Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Category Archives: สกู๊ปแนวหน้า

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

‘บางกลอย-ใจแผ่นดิน’ สิทธิชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ #SootinClaimon.Com

Posted on January 31, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/549241

‘บางกลอย-ใจแผ่นดิน’  สิทธิชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์

‘บางกลอย-ใจแผ่นดิน’ สิทธิชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์

วันอาทิตย์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2564, 02.00 น.

ยังคงต้องติดตามกันว่าจะเป็นอย่างไรต่อไปกับการตัดสินใจของชาวบ้านบางกลอยล่างกลุ่มหนึ่งที่อพยพกลับสู่ถิ่นที่อยู่เดิมในจุดที่เรียกว่า “บ้านใจแผ่นดิน” หรือบ้านบางกลอยบน ภายในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน โดยเรื่องนี้ปรากฏเป็นข่าวตั้งแต่เมื่อวันที่ 14 ม.ค. 2564 ที่ผ่านมา และต้องบอกว่าเป็นการต่อสู้อันยาวนาน นับตั้งแต่ที่ชาวบ้านถูกกดดันให้ออกจากบ้านใจแผ่นดินในปี 2539 ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้มีการจัดเสวนาออนไลน์เรื่อง “จากกะเหรี่ยงบ้านบางกลอยถึงอนาคตกฎหมายคุ้มครองวิถีชาติพันธุ์” โดยศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)

สุรพงษ์ กองจันทึก ประธานมูลนิธิผสานวัฒนธรรม และอดีตประธานคณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านชนชาติ ผู้ไร้สัญชาติ แรงงานข้ามชาติ และผู้พลัดถิ่น สภาทนายความ กล่าวว่า บ้านใจแผ่นดินปรากฏในแผนที่ของไทย (หรือสยาม) มาอย่างน้อย 100-200 ปีแล้ว โดยขึ้นกับใน ต.สองพี่น้อง อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี ในยุคที่ยังไม่มี อ.แก่งกระจาน ต่อมาในปี 2512 ทางการไทยมีการจัดทำ “เหรียญชาวเขา” มอบให้กับชาวบ้านบางกลอยบน โดย “ปู่คออี้” โคอิ มีมิ (เสียชีวิตในวัย 107 ปี เมื่อปี 2561) แกนนำชาวกะเหรี่ยงใจแผ่นดิน ก็เป็นคนหนึ่งที่ได้รับเหรียญนี้ด้วย

“ในปี 2528 ศูนย์พัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขาจังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งดูแลทั้งกาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี จนกระทั่งถึงประจวบคีรีขันธ์ ก็ได้เดินสำรวจบริเวณนี้ ขึ้นที่ทางจังหวัดราชบุรี ที่บ้านพุระกำ ก็มาออกทางแก่งกระจาน ใช้เวลาเดินสำรวจเกือบ 10 วัน ก็พบว่าทั้งปู่คออี้และชาวบ้านอยู่บริเวณใจแผ่นดินบางกลอยมาตลอด ก็มีภาพมีหลักฐานการสำรวจเป็นทางการครั้งแรกของรัฐ หลังจากการสำรวจเมื่อปี 2528 ในปี 2531 ก็มีการทำเอกสาร เรียกว่าโครงการสำรวจชาวเขา ทำเอกสารเรียกว่า ทร.ชข. ก็จะออกมายืนยันว่าชาวบ้านเป็นใคร

มีเอกสารรัฐรับรองชาวบ้านไว้ชุดหนึ่ง รัฐเก็บไว้อีกชุดหนึ่ง ซึ่งในการไปสำรวจครั้งนี้ก็เจอปู่คออี้ ระบุเลย นายคออี้ มีมิ เกิดปีไหนอย่างไร ปี 2454 เป็นคนที่นี่ มีชาวบ้านทั้งหมด สิ่งที่น่าสนใจคือพบว่าชาวบ้านค่อนข้างจะอยู่ห่างๆ กัน บริเวณใจแผ่นดินตรงนั้นสามารถแยกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ก็มีกลุ่มบ้านใจแผ่นดิน 1 ใจแผ่นดิน 2 บริเวณบางกลอยบนซึ่งเขาเรียกว่าบางกลอยเฉยๆ ก็มีกลุ่มบ้านจำนวนมาก มากกว่าด้วย เท่าที่ผมจำได้สามารถแยกได้ 6 บางกลอย คือกลุ่มนี้บางกลอย 1 กลุ่มนี้บางกลอย 2 3 4 5 6 ของหย่อมบ้าน ซึ่งพบว่ามีชาวบ้านอยู่หลายร้อยคน” สุรพงษ์ ระบุ

สุรพงษ์ เล่าต่อไปว่า การย้ายชาวบ้านออกจากพื้นที่เดิมเริ่มต้นขึ้นในปี 2539 ซึ่งชาวบ้านประสบความยากลำบากในการใช้ชีวิตบนพื้นที่ใหม่ จากนั้นในปี 2553-2554 ชาวบ้านบางรายทนความลำบากไม่ไหว ตัดสินใจย้ายกลับไปอยู่ที่บ้านบางกลอยบนอันเป็นที่อยู่เดิม ขณะเดียวกันก็มีชาวบ้านบางส่วนยังปักหลักอยู่ที่บ้านบางกลอยบนอยู่ตลอดมา ไม่ได้ย้ายตามลงมาในช่วงเวลาที่มีการอพยพข้างต้น และทางการก็ไม่เคยว่าอะไร

ซึ่งในช่วงปี 2553-2554 นี้เองที่มี “ปฏิบัติการตะนาวศรี” ไล่รื้อและเผาทำลายบ้านเรือนชาวบ้านในพื้นที่บางกลอยบน นำไปสู่การลุกขึ้นต่อสู้เพื่อยืนยันในสิทธิชุมชนโดยมีปู่คออี้เป็นแกนนำ ในขณะที่ฝ่ายเจ้าหน้าที่ยืนยันว่า
ชาวบ้านบุกรุกป่าจึงมีอำนาจขับไล่ ฝ่ายชาวบ้านก็แย้งว่าบ้านใจแผ่นดินเป็นชุมชนดั้งเดิมอยู่มานานแล้ว กระทั่งในปี 2561 ศาลปกครองสูงสุดมีคำวินิจฉัยว่า มีชาวบ้านอยู่ในพื้นที่บ้านใจแผ่นดินมานานแล้ว ดังนั้นการที่เจ้าหน้าที่รื้อถอนและเผาทำลายสิ่งปลูกสร้างจึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย อีกทั้งยังเป็นการใช้อำนาจเกินกว่าเหตุ

ขณะที่ พฤ โอ่โดเชา ตัวแทนชาวกะเหรี่ยง จ.เชียงใหม่ และผู้ประสานงานเครือข่ายชาวกะเหรี่ยงในพื้นที่ภาคเหนือ กล่าวว่า กรณีชาวบางกลอยที่แต่ละครัวเรือนได้รับการจัดสรรที่ดินทำกิน แต่เมื่อไปดูที่ดินแล้วพบว่าเป็นพื้นหิน หลายแปลงรถแบ๊กโฮก็ไม่สามารถตักขุดได้ส่วนที่ดินที่ขุดได้และทำเป็นนาขั้นบันไดก็ไม่มีแหล่งน้ำ ครั้นจะใช้เครื่องสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell) ระบบพลังงานก็เสียบ่อยๆ ส่งผลกระทบไม่เพียงขาดแคลนน้ำทำการเกษตรเท่านั้น แต่ยังรวมถึงน้ำอุปโภค-บริโภคในครัวเรือนด้วย

“ที่นาที่มีแค่นิดเดียว ทำให้ชาวบ้านแค่ไม่กี่ครอบครัวที่ได้ไปใช้ทำนา เพราะชาวบ้านไม่กี่ครอบครัวที่มีพื้นที่นาก็ข้าวไม่พอกิน จะต้องไปรับจ้าง อันนั้นชาวบ้านที่ถูกลงมาหลายรอบ รอบที่ 2 ก็ไม่มีการจัดสรรที่ดินให้ ล่าสุดในปี 2563 ก็มี คทช. (คณะอนุกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ) ที่ใช้โครงการของรัฐบาลที่ออกมาใหม่ โครงการจัดสรรที่ดินเขาก็ไปจัดสรรที่ เขาก็ดูในแปลงที่มันไม่มีต้นไม้ใหญ่หรือเป็นเครือพุ่มเลื้อย พอเขาไปจัดสรรที่ให้ประมาณ 20 กว่าแปลง แต่ที่ไม่มีต้นไม้ใหญ่หมายความว่าในดินมันเป็นก้อนหิน พอเป็นก้อนหินชาวบ้านก็เปิดไม่ได้

แล้วที่ดินที่เขาให้ชาวบ้านตอนนี้เปิดได้แค่ 5 ราย20 ราย แล้วรายอื่นๆ ก็ไม่สามารถเปิดแปลงได้ เพราะว่าเขากลัวคนข้างนอกเวลาเห็นแล้ว โห!..ชาวบ้านเปิดแปลงที่ดินหรือ? ซึ่งการจัดการที่ดินแค่ 5 ไร่ 10 ไร่ หรือ 7 ไร่ให้กับ 1 ครอบครัว จากปกติไร่หมุนเวียนพอมาปลูกเป็นแปลงนาก็ใช้ต้นทุน แล้วก็ต้องปลูกพืชขายแล้วเอาเงินไปซื้อกิน ก็ตกเป็นเหยื่อของระหว่างทางขนไปขาย แล้วก็ปุ๋ย ยา พ่อค้าคนกลางอีก แล้วก็ตลาดไม่มีอีก มันไม่สามารถที่จะพึ่งตัวเองได้ในกระบวนการ ขั้นตอนการความจำเป็นอาหารการกินในการใช้ชีวิต” พฤ ระบุ

จากชะตากรรมของชาวบ้านบางกลอย สุนี ไชยรส นักวิชาการวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต และอดีตคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) ให้ความเห็นว่า ชาวบ้านมีสิทธิอย่างเต็มที่ในการกลับไปอยู่ในพื้นที่ใจแผ่นดิน ซึ่งตามคำวินิจฉัยของศาลปกครอง ได้กล่าวถึง มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 3 ส.ค. 2553 เรื่อง แนวนโยบายในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง (หรือพื้นที่วัฒนธรรมพิเศษ) ที่สาระสำคัญคือจะต้องปกป้องคุ้มครองวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ เช่น กะเหรี่ยง ชาวเล ฯลฯ ดังนั้นในเบื้องต้นจึงต้องกลับไปปฏิบัติตามมติ ครม. ดังกล่าว

นอกจากนี้ มติ ครม. ข้างต้น ต้องถูกยกระดับให้เป็นกฎหมาย ซึ่งขณะนี้กำลังมีการร่างกฎหมายคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง โดยมี 3 ร่างกฎหมาย เช่น เสนอโดยศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร โดยคณะอนุกรรมาธิการเพื่อพิจารณาด้านผู้สูงอายุ ผู้พิการ และกลุ่มชาติพันธุ์ สภาผู้แทนราษฎร และโดยกลุ่มสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย และระยะยาวคือต้องทบทวนกฎหมายว่าด้วยป่าทั้งหมด เพราะกฎหมายป่าหลายฉบับยังล้าหลังและไม่ยอมรับสิทธิชุมชน

ซึ่งมีตัวอย่างแล้วที่ “บ้านพุเม้ยง์” ศูนย์วัฒนธรรมชุมชนกะเหรี่ยงบ้านภูเหม็น ต.ทองหลาง อ.ห้วยคต จ.อุทัยธานี จากที่เคยถูกประกาศเป็นพื้นที่อุทยานปัจจุบันก็กลายเป็นพื้นที่คุ้มครองทางวัฒนธรรม และการที่มีต้นไม้ใหญ่ขนาด 31 คนโอบอยู่ในหมู่บ้านได้ ก็เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าวิถีกลุ่มชาติพันธุ์ไม่ได้ทำลายป่าแต่อย่างใด!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ‘ระราน-รังแก’ บ่มเพาะ ‘สังคมรุนแรง’ #SootinClaimon.Com

Posted on January 30, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/549065

สกู๊ปแนวหน้า : ‘ระราน-รังแก’ บ่มเพาะ‘สังคมรุนแรง’

วันเสาร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ร่วมกับ สมาคมวิทยุและสื่อเพื่อเด็กและเยาวชน (สสดย.)จัดงานเสวนา (ออนไลน์) เรื่อง “การรับมือกับสถานการณ์การระรานทางออนไลน์ของเด็กไทย (Cyberbullying)”ซึ่งการระรานหรือรังแก (Bully) แม้จะเป็นปัญหาที่มีมานานแล้ว แต่เทคโนโลยีทำให้ระดับความรุนแรงเพิ่มขึ้น โดยเบื้องต้นมีการนำเสนอผลการวิจัย อาทิ ผลการศึกษาการรับมือกับสถานการณ์การระรานทางออนไลน์ของเด็กไทย ปี 2563 มีกลุ่มตัวอย่างเป็นเด็กระดับชั้นมัธยมศึกษาทุกภูมิภาค 3,240 คน พบว่า

1.กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 21.6 เคยถูกระรานทางออนไลน์ในรอบปีที่ผ่านมา 2.ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการถูกระราน ร้อยละ 44.79 รู้สึกวิตกกังวล ร้อยละ 37.38 รู้สึกเจ็บปวดและเศร้า ร้อยละ 23.11 อยากแก้แค้น ร้ายแรงสุด คือ ร้อยละ 17.26 อยากฆ่าตัวตาย 3.กรณีการไประรานผู้อื่นทางออนไลน์ มีเด็กร้อยละ 14.1 เคยระรานทางออนไลน์ผู้อื่น 4.ความรู้สึกหลังระรานผู้อื่น ส่วนใหญ่ ร้อยละ 57.73 กล่าวว่ารู้สึกผิดที่น่าตกใจ คือ ร้อยละ 33.55 หรือ 1 ใน 3 รู้สึกสะใจ ร้อยละ32.03 รู้สึกเท่ อนึ่ง “ร้อยละ 35.81 ของนักเรียนที่เคยถูกระรานมีพฤติกรรมไประรานผู้อื่น” เป็นต้น

รศ.จุมพล รอดคำดี ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสื่อ กล่าวว่าการรังแกกันในกลุ่มเด็กและเยาวชนไม่ใช่เรื่องใหม่เพราะมีมาก่อนจะเกิดคำว่าออนไลน์แล้ว เช่น การล้อเลียนรูปร่างหน้าตา การล้อชื่อพ่อ-แม่ ซึ่งทำให้เกิดความไม่สบายใจ เกิดความรู้สึกที่ไม่ดี แต่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ทำให้การรังแกหรือระรานกันสามารถสื่อออกไปได้อย่างกว้างขวางและรวดเร็ว ขณะเดียวกัน “เด็กยุคนี้มีความอ่อนไหวสูงจากการรับสื่อ..แต่ก็ไม่รู้ว่าจะป้องกันตนเองหรือรับมืออย่างไร” กลายเป็นปัญหาเก็บไว้ในใจ และบั่นทอนจิตใจไปเรื่อยๆ ทำให้รู้สึกว่าชีวิตแย่ลง

