เปิดปมเอื้อ‘รุมโทรม-ข่มขืน’ ‘ยอม-อาย’…สายหื่นลอยนวล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/224377

วันพฤหัสบดี ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.

“เรารู้สึกมีกำลังใจมากขึ้น สามารถออกมาทำงานได้ แต่ก่อนเราจะกลัวสังคม ไปไหนก็ตามที่เป็นที่เดิมๆ ก็จะมีความกลัว แต่ตอนนี้เราพร้อมที่จะกลับมาทำงานของเราได้”

หญิงสาวรายหนึ่งที่เคยตกเป็นเหยื่อ “ความรุนแรงทางเพศ” และผู้ก่อเหตุยังเป็น “สามี” อยู่กันมาร่วม 20 ปีบอกเล่าเรื่องราวของตนในเวทีเสวนา “ข่มขืน ไกล่เกลี่ยยอมความ : เราจะออกจากวังวนนี้อย่างไร?” จัดโดยมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล เมื่อช่วงเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา

หญิงสาวรายนี้เล่าว่า ทั้งที่แต่งงานและอยู่กินกันมานาน แต่ระยะหลังๆ สามีมีพฤติกรรมใช้ความรุนแรง ที่เลวร้ายที่สุด คือ “บังคับให้ขายบริการทางเพศ”หากไม่ทำจะถูกทำร้ายร่างกายและไม่ให้พบหน้าลูก เธอทนอยู่กับ “นรกบนดิน”ราว 1 ปี จึงเข้าแจ้งความ และในที่สุดสามีถูกศาลตัดสินจำคุก 7 ปีซึ่งหลังจากนี้เธอจะฟ้องหย่าต่อไป

เมื่อได้ “ความเป็นธรรม” กลับคืนมา

ชีวิตที่ต้อง “ทนทุกข์ทรมาน” ก็สิ้นสุดลง!!!

ทว่ากับเหยื่ออีกราย…พ่อรายหนึ่งที่ลูกสาวมีอาการบกพร่องทางการเรียนรู้ เล่าว่า ลูกสาวถูก “เพื่อนร่วมงาน” ลอบเข้ามา “ข่มขืน” เรื่องน่าจะ “จบเร็ว”เพราะทราบตัวผู้ต้องสงสัย อีกทั้งหลังทราบเรื่องได้นำลูกสาวไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลเพื่อเป็นหลักฐาน พร้อมกับแจ้งความไว้ แต่ผ่านมาแล้วกว่าครึ่งปี คดีไม่คืบหน้า ตำรวจก็ไม่ได้แจ้งสาเหตุใดๆ ให้ทราบ วันนี้คุณพ่อรายดังกล่าว “เจ็บปวด” เพราะยังต้องเจอหน้า “คู่กรณี” ในที่ทำงานอยู่ทุกวัน

“ผมทำงานกับเขาทุกวัน เขาก็ยิ้มทุกวันอย่างสบายใจ ผมต้องหลบหน้าเขา เพราะทำงานที่เดียวกันก็ต้องเจอกัน อยากฝากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ช่วยทำให้คดีมันไวๆ หน่อย” คุณพ่อรายนี้กล่าว

ขณะที่ผลการสำรวจข่าว “ความรุนแรงทางเพศ” ประจำปี 2558 ที่มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล สำรวจจากหนังสือพิมพ์รายวันระดับประเทศ 14 ฉบับ พบข่าวความรุนแรงทางเพศ 306 ข่าว โดย 2 ใน 3 หรือ ร้อยละ 69.9 เป็นคดี “ข่มขืนกระทำชำเราและรุมโทรม” แบ่งเป็น ข่าวข่มขืน ร้อยละ 51.3 พยายามข่มขืน ร้อยละ 13.7 และรุมโทรม ร้อยละ 4.9

ในจำนวนนี้ “คนใกล้ชิด-คุ้นเคย” เป็นผู้ก่อเหตุมากที่สุดถึง ร้อยละ 46 แซงหน้า “คนแปลกหน้า” ซึ่งอยู่ที่ ร้อยละ 45.3 นอกจากนี้ “ที่พัก” ยังเป็นสถานที่เกิดเหตุมากที่สุดถึง ร้อยละ 41.3 แบ่งเป็นที่พักของเหยื่อ ร้อยละ 21.4 และที่พักของคนร้าย ร้อยละ 19.9 มากกว่า “ที่เปลี่ยว” ที่รวมกันได้ ร้อยละ 29.8 แบ่งเป็น ถนนและซอยเปลี่ยวร้อยละ 19.3 ชายป่า ไร่ นา และชายหาด ร้อยละ 10.5 ดังนั้นสำหรับผู้หญิงแล้ว…

ไม่มีที่ไหนปลอดภัย แม้กระทั่งในบ้านตัวเอง!!!

“น.ส.อังคณา อินทสา” หัวหน้าฝ่ายส่งเสริมความเสมอภาคทางเพศ มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล กล่าวว่า แต่ละปีมีผู้เข้ามาขอรับความช่วยเหลือจากมูลนิธิ 30-40 คดี ในจำนวนนี้หลายราย “ไม่กล้าแจ้งความ” เพราะกลัวและอับอาย ดังนั้นจะทำอย่างไรให้ผู้ตกเป็นเหยื่อรีบไปแจ้งความโดยเร็วที่สุดหลังเกิดเหตุ

“เราจะทำอย่างไรให้ผู้ถูกกระทำรุนแรงทางเพศ กล้าบอกเล่าให้เร็ว เพราะจะเป็นผลดีกับตัวเขาเองในเรื่องของพยานหลักฐาน เพราะคดีความผิดทางเพศ หลักฐานทางร่างกายหรืออื่นๆ สำคัญมาก หลายกรณีอาจไม่ได้ตรวจร่างกายในทันที ทำให้พยานหลักฐานหาย” ผู้แทนมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ระบุ

น.ส.อังคณา ตั้งข้อสังเกตว่า เหยื่อหลายราย “ไม่ทราบ”ว่าต้อง “แจ้งความ” หากต้องการดำเนินคดีกับผู้ก่อเหตุทำให้เมื่อไปพบตำรวจกลับทำเพียง “ลงบันทึกประจำวัน”และตำรวจมักไม่ได้อธิบายเรื่องนี้ให้เจ้าทุกข์ทราบ ซึ่งการลงบันทึกประจำวันกรณีความผิดเกี่ยวกับเพศต้องไปติดตามเพื่อยืนยันภายใน 3 เดือน จึงจะเข้าสู่การเป็นคดีความได้…

เหยื่อ “ไม่ทราบสิทธิ์”

ผู้กระทำผิดจึง “ลอยนวล”!!!

“ด.ต.สิริเวช เจริญชนม์” จากกองกำกับการสวัสดิภาพเด็กและสตรี(กก.ดส.) อธิบายประเด็นนี้ว่า ด้วยความที่ “เกณฑ์ชี้วัดผลงาน” ของตำรวจ อยู่ที่จำนวนคดีความในท้องที่ “คดียิ่งน้อย ผลงานยิ่งโดดเด่น” บวกกับภารกิจของตำรวจมีหลายด้าน ทำให้บางพื้นที่พยายาม “ไกล่เกลี่ย”โน้มน้าวให้ผู้เสียหายลังเลที่จะแจ้งความดำเนินคดี เพื่อให้ท้องที่ของตนมีคดีความน้อยที่สุด จึงขอย้ำว่าถ้าต้องการให้คดีคืบหน้า ต้องยืนยันว่าจะ “แจ้งความ” เท่านั้น

“ถ้าท่านไปโรงพักต้องบอกว่าจะแจ้งความ ตำรวจถ้ารับแจ้งความแล้วเดี๋ยวขั้นตอนมันจะเดิน ทุกอย่างมีกรอบเวลาอยู่ ถ้าคดีไม่คืบหน้า คนที่สูงกว่าร้อยเวรคือสารวัตร ท่านก็ไปตามลำดับชั้นเลย ไม่มีใครอยากเอาตำแหน่งตัวเองมาแลกกับความบกพร่องของลูกน้อง” ด.ต.สิริเวช แนะช่องทาง

อย่างไรก็ตาม หากมองถึง “รากเหง้า” ของปัญหา พบว่าในสังคมไทยยังมี “2 มาตรฐาน” ในการอบรมสั่งสอนระหว่างหญิงและชาย ซึ่ง “น.ส.จรีย์ ศรีสวัสดิ์” หัวหน้าฝ่ายส่งเสริมภาคีเครือข่าย มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล อ้างอิงจากผลการศึกษา ว่า ผู้ก่อเหตุหลายรายให้การว่า “ควบคุมอารมณ์ทางเพศของตนไม่ได้” สะท้อนว่าเพศชายมิได้ถูกปลูกฝังให้ควบคุมเรื่องนี้เช่นเดียวกับเพศหญิง ดังนั้นเมื่อมี “ปัจจัยกระตุ้น” เช่น ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือเสพยาเสพติด ย่อมสุ่มเสี่ยงให้ “ขาดความยับยั้งชั่งใจ” และก่อเหตุในที่สุด

“ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาผู้หญิงถูกสอนให้ควบคุมอารมณ์ทางเพศมากกว่าผู้ชาย แต่ผู้ชายไม่ได้ถูกสอนให้ยับยั้งในเรื่องเหล่านี้ จะทำอย่างไรให้คำสอนระหว่างผู้หญิงกับผู้ชายเท่าเทียมกัน ไม่เช่นนั้นเราจะเจอกับปัญหาข่มขืนซ้ำซากอยู่แบบนี้” น.ส.จรีย์ ฝากทิ้งท้าย

ทั้งหมดนี้อาจสรุปได้ว่า ปัจจัยที่จะลดปัญหาความรุนแรงทางเพศ “เจ้าหน้าที่” ต้องไม่มองเป็นเรื่องเล็กน้อย เมื่อมีผู้เสียหายมาร้องทุกข์ต้องแจ้งสิทธิ์ให้ทราบ,“เจ้าทุกข์” ต้องกล้าแจ้งความโดยเร็วเพราะหลักฐานยังสมบูรณ์, “คนรอบข้าง” ต้องช่วยเหลือให้กำลังใจไม่ซ้ำเติม และการ “อบรมสั่งสอน” ว่าด้วยการใช้ชีวิตต้องปรับเปลี่ยน…

หากสอนให้ผู้หญิงเป็น “สุภาพสตรี” รักนวลสงวนตัวแล้ว…

ก็ต้องสอนให้ผู้ชายเป็น “สุภาพบุรุษ” รู้จักยับยั้งชั่งใจเช่นกัน!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

วิถี‘วนประชารัฐ…สบยาว’ โมเดลฟื้นป่า-พลิกเขาหัวโล้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/224189

วันพุธ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.

