ชุมชน’บุกรุก’หรือ’ทหาร’บีบคั้น’? เปิดหลักฐานพิสูจน์ปมไล่ที่’แสมสาร’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/228162

วันเสาร์ ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 19.56 น.

“ถิ่นชาวประมง สักการะองค์หลวงพ่อดำ งามล้ำเกาะแก่ง แหล่งท่องเที่ยวไทย ฟ้าใสทะเลงาม สมนามแสมสาร”

คำขวัญประจำตำบลแสมสาร อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ซึ่งปัจจุบันจัดเป็น “แหล่งอาหารทะเลสด” ชื่อดังแห่งหนึ่งของไทย โดยเฉพาะช่วงวันหยุดจะมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติเดินทางมาพักผ่อนอยู่เป็นจำนวนไม่น้อย ทั้งนี้ เมื่อสืบสาวย้อนไปหาอดีต ตำบลแสมสารถือเป็น “ชุมชนเก่าแก่” ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์เช่นกัน

นับตั้งแต่จังหวัดชลบุรีตั้งขึ้นในปี 2446 ขณะนั้น บ้านแสมสารเป็นส่วนหนึ่งของ “บางละมุง” ก่อนที่จะแตกออกเป็น อ.บางละมุง อ.สัตหีบ และอำเภออื่นๆ ในเวลาต่อมา เอกสารเก่าแก่ที่สุดที่บอกเล่าการมีตัวตนของชุมชนแสมสาร คือแผนที่ “ปราจิณบุรี” ซึ่งระบุปีที่สำรวจคือ 2460 และปีที่จัดพิมพ์คือ 2465 แผนที่ดังกล่าวแผ่นดินบริเวณ “ช่องแสมสาร” ปรากฏภาพของ “วัด” และ “เจดีย์” บนแผนที่ด้วย


“แผนที่ปราจิณบุรี” จัดพิมพ์ในปี 2465 ในวงกลมสีแดงคือวัดและเจดีย์

ซึ่งวัดดังกล่าวก็คือ “วัดช่องแสมสาร” มีประวัติว่าเริ่มก่อสร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 ที่นี่มีตำนานของ “หลวงพ่อดำ” สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองชาวแสมสาร และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา หรือการรับรองวัดอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2494 มีจอมพล ป.(แปลก) พิบูลย์สงคราม เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ


หนังสือรับรองการก่อตั้งวัดช่องแสมสารอย่างเป็นทางการ

อีกข้อบ่งชี้ว่าแสมสารเป็นชุมชนเก่าแก่ คือ “โรงเรียนบ้านช่องแสมสาร” (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนชุมชนบ้านช่องแสมสาร) โดยเอกสารเก่าแก่เท่าที่สืบค้นได้ พบว่ามีนักเรียนเข้าเรียนมาตั้งแต่ปี 2479 แล้ว และเมื่อย้อนไปดูวันเดือนปีเกิดของเด็กนักเรียนแต่ละคน พบว่าเกิดในช่วงยุคปลายทศวรรษที่ 2460 ถึงต้นทศวรรษที่ 2470 ซึ่งในขณะนั้น สัตหีบยังมีฐานะเป็นเพียงตำบล

บ้านแสมสารจึงถือเป็น “มรดกทางประวัติศาสตร์” อีกแห่งหนึ่งของไทย!!!


บันทึกการเข้าเรียนของเด็กนักเรียน ร.ร.บ้านช่องแสมสาร ในปี 2479

ทว่าเวลานี้..ชาวชุมชนแสมสารกำลังมีข้อขัดแย้งกับ “กองทัพเรือ” (ทร.) โดย ทร. ระบุว่า ชาวบ้านบุกรุกเข้าไปใน “เขตทหาร” หรือพื้นที่ด้านความมั่นคง ขณะที่ฝั่งชาวบ้าน ยกกฎหมายที่เกี่ยวข้องขึ้นโต้แย้ง อาทิ พ.ร.ฎ.กำหนดเขตต์หวงห้ามที่ดินอำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี พ.ศ. 2478 ซึ่งออกตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการหวงห้ามที่ดินรกร้างว่างเปล่าอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน พ.ศ.2478 โดยใน มาตรา 4 ห้ามผู้ใดเข้าไปใช้ประโยชน์ ก่อนที่กฎหมายดังกล่าวจะถูกยกเลิกไปในปี 2497 เมื่อมีประมวลกฎหมายที่ดินเกิดขึ้น ชาวแสมสารจึงตั้งข้อสังเกตว่า..

“ในเมื่อมีชุมชนอยู่ก่อนแล้ว..จะเรียกว่ารกร้างว่างเปล่าได้อย่างไร?”

นอกจากนี้..สิ่งที่ชาวแสมสารเรียกร้องขอความเป็นธรรม คือเมื่อมี ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 ซึ่งระบุว่า มาตรา 5 ให้ผู้ที่ได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ โดยไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดิน แจ้งการครอบครองที่ดินต่อนายอำเภอท้องที่ภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัติ นี้ใช้บังคับ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่รัฐมนตรีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา

ในทางกฎหมาย ชาวชุมชนแสมสารถือว่า “ขาดสิทธิ์” ไปแล้ว แต่หากมองตามความเป็นจริงในปี 2497 พื้นที่ชุมชนแสมสารถือว่า “ไกลปืนเที่ยง” ข่าวสารจากภายนอกไม่ค่อยเข้าถึง อีกทั้งผู้คนที่รู้หนังสือ “อ่านออกเขียนได้” มีน้อยมาก นอกจากนี้ เหตุวาตภัยในปี 2495 ได้ทำลายที่ว่าการอำเภอบางละมุง และกิ่งอำเภอสัตหีบไปด้วย ส่งผลให้เอกสารที่เกี่ยวกับชุมชนสูญหายไปเป็นจำนวนมาก การที่ภาครัฐยึดกับข้อกฎหมายเพียงอย่างเดียวโดยไม่ดูข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์

อาจจะดู “ไม่เป็นธรรม” เกินไปหรือไม่?

วันนี้ชาวชุมชนแสมสาร..ขอเพียงโอกาส “พิสูจน์สิทธิ์” เพื่อยืนยันตัวตน ณ “ผืนแผ่นดินบรรพชน” ของพวกเขาเท่านั้น ทั้งนี้ชาวบ้านรายหนึ่ง ฝากข้อคิดว่า..กฎหมายหากไม่สอดรับกับบริบทแห่งข้อเท็จจริง ก็น่าจะ “ปรับแก้” เพื่อให้ “อำนวยความยุติธรรม” อย่างแท้จริง

หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง..พร้อมที่จะ “เปิดใจ” รับฟังข้อมูลอย่าง “รอบด้าน” หรือไม่?


บัตรประชาชนของชาวบ้านแสมสาร ระบุวันเกิดในปี 2457 และ 2458

SCOOP@NAEWNA.COM

ทางออก…ประกันสังคม‘ม.39’ ‘เตือนก่อนตัด’สกัดหลุดระบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/227880

วันศุกร์ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ปัจจุบันประชากรของไทยอยู่ภายใต้กองทุนหลักประกันหลากหลายประเภท สำหรับประชาชนทั่วไปใช้สิทธิ “หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า” นอกจากนี้ยังมี“ประกันสังคม” เป็นกองทุนสำหรับแรงงานทั้งในและนอกระบบ

“มนุษย์เงินเดือน” หรือแรงงานในระบบนั้นอยู่ภายใต้ มาตรา 33 ต้องส่งเงินสมทบเข้ากองทุน คิดเป็นสัดส่วนลูกจ้างร้อยละ 5 นายจ้างร้อยละ 5 รัฐบาลร้อยละ 2.75 ของฐานเงินค่าจ้าง, “มาตรา 39” หรือผู้ที่เคยเป็นมนุษย์เงินเดือน ต่อมาออกจากงาน แต่ยังต้องการใช้สิทธิก็จะส่งเงินสมทบต่อ 432 บาทต่อเดือน และ มาตรา 40 สำหรับผู้ประกอบอาชีพอิสระที่ไม่เคยอยู่ในมาตรา 33 และ 39

ทว่า…ไม่นานนี้บรรดาสมาชิก “เครือข่ายผู้ใช้แรงงาน” ออกมาระบุว่า แต่ละปีมีผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ต้อง “หลุด”
ออกจากระบบ เพราะ “ขาดส่งเงินสมทบติดต่อกันครบ 90 วัน”ซึ่งพวกเขามองว่า “ไม่เป็นธรรม” เนื่องจากข้อเท็จจริงแล้วสำนักงานประกันสังคมไม่เคย “เตือนล่วงหน้า” ว่าใกล้ครบกำหนดแล้ว พร้อมยืนยันว่าคนเหล่านี้จำนวนมากไม่มีเจตนา “เบี้ยว”

“ชาลี ลอยสูง” รองประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย(คสรท.) กล่าวกับ “สกู๊ปแนวหน้า” ว่าปัญหา
ผู้ประกันตนมาตรา 39 หลุดออกจากระบบ เป็นปัญหา “ซ้ำซาก” ที่ผ่านมาเคยมีการ “นิรโทษกรรม” หรือ “คืนสิทธิ” ให้ผู้ขาดส่งเงินสมทบมาแล้ว แต่ไม่นานก็เกิดปัญหาเดิมอีก เพราะไม่มีการเตือนล่วงหน้า

“เขาไม่มีเตือนนะ เขาถือเป็นความรับผิดชอบต่อผู้ประกันตน เขาบอกว่าถ้าต้องเตือนมันทำไม่ไหวหรอกมันทั่วทั้งประเทศ คงต้องไปดูว่ากำลังของประกันสังคมมีเพียงพอหรือเปล่า?” ชาลี ระบุ

รองประธาน คสรท. กล่าวต่อว่า กลุ่มคนที่ขาดส่งเงินสมทบตามมาตรา 39 อาจมีได้ทั้ง 2 สาเหตุ คือ “ลืมจริง”เนื่องจากไม่มีการเตือนล่วงหน้า กับ “แกล้งลืม” คือ ไม่มีเงินทำให้ขาดส่งในบางช่วงเวลา ซึ่งต้องดูเป็นรายกรณีๆไป แต่หากถามว่าจะให้แก้ไขอย่างไรบ้างก็แนะนำว่าให้เตือนด้วย “ข้อความสั้น”(SMS) เพราะยุคนี้ใครๆก็มีโทรศัพท์มือถือใช้กันแล้ว

“ถ้าส่งหนังสือไปทางไปรษณีย์ผมว่าไม่ค่อยได้ผล หลายคนย้ายที่อยู่แล้วไม่ได้แจ้ง เดี๋ยวนี้ทุกคนมีโทรศัพท์กันหมด จะได้ผลเร็วกว่า แต่ก็มีค่าใช้จ่าย ต้องไปดูว่าจะทำอย่างไรได้บ้าง” ชาลี ให้ความเห็น

ขณะที่ “ดร.ยงยุทธ แฉล้มวงษ์” ผู้อำนวยการด้านการพัฒนาแรงงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(TDRI) กล่าวว่า กลุ่มผู้ประกันตนตามมาตรา 39อาจแบ่งปัญหาได้เป็น 2 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มที่ขาดส่งครบ 90 วันแล้วถูก “ตัดสิทธิ” และ 2.กลุ่มที่ขาดส่งแบบไม่ครบ 90 วัน แต่ส่งบ้างไม่ส่งบ้าง แต่ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มใดก็ตาม การเตือนล่วงหน้าถือเป็นเรื่องจำเป็น และเป็นสิ่งที่สำนักงานประกันสังคมควรทำ

ยกตัวอย่าง “ธนาคาร” ที่เมื่อไปทำธุรกรรมใดๆ ซึ่งต้องมีการส่งเงินอย่างต่อเนื่องทุกเดือน หากเดือนใดไม่ได้ส่งจะมี SMS เข้ามาในโทรศัพท์มือถือ ทั้งนี้การ “ส่งช้า”นอกจากเงินที่ต้องชำระตามปกติแล้ว ยังมี “ค่าปรับ” ด้วย จึงมองว่าสำนักงานประกันสังคมน่าจะนำระบบนี้มาใช้ เพราะไม่ต้อง “แบกภาระ” ค่าใช้จ่ายอย่างที่กังวล หรือ“ค่าน้ำ-ค่าไฟ” เมื่อก่อนถึงเวลา ถ้าไม่จ่ายก็โดน “ยกมิเตอร์” แต่เดี๋ยวนี้มีการเตือนมากขึ้น

