำแผนที่) อะไรพวกนี้ออกมา” อาจารย์ประเสริฐ ยกตัวอย่าง

อาจารย์ประเสริฐ กล่าวต่อไปว่า ที่ผ่านมามนุษย์มีการเคลื่อนย้ายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต โดยคนแต่ละคนจะมีแผนการเดินทางในแต่ละวัน เช่น ออกจากบ้านตอนเช้าพาลูกไปส่งที่โรงเรียนก่อนที่จะไปทำงาน หรือทำงานจนถึงเวลาเท่านั้นเท่านี้แล้วจะเดินทางไปที่ใดต่อ กระทั่งเมื่อเกิดสถานการณ์โรคระบาด การเดินทางของมนุษย์ก็เผชิญกับความแปรปรวนอย่างมาก หรือบางคนอาจจะเรียกว่าเป็นการสะดุดอย่างน่าตกใจของการเดินทาง (Shock Mobility) ทำให้มนุษย์รู้สึกถึงปัญหาหรือเกิดคำถามต่างๆ นานา ตามมาทันที

ทั้งนี้ “คนแต่ละคนมีความสามารถในการรับมือวิกฤติไวรัสโควิด-19 แตกต่างกัน” กล่าวคือ 1.ในสังคมยังมีผู้คนที่ทำงานในอาชีพที่ดำรงอยู่ได้ด้วยการพึ่งพาการเคลื่อนย้าย เช่น ขับแท็กซี่ ขับรถส่งอาหาร หรือขายอาหารริมทางที่มีพนักงานออฟฟิศเป็นลูกค้า ซึ่งมีคนที่ประกอบอาชีพทำนองนี้จำนวนมาก คนเหล่านี้อยู่ได้ด้วยการพึ่งพาการเคลื่อนย้ายของบุคคลอื่น เช่น มีคนขายโรตีย่านท่าพระจันทร์ (ที่ตั้งของ ม.ธรรมศาสตร์) บ่นว่าเมื่อไรนักศึกษาจะกลับมาเรียน? เพราะเมื่อไม่มีนักศึกษาก็ขายโรตีได้น้อยลง เป็นต้น

ในทางกลับกัน ท่ามกลางยุคสมัยอันเฟื่องฟูของธุรกิจส่งอาหาร คำถามที่ตามมาคือแล้วคนเหล่านี้ต้องเจอกับอะไรบ้าง? ซึ่งก็มีผู้วิพากษ์วิจารณ์อาชีพนี้ที่เป็นส่วนหนึ่งของ Gig Economy (กลุ่มอาชีพที่ทำงานด้วยการรับงานจากผู้ให้บริการผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ) ว่าเป็นงานที่ไม่มั่นคงหรือไม่มีหลักประกัน หรือแม้กระทั่งมองว่าเป็นการขูดรีดแรงงานแบบหนึ่ง จึงหมายความว่า เศรษฐกิจที่เติบโตไม่ใช่จะมีแต่ด้านบวกเสมอไป

2.ไม่ใช่ทุกคนจะสามารถอยู่บ้านไม่ออกไปไหนได้ที่ผ่านมามีการรณรงค์ให้ผู้คนอยู่บ้านเพื่อตัดวงจรการระบาดของโรค ก็มีการพูดกันว่า “การอยู่บ้านเป็นเรื่องของอภิสิทธิ์ชนหรือคนร่ำรวย (Privilege หรือ Luxury)” เช่นมีบ้านที่น่าอยู่พอที่จะทำให้ไม่อยากออกไปไหน หรือการเรียนออนไลน์ก็ไม่ใช่เรื่องที่ทุกคนทำได้ ดังที่มีข่าวเมื่อเร็วๆ นี้ว่ามีนักศึกษาฆ่าตัวตายเพราะเกิดความเครียดจากการเรียนออนไลน์ เรื่องนี้รัฐต้องเข้ามาดูแลและไม่อาจคิดว่าลำพังการมีเทคโนโลยีเอื้ออำนวยก็เพียงพอแล้ว

“สำหรับบางคนอาจจะมีบ้านหลังที่ 2 ที่ 3 ในยุโรป ในอิตาลี คนหนีจากมิลานลงมาทางใต้ ในกรุงเทพฯ เมื่อมีการระบาดรอบ 2 ติดกับสมุทรสาคร มีคนเอาลูกกลับไปอยู่ต่างจังหวัดเยอะมาก คนเหล่านี้คือคนมีเงิน แล้วถามว่าตาสี-ตาสาคุณจะเอาตัวเองไปไว้ที่ไหนถ้าคุณไม่อยากอยู่ใกล้แหล่งที่มีโรคระบาด มันมีความไม่ง่ายของการบอกว่าให้อยู่เฉยๆ การอยู่เฉยๆ ไม่ใช่เรื่องที่ใครก็ทำได้ ดังนั้น Immobility (การไม่เคลื่อนย้าย) การไม่ทำอะไรไม่ควรเป็นโจทย์ที่ทึกทักเอาว่าใครๆ ก็ทำได้ หรือไม่เป็นปัญหาอะไร” อาจารย์ประเสริฐ กล่าว

อีกประเด็นหนึ่งที่นักวิชาการด้านมานุษยวิทยาผู้นี้ตั้งข้อสังเกต คือ “สถานการณ์โรคระบาดกับการดำรงอยู่ของชาวต่างชาติในประเทศ” เช่น การระบาดของไวรัสโควิด-19 ระลอก 2 ในประเทศไทยที่เชื่อมโยงกับแรงงานชาวเมียนมาในจ.สมุทรสาคร ซึ่ง “หากมองย้อนไปในประวัติศาสตร์โลก ชาวต่างชาติมักถูกกล่าวโทษว่าเป็นผู้นำพาโรคระบาดอยู่เสมอ” เช่น สหรัฐอเมริกา เคยมีการโยงเรื่องการระบาดของโรคเอดส์ (HIV/AIDS) กับชาวเฮติ

แต่การมองปัญหาโรคระบาดกับชาวต่างชาติก็ไม่อาจมองได้เพียงมุมเดียว เช่น กรณีของไทยที่รัฐบาลมองว่ามีขบวนการลักลอบนำพาแรงงานต่างด้าวเข้ามาในประเทศ แต่ในความเป็นจริง มีแรงงานต่างด้าวส่วนหนึ่งที่เข้ามาทำงานในไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่เมื่อกลับบ้านไปเกิดแล้วฝั่งไทยปิดพรมแดนพอดี และรัฐไม่มีกลไกให้แรงงานนำเอกสารมาพิสูจน์ยืนยันตัวตนรวมถึงเข้ากระบวนการกักตัว 14 วันในราคาที่พอจ่ายได้ ทำให้แรงงานกลุ่มนี้ต้องหันไปพึ่งขบวนการลักลอบนำพาข้ามแดนกลับเข้ามา ซึ่งก็มีเจ้าหน้าที่รัฐฝั่งไทยเข้าไปเกี่ยวข้อง

อนึ่ง การเคลื่อนย้ายผู้คนกับโรคระบาดยังถูกมองแตกต่างกัน ในขณะที่ฝ่ายขวากล่าวโทษการเดินทางของชาวต่างชาติ เช่น เชื่อมโยงการระบาดของไวรัสโควิด-19 ในประเทศต่างๆ กับการเดินทางของชาวจีน ฝ่ายซ้ายจะบอกว่าโรคระบาดนี้เกิดขึ้นจากการที่มนุษย์เข้าไปรุกรานธรรมชาติบ้าง หรือบอกว่าระบบทุนนิยมที่มีความเป็นโลกาภิวัตน์ไร้พรมแดนโดยมีเมืองอู่ฮั่นเป็นฐานการผลิตสำคัญของอุตสาหกรรมได้นำพาโรคระบาดไปยังพื้นที่อื่นๆ บ้าง