“การหาทางออกของเด็ก เด็กค่อนข้างไม่รู้ว่าจะออกทางไหน จริงอยู่ว่ามีเพื่อน พ่อแม่ ครู แต่จากประสบการณ์ด้วยจากที่ได้พบเด็ก เด็กเองเวลามีปัญหาก็ไม่ได้พูดกับพ่อแม่ไม่บอกพ่อแม่แต่ไปเล่าให้เพื่อนฟัง หรือการเล่าให้เพื่อนฟังอาจจะช่วยได้บ้างในแง่ของเพื่อนให้กำลังใจ หรือเพื่อนบางคนก็โกรธแทน ก็ชวนให้ไปตอบโต้แทนเพื่อน แต่ก็มีน้อย ไม่ได้มากแต่สิ่งสำคัญที่ผมเห็นก็คือว่าการพึ่งครู-อาจารย์ที่อยู่โรงเรียน บางทีน้อยเกิน

ครูน่าจะสนใจกับพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงหรือพฤติกรรมที่เกิดขึ้นในลักษณะที่เด็กอาจจะมีปัญหาทางจิตใจในเรื่องของการระราน มันเป็นปัญหาที่บางทีครูอาจจะคาดไม่ถึง จนกระทั่งเด็กอาจจะมีการทำร้ายตัวเอง หรือว่าทำร้ายซึ่งกันและกัน แล้วครูมักจะไม่อยากให้เป็นปัญหามากมาย ครูจะบอกให้ไปคุยกันหรือวิธีแก้ปัญหาของครูก็คือไปคุยกันแล้วก็ตกลงกันให้ได้ แล้วครูก็เฉยไม่ได้ทำอะไรต่อ” รศ.จุมพล กล่าว

ขณะที่ นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า หลายคนอาจจะคิดว่าการรังแกกันจะเป็นปัญหาอะไรมากมาย แต่หากไปดูลำดับขั้นผลกระทบ ซึ่งอาจไปถึงขั้นฆ่าตัวตายก็ได้ และการสูญเสียแม้เพียงชีวิตเดียวก็เป็นเรื่องสำคัญ จึงต้องมาจัดการตั้งแต่ต้นทาง “การบอกว่าอย่าแกล้งไม่พอ..ทำอย่างไรจะทำให้รู้สึกว่าไม่แกล้งดีกว่า” หรือก็คือทำให้ระบบนิเวศของสื่อเอื้อต่อสุขภาวะที่ดี

ซึ่งการขับเคลื่อนประเด็นปัญหานำไปสู่การแก้ไข ต้องทำ3 เรื่อง 1.งานวิชาการ ต้องมีข้อมูลประกอบเพื่อไม่ให้ถูกมองว่าพูดเองเออเอง และเพื่อตกผลึกมองเห็นประเด็นต้องขับเคลื่อน รวมถึงความรู้ที่ต้องนำไปใช้สร้างศักยภาพผู้เกี่ยวข้องเช่น ครู ผู้ปกครอง 2.สิ่งแวดล้อม หมายถึงปัจจัยต่างๆ รอบตัวเช่น กฎหมาย นโยบายภาครัฐ แม้ไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุดแต่จำเป็นต้องมี และ 3.ขับเคลื่อนสังคม เช่น บทบาทของสื่อ

“การเปลี่ยน Mindset (วิธีคิด) การทำงาน การมองการสื่อสารอะไรต่างๆ มันจะทำให้เรารู้สึกว่าเป็นตัวหล่อหลอมสังคมไปในทิศทางหนึ่ง มองในเชิงบวกมากขึ้น การขับเคลื่อนสังคมเป็นประเด็นใหญ่ ทั้งภาครัฐเองก็ต้องทำ ภาค NGO (ประชาสังคม) นักวิชาการต่างๆ คงจะต้องมาช่วยขับเคลื่อนสังคมร่วมด้วย ซึ่ง 3 เรื่องนี้ สสส. ยินดีสนับสนุนแล้วก็ร่วมทำงานกับหลายๆ ส่วน” นพ.ไพโรจน์ ระบุ

อีกด้านหนึ่ง “ดีเจพี่อ้อย” นภาพร ไตรวิทย์วารีกุล นักจัดรายการวิทยุ “Club Friday” เล่าถึงงานที่ต้องรับฟังและตอบปัญหาเกี่ยวกับความรักในรายการ Club Friday ซึ่งสมัยที่ยังออกอากาศผ่านวิทยุเพียงช่องทางเดียว จะมีเพียงการรอรับสายจากผู้ฟังที่โทรศัพท์เข้ามา รับฟังปัญหาและพูดให้กำลังใจ แต่เมื่อมาถึงยุคที่สามารถรับชมการจัดรายการสดๆ (Live) สิ่งที่ควบคุมไม่ได้คือความคิดเห็น (Comment)ของผู้ชม-ผู้ฟังที่สื่อสารมาในช่องทางออนไลน์ และหลายความคิดเห็นรุนแรงมาก

“มันเป็นสิ่งที่ตัวเองเห็นคือ เรามักจะศีลธรรมแข็งแกร่งเวลาที่เกิดขึ้นกับคนอื่น เช่น เห็นคนอื่นนอกใจกัน ก็จะมีคนเข้าไปด่าว่าแรงๆ หรือแม้แต่กระทั่ง “พี่อ้อย-พี่ฉอด (สายทิพย์ มนตรีกุล ณ อยุธยา-ผู้ร่วมจัดรายการ Club Friday อีกท่านหนึ่ง) ด่าเลยค่ะ ด่าให้สาแก่ใจ ด่าให้รู้สึก”เดี๋ยวค่ะทุกคน ถ้าด่าแล้วมันดีขึ้นวันนี้สังคมไทยดีแล้วละ เพราะด่าเก่งมากทุกคน ในทุกเพจมีการด่าอย่างรุนแรงจริงๆ อันนั้นคิดว่าเป็นความอึดอัดใจ

อย่าลืมว่าคนที่โทร.เข้ามามีปัญหาจริงๆ เขาอ่อนแอหลายคนทำผิดแล้วอยากจะเดินไปในทางที่ถูก การด่าไม่ได้ช่วยที่จริงเราต้องเชียร์ “โอเค!..เข้าใจว่าผิดแล้วใช่ไหมคะ? ตอนนี้อย่างไรต่อ? ตอนนี้เราจะแย่งความรักของเขาอย่างนี้ไปตลอดหรือ?” อะไรประมาณนี้ มันทำให้การจัดรายการต้องมาคุยกับคน Comment ด้วย “ใจเย็นๆ น้อง ไม่มีใครไม่เคยอ่อนแอ” ทุกคนเคยอ่อนแอ เพราะฉะนั้นเมื่ออ่อนแอเราต้องให้กำลังใจ”นภาพร ยกตัวอย่างความรุนแรงจากความคิดเห็นบนโลกออนไลน์

นภาพร เล่าต่ออีกว่า บางครั้งคนที่เคยโทรศัพท์เข้ามาบอกเล่าปัญหาในรายการ โทร.กลับมาภายหลังเพื่อขอให้ช่วยลบคลิปรายการตอนดังกล่าวออกไป ซึ่งเข้าใจว่าลำพังเรื่องราวที่คนคนนั้นพบเจอมาก่อนก็หนักแล้ว พอเรื่องราวออกอากาศแล้วยังถูกด่าทออย่างรุนแรงอีก “มีคนไม่น้อยที่ไม่ได้มองเห็นเรื่องราวจริงๆ แต่มุ่งมั่นที่จะแสดงความคิดเห็นสามารถร่วมด่าได้ราวกับเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับตนเอง” แต่อยากให้มองว่าคนทุกคนตื่นขึ้นมาคงไม่มีใครตั้งใจอยากทำชั่วการที่คนคนหนึ่งกล้ามาเปิดเผยความผิดพลาดของตนในรายการ ก็อยากให้มองว่าทุกคนจะได้เรียนรู้

ส่วนประเด็นการระรานหรือรังแกกัน ข้อสังเกตหนึ่งจากงานวิจัยที่นำเสนอไปข้างต้นคือ “เด็กในครอบครัวที่อบอุ่นจะได้รับผลกระทบจากการระรานน้อย” ซึ่งแม้ครอบครัวอบอุ่นจะไม่ได้ทำให้เด็กไม่ถูกรังแก แต่ก็ทำให้เด็กมีภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่ง หรือ Self-Esteem (ความนับถือตนเอง) เช่น ถึงตนเองไม่สวยก็ไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน“ในครอบครัวที่ไม่อบอุ่น ไม่ว่าสมาชิกไม่ครบ หรือครบแต่พ่อแม่มีปัญหากัน เด็กจะรู้สึกว่าตนเองไม่มีค่า แล้วก็จะไปโหยหาการมีค่าจากสิ่งอื่น” และสื่อออนไลน์ก็เป็นส่วนหนึ่งของการได้รับการยอมรับ

“ทำไมวันนี้คนชอบให้คนกดไลค์ (Like) เพราะเราต้องการการยอมรับ บางคนถึงขั้นถ่ายภาพโป๊ก็ได้นะ โป๊นิดโป๊หน่อยให้คนกดไลค์ เพราะฉะนั้นเทียบกันว่า “ดูสิแต่งตัวแบบนี้มีคนไลค์ตั้งเยอะ” และการลงทุนที่ได้มานั้นเป็นการลงทุนที่ถูกไป เพราะภาพเหล่านั้นอยู่กับเราทั้งชีวิต และอาจจะยาวไปมากกว่า จบชีวิตไปแล้วภาพยังอยู่ยังมีเลย เพราะฉะนั้นสิ่งที่เห็น หรือว่าถ้าเรามีครอบครัวที่แข็งแกร่ง พ่อแม่ที่เข้าใจ สร้างคุณค่าของการนับถือตนเอง ไม่ว่าจะมีใครมานั่งล้อด้วยอะไรก็ตาม มันก็จะสะเทือนน้อย” นภาพร กล่าว

ปิดท้ายด้วยติวเตอร์ภาษาไทยขวัญใจวัยรุ่น “ครูลิลลี่” กิจมาโนชญ์ โรจนทรัพย์ เล่าว่า ชีวิตผ่านประสบการณ์ถูกรังแกมาตลอด ตั้งแต่วัยเรียนในโรงเรียนชายล้วน ด้วยลักษณะเพศสภาพไม่ตรงกับเพศกำเนิด แถมยังมีรูปลักษณ์ไม่สวยอีก แต่การถูกรังแกก็สอนให้ต้องต่อสู้เพื่อเอาตัวรอด แม้จะเป็นวิธีที่อาจไม่เหมาะสม เช่น ใครด่ามาก็ด่ากลับ รวมถึงเอาชนะด้วยการฝึกฝนตนเองเพื่อให้ได้รับการยอมรับ เช่น ตั้งใจเรียนจนผลการเรียนดีในทุกวิชาและกลายเป็นติวเตอร์ให้กับเพื่อนนักเรียนคนอื่นๆ ในช่วงใกล้สอบ

จากนั้นพอเรียนจบมาเป็นครูตั้งแต่ปี 2535 นอกจากเรื่องเพศสภาพไม่ตรงกับเพศกำเนิด ซึ่งขัดกับภาพลักษณ์ของวิชาชีพครู ยังถูกผู้ปกครองและสังคมตั้งคำถามเรื่องจบนิเทศศาสตร์ ไม่ได้จบครุศาสตร์-ศึกษาศาสตร์ แต่มาเป็นครูและสอนภาษาไทยอีก วิธีที่ตนเองใช้รับมือและนำมาให้ข้อคิดกับเด็กๆ ที่เผชิญสถานการณ์ทำนองเดียวกันคือ “จะทำอย่างไรให้คำพูดเชิงลบเหมือนการเขียนข้อความบนผืนน้ำ…ไม่ใช่สลักข้อความบนก้อนหิน” การเขียนข้อความบนผืนน้ำสักพักกระแสน้ำก็ทำให้ข้อความหายไป แต่การสลักข้อความบนก้อนหิน ข้อความนั้นจะติดก้อนหินไปตลอด

อย่างไรก็ตาม “กรณีถูกรังแกแล้วจะตอบโต้ต้องมีศิลปะ ไม่เช่นนั้นอาจบานปลายลุกลามรุนแรงขึ้น” อาทิ อย่าใช้การด่าทอด้วยถ้อยคำรุนแรง แต่ต้องมีวิธีการพูดเพื่อให้อีกฝ่ายรู้ว่าตนเองไม่พอใจ “มากไปกว่านั้นคือต้องสอนให้เข้าใจโลก ที่ในสังคมซึ่งมีผู้คนหลากหลาย มันก็มีพวกที่สนุกปาก-สนุกมืออยากพูดอยากเขียนด่าคนอื่น” ฉะนั้นเมื่อเข้าใจก็ปล่อยวางอย่าเก็บมาคิดมาก เพราะยิ่งคิดก็เหมือนใช้มีดแทงตนเองให้เจ็บซ้ำๆ แต่เรื่องนี้ต้องมีการสอน สื่อต้องมีบทบาท มีการขยายวงไปยังครู ผู้ปกครอง ไปถึงฝ่ายการเมือง ยกระดับให้เป็นปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งของสังคม

“ทำอย่างไรให้เด็ก 1.มีวุฒิภาวะทางอารมณ์ ความฉลาดทางอารมณ์ 2.แล้วเขาต้องเกิดจากตัวเขาเอง เพราะสุดท้ายเราไปห้ามคน Bully ไม่ได้ ต้องทำอย่างไรให้เด็กโดน Bully แล้วอยู่ได้ แล้วเขาจะโตเป็นผู้ใหญ่อย่างมีคุณภาพ คือตอนเด็กโดนชุดหนึ่ง ตอนโตอยู่ในสังคมก็โดนอีก เจ้านาย ลูกน้อง หัวหน้า ฉะนั้นทำอย่างไรให้เป็นคนที่มีคุณภาพจนถึงบั้นปลายของชีวิตของเขา อันนี้คือโจทย์สำคัญที่พวกเราต้องช่วยกัน” ครูลิลลี่ ฝากข้อคิด

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : แผ่นกรองอากาศต้านเชื้อรา-ฝุ่น งานวิจัยตอบโจทย์คนรักสุขภาพ #SootinClaimon.Com

Posted on January 28, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/548597

สกู๊ปแนวหน้า : แผ่นกรองอากาศต้านเชื้อรา-ฝุ่น  งานวิจัยตอบโจทย์คนรักสุขภาพ

สกู๊ปแนวหน้า : แผ่นกรองอากาศต้านเชื้อรา-ฝุ่น งานวิจัยตอบโจทย์คนรักสุขภาพ

วันพฤหัสบดี ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ฝุ่นละอองขนาดเล็ก 2.5 ไมครอน หรือ “PM2.5” เป็นปัญหาที่คนไทยต้องเผชิญมานานหลายปี ซึ่งมาจากปัจจัยหลายสาเหตุ ทั้งไอเสียจากยานพาหนะในเมืองที่มีการจราจรหนาแน่นโดยเฉพาะรถยนต์เครื่องดีเซล การเผาในที่โล่งเพื่อวัตถุประสงค์ทางการเกษตรไม่ว่าในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียง รวมถึงในบางช่วงจะเกิดสภาวะอากาศปิดไม่มีลมพัดให้อากาศถ่ายเทนำพาฝุ่นควันออกไป

ด้านหนึ่งการแก้ไขปัญหานี้ถึงต้นตอยังเป็นเรื่องยากด้วยข้อจำกัด เช่น เกษตรกรนิยมเตรียมพื้นที่เพาะปลูกด้วยการเผาเพราะต้นทุนต่ำกว่าการจ้างแรงงานหรือใช้เครื่องจักร หรือโครงสร้างผังเมืองและระบบขนส่งมวลชนที่ไม่เอื้อให้คนไทยลด ละ เลิกการใช้รถยนต์ส่วนตัว ดังนั้นอีกด้านหนึ่งจึงมีผู้พยายามคิดค้นนวัตกรรมต่างๆ ขึ้นมาเพื่อให้แต่ละคนใช้ป้องกันและลดความเสี่ยงจากฝุ่นพิษ อาทิ หน้ากากกรองฝุ่น เครื่องฟอกอากาศ ไปจนถึงเครื่องวัดปริมาณฝุ่น