“ผมไม่ได้บอกว่าประกันสังคมผิดนะ แต่นอกจากในแง่กฎหมายแล้ว ต้องมองในแง่ความเป็นธรรมด้วย สมมุติเขาส่งมาตลอด 5-6 ปี ทำไมแค่ขาดไปนิดเดียว แถมไม่เตือนเขา แล้วไปบอกว่าจะตัด ปี’57 หลุดไป 9 หมื่นกว่า พอปี’58 หลุดไปแสนกว่า ก็แสดงว่าไม่มีระบบอะไรเลยที่ไปเตือนเขา”

“ดร.ยงยุทธ” อธิบายว่า ถ้าส่งข้อความเข้า SMS ก็แค่ 3-4 บาท ตรงนี้มี “ค่าปรับ” อยู่แล้ว การเตือนนี่ไม่ได้เตือนเปล่าๆ ถ้าผู้ประกันตนส่งไม่ตรงเวลาก็ต้องมีค่าปรับ 2 เปอร์เซ็นต์อยู่แล้ว กับค่า SMS ตนมองว่า “คุ้ม” เพราะ 2 เปอร์เซ็นต์ของเงิน 400 กว่าบาท เท่ากับ 8-10 บาท แต่ SMS แค่ 3-4 บาท เตือน 2 ครั้งยังไม่ถึงเลย ค่าปรับก็ได้อยู่แล้ว ประกันสังคมไม่เสียอะไร

ทั้งนี้ ในมาตรา 39 วรรค 4 ระบุว่า ผู้ประกันตนตามวรรคหนึ่ง(มาตรา 39) ซึ่งไม่ส่งเงินสมทบ หรือส่งไม่ครบจำนวนภายในเวลาที่กำหนดตามวรรคสาม “ต้องจ่ายเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือนของจำนวนเงินสมทบที่ยังมิได้นำส่งหรือของจำนวนเงินสมทบที่ยังขาดอยู่นับแต่วันถัดจากวันที่ต้องนำส่งเงินสมทบ” สำหรับเศษของเดือนถ้าถึงสิบห้าวันหรือมากกว่านั้นให้นับเป็นหนึ่งเดือนถ้าน้อยกว่านั้นให้ปัดทิ้ง

“ดร.ยงยุทธ” ให้ความเห็นว่า ธรรมชาติของผู้ส่งเงินประกันสังคมตามมาตรา 39 คือ ผู้ประกอบอาชีพอิสระ รายได้อาจไม่เท่ากันทุกเดือน ดังนั้นการขาดส่ง-ส่งไม่ครบ จึงอาจเกิดขึ้นได้ดังนั้นสำนักงานประกันสังคมน่าจะมีมาตรการที่ “ยืดหยุ่น” มากกว่านี้ โดยเปรียบเทียบกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) ที่ยังมีมาตรการผ่อนผันหรือ “พักชำระหนี้” ของเกษตรกร ซึ่งถือเป็นผู้ประกอบอาชีพอิสระประเภทหนึ่งเช่นกัน

“ทำไมชาวนาเรายังผ่อนชำระหนี้ได้ เลื่อนให้เขาได้ถ้ามีปัญหาเศรษฐกิจ คนที่เขาออกนอกระบบไปแล้ว การส่งเงินเข้ารัฐเขาก็อาจมีปัญหาในบางช่วง แต่เขาไม่มีเจตนาที่จะขาดส่ง ดูธ.ก.ส. เขามีพักหนี้มีผ่อนชำระหนี้ นั่นเขาเงินมหาศาล นี่แค่ 400 กว่าบาท 3 เดือนก็พันกว่าบาท ไม่ได้มากเลย”

นักวิชาการด้านแรงงานจาก TDRI ฝากทิ้งท้ายว่า ตลอดมาประกันสังคมทำงานเบามาตลอด เล่นกับแต่มนุษย์
เงินเดือน คือ มาตรา 33 มาอย่างยาวนาน พวกนี้มีคนส่ง มีคนไปจ่ายให้ แต่มาตรา 39 ไม่มีนายจ้าง เขาส่งเอง อาจมีปัญหามากกว่า แต่ตนมองว่าเป็นหน้าที่ของหน่วยงานราชการ เป็น “บริการ” อย่างหนึ่งที่ต้องดูแลทั้งมาตรา 39 และ 40 ไม่ใช่ว่าไปตามกฎหมายอย่างเดียว ก็ดูไม่ยุติธรรม แล้วไม่ต้องแก้กฎหมายอะไรเลย คือ เขาให้เวลาตั้ง 3 เดือน ทำไม
ไม่ติดตามเขาบ้าง

พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 41 ระบุถึงการ “สิ้นสถานะ” ผู้ประกันตนไว้หลายประการ รวมถึงการขาดส่งเงินสมทบติดต่อกันเกิน 90 วัน หรือภายใน 1 ปี ส่งเงินสมทบรวมกันไม่ถึง 9 เดือน…แม้ด้านหนึ่งกฎหมายจะไม่กำหนดให้ “สำนักงานประกันสังคม” ต้องแจ้งเตือนล่วงหน้า แต่อีกด้านหนึ่งการแจ้งเตือนล่วงหน้าถือเป็นหลักประกันความเป็นธรรม เพราะผู้ขาดส่งอาจไม่มีเจตนา

อย่าลืมว่า “หน่วยงานรัฐ” ไม่ว่าองค์กรใด…

เจตนารมณ์คือ “บริการประชาชน”!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

ลำพะยังภูมิพัฒน์…ใต้พระบารมี ‘ผันน้ำ’สร้างชีวิต-พลิกผืนดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/227706

วันพฤหัสบดี ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

“…หลักสำคัญว่าต้องมีน้ำบริโภค น้ำใช้เพื่อการเพาะปลูก เพราะว่าชีวิตอยู่ที่นั่นถ้ามีน้ำคนอยู่ได้ ถ้าไม่มีน้ำคนอยู่ไม่ได้ ไม่มีไฟฟ้าคนอยู่ได้ แต่ถ้ามีไฟฟ้า ไม่มีน้ำคนอยู่ไม่ได้…” พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2529 ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงประจักษ์แจ้งถึงทุกข์สุขของชาวนา ชาวไร่ เกษตรกรในชนบทว่าที่ยากจนทนทุกข์เพราะทำการเกษตรไม่ได้ผล เนื่องจากขาดแคลน “น้ำ” ด้วยเหตุนี้พระองค์ท่านจึงทรงทุ่มเทพระวรกายในการศึกษา พัฒนา แก้ปัญหา และจัดการทรัพยากรน้ำ ทั้งเรื่อง“น้ำแล้ง น้ำท่วม น้ำเสีย” เพื่อให้ราษฎรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

“ลำพะยังภูมิพัฒน์”!!!

ภายใต้โครงการพัฒนาลุ่มน้ำลำพะยังตอนบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.เขาวง จ.กาฬสินธุ์ ถือเป็นหนึ่งในโครงการบริหารจัดการน้ำที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง และมีความพิเศษกว่าที่อื่นๆ นั่นเพราะถือเป็น “อุโมงค์ผันน้ำ”หนึ่งเดียวในเมืองไทย “ใต้พระบารมี”

อีกทั้งยังเปรียบเสมือน “น้ำจากฟ้า” ที่มีคุณค่ายิ่งของชาวบ้าน เพราะช่วยพลิกผืนดินที่ใช้ปลูกพืชทำไร่ทำนาที่ “แตกระแหง” ให้กลับกลายเป็นดั่ง “แผ่นดินทอง”

“ย้อนกลับไปเมื่อ 24 ปีก่อน ในหลวงเสด็จฯมายังบ้านกุดสิม อ.เขาวง ขณะที่ประทับเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งบินผ่านได้ทอดพระเนตรเห็นลำพะยังแห้งแล้งทุรกันดาร จึงทรงวงในแผนที่ เมื่อถึงเขาวงก็ถามชาวบ้านว่าจุดที่วงอยู่ในแผนที่นั้นอยู่ตรงไหน ก่อนจะเสด็จออกนอกหมายกำหนดการด้วยรถยนต์พระที่นั่งออกค้นหา ระหว่างทางทรงเห็นชาวบ้านนวดข้าวริมถนน ก็ตรัสถามว่าข้าวนี้กินได้หรือ เพราะในหนึ่งกำมือเป็นข้าวกินได้แค่ 5% ที่เหลือเป็นเมล็ดข้าวลีบ พระองค์ทรงรู้ถึงปัญหาขาดแคลนน้ำที่ทำให้ผลผลิตไม่ดี จึงมีพระราชดำริให้กรมชลประทานสร้างอ่างเก็บน้ำลำพะยังตอนบน โดยสร้างแล้วเสร็จในปี 2538”

“อำพล ตมโคตร” หัวหน้าฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 4 โครงการชลประทานกาฬสินธุ์ และหัวหน้าโครงการพัฒนาลุ่มน้ำลำพะยังตอนบนฯ เล่าถึงที่มาของ “ลำพะยังภูมิพัฒน์” ซึ่งต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำริให้ผันน้ำจาก “อ่างเก็บน้ำห้วยไผ่” ซึ่งอยู่ทาง จ.มุกดาหาร มาเติมน้ำให้อ่างเก็บน้ำลำพะยัง เพื่อขยายพื้นที่ชลประทานมากขึ้นโดยมีการสร้าง “อุโมงค์ผันน้ำข้ามจังหวัด” ขึ้น เมื่อปี 2546 แล้วเสร็จปี 2552

“อุโมงค์ผันน้ำลำพะยังภูมิพัฒน์” มีการเจาะอุโมงค์ผันน้ำลอดใต้ภูเขา แล้วทำท่อเหล็กลอดใต้อุโมงค์ความยาว 740 เมตร ส่งน้ำจากมุกดาหารเข้ามายังกาฬสินธุ์ โดยมีการทำถังพักน้ำ ทำระบบท่อชลประทาน ใช้ระบบท่อส่งน้ำและหัวจ่ายกระจายน้ำในพื้นที่เกษตรเหมือน “ก๊อกน้ำ” ในนาถือเป็นแห่งแรกของไทย ที่ใช้ระบบท่อจากหัวจ่าย 72 หัวจ่าย โดยอุโมงค์จะทำการผันน้ำส่วนเกินจากอ่างเก็บน้ำห้วยไผ่มายังถังพักน้ำเพื่อปรับความดัน จากนั้นก็ส่งต่อไปยังพื้นที่การเกษตรของ อ.เขาวง ซึ่งปัจจุบันมีพื้นที่รับประโยชน์ 4,600 ไร่เมื่อได้น้ำจากอุโมงค์ผันน้ำจะเพิ่มพื้นที่รับประโยชน์ได้เป็น 12,000 ไร่ รวมพื้นที่รับประโยชน์ทั้งหมด 16,600 ไร่ อยู่ใน 3 ตำบล 40 หมู่บ้าน”

“อุโมงค์ผันน้ำลำพะยังภูมิพัฒน์ อันเกิดจากพระอัจฉริยะภาพในการบริหารจัดการน้ำของในหลวง การันตีได้ว่าส่งน้ำให้เกษตรกรได้ทุกตารางนิ้ว มีการบริหารจัดการภายใต้แนวคิดที่ว่าการใช้น้ำต้องเป็นไปอย่างทั่วถึง มีประสิทธิภาพ และเป็นธรรม ทำให้ชาวบ้านที่ทำเกษตรมีน้ำเพียงพอตลอดทั้งปี และมีน้ำสำหรับอุปโภคบริโภค ช่วยให้ผลผลิตการปลูกข้าวของชาวนาเพิ่มมากขึ้นถึง 2-3 เท่า เพราะชาวบ้านที่ทิ้งถิ่นฐานที่แห้งแล้ง เริ่มทยอยกลับสู่ภูมิลำเนา จากเมื่อก่อนปลูกข้าวได้ 200 กิโลกรัมต่อไร่ ก็เพิ่มขึ้นทวีคูณเป็นเท่าตัว คือ 600 กิโลกรัมต่อไร่” อำพล กล่าว