“ประเด็นสุดท้ายที่เราต้องมาประเมินการเคลื่อนย้ายโควิด-19 ทำให้เราต้องกลับมาคิดว่า เราต้องจินตนาการถึงโลกยุคหลัง Post-Pandemic คือหลังการระบาดว่ามันจะเป็นอย่างไร บางประเทศก็อาจจะมีกระแสที่พูดอะไรบางอย่างแต่ไม่ทำอะไร แต่บางประเทศก็อาจเริ่มมีอะไรบางอย่าง เช่น การกลับมานิยมจักรยานในอินเดีย หรือการพูดว่าเศรษฐกิจเราพึ่งพาการท่องเที่ยวมากเกินไป แล้วมันจะต้องทำอย่างไร? ฉะนั้นในทางหนึ่ง โรคระบาดก็เป็นตัวชักชวนให้เรากลับมาประเมินการเดินทางหรือการเคลื่อนย้ายมันควรจะเป็นอย่างไร” อาจารย์ประเสริฐ กล่าวทิ้งท้าย


SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ‘หาเช้ากินค่ำ’ รับไม่ไหว ‘รถไฟฟ้า’ ค่าโดยสารแพง #SootinClaimon.Com

Posted on February 13, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/552357

สกู๊ปแนวหน้า : ‘หาเช้ากินค่ำ’รับไม่ไหว  ‘รถไฟฟ้า’ค่าโดยสารแพง

สกู๊ปแนวหน้า : ‘หาเช้ากินค่ำ’รับไม่ไหว ‘รถไฟฟ้า’ค่าโดยสารแพง

วันเสาร์ ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 07.15 น.

“โครงข่ายระบบราง” เป็นความหวังที่จะช่วยบรรเทาปัญหาการจราจรในกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยคาดว่า “เมื่อรถไฟฟ้า (ทั้งลอยฟ้าและใต้ดิน) สร้างเสร็จทั้งหมดตามแผนที่วางไว้ ประชาชนจะลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล” ซึ่งเมื่อปัญหาการจราจรติดขัดเบาบางลงแล้วยังส่งผลให้ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก 2.5 ไมครอน หรือ PM2.5 เบาลงด้วย อย่างไรก็ตาม “อัตราค่าโดยสาร” ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า “แพงหูฉี่” คือ อุปสรรคสำคัญที่จะทำให้เป้าหมายดังกล่าวไม่เป็นตามที่คาดหวังไว้

เมื่อเร็วๆ นี้ มีการจัดเสวนา (ออนไลน์) เรื่อง“ค่าโดยสารรถไฟฟ้าหลากสี กับราคาที่ประชาชนต้องแบกรับ” โดยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ซึ่ง สุเมธ องกิตติกุล ผู้อำนวยการวิจัยและนโยบายด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ TDRI กล่าวว่า หากดูอัตราค่าโดยสารในปัจจุบัน ปัญหาหลักคือ “ค่าโดยสารในแต่ละเส้นทางคำนวณแยกกัน” ซึ่งแต่ละเส้นทางจะมีสัญญาสัมปทาน ทำให้เส้นทางไหนมีระยะทางยาวค่าโดยสารเฉลี่ยจะถูก แต่เส้นทางไหนมีระยะสั้นค่าโดยสารเฉลี่ยจะแพง

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ รถไฟฟ้าสายสีทอง ที่เพิ่งเปิดให้บริการไม่นานนี้ เป็นเส้นทางที่สั้นระยะทางไม่ถึง2 กิโลเมตร แต่เก็บ 15 บาทตลอดสาย ถ้าเฉลี่ยค่าโดยสารต่อกิโลเมตรจะตกอยู่เกือบ 8 บาทต่อกิโลเมตร จึงทำให้เห็นได้ชัดว่าเส้นทางไหนยิ่งยาวค่าโดยสารจะถูก โดยเส้นทางเฉลี่ยทั่วไปจะมีระยะทางประมาณ 25-30 กิโลเมตร โดยเกือบทุกเส้นทางรัฐบาลมีนโยบายกำหนดค่าโดยสารสูงสุดในระดับหนึ่ง เมื่อเฉลี่ยค่าโดยสารจากต้นทางถึงปลายทางจะประมาณไม่เกิน 2 บาทต่อกิโลเมตร

โดยปัญหาอยู่ที่ผู้โดยสารส่วนใหญ่เดินทางจะไม่เดินทางจากต้นทางถึงปลายทาง ถ้ารถไฟฟ้ามีลักษณะเป็นโครงข่ายมากยิ่งขึ้น จุดต้นทางและปลายทางอาจจะอยู่ในเส้นทางเดียวกันได้ หรืออาจจะอยู่หลายสายได้ จึงต้องเชื่อมต่อค่อนข้างมาก ซึ่งต้นทางและปลายทางจะต้องมีการเดินทางผ่านหลายสาย บางจุดหมายอยู่ในเส้นทางรถไฟฟ้าสายเดียวกัน บางจุดหมายต้องเดินทาง 2 สาย และบางเส้นทางต้องเดินมามากถึง 3 สาย

“จะเห็นได้ชัดเส้นไหนที่ต่อ 3 สาย เช่น เมื่อเดินทางจากใจกลางเมืองไปยังพื้นที่มีนบุรี จะมีค่าโดยสารเฉลี่ยสูงสุดถึง 108 บาท หรือเฉลี่ยต่อ 1 กิโลเมตรตกอยู่ที่ 3 บาทกว่า ถือว่าค่อนข้างแพงเมื่อเปรียบเทียบกับนั่งรถตู้โดยสารที่มีค่าโดยสารประมาณ 40-50 บาท จะเห็นได้ว่าค่าโดยสารจะส่งผลในทางเลือกในการเดินทางด้วย จึงทำให้ในอนาคตประชาชนต้องเผชิญค่าโดยสารที่ค่อนข้างแพงถ้าภาครัฐยังไม่ได้ดำเนินการที่จะแก้ไขปัญหานี้ตั้งแต่ก่อนเปิดตัว” สุเมธ กล่าว

ผอ.วิจัยและนโยบายด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ TDRI กล่าวต่อไปว่า ปัญหาหลักของรถไฟคือ “สัญญาสัมปทานแต่ละสัญญาทำต่างกันต่างวาระ” เมื่อดูโครงสร้าง
ของสัมปทานปัจจุบันมีมากถึง 10 สัญญา ซึ่งแต่ละสัญญาจะมีเงื่อนไขการเก็บค่าโดยสารที่แตกต่างกันออกไป“ทำให้เกิดปัญหาเอกชนที่รับสัญญาแล้วรัฐบาลจะไปกำกับและควบคุมค่าโดยสารให้มีความสอดคล้องกันยาก” ถ้าสัญญาสัมปทานไม่ได้กำหนดตั้งแต่ต้นรัฐบาลต้องแก้สัญญาหรือต้องจ่ายค่าชดเชยให้กับเอกชนที่รัฐบาลผิดเงื่อนไขสัญญา ซึ่งเป็นปัญหาที่เจอเกือบทุกสัญญาสัมปทาน