เมื่อเร็วๆ นี้ ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้เปิดตัว “แผ่นกรองอากาศสำหรับรถยนต์ต้านเชื้อรา-แบคทีเรีย” ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง สวทช. กับภาคเอกชนคือ “เอเทค ฟิลเตรชั่น” คาดว่าจะเริ่มวางจำหน่ายในท้องตลาดได้ภายในปี 2564

ณัฏฐพร พิมพะ หัวหน้าทีมวิจัยนาโนเทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อม กลุ่มวิจัยวัสดุผสมและการเคลือบนาโน นาโนเทค สวทช. กล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้ เกิดจากโจทย์ความต้องการของผู้ประกอบการ ที่มองเห็นโอกาสจากองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญด้านนาโนเทคโนโลยีของนาโนเทค ด้วยแผ่นกรองอากาศในรถยนต์ที่มีอยู่ในท้องตลาดส่วนใหญ่นั้น จะมีความสามารถในการกรองอนุภาคของฝุ่น, จุลินทรีย์และเชื้อรา ได้ตามขนาดของช่องว่าง หรือรูของแผ่นกรองอากาศ

อย่างไรก็ตาม จุลินทรีย์และเชื้อรา ที่มีขนาดใหญ่กว่ารูกรอง จะสะสมอยู่บนพื้นผิวของแผ่นกรองอากาศ ดังนั้นจึงมีโอกาสที่จะเจริญเติบโต และเพิ่มจำนวนเมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม และหากแผ่นกรองเสื่อมสภาพลง สิ่งมีชีวิตเหล่านี้อาจหลุดลอยออกมาปนเปื้อนกับอากาศ และมีผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจของผู้ใช้งาน เกิดเป็นโรคภูมิแพ้, ปอดอักเสบ เป็นต้น

ซึ่งแผ่นกรองอากาศสำหรับรถยนต์ที่มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราที่พัฒนาขึ้นนี้ เป็นการพัฒนาแผ่นกรองอากาศในรถยนต์เพื่อช่วยป้องกันและกำจัดเชื้อจุลินทรีย์ อาศัยการทำงานของอนุภาคนาโนที่เคลือบบนแผ่นกรองอากาศเพื่อยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์และเชื้อรา ซึ่งสารเคลือบฯ เมื่อสัมผัสกับผนังเซลล์ของจุลินทรีย์จะทำให้ผนังของเซลล์เสียหาย หรือยับยั้งระบบการเผาผลาญในเซลล์ ทำให้เซลล์ไม่สามารถเจริญเติบโตต่อไปได้

“จุดเด่นของแผ่นกรองอากาศที่พัฒนาขึ้นนั้น สามารถยับยั้งได้ทั้งเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราได้ โดยที่มีต้นทุนการผลิตต่ำและกระบวนการผลิตสารเคลือบที่ไม่ซับซ้อน อีกทั้งกระบวนการเคลือบแผ่นกรองอากาศชนิดผ้าไม่ถักไม่ทอ สามารถประยุกต์ใช้กับการเคลือบในอุตสาหกรรม และลักษณะทางกายภาพของแผ่นกรองอากาศภายหลังการเคลือบไม่มีการเปลี่ยนแปลง เช่น สี การขึ้นจีบแผ่นกรอง ความสามารถในการผ่านของอากาศ” ณัฏฐพร กล่าว

ณัฏฐพร ยังอธิบายเพิ่มว่า ผลงานวิจัยนี้ผ่านการทดสอบประสิทธิภาพการยับยั้งเชื้อราและแบคทีเรีย ตามวิธีการทดสอบมาตรฐานทั้ง Antifungal activity, assessment on textile material: AATCC TM30:2017 (test III),CLSI M2-A11: Performance standards for antimicrobialdisk susceptibility tests (Clear zone Test) และ“Particulate efficiency tests are followed by ISO16890 Classification ISO ePM10” หรือก็คือ “สามารถกรองฝุ่นขนาด 0.3-10 ไมครอน” ได้ด้วย

โดยหลังการเคลือบ อัตราการไหลเวียนอากาศ(air flow rate) และการสูญเสียแรงดัน (Pressure drop) เท่าเดิม นอกจากนี้ ยังมีการทดสอบการใช้งานโดยนำไปกรองอากาศในรถยนต์ที่มีขนาดห้องโดยสารต่างกัน ทดลองใช้จนถึงประมาณ 13,000 กิโลเมตร พบว่ายังมีประสิทธิภาพในการยับยั้งแบคทีเรีย และไม่พบการหลุดของอนุภาคนาโนออกจากแผ่นกรองแต่อย่างใด

ด้าน อัมพร ศรีลาศักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอเทค ฟิลเตรชั่น จำกัด กล่าวว่า บริษัททำธุรกิจแผ่นกรองอากาศในรถยนต์อยู่แล้ว แต่เป็นแบบกรองฝุ่นธรรมดา ซึ่งคู่แข่งมีจำนวนมากเพราะไม่ว่าใครก็สามารถทำได้ เมื่อได้ศึกษาตลาดผลิตภัณฑ์นี้ พบว่าในต่างประเทศมีแผ่นกรองที่มีประสิทธิภาพมากกว่า สามารถกรองเชื้อโรคได้ ในตอนแรกคิดว่าจะนำเข้าของจากต่างประเทศมาขาย แต่ก็ไม่มั่นใจในประสิทธิภาพ จนเริ่มมองหานวัตกรรมในประเทศ กระทั่งมารู้จักกับ สวทช.

“เมื่อปรึกษาถึงโจทย์ในการพัฒนากระบวนการเคลือบแผ่นกรองอากาศให้มีประสิทธิภาพยับยั้งเชื้อราและแบคทีเรีย โดยที่กระบวนการผลิตยังใกล้เคียงของเดิม ไม่ยุ่งยากซับซ้อน จนเกิดเป็นโครงการวิจัยดังกล่าว ซึ่งรถทุกคันต้องมีแผ่นกรองอากาศ ในขณะที่พฤติกรรมผู้บริโภคปัจจุบัน ใส่ใจเรื่องของสุขภาพ โดยเฉพาะในปัจจุบันที่ต้องเผชิญปัญหาฝุ่นและมลภาวะทางอากาศ หากสามารถเพิ่มประสิทธิภาพแผ่นกรอง ให้คุณภาพอากาศในห้องโดยสารดีขึ้น จะเป็นทางเลือกใหม่ โดยผลิตภัณฑ์จากการวิจัยและพัฒนาของนาโนเทค สวทช. จะตอบความต้องการนี้ ด้วยความน่าเชื่อถือของงานวิจัย” อัมพร ระบุ

ผู้บริหารเอเทค ฟิลเตรชั่น เผยว่า บริษัทฯ เตรียมนำแผ่นกรองอากาศยับยั้งเชื้อราและแบคทีเรียสำหรับรถยนต์ออกสู่เชิงพาณิชย์ผ่านบริษัทพันธมิตรที่ดูแลด้านการทำตลาดในช่วงกลางเดือนมกราคม 2564 โดยตั้งเป้าขยายกำลังการผลิตเพิ่ม 100% ด้วยมองว่า ความต้องการในตลาดมีสูงมากจากสถานการณ์และพฤติกรรมของผู้บริโภค ในขณะเดียวกัน ก็มีแผนขยายสู่ตลาดต่างประเทศ โดยนำร่องในประเทศเพื่อนบ้านร่วมภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) เช่น ลาว เวียดนาม

เป็นตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า “นวัตกรรมคนไทยทำได้” หากได้รับการส่งเสริมให้ต่อยอดเชิงพาณิชย์!!!


SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ‘เรืองศักดิ์ สุวารี’ คุ้มครองสิทธิเริ่มที่ให้ความรู้ #SootinClaimon.Com

Posted on January 24, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/547582

สกู๊ปแนวหน้า : ‘เรืองศักดิ์ สุวารี’  คุ้มครองสิทธิเริ่มที่ให้ความรู้

สกู๊ปแนวหน้า : ‘เรืองศักดิ์ สุวารี’ คุ้มครองสิทธิเริ่มที่ให้ความรู้

วันอาทิตย์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ เป็นหน่วยงานในสังกัด กระทรวงยุติธรรม ก่อตั้งขึ้นในวันที่ 3 ต.ค. 2545 ตามบทบัญญัติของ พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 เพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 ที่ใช้อยู่ในขณะนั้น ต้องการให้มีการส่งเสริม คุ้มครองและสร้างหลักประกันให้กับประชาชน เนื่องจากประชาชนมักประสบปัญหาด้านกระบวนการยุติธรรม เช่น ไม่รู้กฎหมาย เข้าไม่ถึงกระบวนการยุติธรรมที่มีคุณภาพด้วยเพราะเป็นคนยากจนมีรายได้น้อย เป็นผู้เสียหายแต่ไม่ได้รับการเยียวยา เป็นต้น

วันเวลาผ่านไปกว่า 18 ปี กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ทำงานเชิงรุกมากขึ้นและไม่ได้ทำเพียงลำพัง ดังที่ เรืองศักดิ์ สุวารี อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ เปิดเผยว่า กรมได้ร่วมกับองค์กรตามรัฐธรรมนูญอย่าง สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ออกแบบและจัดทำ “คู่มือโครงสร้างวิชาการจัดการเรียนรู้สิทธิมนุษยชนศึกษา” สำหรับครู-อาจารย์ ที่ดูแลเด็กและเยาวชนในทุกระดับการศึกษา หวังสร้างความตระหนักตั้งแต่เยาว์วัย รู้สิทธิและหน้าที่ นำไปสู่การไม่ละเมิดซึ่งกันและกัน

“วันนี้กลุ่มที่มีปัญหาด้านสิทธิและเสรีภาพที่น่าเป็นห่วงมากที่สุด ก็คือโรงเรียน วันนี้เราต้องยอมรับว่าเลี้ยงลูกกันมาให้เด็กใช้มือถือเยอะ จึงเกิดการเรียนรู้ผ่านมือถือ ซึ่งก็จะเป็นปัญหาขึ้นมาว่าเรียนและรับรู้ผ่านสื่อโซเชียล คนที่นำไปในทางที่ถูกก็ถูก และถ้าคนนำไปในทางที่ผิดก็ผิด ตลอดจนเกมส์ต่างๆ เพราะฉะนั้นมีความก้าวร้าว ความอดทนน้อย ปัญหายกพวกตีกัน

ขณะสภาพในโรงเรียนมีเด็กนักเรียนบางรายที่มีพฤติกรรมอาจจะทำให้ครูที่ยังเป็นปุถุชนเกิดอารมณ์ซึ่งจะไปโทษครูฝ่ายเดียวก็ไม่ได้ น่าจะต้องดูเด็กด้วย ว่าไม่ธรรมดา ดื้อตาใส ไม่สนใจคนอื่นเอาแต่ใจตัวเองหรือไม่ ส่วนเด็กโตก็มีปัญหาเรื่องของฉัน สิทธิของฉัน นอกจากนี้ อาจจะมีเรื่องเคารพครู อาจารย์ รุ่นพี่รุ่นน้อง ปัญหาความรุนแรงยกพวกตีกันระหว่างสถาบัน รวมทั้งปัญหาเรื่องเพศ เป็นต้น ขณะที่ในส่วนสังคมครอบครัวนั้นผู้ปกครองมีปัญหาเรื่องเวลาคือไม่มีเวลาที่จะอบรม กับเวลาที่ฉันอยากตามใจลูก” เรืองศักดิ์ กล่าวถึงปัญหาเด็กและเยาวชนในปัจจุบัน

สำหรับการเรียนรู้สิทธิมนุษยชนศึกษา มีเป้าหมายของแต่ละช่วงชั้นดังนี้ 1.ปฐมวัย มีความสุข สนุกสนาน ทำตามกติกา 2.ประถมศึกษาตอนต้น รักตนเองรักครอบครัว รักโรงเรียน รักชุมชน 3.ประถมศึกษาตอนปลายรู้หน้าที่ รู้รับผิดชอบ รู้สิทธิตน 4.มัธยมศึกษาตอนต้น มีวินัย ใส่ใจคบเพื่อน เตือนภัยสังคม 5.มัธยมศึกษาตอนปลาย ยอมรับความแตกต่าง ระวังภัยอบายมุข สร้างสุขคุมอารมณ์ เชื่อมโยงวิเคราะห์ 6.อาชีวศึกษาพอเพียง จิตอาสา สามัคคี มีวินัย ใส่ใจสิทธิมนุษยชน และ 7.อุดมศึกษา รู้ เข้าใจ เคารพสิทธิ ผลิตสื่อรณรงค์ ถอดโครงการ แก้ปัญหา ขยายวิชาสู่ชุมชน

เรืองศักดิ์ ยกตัวอย่าง เช่น การอบรมในระดับอาชีวศึกษาจะให้นักเรียนรับรู้และตระหนักว่าการที่นักเรียนตีกันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง เนื่องจากเป็นการละเมิดสิทธิในชีวิตและร่างกาย อีกทั้งยังผิดกฎหมายด้วย เพราะทุกคนมีสิทธิในชีวิตและร่างกายเราก็มีสิทธิและเขาก็มีสิทธิเราจึงไม่อาจไปทำร้ายร่างกายเขาได้ เช่นเดียวกับผู้ชายไม่มีสิทธิไปล่วงละเมิดร่างกายของผู้หญิงและผู้หญิงก็มีสิทธิปกป้องเนื้อตัวร่างกาย เป็นต้น หรือในระดับอุดมศึกษา จะมีเนื้อหาเพิ่มเติมพัฒนาการและความรู้พื้นฐานด้านสิทธิมนุษยชน

กฎหมายพันธกรณีมาตรฐานและกลไกระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชน กฎหมายภายในประเทศและกลไกการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน โดยผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับ ความหมายหน้าที่ สิทธิเสรีภาพและสิทธิมนุษยชน สามารถนำความรู้เรื่องหน้าที่ของตนเอง การเคารพสิทธิของตนเองและไม่ละเมิดสิทธิผู้อื่นไปปรับใช้เพื่อให้เกิดการใช้วิถีชีวิตสิทธิมนุษยชนและเกิดกลไกการส่งเสริมความคุ้มครองสิทธิมนุษยชนกับตนเองครอบครัวชุมชนและสังคม

สามารถแยกแยะความแตกต่างของแต่ละสิทธิสามารถเชื่อมโยงความสัมพันธ์แต่ละสิทธิได้ ทั้งสิทธิพลเมือง สิทธิทางการเมือง สิทธิทางเศรษฐกิจ สิทธิทางสังคม สิทธิทางวัฒนธรรม ซึ่งจะมีความรู้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมสาธารณะ 2558 หลักการปฏิบัติชุมนุมของนักเรียน ในสถานศึกษา พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียง พ.ศ. 2493 ตลอดจนเนื้อหาการศึกษาแนวทางปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมายพิเศษด้านความมั่นคง หลักความโปร่งใสหลักกฎหมายหลักความจำเป็นหลักความได้สัดส่วนหลักความรับผิดชอบ เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีการขับเคลื่อนโครงการในระดับจังหวัด โดยประสานกับกระทรวงมหาดไทย ลงไปถึงระดับตำบล ที่มีองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เป็นผู้ดูแล พร้อมด้วยศูนย์ยุติธรรมจังหวัด ที่มีอยู่ในทุกตำบลกว่า 7,000 แห่งทั่วประเทศ และระดับหมู่บ้านผ่านกลไก “บวร” บ้าน (ครอบครัวและชุมชน) วัด (ศาสนสถาน) และโรงเรียน (สถาบันการศึกษา) ทั้งนี้จะมีการถอดแบบประเมินผลและนำร่องการอบรมใน 10 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ พะเยา ขอนแก่น ชัยภูมิ พิษณุโลก สุโขทัย อ่างทอง อยุธยา สงขลา ปัตตานี