สำหรับการบริหารจัดการ “อุโมงค์ผันน้ำ…ลำพะยังภูมิพัฒน์” เดิมทีชาวบ้านทุกคนต้องการเปิดใช้น้ำช่วงเดียวกัน ทำให้หมู่บ้าน “ปลายท่อ” ขาดแคลนน้ำ จึงนำมาสู่การพูดคุยและบริหารจัดการร่วมกัน ด้วยการจัดตั้งกลุ่มการบริหารใช้น้ำชลประทาน 4 กลุ่ม แบ่งรอบเวรการรับน้ำ จน 10 ปี ให้หลังชาวบ้าน ชาวไร่ชาวนา มีพฤติกรรมปรับเปลี่ยนไป มีการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพขึ้น จากเดิมขอน้ำ 7 วัน “น้ำเกิน” ก็ปล่อยล้นทิ้งไม่สนใจ ปัจจุบันจะแจ้งและปันให้กลุ่มอื่นได้ใช้ด้วย อีกทั้งมีหลักประกันให้พื้นที่ห่างไกลว่าต้องได้น้ำก่อนด้วย ส่วนการ “ผันน้ำ” ต้องไม่เดือดร้อนชาวบ้านฝั่งมุกดาหาร ดังนั้นปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำห้วยไผ่ต้องเหลือ 2.5 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) ต่อปี เพื่อป้องกันปัญหา “แย่งชิงน้ำ”

ขณะที่ “วิศักดิ์ อารมณ์สวะ” เกษตรกรสายเลือดภูไท และ “หมอดิน”ผู้อนุรักษ์ดินและน้ำในพื้นที่ อ.เขาวง เล่าว่า เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯมาพื้นที่ อ.เขาวง พระองค์ทรงเห็นพื้นที่แห้งแล้ง ต้นข้าวให้ผลผลิตต่ำที่สุด ปรัชญาของพระองค์ท่าน คือ “น้ำคือชีวิต” จึงมีพระราชดำริว่าควรมีน้ำใช้ในการเกษตร และเป็นที่มาของโครงการพัฒนาลุ่มน้ำลำพะยังตอนบนฯ ที่เข้ามา “ชุบชีวิต” ชาวบ้าน ชาวไร่ ชาวนา ให้ดีขึ้น มีกินมีใช้ จากเมื่อก่อนที่ “ฝนไม่มา” ก็ไม่มีกิน

“โครงการพัฒนาลุ่มน้ำลำพะยังตอนบนฯ ทำให้เกิดการเกษตรแบบผสมผสานขึ้นในพื้นที่ถ้าเป็นฤดูทำนาก็จะปลูกข้าว ส่วนฤดูแล้งจะปลูกพืชผักเสริมนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานทุกสิ่งทุกอย่างกับเกษตรกร เป็นบุญของพี่น้องชาวเขาวง ที่ได้สร้างฐานะ ให้มีอยู่มีกิน ไม่เดือดร้อนเหมือนในอดีต และยั่งยืนตราบลูกหลานต่อไป” เกษตรกรสายเลือดภูไท กล่าวทิ้งท้าย

คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของชาวบ้านใน 3 ตำบล40 หมู่บ้าน ของ อ.เขาวง ถือเป็นความสำเร็จจากอุโมงค์ผันน้ำหนึ่งเดียวในเมืองไทยใต้พระบารมี ที่เกิดขึ้นจาก“พระอัจฉริยภาพ” และ “น้ำพระราชหฤทัย” ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่มีต่อปวงชนชาวไทย อันสอดรับกับคำว่า…

“ลำพะยังภูมิพัฒน์”…

ที่หมายถึง อุโมงค์ผันน้ำที่นำความเจริญมาสู่“แผ่นดินลุ่มน้ำลำพะยัง”…

SCOOP@NAEWNA.COM

อย่าเห็นหนูๆเป็น‘ตัวตลก’ มองให้ลึก…โพสต์‘คลิปเด็ก’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/227526

วันพุธ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

“เด็กคือผ้าขาว”…

คำกล่าวที่สื่อว่าวัยเด็กเป็นช่วงเวลาแห่งความบริสุทธิ์ นั่นทำให้พ่อแม่ผู้ปกครอง จนถึงคนอื่นๆ รู้สึกเอ็นดูในความน่ารัก “สดใส-ไร้เดียงสา” รวมถึงชื่นชมหากเห็นว่าเด็กคนใดทำความดีหรือมีความสามารถพิเศษเกินวัย เห็นได้จากผู้หลักผู้ใหญ่
มักถ่ายรูป-บันทึกวีดีโอ เพื่อ “แชร์” บอกต่อกันทั้งปากต่อปาก รวมถึงเผยแพร่ใน “โลกออนไลน์”

แม้ผู้เผยแพร่ภาพ-คลิปเด็กจะมี “เจตนาดี” ดังที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานนี้ กรณีคลิปวีดีโอครูรายหนึ่งอบรมเด็กชั้นอนุบาล 2 คน
ที่มีเรื่องกระทบกระทั่งกัน ลงท้ายเด็กทั้งสองคืนดีกัน ผู้เข้าไปชมคลิปจำนวนมากมองในแง่ “ความน่ารัก” เพราะทั้งสองเป็นเพียงเด็กอนุบาล หลายคน “ชื่นชม” ทั้งการอบรมของครู และการยอมรับผิดอย่างจริงใจของเด็กที่ทำร้ายเพื่อน แต่อีกด้านหนึ่งมีผู้ไม่สนับสนุนให้เผยแพร่ และ “ไม่ขำด้วย”

“ดร.มานะ ตรีรยาภิวัฒน์” คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ค
ส่วนตัว “Mana Treelayapewat” ระบุว่า การทำเช่นนี้ของครูอาจเข้าข่าย “เอาเด็กมาขาย” เพราะผู้ถ่ายและเผยแพร่คลิปเป็นผู้ที่เด็ก “ไว้ใจ” รวมถึงตำหนิผู้ที่เข้าไปแสดงความรู้สึก “ขบขัน” กับคลิปดังกล่าวว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเท่ากับกำลัง “ทำร้ายเด็ก” โดยไม่รู้ตัว

ไม่เพียงแต่คลิปดังกล่าวเท่านั้น เพราะหากไปดูในสื่อออนไลน์ประเภทต่างๆ ทั้งเฟซบุ๊ค, อินสตาแกรม หรือยูทูบ พบว่า มีการเผยแพร่ภาพและคลิปลักษณะนี้จำนวนมาก ไม่นับรวมรายการโทรทัศน์ที่ให้พ่อแม่ผู้ปกครองส่งคลิปบุตรหลานตัวน้อยๆ ในอิริยาบถน่ารัก หรือตลกขบขัน มาให้ทางรายการนำออกอากาศ ทั้งหมดนี้คนทำงานด้าน “สิทธิเด็ก”มองว่า “อันตราย-ไม่เหมาะสม”

“อัญญาอร พานิชพึ่งรัถ” ประธานเครือข่ายครอบครัวเฝ้าระวังและสร้างสรรค์สื่อ กล่าวในเวทีเสวนา “คลิปเด็ก : ถ่าย โพสต์ แชร์…มองให้ลึกกว่าความน่ารัก?” จัดโดยสถาบันสื่อเด็กและเยาวชน(สสย.) เมื่อต้นเดือนกรกฎาคม ที่ผ่านมา ว่า การเผยแพร่คลิปอิริยาบถต่างๆ ของเด็ก ส่วนใหญ่เป็นฝีมือ “คนใกล้ตัว” ทั้งพ่อแม่ ญาติพี่น้อง ครู เพื่อน ซึ่งแม้ผู้เผยแพร่อาจ “ไม่มีเจตนาร้าย” แต่สิ่งเหล่านี้อาจ “ละเมิดสิทธิเด็ก” แม้จะมองเป็นเรื่องขำขัน น่ารัก แต่ลืมไปหรือไม่ว่าจะกลายเป็น “ดาบสองคม”

“กรณีเช่นนี้อาจส่งผลร้ายแรงต่อเด็ก เพราะไม่ต่างอะไรจากการประจานเด็ก เช่น กรณีคลิปครูให้นักเรียนขอโทษเพื่อน, ให้เด็กสะกดคำว่าผีแต่ออกเสียงเพี้ยน, แม่กราบลูก, ผู้ปกครองโพสต์รูปเด็กไม่ใส่เสื้อผ้า และอีกหลายๆ คลิปที่เป็นการละเมิดสิทธิเด็กในโลกออนไลน์” อัญญาอร ระบุ

สอดคล้องกับ “พญ.จิราภรณ์ อรุณากูร” กุมารแพทย์เวชศาสตร์วัยรุ่น โรงพยาบาลรามาธิบดี ที่ระบุว่า เด็กเป็นวัย
ที่ผู้ใหญ่ต้อง “เคารพ-เข้าใจ-ไม่ละเมิด” และย้ำว่า “เด็กไม่ใช่ตัวตลก” ที่จะถูกนำไป “ล้อเลียน” ให้ขบขันเป็น
ความบันเทิง เพราะขณะที่ผู้ใหญ่กำลัง “สนุก” เด็กคนนั้นอาจกำลัง “ทุกข์-เครียด”

“การนำภาพ หรือคลิปการกระทำในทางไม่ดีไปเปิดเผย อาจทำให้เด็กเครียด อับอาย เกิดความรู้สึกแย่ ถูกล้อเลียนจากเพื่อน กลายเป็นที่รู้จักของสังคม ไม่มีความเป็นส่วนตัว” พญ.จิราภรณ์ ให้ความเห็น

ในประเทศไทย…ผลกระทบต่อเด็กที่กลายเป็น “จุดสนใจ” ของผู้คน อาจยังไม่เห็นชัด แต่ในต่างประเทศเคยมีมาแล้ว หนึ่งในนั้นเป็นเรื่องของ “เจค ลอยด์” (Jake Lloyd) ผู้เคยแสดงเป็น “อนาคิน สกายวอล์คเกอร์”(Anakin Skywalker) ในวัยเด็ก จากภาพยนตร์ดัง “สตาร์ วอร์ส เอพิโซด วัน”
(Star Wars Epidode 1) หลายคนอิจฉาว่าเขาโด่งดังตั้งแต่อายุน้อยๆ แต่เขากลับเปรียบชีวิตว่าเหมือน “ตกนรกทั้งเป็น”

เจค เคยเปิดเผยว่า “เกลียดทุกอย่างที่เป็นสตาร์ วอร์ส” เนื่องจากบทบาทที่แสดงทำให้ “สูญเสียชีวิตวัยเด็ก” ผู้คนที่พบเจอมักทำเสียง “ไลท์เซเบอร์”(Lightsaber) หรือดาบลำแสง อันเป็นเอกลักษณ์ของภาพยนตร์ชุดนี้ล้อเลียนเขาเสมอ ทำให้โมโหมาก อีกทั้งต้องให้สัมภาษณ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้ “ป่วยทางจิต”

ในแง่กฎหมาย ประเทศไทยมี “พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก 2546” มาตรา 27 ห้ามโฆษณาหรือเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับ
ตัวเด็ก โดยเจตนาที่จะทำให้เกิดความเสียหายแก่จิตใจ ชื่อเสียง หรือเกียรติคุณ หรือเพื่อแสวงหาประโยชน์สำหรับตัวเองหรือ
ผู้อื่นโดยมิชอบ ซึ่งใน มาตรา 79 กำหนดบทลงโทษผู้ฝ่าฝืนไว้ คือ “จำคุก” ไม่เกิน 6 เดือน “ปรับ” ไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

“รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก” คณบดีคณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ อธิบายผ่าน “สกู๊ปแนวหน้า” ว่าการจะเข้าข่ายครบองค์ประกอบความผิดต้องมี “เจตนา” ประกอบ ไม่ว่าจะเป็น “เจตนาหวังผล” เช่น เห็นเด็กทำผิดแล้วถ่ายภาพประจาน มุ่งหมายให้เป็นข่าว หรือ “เจตนาเล็งเห็นผล” แม้ไม่มีเจตนาประจาน แต่บางกรณีหากเผยแพร่แล้วเกิดความเสียหายกับเด็กแน่ๆ อาจเข้าข่ายความผิดได้ ต่างจาก “ประมาท” ที่ทำโดยไม่คิดอะไร แต่ต้องไปพิสูจน์ว่าทำเพื่อ “แสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ” หรือไม่?

ฉะนั้นการ “โพสต์-แชร์” เกี่ยวกับเด็ก ไม่ว่าแง่ใดๆ จึงต้อง “ระวัง”…

แม้ผู้โพสต์จะเป็น “พ่อแม่-ผู้ปกครอง” ของเด็กก็ตาม!!!