นอกจากนี้สัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวเป็นสัญญาที่แยกจากกัน ส่งผลให้อัตราค่าโดยสารของหลักและส่วนต่อขยายต่างกัน ซึ่งพร้อมที่จะเกิดปัญหาในอนาคตได้เสมอถ้าไม่มีการนำสัญญาสัมปทานทุกสัญญามาพิจารณาร่วมกันในเรื่องของอัตราค่าโดยสาร จึงเสนอแนวทางการปรับปรุงแก้ไขอัตราค่าโดยสาร 2 แนวทาง คือ 1.ยกเว้นค่าแรกเข้าทุกโครงการ จึงจำเป็นต้องแก้ไขสัญญาสัมปทานและกำหนดค่าแรกเข้าให้ชัดเจน

กับ 2.ยกเว้นค่าแรกเข้าทุกโครงการและกำหนดเพดานค่าโดยสารสูงสุด เห็นได้จากในอดีตมีการหาเสียงเรื่องราคารถไฟฟ้าค่อนข้างเยอะ แต่ปัจจุบันเริ่มไม่ค่อยพบเห็นแล้ว จะเห็นได้ว่าปัจจุบันการกำหนดเพดานค่าโดยสารจำเป็นต้องพูดถึง แต่จะอยู่ที่ราคาเท่าไหร่ที่พอเป็นไปได้และกำหนดในสัญญาสัมปทานเข้าไป แล้วจะได้ดำเนินการร่วมกัน ซึ่งค่าแรกเข้าและโดยสารจะสะท้อนระยะทาง และถ้ากำหนดค่าโดยสารสูงสุดได้จะต้องแยกค่าโดยสารออกจากสัญญาสัมปทานทุกสัญญา และใช้ค่าโดยสารร่วมแทน

ขณะที่ สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ให้ความเห็นว่า “ต้องมองรถไฟฟ้าในฐานะขนส่งมวลชนขั้นพื้นฐาน” โดยหากย้อนไปดูการเกิดขึ้นของรถไฟฟ้าสายสีเขียวซึ่งเป็นสายแรกในประเทศไทย จุดประสงค์ในการสร้างคือต้องการให้ทุกคนได้ใช้งาน ดังนั้นรถไฟฟ้าจึงไม่ใช่บริการทางเลือก ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับค่าแรงขั้นต่ำในกรุงเทพฯ ที่อยู่ประมาณ 320 บาทต่อวัน ตัวอย่างเช่นค่ารถไฟฟ้าสูงสุดต่อเที่ยว 104 บาท หรือประมาณร้อยละ 30ของค่าแรงขั้นต่ำที่ได้ต่อวัน จะเห็นได้ว่าแทบจะไม่มีเงินใช้จ่ายภายในครอบครัว

“รัฐบาลต้องกำหนดให้รถไฟฟ้าเป็นบริการขนส่งมวลชน ไม่ใช่บริการทางเลือกสำหรับคนที่มีเงินเดือน 2.5 หมื่นบาทขึ้นไป การเดินทางในปัจจุบันถ้าคิดว่าได้รับความ
สะดวกสบายแสดงว่าไม่เป็นความจริง เห็นได้จากปัญหารถติดค่ารถไฟฟ้าก็แพง เพราะฉะนั้นควรทำไปสู่เป้าหมายว่าให้ทุกคนมีความทุกข์ในการเดินทางน้อยลง” เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าว

เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เสนอแนะว่า 1.สัญญาสัมปทานที่เก็บค่าโดยสารสูง สูงสุดถึง 104 บาท ซึ่งมีราคาสูงเกินไป รัฐบาลควรชะลอการปรับราคาแล้วสนับสนุนอย่างอื่นแทน และ 2.ทบทวนนโยบายในการแก้ปัญหา เห็นได้จากในต่างประเทศทำให้ราคาค่าโดยสารรถไฟฟ้าราคาถูกกว่าในไทย ซึ่งรัฐบาลควรนำสัญญาสัมปทานทุกสายมาทบทวนให้เกิดความเป็นธรรม

ซึ่งการที่ให้ชะลอการปรับราคาค่าโดยสารที่สูงถึง 104 บาท เพราะผิดมติของ ครม. และผิดกฎหมายของกรุงเทพมหานครที่การขึ้นราคาต้องให้สภากรุงเทพมหานครเป็นผู้ดูแล ทุกหน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน นักวิชาการ และผู้บริโภค ควรมีการร่วมมืออย่างจริงจัง เพื่อให้คนหาเช้ากินค่ำได้ใช้งานรถไฟฟ้าได้ นอกจากนี้แล้วการที่ไม่คิดแบบโครงข่ายทำให้แยกส่วน ทำให้ไม่มีระบบส่งเสริมให้ผู้บริโภคได้ใช้บริการจริงๆ

ด้าน ผศ.ดร.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เล่าว่า เป็นคนหนึ่งที่เดินทางไปทำงานด้วยรถไฟฟ้า และตั้งข้อสังเกตว่า 1.ทุกครั้งที่นั่งรถไฟฟ้าทำไมต้องจ่ายแพง เช่น ถ้านับสถานีแบริ่งถึงสถานีสยาม จะมีสถานีน้อยกว่าจากสถานีอ่อนนุชถึงสถานีหมอชิต แต่จากแบริ่งถึงสยามมีราคาแพงกว่า ซึ่งเห็นได้ว่าการทำสัญญาสัมปทานไม่เคยนำความคิดของประชาชนกรุงเทพฯ เป็นที่ตั้ง แต่เป็นความคิดของผู้ทำสัมปทานเพียงฝ่ายเดียว

2.ไม่มีใครทำประโยชน์ได้เพราะรถไฟฟ้า เช่นในประเทศสิงคโปร์ จะพบว่าการทำรถไฟฟ้าคือการร่วมลงทุนกันเพื่อดึงประชาชนกลับเข้าเมือง เพราะประชาชนออกไปอยู่นอกเมืองมากกว่าในเมือง ถ้าหากเมืองไม่มีรถไฟฟ้าเมืองจะมีความเสื่อมถอย โดยเงื่อนไขของการศึกษาการทำรถไฟฟ้านั้นจะไม่มีแค่ความยุติธรรมเพียงอย่างเดียว แต่ต้องดูมูลค่าของที่ดินว่าได้ประโยชน์มากน้อยเพียงใด

3.ผู้ว่าราชการกรุเทพมหานครต้องมีความยืดหยุ่น ซึ่งต้องการคณะกรรมการหลายภาคส่วนทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน กำหนดระบบการขนส่งทั้งระบบ เพื่อ
แก้ปัญหาสัญญาสัมปทานที่เกิดขึ้น 4.ทำอย่างไรให้การหารายได้ที่นอกเหนือจากการเก็บค่าโดยสาร ให้เป็นรายได้หลักของรถไฟฟ้า เพราะหากทำไม่ได้จะเป็นภาระของผู้ที่ประมูลสัมปทาน เปรียบเทียบอย่างต่างประเทศ สถานีจะมีร้านค้าเป็นจำนวนมาก ซึ่งต่างจากประเทศไทยที่ไม่มี

และ 5.ผู้บริหารมีส่วนทำให้ค่าโดยสารถูกหรือแพงเห็นได้จากงานวิจัยของประเทศฝรั่งเศสที่คำนวณในหลายๆ เมืองภายในประเทศ พบว่าถ้าผู้บริหารเมืองมาจากฝ่ายก้าวหน้าจะมีค่าโดยสารถูกกว่าผู้บริหารเมืองที่มาจากฝ่ายอนุรักษ์นิยม ซึ่งก็ไม่ได้ต่างกันมากนักแต่เห็นได้ชัด ยิ่งถ้ามีพวกที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมจะยิ่งถูกลง จึงทำให้ผู้บริหารต้องคิดคำนวณถึงราคาที่ดินและความรับผิดชอบของเอกชนด้วย!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : มองเมียนมา-แลอาเซียน ‘ทหาร-การเมือง’ แยกไม่ขาด #SootinClaimon.Com

Posted on February 7, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/550905

สกู๊ปแนวหน้า : มองเมียนมา-แลอาเซียน  ‘ทหาร-การเมือง’แยกไม่ขาด

สกู๊ปแนวหน้า : มองเมียนมา-แลอาเซียน ‘ทหาร-การเมือง’แยกไม่ขาด

วันอาทิตย์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 08.10 น.