“น่าน” เป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่ “ผืนป่า” ถูกทำลายอย่างหนัก จากอดีตที่เคยเขียวขจี วันนี้ถูกแทนที่ด้วย “ภูเขาหัวโล้น” ท่ามกลางความกังวลว่าผืนป่า 4.6 ล้านไร่ จากเดิมที่มีอยู่ 6 ล้านไร่จะไม่เหลือเพราะการบุกรุกทำลายยังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง หลายพื้นที่พยายามดำเนินมาตรการ “อนุรักษ์” แต่อีกหลายพื้นที่กลับยังปรากฏการแผ้วถางทำลาย และเสียงคมฟันของ “เลื่อยยนต์”

แต่ไม่ใช่กับ “หมู่บ้านสบยาว”…

ชุมชนเล็กๆ แห่งนี้อยู่ใน ต.เมืองจัง อ.ภูเพียง จ.น่าน และตั้งชื่อพ้องกับลักษณะภูมิประเทศ เพราะมี “แม่น้ำน่าน-แม่น้ำยาว” ไหลมา “สบ” หรือบรรจบกันพอดี ทำให้มีป่าและน้ำอุดมสมบูรณ์ จนกลายเป็นที่หมายปองของ “นายทุน” ที่จะเข้ามาสัมปทานป่า จับจองพื้นที่ แต่ด้วยความรักและหวงแหนทุนทำกินของตนเองชาวบ้านที่นี่จึงได้ร่วมกันจัดตั้ง“กลุ่มอนุรักษ์ป่าและแม่น้ำ” ขึ้น และช่วยกันสร้างกิจกรรมปลูกจิตสำนึกของผู้คนให้รักและ “หวงแหน” แผ่นดิน

ทว่า…กระแสการพัฒนาที่มุ่งเอาทรัพยากรเป็นฐานการผลิต ทำให้มีการบุกรุกทำลายป่า มีการจับปลาในรูปแบบที่โหดร้าย ทำให้ปลาต่างๆ น้อยลง ชาวบ้านหาอาหารจากป่าและแม่น้ำได้ยากขึ้น กระทั่งปี 2536 “สถาพร สมศักดิ์” อาสาสมัครฮักเมืองน่าน และนักศึกษาธรรมศาสตร์ จึงเข้ามาส่งเสริมกระบวนการฟื้นป่าและน้ำของชุมชน ด้วยการกำหนด “เขตอนุรักษ์” ในแม่น้ำน่าน และตั้งกฎระเบียบห้ามจับปลาทุกชนิดในเขตอนุรักษ์ ผลของการอนุรักษ์ทำให้มีปลามากขึ้น

ต่อมาปี 2545 “พระวุฒิกรอิสสโร”(วุฒิกร พุทธิกุล)พระนักพัฒนารุ่นใหม่ ได้ชักชวนชาวบ้าน แกนนำชุมชนครูอาจารย์ และปราชญ์ชุมชน จัดตั้ง “ศูนย์การเรียนรู้ร่วมชุมชนบ้านสบยาว” พร้อมเดินหน้าปลูกจิตสำนึกการอนุรักษ์และหวงแหน เห็นคุณค่าของแผ่นดินถิ่นเกิดให้กับเยาวชน จนนำไปสู่โครงการเพื่อการเรียนรู้ของชุมชนมากมาย เช่น“สืบชะตาแม่น้ำ 2 สาย” , การอนุรักษ์พันธุ์ “เอื้องป่า” ซึ่งเป็นพันธุ์ไม้ที่บ่งชี้ถึงความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่า โดยศูนย์การเรียนรู้ร่วมชุมชนสบยาวได้ร่วมกันเพาะเอื้องพันธุ์ต่างๆ ที่หายาก แล้วนำคืนกลับไปสู่ป่าอีกครั้ง เป็นต้น ผลของการอนุรักษ์ป่า แม่น้ำ และเอื้อง ทำให้ป่าฟื้นตัว พืช สัตว์ สิ่งมีชีวิตต่างๆ ฟื้นกลับคืนมา ชาวบ้านสามารถเข้าไปหาอาหารจากป่าได้มากขึ้น

นี่คือความมั่นคงของอาหาร ความมั่นคงของชีวิต ที่เกิดขึ้นจากการยืนหยัดต่อสู้กับการไหลบ่าเข้ามาของการพัฒนา นายทุน และเลื่อยยนต์ เป็นความร่วมมือที่เกิดขึ้นจากทุกภาคส่วนในชุมชนบ้านสบยาว ที่ถูกนำไปใช้เป็นต้นแบบเป็น “โมเดล” การพลิกฟื้นผืนป่าชุมชนให้กับพื้นที่อื่นๆ ภายใต้รูปแบบที่เรียกว่า…

“วนประชารัฐ”!!!

“พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์” รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) กล่าวว่า จากการที่ ทส.ได้บังคับใช้กฎหมาย มีการดำเนินคดีกับผู้บุกรุกป่า เน้นเป้าหมายที่กลุ่มนายทุนและผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ เพื่อคืนพื้นที่มาทำการปลูกป่า ฟื้นฟูระบบนิเวศน์ต้นน้ำ จึงได้จัดงาน “พลิกฟื้นผืนป่าประชารัฐน่าน” ขึ้น โดยกำหนดมาตรการที่จะฟื้นฟูป่าในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าน้ำว้า และป่าห้วยสาลี่ อ.เวียงสา จ.น่าน 2 ด้าน คือ 1.การป้องกันไม่ให้ทรัพยากรป่าไม้ใน จ.น่าน ลดลงมากไปกว่านี้ และ 2.การเพิ่มพื้นที่ป่า ด้วยการปลูกป่า เพื่อฟื้นคืนป่าเสื่อมโทรมให้กลับคืนมา ภายใต้รูปแบบที่เรียกว่า“วนประชารัฐ”

“การจัดการพื้นที่ป่าต้นน้ำ จ.น่าน ที่เรียกว่าวนประชารัฐ คือ การทำให้ชาวบ้านในพื้นที่ป่าต้นน้ำลำธารอยู่ในพื้นที่และทำเกษตรกรรมได้ แต่ต้องปฏิบัติตามมาตรการและเงื่อนไขที่ภาครัฐกำหนด โดยบริเวณที่เป็นแปลงปลูกป่าแบบวนประชารัฐนั้น ชาวบ้านสามารถมาใช้ประโยชน์ เช่น เก็บผักผลไม้ พืชสมุนไพร ของป่าต่างๆ รวมถึงปลูกพืชกินได้ เพื่อเป็นแหล่งรายได้อีกหนึ่งทางได้”

ด้านนายสมชัย มาเสถียร รองอธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวว่า กรมป่าไม้ได้เข้าไปสนับสนุนป่าชุมชนบ้านสบยาวให้ดำเนินตามวิถี “วนประชารัฐ” มาระยะหนึ่งแล้ว จนกลายเป็น “หมู่บ้านตัวอย่าง” ให้กับพื้นที่อื่นๆของ จ.น่าน และพื้นที่ใกล้เคียง เพราะชุมชนบ้านสบยาวดูแลรักษาป่าเป็นอย่างดี ไม่เกิด “ภูเขาหัวโล้น” จากการตัดไม้ทำลายป่า ขณะเดียวกันชาวบ้านในชุมชนยังสามารถเก็บผลผลิตจากป่ามาใช้ “ยังชีพ” ในครัวเรือนได้อีกด้วย

สำหรับการปลูกป่าชดเชยในพื้นที่ชุมชนบ้านสบยาว และพื้นที่อื่นๆ ใน จ.น่าน ทางกรมป่าไม้จะแบ่งเป็น 2 แบบ คือ 1.ปลูกด้วยกล้าไม้ และ 2.ปลูกบนพื้นที่สูงชัน ซึ่งไม่เหมาะกับการเดินปลูกด้วยกล้าไม้ จึงใช้วิธีโปรยเมล็ดพันธุ์ด้วย “มือปืนหนังสติ๊ก” และโปรยทางอากาศโดย “ร่มบิน” ซึ่งมั่นใจว่านับจากนี้ไปอีกอย่างน้อย 1 ปี ภูเขาหัวโล้นในพื้นที่ จ.น่าน จะแปรเปลี่ยนเป็นเขียวขจีแน่นอน

ขณะที่นายประลอง ดำรงค์ไทย รองอธิบดีกรมป่าไม้กล่าวว่า ผืนป่าชุมชนบ้านสบยาวจัดตั้งเป็น “ป่าชุมชน” ตามแนวทางของกรมป่าไม้ ซึ่งเป็นรูปแบบวนประชารัฐตั้งแต่ปี 2543 โดยดำเนินกิจกรรมต่างๆ เพื่อการอนุรักษ์ เช่น การดูแลรักษาป่าชุมชน โดยทำเส้นทางตรวจการณ์ จัดซื้อชุดตรวจลาดตระเวนป้องกันรักษาป่าชุมชน และการจัดชุดลาดตระเวนป้องกันรักษาป่า, บำรุงและฟื้นฟูป่าชุมชน ทั้งสร้างฝาย การปลูกป่าเสริม และกิจกรรมถ่ายทอดองค์ความรู้ เช่น การสืบชะตาป่าชุมชน เป็นต้น

รองอธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวอีกว่า จากความสำเร็จของชุมชนบ้านสบยาว บ่งชี้ให้เห็นว่าถ้าชุมชนดูแลป่าอย่างดีก็จะไม่เกิดภูเขาหัวโล้น ในเวลาเดียวกันชาวบ้านก็จะได้ผลผลิตจากป่ามาหล่อเลี้ยงชีวิต เก็บไปใช้ยังชีพในครัวเรือนได้ สิ่งเหล่านี้เป็นการเสริมสร้างรายได้ในชุมชนตามรอย “เศรษฐกิจพอเพียง” ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วย

“วนประชารัฐ” ที่ชุมชนบ้านสบยาวนำมาใช้ จนพลิกฟื้นพื้นที่ให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ “ปลอด…ภูเขาหัวโล้น” ถือเป็นอีกหนึ่ง “โมเดล” ของการบริหารจัดการผืนป่า พืชพันธุ์ ลำน้ำ และผู้คน ให้อยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน ซึ่งพื้นที่อื่นๆสามารถนำไปใช้ และประสบความสำเร็จเฉกได้ ภายใต้แนวคิด…

ป่าไม้…จะอยู่รอด ถ้าผู้คนให้ความสำคัญ

ป่าไม้…จะเขียวขจี ถ้าผู้คนมีจิตสำนึกหวงแหน

ปุณณรานัญน์ ศิริพันธุ์
SCOOP@NAEWNA.COM

‘ทรมาน’อาญาเถื่อนโดยรัฐ เสียงจาก‘2มารดา’ผู้สูญเสีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/224003

วันอังคาร ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

“โดนจับไป 2 คน คนหนึ่งได้ประกันออกไปก่อน ก็ถามเขาว่ากินอะไรไหมเดี๋ยวจะไปซื้อมาให้ ตอนนั้นยังไม่เป็นอะไรเลย เราก็บอกว่าเดี๋ยวจะไปรวบรวมเงินมาประกัน แต่พอวันที่ 11 ตอนสองโมงเช้า ตำรวจโทร.ไปบอกว่าเป็นอะไรไม่รู้หมดสติอยู่ในห้องขัง ก็พาส่งโรงพยาบาล ก็คิดว่าไม่เป็นอะไร แต่พอบ่ายๆ ไปดู ก็เห็นหมดสติอยู่ในห้องไอซียู ก็มีตำรวจบอกว่าลูกคุณป้าน่ะหนีการจับกุม

พอวันที่ 13 พยาบาลก็ถามว่าคุณป้าติดใจไหมที่ลูกคุณป้าตายแบบนี้? แล้วก็บอกว่าให้หมอผ่าพิสูจน์สิ เราก็อยากรู้ว่าลูกเป็นอะไรตาย วันที่ 10 ยังดีๆ อยู่เลย เขาเป็นอะไรแค่ชั่วข้ามคืน หลายวันผ่านไป พอผลชันสูตรออกมา พบว่าปอดคั่งเลือดและทั่วตัวมีแต่บาดแผล”

คำบอกเล่าจากปากของ วาสนา เกิดแก้ว “แม่” ผู้สูญเสียลูกชาย ซึ่งถูกจับกุมในคดียาเสพติด คือ นายอนัน เกิดแก้ว และถูกควบคุมตัวอยู่ที่ สภ.เมืองนครราชสีมา เมื่อ 9 พ.ย. 2558 ทว่าในวันที่ 11 พ.ย. “2 วันให้หลัง” ลูกชายกลับถูก “หาม” ส่งเข้าห้องฉุกเฉิน รพ.มหาราชนครราชสีมา ก่อนที่จะเสียชีวิตในวันที่ 13 พ.ย.

ผลชันสูตรจากแพทย์ระบุชัด “อวัยวะภายในบอบช้ำ-มีบาดแผลทั่วร่าง”!!!

คุณแม่รายนี้ เปิดเผยเรื่องราวของตนในเวทีเสวนา “กฎหมายป้องกันทรมานกับความยุติธรรมที่รอคอย” บ่ายวันที่ 29 มิ.ย. 2559 ณ รร.เดอะ สุโกศล ถ.ศรีอยุธยา กรุงเทพฯ โดยกล่าวต่อไปว่า หลังผลชันสูตรศพระบุชัด “ถูกทำร้ายร่างกาย” ก็มีตำรวจแวะเวียนมาหาเป็นระยะๆ พร้อมเสนอเงินให้เพื่อแลกกับการ “เคลียร์คดี” ไม่สืบสาวเอาความ

มีมาตั้งแต่ “1 แสน” ไปจนถึง “5 แสนบาท”!!!