“รศ.ดร.เจษฎ์” แนะนำว่า ต้องทำในระดับที่เหมาะสม ถ้ามากไปจะทำให้คนรู้สึกไม่ดี เช่น ข้างบ้านมาเล่าให้ฟังทุกวัน เช้าก็บอกว่าลูกฉันเก่งจัง เย็นก็บอกลูกผมยอดเยี่ยม พูดแบบนี้ทุกวัน ผ่านไปสักเดือนเราคงไม่อยากคุยด้วยแล้ว พอผ่านไป 2 เดือน เราอาจเอาลูกไปด่าให้คนอื่นฟัง เด็กก็เป็นคนได้รับผลร้าย

“ฉะนั้นอะไรที่มากไปจะเป็นการยัดเยียด อย่าลืมว่าสื่อสังคมแพร่ขยายไปถึงคนจำนวนมาก คนข้างบ้านอาจยัดเยียดแค่คนคนเดียว แต่ถ้ายัดเยียดคนหมู่มากจะยิ่งไปกันใหญ่ พ่อแม่ชื่นชมลูกได้ แต่ต้องเหมาะสม ไม่มากเกินไป ต้องนึกถึงว่าคนอื่นๆ ไม่ได้เป็นพ่อแม่ของลูกเรา ไม่ได้รู้สึกเหมือนเราทั้งหมด เรารู้สึกอะไรแล้วแสดงออกไปหมด คนอื่นอาจรับไม่ได้” อาจารย์เจษฎ์ ฝากทิ้งท้าย

แม้เข้าใจได้ว่าเมื่อเห็นอิริยาบถที่น่ารักน่าเอ็นดู ตลอดจนความสามารถของเด็กๆ ผู้หลักผู้ใหญ่โดยเฉพาะพ่อแม่ผู้ปกครองย่อมอยาก “อวด” แต่อีกมุมหนึ่งใช่ว่าทุกคนจะคิดเหมือนกัน คนที่ “หมั่นไส้-ไม่ชอบ” ก็มี จึงอาจทำให้ตัวเด็กเกิดความเสียหายได้ กลายเป็นว่า…

“ผู้ใหญ่รังแกเด็ก-พ่อแม่รังแกลูก” แบบรู้เท่าไม่ถึงการณ์แท้ๆ!?!?!

SCOOP@NAEWNA.COM

มหากาฬโมเดล!แบ่งปันแทนรื้อ ต่อลมหายใจชุมชนหลังกำแพง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/227354

วันอังคาร ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.

“ป้อมมหากาฬ”!!!

แหล่งชุมชนเก่าแก่ “ชานพระนคร” แห่งสุดท้ายที่ยังหลงเหลืออยู่ กำลัง “เผชิญหน้า” กับความเปลี่ยนแปลงที่เข้ามาพร้อมกับการพัฒนาเมืองอีกครั้ง เมื่อ “กรุงเทพมหานคร”(กทม.) เตรียม “ไล่รื้อ” ชุมชนภายในป้อมมหากาฬให้ได้10 หลังแรกช่วงต้นเดือนสิงหาคมนี้ เพื่อเวนคืนพื้นที่นำไปสร้างสวนสาธารณะ และแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์

สำหรับ “ป้อมมหากาฬและกำแพงเมือง” ตั้งอยู่ริมคลองรอบกรุง ใกล้เชิงสะพานผ่านฟ้าลีลาศ รัชกาลที่ 1 ทรงสร้างขึ้นเพื่อใช้รักษาพระนคร มีอายุกว่า 234 ปี กรมศิลปากรขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานสำคัญของชาติ เมื่อปี 2492 โดยพื้นที่ที่ กทม.เตรียมเวนคืน แต่มีปัญหาถูกชาวบ้าน “คัดค้าน” มายาวนานกว่า 24 ปี คือ พื้นที่ 4 ไร่ 300 ตารางวา ของ “ชุมชนป้อมมหากาฬ”

“ปฐมบท” การต่อสู้ของเรื่องนี้ เริ่มต้นปี 2535 เมื่อ กทม.ออกพระราชกฤษฎีกาเวนคืนที่ดิน ทำให้ “ชุมชนป้อมมหากาฬ” ต้องถูกรื้อเพื่อนำพื้นที่ไปสร้างเป็นสวนสาธารณะตาม “แผนแม่บทเพื่อการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์” โดย กทม.ตกลงจ่ายค่าสินไหมทดแทนในการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ชาวบ้านบางส่วนจึงยอมรับค่าเวนคืน แล้วนำเงินไปซื้อที่อยู่ในโครงการที่ กทม.จัดเตรียมไว้

ทว่า…เกิดปัญหาขึ้นเมื่อโครงการที่ กทม.จัดเตรียมไว้ ไม่มีระบบสาธารณูปโภครองรับทั้งในการใช้ชีวิต และรายได้ ทำให้ชาวชุมชนรวมตัวกันเจรจากับ กทม. เพื่อขอคืนเงินและกลับไปอาศัยในพื้นที่เดิม แต่ “ล้มเหลว” และกลายเป็น “ปมขัดแย้ง” ที่เรื้อรังมานานกว่า 2 ทศวรรษ

ล่าสุดการประชุมคณะผู้บริหาร กทม. เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2559 ได้มีคำสั่งตั้งคณะกรรมการรื้อย้ายชุมชนภายในป้อมมหากาฬขึ้นมาใหม่ โดย “พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง” รองผู้ว่าราชการ กทม. ที่รับผิดชอบเรื่องนี้ให้ความเห็นว่า “ไม่เคยเห็นมีโบราณสถานแห่งใด ที่มีชุมชนอยู่ร่วมด้วย
มาก่อน”!!!

ทว่า…เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ชาวชุมชนป้อมมหากาฬ ร่วมกับนักวิชาการและ “สถาปนิกรุ่นใหม่” ปรับพื้นที่ลานกลางแจ้งและตรอกเก่าเป็น “พิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต” พร้อมเสนอ “ทางออก” เพื่อหวังให้ผู้บริหาร กทม.กลับไป “คิดใหม่”

“ผศ.ดร.รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล” อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง กล่าวว่า “ป้อมมหากาฬ” และชุมชนแห่งนี้เปรียบเสมือน “ประวัติศาสตร์” ที่คอยบอกเล่าพัฒนาการของชุมชนตั้งแต่ยุคต้นรัตนโกสินทร์ จนถึงปัจจุบัน การไล่รื้อชุมชนป้อมมหากาฬซึ่งเป็นชุมชนเก่าแก่
แห่งสุดท้ายที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ จึงเป็นเรื่อง “น่าอดสู”ทางประวัติศาสตร์ของกรุงเทพฯยิ่งนัก

“ถ้าคิดว่าชุมชนอยู่ร่วมกับโบราณสถานไม่ได้ ก็ต้องย้ายคนออกให้หมด เพราะกรุงเทพฯมีโบราณสถานเต็มไปหมด ฝากถาม รมว.มหาดไทย ว่าตึกกระทรวงมหาดไทย เป็นโบราณสถานทั้งหลัง ให้ย้ายออกไปด้วยหรือไม่ สิ่งที่ผู้บริหาร กทม.ควรทำ คือ จะทำอย่างไรให้คนอยู่ร่วมกับโบราณสถานได้ต่างหาก” ผศ.ดร.รุ่งโรจน์ กล่าว

ด้าน “ผศ.ดร.ประภัสสร์ ชูวิเชียร” อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ มหาวิทยาลัยศิลปากร กล่าวว่า ถ้าป้อมมหากาฬและกำแพงเมืองยังถูกรักษาไว้ เพื่อเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ “ชุมชนชานพระนคร” ที่อยู่คู่กันก็ควรต้องคงไว้ เพื่อเป็น “มรดกที่มีชีวิต” ของกรุงเทพฯ

ขณะที่ “ผศ.พิพัฒน์ กระแจะจันทร์” อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เสนอ “ทางออก” ของปัญหานี้ว่า การรื้อชุมชนป้อมมหากาฬจะทำให้สูญเสีย “โบราณคดีที่มีชีวิต”(living archaeology evidence) หรือ “ประวัติศาสตร์ที่มีชีวิต” ทางออก คือ ชุมชนสามารถอยู่ร่วมกับโบราณสถานได้ แต่ต้องมีกระบวนการจัดการอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ใช่แก้ปัญหาด้วยการ “รื้อถอน” โดยปัญหาที่เกิดขึ้น“ต้นเหตุ” อยู่ที่แผนแม่บทการพัฒนาเมืองฯ สิ่งสำคัญคือการปรับ “ผังเมือง” ให้อยู่ร่วมกับชุมชนให้ได้

“ผศ.พิพัฒน์” กล่าวอีกว่า จากคำพูดของ พล.ต.อ.อัศวิน ที่บอกว่า “ไม่เคยเห็นว่ามีโบราณสถานแห่งใดที่มีชุมชนอยู่ร่วมด้วยมาก่อน” สะท้อนความคิดของรัฐที่ขาดความเข้าใจเรื่องโบราณคดี ในสังคมไทยถูกปลูกฝังความเชื่อว่าโบราณสถานอยู่ร่วมกับชุมชนไม่ได้ นิยามการจัดการโบราณสถานของเจ้าหน้าที่รัฐที่มีแนวคิดที่เก่าและ “ล้าสมัย” ในต่างประเทศ เช่น กรุงโรม หรือลอนดอน เมืองเหล่านี้เป็นการอยู่อาศัยของคนรุ่นใหม่และรุ่นเก่าที่อยู่ร่วมกับโบราณสถานที่สำคัญได้ เพราะโบราณสถานไม่ได้มีแค่สิ่งก่อสร้าง แต่มีคน มีชุมชน มีอดีต-ปัจจุบัน มีการศึกษาทางโบราณคดี ไม่ได้สนใจศึกษาแค่วัดและวัง แต่ให้ความสำคัญชีวิต “สามัญชน” ทั่วไป สนใจคนชนชั้นสูง และศึกษาวัตถุทางวัฒนธรรมด้วย

“ไทยมองแต่เรื่องโบราณสถานที่ตายและเก็บเอาไว้เท่านั้น เป็นการมองโบราณสถานเชิงเดี่ยวที่มีเพียงโบราณสถานไว้อนุรักษ์และคนที่อยู่ก็ย้ายออกไป แต่ในความเป็นจริงชีวิตคนเราอยู่กับโบราณสถานมาตลอด การแยกสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นการตัดขาดวัฒนธรรม เวลาเรามองโบราณสถานอย่ามองแค่ความใหญ่โต แต่มองว่ามีคน มีชุมชนอยู่ในนั้น เพราะสามัญชนคนทั่วไป คือ โบราณสถานแห่งหนึ่ง” ผศ.พิพัฒน์ กล่าว

ขณะที่ “คนหลังกำแพง” อย่าง “พรเทพ บูรณบุรีเดช” รองประธานชุมชนป้อมมหากาฬ กล่าวว่า ชุมชนได้เสนอ “มหากาฬโมเดล”(ดูรายละเอียดได้ที่http://www.mahakanmodel.com) ไปให้ กทม.พิจารณาแล้ว โดยจะขอพื้นที่ชุมชนแค่ 1 ไร่ 1 งาน 47 ตารางวา เพื่อเป็นที่อยู่อาศัย โดยจะมีผู้อยู่อาศัยในมหากาฬโมเดลประมาณ 218 ชีวิต 30 หลังคาเรือน และคืนพื้นที่ให้ กทม.ประมาณ 3 ไร่ แต่ทาง กทม. ยืนยันว่า “โบราณสถานต้องไม่มีคนอยู่อาศัย”

“เราขอแบ่งปันที่ดินส่วนหนึ่งเพื่อสร้างเป็นที่อยู่ใหม่และเพื่อแลกกับการได้อาศัยอยู่บนที่ดินตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายายต่อไป เราไม่ได้บุกรุกที่หลวง แต่หลวงต่างหากที่มาปล้นที่ดินบรรพบุรุษของเรา แล้วยังอ้างอีกว่าเราเป็นชุมชนที่บุกรุก เราคุยมา 7 ผู้ว่าฯแล้ว มหากาฬโมเดลเป็นรูปแบบสุดท้าย เราคงจะไม่ต่อสู้ถ้า กทม.ต้องการเอาที่ดินจริงๆ แต่คนในชุมชนป้อมมหากาฬจะนั่งกับพื้นรอบประตูทั้ง 4 บาน ให้เขาเดินเหยียบเรา เข้าไปรื้อบ้านของเรา” รองประธานชุมชนป้อมมหากาฬ กล่าว

การไล่รื้อ “ป้อมมหากาฬ” กลายเป็น “มหากาพย์” ของการต่อสู้ของชาวบ้านที่ “ตรึงพื้นที่” อยู่ภายใต้ “ป้อมปราการ” แห่งนี้มาได้ยาวนานกว่า 24 ปี ซึ่งพวกเขารู้ดีว่าคง “ยื้อ” ไปได้อีกไม่นาน ดังนั้น “มหากาฬโมเดล”จึงเป็นทางรอดสุดท้ายที่พวกเขาหวังว่า กทม.จะรับไว้พิจารณา แต่ถ้าไม่เป็นผล “ป้อมมหากาฬ” กับ “ชุมชน” ที่เคียงคู่เป็นประวัติศาสตร์ส่วนหนึ่งของกรุงรัตนโกสินทร์มาอย่างยาวนาน คงถึงวัน “อวสาน”!?!?!