เป็นสถานการณ์ที่ต้องจับตามองกันต่อไปกับการรัฐประหารในเมียนมา เมื่อฝ่ายกองทัพที่เข้าควบคุมอำนาจในเช้าวันที่ 1 ก.พ. 2564 ประกาศในเวลาต่อมาว่าจะใช้เวลาเพียง 1 ปีแล้วจะให้มีการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งเมื่อช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการจัดเสวนา (ออนไลน์) หัวข้อ “รัฐประหารพม่า 2021: เพื่อนบ้านด้านตะวันตก
เหตุการณ์ไม่เปลี่ยนแปลง” โดยศูนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา สถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา ร่วมกับ วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ และคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ผศ.ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช อาจารย์โครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เล่าประวัติศาสตร์การก่อเกิดของกองทัพเมียนมา ซึ่งต้องย้อนไปในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2(ปี 2484-2488) กองทัพญี่ปุ่นเคลื่อนพลเข้าสู่แผ่นดินเมียนมาที่ในยุคนั้นยังเป็นอาณานิคมของอังกฤษ ทำให้เกิดกระแสตื่นตัวของชาวเมียนมาผู้รักชาติ โดยเมียนมาได้รับเอกราชในปี 2491 ดังนั้นจึงถือได้ว่ากองทัพเมียนมาเกิดขึ้นมาก่อนที่จะมีประเทศเมียนมาเสียอีก

ในระยะแรกๆ เมียนมาปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา แต่มีปัญหาสงครามกลางเมืองและความขัดแย้งของนักการเมือง เปิดช่องให้กองทัพเข้ามาเป็นรัฐบาลรักษาการช่วงปี 2501-2503 ก่อนจะมีการจัดเลือกตั้งแต่รัฐบาลพลเรือนก็อยู่ได้ไม่นานจากปัญหากลุ่มแบ่งแยกดินแดนกองทัพจึงก่อรัฐประหารในปี 2505 และคราวนี้เป็นรัฐบาลทหารยาวนานถึง 26 ปี จากนั้นในปี 2531 ประชาชนชาวเมียนมาไม่พอใจการปกครองภายใต้รัฐบาลทหาร มีการชุมนุมประท้วงใหญ่เรียกร้องประชาธิปไตย แต่ผลลัพธ์ที่ได้คือกองทัพปกครองประเทศยาวนานอีก 20 ปี

กระทั่งในปี 2553 เมียนมามีการเลือกตั้งใหญ่อีกครั้ง ท่ามกลางการจับตามองของประชาคมโลกเพราะประเทศแห่งนี้ปกครองด้วยรัฐบาลทหารมาเกือบครึ่งศตวรรษ แต่จุดเปลี่ยนสำคัญอยู่ที่การเลือกตั้งในปี 2558 ที่พรรค USDP ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่กองทัพให้การสนับสนุน พ่ายแพ้ให้กับพรรค NLD ของ ออง ซาน ซู จี และพรรค USDP ก็แพ้เลือกตั้งพรรค NLD อีกครั้งเมื่อปลายปี 2563 แต่ครั้งนี้การที่พรรค NLD ชนะอย่างถล่มทลาย ทำให้กองทัพและพรรค USDP ตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในการจัดการเลือกตั้ง

ผศ.ดร.ดุลยภาค กล่าวต่อไปว่า “ตลอด 10 ปี (2553-2563) ที่เมียนมาใช้ระบอบผสมระหว่างทหารกับพลเรือน ทั้ง 2 ฝ่ายก็มีความขัดแย้งกันบ้าง แต่เมื่อฝ่ายพลเรือนเข้มแข็งขึ้นเรื่อยๆ จนกองทัพรู้สึกอึดอัดว่าไม่สามารถควบคุมการเมืองได้ และอาจนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ลดอำนาจกองทัพ จึงต้องตัดวงจรเสียด้วยการรัฐประหาร” และในเวลา 1 ปีก่อนจะมีการเลือกตั้งตามที่กองทัพให้สัญญาไว้ เชื่อว่าคงมีการทำให้พรรค NLD และฝ่ายประชาธิปไตยอ่อนกำลังลง เช่น
ตั้งข้อหาบุคคลที่มีบทบาทสำคัญ เพื่อให้กองทัพยังคงรักษาบทบาททางการเมืองต่อไปได้

อนึ่ง ก่อนหน้านี้กองทัพคาดหวังว่า หากพรรค USDP ได้ที่นั่งในรัฐสภาพอย่างน้อยร้อยละ 26 แล้วบวกกับสมาชิกรัฐสภาอีกร้อยละ 25 ที่เป็นโควตาของกองทัพ
ก็จะเพียงพอสำหรับการส่ง พล.อ.มิน อ่อง หล่ายผู้บัญชาการทหารสูงสุด ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี แต่แล้วผลการเลือกตั้งในปี 2563 กลับไม่เป็นไปดังที่หวังไว้เพราะพรรค USDP ได้ที่นั่งในรัฐสภาน้อยเกินไป อีกทั้งในช่วงที่ผ่านมา กองทัพยังวิพากษ์วิจารณ์ ออง ซานซู จี และรัฐบาลพรรค NLD ว่ารวบอำนาจเข้าสู่ฝ่ายตน ไม่ใช่การเมืองแบบพหุพรรค หรือมองว่าพรรค NLD เป็นเผด็จการรัฐสภา

“ผมให้ข้อสังเกตทิ้งท้ายไว้ การยึดอำนาจครั้งนี้กองทัพดึงเข้ากรอบรัฐธรรมนูญ มาตรา 417 คือให้ประธานาธิบดีประกาศภาวะฉุกเฉิน คือท่าน มิน ส่วย แล้วสถาบันนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการตามปกติจะเปลี่ยนรูปมาสู่สถาบันกองทัพ หรืออะไรก็แล้วแต่ที่ มิน อ่อง หล่าย จะ Design (ออกแบบ) เช่น ไส้ในเป็นชนชั้นนำทหาร เป็นทหารเก่า หรือเป็นอดีตรัฐมนตรีสมัยพรรค USDP ดึงเข้ามาเป็นแขน-ขาในการบริหารประเทศ แล้วก็ตัดมุขมนตรี ตัดบุคคลต่างๆ ที่เคยเป็นรัฐบาลในชุด NLD

ตำแหน่งรองรัฐมนตรีสำคัญก็โละทิ้งหมด ให้เป็นรัฐบาลที่มีขนาดกระชับว่องไวขึ้นในช่วงสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่รัฐธรรมนูญก็บอกว่าถ้าเข้าตามมาตรานี้ ระยะเวลาประกาศสภาวะฉุกเฉินมี 1 ปี ก็ตามนั้นเลยที่เขาประกาศออกมา แต่ยังมีเงื่อนไขอีกว่าสามารถขยายเวลาต่อได้เป็น 2 ครั้ง ครั้งละไม่เกิน 6 เดือน แต่ถ้าจะเอามากกว่านั้นก็ต้องไปชงกันที่สภากลาโหมและความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งมันก็เป็นคนที่กองทัพมีอิทธิพลมากกว่าพลเรือน และตอนนี้ มิน อ่อง หล่าย ก็คุมสภาแห่งนี้ไปเรียบร้อยแล้ว” ผศ.ดร.ดุลยภาค กล่าว