หลังจากนั้น กสม. จะจัดทำเป็นคู่มือการอบรมและปฏิบัติ เพื่อส่งต่อให้กับจังหวัดที่เหลือ ได้เห็นแนวทางการขับเคลื่อนทำงานภายในจังหวัด เพื่อแผนการดำเนินงาน
การขับเคลื่อนงานสิทธิมนุษยชนของประเทศไทยสัมฤทธิ์ผลในการปลูกฝัง การเคารพสิทธิ์อย่างถูกต้องให้กับเด็กในอนาคต คนไทยรุ่นนี้ที่จะออกมา ให้เป็นคนรู้หน้าที่รู้สิทธิ เคารพสิทธิ ไม่ละเมิดสิทธิ

“ภรรยาเคารพสิทธิสามี สามีเคารพสิทธิของภรรยา ข้าราชการเคารพสิทธิของประชาชน ประชาชนเคารพสิทธิข้าราชการ นายจ้างเคารพสิทธิลูกจ้าง ลูกจ้างเคารพสิทธินายจ้าง พ่อค้าเคารพสิทธิผู้บริโภค นอกจากนี้ เมื่อเรารู้ว่าเรามีสิทธิอะไรแล้วเราต้องรู้จักใช้และแนะนำผู้อื่นให้รู้สิทธิของตนเอง ซึ่งจะทำให้สังคมของเรา ประเทศของเราหรือแผ่นดินที่เรารักนี้ก็จะเกิดความเป็นธรรมและสันติสุขอย่างแท้จริง” อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กล่าวในท้ายที่สุด

สิริพร พานทองถาวร

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : โลกผันผวนไม่แน่นอน ปรับตัวอย่างไรให้ ‘อยู่เป็น’ #SootinClaimon.Com

Posted on January 23, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/547344

สกู๊ปแนวหน้า : โลกผันผวนไม่แน่นอน  ปรับตัวอย่างไรให้‘อยู่เป็น’

สกู๊ปแนวหน้า : โลกผันผวนไม่แน่นอน ปรับตัวอย่างไรให้‘อยู่เป็น’

วันเสาร์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2564, 02.00 น.

“ปี 2020 (2563) ที่ผ่านมา ทุกท่านคงเห็นว่าโลกของเราผันผวนมาก แล้วก็มีความลำบากมากในการตัดสินใจในการเลือกใช้ชีวิต พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปเยอะเลย วันนี้นักการตลาดหลายคนก็ปวดหัวแล้วก็เริ่มคิดว่า ผู้ประกอบการหลายๆ ท่านอาจจะเริ่มคิดว่า ปีใหม่ ปี 2021 (2564) ทิศทางจะเป็นอย่างไรการสื่อสารการตลาดจะใช้รูปแบบไหน เราจะเข้าใจพฤติกรรมและความคิดเห็นของความเชื่อ ทัศนคติต่างๆ ของผู้บริโภคได้อย่างไร”

คำกล่าวของ บุญยิ่ง คงอาชาภัทร หัวหน้าสาขาการตลาด วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) ในการเปิดงานสัมมนา “การตลาดของคนอยู่เป็น (Marketing in the Uncertain World)” เมื่อช่วงกลางเดือน ม.ค. 2564 ที่ผ่านมา โดยภายในงานมีการเปิดเผยผลการสำรวจกลุ่มตัวอย่างประชากรชาวไทย 1,200 คน ระหว่างเดือน ต.ค.-พ.ย. 2563 ซึ่งดำเนินการโดยคณะนักศึกษาปริญญาโทของ CMMU ก่อนจะสรุปออกมาเป็นแผนยุทธศาสตร์ที่น่าสนใจ

การสำรวจนี้ใช้วิธีเก็บข้อมูลผ่านทางออนไลน์ เมื่อนำมาแยกกลุ่มประชากรตามช่วงวัย พบว่าเป็น เจเนอเรชั่นวาย(Generation Y : เกิดปี 2523-2540) ร้อยละ 54.4, เจเนอเรชั่นแซด(Generation Z : เกิดปี 2541-ปัจจุบัน) ร้อยละ 21.6,เจเนอเรชั่นเอ็กซ์ (Generation X : เกิดปี 2508-2522)ร้อยละ 17.4 และ เบบี้บูมเมอร์ (Baby Boomer : เกิดปี 2489-2507) ร้อยละ 6.7 ผลการสำรวจนี้ศึกษา “6 ปัจจัยที่ทำให้คนไทยกังวล” และรู้สึกถึงความไม่แน่นอน ประกอบด้วย เศรษฐกิจ โรคระบาด สิ่งแวดล้อม สังคม เทคโนโลยีและการเมือง

พบว่า “กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่กังวลเรื่องโรคระบาดมากที่สุด” อยู่ที่ร้อยละ 76.8 เนื่องจากสถานการณ์การระบาดของโรคอุบัติใหม่อย่างไวรัสโควิด-19 นอกจากนี้ยังพบพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป เช่น หันมารับประทานอาหารออร์แกนิก (อาหารที่ผลิตโดยไม่ใช้สารเคมีสังเคราะห์) หรือออกกำลังกาย รวมถึงพบการซื้อสินค้าที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพมากขึ้น รองลงมาคือ “สิ่งแวดล้อม”ร้อยละ 74.6 กลุ่มตัวอย่างกังวลอันตรายจากปัญหาสิ่งแวดล้อม เช่น ฝุ่นละอองขนาดเล็ก 2.5 ไมครอน (PM 2.5) รวมถึงปัญหาขยะพลาสติก

ส่วนอันดับ 3 คือ “สังคม” ร้อยละ 65 เช่น ความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษา ปัญหาอาชญากรรม ทั้งนี้ แม้คนทุกเจเนอเรชั่นกังวลเรื่องโรคระบาดมากที่สุด และรองลงมาคือปัญหาสิ่งแวดล้อมเหมือนกัน แต่เมื่อมาถึง “ความกังวลอันดับ 3”จะพบความแตกต่างของแต่ละช่วงวัย กล่าวคือ กลุ่มตัวอย่างที่เป็น “คนยุคเบบี้บูมเมอร์กับเจเนอเรชั่นเอ็กซ์กังวลเรื่องเทคโนโลยี” ซึ่งคาดว่ามาจากเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปในขณะที่อายุของคนทั้ง 2 รุ่นมีแต่จะเพิ่มขึ้น ทำให้การปรับตัวเป็นไปอย่างค่อนข้างลำบาก เช่น การต้องหันมาทำธุรกรรมหรือกิจกรรมต่างๆ ผ่านช่องทางออนไลน์

ส่วน “เจเนอเรชั่นวายกังวลเรื่องเศรษฐกิจ” ด้วยความที่เป็นวัยกำลังทำงาน การที่สถานประกอบการหลายแห่งปิดตัวลง จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่คนรุ่นนี้มีความกังวลเพราะไม่รู้ว่าจะยังมีงานทำต่อไปอยู่หรือไม่ และ “เจเนอเรชั่นแซดกังวลเรื่องสังคม” เห็นได้จากเหตุการณ์ในรอบปี 2563 ที่ผ่านมา คนวัยนี้ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องความเท่าเทียมทางสังคมหรือทางการการศึกษา

ทั้งนี้ ผลการศึกษาดังกล่าวยังชี้ให้เห็น “3 สิ่งที่คนไทยยึดถือเพื่อให้อยู่เป็นบนโลกที่ไม่แน่นอน” ประกอบด้วย 1.โชคลาง เช่น โหราศาสตร์-ดูดวง พระเครื่อง-วัตถุมงคลต่างๆ ฯลฯ 2.คนดังบนโลกออนไลน์ (อินฟลูเอนเซอร์-Influencer)ที่พบคนไทยถึง 47 ล้านคนติดตามอินฟลูเอนเซอร์อย่างน้อย 1 คน และ 3.ชุมชนออนไลน์ของผู้ที่สนใจเรื่องเดียวกัน(คอมมูนิตี้-Community) เพื่อใช้ศึกษาหาข้อมูลก่อนตัดสินใจซื้อสินค้าหรือบริการ

บทสรุปของผลการศึกษาดังกล่าว แทนด้วยตัวอักษรภาษาอังกฤษคำว่า “CERTAIN (ความแน่นอน)” ประกอบด้วย “C = Content First” เนื้อหานำเสนอโดดเด่นตรงใจ, “E = Engagement with faith” ความเชื่อยังมีอิทธิพลเมื่อคนเราไม่มั่นใจ, “R = Reliable Data” แหล่งข้อมูลต้องน่าเชื่อถือ,“T = Trust in community” ผู้บริโภคเชื่อในกลุ่มที่เต็มไปด้วยกลุ่มคนที่เชี่ยวชาญและสนใจเรื่องเดียวกัน,

“A = Agility” การปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปได้อย่างรวดเร็ว , “I = Influencer Leading” การได้รับคำแนะนำจากอินฟลูเอนเซอร์ ผู้บริโภคจะเพิ่มความมั่นใจในการซื้อสินค้าหรือบริการต่างๆ มากขึ้น และ “N = NewEquilibrium” ไม่ว่าสถานการณ์ใดๆ การมีแผนการรองรับ จะเกิดเป็นความสมดุลใหม่ เกิดเป็นความมั่นใจที่จะก้าวผ่านสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนนี้ไปได้

ภายในงานยังมีวิทยากร 2 ท่านจาก 2 วงการ สะท้อนมุมมองด้านการตลาด เริ่มจาก สุธีรพันธุ์ สักรวัตร ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด(มหาชน) กล่าวถึงเรื่องการนำ Influencer มาเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ด้านการตลาด ซึ่งสามารถสรุปบทเรียนได้ว่า“เลือกใช้ Influencer ให้ถูกกับเป้าหมาย” เช่น เพื่อสร้างการตื่นตัว (Awareness) ให้คนรู้จัก (Visible) ผลิตภัณฑ์อย่างกว้างที่สุดเท่าที่จะมากได้

อย่างไรก็ตาม บางครั้งก็ต้องใช้ Influencer ที่หลากหลาย เพราะแม้จะเป็น Influencer ที่มีผู้ติดตามกว้างขวางระดับประเทศ ก็อาจยังเข้าไม่ถึงกลุ่มหมายบางกลุ่ม อีกด้านหนึ่ง การใช้ Influencer
สามารถใช้เพื่อสร้างกระแสบางอย่างก็ได้ โดยดำเนินการได้ตั้งแต่ก่อนปล่อยผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาด หรือหลังจากผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดไปแล้วแต่ต้องการกระตุ้นให้ผู้คนมาใช้งานมากขึ้น

หรือแม้กระทั่งการใช้ Influencer เพื่อให้ความรู้อันเป็นประโยชน์กับสังคม เช่น ธนาคารเคยผลิตเนื้อหาเตือนภัยประชาชนไม่ให้ถูกหลอกลวงทางออนไลน์จนเสียดงินเสียทอง แต่พบว่า
ไม่ค่อยเข้าถึงคนในวงกว้าง จึงตัดสินใจใช้ Influencer เข้ามาช่วย ซึ่งจุดเด่นของ Influencer นอกจากจะมีวิธีการเล่าเรื่องที่ดีแล้วยังมีความสัมพันธ์ที่ดีกับกลุ่มเป้าหมายด้วย ทำให้กลุ่มเป้าหมาย
สนใจฟัง รวมถึงการใช้ Influencer เพื่อปิดการขายผลิตภัณฑ์ทางการเงิน ซึ่งก็ต้องเลือก Influencer ที่เคยใช้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวด้วยเพราะสามารถอธิยายได้ เป็นต้น

“แบรนด์มันไม่ใช่เรื่องของความหรูหรา แบรนด์มันอยู่ในเรื่องความใกล้ชิดกับมนุษย์ ถ้าเราสามารถทำให้แบรนด์ใกล้ชิดกับมนุษย์โดยใช้เครื่องมืออะไรก็ได้ นั่นคือ Objective (เป้าประสงค์) ของเรา เราอยากคุยเรื่อง Lending (การกู้ยืม) เรื่อง Phishing (การหลอกเอารหัสหรือข้อมูลส่วนบุคคล) เราก็ต้องใช้คนที่คุยกับป้าๆ ลุงๆ ที่เป็นผู้ที่ถูกหลอก เป็นผู้ที่เสียหาย เราก็ต้องใช้สื่อที่มันเข้าถึงเขา” สุธีรพันธุ์ อธิบาย

ขณะที่ พุทธศักดิ์ ตันติสุทธิเวท Data Research Manager Wisesight (Thailand) กล่าวว่า Wisesight เก็บข้อมูลที่อยู่บนแพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น เฟซบุ๊ค ทวิตเตอร์ อินสตาแกรม ฯลฯ นำมาวิเคราะห์เพื่อตอบโจทย์ผู้ต้องการใช้ประโยชน์ เช่น ผู้ผลิตสินค้าและบริการ (แบรนด์-Brand) หรือสังคม ซึ่งพบว่า ในช่วงที่สถานการณ์โควิด-19 รุนแรงแล้วคนจำนวนมากต้องอยู่บ้าน เนื้อหาทางออนไลน์ที่ได้รับความสนใจ อันดับ 1 การเรียนออนไลน์ ซึ่งไม่น่าแปลกใจเพราะอยู่บ้านก็พัฒนาตนเองดีกว่าอยู่เฉยๆ แต่ที่น่าสนใจคือ “ความรู้ทางการเงิน” ตามมาเป็นอันดับ 2

“Content (เนื้อหา) สายการเงิน ตอนนี้ลดลงแล้วแต่ช่วงโควิดคนดูเยอะมาก เราก็เลยไป Explore (สำรวจ) ต่อว่าทำไมคนถึงดู Content นี้เยอะ ปรากฏว่า 1.เราต้องยอมรับว่าช่วงโควิดมันมีคนได้รับผลกระทบเรื่องการงาน ตกงาน โดนจ้างออกก็ว่าไป เขาต้องเริ่มวางแผนทางการเงิน ยุคนั้นก็จะมี Influencer (คนมีชื่อเสียงบนโลกออนไลน์) หลายคนออกมาเล่าว่าจะต้องวางแผนทางการเงินอย่างไร เราจะเอาตัวรอดกันอย่างไร

2.เราไปดูข้อมูลเพิ่มเติมอีก ในการ Discuss (สนทนา) ผ่านเว็บไซต์ ผ่านทวิตเตอร์ต่างๆ สิ่งที่คนกำลังมองหา คน Search (ค้นหา) คนพูดถึง เราพบว่าคนพูดถึงการวางแผนทางการเงินเยอะขึ้นจริงๆ ด้วยสาเหตุนี้คืออนาคตมันไม่แน่นอน ต่อให้คนที่ยังมีงานอยู่เขาก็ไม่รู้ว่าอนาคตมันจะมาอีกเมื่อไร โควิดระลอกแรกมันไม่มีอนาคต มันมองไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์เลย เขาไม่รู้เลยว่าตัวเขาเองจะไม่มีงานเมื่อไร” พุทธศักดิ์ กล่าว

พุทธศักดิ์ ยังกล่าวอีกว่า เมื่อพูดถึงความไม่แน่นอน(Uncertain) คำคำนี้จะเปลี่ยนไปตามตัวแปร (Factor) ต่างๆ เช่น ในปีนี้อาจเป็นเรื่องโรคระบาดโควิด-19 เรื่องเงินในกระเป๋าของผู้บริโภค เรื่องปัญหาสังคม (Social Issue) อาทิ การเมือง สิ่งแวดล้อม หรื่อเรื่องเทคโนโลยี ดังนั้นสิ่งสำคัญอยู่ที่การเข้าใจผู้บริโภค แต่ปัญหาของโลกที่ไม่แน่นอนคือผู้บริโภคก็ไม่เข้าใจตนเอง หมายถึงผู้บริโภคก็ไม่รู้ว่าจะต้องรับมือกับสิ่งเหล่านี้อย่างไร และยังฝากข้อคิดว่า..