“พอใบชันสูตรออกมา ตำรวจก็นัดมาคุย บอกว่า..คุณแม่! ไหนๆ คนก็ตายไปแล้ว ผมก็อยากจะช่วยทำบุญสักแสนนึง..แต่เขาก็บอกว่าถ้ารับเงินแล้วต้องเซ็นนั่นนี่ให้หน่อยนะก็บอกว่าถ้ามีจิตใจช่วยเหลือกันก็จะรับ แต่จะให้เซ็นอะไรก็คงเซ็นให้ไม่ได้ ครั้งที่ 2 ก็ให้ไปคุยที่อำเภอ เขาบอกจะให้ 3 แสน ครั้งที่ 3 บอกจะให้ 5 แสน ครั้งนี้มีทนายไปกับเราด้วย เขาก็บอกว่า..พาใครมาก็ไม่รู้ ผมบอกแล้วว่าให้คุณแม่มากับลูกก็พอ..เราก็บอกว่า..อย่าให้แม่รับเงินนี้เลย แม่ต้องการความยุติธรรม..เราอยากรู้ว่าลูกเราตายด้วยสาเหตุอะไร ไม่อยากให้คนผิดลอยนวล” คุณแม่รายนี้ กล่าว

ไม่ใช่แต่เฉพาะ “ประชาชน” ที่เป็นชาวบ้านธรรมดาๆ เท่านั้นที่ตกเป็นเหยื่อ “อาญาเถื่อน” หรือการทรมาน-ทารุณกรรม แม้กระทั่งคนเป็น “ข้าราชการ” ก็มีสิทธิถูกกระทำไม่ต่างกัน ดังกรณีของ บุญเรือง สุธีรพันธ์ แม่อีกรายที่สูญเสียลูกชาย ส.ท.กิตติกร สุธีรพันธ์ ทหารสังกัด กรมทหารที่ 23 กองพันทหารราบที่ 3 ค่ายวีรวัฒน์โยธิน มณฑลทหารบกที่ 25 ในขณะที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำมณฑลทหารบก 25

บุญเรือง เล่าว่า ลูกชายถูกควบคุมตัวเมื่อ 1 ก.พ. 2559 ด้วยข้อกล่าวหาให้ที่พักพิงแก่ผู้ต้องหารายหนึ่ง พอรู้ข่าวตนก็รีบไปที่ศาลทหารบกจังหวัดสุรินทร์ เพื่อขอประกันตัวทันทีแต่ศาลก็ไม่อนุมัติ ซึ่งหลังจากนั้นตนก็พยายามขอเยี่ยมลูกชายที่อยู่ในเรือนจำทหารเป็นระยะๆ

แต่ทุกครั้งต้อง “ผิดหวัง” เพราะมีคำสั่งเด็ดขาดว่า “ห้ามเยี่ยม”!!!

“6 กุมภาฯ 2559 ก็ไปขอเยี่ยมลูก ซื้อหนังสือพิมพ์ซื้ออาหารไปให้ เขาบอกเยี่ยมไม่ได้ อยู่ในระหว่างการสืบสวนสอบสวน พอ 13 กุมภาฯ ไปเยี่ยมอีก เขาก็บอกว่าเยี่ยมไม่ได้ พอวันที่ 21 กุมภาฯ เวลา 08.45 น. ก็มีโทรศัพท์เข้ามาว่า..คุณแม่คะ กิตติกรเสียชีวิตแล้ว..เราก็ตกใจ ก็โทร.หาน้องสาว น้องสาวก็บอกว่า..พี่! ทำใจดีๆ ไว้ เอาน้องมาผ่าพิสูจน์ศพข้างนอกนะ..เราก็บอกให้เขาเอาศพออกมาที่โรงพยาบาลสุรินทร์ พอใบชันสูตรออกมาเราก็เอาไปแจ้งความเลยว่าลูกถูกฆ่าในเรือนจำ ตำรวจก็ดำเนินคดีให้”

คุณแม่รายนี้ กล่าว และบอกว่าล่าสุด ศาลจังหวัดสุรินทร์นัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 26 ก.ค. 2559 นี้ พร้อมกับทิ้งคำถามด้วยน้ำเสียง “ชวนสะเทือนใจ” ไว้ว่า..

“คิดว่ารับราชการ อยู่ในสถานที่ราชการแล้วจะปลอดภัย..แต่ทำไมลูกฉันต้องตายด้วย?”

นี่เป็นเพียง 2 ตัวอย่างในอีกหลายๆ กรณี ซึ่ง สมชาย หอมลออ อดีตคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) ในฐานะทนายความผู้ทำคดีสิทธิมนุษยชนมายาวนาน กล่าวว่า การสืบสวนหาข้อเท็จจริงการทำทารุณกรรมในประเทศไทย “ไม่ง่าย” เพราะผู้กระทำมักเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ “และยังคงมีอำนาจอยู่” ต่างกับในต่างประเทศที่การตรวจสอบมักเริ่มต้นได้ในห้วงเวลาที่ผู้กระทำ “หมดอำนาจ” ไปแล้ว ด้วยเหตุนี้จึงมี “เหยื่อ” เพียงจำนวนน้อยที่ “กล้า” ออกมาให้ข้อมูลเพื่อทวงความเป็นธรรม ขณะที่อีกมากเลือกที่จะ “ยอมรับชะตากรรม” เพราะไม่มั่นใจในความปลอดภัย

ดังคำที่มักพูดกันว่า “จะเอาเงินหรือลูกปืน?”!!!

“เขาอาจจะสู้ อาจจะดำเนินการในช่วงแรก แต่เมื่อมีผู้หวังดีประสงค์ร้าย มายื่นข้อเสนอว่า..รับเถอะ 3 แสน 5 แสน..แต่ขณะเดียวกันก็มีนัยว่า..ถ้าไม่รับเงินเหล่านี้ ก็ต้องเลือกเอาว่าจะมีความปลอดภัยหรือไม่?..นี่คือสิ่งที่ทำให้ผู้เสียหายเกิดความท้อแท้ไม่มากก็น้อย และคดีต่างๆ ก็ลงเอยด้วยการที่ไม่ติดใจเอาความ” สมชาย ระบุ

อย่างไรก็ตาม..ณ วันนี้อาจจะพอมองเห็น “แสงสว่าง” อยู่บ้าง เมื่อกฎหมายที่ภาคประชาชนร่วมกับหน่วยงานของรัฐพยายามผลักดันมาตลอด อย่าง (ร่าง) พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับบุคคลให้สูญหาย พ.ศ. … ขณะนี้ถูกนำเข้าไปพิจารณาในชั้นคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว และหลังจากนั้นจะส่งให้ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาต่อไป

“ร่างกฎหมายซึ่งกรมคุ้มครองสิทธิ (กระทรวงยุติธรรม) ร่วมกับภาคประชาสังคมช่วยกันผลักดัน ใช้เวลานานมาก จริงๆ กฎหมายควรต้องออกแล้ว เพราะเราไปเป็นภาคีอนุสัญญาต่อต้านการทรมานและลงนามในอนุสัญญาป้องกันการบังคับบุคคลให้หายสาบสูญแล้ว ก็ใช้เวลานานทีเดียว แต่ก็เป็นร่างกฎหมายที่ดี

ตอนนี้เข้าใจว่าอยู่ในกฤษฎีกา ซึ่งมีบทหนึ่งให้ความคุ้มครองคนที่ร้องเรียนหรือให้ข้อมูลการทรมานด้วย เช่นเดียวกับกฎหมายต่อต้านการค้ามนุษย์ ที่ไม่ให้ถูกฟ้องกลับทั้งในทางอาญา แพ่งและปกครอง ก็ฝากความหวังไว้กับกฎหมายฉบับนี้ถ้า สนช. ไม่เปลี่ยนแปลงมากจนเกินไป มันก็จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนมาตรการป้องกัน แก้ไขและเยียวยาการทรมานได้” นักกฎหมายด้านสิทธิมนุษยชนรายนี้ ฝากทิ้งท้าย

ประเทศไทยเข้าเป็นภาคี อนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการลงโทษที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรม ตั้งแต่เมื่อปี 2550 และเมื่อปลายเดือน พ.ค. 2559 พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติให้สัตยาบันใน อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองการบังคับคนให้สูญหาย เพิ่มอีก 1 ฉบับ และนั่นจึงเป็นที่มาของการเสนอร่างกฎหมายป้องกันการทรมานและอุ้มหายดังกล่าว

เป็นความหวังว่า..เมื่อกฎหมายบังคับใช้ คงจะไม่มี “เหยื่อ” เช่นนี้อีก!!!

เพราะประเทศไทยนั้นปกครองด้วย “หลักนิติรัฐ” ไม่ใช่ “ศาลเตี้ย”!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

ไทย:ศูนย์กลาง‘แปลงเพศ’โลก คิด‘เฉาะ’ต้องพร้อม7ประการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/223820

วันจันทร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

คนส่วนใหญ่มี “อัตลักษณ์ทางเพศ” ที่ตรงกับเพศของตน แต่ยังมีคนส่วนหนึ่งที่มีความรู้สึกส่วนลึกภายใน “ตรงกันข้าม” นั่นทำให้ภาพ “ชายไม่จริง หญิงไม่แท้” มีให้เห็นดาษดื่นมาทุกยุคสมัย เพียงแต่ในอดีตสังคมยัง“ปิดกั้น” ทำให้กลุ่มคนเหล่านี้ต้อง “แอบ” ซ่อนความรู้สึกความเป็นตัวตนไว้ภายใน

ทว่า…ปัจจุบันสังคมเปิดกว้าง “ยอมรับ” มากขึ้น ทำให้พวกเขากล้าพอที่จะเปิดเผยตัวตนจริงๆ ให้สังคมภายนอกรับรู้ ประกอบกับวิทยาการทางการแพทย์ โดยเฉพาะการ “ศัลยกรรมแปลงเพศ” ก้าวหน้ามากขึ้น ยิ่งช่วยให้พวกเขา “เปลี่ยนกาย ให้เป็นอย่างใจ” ได้อย่างที่อยากจะเป็น

ในแต่ละปีพบว่ามีจำนวนผู้ที่ก้าวผ่าน “มีดหมอ” เพื่อแปลงเพศไม่น้อยเลย และไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศที่ “แพทย์ศัลยกรรม” เป็นที่ยอมรับไม่แพ้ชาติใดในโลก โดยเฉพาะในกลุ่มชาวต่างชาติที่แห่แหนกันเข้ามาศัลยกรรมอย่างไม่ลังเล ในรอบหลายปีที่ผ่านมา “ศัลยแพทย์มือทอง” โดยเฉพาะเรื่องการแปลงเพศจึง “หัวกระไดไม่แห้ง” เลยทีเดียว จนผลักดันให้ประเทศไทยก้าวเข้าใกล้คำว่า…

“ศูนย์กลางการผ่าตัดแปลงเพศ”!!!