SCOOP@NAEWNA.COM

ถอดบทเรียนคดี‘หญิงไก่’ ‘ต้นทุนสังคม’ผลักคนเป็นแพะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/227166

วันจันทร์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

กลายเป็นคดีที่ลุกลามบานปลายกับกรณี “หญิงไก่” นางมณตา หยกรัตนกาญ ที่เดิมเพียงแจ้งความดำเนินคดีลูกจ้างรายหนึ่งฐาน “ลักทรัพย์” แต่เมื่อ “ขุดคุ้ย” กลับพบพิรุธหลายอย่าง โดยเฉพาะการแจ้งข้อหาลักษณะเดียวกันกับลูกจ้างหญิงหลายราย บางรายถูกตัดสิน “จำคุก”

เมื่อถูก “เปิดโปง” มากขึ้น…จากที่เป็น “โจทก์” หญิงไก่ก็กลายเป็น “จำเลย” จากความผิดหลายกระทง วันนี้เธอถูกส่งตัวเข้าเรือนจำไปเป็นที่เรียบร้อย แต่คดียังไม่จบ พร้อมกับ “สะท้อนภาพ” บางอย่างออกมา นั่นคือการเข้าถึง “ความยุติธรรม” อาจถูกปิดกั้นด้วย…

“สถานะ หรือต้นทุนทางสังคม”!?!?!

“ส่วนมากที่เจอคือไม่ถึงกับแจ้งความ มีแต่ขู่จะแจ้ง แต่เราก็ตัดไฟแต่ต้นลมด้วยการไปอธิบายให้ฟัง แต่ตอนที่ยังไม่มีเครือข่าย บางคนเจ้านายเรียกเอาเงินก็ให้ อะไรอย่างนี้ ของหายอะไรหายก็เรียกร้องค่าเสียหายเป็นเงิน”…

“สมร พาสมบูรณ์” ประธานเครือข่ายลูกจ้างทำงานบ้านในประเทศไทย กล่าวในเวทีเสวนา “ลักทรัพย์นายจ้าง…บทพิสูจน์ความยุติธรรมต่อชะตากรรมของลูกจ้างทำงานบ้าน” เมื่อราวกลางเดือนกรกฎาคม ที่ผ่านมา พร้อมบอกเล่าถึงสิ่งที่ลูกจ้างทำงานบ้านมักพบเจอและได้ให้การช่วยเหลือ คือ เมื่อลูกจ้างมีปัญหากับนายจ้าง มักถูก “ข่มขู่” ว่าจะแจ้งความข้อหาลักทรัพย์อยู่เสมอ บางคนแม้ไม่ได้ทำผิด แต่ยอม “จ่ายเงิน” ให้นายจ้างเพื่อ “ตัดปัญหา” มากกว่าจะพิสูจน์ความจริง เพราะกลัวท่าทีที่ดูแล้วไม่เป็นมิตรของ “ผู้รักษากฎหมาย”

“เราอยากขอร้องเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกหน่วย ให้โอกาสเราอธิบาย ให้โอกาสเราได้พิสูจน์ว่าเราผิดจริงหรือไม่
ไม่ใช่ไปถึงโรงพักแล้วเจอเสียงขู่ เพราะพวกเราลูกจ้างทำงานบ้านไม่รู้จักกฎหมาย เจอขู่ไปเราก็ไม่กล้าแล้ว
ตัวสั่นแล้ว ถ้าเกิดเหตุแบบนี้เราขอให้ลูกจ้างทำงานบ้านได้พูดบ้างว่าเราขโมยจริงหรือไม่ ไม่ใช่จะให้ลงชื่ออย่างเดียว
รับสารภาพอย่างเดียว” ประธานเครือข่ายลูกจ้างทำงานบ้านในประเทศไทย กล่าว

ขณะที่ “อังคณา นีละไพจิตร” ประธานอนุกรรมการด้านสิทธิสตรี คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.)กล่าวในเวทีเดียวกันว่า กรณีนายจ้างแจ้งความลูกจ้างข้อหาลักทรัพย์ แล้วผลปรากฏว่าไม่เป็นความจริง เป็นเพียงการ “ใส่ร้าย” ไม่ใช่มีเพียงกรณีของ “หญิงไก่”เป็นครั้งแรก เพราะจากประสบการณ์ที่ทำงานด้านสิทธิสตรีมาก่อน เคยพบกรณีหญิงชาวลาวถูกหลอกไปค้าประเวณีที่จังหวัดหนึ่งทางภาคใต้ แล้วพยายาม “หนี”ซึ่งเจ้าของสถานบริการก็ใช้วิธีดังกล่าวเช่นกัน แถมยัง “ชี้เป้า” ให้ตำรวจที่อาจมีเอี่ยวกับสถานบริการไปจับกลับมา

“เจ้าของสถานบริการหรือนายจ้างรู้ว่าเด็กต้องไปขึ้นรถทัวร์ที่ไหน ตำรวจก็ไปดักที่รถทัวร์แล้วบอกว่านายจ้างไปแจ้งความว่าลักทรัพย์ เด็กคนนี้หนี 2 ครั้ง แล้วก็ถูกจับแบบนี้ 2 ครั้ง ตอนหลังทราบว่าตำรวจมีความคุ้นเคยกับเจ้าของสถานบริการ กรณีนี้โชคดีที่นายตำรวจระดับสูงเข้าใจถึงเรื่องความอ่อนไหวทางเพศ จึงสั่งให้ตำรวจนายนี้ออกจากราชการไว้ก่อน ถ้าอยากกลับมารับราชการก็ต้องพิสูจน์ความจริงได้ว่าไม่ผิด”

“อังคณา” กล่าวอีกว่า เหตุที่เกิดเรื่องสลดทำนองนี้มาจาก “อคติ” ตัดสินไปก่อนแล้วจาก “ต้นทุนทางสังคม” มองว่าคนกลุ่มหนึ่งน่าเชื่อถือกว่าอีกกลุ่มหนึ่ง โดยดูจากฐานะ อาชีพ การศึกษา ฯลฯ พร้อมยกอีกตัวอย่างหนึ่งกรณีแรงงานหญิงจากประเทศเพื่อนบ้านรายหนึ่งถูก “ล่วงละเมิดทางเพศ” เมื่อตำรวจพบว่าหญิงรายนี้ทำงานไม่ถูกกฎหมาย สิ่งที่ทำคือส่งกลับหรือ “ผลักดัน” ออกนอกประเทศทันที โดยไม่สอบสวนกรณีล่วงละเมิดทางเพศก่อน ทั้งที่เป็นคนละเรื่อง “ต่างกรรม-ต่างข้อหา-ต่างวาระ”

“คำแรกที่ตำรวจท้องที่ถาม คือ มีใบอนุญาตทำงานหรือไม่ พอไม่มีก็ส่งไปให้ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองหรือ ตม.ทันที ทั้งๆที่เรามีกฎหมายเรื่องข่มขืน ต้องให้การดูแลเหยื่อ ต้องชดเชยเยียวยา ฟื้นฟูจิตใจ และต้องสนับสนุนให้เข้าถึงความยุติธรรม หลังจากนั้นจึงค่อยส่งตัวกลับ” นางอังคณา กล่าว

“คดีลักทรัพย์นายจ้าง” เมื่อดูข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง…

“พ.ต.อ.จารุภัชร ทองโกมล” ผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลบางกอกใหญ่(ผกก.สน.บางกอกใหญ่) อธิบายว่า “ไม่ใช่ความผิดซึ่งหน้า” ดังนั้นตำรวจมีหน้าที่ต้องสืบสวนสอบสวนให้ได้ข้อเท็จจริงก่อน จะเชื่อคำให้การของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งลอยๆไม่ได้ ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 ในวรรค 2 ระบุว่า การจะแจ้งข้อหาได้ “ต้องมีหลักฐานตามสมควร” ให้น่าเชื่อเสียก่อน และวรรค 4 ระบุว่า “ต้องให้โอกาสผู้ต้องหาได้ชี้แจง”

ทว่า…ปัจจุบันคำรับสารภาพของผู้ต้องหา “มีน้ำหนักน้อยลง” ในชั้นอัยการและศาล เมื่อเทียบกับพยานและหลักฐานที่บ่งชี้ข้อเท็จจริง อาทิ ทรัพย์ที่หายไปมีจริงหรือไม่, มีที่มาอย่างไร, จำนวนเท่าไร หรือภาพจากกล้องวงจรปิดที่บันทึกพฤติกรรมลักทรัพย์แบบชัดเจน เป็นต้น ซึ่งจะหาได้ก็ต้องลงพื้นที่เกิดเหตุเพื่อตรวจสอบ

“ถ้าผู้เสียหายมาแจ้งทรัพย์หายเยอะแยะไปหมด พอไปดูที่บ้านก็ไม่น่าเชื่อว่าจะมีมากขนาดนั้น ก็ต้องถามด้วยว่าทรัพย์ได้มาอย่างไร ราคาเท่าไร มีหลักฐานหรือไม่ ไม่ใช่รับแจ้งไปโดยไม่ตรวจสอบที่มา หรือดูในกล้องที่เกิดเหตุ ถ้าตำรวจเอาใจใส่จะไม่มีปัญหา เพราะคำที่มาร้องทุกข์น้ำหนักมันไม่มี ยังไม่จำเป็นต้องแจ้งข้อกล่าวหา เพราะไม่ใช่ความผิดซึ่งหน้า” ผกก.สน.บางกอกใหญ่ ฝากทิ้งท้าย

แม้ในทางหลักการประเทศไทยจะมีช่องทางช่วยเหลือผู้ถูกกล่าวหา อาทิ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 ที่กำหนดขั้นตอนของการแจ้งข้อกล่าวหา , มาตรา 134/3 ผู้ต้องหามีสิทธิให้ทนายความหรือบุคคลที่ตนไว้วางใจเข้าฟังการสอบปากคำได้, มาตรา 135 ห้ามใช้วิธีทั้งการทรมาน ข่มขู่ หลอกลวง เพื่อให้ผู้ต้องหากระทำการใดๆ หรือ “พ.ร.บ.กองทุนยุติธรรม 2558” ที่ช่วยเหลือด้านค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดี เช่น การประกันตัว เป็นต้น

แต่ในทางปฏิบัติกลับมีสารพัดปัญหา ทั้งการไม่รู้ว่าจะเข้าถึงสิทธิต่างๆได้อย่างไร รวมถึงทัศนคติที่ให้น้ำหนักความเชื่อถือโดยดูจากสถานะทางสังคม จนละเลยการค้นหาข้อเท็จจริง

คดี “หญิงไก่” จึงน่าจะเป็นโอกาสให้เกิดการ “สังคายนา” ทั้งการให้ผู้ถูกกล่าวหาเข้าถึงสิทธิที่พึงมีพึงได้ และการคุ้มครองเจ้าหน้าที่ให้ทำงานได้อย่างตรงไปตรงมา ไม่ต้อง “เกรงกลัว-เกรงใจ” ใคร หากทำถูกต้องตามกฎหมาย จะได้ไม่ต้องมี “เรื่องสลด” เช่นนี้เกิดขึ้นอีก!?!?!

SCOOP@NAEWNA.COM

‘เย็น’…อย่างเป็นมิตรสิ่งแวดล้อม เปิดแผน‘ปรับอากาศ’ลดโลกร้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/227020

วันอาทิตย์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.