“Agility” หรือการปรับตัวอย่างรวดเร็ว น่าจะมีความสำคัญมากกับคนที่ต้องทำงานกับความไม่แน่นอน แต่การปรับตัวก็ต้องมีข้อมูลประกอบอย่างน้อยเพื่อให้มั่นใจว่าการทดลองทำจะไม่พาลงเหว และมีการวัดผลว่าจะใช้ข้อมูลชุดใด การติดตามชุมชนต่างๆ นั้นเป็นไปเพื่อเข้าใจผู้บริโภค ดูความต้องการแต่ก็ต้องตามให้ทันกับเรื่องใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต!!!

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘โชคลาง’ ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ ‘การตลาด’ เข้าใจ-ใช้เป็น..รุ่ง! #SootinClaimon.Com

Posted on January 21, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/546868

‘โชคลาง’ไม่เชื่ออย่าลบหลู่  ‘การตลาด’เข้าใจ-ใช้เป็น..รุ่ง!

‘โชคลาง’ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ ‘การตลาด’เข้าใจ-ใช้เป็น..รุ่ง!

วันพฤหัสบดี ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2564, 02.00 น.

“คนไม่ยอมตั้ง (คิวอาร์โค้ด) ทางทีมงานเขาก็ไปเดินตลาดแล้วก็มาคุยกับผม พี่!..ไม่มีร้านไหนยอมตั้งเลยทำอย่างไรดีผมก็กลับมาคิด โจทย์มันอยู่ตรงนี้คือทำอย่างไรให้ร้านยอมตั้ง ร้านยอมใช้ผมว่ามันเป็น Step (ขั้นตอน) ที่ 2 เอาเรื่องแรกก่อน ยอมตั้งก่อน ถ้าเขาไม่ตั้งก็ไม่มีคนเห็น ไม่มีคนเห็นก็ไม่มีคนใช้ ฉะนั้นเอาให้เขายอมตั้งก่อน เขาไม่ยอมตั้งเพราะเขาคิดว่าไม่มีประโยชน์ เราทำอย่างไรให้คิวอาร์โค้ดของเรามันมีประโยชน์

สิ่งที่เราค้นพบทุกท่านก็ทราบอยู่ การทำมาหากินในประเทศไทยต้องบนบานศาลกล่าวสิ่งศักดิ์สิทธิ์ น้ำแดงและสิ่งศักดิ์สิทธิ์รูปแบบต่างๆ เราก็ค้นพบว่าจริงๆ มันก็มีหลายรูปแบบ มีจระเข้ มีไทร มีตัวนั่นตัวนี่ มีแมวเหมียว มีตุ๊กตาลูกเทพ พวกนี้อยู่ใน Option (ตัวเลือก) ของเราว่าเราจะเล่นตัวไหนดีที่ทำให้คนเขาอยากเอาไปใช้หน้าร้าน ก็มาจบมาลงเอยที่ตุ๊กตานางกวัก”

เรื่องเล่าจาก สุธีรพันธุ์ สักรวัตร ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ในงานสัมมนา “การตลาดของคนอยู่เป็น (Marketing in the Uncertain World)” ซึ่งจัดโดย วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) เมื่อช่วงกลางเดือน ม.ค. 2564 ที่ผ่านมา เกี่ยวกับ “แม่มณี” หรือตุ๊กตานางกวักที่ทางธนาคารไทยพาณิชย์ ทำขึ้นเพื่อปลุกกระแสให้ผู้คนหันมาใช้จ่ายเงินผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล

ก่อนจะมาเป็นแม่มณี เรื่องนี้ต้องย้อนไปในปี 2559เมื่อรัฐบาล เปิดตัว “พร้อมเพย์ (Prompt Pay)” ที่เป็นการผูกบัญชีธนาคารเข้ากับบัตรประชาชนหรือหมายเลขโทรศัพท์มือถือ จากนั้นในปี 2560 ได้ยกระดับไปเป็นการสร้างคิวอาร์โค้ด (QR Code) สำหรับบัญชีธนาคาร โดยรัฐบาลหวังให้สังคมไทยกลายเป็นสังคมไร้เงินสด (Cashless Society)ซึ่งจะคล้ายกับประเทศกำลังพัฒนาต่างๆ เช่น จีน อินเดีย หรือประเทศในทวีปแอฟริกา ที่เปลี่ยนจากการใช้เงินสดไปเป็นการชำระเงินผ่านเทคโนโลยีดิจิทัลโดยไม่ต้องผ่านยุคการใช้บัตรและเช็คเหมือนประเทศพัฒนาแล้ว

สุธีรพันธุ์กล่าวว่า การเปลี่ยนสู่สังคมไร้เงินสดมีข้อดีคือลดค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการเหรียญและธนบัตร ซึ่งเคยมีผู้คำนวณว่าคิดเป็นร้อยละ 1 ของผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) ในระบบเศรษฐกิจ แต่การเปลี่ยนผ่านนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ในช่วงแรกๆ นั้นผู้ค้าตามตลาดต่างๆ มองว่าแผ่นคิวอาร์โค้ดเกะกะหน้าร้านบ้าง ติดไว้แล้วไม่มีใครมาใช้บ้าง กระทั่งเมื่อคิดได้ว่า “พ่อค้าแม่ค้าชาวไทยมีความเชื่อเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้โชคลาภ โดยเฉพาะการบูชาแม่นางกวัก”และนี่คือ“จุดเริ่มต้น” ในการกำเนิดขึ้นของแม่มณี

โดยคำว่า “มณี” เป็นการเล่นกับการอ่านออกเสียงภาษาอังกฤษคำว่า “มันนี่ (Money)” ตามชื่อโครงการ“มันนี่โซลูชั่น (Money Solution)” จากนั้นเติมคำว่า “แม่” นำหน้าเพื่อให้เข้ากับลักษณะความเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทำให้จากเดิมที่เป็นเพียงต้องการส่งเสริมให้ผู้คนหันมาใช้การชำระเงินผ่านดิจิทัล แม่มณีได้ยกระดับกลายเป็นเครื่องรางของขลังของร้านค้าไปโดยปริยาย โครงการนำร่อง 6 เดือนแรก มเการชำระเงินผ่านระบบนี้ถึง 1.8 หมื่นล้านบาท และในช่วง 2 ปีล่าสุด พบร้านค้าขนาดเล็กถึงเล็กมากมาเป็นลูกค้าของธนาคารเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ตัวอย่างที่เกิดขึ้นดูจะสอดคล้องกับผลการศึกษาของ CMMU ที่นำมาเผยแพร่ในงานสัมมนาครั้งนี้ โดยพบว่า“คนไทย 52 ล้านคนเชื่อในเรื่องโชคลาง” โดยมีสาเหตุแบ่งเป็นอันดับ 1 ร้อยละ 58 ประสบการณ์ของคนใกล้ชิดที่ได้รับฟัง เช่น พ่อแม่พี่น้อง ญาติสนิทมิตรสหาย อันดับ 2 ร้อยละ 55 ประสบการณ์ส่วนตัว อันดับ 3 ร้อยละ 49 มาจากเรื่องเล่าที่เล่าต่อๆ กันมา และอันดับ 4 ร้อยละ 42 ประเพณีวัฒนธรรม “โหราศาสตร์หรือการดูดวง เป็นเรื่องโชคลางที่คนไทยเชื่อมากที่สุด” เช่น ลายมือ ไพ่ยิปซี ฯลฯ

ขณะที่ “พระเครื่อง-วัตถุมงคล ตามมาเป็นอันดับ 2” โดยล่าสุดที่กำลังโด่งดังคือ “ไอ้ไข่” แห่ง จ.นครศรีธรรมราช ถึงขนาดที่สายการบินต้องจัดเที่ยวบินตรงเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักแสวงโชคจากทั่วทุกสารทิศ อันดับ 3 สีมงคล เช่น การเลือกสีเครื่องแต่งกายตามวันเกิด อันดับ 4 เลขมงคล ดังที่หลายคนพยายามหาหมายเลขโทรศัพท์ที่เป็นเลขนำโชคมาครอบครอง และอันดับ 5 เรื่องเหนือธรรมชาติ เห็นได้จากมีรายการที่นำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับสิ่งลี้ลับผ่านสื่อหลายแขนงทั้งวิทยุ โทรทัศน์ และสื่อออนไลน์

กลับมายังเรื่องราวของแม่มณี ที่โด่งดังข้ามน้ำข้ามทะเลไปไกล โดย สุธีรพันธุ์ เล่าต่ออีกว่า เคยมีนักวิชาการจากอังกฤษมาขอสัมภาษณ์เพราะอยากรู้ที่มาที่ไปของแนวคิดนี้ ซึ่งอาจเป็นเพราะ “มนุษย์ใช้ชีวิตอยู่กับความไม่แน่นอน”แม้กระทั่งความรู้ที่เคยเรียนมา เมื่อเวลาผ่านไปความรู้นั้นอาจใช้ไม่ได้อีกแล้ว หรือกลยุทธ์ทางการตลาดที่แม้จะเป็นสถานการณ์โควิด-19 เหมือนกัน แต่สิ่งที่เคยทำแล้วได้ผลดีในปี 2563 พอมาถึงปี 2564 อาจจะใช้ต่อไปไม่ได้อีก “แต่ดาราศาสตร์และไสยศาสตร์ไม่เคยเปลี่ยนแปลงมานับพันปี” มนุษย์จึงยึดสิ่งเหล่านี้เป็นที่พึ่งทางใจ

“ในโลกที่ทุกอย่างมันเปลี่ยนแปลงไปหมด มันเหมือนกระแสน้ำมันกรากเกรี้ยวมากๆ แน่นอนว่าเมื่อเราตกอยู่ในกระแสน้ำที่มันกรากเกรี้ยว สิ่งที่เราต้องการคือความแน่นอนอะไรบางอย่าง ต้องการอะไรบางอย่างให้เราไปยึดเกี่ยว 2-3 พันปีที่ผ่านมามันมีศาสตร์หนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง วันหนึ่งโลกเคยแบนวันหนึ่งโลกกลม วันหนึ่งสิ่งที่เรียกว่าไม่ดีมันกลายเป็นเรื่องดี วันหนึ่งกัญชาเป็นสิ่งผิดกฎหมายวันนี้มันถูกกฎหมาย มันไม่เคยมีอะไรจริงแท้แน่นอน แต่สิ่งหนึ่งที่จริงแท้แน่นอนและไม่เคยเปลี่ยนแปลงคือฮวงจุ้ย ไสยศาสตร์ ศาสตร์ดูดวงต่างๆ

ผมถามหน่อยว่าเอาคนเมื่อ 200 ปีที่แล้วมาดูดวงวันนี้ดูได้ไหม? ดูได้! มันคือเรื่องเดียวกัน ตำราเล่มเดียวกัน โหงวเฮ้งเอาคนจีน 3 พันปีที่แล้วมาดูโหงวเฮ้งเราวันนี้ก็ยังอธิบายได้เหมือนเดิม มันก็เลยเป็นที่มาที่ไปว่าทำไมคนยุคนี้ต้องหาอะไรจับ แล้วสิ่งมันจับได้และแน่นอนที่สุดก็เรื่องนี้ เรื่องไสยศาสตร์ คงหลีกไม่พ้นคำถามที่ว่าไม่รู้จะเอาตรรกะอะไรมาอธิบายเรื่องนี้ แต่ผมคิดว่าในโลกของ Uncertain World (โลกที่ไม่แน่นอน) เราก็ต้องหาอะไรที่มัน Certain (แน่นอน) แล้วผมก็เชื่อว่าความเชื่อ สิ่งที่มันพิสูจน์มาเป็นพันๆ ปีต่างหากที่มัน Certain” สุธีรพันธุ์ กล่าวในท้ายที่สุด

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ‘แรงงานข้ามชาติ’ ในไทย กลัวโควิดแต่เศรษฐกิจขาดไม่ได้ #SootinClaimon.Com

Posted on January 19, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/545919

สกู๊ปแนวหน้า : ‘แรงงานข้ามชาติ’ในไทย  กลัวโควิดแต่เศรษฐกิจขาดไม่ได้

สกู๊ปแนวหน้า : ‘แรงงานข้ามชาติ’ในไทย กลัวโควิดแต่เศรษฐกิจขาดไม่ได้

วันอาทิตย์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.30 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ มีการจัดเสวนา (ออนไลน์) เรื่อง “อนาคตประเทศไทยที่จะไม่ไร้สิ้นแรงงานข้ามชาติและโควิด” โดยหน่วยปฏิบัติการวิจัยความมั่นคงของมนุษย์และความเท่าเทียม สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (HuSE) ซึ่งรศ.ดร.กิริยา กุลกลการ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับนโยบายแรงงานข้ามชาติของรัฐไทยในสถานการณ์โควิด-19 ระหว่างเดือน มี.ค.-ธ.ค. 2563 พบลักษณะการทำงานดังต่อไปนี้ 1.พยายามป้องกันโรคระบาดในกลุ่มแรงงานข้ามชาติ โดยการให้ความรู้ มี จ.สมุทรสาคร เป็นพื้นที่นำร่อง

กับ 2.ชะลอการนำเข้าแรงงานข้ามชาติ ด้วยเหตุผลคนไทยว่างงานจำนวนมาก เพราะเศรษฐกิจหดตัวจากโควิด-19 และคนจำนวนกว่า 19 ล้านคน จะถูกลดชั่วโมงทำงาน จึงต้องช่วยแรงงานไทยก่อน แต่ก็มีแรงงานข้ามชาติที่ว่างงานอยู่เช่นเดียวกัน มีคนอพยพกลับประเทศบ้านเกิดเพราะตกงาน ซึ่งกลุ่มเหล่านี้ไม่กลัวโควิด-19 แต่กลัวอดตายมากกว่า แต่อีกด้านแรงงานข้ามชาติก็ขาดแคลน เห็นได้จากสมาคมชาวสวนลำไยจันทบุรีขาดแคลนแรงงาน จำนวน 25,000 คน จนต้องร้องขอต่อภาครัฐให้อนุญาตการนำเข้าแรงงานจากกัมพูชา

“แรงงานข้ามชาติมีความสำคัญเป็นอย่างมาก โดยคิดเป็นสัดส่วนไม่น้อยกว่า ร้อยละ 10 ของกำลังแรงงานในประเทศ และสร้างรายได้ ร้อยละ 4-6 ของ GDP ไทย ถ้าหากมองย้อนกลับไปเมื่อปี 2561 มีจำนวนแรงงานข้ามชาติมากถึง 3 ล้านคน แต่ปี 2562 เหลือเพียง 2.8 ล้านคน พอช่วงโควิด-19 ตั้งแต่ต้นปี 2563 เป็นต้นมา มีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ นอกจากนี้เมื่อมีการระบาดของโควิด-19 รอบสอง จะเห็นได้ว่าภาครัฐเริ่มมีการเปิดจดทะเบียนแรงงานข้ามชาติเถื่อนขึ้นมา ซึ่งเป็นนโยบายตามลำดับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น” รศ.ดร.กิริยา ระบุ