ขณะที่ ผศ.อัครพงษ์ ค่ำคูณ คณบดีวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ กล่าวถึงคำว่า “รัฐเสนานุภาพ (Praetorian State)” ซึ่งเป็นคำเก่าแก่มีประวัติยาวนานตั้งแต่อาณาจักรโรมัน ที่กองทัพถือว่าตนเองมีบทบาทในการปกป้ององค์จักรพรรดิ หรือในยุคต่อๆ มาก็หมายถึงกองทัพมีความเชื่อว่าตนเองมีบทบาทหน้าที่ปกป้องรัฐ และความเชื่อนี้ทำให้ทหารไม่สามารถตัดตนเองออกจากความคิดที่ว่าตนเองเป็นเจ้าของแผ่นดินยิ่งกว่าผู้อื่นได้

แต่ที่มากไปกว่านั้นคือ “กองทัพยังมีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจอยู่ในมือจำนวนมาก” เช่น ในกรณีของเมียนมา คือบริษัทใหญ่ 2 แห่งอย่าง MEC และ UMEH ที่ทำกิจการครอบคลุมแทบทุกอย่างในประเทศ แต่ในขณะที่สังคมที่มีความเป็นประชาธิปไตย ตลาดจะเสรีส่งผลให้มีการแข่งขันเชิงคุณภาพ “การรัฐประหารแม้จะทำธุรกิจในภาพรวมซบเซา แต่ธุรกิจของบางกลุ่มจะเฟื่องฟูมาก” ทั้งนี้ สิ่งที่คนไม่ค่อยพูดถึงกันคือ “ทหารมีบทบาททางธุรกิจ” หากไม่ได้ทำเองก็เข้าไปนั่งเป็นกรรมการบริหาร ซึ่งพบได้ทั่วไปในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน)

ผศ.อัครพงษ์ กล่าวต่อไปว่า ถึงกระนั้น “ความเป็นรัฐเสนานุภาพจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้หากกองทัพถูกตรวจสอบได้” เช่น ในเมียนมา MEC และ UMEH ไม่ต้องเปิดเผยข้อมูลภาษีหรือผลประโยชน์ใดๆ จนมีสภาพเหมือน “รัฐซ้อนรัฐ (Deep State)” ที่กองทัพมีสภาพเหมือนเป็นรัฐรัฐหนึ่งมีอำนาจปกครองตนเอง (Authority) แม้จะอยู่ภายใต้รัฐบาลพลเรือน และหากจะนับอายุของภูมิภาคอาเซียน นับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา ประเทศในภูมิภาคนี้มีทหารไปเกี่ยวข้องแทบทุกวงการ ทั้งการเมือง ธุรกิจ แบบเรียนประวัติศาสตร์ แม้กระทั่งกิจกรรมวันเด็ก

“มิน อ่อง หล่าย เข้ามาแรกๆ ก็เงียบๆ นะ เข้ามาแทนพลเอกอาวุโส ตาน ฉ่วย เราก็นึกว่าเขาไม่มี Ambitious (ความทะเยอทะยาน) แต่สุดท้ายระบบที่เรียกว่า Praetorian มันทำให้เครือข่ายที่มีอยู่ ซึ่ง Praetorian ไม่ใช่ตัวทหารอย่างเดียว เป็นกลุ่มตระกูลนักธุรกิจใหญ่ด้วย ถ้าจะใช้ทฤษฎี 3 เส้าทางการเมือง คือ Military (กองทัพ) Member of Parliament (นักการเมือง) และ Mass (ประชาชน แต่หมายถึงภาคธุรกิจเอกชน) 3M นี้ ถ้า Military จับมือกับใครเมื่อไหร่ ประเทศหมดทันที หมายความว่ากระบวนการประชาธิปไตยมันจะไปต่อไม่ได้” ผศ.อัครพงษ์ กล่าว


SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ‘วัฒนธรรมป๊อป’ ยุคสมัยกับวิถีสังคม(ไทย) #SootinClaimon.Com

Posted on February 6, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/550710

สกู๊ปแนวหน้า : ‘วัฒนธรรมป๊อป’  ยุคสมัยกับวิถีสังคม(ไทย)

สกู๊ปแนวหน้า : ‘วัฒนธรรมป๊อป’ ยุคสมัยกับวิถีสังคม(ไทย)

วันเสาร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 08.00 น.

“วัฒนธรรมป๊อป (Pop Culture)” มาจากภาษาอังกฤษ คำว่า “ป๊อปปูลาร์ (Popular)” หมายถึง สิ่งที่ได้รับความนิยมในสังคม (เช่นเดียวกับในทางการเมืองที่มีคำว่า Populism-ป๊อปปูลิสม์ หมายถึงการเมืองแบบประชานิยม) โดยแต่ละยุคสมัยจะมี“กระแสหลัก” ไม่ว่าการแต่งกาย การท่องเที่ยวสื่อบันเทิงและอื่นๆ อีกมากมาย ดังที่แต่ละคนคุ้นเคยกับคำว่า ยุค 1960 1970 1980 1990 หรือคนรุ่นปู่ รุ่นพ่อ รุ่นลูก ต่างก็มีความทรงจำเกี่ยวกับวัฒนธรรมป๊อปที่แตกต่างกันตามแต่ยุคสมัยที่ตนเองเติบโตขึ้นมา

เมื่อเร็วๆ นี้ มีการเสวนา (ออนไลน์) เรื่อง “วัฒนธรรมป๊อป วัยรุ่น และชีวิตคน (ใน) เมือง”จัดโดย ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ซึ่ง รศ.ดร.วสันต์ ปัญญาแก้ว หัวหน้าภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่กล่าวว่า วัฒนธรรมป๊อป หรือแปลเป็นไทยได้ว่า “วัฒนธรรมสมัยนิยม” เป็นส่วนหนึ่งของวิชาวัฒนธรรมศึกษา วิชาดังกล่าวก่อตัวขึ้นในทศวรรษที่ 1960 (ปี 2503-2512) ในประเทศอังกฤษ และต่อมาในทศวรรษที่ 1990 (ปี 2533-2542) ก็ได้รับความนิยมไปทั่วโลก

สำหรับประเทศไทย วัฒนธรรมป๊อปที่คุ้นเคยอาจนับได้ตั้งแต่เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 (ปี 2484-2488) สิ้นสุดลง ไทยเริ่มมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับสหรัฐอเมริกา มากขึ้น โดยเฉพาะในยุคสงครามเวียดนาม(ปี 2498-2518) ที่สหรัฐฯ ใช้ไทยเป็นฐานทัพหลักในการส่งทหารไปรบ วัฒนธรรมตะวันตกแบบอเมริกันได้ไหลบ่าเข้ามาและได้รับความนิยมในสังคมไทยแม้กระทั่ง “เพลงเพื่อชีวิต” ที่แต่งขึ้นโดยปัญญาชนในยุคนั้นเพื่อต่อต้านการขยายอิทธิพลของสหรัฐฯ ก็ยังได้รับอิทธิพลจากดนตรีตะวันตกด้วยเช่นกัน