สภาพอากาศที่ “ร้อนจัด” ในช่วงที่ผ่านมาส่งผลให้ “เครื่องปรับอากาศ” กลายเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เกือบทุกครัวเรือนและภาคธุรกิจเลือกใช้เพื่อ “ดับร้อน” แต่ “ยิ่งเปิดยิ่งร้อน” เพราะทำให้เกิดการใช้ไฟฟ้าสูงขึ้นนำไปสู่การปล่อย “ก๊าซเรือนกระจก” ที่ทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้นตามไปด้วย

ด้วยสถานการณ์ข้างต้นทำให้หลายประเทศทั่วโลกต้องเตรียมพร้อมรับมือ ล่าสุดกระทรวงสิ่งแวดล้อมฯ ของสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี(BMUB) ร่วมกับกระทรวงพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศของสหราชอาณาจักร(DECC) และองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศเยอรมัน(GIZ) ได้เปิด“โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและการลดก๊าซเรือนกระจกที่เหมาะสมของประเทศในอุตสาหกรรมระบบปรับอากาศและทำความเย็น(RAC NAMA)” ขึ้น เพื่อสนับสนุนเทคโนโลยีสารทำความเย็นที่ “เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม”

“ทิม มาเลอร์” ผู้อำนวยการโครงการฯ ประจำ GIZ ประเทศไทย กล่าวว่า “แนวทางแรก” โครงการ RAC NAMA มีเป้าหมายกระตุ้นความต้องการของผู้บริโภคให้ซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพพลังงานสูงขึ้น โดยจะ “ติดฉลาก” สินค้าและเพิ่มแรงจูงใจทางการเงินให้แก่ลูกค้า นอกจากนี้จะสนับสนุน “ซูเปอร์มาร์เก็ต-โรงแรม” เป็นต้น ให้ติดตั้งอุปกรณ์เครื่องปรับอากาศและทำความเย็นที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

“แนวทางที่ 2” สำหรับบางผลิตภัณฑ์ เช่น ตู้เย็นและตู้แช่ ซึ่งใช้เทคโนโลยีสารทำความเย็นที่มีค่าศักยภาพในการทำให้เกิดภาวะโลกร้อน(GWP) ในระดับต่ำ และวางขายในตลาดอยู่แล้ว โครงการมีเป้าหมายที่จะเพิ่มแรงจูงใจหรือกลไกทางการเงินให้แก่กลุ่มลูกค้าในประเทศ เพื่อกระตุ้นความต้องการซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพพลังงานสูงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

“นอกจากนี้จะสนับสนุนการเตรียมความพร้อมของประเทศไทย ไปสู่การใช้สารทำความเย็นที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมโดยจะกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยและกฎหมายควบคุมอาคาร เพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางปฏิบัติที่ดีและเป็นมาตรฐานสากล” ทิม มาเลอร์ กล่าว

ด้าน “ธรรมยศ ศรีช่วย” อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กล่าวว่า กระทรวงพลังงานตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงร้อยละ 20-25 ภายในปี 2573 และปัจจุบัน “อุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็น” ของประเทศไทย มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว ทำให้คาดว่าภายในปี 2573 จะมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้นอีก 3 เท่า กระทรวงพลังงานจึงศึกษาร่วมกับผู้ประกอบการเพื่อนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาใช้รวมถึงสร้างจิตสำนึกใช้พลังงานอย่างรู้คุณค่า และเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้พลังงานในประเทศ ซึ่งโครงการดังกล่าวจะนำไปสู่การลดการใช้พลังงานในภาคอุตสาหกรรมระบบปรับอากาศและทำความเย็น ต่อไปได้

ขณะที่ “เพเทอร์ พรือเกล” เอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ประจำประเทศไทย กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของ “อุตสาหกรรมปรับอากาศและทำความเย็น” ที่ประกอบด้วยผู้ประกอบการในประเทศและบริษัทข้ามชาติดังนั้นผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมนี้ต้องมีศักยภาพในการปรับตัวให้เข้ากับเงื่อนไขกฎระเบียบที่เปลี่ยนแปลงไปตามข้อตกลงระหว่างประเทศ นั่นคือบริษัทผู้ผลิตเหล่านี้ต้องเผชิญกับความ “ท้าทาย” ในการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตไปสู่เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพการใช้พลังงานสูงและสารทำความเย็นแบบธรรมชาติที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อที่จะแข่งขันในตลาดอุตสาหกรรมระบบปรับอากาศและทำความเย็นนี้ได้ โดยโครงการจะดำเนินงานให้บรรลุผลตามเป้าในระยะเวลา 4 ปี

ส่วน “พอล บิวท์” อัครราชทูต ณ สถานเอกอัครราชทูตอังกฤษ ประจำประเทศไทย กล่าวว่า สหราชอาณาจักรมีความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และพัฒนาระบบการทำงานในตลาดพลังงานให้มีประสิทธิภาพ เพื่อก้าวเข้าสู่สังคม “เมืองเศรษฐกิจ คาร์บอนต่ำ” ไปพร้อมกัน โดยโครงการดังกล่าวจะเข้ามาช่วยปรับเปลี่ยนการผลิตและการใช้งานของระบบปรับอากาศและทำความเย็นของประเทศไทย ด้วยมาตรฐานและเทคโนโลยีใหม่ที่สนับสนุนการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

SCOOP@NAEWNA.COM

‘ยาบ้า’ปัญหาสังคมไทย (จบ) ส่องบทเรียน‘โปรตุเกสโมเดล’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/226707

วันศุกร์ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.

(ต่อจากฉบับที่แล้ว)

“โปรตุเกสเขาไปไกล เขาไม่เอาโทษอาญามาใช้เลยกับผู้เสพ คือตำรวจไปเอาตัวมาได้ แต่ไม่มีสิทธิ์จะไปใช้กระบวนการทางอาญาบังคับแบบบ้านเรา ซึ่งตอนที่โปรตุเกสเริ่มทำแบบนี้ก็มีเสียงวิจารณ์มากเลย บอกว่าเดี๋ยวคนเสพยาทั้งยุโรปจะมารวมตัวกันที่โปรตุเกสนี่แหละ คนเสพยาต้องเพิ่มขึ้นมากแน่ๆ”

ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) และอดีตปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวในงานเสวนาเรื่อง “โปรตุเกสโมเดล : กรณีศึกษาทิศทางใหม่นโยบายยาเสพติด” บ่ายวันที่ 5 ก.ค. 2559 ณ รร.ดุสิตธานี แยกศาลาแดง กรุงเทพฯ ถึงนโยบายของประเทศโปรตุเกส ในการแก้ไขปัญหายาเสพติด ที่แยก “ผู้เสพ” ออกจากฐานความผิดทางอาญา ซึ่งเริ่มใช้มาตั้งแต่ปี 2544 (ค.ศ.2001)

โดยหากย้อนไปก่อนหน้านั้น ช่วงปี 2530-2543 (ค.ศ.1987-2000) ดินแดนฝอยทองเป็นแหล่งระบาดของ “เฮโรอีน” มากที่สุดในทวีปยุโรป ซึ่งก็มีปัญหาอื่นๆ ข้างเคียงตามมา อาทิ การตายเพราะเสพยาเกินขนาด หรือการแพร่ระบาดของโรคเอดส์ (HIV) เพราะใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน เป็นต้น

กระทั่งปี 2544 หลังการถกเถียงกันในสังคมอย่างกว้างขวาง จึงได้ข้อสรุปว่า “ผู้เสพแม้ไม่มีโทษทางอาญา แต่ต้องถูกบังคับด้วยมาตรการทางปกครอง” อาทิ การเตือน การห้ามเข้าไปในพื้นที่เสี่ยงต่อการไปเสพยา การห้ามพบปะคบหาบุคคลกลุ่มเสี่ยงที่จะชักชวนไปเสพยา การเพิกถอนสิทธิต่างๆ และยังต้องมารายงานตัวกับเจ้าหน้าที่เป็นระยะๆ

พร้อมกับ “ผลักดัน” ให้เข้าสู่ “การบำบัด” อย่างเต็มใจ!!!

“เขายังลงโทษผู้ค้าหนักเหมือนเดิม แต่ไม่ลงโทษผู้เสพ อันนี้น่าสนใจ เพราะเขากำหนดว่าผู้ที่ครอบครองยาไว้ใช้ส่วนตัว
ในปริมาณไม่เกิน 10 วัน คือ เขาจะมีสถิติว่ายาประเภทไหนใน 10 วัน จะใช้ประมาณเท่าไร ให้ถือเป็นผู้เสพ แล้วคนกลุ่มนี้
ก็จะถูกกระบวนการต่างๆ ที่ไม่เกี่ยวกับทางอาญา โน้มน้าวให้ไปบำบัด” ดร.กิตติพงษ์ กล่าว

จากการเก็บสถิติในโปรตุเกส พบว่า ภายหลังเริ่มใช้นโยบายนี้ วัยรุ่น (อายุ 15-24 ปี) ที่ใช้ยาเสพติด “ลดลง” อย่างเห็นได้ชัด จะมีปัญหาบ้างคือหากนับรวมทุกวัย จำนวนผู้เสพอาจยังดูสูงอยู่บ้าง เนื่องจากบางรายเป็นกลุ่มที่ต้องใช้ยาตลอดชีวิต แต่ในภาพรวมจำนวนผู้เสพ “ไม่เพิ่มขึ้นมาก” อย่างที่กลัวกัน ตรงกันข้ามกลับค่อยๆ ลดลงตามลำดับ จนในเวลาต่อมาสามารถประกาศต่อชาวโลกได้ว่า..

แผ่นดินโปรตุเกส..ไม่มีใคร “เสียชีวิตเพราะยาเสพติด” อีกต่อไป!!!

กลับมาที่ประเทศไทย อัตราโทษจำคุกและประหารชีวิตตามกฎหมายของ “ยาบ้า” ในฐานะยาเสพติดให้โทษประเภท 1มีดังนี้ ผู้เสพ จำคุกตั้งแต่ 6 เดือน-3 ปี, ผู้ครอบครอง จำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี, ผู้จำหน่ายหรือครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกตั้งแต่ 4 ปี ไปจนถึงประหารตลอดชีวิต, ผู้ผลิต นำเข้า ส่งออก จำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิต

นอกจากนี้ อดีตปลัดกระทรวงยุติธรรม ยังระบุด้วยว่า กฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติดของไทยยังมีปัญหา อาทิ มียาบ้าในครอบครองแม้จะจำนวนน้อยมาก เช่น 5 เม็ด ก็อาจถูกสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้ค้าได้ หรือความผิดฐานเป็นผู้ผลิตให้รวมถึงการแบ่งบรรจุในภาชนะด้วย รวมถึงการเสพยาก็ยังมีความผิดทางอาญา ทำให้กระบวนการ “บำบัดโดยสมัครใจ” เป็นไปได้ยาก มีผู้เข้าร่วมเป็นจำนวนน้อย

เพราะ “กลัวติดคุก” จึง “ไม่กล้าเปิดเผยตัว” เพื่อรักษา!!!

“การที่จะทำให้คนเปิดเผยตัวออกมา มันก็ก้ำกึ่งกับทางอาญา ซึ่งมันมีผลกระทบกับตัวเขามาก เพราะถ้าเขาเปิดตัวออกมาก็ไม่แน่ใจว่าจะถูกดำเนินการอย่างไร สังคมก็ยังมองเขาในแง่ลบมากๆ ในเรื่องยาเสพติด”

อดีตปลัดกระทรวงยุติธรรม ให้ความเห็น และฝากข้อสังเกตหลายประการให้สังคมไทย “ร่วมขบคิด” อาทิ ปริมาณการครอบครองสำหรับเสพ ควรจะเป็นเท่าไร?, ผู้ค้ารายย่อย-ผู้เสพที่กลายเป็นผู้ค้า กลุ่มนี้แม้ไม่ใช่ผู้ค้ารายใหญ่แต่ก็ต้องมีบทลงโทษ ซึ่งควรอยู่ในระดับใดจึงจะได้สัดส่วนพอดีกับความผิด?,

กระบวนการบำบัดโดยสมัครใจ จะทำอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ?, ชุมชนรอบข้างผู้เสพ จะมีบทบาทอย่างไรได้บ้างในการดูแลฟื้นฟูผู้เสพ?, ทัศนคติของผู้บังคับใช้กฎหมาย เช่น ตำรวจโปรตุเกสมีความเข้าใจ ผู้เสพถูกนำไปบำบัด ส่วนผู้ค้ายังคงถูกปราบปราม ส่วนบ้านเราจะคิดเห็นอย่างไร? เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม..ตลอดเดือน มิ.ย. 2559 ที่ผ่านมา ที่เรื่องของ “โปรตุเกสโมเดล” ถูกพูดถึงกันมาก ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์และตั้งคำถามเช่นกัน ว่าเหตุใดต้องไปสูญเสียเวลา งบประมาณและทรัพยากรต่างๆ ให้กับบรรดาผู้ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดด้วย ใช้การ “ปราบหนัก” อย่างที่บางประเทศ “แค่เสพก็อาจถูกประหารชีวิตได้” ไม่ได้หรือ?