“นพ.กรีชาติ พรสินสิริรักษ์” หัวหน้าศูนย์ศัลยกรรมตกแต่ง โรงพยาบาลยันฮี ซึ่งได้รับการยอมรับในเรื่องความ “ประณีต” จนติดอันดับ 1 ใน 3 ของเอเชีย กล่าวว่า สิ่งที่เป็นเครื่องยืนยันได้ว่าประเทศไทยเป็น “ศูนย์กลางการผ่าตัดแปลงเพศ” ของโลก เพราะฝีมือแพทย์ที่มีทั้งประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการผ่าตัด ส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและความงาม โดยเฉพาะการ “แปลงเพศ” มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่ละปีดึงดูดลูกค้าชาวต่างชาติ โดยเฉพาะจากจีน ออสเตรเลีย และประเทศย่านตะวันออกกลาง เป็นต้น เข้าประเทศได้กว่า 2 ล้านคน สร้างรายได้เข้าประเทศปีละ 140,000 ล้านบาท เฉพาะที่โรงพยาบาลยันฮี ใน 1 สัปดาห์ มีผู้เข้ามาใช้บริการแปลงเพศเฉลี่ย 2-5 ราย หรือปีละกว่า 100 ราย จึงคาดว่าปี 2559 จะมีผู้มารับการแปลงเพศเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 10%

“นพ.กรีชาติ” กล่าวอีกว่า จากสถิติของโรงพยาบาลยันฮี พบว่า ส่วนใหญ่ผู้ที่มาแปลงเพศมักเป็น “ชายแปลงเป็นหญิง” ขณะที่ “หญิงแปลงเป็นชาย” มีน้อยมาก เพราะแปลงชายเป็นหญิงง่ายกว่า ขั้นตอนไม่ซับซ้อน ที่สำคัญค่าใช้จ่ายไม่แพง ส่วนใหญ่ราคาเริ่มต้นที่ 100,000 บาท ขึ้นอยู่กับความยากง่ายเป็นเคสๆ ไป ส่วนการแปลงเพศจากหญิงเป็นชายราคาจะสูงกว่า 3 เท่า เนื่องจากมีความซับซ้อนในการศัลยกรรม และต้องปรับสภาพร่างกายในหลายๆด้านมากกว่า

“เงิน” ไม่สามารถซื้อได้ทุกสิ่ง…

“แปลงเพศ” ก็เช่นกัน…

เพราะผู้ที่จะ “เฉาะ” แปลงเพศได้ต้องรับการตรวจ และ “ทดสอบ” จากจิตแพทย์ก่อน ซึ่ง นพ.กรีชาติ อธิบายว่า ผู้ที่จะเข้ารับการผ่าตัดแปลงเพศ โดยเฉพาะจากชายกลายเป็นหญิงได้ ต้องมี “คุณสมบัติ 7 ประการ” ครบ และสภาวะจิตใจ “พร้อม” ดังนี้ 1.ดำรงชีวิตแบบหญิงติดต่อกันมากกว่า 1 ปีขึ้นไป 2.เคยใช้ชีวิตเป็นหญิงอย่างสมบูรณ์ โดยที่คนรอบข้างยอมรับได้และใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ไม่มีความกดดันใดๆ 3.มีความรู้สึกเป็นหญิงมานานแล้ว หรืออาจจะเริ่มตั้งแต่ “จำความได้” 4.มีความรู้สึก “รังเกียจ” อวัยวะเพศชายของตัวเองและคิดว่าเป็น “ส่วนเกิน”

5.มีความรู้สึกไม่ชอบพฤติกรรมของพวก “รักร่วมเพศ” 6.เคยรับประทาน “ฮอร์โมนเพศหญิง” มาก่อน ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบยากิน หรือยาฉีด เพราะโดยทั่วไปแล้วถ้าไม่ได้ตั้งใจจริงที่ต้องการจะเป็นหญิง คงไม่มีผู้ชายคนใดที่นำฮอร์โมนเพศหญิงมารับประทาน และ 7.ผ่านการประเมินสภาพจิตใจโดยจิตแพทย์ว่าอยู่ในภาวะที่ปกติและพร้อมต่อการผ่าตัด

“แต่การผ่าตัดแปลงเพศนั้น แพทย์จะถือเป็นขั้นตอนสุดท้ายของการรักษาผู้ป่วยที่มีความผิดปกติในการรับรู้เพศ”

“นพ.กรีชาติ” กล่าวอีกว่า การผ่าตัดแปลงเพศถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ของชีวิต เพราะจะไม่สามารถกลับมาใน “เพศเดิม” ได้อีก ดังนั้นการศึกษาหาข้อมูลและเลือกปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ รวมถึงต้องทำในโรงพยาบาลที่มีมาตรฐาน จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นมากที่สุด เพื่อความสมบูรณ์ตามเพศที่ต้องการ และใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข

ศัลยกรรมไม่ใช่เรื่องใหม่ของเมืองไทย โดยเฉพาะการศัลยกรรมความงาม ทั้ง “กรีดตา เสริมดั้ง อัพไซส์…ฯลฯ” ที่จะว่าไปแล้วน่าจะเป็นที่รับรู้มาก่อนการผ่าตัดแปลงเพศด้วยซ้ำ หากแต่ ณ ปัจจุบัน สถานการณ์อาจ “เปลี่ยนไป” เพราะกลุ่มผู้ชายที่ “หล่อด้วยมีดหมอ” เริ่มมีมากขึ้น

“นพ.กรีชาติ” กล่าวว่า ผู้ที่มาทำศัลยกรรมความงามอย่างที่โรงพยาบาลยันฮี มีทั้งผู้ชายและผู้หญิงและส่วนใหญ่จะเข้ามา “เสริมดั้ง-กรีดตา” โดยผู้หญิงส่วนใหญ่มักจะมาทำศัลยกรรมจมูก ตา และ “อัพไซส์” เสริมหน้าอก ตามลำดับ ขณะที่ผู้ชายส่วนใหญ่จะเลือกทำจมูกกับตา แตกต่างจากสมัยก่อนที่ผู้ชายไม่ค่อยสนใจในเรื่องการทำศัลยกรรม แต่ปัจจุบันผู้ชายอายุต่ำกว่า 18 ปี หรือเรียนจบมัธยมศึกษาตอนปลายก็เริ่มมาทำจมูกกันแล้ว

“วัยที่เหมาะแก่การทำศัลยกรรม” ถ้าเป็นผู้หญิง อายุ 16-17 ปี หรือเริ่มมีประจำเดือนก็ทำศัลยกรรมได้แล้ว ขณะที่
ผู้ชายต้องอายุ 18-22 ปี ถึงจะเริ่มทำศัลยกรรมได้ เพราะกระดูกใบหน้าจะโตเต็มที่ไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก ถ้าทำตอนใบหน้ายังไม่โตเต็มที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงรูปทรง เป็น “อันตราย” ได้ ดังนั้นการจะทำศัลยกรรมควรให้กระดูก
โตเต็มที่ก่อน

“ผู้ที่จะทำศัลยกรรมได้นั้นต้องมีอายุเกิน 18 ปีขึ้นไป ถ้าต่ำกว่านั้นต้องได้รับการยินยอมจากผู้ปกครอง แต่ก็ขึ้นอยู่กับจรรยาบรรณของแพทย์ด้วย ถ้ายอมทำให้เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ยิ่งไม่สมควรทำ เพราะใบหน้ายังโตไม่เต็มที่ มีอันตราย” นพ.กรีชาติ กล่าวทิ้งท้าย

ปัจจุบันวิทยาการทางการแพทย์มีการค้นพบเทคนิคการผ่าตัดสมัยใหม่ ไม่ยุ่งยากซับซ้อน บวกกับแพทย์ผ่าตัดที่มีประสบการณ์และความชำนาญโดยตรง ช่วยให้ความใฝ่ฝันของผู้ที่ต้องการ “สวย-หล่อด้วยมีดหมอ” ไม่ใช่เรื่องยาก รวมถึงสามารถ “แปลงเพศ” เปลี่ยนกาย ให้เป็นอย่างใจ ให้เป็นหญิง-เป็นชายได้ตามต้องการ เพียงแต่อาจต้องเลือกโรงพยาบาลที่ปลอดภัยได้มาตรฐาน ไม่เช่นนั้นจากที่จะ “สวย-หล่อ” อาจกลายเป็น…“เละ”!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

วัคซีนคุม‘ความก้าวร้าว’ มิติใหม่ลดปัญหาคน-ช้าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/223664

วันอาทิตย์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.

“ช้างป่าตกมัน”!!! กระทืบคนสมองแตกตาย…

“ช้างฝึกใหม่” ขึ้นโชว์วันแรก คลุ้มคลั่งไล่ทำร้ายนักท่องเที่ยว…ฯลฯ

นี่เป็นบางตัวอย่างของเหตุการณ์ “ช้างทำร้ายคน” ที่เกิดขึ้นเพราะช้างเครียด หรือแม้กระทั่ง “ตกมัน” ทำให้มีพฤติกรรมก้าวร้าวมากเกินปกติ โดยเฉพาะช้างป่าที่ระยะหลัง “ล้ำเส้น” เขตแดนออกมา “ปะทะเดือด” กับผู้คนบ่อยครั้ง จนกลายเป็นปัญหาที่หลายฝ่ายพยายามหาทางออก

รูปแบบของการจัดการปัญหา “คนกับช้างป่า” ค่อนข้างหลากหลาย เช่น สร้างรั้วไฟฟ้า หรือคูน้ำ เป็นต้น เพื่อลดการ “ข้ามเส้นเขตแดน” ของช้างป่า รวมถึง “ทางเลือกใหม่” ที่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งเน้นควบคุมที่ “อารมณ์” มากกว่าควบคุม “พื้นที่” ของช้าง นั่นคือ…

ฉีดวัคซีน…ลดความก้าวร้าว!!!

“ฉัตรโชติ ทิตาราม” อาจารย์ประจำคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่ค้นคว้าเรื่องนี้ กล่าวว่า วัคซีนนี้มีชื่อว่า “จีเอ็นอาร์เอช” (GnRH vaccine) ที่จะทำปฏิกิริยาควบคุมฮอร์โมน “เทสโทสเตอโรน”(testosterone) ที่มีผลต่ออารมณ์ของช้างโดยตรง ถือเป็นมิติใหม่ที่จะควบคุมความ “ก้าวร้าว” ของช้างไม่ให้ทำร้ายคนได้ โดยการตอบสนองของช้างกับวัคซีนนั้น ถ้าเป็น “ช้างเด็ก” การตอบสนองจะดีกว่า ใช้เพียงเข็มเดียวก็เห็นผลแล้ว และไม่ต้องฉีดซ้ำหลายๆ ครั้ง แต่ “ช้างแก่” มีอายุมาก การตอบสนองจึงมีน้อย จำเป็นต้องฉีดวัคซีนหลายครั้ง และใช้ปริมาณที่สูงกว่าช้างเด็ก อีกทั้งยังต้องมีการควบคุมติดตามเป็นระยะ

“ต้องฉีดวัคซีนจีเอ็นอาร์เอช ติดต่อกันทุกเดือนเป็นเวลา 1 ปี ปริมาณที่จะฉีดให้ช้างขึ้นอยู่กับอายุ น้ำหนัก และความก้าวร้าวของช้าง บางตัวอาจใช้แค่ 2 ซีซี หรือบางตัวอาจใช้ถึง 10 ซีซี เพราะช้างมีความแตกต่างเฉพาะตัวมากๆ บางตัวฉีดวัคซีนเข้าไปก็สามารถใช้ได้แค่ในระดับหนึ่ง บางตัวฉีดแค่ 3 เข็มก็เห็นผลแล้ว โดยจากการทดลองฉีดในช้างที่ปางช้าง จ.ลำปาง และเชียงใหม่ ได้ผลค่อนข้างน่าพอใจ”

“ฉัตรโชติ” กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมามีการทดลองใช้ใน “ช้างบ้าน” บ้างแล้ว แต่สำหรับ “ช้างป่า” ต้องมีการหารือกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ว่า สามารถนำวัคซีนตัวนี้ไปใช้ได้หรือไม่ ถ้าใช้แล้วจะเกิดผลกระทบอะไรบ้าง สามารถ “ซ้ำยา” ในช้างตัวเดิมที่เกิดปัญหาได้หรือไม่ คงต้องมีการวางแผนในอนาคตกันต่อไป เพราะยอมรับว่าการทดลองใช้กับช้างป่าทำได้ยาก โดยเฉพาะการ “ฉีดซ้ำ” ในช้างตัวเดิม เพราะช้างป่ามีลักษณะรูปพรรณคล้ายกันมาก อีกทั้งอยู่รวมกันเป็น“โขลง” จึงยากที่จะจดจำได้ว่าฉีดตัวใดไปแล้ว ซึ่งวัคซีนนี้จำเป็นต้องฉีดซ้ำ จนกว่าจะควบคุมความก้าวร้าว และอาการ “ตกมัน” ของช้างได้

สำหรับผลกระทบนั้น จากการทดลองพบเพียง “ระบบสืบพันธุ์” ที่มีการหดตัวตรงบริเวณอวัยวะเพศ ทำให้ช้างไม่สามารถมีลูกได้อีก แต่ถ้าหยุดให้วัคซีนแล้วทิ้งไว้ระยะหนึ่งระบบสืบพันธุ์จะเข้าสู่ภาวะปกติ ดังนั้นนอกจากวัคซีนนี้จะช่วยลดความก้าวร้าวในช้างได้แล้ว ยังช่วย “คุมกำเนิด” ประชากรช้างไม่ให้แพร่พันธุ์มากเกินไปได้อีกด้วย

“ฉัตรโชติ” กล่าวทิ้งท้ายว่า ที่ผ่านมามีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้ช้างต้องอาละวาด “ฟาดงวงฟาดงา” เช่น ความเครียดที่เกิดจากการถูกใช้งานหนักเกินไป ถือเป็นความดุร้ายเฉพาะตัว อีกกรณี คือ “ตกมัน” ช่วงนี้ช้างจะไม่สามารถควบคุมอะไรได้เลย จึงมีลักษณะดุร้ายมากขึ้นกว่าช่วงปกติ…

“จีเอ็นอาร์เอช” จึงถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกใหม่ที่น่าจะ
SCOOP@NAEWNA.COM

9 ปี ‘พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์’ คุ้มครองหรือลิดรอนสิทธิ์?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/223410

วันศุกร์ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

โลกทุกวันนี้อะไรๆ ก็เป็น “ดิจิตอล” ไปหมด ด้วยความที่เทคโนโลยีด้านคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เนต “ก้าวหน้าและราคาถูก” จนใครๆ ก็เข้าถึงได้ ภาครัฐในฐานะ “ผู้รักษาความสงบเรียบร้อย” จึงต้องออกกฎเกณฑ์มาควบคุมให้การใช้เทคโนโลยีเป็นไปในทางที่ถูกที่ควร สำหรับประเทศไทยก็เช่น พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ที่ใช้มาแล้ว 9 ปี ทว่าแม้กฎหมายดังกล่าวจะออกมาด้วยเจตนาดี

แต่เมื่อบังคับใช้จริง…กลับ “ผิดเพี้ยน” ไปจากเจตนารมณ์เดิม!!!