ต่อมาในยุค 1980 (ปี 2523-2532) ญี่ปุ่นเริ่มเข้ามามีบทบาทในไทยด้านเศรษฐกิจจากการเป็นนักลงทุนอุตสาหกรรมรายสำคัญ เวลานั้นเครื่องรับโทรทัศน์เริ่มแพร่หลายตามครัวเรือนไทยมากขึ้นแม้สื่อกระแสหลักจะยังคงอยู่ในการควบคุมของรัฐ ยุคนี้เริ่มมีการนำรายการจากต่างประเทศเข้ามาฉายในไทยมากขึ้นด้วย จากนั้นยุค 1990 สังคมไทยจึงหันไปนิยม “เจ-ป๊อป (J-Pop)” หรือวัฒนธรรมสมัยนิยมแบบญี่ปุ่น

อนึ่ง ในยุค 1990 เทคโนโลยีการสื่อสารที่เพิ่งเริ่มแพร่หลายอย่าง “โทรศัพท์เคลื่อนที่” ยังมีบทบาทสำคัญในการเคลื่อนไหวทางการเมืองด้วย โดยเหตุการณ์“พฤษภาทมิฬ 2535” ถูกเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “ม็อบมือถือ” เพราะผู้ชุมนุมประท้วงที่เป็นชนชั้นกลางหลายคนใช้เทคโนโลยีดังกล่าวซึ่งเป็นของใหม่ในเวลานั้นสื่อสารเพราะเป็นช่องทางที่ยังไม่ถูกฝ่ายผู้มีอำนาจรัฐควบคุม ขณะที่เทคโนโลยีดาวเทียมก็พัฒนาไปมากมีช่องโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม รวมถึงการถ่ายทอดสดการแข่งขันกีฬาจากต่างประเทศ เช่น ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ เป็นต้น

ขณะที่ วิริยะ สว่างโชติ นักวิชาการอิสระกล่าวถึงดนตรีแนว “อัลเทอร์เนทีฟ (Alternative)” ที่ได้รับความนิยมในยุค 1990 ว่า เป็นการแสดงออกของชนชั้นกลางในยุคนั้นที่ไม่ต้องการมีวิถีชีวิตแบบเดียวกับคนรุ่นพ่อแม่ ซึ่งในยุค 1990s นี้ นักร้อง-นักดนตรี เป็นอาชีพที่พ่อแม่ผู้ปกครองไทยเปิดใจยอมรับมากขึ้น หากเทียบกับในยุค 1970s (ปี 2513-2522) หรือยุค 1980s ที่ครอบครัวไทยยังค่อนข้างรับไม่ได้หากบุตรหลานจะไปทำมาหากินในอาชีพดังกล่าว

รศ.ดร.โธมัส กวาดามูซ อาจารย์ภาควิชาสังคมและสุขภาพ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวถึงการใช้“ยาเสพติด” ของวัยรุ่นในยุคสมัยต่างๆ ว่า ในขณะที่การใช้ยาเสพติดเป็นการรวมทุกสิ่งทุกอย่างที่วัยรุ่นใช้ในการเพิ่มความเป็นตัวตน หรือการสร้างอัตลักษณ์ให้กับตนเอง ทำให้ตนเองมีความสุข แต่สังคมมองว่าเป็นเรื่องนอกกรอบและผิดกฎหมาย เช่น การรวมกลุ่มที่มีการใช้ยาเสพติด สังคมไทยมักมองไปถึงว่าต้องมีการมั่วสุมเรื่องเพศด้วย ทั้งที่อาจเป็นเพียงปาร์ตี้ยาที่มีดนตรีเป็นส่วนประกอบ และไม่มีเรื่องเพศสัมพันธ์เข้ามาเกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ วัยรุ่นบางคนมีความคิดสร้างสรรค์ในดัดแปลงสารเสพติดต่างๆ บางตัวสร้างไว้เพื่อเป็นยารักษาโรค เช่น ยานอนหลับ ยาคลายกล้ามเนื้อ โดยมีการผสมผสานตัวยาต่างๆ ทำให้เกิดผลิตภัณฑ์ชิ้นใหม่ ได้แก่ คุกกี้กัญชา หรือแม้แต่ “เคนมผง” ที่เป็นข่าวในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งวัยรุ่นทำให้เรื่องเหล่านี้เป็นความลับ เนื่องจากกลัวที่บ้านจะรู้ หรือกลัวตำรวจจับ จึงมีพฤติกรรมต่างๆ เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากสังคม

รศ.ดร.โธมัส กล่าวต่อไปว่า การที่วัยรุ่นถนัดในการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น สื่อออนไลน์ (SocialMedia) ทำให้มีวิธีต่างๆ ให้การเชิญชวนเข้าร่วมปาร์ตี้ได้อย่างรวดเร็ว บางทีอาจจะมีค่าใช้ในการเข้าร่วม หรือวิธีอื่นๆ ที่มากกว่านั้น สื่อออนไลน์สามารถทำให้วัยรุ่นเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ที่อยากจะแชร์กัน ซึ่งรวมถึงการทดลองสารต่างๆ หรือดัดแปลงต่างๆ ด้วยตัวเองจนเกิดสูตรใหม่ๆ ด้วย ต่างจากในอดีตที่บอกกันปากต่อปาก

“การเข้าถึงกลุ่มวัยรุ่นพวกนี้จะมีการเข้าถึงที่ยากมาก จึงทำให้มีความเสี่ยงที่จะทำให้ใช้ยาเกินขนาด และการติดเชื้อโรค จึงทำให้เห็นว่าสังคมยังไม่มีพื้นที่ให้กลุ่มวัยรุ่นพวกนี้แสดงออกทางความคิด หรือพบปะเพื่อนฝูง การที่กลุ่มวัยรุ่นมีความคิดสร้างสรรค์ในการที่จะสร้างสูตรยาต่างๆ หรือการลองใช้กับตัวเองถือว่ามีความเก่งมากและฉลาดมาก เพียงแต่ไม่มีพื้นที่และสังคมให้กลุ่มวัยรุ่นพวกนี้” รศ.ดร.โธมัสให้ความเห็น

ปิดท้ายด้วยนักวิชาการที่สนใจศึกษาชุมชนคนจนในเมือง รศ.ดร.บุญเลิศ วิเศษปรีชา อาจารย์คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า หากย้อนไปในอดีตประมาณ 20 ปีที่แล้ว ยุคนั้นสังคมไทยยังไม่เข้าใจและไม่มีคำเรียกคนไร้บ้าน ซึ่งหมายถึงคนที่ใช้ชีวิตในพื้นที่สาธารณะ แต่จะคุ้นเคยกับคำว่าคนจรจัดหรือคนเร่ร่อน อันเป็นคำที่มีความหมายตีตราคนเหล่านี้

“พอศึกษาเข้าจริงๆ พบว่าคนไร้บ้านไม่ได้เป็นอาชญากร แต่กลุ่มคนเหล่านี้กลายเป็นไร้บ้านด้วยเหตุผลต่างๆ เช่น ครอบครัวมีปัญหา โครงสร้างเศรษฐกิจแย่ทำให้ตกงาน จึงทำมีความเสี่ยงกลายเป็นคนไร้บ้าน ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้รู้จักเอาชีวิตรอดให้สังคม แต่หลังจากสื่อมวลชนสนใจกลุ่มคนไร้บ้าน ทำให้สังคมเข้าใจกลุ่มนี้มากขึ้น ทำให้เห็นว่าพวกเขามีที่ดินและที่อยู่อาศัยในระดับหนึ่ง ซึ่งทำให้หน่วยงานต่างๆ ได้เข้ามาดูแลช่วยเหลือ” รศ.ดร.บุญเลิศ ระบุ