ประเด็นนี้ นายนวรัตน์ กลิ่นรัตน์ ผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา ยกตัวอย่างยุคสมัยหนึ่งที่รัฐบาลมีนโยบาย “ประกาศสงครามกับยาเสพติด” จนมีคนตายไปราว 2,500 ศพ พบว่า นอกจากยาเสพติดจะไม่ลดลงแล้ว ยังมีกรณีเจ้าหน้าที่รัฐบางส่วนทุจริต “เรียกรับผลประโยชน์” เกิดขึ้นอีกด้วย ซึ่งความล้มเหลวนี้มิได้มีแต่ในประเทศไทย

แม้แต่ต้นตำรับนโยบายอย่าง “สหรัฐอเมริกา” ก็มีปัญหาไม่ต่างกัน!!!

“ในสหรัฐมีปัญหาเหมือนไทยเลย นักโทษล้นคุกต้องขยายเรือนจำ แก้ปัญหาไม่ได้ พอกดดันไม่ให้มียาในพื้นที่นี้ มันก็ไปโผล่ในพื้นที่อื่นอีก ในเมื่อราคายาเสพติดมันยังสูงอยู่” ผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา ระบุ

ขณะที่ นายวันชัย รุจนวงศ์ อัยการอาวุโส สำนักงานอัยการคดีศาลแขวงราชบุรี ในฐานะอดีตอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ตั้งข้อสังเกตด้วยว่า เหตุใดจึงไม่มีการ “ออกหมายจับ” แกนนำขบวนการค้ายาเสพติดรายใหญ่บ้าง เพราะแม้คนเหล่านั้นจะอยู่อาศัยในฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน แต่ก็ “ข้ามฝั่ง” มายังประเทศไทยอยู่เรื่อยๆ

เพราะถ้ามีหมายจับ..หากเข้ามาเมื่อไร “ตะครุบตัว” ได้ทันที!!!

“เราแก้ปัญหากันไม่ตรงจุด วิสามัญกันไปคนไทยก็ตายกันไป แต่คนผลิตสามารถข้ามมาเที่ยวผับเที่ยวบาร์ตามชายแดนได้อย่างเสรี ทำไมเราไม่จัดการผู้ผลิตตัวจริง ถ้าเราไม่สามารถที่จะบุกเข้าไปได้ เราก็ดักจับมันที่ประเทศไทย” นายวันชัย ฝากทิ้งท้าย

ผลการประชุมสมัยพิเศษของสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติว่าด้วยยาเสพติด (UNGASS) ประจำปี 2016 (พ.ศ.2559) ได้ข้อสรุปชัดว่า “โลกประกาศสงครามกับยาเสพติดมานานแต่ไม่เคยเอาชนะได้อย่างเด็ดขาด ฉะนั้นจึงต้องกลับมาทบทวนว่าแล้วเราจะอยู่ร่วมกับยาเสพติดได้อย่างไร?” นั่นทำให้การแก้ปัญหาแบบโปรตุเกส ถูกพูดถึงมากขึ้นเรื่อยๆ ในฐานะตัวอย่างที่หลายประเทศให้ความสนใจอยากนำไปประยุกต์ใช้บ้าง รวมถึงประเทศไทยด้วย

“คำถาม” ที่คงมีตามมาแน่ๆ นั่นคือ..แล้วเรา “พร้อมแบบเขา” มากน้อยแค่ไหน?

SCOOP@NAEWNA.COM

‘ยาบ้า’ปัญหาสังคมไทย (1) ไขปม‘ยิ่งปราบทำไมยิ่งเพิ่ม?’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/226580

วันพฤหัสบดี ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.

“คนติดยามันก็มีแค่ 2 ทาง หนึ่งไปงัดบ้านคนอื่น ขโมยของมาซื้อยา ซึ่งเสี่ยงมาก ถูกจับ ถูกยิง มีกล้องวงจรปิด กับสองคือไปขายยา ซึ่งง่ายกว่า ซื้อมา 10 เม็ด ไว้ใช้เอง 2 เม็ด แถมยังขายได้เงินกินข้าวอีก เราจึงมีผู้ค้าที่ก็เป็นผู้เสพ”

เรื่องเล่าจาก นายวันชัย รุจนวงศ์ อัยการอาวุโส สำนักงานอัยการคดีศาลแขวงราชบุรี ในฐานะอดีตอธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวในงานเสวนาเรื่อง“โปรตุเกสโมเดล : กรณีศึกษาทิศทางใหม่นโยบายยาเสพติด” บ่ายวันที่ 5 ก.ค. 2559 จัดโดย สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) ณ รร.ดุสิตธานี แยกศาลาแดง กรุงเทพฯ ว่านับตั้งแต่ที่นโยบายรัฐไทย จัดให้ แอมเฟตามีน (Amphetamine) สารเคมีสำหรับผลิต “ยาบ้า” เป็นยาเสพติดร้ายแรง

จำนวนของ “ผู้ค้า” ก็เพิ่มขึ้น “ไม่หยุดหย่อน”!!!

เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น?..นายวันชัย อธิบายว่า เมื่อปราบปรามหนัก มีโทษสูง แต่ความต้องการใช้ยายังมีอยู่ผลคือ “ราคายาแพงขึ้น” แบบก้าวกระโดด เช่น ยาบ้าปัจจุบันราคาเม็ดละ 200-400 บาท ขณะที่ค่าแรงขั้นต่ำอยู่ที่ราว300-350 บาท แน่นอนว่าเมื่อผู้เสพไม่มีเงินพอจะซื้อมาเสพก็มีทางเลือก 2 ทาง

ไม่เป็น “หัวขโมย” ก็ต้องเป็น “เด็กเดินยา”!!!

อดีตอธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวและเล่าต่อไปว่า ปกติแค่เป็นผู้เสพ สังคมก็มองในแง่ลบ เป็น “ขี้ยา” อยู่แล้ว เมื่อคนเหล่านี้ถูกจับกุมติดคุกตะราง หลังพ้นโทษก็ได้ชื่อเป็น “ขี้คุก” เพิ่มมาอีก ยากจะกลับตัวเพราะมักหางานสุจริตทำไม่ได้ “หมดอนาคต” เนื่องจากสังคมไม่ยอมรับ แต่เมื่อชีวิตต้องดำเนินต่อไป หนทางอยู่รอดจึงมีแค่ทางเดียว..

ผันตัวเป็น “เอเย่นต์” ระดับ “รายใหญ่” เสียเลย!!!

“งานที่เคยทำก็ถูกให้ออก กลับไปหางานใหม่ก็ไม่ได้ ก็ไม่มีทางเลือกนอกจากเป็นอาชญากร ไม่ก็ไปขายยาเป็นรายใหญ่ เราผลักคนให้ไม่มีที่ยืน เราผลักให้เขาเป็นอาชญากรทุกวันๆ จึงไม่ต้องสงสัยว่าทำไมคนขายยามันเพิ่มขึ้นๆ เพราะเราไม่เคยแยกว่า ใครเป็นรายใหญ่ตัวจริง เรือนจำก็เลยกลายเป็นเรือนเพาะชำผู้ค้าให้เพิ่มขึ้น” นายวันชัย ระบุ

นี่จึงเป็นที่มาของปัญหานักโทษล้นคุก ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลจาก กระทรวงยุติธรรม ระบุว่า ณ วันที่ 1 ม.ค. 2558 มีนักโทษคดียาเสพติดในเรือนจำ เป็นชาย 190,346 คน เป็นหญิง 37,955 คน รวม 228,301 คน คิดเป็นร้อยละ 70.17 ของจำนวนนักโทษทั้งหมด

ซึ่งนายวันชัยกล่าวว่า ในบรรดานักโทษคดียาบ้าร้อยละ 17.82 เป็นความผิดฐาน “ครอบครอง (เกิน 5 เม็ด)” ซึ่งตามกฎหมาย “ไม่สามารถเข้าสู่กระบวนการบำบัดฟื้นฟูได้” ไม่ว่าจะเกินมากี่เม็ดก็ตาม . ร้อยละ 17.96 เป็นความผิดฐาน “เสพและครอบครอง (ไม่เกิน 5 เม็ด)” และร้อยละ 4.49 เป็นความผิดฐาน “เสพ (แต่ไม่มีเม็ดยาเหลือในครอบครอง)” รวมทั้งสิ้นมีนักโทษคดียาบ้า “เกือบครึ่ง” หรือร้อยละ 40.27

ที่เป็นเพียง “ผู้เสพและครอบครอง” เท่านั้น!!!

“ถ้าเราเอาพวกที่เสพออกมาเข้ากระบวนการสังคมและสาธารณสุข เราจะเอาออกมาได้เกือบๆ แสนคน อย่างน้อยๆก็แปดหมื่นกว่าคน เอาออกจากเรือนจำ” อดีตอธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวย้ำ

ขณะที่ นายนวรัตน์ กลิ่นรัตน์ ผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา กล่าวว่า กฎหมายยาเสพติดของไทยมีปัญหาหลายประการ อาทิ 1.มียาบ้า 15 เม็ดขึ้นไป ให้ถือเป็น “ผู้ค้า” ทันที ผู้ถูกกล่าวหาไม่มีสิทธิ์ในการพิสูจน์ว่ามีไว้เพื่อค้าหรือไว้เพื่อใช้เอง 2.นำเข้ามาในประเทศ “โทษหนัก” แม้จะเพียงเม็ดเดียวก็ตาม มีโทษตั้งแต่จำคุกตลอดชีวิตถึงประหารชีวิต

3.แค่มอบยาบ้าให้ผู้อื่น ให้ถือว่า “จำหน่าย” ทันที แม้จะไม่ได้แลกเปลี่ยนกับสิ่งใดๆ เลยก็ตาม เช่น แบ่งยาบ้าให้เพื่อนหรือญาติเสพแบบฟรีๆ ไม่คิดเงิน ก็เข้าข่ายความผิดฐานจำหน่ายแล้ว 4.แค่ “แบ่งบรรจุ” ก็มีความผิดฐาน “ผลิต” ได้ โทษหนักถึงจำคุกตลอดชีวิตและประหารชีวิตเช่นกัน และย้ำว่า..

“ร้อยละ 60-70 ของคดีในศาล” เป็นคดียาเสพติดทั้งสิ้น!!!

“ท่านนำเข้ามาแค่ 1 เม็ด ตำรวจถามว่านำเข้ามาทำไม ท่านตอบไปว่าเอาไปให้ญาติที่ติดยา อันนี้โทษประหารชีวิต เพราะเป็นการนำเข้ามาเพื่อจำหน่าย ส่วนนิยามคำว่าผลิต คือการผสม ปรุง และรวมถึงการแบ่งบรรจุด้วย ท่านเอายาเสพติดมา 2 เม็ด แล้วท่านไปแบ่งใส่หลอดกาแฟอย่างละเม็ด ท่านกลายเป็นผู้ผลิตทันที” นายนวรัตน์ ระบุ

แม้ที่ผ่านมาจะมีความพยายามของรัฐที่จะบอกว่า“ผู้เสพคือผู้ป่วย” พร้อมกับประชาสัมพันธ์ให้ผู้เสพยาเข้ารับการบำบัดรักษาโดยสมัครใจ แต่ในความเป็นจริงพบว่ามีผู้เข้าร่วมเป็นจำนวนน้อยมาก ซึ่ง นพ.วิโรจน์ วีรชัย ผู้อำนวยการสถาบันธัญญารักษ์ ให้ความเห็นว่า เพราะข้อกฎหมาย“ลักลั่น” ขัดแย้งกันเอง

ผู้เสพเป็น “ผู้ป่วย” แต่กฎหมายมีโทษอาญาถึง “ติดคุก”!!!