ขณะที่ ศยามล เจริญรัตน์ ผู้แทนสถาบันวิจัยสังคม จุฬาฯ เปิดเผยว่า จากการสำรวจพบแรงงานข้ามชาติมีความเปราะบางด้านสุขภาพเป็นอย่างมาก เนื่องจากอุปกรณ์ป้องกันไม่เพียงพอ ไม่สามารถรักษาระยะห่างกันเพื่อนร่วมงานได้ เพราะจำกัดในเรื่องของพื้นที่ทำงาน และชั่วโมงการทำงานยังคงสูง เฉลี่ยทำงานวันละ 13 ชั่วโมงต่อวันและไม่มีวันหยุด นอกจากนี้ยังไม่สามารถรักษาระยะห่างในที่พักได้ เนื่องจากที่พักบางที่ไม่มีห้องครัวและเป็นห้องน้ำรวม

ส่วนการรับรู้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับโควิด-19 รับรู้ในระดับปานกลาง โดยรับรู้จากโทรศัพท์มือถือ ร้อยละ 64 รับรู้ผ่านอินเตอร์เนต ร้อยละ 46 และรับรู้ผ่านโทรทัศน์ ร้อยละ 25 และเรื่องของการป้องกันตัวจากโควิด-19 ของแรงงานพบว่า ร้อยละ 93 ใส่หน้ากากอนามัย ร้อยละ 61 ล้างมือบ่อยๆ ร้อยละ 45 พกเจลและสเปรย์ล้างมือ ร้อยละ 35 สร้างระยะห่างให้กับตนเอง ร้อยละ 11 เลือกการเดินทางที่คนน้อย และร้อยละ 8.4 รับประทานข้าวแยกจาน และแม้จะมีการจัดการตนเอง แต่ก็ไม่สามารถทำได้มากนัก เนื่องจากมากถึงร้อยละ 55 ต้องซื้ออุปกรณ์ป้องกันเองที่มีราคาสูง

นพ.พรเทพ โชติชัยสุวัฒน ผู้แทนสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ให้ความเห็นว่า ปัญหาในไทยเป็นเรื่องที่อยู่ใต้โต๊ะ เรื่องแรงงานข้ามชาติก็ทำไม่เป็นระบบ การแก้ปัญหาเชิงบวกและลบก็ยังปิดบังข้อมูล โดยมีข้อเสนอ 5 เรื่อง 1..กฎหมาย ต้องเป็นธรรม ชัดเจน และบังคับใช้ได้จริง 2.ข้อมูล ใช้ข้อมูลที่เป็นปัจจุบัน และเชื่อมโยงกันได้จริง 3.คุ้มครองสิทธิ์ ทำศูนย์รับเรื่องร้องเรียนแก่แรงงานข้ามชาติ 4.งบประมาณ ต้องทำความเข้าใจแก่ทุกฝ่ายในเรื่องงบประมาณที่จะช่วยเหลือแรงงานข้ามชาติ และ 5.จริยธรรม ต้องแก้ไขเรื่องสิทธิมนุษยชน ความเท่าเทียมกัน

ธนิทธิ์ ลอยพิมาย ผู้แทนสำนักงานประกันสังคม กล่าวว่า เรื่องโควิด-19 เป็นภาวการณ์ใหม่ของทุกคน ทั้งไทยและต่างประเทศ ในมุมมองขอประกันสังคม ทั่วโลกที่ใช้มาตรการรับมือจะคล้ายๆกัน คือมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาระยะสั้นก่อน ซึ่งจะแก้ปัญหา 2 เรื่องสำคัญ 1.สุขภาพ ให้การคุ้มครองในเรื่องของโควิด-19 กับ 2.ว่างงาน มองถึงการลดภาระของผู้ประกอบการและลูกจ้าง ขณะเดียวกันต้องการให้ได้สิทธิประโยชน์ให้มากที่สุด ซึ่งเดิมทีต้องจ่ายเงินสมทบฝ่ายละ ร้อยละ 5 แต่ในช่วงที่ผ่านมาก็มีการลดเหลือจ่ายเพียงร้อยละ 3 ซึ่งจะดูตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

นอกจากนี้แล้วยังมีการเพิ่มสิทธิประโยชน์ในกรณีว่างงาน เช่น กรณีออกจากงานเพราะโควิด-19 เป็นต้น ปัจจุบันทางประกันสังคมต้องทำความเข้าใจและช่วยเหลือ
กลุ่มแรงงานข้ามชาติเท่าที่ทำได้ แต่ก็ยังมีข้อจำกัดบางประการเช่น การสื่อสาร ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้แรงงานข้ามชาติยังเข้าไม่ถึงข้อมูลของประกันสังคม ซึ่งระบบเพื่อรองรับคนกลุ่มนี้มีอยู่ โดยมองถึงกลุ่มแรงงานเป็นหลัก และไม่แบ่งแยกชนชาติ ได้สิทธิ์เท่าเทียมกัน แต่มีข้อจำกัดคือมีกลุ่มแรงงานบางกลุ่มที่ไม่ได้อยู่ในระบบก็จะไม่ได้รับสิทธิ์ ซึ่งเหมือนกันทั้งคนไทยและคนต่างชาติ

ด้าน ศิววงศ์ สุขทวี ที่ปรึกษาเครือข่ายสิทธิผู้ลี้ภัยและคนไร้รัฐ กล่าวว่า ประเทศไทยไม่ได้ต้องการแต่แรงงานข้ามชาติเท่านั้น แต่ต้องการประชากรในอนาคตเพิ่มเติม ซึ่งจากผลสำรวจของ กรมการปกครอง พบว่า อีก 20 ปีข้างหน้าคนในช่วงอายุ 40 ปีขึ้นไปในปัจจุบัน จะเกษียณในช่วงที่พีคที่สุดในประชากร แต่เด็กที่เกิดในปีนี้ที่จะเข้าสู่ตลาดแรงงานในอนาคต มีเพียงแค่ 6 แสนคนเท่านั้น หมายความว่ามี 4 แสนคนที่หายไปในวันที่คนอายุ 40 ปีขึ้นไปในปัจจุบันเกษียณอายุ จึงทำให้แรงงานไทยจะไม่เพียงพอต่ออนาคต

จึงจะเป็นต้องทบทวนถึงนโยบายที่คิดถึงเรื่องโครงสร้างประชากรที่จะเสริมเข้ามาทั้งระบบ รวมถึงการเกิดของคนไทย การนำเข้าแรงงานข้ามชาติ รวมไปถึงผู้อพยพย้ายถิ่นฐาน คนไร้สัญชาติ ที่ผ่านนโยบายหลายกระทรวงมีการปรับเปลี่ยน เช่น กระทรวงมหาดไทยเริ่มแก้ไขกฎหมายสัญชาติ ว่าด้วยเด็กที่เกิดในประเทศไทยสามารถเรียนจบปริญญาตรี สามารถขอสัญชาติไทยได้ กระทรวงศึกษาธิการ เริ่มตั้งแต่ปี 2548 ให้การศึกษาเด็กทุกคน ไม่ว่าจะมีสัญชาติหรือว่าไม่มีสัญชาติก็ตาม ซึ่งคือการเตรียมความพร้อมให้กับเด็กที่เกิดในไทยแต่ไม่มีสัญชาติไทย

กระทรวงสาธารณสุข พยายามคิดหากลไกนโยบายที่จะมาสร้างกลไกการดูแลสุขภาพในกับคนกลุ่มนี้ นอกจากนี้กลุ่มแรงงานในประเทศไทยไม่ได้มีเพียงแค่กลุ่มแรงงานข้ามชาติเพียงอย่างเดียว บางคนมีลูกมีหลานที่เกิดในไทยเพราะฉะนั้นการกลับสู่ประเทศบ้านเกิดจึงไม่ได้เป็นทางเลือกของคนเหล่านี้ ซึ่งเมื่อย้อนกลับไปอดีตในช่วงที่เลือกตั้งในเมียนมา หรือกองทัพในนามคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)ยึดอำนาจใหม่ๆ ทำให้เกิดการสร้างเงื่อนไขให้อพยพกลับประเทศของแรงงานข้ามชาติ

สิ่งที่พบคืออุตสาหกรรมบางอย่างยอดผลิตต่ำลง เช่น ประมง ที่กำลังการผลิตต่ำลงจนหายออกจากระบบ จึงทำให้เห็นว่าแรงงานข้ามชาติยังมีความสำคัญกับเศรษฐกิจของไทยเป็นอย่างมาก ซึ่งทำให้อุตสาหกรรมขนาดเล็กและขนาดกลางของไทยสามารถก้าวต่อไปได้ แต่นโยบายการจัดการแรงงานของไทยมีอคติต่อกลุ่มแรงงานข้ามชาติ ซึ่งทำให้ไม่อยากให้กลุ่มเหล่านี้อยู่ในประเทศไทยนานๆ

จึงถือว่าเป็นปัญหาเป็นอย่างมากสำหรับแรงงานข้ามชาติ!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ‘โควิด’ ยังไม่จบไว มี ‘วัคซีน’ อะไรต้องทำต่อ #SootinClaimon.Com

Posted on January 17, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/544240

สกู๊ปแนวหน้า : ‘โควิด’ยังไม่จบไว  มี‘วัคซีน’อะไรต้องทำต่อ

สกู๊ปแนวหน้า : ‘โควิด’ยังไม่จบไว มี‘วัคซีน’อะไรต้องทำต่อ

วันอาทิตย์ ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2564, 02.00 น.

ผ่านมาแล้วปีเศษกับสถานการณ์ระบาดของไวรัสโควิด-19 และขณะนี้หลายประเทศเริ่มทยอยฉีดวัคซีนกันแล้ว โดยเมื่อบ่ายวันที่ 8 ม.ค. 2564 มีการประชุมวิชาการ (ออนไลน์) เรื่อง“เมื่อไหร่…คนไทยจะได้ใช้วัคซีน COVID-19” จัดโดยคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่ง ศ.นพ.เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม ผู้อำนวยการบริหารโครงการพัฒนาวัคซีนโควิด-19 ศูนย์วิจัยวัคซีน คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ปัจจุบันมีวัคซีนโควิด-19ที่อยู่ในการทดลองระยะที่ 3 (Phase 3) จากผู้พัฒนาที่ใช้เทคโนโลยีแตกต่างกัน 5 แบบ คือ

1.Viral Vector การนำเชื้ออื่นที่ไม่มีอันตราย เช่น เชื้อตระกูลไข้หวัด มาเป็นตัวนำพาพันธุกรรมของชิ้นส่วนเล็กๆ ของเชื้อโควิด-19 เข้าไปกระตุ้นให้เกิดภูมิคุ้มกัน กลุ่มนี้มีAstrazeneca/Oxford, J&J, Gamaleya และ Cansino Bio 2.Protein Vaccine โปรตีนวัคซีน กลุ่มนี้มี Novavax,Madicago/GSK, ZFSW, Bektop และ Clover,GSK/Dynavax

3.Inactivated นำเชื้อมาฆ่าให้ตายแล้ว กลุ่มนี้เป็นประเทศที่มีอุตสาหกรรมวัคซีนเก่าแก่ มีโรงงานเพาะเลี้ยงเชื้อขนาดใหญ่ที่เก็บรักษาอย่างปลอดภัย แบ่งเป็น BIBP, Sinovac, Sinopharm และ IMB จากจีน Bharat จากอินเดีย และ RIBSP จากคาซัคสถาน 4.DNA กลุ่มนี้มี 2 ราย คือ AnGes/Osaka U. กับ Zydus และ 5.mRNA กลุ่มนี้คือ Pfizer/BioNTech กับ Moderna

โดยจากทั้งหมดข้างต้น มี 4 รายที่ทดลองระยะ 3 เสร็จสิ้นและขึ้นทะเบียนพร้อมใช้งานแล้ว คือ Pfizer/BioNTech มีผลการทดสอบเชิงประสิทธิภาพในการป้องกันไวรัสโควิด-19 อยู่ที่ร้อยละ 95, Moderna ร้อยละ 94, Astrazeneca/Oxford ร้อยละ 62 และ Sinopharm ร้อยละ 79อนึ่ง การวิจัยวัคซีนโควิด-19 แตกต่างจากการวิจัยวัคซีนป้องกันโรคอื่นๆ ที่ผ่านมา คือ เน้นว่าวัคซีนต้องสามารถใช้กับผู้สูงอายุได้อย่างปลอดภัยด้วย

เช่น วัคซีนของ Pfizer/BioNTech พบว่า เมื่อฉีดแล้วผู้สูงอายุมีอาการผลข้างเคียงน้อยกว่าคนหนุ่ม-สาว ทั้งนี้ ประเทศร่ำรวยกล้าทุ่มทุนสั่งจองวัคซีนไว้ก่อนล่วงหน้าตั้งแต่ยังไม่ขึ้นทะเบียน เช่น สหรัฐอเมริกา สั่งจองไว้ถึง 300 ล้านโดส และต่อมายังสั่งเพิ่มอีก 500 ล้านโดส, ประเทศกลุ่มสหภาพยุโรป (EU) 1,100 ล้านโดส, ญี่ปุ่น 120 ล้านโดส ที่น่าสนใจคือ สหรัฐฯ อังกฤษ แคนาดา และออสเตรเลียสั่งจองวัคซีนไว้มากกว่าจำนวนประชากรในประเทศ

“ตอนนี้ทั้งโลกฉีดไปประมาณ 13-15 ล้านโดส อเมริกาฉีดไปแล้ว 5 ล้านคน เฉลี่ยวันหนึ่งประมาณ 3 แสนกว่าคน อังกฤษฉีดไปแล้วประมาณ 1.3 ล้านโดส อิสราเอลมีประชากร 8 ล้านคน ฉีดไปแล้ว 1.4 ล้านโดส ฉะนั้นอัตราฉีดสูงสุดจีนฉีดไป 4.5 ล้านโดส ฉะนั้น mRNA ที่เราได้ฟังข่าวว่าฉีดแล้วมีช็อกมีอะไรนี่คิดเป็นตัวเลขแค่ 8 คนในกว่า 8 ล้านคน ก็คือ 1 ในล้าน แต่การแพ้แบบภาวะที่ช็อก คือทุกคนก็ฉีดแอดรีนาลีนได้คืนมาหมด แล้วที่สำคัญก็คือว่าต้องระวังคนที่แพ้อย่างอื่นอยู่แล้ว เช่น แพ้อาหารทะเล แพ้อะไรก็แล้วแต่ที่รุนแรง อาจต้องฉีดด้วยความระมัดระวัง” ศ.นพ.เกียรติ กล่าว

ขณะที่ ผศ.ภญ.ดร.สุธีรา เตชคุณวุฒิ อาจารย์คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ CEO บริษัท ไบยา ไฟโตฟาร์ม จำกัด กล่าวว่า วัคซีนที่ทำจากโปรตีนมีเป็นจำนวนมาก เช่นของ Novavax ใช้ Insect Cell ส่วนของไบยาฯ ใช้พืชเป็นตัวผลิตโปรตีน อย่างไรก็ตาม กระบวนการผลิตวัคซีนจากโปรตีนก่อนเข้าสู่การทดสอบทางคลินิกจะใช้เวลานานกว่าวัคซีนจาก mRNA