27 มิ.ย. 2559 มีการจัดเสวนาเรื่อง “เสรีภาพออนไลน์ภายใต้กฎหมายว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์” ณ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ถ.สามเสน กรุงเทพฯ ซึ่ง ผศ.สาวตรี สุขศรี อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ตั้งข้อสังเกตถึง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ 2550 ใน มาตรา 14 (1) ว่าด้วยการ “นำเข้าข้อมูลปลอมหรือข้อมูลเท็จ” โดยเจตนารมณ์เดิมนั้นต้องการเอาผิดกับพวก “มิจฉาชีพออนไลน์” เช่น การทำเว็บไซต์ปลอมขึ้นมาหลอกลวงผู้คนให้ส่งข้อมูลส่วนบุคคลหรือทรัพย์สินไปให้ เป็นต้น

ทว่าทุกวันนี้..ถูกนำไปใช้ในเชิง “ฟ้องหมิ่นประมาท” เป็นหลัก!!!

“มาตรา 14 (1) เจตนารมณ์ก็เพื่ออุดช่องว่างในการปลอมแปลงเอกสารอันเป็นเท็จ แต่ในกฎหมายอาญาเราจะตีความเอกสารว่าต้องเป็นวัตถุ แต่เมื่อมันกลายมาสู่ยุคดิจิตอล ฉะนั้นเพื่อตัดปัญหา ก็เลยมีนโยบายว่าจะต้องบัญญัติเรื่องการปลอมแปลงข้อมูลไหม? เพื่อเอาผิดกับคนปลอมแปลงข้อมูล ทำข้อมูลเท็จแล้วเอาไปเผยแพร่ในอินเตอร์เนต จะเห็นได้ชัดว่า
ไม่ได้มีเจตนารมณ์ที่จะเอาผิดการหมิ่นประมาทหรือใส่ความบุคคลอื่น” ผศ.สาวตรี กล่าว

นักกฎหมายจาก มธ. รายนี้ กล่าวต่อไปว่า เหตุที่ต้องระบุให้ชัดมิให้นำ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ไปใช้ในเรื่องหมิ่นประมาทเพราะความผิดฐานดังกล่าวตามประมวลกฎหมายอาญา “ยอมความได้” ขณะที่มาตรา 14 (1) ที่ใช้กันอยู่ขณะนี้ “ยอมความไม่ได้” ทำให้เป็นภาระต่อผู้ถูกกล่าวหา เนื่องจากหน่วยงานทั้งรัฐและเอกชน ที่ถูกสื่อมวลชนก็ดี ภาคประชาชนก็ดี “ตั้งข้อสังเกต” ความไม่ชอบมาพากลบางอย่าง มักใช้วิธี “ฟ้องปิดปาก” หรือการฟ้องหมิ่นประมาทโดยไม่ประสงค์แสวงหาความเป็นธรรม แต่ต้องการทำให้คู่กรณี “พะว้าพะวง” อยู่กับการขึ้นโรงขึ้นศาล

จนไม่อาจ “ตรวจสอบ” หน่วยงานหรือองค์กรนั้นได้!!!

เช่นเดียวกับข้อเสนอของ มูลนิธิเพื่ออินเตอร์เนตและวัฒนธรรมพลเมือง ที่ระบุว่า หากจะแก้มาตรา 14 (1) ให้ตรงกับเจตนารมณ์ของกฎหมาย ควรระบุว่า “ผู้ใดโดยทุจริต นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จทำให้ได้ไปซึ่งทรัพย์สินหรือข้อมูลส่วนบุคคลของผู้อื่น หรือทำให้ผู้อื่นทำ ถอน หรือทำลายเอกสารสิทธิ ต้องระวางโทษ…” เพราะเป็นถ้อยคำที่เข้าใจง่ายไม่ต้องตีความ

ตัวอย่างหนึ่งที่ชี้ว่าเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ไม่ใช้กับเรื่องหมิ่นประมาท คือ “คดีภูเก็ตหวาน” หรือกรณี กองทัพเรือ ฟ้องหมิ่นประมาท สำนักข่าวภูเก็ตหวาน เนื่องจากเผยแพร่รายงานพิเศษจากสำนักข่าวรอยเตอร์ (Reuters) เรื่องทหารไทยรับผลประโยชน์จากการค้ามนุษย์ผู้อพยพทางเรือ โดยดำเนินคดีในความผิดฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา และตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14

วันที่ 1 ก.ย. 2558 ศาลจังหวัดภูเก็ตมีคำพิพากษา คดีหมายเลขดำที่ 2161/2557 โดยในส่วนข้อกล่าวหาตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 ศาลระบุว่า การนำข้อความจากสำนักข่าวรอยเตอร์เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์
ไม่ปรากฏว่าข้อความใดเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอม หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ ในประการที่น่าจะเกิดความ
เสียหายต่อความมั่นคงของรัฐ หรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกต่อประชาชน และไม่เป็นความผิดตามหมวดความมั่นคงของประมวลกฎหมายอาญา นอกจากนี้ยังกล่าวอย่างชัดเจนด้วยว่า..

เจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ไม่ได้มุ่งเอาผิดกับความผิดฐานหมิ่นประมาท!!!

เพราะเป็นความผิดที่ได้บัญญัติไว้แล้วในประมวลกฎหมายอาญา “มาตรา 328”!!!

แต่ที่ “น่าห่วงกว่า” คือ (ร่าง) พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ฉบับแก้ไข (26 เม.ย. 2559) ที่เร็วๆ นี้จะเข้าสู่การพิจารณาของ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่ง อาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล ผู้ประสานงานเครือข่ายพลเมืองเนต มูลนิธิเพื่ออินเตอร์เนตและวัฒนธรรมพลเมือง ตั้งข้อสังเกต อาทิ มาตรา 8 ที่เป็นการแก้ไขมาตรา 14 ของกฎหมายเดิม

โดยเพิ่มเติมคำว่า “ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ-ความปลอดภัยสาธารณะ” เข้าไป แต่ไม่มีนิยามชัดเจนของความมั่นคงปลอดภัยดังกล่าว จึงเสนอให้ระบุให้ชัดด้วย เช่น ใช้คำว่า “โครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญอย่างยิ่งยวด” ซึ่งมุ่งเอาผิดกับผู้ที่โจมตีหรือก่อกวนระบบสาธารณูปโภคต่างๆ อันกระทบต่อความมั่นคงของรัฐเป็นสำคัญ

หรือ มาตรา 14 ที่เป็นการแก้ไขมาตรา 20 ว่าด้วยการ “บล็อกเว็บไซต์” ของกฎหมายเดิม โดยใน “(4)” ให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐเพิ่มเติมคือ “ลบหรือปิดกั้นข้อมูลบนอินเตอร์เนตได้ แม้จะไม่ผิดกฎหมายก็ตาม” ด้วยเหตุผลคือ “กระทบต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดี” ประเด็นนี้ สุรางคณา วายุภาพ ผู้อำนวยการพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) กล่าวว่า ในคณะกรรมาธิการพิจารณากฎหมายฉบับนี้เองก็มีข้อถกเถียงอยู่มาก

“ขัดต่อความสงบแม้ไม่ขัดต่อกฎหมาย…หมายความว่าอย่างไร? อันนี้เป็นประเด็นที่ถกกันพอสมควร เข้าใจว่า
ในระหว่างพิจารณายังไม่เสร็จก็มีการเปิดรับฟังความคิดเห็นเพื่อจะได้พิจารณาอย่างรอบคอบ ประเด็นนี้ซึ่งมีคนห่วงใยมากที่สุด ว่าถ้าเขียนแบบนี้ในอนาคตจะไปกระทบกับการใช้สิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานเหมือนกัน มันจะมีบทเรียนแบบมาตรา 14 (1) หรือเปล่า? ที่ใช้ในการหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาทางอินเตอร์เนต

ในส่วนของกรรมการกลั่นกรองก็มีคำถามว่าให้รัฐมนตรีแต่งตั้ง อันนี้ก็อาจเป็นปัญหาที่หลายๆ คนอาจจะไม่สบายใจ ก็จะต้องมีการทบทวนว่ามันจะยังมีอยู่ไหม? ถ้าจะมีอยู่จะต้องแก้ไขอย่างไร? เพื่อให้เกิดความสบายใจที่สุดว่าการบังคับใช้กฎหมายนี้ปราศจากอำนาจทางการเมืองแทรกแซง” ผอ.สพธอ. ระบุ

ซึ่งเรื่องเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นนั้น “สำคัญมาก” หากดูจากนานาอารยประเทศ โดย ดร.จอมพล พิทักษ์สันตโยธิน อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ยกตัวอย่างอังกฤษ ที่การแสดงความคิดเห็นต่างๆ แม้จะไปกระทบต่อชื่อเสียงของบุคคลอื่น แต่หากความคิดเห็นนั้น “เป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะโดยแท้” รัฐบาลไม่สามารถออกกฎหมายมาควบคุมได้ หรือหากเกิดการฟ้องร้องขึ้นศาลก็อาจจะไม่รับพิจารณา

เช่นเดียวกับ ผศ.สาวตรี ยกตัวอย่าง เยอรมนี ที่แม้รัฐจะมีอำนาจปิดกั้นการเข้าถึงเว็บไซต์ต่างๆ ที่ไม่เหมาะสม แต่เมื่อปิดกั้นแล้วก็ต้องฟ้องต่อศาลด้วยเพื่อพิสูจน์ว่า “ที่ปิดไปสมควรจริงไหม?” หากศาลตัดสินว่าไม่สมควร ก็จะต้อง “ปลดบล็อก”
ให้ประชาชนเข้าถึงได้ตามปกติ ต่างกับไทยที่ “ปิดแล้วปิดเลย” ไม่มีการทบทวน

“การใช้มาตรา 20 ปิดแล้วก็จบ ไม่มีใครฟ้องอะไรกันต่อ อันนี้มันก็จะเกิดการปิดไปเรื่อยๆ คุยกันเองปิดกันเองไปเรื่อยๆ ในต่างประเทศไม่เป็นแบบนี้ ปิดแล้วฟ้องแล้วมาพิสูจน์กัน มันต้องมีมาตรการแบบนี้เพื่อไม่ให้ปิดเว็บไซต์กันอย่างพร่ำเพรื่อ คือเขามีมาตรการ แต่มาตรการเขาชัด และปิดกั้นพร่ำเพรื่อไม่ได้” ผศ.สาวตรี ฝากทิ้งท้าย

หมายเหตุ : ดูร่าง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ได้ที่ http://library.senate.go.th/document/mSubject/Ext52/52708_0001.PDF

SCOOP@NAEWNA.COM

‘โลกร้อน-อากาศแปรปรวน’ เรื่องใหญ่..อย่ามองว่า‘ไกลตัว’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/223228

วันพฤหัสบดี ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 02.00 น.