“ในทางสาธารณสุขเรามองผู้เสพเป็นผู้ป่วย แต่เพราะเราไปคิดกันว่าถ้ากฎหมายโทษสูงจะยับยั้งได้ วิธีคิดดั้งเดิมเราเชื่อว่าโทษสูงจะลดการเสพติด อันแรกมันต้องชัดเจนว่าผู้ติดยาคือผู้ป่วย โทษก็ต้องไม่ไปอยู่เรือนจำ ผมมองอย่างไม่ขาวไม่ดำโทษน่าจะเป็นการสั่งให้รักษา แต่ก็ต้องไปกำหนดระยะเวลาให้เหมาะสมว่าควรจะรักษานานเท่าไร คือโทษปรับจะมีก็มีไป แต่โทษอาญามากสุดไม่ควรถึงจำคุก ถ้าโทษคือสั่งให้ไปรักษาจะเหมาะสมกว่า” ผอ.สถาบันธัญญารักษ์ ฝากข้อเสนอแนะ

ทั้งหมดนี้จึงเป็นที่มาของแนวคิด “ปฏิรูปกฎหมายยาเสพติดทั้งระบบ” ที่ก่อนหน้านี้พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม(รมว.ยธ.) เปิดเผยว่า ตนพยายามผลักดัน “ประมวลกฎหมายยาเสพติด” ที่ขณะนี้อยู่ในการดำเนินการของคณะกรรมการกฤษฎีกาโดยสาระสำคัญคือ เปิดช่องให้ศาลมีโอกาสใช้ดุลยพินิจในการลงโทษจำคุก หรือการปรับที่น้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น เมื่อมีเหตุอันสมควรเฉพาะราย โดยพิจารณาถึงความร้ายแรงของการกระทำความผิด ฐานะของผู้กระทำความผิด และพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้อง

โดยแนวคิดดังกล่าวจะคล้ายกับในประเทศ โปรตุเกส ซึ่งในอดีตเคยประสบปัญหา “นักโทษล้นคุก-ขี้ยาล้นเมือง” เช่นกัน จากนโยบายที่เน้นการปราบปรามเป็นหลัก แต่เมื่อ “กลับหลังหัน” ยอมรับความผิดพลาดและปรับเปลี่ยนนโยบาย จำนวนนักโทษและจำนวนคนเสพยาลดลงอย่างมาก กลายเป็น “ต้นแบบ” ที่ถูกพูดถึงกันทั่วโลก

เขาทำได้อย่างไร?..โปรดติดตามต่อฉบับหน้า!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

ตักบาตร…ถาม(สุขภาพ)พระ เช็คอาหาร…เพิ่มบุญ ไม่พ่วงบาป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/226407

วันพุธ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.

“ตักบาตร อย่าถามพระ”…

หนึ่งในสำนวนสุภาษิตของคนไทย ที่นำมาใช้แทนความหมายว่า เมื่อจะให้อะไรหรือสิ่งใดแก่ผู้ที่เต็มใจรับสิ่งนั้นอยู่แล้วก็ไม่ต้องถาม เหมือนกิจวัตรปฏิบัติที่สำคัญประการหนึ่งของ “พระภิกษุ” คือ การออก “บิณฑบาต” เพื่อให้พุทธศาสนิกชนมีโอกาสได้ทำบุญ จึงไม่มีความจำเป็นที่พุทธศาสนิกชนจะต้อง “ถามพระ” ก่อนตักบาตรว่าท่านต้องการอาหารอะไร

ทว่า…ปัจจุบันจากข้อมูล “สุขภาพพระสงฆ์” ที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลสงฆ์ ปีงบประมาณ 2558 ของกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) พบว่า โรคที่พระอาพาธสูงสุด 5 อันดับแรก คือ 1.โรคเมตาบอลิซึมและไขมันในเลือดผิดปกติ 2.โรคความดันโลหิตสูง 3.โรคเบาหวาน 4.โรคไตวายหรือไตล้มเหลว และ 5.โรคข้อเข่าเสื่อม โรคเหล่านี้อยู่ในกลุ่ม “โรค NCDs”(Non-communicable diseases) ซึ่งเป็น “ฆาตกร” อันดับ 1 ที่คร่าชีวิตประชากรโลกมากกว่าสาเหตุการตายอื่นๆ

สาเหตุหนึ่งที่ทำให้พระส่วนใหญ่อาพาธด้วยโรคเหล่านี้เกิดจาก “พระวินัยสงฆ์” ที่บัญญัติไว้ว่าพระไม่สามารถเลือก “ฉันอาหาร” ที่ฆราวาสถวายได้ ไม่สามารถเลือกได้ว่าจะรับบาตรหรือไม่รับ ประกอบกับ “วัตรปฏิบัติ” ไม่เอื้อต่อการออกกำลังกาย ยิ่งส่งให้ “เสี่ยง” อาพาธในกลุ่มโรค NCDs มากกว่าคนทั่วไป

เมื่อพระวินัยสงฆ์เป็น “ข้อจำกัด” พุทธศาสนิกชนจึงมีส่วนสำคัญในการป้องกันให้พระห่างจากกลุ่มโรคร้ายแรง ดังนั้นเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม ที่ผ่านมา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ร่วมกับกรมการแพทย์, มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จึงร่วมกันเปิดโครงการ “เข้าพรรษานี้…ตักบาตรถาม(สุขภาพ)พระ” ขึ้น เพื่อส่งเสริมสุขภาพสงฆ์ไทยและให้ความรู้ความเข้าใจถึงอาหารใส่บาตรที่เหมาะสมต่อสุขภาพพระ

“พญ.นฤมล สวรรค์ปัญญาเลิศ” นายแพทย์ผู้ทรงคุณวุฒิ กรมการแพทย์ สธ. กล่าวว่า นอกจากโรคที่พระอาพาธสูงสุด 5 อันดับแรกข้างต้นแล้ว สธ. พบว่า พระยังมีพฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรค เช่น การสูบบุหรี่ดื่มกาแฟ เครื่องดื่มชูกำลัง เครื่องดื่มที่มีรสหวาน เป็นต้นหากไม่ได้รับการดูแลที่เหมาะสมจะกลายเป็น “ผู้ป่วยรายใหม่” ในอนาคต การที่ สสส. และ สธ. ให้ความรู้ความเข้าใจถึงอาหารใส่บาตรที่เหมาะสมต่อสุขภาพ จึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อป้องกันการเจ็บป่วยของพระได้

ด้าน “รศ.ดร.ภญ.จงจิตร อังคทะวานิช” ผู้จัดการโครงการการขับเคลื่อนสงฆ์ไทยไกลโรคเพื่อการดูแลโภชนาการ พระสงฆ์ในระดับประเทศ สสส. กล่าวว่า เนื่องจากกว่า 90% ของฆราวาสที่อยู่ในเมืองส่วนใหญ่นิยมซื้อ “อาหารชุด” ใส่บาตร จากการสำรวจอาหารที่ถวายให้พระ พบว่า อาหารยอดนิยมส่วนใหญ่ คือ แกงเขียวหวาน พะโล้ ผัดกะเพรา และของทอด เพราะเป็นอาหารที่มีรูปลักษณ์น่าทาน หน้าตาไม่เปลี่ยนมากหากทำทิ้งไว้เป็นเวลานาน

ทว่า…ชุดอาหารเหล่านี้ส่งผลต่อสุขภาพพระสงฆ์ โดยพบความเสี่ยงต่อภาวะอ้วน โรคกระเพาะอาหารและกระดูกพรุน เนื่องจากอาหารที่ถวายพระส่วนใหญ่มีโปรตีนน้อย ผักน้อย มีรสจัด และไขมันสูง เมื่อรับโปรตีนเพียง 60% ซึ่งไม่เพียงพอต่อปริมาณที่ร่างกายควรได้รับ จึงต้องฉันข้าวปริมาณมากเพื่อทดแทนโปรตีนให้เพียงพอ ทำให้อิ่มได้ไม่นาน พระจึงมักชดเชยด้วย “น้ำปานะ” ที่มีรสหวาน โดยน้ำปานะยอดนิยม คือ กาแฟ ชาขวด และเครื่องดื่มชูกำลัง โดยฉันปริมาณเฉลี่ย 2 ขวดต่อวัน ทำให้เสี่ยงต่อภาวะ “อ้วนลงพุง” ถึง 45%

นอกจากนี้ยังพบภาวะกระดูกพรุน เพราะพระไม่มีโอกาสได้ฉันผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม โดยพบอาหารที่พระฉันมีปริมาณแคลเซียมต่ำกว่าคนทั่วไป โดยได้รับเพียง 100 กว่ามิลลิกรัม ขณะที่คนทั่วไปอยู่ที่ 800-1,000 มิลลิกรัม ต่างกันถึง 8 เท่า และอาหารที่ถวายมักมีรสจัดทำให้เป็นโรคกระเพาะอาหาร

“ดังนั้นในช่วงเข้าพรรษานี้ก่อนใส่บาตรมาร่วมใส่ใจสุขภาพพระ ด้วยการเลือกอาหารที่ดีต่อสุขภาพ โดยอาหารแนะนำที่ควรถวาย คือ หลีกเลี่ยงอาหารทอด รสจัด เสริมผักและโปรตีนจากไก่ กุ้ง ปลาที่เพียงพอ ใช้ข้าวกล้องแทนข้าวขาว และน้ำปานะ เช่น นมกล่องเพื่อเพิ่มแคลเซียม เป็นต้น” รศ.ดร.ภญ.จงจิตร กล่าว

ส่วน “พระศรีคัมภีรญาณ” รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร.) กล่าวว่า ที่ผ่านมา มจร. ได้ร่วมมือกับคณะสหเวชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ สสส. พัฒนา “ครัวต้นแบบ” ที่มุ่งเน้นการดูแลภัตตาหารที่จะถวายแด่คณาจารย์ พระนิสิตที่ศึกษาใน มจร. เพื่อปรับรูปแบบการปรุงอาหารให้ถูกต้องตามหลักโภชนาการมากขึ้น เช่น ลดอาหารที่มีไขมันสูง ปรับรายการอาหารให้มีผักมากขึ้น นอกจากนี้ยังถวายความรู้ในการดูแลสุขภาพ อาทิ จัดทำสื่อประชาสัมพันธ์เรื่องการพัฒนาสุขภาพตามแนวพระพุทธศาสนา เพื่อยกระดับองค์ความรู้ด้านการดูแลสุขภาพพระ ซึ่งนอกจากจะเป็นประโยชน์ต่อการดูแลสุขภาพพระแล้ว ยังหวังว่าพระจะเป็นต้นแบบการดูแลสุขภาพให้แก่ฆราวาส

ขณะที่ “นายพนม ศรศิลป์” ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กล่าวว่า ทิศทางการทำงานของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติจะให้น้ำหนักการดูแลสุขภาพพระมากขึ้น โดยเป็นแกนหลักในการจัดทำ “ธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์” ระดับชาติ เพื่อดูแลสุขภาพพระให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ทั้งกาย จิต ปัญญา และสังคม ตลอดจนจัดสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพที่เชื่อมโยงระหว่างวัดกับชุมชนเพื่อให้ “พระแข็งแรง วัดมั่นคง ชุมชนเข้มแข็ง” โดยจะเชื่อมโยงข้อมูลด้านสุขภาพของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ตลอดจนส่งเสริมให้มีการบรรจุเนื้อหา “พระสงฆ์กับการพัฒนาสุขภาวะ” ไว้ในหลักสูตรต่างๆ ของพระสงฆ์ เพื่อให้เกิดความยั่งยืน

“วันเข้าพรรษา” ปีนี้ ตรงกับวันที่ 20 กรกฎาคม พุทธศาสนิกชนนิยมไปทำบุญ “ตักบาตร” ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีแต่ถ้าเลือกอาหารที่ช่วยให้พระมีสุขภาพที่ดีด้วยแล้ว จะยิ่งส่งเสริมบุญมากขึ้น ซึ่งพระมีหลักปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ว่า…

“โภชเน มัตตัญญุตา…รู้จักประมาณในการบริโภค”

จริงอยู่ว่า “ตักบาตร…อย่าถามพระ” แต่ฆราวาสสามารถถามใจตัวเองได้ว่าอาหารที่เตรียมใส่บาตรนั้นมีประโยชน์ หรือ “บั่นทอน” สุขภาพพระสงฆ์ คงต้องเลือกกันเอาเองว่าจะ “ตักบาตรให้ได้บุญ”…

หรือจะ “พ่วงบาป” กลับมาหาตัวเองแบบไม่ได้ตั้งใจ!?!?!
SCOOP@NAEWNA.COM