รศ.ดร.บุญเลิศ ยังกล่าวถึงความพยายามจัดระเบียบกันเองของชุมชนในเมือง เช่น “ชุมชนป้อมมหากาฬ” ช่วงหลังปี 2540 เคยมีการวางแผนพัฒนาในลักษณะอนุรักษ์ชุมชนเก่า ตามกระแสนิยมในเวลานั้นที่สังคมสนใจเรื่องการอนุรักษ์และฟื้นฟูย่านเมืองเก่า โดยผู้นำชุมชนใช้ทั้งการต่อรองและการหาพันธมิตรมาช่วย แต่ท้ายที่สุดก็ไม่สามารถต้านทานความตั้งใจของ กรุงเทพมหานคร (กทม.) ที่ต้องการรื้อย้ายชุมชนออกจากแนวป้อมให้ได้

แต่ก็เป็นตัวอย่างให้เห็นว่า..ชุมชนคนจนเมืองไม่จำเป็นต้องไร้ระเบียบอย่างที่มักถูกมองเสมอไป!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

เข้าใจการเมือง ‘เมียนมา’ ก่อนถึงวันก่อ ‘รัฐประหาร’ #SootinClaimon.Com

Posted on February 4, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/550252

เข้าใจการเมือง‘เมียนมา’  ก่อนถึงวันก่อ‘รัฐประหาร’

เข้าใจการเมือง‘เมียนมา’ ก่อนถึงวันก่อ‘รัฐประหาร’

วันพฤหัสบดี ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เป็นข่าวใหญ่ประจำสัปดาห์นี้สำหรับ “เหตุการณ์กองทัพก่อรัฐประหารในเมียนมา” ซึ่งเริ่มมีสัญญาณบางอย่างมาตั้งแต่ช่วงปลายเดือน ม.ค. 2564 ก่อนจะมีความชัดเจนในเช้าวันที่ 1 ก.พ. 2564 เมื่อทหารเข้าควบคุมตัว ออง ซาน ซู จี และผู้บริหารระดับสูงของรัฐบาลพรรค NLD พร้อมประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเป็นเวลา 1 ปี โดยอ้างเหตุว่าการเลือกตั้งเมื่อปลายปี 2563 นั้นพรรค NLD ได้รับชัยชนะอย่างถล่มทลายเพราะโกงการเลือกตั้งและรับปากว่าเมื่อครบ 1 ปีแล้วจะจัดให้มีการเลือกตั้งอีกครั้ง

คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดเสวนา (ออนไลน์) เรื่อง “เขาว่าทหารพม่าจะยึดอำนาจ” ในวันที่ 1 ก.พ. 2564 วันเดียวกับที่กองทัพเมียนมายึดอำนาจรัฐบาลพลเรือน โดย ณัฐพล ตันตระกูลทรัพย์ อาจารย์สำนักวิชาการเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวถึงบทบาทของกองทัพ ที่ก่อนหน้านี้คงไม่มีใครคาดคิดว่าจะก่อรัฐประหารเพราะมีบทบาททางการเมืองมากอยู่แล้ว

เช่น รัฐธรรมนูญกำหนดให้ร้อยละ 25 ของสมาชิกรัฐสภาสงวนไว้สำหรับตัวแทนจากกองทัพ หรือให้อำนาจผู้บัญชาการทหารสูงสุดประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินได้ เป็นต้น อีกทั้งรัฐธรรมนูญยังระบุไว้ว่า “เมียนมาปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยแบบมีระเบียบวินัย” ซึ่งรัฐประหารครั้งนี้เป็นการอธิบายความหมายของถ้อยคำดังกล่าว และกองทัพอาจไม่ได้คิดว่าเข้ามาแทรกแซงการเมืองหรือทำลายประชาธิปไตย แต่คิดว่ากำลังทำหน้าที่บางอย่างตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญอยู่

อย่างไรก็ตาม กองทัพยังมีกลไกอื่นๆ ในทางการเมืองนอกเหนือจากการรัฐประหาร เช่น “พรรค USDP” ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่กองทัพสนับสนุน และผู้ก่อตั้งจำนวนมากก็เป็นอดีตนายทหารระดับสูง นอกจากนี้ยังมีการ “จัดตั้งมวลชนที่สนับสนุนกองทัพ” ซึ่งมีบทบาทมาอย่างต่อเนื่อง เช่น ประท้วงผลการเลือกตั้ง สนับสนุนปฏิบัติการของกองทัพต่อชาวโรฮีนจาและกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ

แต่ในการเลือกตั้งเมื่อปี 2563 พรรค USDP ได้ที่นั่งในสภาลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับการเลือกตั้งในปี 2558 จนกระทบต่อประสิทธิภาพของบทบาทการเมืองในสภาของพรรค USDP ขณะเดียวกันบทบาทของมวลชนที่สนับสนุนกองทัพในการเลือกตั้งครั้งล่าสุดก็ไม่ปรากฏมากนักเมื่อเทียบกับเมื่อ 5 ปีก่อน กองทัพจึงอาจเห็นว่าต้องใช้การรัฐประหารในฐานะไพ่ใบสุดท้าย

ขณะที่ฝั่งของ พรรค NLD นั้นทำหน้าที่อย่างดีที่สุดแล้วภายใต้ข้อจำกัดของรัฐธรรมนูญ เช่น การกำหนดให้เรื่องความมั่นคงเป็นอำนาจของกองทัพ ดังนั้นแม้จะชนะการเลือกตั้ง
ได้เสียงในสภามากพอจะจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียว มีอำนาจดำเนินนโยบายเศรษฐกิจและสังคมได้เต็มที่ แต่ก็ต้องไม่ล้ำเส้นเรื่องความมั่นคง ซึ่งที่ผ่านมา รัฐบาลพรรค NLD ได้ทำในสิ่งที่กองทัพอาจมองว่ารัฐบาลพลเรือนล้ำเส้นและควบคุมไม่ได้จนนำมาสู่การก่อรัฐประหาร

เช่น “การตั้งตำแหน่งที่ปรึกษาประธานาธิบดีให้กับออง ซาน ซู จี” ทั้งที่รัฐธรรมนูญมีการวางกลไกสกัดกั้นไม่ให้มีบทบาททางการเมือง, “การแก้รัฐธรรมนูญเพื่อลดบทบาทกองทัพ”แม้จะถูกมองว่าเป็นเพียงนโยบายเรียกคะแนนเสียงมากกว่าจะลงมือทำจริงจังเพราะทำได้ยาก แต่สำหรับกองทัพแล้วย่อมไม่สบายใจ, “ความสัมพันธ์กับกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ” เมียนมาเป็นประเทศที่มีความขัดแย้งด้านชาติพันธุ์ ซึ่งกองทัพเมียนมามองตนเองว่าเป็นผู้พิทักษ์ความเป็นเอกภาพภายในชาติ นโยบายต่อกลุ่มชาติพันธุ์จึงเป็นสิ่งที่กองทัพผูกขาดมาตลอด

กระทั่งในปี 2558 เมื่อพรรค NLD ขึ้นมามีอำนาจเป็นรัฐบาลก็ได้เข้าไปก้าวก่ายและพยายามมีบทบาทนำแทน เช่น การจัดประชุมปางโหลงในศตวรรษที่ 21 หรือในขณะที่กองทัพต้องการให้กองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ลงนามในสัญญาหยุดยิงแล้วตั้งพรรคการเมืองไปหาทางออกในสภา พรรค NLD กลับพูดถึงการกระจายอำนาจให้กลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนมากในเมียนมา โดยเฉพาะหลังการเลือกตั้งครั้งล่าสุดที่พรรค NLD เป็นฝ่ายชนะ สิ่งแรกที่ทำคือการไปพบผู้นำพรรคการเมืองของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ เพื่อหารือเรื่องการกระจายอำนาจ