อนึ่ง สำหรับการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับโควิด-19 นอกจากใบยาฯ จะผลิตวัคซีนแล้ว ยังมี Monoclonal Antibody (สารภูมิต้านทานจากโคลนของเซลล์เดียว) ซึ่งสามารถนำไปทำ Treatment (ยา) ได้โดยคาดว่าในเดือน ก.พ. 2564 น่าจะได้เริ่มทดสอบในสัตว์ทดลอง ส่วนวัคซีนโควิด-19 นั้น ใบยาฯ ได้ต้นแบบวัคซีนในเดือน ก.พ. 2563 จากนั้นระหว่างเดือน มี.ค-ธ.ค. 2563 เป็นการทดสอบในสัตว์ทดลอง คือหนู และลิง ตามลำดับ

ซึ่งปัจจุบันกำลังอยู่ในขั้นตอนปรับปรุงสถานที่ผลิตเพื่อให้ผลิตได้มากขึ้น ทำการทดสอบเพิ่มเติม และผลิตเพิ่มสำหรับการทดสอบในมนุษย์ ขั้นตอนทั้งหมดนี้อยู่ระหว่างเดือน ม.ค.-มี.ค. 2564 โดยคาดว่าช่วงกลางปี 2564 จะได้เริ่มทดสอบวัคซีนในมนุษย์ และน่าจะขึ้นทะเบียนวัคซีนได้ภายในปี 2565 ภายใต้ความคาดหวังว่า นี่อาจเป็นประวัติศาสตร์ของประเทศไทย ที่สามารถผลิตวัคซีนได้เองตั้งแต่กระบวนการต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพราะหากเกิดโรคระบาดอื่นๆ ขึ้นอีกในอนาคต แพลตฟอร์มนี้จะสามารถปรับเปลี่ยนไปผลิตยาหรือวัคซีนสำหรับโรคนั้นๆ ได้

ด้าน ศ.นพ.ธีระพงษ์ ตัณฑวิเขียร แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อ และหัวหน้าภาควิชาอายุรศาสตร์คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับการใช้วัคซีน เช่น “ค่าการแพร่เชื้อ”หมายถึงคน 1 คนจะแพร่เชื้อต่อไปถึงอีกกี่คน ซึ่งค่านี้จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับมาตรการอื่นๆ ที่แต่ละประเทศใช้ลดการระบาดของโรคด้วย (Non Pharmacological Interventions) อาทิ การสวมหน้ากากปิดปาก-จมูก ล้างมือสม่ำเสมอ เว้นระยะห่างทางกายภาพ จำกัดการเดินทางข้ามพรมแดน ฯลฯ

โดยค่าการแพร่เชื้อของโควิด-19 เฉลี่ยอยู่ที่ 2-3 หรือคน 1 คนแพร่เชื้อไปถึงผู้อื่นได้ 2-3 คน ต้องการให้ประชากรเฉลี่ยร้อยละ 60 มีภูมิคุ้มกัน จึงจะเกิดภูมิคุ้มกันหมู่ (Herd Immunity)เพื่อหยุดการระบาดของโรค ดังนั้นบางประเทศที่มีค่าการแพร่เชื้อสูงอาจต้องการให้ประชากรถึงร้อยละ 70 มีภูมิคุ้มกัน หรือบางประเทศที่ค่าการติดเชื้อต่ำอาจต้องการประชากรเพียงร้อยละ 30 ปริมาณการสั่งจองวัคซีนของแต่ละประเทศจึงไม่เท่ากัน ทำให้แม้จะเริ่มทยอยฉีดวัคซีนกันแล้ว แต่การสวมหน้ากากปิดปาก-จมูก อาจยังต้องทำต่อเนื่องไปอีก 3-4 ปี

“จะฉีดวัคซีนให้ใครก่อน” ในสถานการณ์ปัจจุบันที่ทุกประเทศต่างต้องการวัคซีนโควิด-19 ย่อมไม่มีประเทศใดได้วัคซีนครบถ้วนตามที่ต้องการโดยเร็ว การฉีดวัคซีนในระยะแรกจึงเป็นไปเพื่อลดการระบาด แต่ยังไม่ถึงขั้นหยุดการระบาด แต่เรื่องนี้ต้องคำนึงถึงทั้งการจัดลำดับความสำคัญ (Set Priority) ความยุติธรรม (Equity) การกระจายวัคซีน (Distribution) ตลอดจนจะทำอย่างไรให้สังคมยอมรับ (Public Accept) ดังนั้น ยุทธศาสตร์การสื่อสารที่ดี(Good Communication Strategies) ต้องเกิดขึ้น

ตลอดจนด้าน “การเฝ้าระวังและชดเชย (Safety Surveillance/Compensation)” กรณีมีข่าวที่ยังไม่ชัดว่าเป็นผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีนหรือไม่ ต้องมีการบริหารจัดการที่ดีเพื่อไม่ให้กระทบต่อการฉีดวัคซีนในภาพรวมดังที่เคยเกิดมาแล้วกับกรณีข่าวลือว่าการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 กระทบต่อหญิงตั้งครรภ์ จนทำให้แพทย์ไม่กล้าฉีดวัคซีน!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : โอกาสหลังสิ้นยุคโควิด ‘จีนมองไทย’ ยังเป็นมุมดี #SootinClaimon.Com

Posted on January 13, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/542570

สกู๊ปแนวหน้า : โอกาสหลังสิ้นยุคโควิด  ‘จีนมองไทย’ยังเป็นมุมดี

สกู๊ปแนวหน้า : โอกาสหลังสิ้นยุคโควิด ‘จีนมองไทย’ยังเป็นมุมดี

วันอาทิตย์ ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2564, 02.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ มีการจัดงานประชุมเสวนาวิชาการภายใต้แผนงานคนไทย 4.0 โดยหนึ่งในนั้นเป็นการบรรยายพิเศษหัวข้อ “คนไทยในโซเชียลมีเดียจีน” โดยผู้บรรยายคือ ดนัยธัญ พงษ์พัชราธรเทพ อาจารย์วิทยาลัยศิลปะสื่อและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า ปัจจุบันโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในชีวิตประจำวันของชาวจีน โดยชาวจีน 933 ล้านคน จากประชากรจีนทั้งหมด 1,400 ล้านคน เข้าถึงอินเตอร์เนตในจำนวนนี้ร้อยละ 90 เข้าถึงผ่านโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนและชาวจีนใช้อินเตอร์เนตเฉลี่ย 28 ชั่วโมง/สัปดาห์ หรือ 4 ชั่วโมง/วัน

โดยแพลตฟอร์มหรือแอพพลิเคชั่นด้านต่างๆในสังคมจีน แบ่งเป็น 1.สังคมแลกเปลี่ยนข้อมูล มีเครื่องมืออย่าง ไปตู้ (Baidu) 2.สังคมชุมชนออนไลน์ ที่รู้จักกันดีคือ วีแชต (WeChat) หรือ เว่ยป๋อ (Weibo) 3.สังคมนักท่องเที่ยว ทั้งที่เป็นบริษัทนำเที่ยวเดิมอย่าง ซีทริป (Ctrip) และแพลตฟอร์มใหม่อย่าง หม่าเฟิงหว่อ (MaFengWo) 4.สังคมนักช็อป เช่น เถาเป่า (Taobao) หรือ เสี่ยวหงชู (Xiaohongshu) 5.สังคมคลิปสั้น เช่น ติ๊กต็อก (TikTok) หรือ บิลีบิลี (Bilibili) นอกจากนี้ยังมีสังคมคนรักการกิน คนชอบอ่านข่าว และคนรักการฟัง

ดนัยธัญ กล่าวต่อไปว่า แม้ในปี 2563 จะเป็นปีแรกที่ไม่ได้เดินทางไปประเทศจีนในรอบ 15 ปีที่ศึกษาเรื่องจีนแต่ก็ยังติดตามความเป็นไปของสังคมชาวจีนผ่านสื่อสังคมออนไลน์ของจีน รวมถึงมุมมองของชาวจีนที่มีต่อชาวไทยด้วย โดยแบ่งเป็น 4 ยุคคือ 1.ปี 2545-2551 ช่วงนั้นสื่อสังคมออนไลน์ยังมีไม่มาก ชาวจีนจะรู้จักชาวไทยผ่านนักท่องเที่ยว นักธุรกิจ นิตยสารท่องเที่ยว สถานีโทรทัศน์กรมประชาสัมพันธ์ของรัฐบาลจีน (CCTV) และแพลตฟอร์มค้นหาข้อมูลอย่าง Baidu (เหมือนกับ Google ของโลกตะวันตก)

ในยุคนั้นสิ่งที่ชาวจีนมักพูดถึงชาวไทยคือ 1.1 สาวประเภทสอง แต่เป็นการพูดถึงในแง่ไม่ดีนัก คือมองสาวประเภทสอง หรือกะเทยว่าเป็นกึ่งมนุษย์กึ่งสิ่งมีชีวิตประหลาด 1.2 ความยากจนล้าหลัง เช่น บอกว่าชาวไทยยังขี่ช้างไปเรียนหนังสือ 1.3 สังคมเสื่อมโทรมเมืองใหญ่ เช่น ปัญหาการขายบริการทางเพศ ยาเสพติด รวมถึงเหตุการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ 1.4 ศาสตร์ลี้ลับ วัด ผี และมวยไทย ซึ่งเป็นผลมาจากภาพยนตร์แนวแอ๊กชั่นและแนวสยองขวัญจากประเทศไทย และ 1.5 เกษตรธรรมชาติ มองสังคมไทยเป็นสังคมเกษตรกรรม

2.ปี 2551-2555 ภาพลักษณ์ชาวไทยในสายตาชาวจีนเริ่มเปลี่ยน จากปัจจัยสำคัญหรือภาพยนตร์และละครไทยถูกนำไปเผยแพร่ในจีน เริ่มมีเว็บไซต์ให้ผู้คนอัพโหลดวีดีโอ โดยในจีนคือ Youku (เหมือนกับ Youtube ของโลกตะวันตก) ขณะที่ Baidu เริ่มมีข้อมูลเกี่ยวกับประเทศไทยมากขึ้น ส่วนสถานีโทรทัศน์ระดับมณฑลก็เริ่มนำรายการที่ผลิตในประเทศไทยไปออกอากาศมากขึ้น มีชุมชนออนไลน์ของชาวจีนรุ่นใหม่พูดคุยกันเรื่องสังคมไทย ซึ่งในยุคนี้ชาวจีนจะทึ่งมากกับความคิดสร้างสรรค์ในการทำละครหรือภาพยนตร์ของชาวไทย

“สาวสองยังอยู่ แต่มองว่าเป็นสังคมเปิด วิถีชีวิตแบบไทยมีความคิดสร้างสรรค์ โฆษณาไทยก็ฮิตในจีนกรุงเทพฯ กลายเป็นหนึ่งในเมืองที่มีความทันสมัยในอาเซียนทัศนียภาพของประเทศไทยเปลี่ยนไป ภาษาไทยเริ่มสนใจ ผมไปขึ้นรถเมล์ พอพูดภาษาไทยมีคนมาทักว่าเป็นคนไทยใช่ไหม? ภาพลักษณ์เราเปลี่ยนมาก การเมืองไทยเริ่มเป็นที่ติดตามของคนจีน วัฒนธรรมไทยก็เริ่มเป็นมุมบวกมากกว่าลบ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นหลังปี 2012 (2555) ผมสรุปว่าสื่อบันเทิงเป็นจุดเปลี่ยนในการรับรู้ต่อภาพลักษณ์คนไทยใน Social (สังคม) จีน” อาจารย์ดนัยธัญ กล่าว

3.ปี 2555-2563 เป็นยุคที่ชาวจีนเริ่มเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทยมากขึ้น โดยอิทธิพลสำคัญมาจากภาพยนตร์จีนเรื่อง Lost in Thailand (แก๊งม่วนป่วนไทยแลนด์) โดยใช้โทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนเป็นเครื่องมือช่วยเหลือในระหว่างการท่องเที่ยว นอกจากนี้ยังเห็นชาวจีนที่เปลี่ยนจากนักท่องเที่ยวเป็นนักลงทุน คนเหล่านี้เป็นผู้อธิบายภาพลักษณ์ของประเทศไทยให้ชาวจีนด้วยกันรับรู้ในยุคนี้ชาวจีนจะมองสังคมไทย 3.1 เสรีภาพของผู้มีความหลากหลายทางเพศ (LGBT) 3.2 นิสัยคนไทยเช่น เป็นมิตร ชอบความสนุกสนาน และไม่เร่งรีบ (Slow Life)

3.3 เมืองท่องเที่ยวที่มีสีสันหลากหลายทั้งกลางวันและกลางคืน บนความคุ้มค่าคุ้มราคา 3.4 เมืองแห่งโอกาสทางการค้าการลงทุน 3.5 เป็นเมืองน่าอยู่ทั้งด้านวัฒนธรรมการศึกษา อากาศและสิ่งแวดล้อม แม้ประเทศไทยจะประสบปัญหาหมอกควัน แต่ชาวจีนก็ยังมองประเทศไทยว่าอากาศดี โดยมีคำเปรียบเปรยว่าประเทศไทยเหมือนสวนหลังบ้านของจีน หมายถึงอยู่ใกล้ เป็นแหล่งอาหารปลอดภัย และเหมาะกับการพักผ่อน

และ 4.ปี 2563-ปัจจุบัน ท่ามกลางสถานการณ์การระบาดของ “ไวรัสโควิด-19” มีการใช้คำทำนองว่า “จีน-ไทยพี่น้องกัน” ซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อนในระดับประชาชน ที่ผ่านมาคำนี้จะใช้ระหว่างรัฐบาลต่อรัฐบาลเท่านั้น คาดว่ามาจากในช่วงที่สถานการณ์โรคระบาดเริ่มรุนแรงในจีนขณะที่ไทยยังไม่มีสถานการณ์ (ก่อนเดือนมี.ค. 2563) มีการส่งกำลังใจจากชาวไทยไปยังชาวจีน

นอกจากนี้ยังชื่นชมว่า“ประเทศไทยมีความสามารถด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจึงควบคุมการระบาดของโรคไว้ได้” ซึ่งที่ผ่านมาไม่เคยถูกกล่าวถึงในสังคมจีน ดังนั้นมีความเป็นไปได้ว่า หากพูดถึงการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ประเทศไทยคงเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ชาวจีนจะเดินทางเข้ามาทั้งเพื่อใช้บริการและศึกษาหาความรู้ ทั้งนี้ หากมองจากสิ่งที่ชาวจีนนึกถึงชาวไทย เช่น จิตใจดี อ่อนโยน เป็นมิตรมีมารยาท เปิดกว้าง สนุกสนาน ไม่เร่งรีบ และมีความสามารถด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ก็สรุปได้ว่าภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสายคนจีนยังค่อนข้างดี

“นักท่องเที่ยวจีนหายไปทั้งหมดในช่วงนี้ หรือถึงเวลาหรือยังที่เราต้องกระจายความเสี่ยงไปหานักท่องเที่ยวประเทศอื่นๆ แต่ในความคิดของผม ถ้าหากเรามองจีนซึ่งมีนักท่องเที่ยวอยู่หลายกลุ่มมาก การกระจายความเสี่ยงก็อาจจะหมายถึงการกระจายความเสี่ยงในเชิงว่านักท่องเที่ยวแบบกลุ่มทัวร์ แบบ So-Lo-Mo (Social-Local-Mobile : ใช้โทรศัพท์มือถือหาข้อมูลทางออนไลน์ในสถานที่ที่เดินทางไปเที่ยว) ในขณะที่เราจะได้กลุ่มใหม่ คือกลุ่ม Hi-end (รายได้สูง) เข้ามา อันนี้ก็เป็นรูปแบบการกระจายแบบรูปแบบหนึ่ง” อาจารย์ดนัยธัญ ให้ความเห็น

อาจารย์ดนัยธัญ ยังกล่าวอีกว่า การเรียนรู้ชาวจีนผ่านสื่อสังคมออนไลน์ของจีน ทำให้สามารถวางกลยุทธ์ที่เชื่อมกับประเทศจีนได้ดีขึ้น ซึ่งสำหรับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ก็มีชาวจีนมาเรียนอยู่พอสมควร จึงมีการจัดกิจกรรม เช่น ให้ความรู้กับผู้ประกอบการไทยในการขายสินค้าออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์ม Taobao ขณะเดียวกันยังเป็นความโชคดีของ จ.เชียงใหม่ ที่มีชาวจีนอยู่เป็นจำนวนมาก

เพราะคนเหล่านี้จะเป็นสื่อกลางบอกต่อกับชาวจีนเพื่อนร่วมชาติ ว่าจริงๆ แล้วชาวไทยเป็นอย่างไร!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า :‘เพิ่มโทษ-ขายออนไลน์’ แก้‘หวยแพงเกินราคา’ได้จริง?