“หากเราไม่พยายามกระทำการใดๆ เพื่อที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้มากกว่าที่ได้กระทำอยู่ในขณะนี้ ก๊าซเรือนกระจกก็จะเพิ่มไปเรื่อยๆ ตามการขยายตัวของประชากรและเศรษฐกิจ กรณีที่เลวร้ายที่สุดที่อาจเกิดขึ้น คือภายในปี 2643 (ค.ศ.2100) อุณหภูมิเฉลี่ยของทั้งโลกจะสูงขึ้นอีก 3.7 ถึง 4.8 องศาเซลเซียส”

นี่คือ “คำเตือน” จากรายงานของ คณะทำงานระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change-IPCC) ประจำปี 2557(ค.ศ.2014) ซึ่งส่งผ่านไปยังผู้คนในประเทศต่างๆ ให้ตระหนักถึงภัยจาก “ก๊าซเรือนกระจก” ที่ทำให้โลกใบนี้อุณหภูมิสูงขึ้น

และไม่ต้อง “รอ” ถึงอนาคต..เพราะขณะนี้ “ผลกระทบ” เกิดแล้ว!!!

ดร.พิมลรัตน์ เทียนสวัสดิ์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาชีววิทยา-นิเวศวิทยา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) ให้สัมภาษณ์กับ “สกู๊ปแนวหน้า” โดยกล่าวว่า นักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาประเด็นภาวะอากาศแปรปรวน ให้น้ำหนักไปที่ “พฤติกรรมของมนุษย์” ตั้งแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมว่าเป็น “ตัวเร่ง” ปริมาณก๊าซเรือนกระจกให้สูงขึ้น อาทิ การใช้เชื้อเพลิงจากน้ำมัน ซึ่งผลกระทบจริงๆ ไม่ได้มีแต่โลกร้อน หรืออุณหภูมิสูงขึ้นเพียงด้านเดียวเท่านั้น

แต่ยังมี “โลกหนาว” หรืออุณหภูมิ “ลดต่ำลงกว่าที่เคยเป็น” ในหลายพื้นที่อีกด้วย!!!

ดร.พิมลรัตน์กล่าวต่อไปว่า สำหรับประเทศไทย เคยมีการพยากรณ์ไว้ว่า “กรุงเทพฯ อาจจมน้ำ” สืบเนื่องจากระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะเป็นถึงขั้นนั้นหรือไม่ก็เป็นเรื่องของอนาคต แต่ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนคือ “พื้นที่เกษตรได้รับผลกระทบ” เพราะเมื่อน้ำทะเลหนุนสูง เกลือจากทะเลย่อมเข้ามาเจือปนในผืนดินด้วย โดยเฉพาะพื้นที่ใกล้ปากแม่น้ำถือว่า “มีความเสี่ยงสูง” เนื่องจากมีประชาชนประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นจำนวนมาก

“วิถีชีวิต” ต้องเปลี่ยน..เพราะไม่สามารถ “ดำรงชีพแบบเดิม” อีกต่อไป!!!

“หลักฐานมันชี้ไปที่ก๊าซเรือนกระจกคือตัวการทำให้สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง ซึ่งมีหลายหน่วยงานที่หารือกันเรื่องนี้ เช่น ลดการตัดไม้ทำลายป่า ปลูกป่าเพิ่ม เพราะต้นไม้เป็นตัวที่คอยดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ หรือจัดการอุตสาหกรรมให้คอยตรวจสอบว่ามีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่าไร คือต้องช่วยกันในทุกภาคส่วน

ทุกคนรับรู้ว่าสภาพภูมิอากาศทุกวันนี้มีความเปลี่ยนแปลงสูงขึ้นจนสามารถสัมผัสได้ เพียงแต่เราไม่ได้ทำอะไรเท่านั้น อาจเพราะไม่รู้ว่าทำอย่างไรถึงจะช่วยลดปัญหานี้ได้ อยากให้ทุกคนศึกษาหาความรู้ตรงนี้เพิ่มเติมเพราะมันกระทบถึงเราโดยตรงแน่นอน และเริ่มเปลี่ยนแปลงที่ตัวเราในการช่วยดูแลธรรมชาติก่อนและคนอื่นก็จะเริ่มทำตามเราเอง เช่น การใช้วัสดุจากธรรมชาติหรือไม่สนับสนุนการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ เพียงเท่านี้ก็ช่วยลดก๊าซเรือนกระจกได้แล้ว” นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมจาก มช. กล่าว

เช่นเดียวกับเมื่อบ่ายวันที่ 23 มิ.ย. 2559 มีการจัดเสวนาเรื่อง “โลกร้อน,สังคมผู้สูงอายุ,ภาคเกษตรที่สั่นคลอน : ภาคประชาสังคมทำอะไรอยู่?” ณ ศูนย์ประชุมสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์หลักสี่ กทม. ซึ่ง ศรีสุวรรณ ควรขจร ผู้อำนวยการมูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ กล่าวว่า ไม่ต้องไปดูที่ไหนไกล แค่ต้นปี 2559 ที่ผ่านมา ก็เห็นชัดแล้ว

ประเทศไทย “ร้อน” อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน!!!

“ผมอายุ 60 แล้ว ก็ไม่เคยเจออากาศที่ร้อนแบบนี้มาก่อน แล้วอุณหภูมิสูงสุดของไทยนี่ทำลายสถิติเท่าที่เคยบันทึกมา แล้วไม่ใช่แค่ร้อน แต่มันแล้งด้วย คือปกติช่วงหมดหน้าหนาวไปจนถึงสงกรานต์มันจะต้องมีฝนสัก 2-3 ครั้ง แล้วมันจะช่วยบรรเทาความแห้งแล้ง ช่วยลดอุณหภูมิได้ ปรากฏว่าปีนี้มันร้อนต่อเนื่อง ไม่มีฝนเลยยาวนานถึง 4 เดือน มันจึงร้อนจริงๆ แบบที่ไม่เคยมีความรู้สึกว่ามันร้อนมากขนาดนี้” ศรีสุวรรณ กล่าว

สอดคล้องกับข้อมูลจาก กรมอุตุนิยมวิทยา ที่ระบุว่า เดือนเมษายน 2559 ที่ผ่านมา อุณหภูมิสูงสุดของไทย วัดได้ 44.6 องศาเซลเซียส ณ วันที่ 28 เม.ย. 2559 ซึ่ง “ทุบสถิติ” อุณหภูมิสูงสุดเท่าที่ประเทศไทยเคยบันทึกมา คือเมื่อวันที่ 27 เม.ย. 2503 ในวันนั้นวัดได้ 44.5 องศาเซลเซียส นอกจากนี้ อุณหภูมิเฉลี่ยของไทยประจำเดือนเมษายน ในปี 2559 วัดได้ที่ 38.3 องศาเซลเซียส ทำลายสถิติเดิมเมื่อปี 2526 และปี 2535 ที่วัดได้ 37.5 องศาเซลเซียส

“แล้งทั้งแผ่นดิน” ถ้วนหน้าทั่วทุกภูมิภาค!!!

สัญญาณเตือนอีกอย่างหนึ่งที่พบถี่ขึ้นในระยะไม่กี่ปีมานี้คือ โรคลมแดด (Heat Stroke) อันเป็นผลมาจาก “คลื่นความร้อน” (Heat Wave) ซึ่งข้อมูลจาก สำนักเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ กรมควบคุมโรค ระบุว่า ระหว่างกลางเดือนกุมภาพันธ์ ถึงกลางเดือนพฤษภาคม “ฤดูร้อน” ของทุกปีเป็นเวลาที่ขั้วโลกเหนือหันเข้าหาดวงอาทิตย์ ทำให้ประเทศไทยได้รับความร้อนเต็มที่ ทว่าก็มีปัจจัยอื่นที่ช่วย “เพิ่มความร้อน” ทั้งก๊าซเรือนกระจกที่นับวันมีแต่จะสูงขึ้นเรื่อยๆ และยิ่งปีไหนที่มีปรากฏการณ์ “เอลนิโญ” (El Nino) ปีนั้นความร้อนก็จะยิ่งสูงขึ้นไปอีก

“เด็กเล็ก-คนชรา” ล้วนแต่มี “ความเสี่ยง” เพราะร่างกายไม่แข็งแรง!!!

ผอ.มูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ อ้างถึงผลการศึกษาของ องค์การอนามัยโลก (WHO) ที่ระบุว่า 20-30 ปีมานี้ผู้สูงอายุไทยตายด้วยโรคลมแดดเฉลี่ยปีละ 3 คนต่อประชากรแสนคน และคาดว่าอีก 30-40 ปีข้างหน้า อาจจะพุ่งขึ้นไปถึงปีละ 60 คนต่อประชากรแสนคน หรือ “เพิ่มขึ้นกว่า 20 เท่า” นอกจากนี้ระยะหลังๆ ก็ยังพบว่า..

“วัยแรงงาน” ที่ทำงาน “กลางแจ้ง” กลายเป็นกลุ่มเสี่ยงกลุ่มใหม่เช่นกัน!!!

ไม่เว้นแม้แต่ “เยาวชน” ที่ในอนาคตอาจจะ “ร้อนจนเรียนไม่รู้เรื่อง”!!!

“กลุ่มเปราะบางที่ไม่น่าเชื่อเลยคือวัยแรงงาน แต่เขาต้องทำงานกลางแจ้ง ในไทยมีอยู่เยอะเลย เช่น แรงงานก่อสร้างหรือเกษตรกร คนพวกนี้จะป่วยมากขึ้นเพราะมันร้อนขึ้น แล้วพวกนี้ก็จะแก่เร็ว ประสิทธิภาพในการทำงานจะลดลง แล้วจะกระทบครอบครัวของเขา แล้วมันร้อนอย่างนี้เด็กก็จะไม่มีสมาธิในการเรียนและโรงเรียนก็คงไม่สามารถติดแอร์ให้เด็กได้ทุกห้องเรียนแน่นอน” ศรีสุวรรณ กล่าวถึงกลุ่มน่าเป็นห่วง

ด้าน วนัน เพิ่มพิบูลย์ ผู้แทนจากกลุ่ม Climate Watch Thailand กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้วันพรุ่งนี้ทั้งโลกเลิกทำพฤติกรรมดังกล่าวทั้งหมด มนุษย์ก็ยังคงต้องอยู่ร่วมกับมันไปอีกนานจากมลพิษที่ตกค้าง นี่จึงเป็น “เรื่องใหญ่” ที่ไม่ว่าจะเป็นใคร วัยไหน หากเป็นประชากรโลกใบนี้ก็ต้องตระหนัก

แต่จะทำให้ “เข้าใจง่าย” สำหรับ “คนทั่วไป” ที่ไม่ใช่นักวิชาการได้อย่างไร?

“ชาวบ้านรู้ว่าธรรมชาติมันมาตอนไหน แต่ตอนนี้มันผิดปกติเพราะก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มันเพิ่มขึ้น เราไม่รู้ว่าก๊าซมันจะเพิ่มขึ้นไปอีกเท่าไร เนื่องจากชาวบ้านอาจจะบอกว่าทุกทีฤดูนี้เกิดขึ้นแบบนี้แหละ คือมันมีฝนตกต้องไม่ตามฤดูกาลนะ มันมีเรื่องภัยแล้งเพิ่มสูงขึ้นและยาวนานขึ้น อนาคตเราจึงไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น การสื่อสารจึงสำคัญมาก อาจจะต้องร่วมมือกับนักวิทยาศาสตร์ มานั่งจับเข่าคุยกัน” ผู้แทนกลุ่ม Climate Watch Thailand ฝากทิ้งท้าย

 

เปิด‘คาถากันภัย’โจรไซเบอร์ ‘มนุษย์เฟซบุ๊ค’…ท่องให้แม่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/223042

วันพุธ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

เพียงปลายนิ้วสัมผัส…

อะไรๆ ในยุคโลกไร้พรมแดน อย่างการทำธุรกรรมการเงิน เช่น “โอนเงิน-เช็คยอดเงิน” รวมถึงการติดต่อสื่อสารในโลกออนไลน์ โดยเฉพาะ “เฟซบุ๊ค” ที่เพียงใช้ปลายนิ้วสั่งการผ่านสมาร์ทโฟน หรือคอมพิวเตอร์ ทุกอย่างก็ดูจะง่ายไปเสียหมด

ทว่า…ความง่ายที่เกิดขึ้นกลับกลายเป็นช่องโหว่ให้ “แก๊งต้มตุ๋น” ใช้ “สวมรอย” ล่าเหยื่อ ซึ่งปัจจุบันถือเป็น “ภัยคุกคาม” ที่กำลังแพร่ระบาด และไม่อาจมองข้าม!!!