ถึงกระนั้น “รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันของเมียนมาก็มีส่วนที่เป็นประโยชน์ต่อกลุ่มชาติพันธุ์ นั่นคือการเปิดช่องให้ตั้งพรรคการเมืองมาแข่งขันในสนามเลือกตั้ง” จากเดิมที่การต่อรองทำได้เพียงการใช้กำลังก่อเหตุรุนแรงเท่านั้น โดยเมียนมามีทั้งการเลือกตั้งรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่น และการเลือกตั้งครั้งล่าสุด พบว่าพรรคการเมืองของกลุ่มชาติพันธุ์ เช่น ชาวมอญชาวคะยา เริ่มมีบทบาทในการเมืองระดับท้องถิ่นเพิ่มขึ้น

รวมถึงมีการใช้อัตลักษณ์กลุ่มชาติพันธุ์เพื่อคัดค้านโครงการที่รัฐบาลกลางซึ่งก็คือพรรค NLD ผลักดัน เช่น การก่อสร้างสะพานในรัฐมอญโดยรัฐบาลกลางจะตั้งชื่อสะพานเป็นชื่อนายพลออง ซาน บิดาของออง ซาน ซู จี ก็มีชาวมอญออกมาคัดค้านการตั้งชื่อดังกล่าว จนดูเหมือนว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้สร้างโอกาสให้กลุ่มชาติพันธุ์มากขึ้น ถึงกระนั้น การเคลื่อนไหวของกลุ่มชาติพันธุ์คงต้องสะดุดหยุดลงเมื่อกองทัพเข้าควบคุมอำนาจแทนที่รัฐบาลพลเรือน

ศิรดา เขมานิฏฐาไท นักศึกษาปริญญาเอก Department of Politics and International Studies, SOAS กล่าวว่า กองทัพใช้ช่องตามรัฐธรรมนูญที่กำหนดระยะเวลาในการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินไว้ อีกทั้งในแถลงการณ์ของกองทัพยังเน้นย้ำบทบาทของกองทัพในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2551 ซึ่งเป็นฉบับที่ใช้มาจนถึงปัจจุบัน หรือมีความหมายว่า “เมียนมามีทุกวันนี้ได้ก็เพราะกองทัพ” สะท้อนเจตนารมณ์ว่าระบอบเผด็จการในอดีตได้เปลี่ยนผ่านสู่ระบอบผสมในปัจจุบัน บนความคาดหวังว่าจะรักษาเสถียรภาพและสืบทอดอำนาจต่อไปได้

โดยปัจจัยที่ทำให้ระบอบเผด็จการในเมียนมาต้องปรับตัวคือแรงกดดันจากนานาชาติที่คว่ำบาตรเมียนมา แต่การปรับตัวก็ไม่ได้เชื่อมั่นถึงขนาดยกอำนาจทั้งหมดให้รัฐบาลพลเรือน อีกทั้งยังต้องการรักษาผลประโยชน์ที่เคยได้รับไม่ว่าในเชิงการเมืองหรือเศรษฐกิจ กองทัพจึงไม่ออกไปจากระบบการเมือง ส่วนประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เมื่อพรรค NLD ชนะการเลือกตั้งในปี 2563 อย่างถล่มทลาย จึงกลายเป็นความกังวลใจอย่างมากของกองทัพ และเป็นคำถามว่า เพราะเรื่องนี้ใช่หรือไม่? ที่ทำให้กองทัพต้องออกมาทำอะไรบางอย่างเพื่อหยุดยั้งพรรค NLD ไว้ให้ได้

อัจฉรียา สายศิลป์ อาจารย์สำนักวิชาการระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวถึงผลกระทบของการรัฐประหารต่อการทำธุรกิจหรือการลงทุนในเมียนมาของชาวต่างชาติ มองว่า หากไม่นับสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ประเทศที่ทำธุรกิจกับเมียนมาอยู่แล้วก็น่าจะยังคงหาช่องทางทำธุรกิจได้ต่อไป เช่น จีน สิงคโปร์ ที่ลงทุนในเมียนมาตั้งแต่ก่อนยุคประชาธิปไตย จึงไม่ต้องแปลกใจที่ทั้ง 2 ประเทศ รวมถึงไทยและอีกหลายชาติในอาเซียน จะไม่ได้แสดงท่าทีใดๆ

สิ่งที่ต้องติดตามกันต่อไป..การรัฐประหารในเมียนมาครั้งนี้จะมีผลกระทบอะไรเกิดขึ้นกับไทยบ้างหรือไม่?

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 2,895,426 hits

Join 4,118 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

แนวหน้า ก้าวสู่ปีที่ 47 'มั่นคง ตรงไป ตรงมา' อุดมการณ์ที่ไม่เคยเปลี่ยน
‘ไฮโซกี้’ ทำเซอร์ไพรส์ คุกเข่าขอนางเอกสาว ‘มินนี่’ แต่งงาน ชมคลิป
เตรียมรับแรงกระแทก นักวิชาการ มธ. เตือนเศรษฐกิจปี 69 ดิ่งเหว แนะสำรองเงินสด
ชุดไทยพระราชนิยม ขึ้นบิลบอร์ดทั่วเมืองกรุง ประกาศความพร้อม สู่สายตาชาวโลก
พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง ชี้ ค่าไฟต่ำกว่า 3 บาทไม่ใช่ฝัน เลิกอุ้มทุน-คืนพลังงานให้รัฐ
สื่อลือกันไปเอง! มนพร ปัด สส.เพื่อไทย ไม่พอใจรายชื่อรัฐมนตรี
คุมเข้มชายแดน! สั่งยกระดับจุดตรวจ สกัดลักลอบขน น้ำมัน ข้ามแดนผิดกฎหมาย
กรณ์ ดัน ดิจิทัล แก้น้ำมันแพง ลดค่าครองชีพ สู้ศึกวิกฤตสงคราม
ยันน้ำมันมีพอใช้103วัน เร่งแก้‘ดีเซล’
เคลื่อนไหวแล้ว! ปิยะรัฐชย์ ว่าที่ รมช.เกษตรฯ ดอดเข้ากระทรวงเกษตรฯ ส่งทีมงานเช็กห้องทำงานแทน

Recent Posts

  • หุ้น HYBE ร่วงกราว หลังยอดแฟนเพลงชมคอนเสิร์ตคัมแบ็ก BTS ต่ำกว่าคาด
  • อินโดนีเซียปัดไม่จ่าย 1 พันล้านดอลลาร์ ซื้อที่นั่ง “คณะกรรมการสันติภาพ” ของทรัมป์
  • ระบบไฟฟ้าของคิวบากลับมาใช้ได้อีกครั้งหลังจากไฟดับไปกว่าหนึ่งสัปดาห์
  • รถพยาบาล 4 คันถูกลอบเผาในกรุงลอนดอน ตร.ชี้อาจเป็น “อาชญากรรมจากความเกลียดชังชาวยิว”
  • ยักษ์พลังงานกัมพูชา “โซคีเม็กซ์” ประกาศหยุดขายก๊าซ LPG ชั่วคราว ผลสงครามตะวันออกกลาง

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • 2564(2021)
  • entertain
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    • SootinClaimon.Com
    • Join 1,657 other subscribers
    • Already have a WordPress.com account? Log in now.
    • SootinClaimon.Com
    • Subscribe Subscribed
    • Sign up
    • Log in
    • Report this content
    • View site in Reader
    • Manage subscriptions
    • Collapse this bar
 

Loading Comments...
 

    %d