Posted on March 31, 2019 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/334300

334300
 

สกู๊ปแนวหน้า :‘เพิ่มโทษ-ขายออนไลน์’ แก้‘หวยแพงเกินราคา’ได้จริง?

วันอาทิตย์ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2561, 02.00 น.
 

ถือว่าเป็น “เรื่องใหญ่” ของสังคมไทยจริงๆ กับ “หวย” หรือสลากกินแบ่งรัฐบาล โดยเฉพาะการ “ขายเกินราคา” เพราะแม้ทาง “กองสลาก” สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล จะบอกว่า “ราคาเริ่มต้นจะอยู่ที่ใบละ 70.40 บาท” แต่เมื่อไปถาม “ผู้ค้ารายย่อย” ก็จะได้รับคำตอบว่า “รับมาก็ใบละ 78-79 บาทแล้ว จะให้ขาย 80 บาทได้อย่างไร” สะท้อนปัญหา “ยี่ปั๊ว-ซาปั๊ว” ที่รัฐบาลทั้งนักการเมืองเลือกตั้งและเผด็จการทหารไม่สามารถแก้ไขได้

 

ล่าสุดเป็นที่ฮือฮาอีกครั้ง กับการเปิดเผยของ พ.ต.อ.บุญส่ง จันทร์ศรี รองผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เมื่อ 17 เม.ย. 2561 ว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เห็นชอบ (ร่าง) พ.ร.บ.สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล โดยเนื้อหาเป็นการ “แก้ไข” กฎหมายเดิมคือ พ.ร.บ.สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล พ.ศ. 2517 สาระสำคัญประการหนึ่งคือ “เพิ่มโทษคนขายหวยเกินราคา” ให้มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน ปรับไม่เกิน 10,000 บาท จากเดิมกำหนดโทษปรับอย่างเดียวไม่เกิน 2,000 บาท

ไม่พลาดข่าวสำคัญ ติดตาม LINE@แนวหน้า ที่นี่

แต่ที่ต้อง “จับตามอง” เพราะในร่างกฎหมายฉบับนี้ยัง “เปิดทาง” ให้กองสลากสามารถ “พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ” หลากหลายรูปแบบ อาทิ “หวยออนไลน์” ขายผ่านเครื่อง แต่ก็ต้องให้กองสลากไปพิจารณาผลกระทบอย่างรอบด้าน ซึ่งนักวิชาการผู้คลุกคลีกับปัญหาสลากกินแบ่งมายาวนาน รศ.ดร.สังศิต พิริยะรังสรรค์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต ให้สัมภาษณ์กับทีมข่าว “แนวหน้า” ว่าเท่าที่ทราบคือทางกองสลากกำลังแก้ไขในส่วนแบ่งกำไรให้ผู้ค้ารายย่อยได้รับมากขึ้น ดังนั้น เมื่อได้ประโยชน์เพิ่มก็ควรมีโทษกรณีทำผิดเพิ่มขึ้นด้วย

อย่างไรก็ตาม “การกำหนดโทษจำคุกไว้นั้นถือว่ารุนแรงเกินไป” โดยส่วนตัวมองว่ามีเพียงโทษปรับก็ถือว่าเพียงพอแล้ว นอกจากนี้จะเห็นได้ว่า “แม้จะมีการจองสลากผ่านธนาคาร แต่ก็ยังได้ยินเสียงสะท้อนจากผู้ค้ารายย่อยว่าจองไม่ทัน” สุดท้ายก็ต้องไปรับมาจากคนกลางในราคาเกือบ 80 บาท ทำให้ต้องมาขายเกินราคาในที่สุด ซึ่งที่เป็นเช่นนั้นเพราะผู้ค้ารายย่อยอย่างไรก็ไม่มีทางจองได้ทันบรรดารายใหญ่ที่มีทุนมาก ด้วยเหตุนี้จึง “เห็นด้วย” หากจะมีการขายสลากผ่านตู้ออนไลน์แทนการขายแบบกระดาษ

เพราะสลากกระดาษนั้นเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อ 150 ปีก่อน วันนี้โลกเปลี่ยนไปมากมีเทคโนโลยีใหม่ๆ เกิดขึ้น “หากขายออนไลน์เมื่อใดบรรดารายใหญ่จะหมดข้อได้เปรียบรายย่อยในการเข้าถึงสลากทันที” ส่วนข้อกังวลที่ว่าการขายออนไลน์จะเป็นการทำลายอาชีพขายสลากที่ผู้ค้าจำนวนมากเป็นผู้สูงอายุหรือผู้พิการ เพราะอาจมีการนำตู้ไปตั้งตามร้านสะดวกซื้อทำให้เม็ดเงินไหลเข้าทุนใหญ่อีกกลุ่มหนึ่งนั้น สามารถเขียนกฎระเบียบควบคุมได้ทั้งหมด

“ถ้าจะทำผมว่าต้องเน้นเรื่องกระจายอาชีพ กระจายรายได้ให้คนมากที่สุด ไม่ควรอยู่ในร้านสะดวกซื้อ เพราะกำไรมันก็จะอยู่กับนายทุนผูกขาดรายใหญ่ และมีการตรวจสอบว่า 1 คน ต้องมีสิทธิ์ได้ 1 ตู้ อย่าให้ทุนใหญ่เอาคนไปจองกันหลายสิบตู้ แล้วถ้าพบว่าพยายามเข้ามาผูกขาดก็ต้องลงโทษตามกฎหมาย เราสามารถกำหนดระเบียบได้ว่าจะให้คนพิการ หรือกลุ่มเกษตรกรยากจน กี่เปอร์เซ็นต์ของจำนวนเครื่องที่เขาควรได้รับไป แล้วไม่ให้คนที่มีทุนมากเข้ามาเกี่ยวข้อง ต้องทำให้คนที่มีรายได้น้อยมีโอกาสน้อยในสังคมได้เป็นเจ้าของตู้” อาจารย์สังศิต กล่าว

ขณะที่นักวิชาการผู้ศึกษาปัญหาด้านการพนัน รศ.ดร.นวลน้อย ตรีรัตน์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า แม้กองสลากจะใช้สารพัดวิธีด้วยหวังจะแก้ปัญหาการขายสลากเกินราคา แต่ที่ผ่านมา “ล้มเหลว” เพราะผู้ที่เกี่ยวข้อง “ไม่ทำให้ทั่วถึงทั้งระบบ” เช่น การให้โควตาสลากกับองค์การสาธารณกุศลต่างๆ “องค์กรหรือบุคคลดังกล่าวขายสลากจริงไหม?” หรือให้ผู้อื่นนำไปขายต่อ “เคยตรวจสอบบ้างหรือไม่?” เช่นเดียวกับการจองสลากผ่านธนาคาร ก็ทราบว่ามีการ “จ้างใครก็ได้มาจอง” สลากก็จะไปกระจุกตัว

“มันต้องจัดการเรื่องขึ้นทะเบียนก่อน ในต่างประเทศใครจะขายสลากต้องขึ้นทะเบียน เมื่อขึ้นทะเบียนแล้วจะมาจองสลากแทนกันก็ทำไม่ได้ คนที่ขึ้นทะเบียนก็จะมีป้ายมีบัตรประจำตัว ถามว่าผู้ค้าสลากทุกวันนี้ใครมีป้ายมีบัตรบ้าง? ไม่เช่นนั้นก็จะมีคนประเภทที่มาจองเอง แต่จองแล้วก็ขายต่อทันที เพราะตอนหลังที่มันเกิดการรวมสลากชุด ก็ขายไปเลย 80 บาท พวกที่ซื้อต่อก็เอาไปรวมชุดแล้วก็ขึ้นราคาจะ 85 บาทหรืออะไรก็แล้วแต่” อาจารย์นวลน้อย ระบุ

อาจารย์นวลน้อย ยังกล่าวถึงวิธีแก้ปัญหาของกองสลาก ด้วยการ “พิมพ์สลากออกมามากๆ” ด้วยหวังว่าเมื่อมีสินค้ามากๆ แล้วราคาจะลงมาเอง แต่เอาเข้าจริงก็แก้ไม่ได้เพราะ “คนยังหวังในการรวมชุด” ด้วยเห็นจากข่าวว่า “ถ้าถูกหวยขึ้นมาทีหนึ่งได้เงินเป็นสิบล้านบาท” ดังนั้นหากเลขไหนที่เป็น “เลขเด็ด” คนตามหากันมาก มีความต้องการในตลาดมาก ราคาก็ยังพุ่งสูงขึ้นอยู่ดี

และแม้ต่อให้กองสลากจะพิมพ์สลากรวมชุดออกมาขายเอง แต่หากไม่คุมคนกลางอย่างจริงจัง ราคาก็คงไม่มีทางลงมาที่ใบละ 80 บาท อยู่ดี “ทุกวันนี้ก็มีกฎห้ามขายสลากเกินใบละ 80 บาท อยู่แล้ว แต่ถามว่าห้ามได้จริงหรือ?” นอกจากนี้การจับกุมผู้กระทำผิดยังเน้น “ปลาเล็กปลาน้อย” พ่อค้าแม่ค้ารายย่อยเท่านั้น แต่ไม่ค่อยพบเห็นว่าจะมีการ “ขยายผล” ต่อไปถึงต้นตอ ว่าผู้ค้ารายย่อยนั้นรับสลากมาจากที่ใด

“สลากเป็นสินค้าที่มีเลขทะเบียนที่สามารถรู้ได้ว่าใครได้มา แต่ไม่เคยเช็คเลย จะไปจับแต่แม่ค้าที่อยู่ตรงหน้า แต่ไม่ดูว่าสลากมันมาอย่างไร คือไม่มีการเชื่อมโยงไปถึงต้นทาง ทำเพียงแก้ข้อครหาว่าฉันทำแล้วนะ คือถ้ารู้สึกว่ามันเป็นปัญหาก็ตามเลย แก้เลยว่าจะเอาอย่างไร แต่คนส่วนหนึ่งก็รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา สมยอมกัน แต่จริงๆ มันคือเรื่องของการไม่มีทางเลือก เพราะสลากเป็นสินค้าผูกขาด เวลาสินค้าผูกขาดแล้วขายแพงไม่เรียกสมยอม แต่เรียกไม่มีทางเลือก” อาจารย์นวลน้อย ฝากข้อคิด

สำหรับแนวคิดการเพิ่มโทษผู้ขายสลากเกินราคา รวมถึงการเปิดช่องสู่หวยออนไลน์ หลังจากนี้จะส่งร่างกฎหมายไปให้คณะกรรมกฤษฎีกาตรวจพิจารณา และเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาตามขั้นตอนต่อไป จึงยังถือว่าเป็นเรื่องของอนาคต แต่ ณ วันนี้ ความเห็นของนักวิชาการว่าด้วย “ทุนใหญ่” สามารถหาช่องทางครอบครองสลากได้เป็นจำนวนมาก ทำให้รายย่อยต้องรับซื้อในราคาแพงและมาขายเกินราคากับผู้บริโภค

เรื่องนี้พูดกันมานานและพูดกันทุกรัฐบาล..แต่จะแก้ไขให้เห็นผลเมื่อใด..ยังไม่มีคำตอบ!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2561(2018), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 2,895,970 hits

Join 4,118 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

กมธ.วุฒิสภาฯ มติเอกฉันท์ ชงรัฐบาลยกเลิก MOU 2543 ชี้กัมพูชาละเมิดข้อตกลงต่อเนื่อง
โจ มณฑานี ยกเคสสิงคโปร์เทียบไทย ตอกกลับดรามาน้ำมัน
ศบก.ถกผู้ค้าน้ำมัน อัดดีเซลเข้าระบบ สั่งเข้มห้ามปั๊มอ้างน้ำมันหมด
กกพ. ยัน ไฟฟ้าเพียงพอ มีเชื้อเพลิงใช้ 3 เดือน แม้ปิดช่องแคบฮอร์มุซ
สะเทือนหาดชะอำ'นั่งเล 5'เป็นมากกว่าเทศกาลดนตรีตอบโจทย์ปาร์ตี้ริมทะเลสุดแซ่บ
จุลพันธ์ ขอ สส. รักสามัคคีกัน ลั่นพร้อมพาเพื่อนกลับสภาฯ ให้ได้ 150 คนในสมัยหน้า
จ่อคลอด ครม.ใหม่! สลค.ส่งชื่อ รมต.เช็กประวัติ ตั้งเป้าจบก่อนสงกรานต์
จบแล้ว? ครม.อนุทิน2 มี 35 ที่นั่ง กันไว้ 1 เก้าอี้ เผื่อสมการการเมืองเปลี่ยน ไร้ พปชร. ร่วมขบวน
พรรคประชาชน ยัน ไม่เกี่ยวข้อง แฮกเกอร์ peopleparties ใช้ชื่อพรรค เจาะระบบรัฐ
ในหลวง โปรดเกล้าฯให้ราชเลขานุการในพระองค์ฯ เป็นประธานเปิดร้านโกลเด้น คอฟฟี่

Recent Posts

  • จีนประท้วงญี่ปุ่น ชายอ้างเป็นทหารบุกรุกสถานทูตในโตเกียว ขู่ฆ่าเจ้าหน้าที่
  • สหรัฐฯ แบน “เราเตอร์ ” ผลิตต่างประเทศรุ่นใหม่ อ้างความเสี่ยงความมั่นคง
  • รวบ 8 ชายบราซิล ใช้ไม้-เหล็กแป๊บฟาด “คาปิบารา” บาดเจ็บสาหัส
  • ไต้หวันถอนตัวร่วมประชุม WTO หลังถูกระบุเป็น “มณฑลของจีน”
  • ระเบิดรุนแรงโรงกลั่นน้ำมันในเท็กซัส ควันดำปกคลุมเมือง (คลิป)

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • 2564(2021)
  • entertain
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    • SootinClaimon.Com
    • Join 1,657 other subscribers
    • Already have a WordPress.com account? Log in now.
    • SootinClaimon.Com
    • Subscribe Subscribed
    • Sign up
    • Log in
    • Report this content
    • View site in Reader
    • Manage subscriptions
    • Collapse this bar
 

Loading Comments...
 

    %d