“พล.ต.ต.ศุภเศรษฐ์ โชคชัย” ผู้บังคับการกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี(ผบก.ปอท.) กล่าวว่า ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาเกิดคดี “แฮกเฟซบุ๊ค-อีเมล์” เป็นจำนวนมาก โดยคนร้ายจะแฮกเฟซบุ๊คของเหยื่อ แล้วสวมรอยไปหลอกคนอื่นให้“โอนเงิน” ให้ โดยใช้วิธีขโมย “พาสเวิร์ด” เฟซบุ๊ค ดังนี้ 1.เดาจากเลขวันเดือนปีเกิด หรือหมายเลขโทรศัพท์

2.สร้างหน้า “เพจปลอม” ให้เหมือนหน้าเพจเฟซบุ๊คของเหยื่อ แล้วส่งมาแจ้งว่าพาสเวิร์ดของเหยื่อกำลังจะ“หมดอายุ” หรืออ้างว่ามีคนร้ายกำลังจะแฮกเฟซบุ๊คของเหยื่อ เพื่อความปลอดภัยให้เหยื่อคลิกไปตามลิงค์ที่คนร้ายให้มาเพื่อเปลี่ยนพาสเวิร์ดใหม่ เมื่อคลิกแล้วหน้าเพจนั้นจะให้ใส่ทั้งพาสเวิร์ดเก่าและใหม่ ซึ่งจะทำให้คนร้ายได้พาสเวิร์ดของเหยื่อไปทันที

3.ปล่อย “สปายแวร์” เข้าเครื่องคอมพิวเตอร์เหยื่อ ซึ่งจะทำให้คนร้ายเข้าถึงข้อมูลของเหยื่อที่อยู่ในคอมพิวเตอร์ได้ทุกอย่าง แปลว่าคนร้ายจะรู้พาสเวิร์ดของเหยื่อได้ทันที

“เหยื่อส่วนใหญ่เป็นผู้ใช้งานเฟซบุ๊คที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป เพราะมักตั้งพาสเวิร์ดเป็นวันเดือนปีเกิด หรือหมายเลขโทรศัพท์ เพื่อป้องกันการลืม แต่เป็นการง่ายที่คนร้ายจะหาข้อมูลเหล่านี้ได้บนอินเตอร์เนต จึงขอเตือนประชาชนว่าห้ามตั้งพาสเวิร์ดแบบนี้เด็ดขาด และการให้ข้อมูลพาสเวิร์ดของเราตามลิงค์ต่างๆ ที่ส่งมาก็ไม่ควรทำอย่างยิ่ง” ผบก.ปอท. กล่าว

ปัจจุบันกลุ่มมิจฉาชีพสามารถ “ฉก” พาสเวิร์ดของเหยื่อได้ง่ายๆ ดังนั้นแค่พาสเวิร์ดอย่างเดียว “เอาโจรไม่อยู่” อีกต่อไป ทางสถาบันการเงิน รวมถึงทางเฟซบุ๊ค จึงได้เพิ่ม One Time Password หรือ “ระบบ OTP” ซึ่งเป็นชุดรหัสผ่านใช้ครั้งเดียวที่สร้างขึ้นเพื่อความปลอดภัยในการทำธุรกรรมทางอินเตอร์เนต โดยทำได้ง่ายๆ แค่เข้าเฟซบุ๊คไปกดเปิดการใช้ระบบนี้ และหากมีเพื่อนในเฟซบุ๊คส่งข้อความมาขอให้โอนเงินไปให้ ผู้ใช้เฟซบุ๊คต้อง “โทร.เช็ค” เจ้าตัวโดยตรงทุกครั้ง เพราะข้อความดังกล่าวอาจถูกส่งมาจากคนร้ายที่แฮกเฟซบุ๊คเพื่อนเราไป

“เสียเวลาโทร.เช็คแค่นิดเดียว…ดีกว่าต้องเสียสตางค์ให้โจรไปฟรีๆ”

สำหรับ “บริษัท” ที่ต้องติดต่อซื้อขายกับต่างประเทศผ่านทาง “อีเมล์” ก็มีความเสี่ยงสูงที่จะถูก “โจรไซเบอร์” แฮกพาสเวิร์ดอีเมล์ เพื่อเข้าไป “เปิดดีล” กับบริษัทคู่ค้าได้ แล้วรอจนถึงเวลาที่เหยื่อสั่งซื้อสินค้า และต้องโอนเงินค่าสินค้าไปให้บริษัทคู่ค้า จังหวะนั้นโจรจะ “สวมรอย” เป็นบริษัทคู่ค้าแล้วส่งอีเมล์มาแจ้งเหยื่อว่าได้เปลี่ยนบัญชีรับโอนเงินเป็นบัญชีใหม่ซึ่งแท้จริงแล้ว คือ “บัญชีโจร” ดังนั้นบริษัทต่างๆ จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้อง “ตั้งค่า” ความปลอดภัย เพื่อ
ไม่ให้โจรเข้าถึงอีเมล์บริษัทได้

บริษัท-ห้างร้านต่างๆ ที่ต้องติดต่อคู่ค้าทางอีเมล์ให้ “จำขึ้นใจ” ไว้ 2 ข้อ คือ 1.จะใช้แค่พาสเวิร์ดในการเข้าอีเมล์ไม่ได้ แต่ต้องใช้ระบบความปลอดภัยอีกหนึ่งอย่างที่ “คุณรู้ แต่โจรไม่รู้”ร่วมด้วย เช่น GMAIL, HOTMAIL หรือ YAHOO จะส่ง “รหัสพิเศษ” มาให้ทางข้อความมือถือ เพื่อใส่ควบคู่กับพาสเวิร์ดไปด้วย นับเป็นระบบความปลอดภัย 2 ชั้น และ2.หากบริษัทที่เคยส่งสินค้ามีอีเมล์แจ้งมาว่าได้เปลี่ยนเลขบัญชีการโอนเงินไปยังบัญชีใหม่ “ห้ามเชื่อ” เด็ดขาด ต้องโทร.ไปเช็คก่อนทุกครั้ง

“ผบก.ปอท.” ยังแนะนำ “คาถากันภัยผู้ใช้อีเมล์และมนุษย์เฟซบุ๊ค” เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ คือ “3 ห้าม” ได้แก่ 1.ห้ามมึน คือ อย่าเป็นผู้ใช้งานเพียงอย่างเดียว ควรหาความรู้ป้องกันอาชญากรรมใหม่ๆ ด้วย 2.ห้ามซื่อ ควรเป็นคนช่างสังเกต ไม่หลงเชื่ออะไรง่ายๆ เพราะทุกสิ่งในโลกออนไลน์สามารถปลอมได้ และ3.ห้ามขี้เกียจ ควรเปิดตั้งค่าระบบความปลอดภัยเพิ่มเติม

“5 อย่า” ได้แก่ 1.อย่าตั้งพาสเวิร์ดง่ายๆ จากข้อมูลส่วนตัว 2.อย่าเซฟพาสเวิร์ดไว้ในเครื่อง 3.อย่าคลิกอะไรที่ไม่คุ้นเคยหรือติดตั้งโปรแกรมอะไรที่ไม่รู้จัก 4.อย่าใช้ wifi ที่ไม่รู้จัก และ 5.อย่าโลภหรือเชื่อว่าสามารถได้อะไรมาโดยง่าย

“4 ตรวจ” ได้แก่ 1.ตรวจสอบข้อมูลก่อนซื้อ2.ตรวจสอบ URL ให้ดีก่อนทำธุรกรรม 3.ตรวจสอบเจ้าของโปรแกรมให้ดีก่อนติดตั้ง และ 4.ตรวจสอบข้อมูลและคิดให้ดีก่อน “ไลค์ โพสต์ แชร์ คอมเม้นต์”

“3 ต้อง” ได้แก่ 1.ต้องล็อกหน้าจอทุกครั้งที่ไม่ได้ใช้เครื่อง2.ต้องล็อกพาสเวิร์ด 2 ชั้น และ 3.ต้องใช้โปรแกรม Private Gallery สำหรับเก็บรูปส่วนตัว

ขณะที่ “พ.ต.อ.สมพร แดงดี” รอง ผบก.ปอท. กล่าวว่า เนื่องจาก “แฮกเกอร์” ไม่สามารถเจาะระบบการโอนเงินของธนาคารได้ จึงได้หันมาใช้การเจาะไปยังตัวบุคคล หรือบริษัทที่จะโอนเงินแทน โดยใช้ “อีเมล์ สแกม” (E-mail Scam) คือ ส่งอีเมล์จำนวนมากไปหาเหยื่อกลุ่มใหญ่ ภายในอีเมล์จะมีเนื้อหาเชิญชวน โน้มน้าว ทำให้เหยื่อเชื่อมั่น เช่น ชวนร่วมลงทุนด้วย เป็นต้น ซึ่งความเสียหายที่เกิดขึ้นถือเป็นความสูญเสียทางเศรษฐกิจอย่างร้ายแรง และเงินที่สูญไปส่วนใหญ่จะถูก “ถ่ายโอน” ออกนอกประเทศ ทำให้ติดตามคืนยาก ซึ่ง “สถาบันการเงิน” สามารถช่วยเหลือประชาชนได้ด้วยการป้องกันตั้งแต่เริ่ม “เปิดบัญชี”

“ธนาคารต้องให้ความสำคัญกับการเปิดบัญชี คือ ตรวจสอบว่าลูกค้ามาเปิดเพื่อตัวเอง หรือเปิดให้ผู้อื่นใช้ในทางทุจริตหรือไม่ หลักฐานต้องชัดเจน เจ้าหน้าที่สามารถเข้าถึงข้อมูลตรวจสอบได้ และต้องผ่านเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนสอบสวน เพื่อให้แน่ชัดว่าข้อมูลนั้นเป็นความจริง” พ.ต.อ.สมพร กล่าว

“คาถาป้องกันภัย” ข้างต้นถือเป็นคำแนะนำที่ผู้ใช้อีเมล์ และ “มนุษย์เฟซบุ๊ค” ไม่อาจมองข้าม และสมควรนำไปปฏิบัติ เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อเหล่าอาชญากรไซเบอร์ที่นับวันจะอาละวาดหนัก…

อย่างน้อยที่สุด…“กันไว้ ดีกว่าแก้”!!!

 

SCOOP@NAEWNA.COM

‘เชื้อดื้อยา’ภัยเงียบสังคมไทย ‘ใช้พร่ำเพรื่อ-ซื้อกินเอง’ระวัง!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/222836

วันอังคาร ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 02.00 น.

“พะยาธิธัมโมมหิ พะยาธิง อะนะตีโต – เรามีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา จะล่วงพ้นความเจ็บไข้ไปไม่ได้”

คำสอนบทหนึ่งของ พระพุทธเจ้า องค์พระศาสดาแห่งศาสนาพุทธ ที่สะท้อนถึง “ความเจ็บไข้ได้ป่วย” ว่าเป็น “สัจธรรมของสัตว์โลก” ไม่ว่าใครก็ต้องประสบพบเจอไม่มากก็น้อย หนักบ้างเบาบ้าง อย่างไรก็ตาม เพราะมนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีสติปัญญาสูง สามารถเรียนรู้และคิดค้นสิ่งใหม่ๆ ได้ มนุษย์จึงพยายามค้นคว้าหาสารต่างๆ ทั้งจากธรรมชาติบ้าง จากการสังเคราะห์บ้าง เพื่อเป็น
“ยารักษาโรค” บรรเทาอาการเจ็บป่วย

“ยา” จึงถือเป็น “ความหวัง” ในการมีชีวิตอยู่..เป็น “ปัจจัย 4” ของมนุษย์!!!

แต่จะเกิดอะไรขึ้น..หากยานั้นไม่สามารถ “เอาชนะโรคภัย” ได้อีกแล้ว?!!!

เมื่อ 23 มิ.ย. 2559 ที่ผ่านมา ณ อาคารศศนิเวศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผศ.นพ.กำธร มาลาธรรม รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลรามาธิบดี ในฐานะประธานคณะทำงานด้านยาปฏิชีวนะ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่าปัจจุบันมีผู้ป่วยในโรงพยาบาลที่เสียชีวิตจากการติดเชื้อดื้อยาปีละ 45,000 คน และยังพบการติดเชื้อดื้อยาในผู้ป่วยที่ไม่ได้อยู่ในโรงพยาบาลมีจำนวนมากขึ้น

สาเหตุมาจากการ “ใช้ยาพร่ำเพรื่อ” โดยเฉพาะ “ยาต้านแบคทีเรีย”!!!

“การติดเชื้อดื้อยามีผลทำให้การรักษายุ่งยาก เพราะต้องรักษาด้วยยาที่แพงกว่าปกติหรืออาจต้องฉีดยาวันละหลายครั้ง ซึ่งผู้ป่วยต้องเดินทางมาโรงพยาบาลหรือต้องอยู่ในโรงพยาบาลเพื่อฉีดยา แทนที่จะใช้ยารับประทานอยู่ที่บ้าน ต้นตอของปัญหาคือเชื้อดื้อยาจากการใช้ยาต้านแบคทีเรียที่มากเกินความจำเป็น และใช้อย่างไม่ถูกต้อง เพราะสามารถหาซื้อยาเหล่านี้ได้ทั่วไป” รอง ผอ.รพ.รามาธิบดี กล่าว

สอดคล้องกับการเปิดเผยของ ผศ.ภญ.ดร.นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี ผู้จัดการศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย.) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ระบุว่า ในแต่ละปีคนไทยติดเชื้อแบคทีเรียที่ดื้อยาประมาณ 88,000 คน ในจำนวนนี้เสียชีวิตจากเชื้อดื้อยาปีละ 20,000-38,000 คนซึ่งส่งผลต่อความสูญเสียทางเศรษฐกิจถึง 46,000 ล้านบาทโดยจากการตรวจสอบรวบรวมบัญชียาที่มีส่วนผสมของยาต้านแบคทีเรีย ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับเครือข่ายนักวิชาการ แพทย์ เภสัชกร และภาคประชาชน

พบว่า “ยาอม-ยาแก้ท้องเสีย” ผสมยาต้านแบคทีเรียมากที่สุด!!!

“เราได้ทบทวนรายการยาต้านแบคทีเรียในประเทศ เพื่อคัดเลือกรายการยาที่ควรถอนทะเบียนตำรับยาออกจากประเทศไทย พบว่ามีตั้งแต่ยาอมที่ไม่ควรมีส่วนผสมของยาต้านเชื้อแบคทีเรีย เพราะ 80 เปอร์เซ็นต์ ของอาการเจ็บคอไม่ได้เกิดจากเชื้อดังกล่าวและอาจทำให้เกิดเชื้อดื้อยาในลำไส้

เช่นเดียวกับยาแก้ท้องเสียที่ 80 เปอร์เซ็นต์ เกิดจากเชื้อไวรัส รวมถึงอันตรายจากสูตรผสมของยาต้านแบคทีเรียในยาประเภทต่างๆ โดยทางเครือข่ายนักวิชาการจะยื่นหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเพื่อให้ อย. ถอนบัญชียาเหล่านี้ออกจากประเทศ” ภญ.นิยดา ระบุ

ขณะที่ ผศ.นพ.พิสนธิ์ จงตระกูล อาจารย์ภาควิชาเภสัชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายเพิ่มเติมว่า ยาอมที่มีส่วนประกอบของยาปฏิชีวนะ (ยาต้านแบคทีเรีย) โดยเฉพาะสูตรยาที่มี นีโอมัยซิน (Neomycin) เพราะยาปฏิชีวนะนีโอมัยซินไม่ออกฤทธิ์ต่อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของการเจ็บคอ แต่ออกฤทธิ์ได้ต่อแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ เมื่อกลืนยาลงไปจะชักนำให้เกิดการดื้อต่อยาปฏิชีวนะกลุ่มที่มีชื่อว่า อะมิโนกลัยโคไซด์ (Aminoglycoside) ทั้งกลุ่ม

ปกติแล้วยากลุ่มนี้จะใช้กับ “ผู้ติดเชื้อดื้อยาในกระแสเลือด”!!!

และกลุ่มที่น่าห่วงที่สุดคือ “เด็ก” ที่พ่อแม่ผู้ปกครองไม่เข้าใจวิธีการใช้ยาที่ถูกต้อง ซึ่ง รศ.พญ.ดร.วารุณี พรรณพานิชวานเดอพิทท์ ผู้แทนจากสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กล่าวว่า เด็กเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงสุดในการติดเชื้อและแพร่กระจายเชื้อแบคทีเรียดื้อยา เพราะเด็กยังมีภูมิคุ้มกันที่ยังพัฒนาไม่ได้เต็มที่ การเจ็บป่วยส่วนใหญ่ของเด็กจะเริ่มจากการติดเชื้อไวรัส

แต่ผู้ปกครอง “เข้าใจผิด” ให้ยาบุตรหลานไม่ตรงกับโรค !!!

“ผู้ปกครองไม่ทราบวิธีการดูแลรักษาเบื้องต้น จึงมักให้ยาแก้อักเสบ ซึ่งเป็นความเข้าใจผิดเพราะเป็นยาต้าแบคทีเรียยากลุ่มนี้ไม่ออกฤทธิ์ในการกำจัดเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุหลักของการเจ็บป่วยในช่วง 2-3 วันแรก”

พญ.วารุณีกล่าว พร้อมฝากถึงผู้ปกครองว่า ในเด็กปกติที่มีสุขภาพแข็งแรงดีมาก่อน เมื่อเริ่มมีอาการที่สงสัยว่าจะติดเชื้อ เช่น มีไข้ และอาการทางระบบทางเดินหายใจ หรือท้องเสีย ถ่ายเหลว ควรให้การรักษาประคับประคองตามอาการอย่างเหมาะสมเช่น ให้ยาแก้ไอ ยาลดอาการคัดจมูก ลดไข้ ในช่วงที่มีอาการเท่านั้น

ไม่ควรให้ “ยาบรรเทาอาการ” ในช่วงที่ “ไม่มีอาการ” เด็ดขาด!!!

“หากเด็กยังสามารถใช้ชีวิตได้ปกติ เช่น กินได้ เล่นได้ นอนหลับพักได้ดี ไม่จำเป็นต้องใช้ยาต้านแบคทีเรียมารับประทานเอง เพราะอาจเสี่ยงต่อเชื้อดื้อยารุนแรงจนรักษาไม่ได้ในอนาคต” พญ.วารุณี ฝากทิ้งท้าย

บทความ “อุปนิสัยการใช้ยาเองในคนไทย” ซึ่งเขียนโดย ภญ.พิณทิรา ตันเถียร เมื่อปี 2552 ระบุว่า ประชาชนจำนวนมากนิยมหาซื้อยามาใช้เองโดยไม่ผ่านการปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรด้านสาธารณสุข ซึ่งพบว่า “ผู้ป่วยร้อยละ 38.6 มีประวัติการใช้ยาปฏิชีวนะก่อนมาโรงพยาบาล” และมักเป็นการใช้ยาโดยไม่จำเป็น

พฤติกรรมเหล่านี้ทำให้เกิดปัญหาเชื้อดื้อยาได้ และเมื่อยาตัวเดิมรักษาไม่หาย ก็ต้องไปหายาตัวใหม่ที่ราคาแพงกว่ามาใช้ ทั้งนี้ในหลายกรณีกลายเป็นการ“สูญเงินโดยเปล่าประโยชน์” เพราะทำอย่างไรก็รักษาไม่หายขาด เนื่องจากไม่สามารถคิดค้นยาปฏิชีวนะมาใช้ได้ทัน

นี่เป็นอีก “ภัยเงียบ” ที่ผู้เกี่ยวข้องต้องให้ความรู้..และประชาชนก็ต้อง “ใส่ใจ”!!!

จะได้ไม่ต้องมีใคร “สูญเสีย” จากพฤติกรรมการใช้ยาแบบ “รู้เท่าไม่ถึงการณ์”!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

ส่อง’ภาษีที่ดิน’ฉบับใหม่ ‘ผู้เช่า’…จุก-กระเป๋าฉีก!!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/222642

วันจันทร์ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ค่อนข้างชัวร์แล้วว่า “เอาแน่” สำหรับ “ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง” ที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี(ครม.) เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน ที่ผ่านมา ประเด็นที่น่าสนใจ คือ “บ้านหลังแรกต่ำกว่า 50 ล้านบาทไม่ต้องเสียภาษี” ซึ่งถูกวิพากษ์ว่าเพื่อ “ลดแรงต้าน” เพราะคนมีบ้านราคาเกิน 50 ล้านบาท…

คงไม่ใช่ “ผู้มีรายได้น้อย”!!!

ข้อมูลจาก “สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง” ระบุว่า ภาษีที่ดิน “อัตราใหม่”…“ที่ดินเพื่อการอยู่อาศัย” หลังแรกไม่เกิน 50 ล้านบาท ไม่เสียภาษี ขณะที่บ้านราคา 50 ล้านบาทขึ้นไป จะเก็บส่วนที่เกินมาตั้งแต่ร้อยละ 0.05-0.1 ของราคาประเมิน ทั้งนี้เพดานภาษีอยู่ที่ร้อยละ 0.5 ของราคาประเมิน ส่วนหลังที่ 2 เป็นต้นไปเก็บตั้งแต่บาทแรก ตั้งแต่ร้อยละ 0.03-0.3 ของราคาประเมิน

ที่ดินเพื่อการเกษตร ใช้อัตราเดียวกับที่ดินเพื่ออยู่อาศัย แต่เพดานภาษีที่อยู่ที่ร้อยละ 0.2 ของราคาประเมิน, ที่ดินเพื่อการอื่นๆ เช่น พาณิชยกรรมและอุตสาหกรรม เสียภาษีตั้งแต่ร้อยละ 0.3-1.5 ของราคาประเมิน เพดานภาษีอยู่ที่ร้อยละ 2 ของราคาประเมิน และที่ดินรกร้างว่างเปล่า เสียภาษีมากที่สุด คือ ปีที่ 1-3 เสียร้อยละ 1 ของราคาประเมิน ปีที่ 4-6 เสีย
ร้อยละ 2 ของราคาประเมิน และ ปีที่ 7 ขึ้นไป เสียร้อยละ 3 ของราคาประเมิน เพดานภาษีอยู่ที่ร้อยละ 5 ของราคาประเมิน

ทั้งหมดนี้มาแทน “ภาษีโรงเรือนและที่ดิน” ที่ใช้มานาน และเป็นรายได้ให้ท้องถิ่น!!!

นักวิชาการที่ติดตามเรื่องนี้มายาวนาน อย่าง “ดร.สมชัย จิตสุชน” ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) มองว่า ภาษีที่ดินฉบับล่าสุดนี้ คงไม่กระทบกับเจ้าของบ้านที่เป็นคนทั่วไป ไม่ร่ำรวย

นอกจากนี้ แม้บ้านราคาเกิน 50 ล้านบาท ก็ยังเสียในอัตราที่ “ไม่แพง” เช่น มีบ้านราคา 60 ล้านบาท คิดภาษีแค่ส่วนที่เกินออกมา 10 ล้านบาท เสียที่ร้อยละ 0.05 คิดเป็นเงินเพียง 5,000 บาทต่อปี หรือกรณีคนมีบ้านย่านชานเมือง แล้วมาซื้อคอนโดมิเนียมใจกลางเมืองเพื่อสะดวกในการทำงาน หากราคาไม่เกิน 5 ล้านบาท แม้จะต้องเสียตั้งแต่บาทแรกในฐานะที่อยู่อาศัยหลังที่ 2 แต่ก็เสียเพียงร้อยละ 0.03 หรือปีละไม่เกิน 1,500 บาท เป็นต้น

“กระทรวงการคลังออกมาแบบนี้ คงเพื่อลดเสียงคัดค้านว่าจะกระทบคนชั้นกลางหรือไม่ ซึ่งคนชั้นกลางอาจกระทบในส่วนของที่ดินว่างเปล่า อย่างปีที่ 1-3 เสียร้อยละ 1 แล้ว ถ้ายังว่างเปล่าอีก ขึ้นปีที่ 4-6 เสียเป็นร้อยละ 2 ถือว่าเยอะพอสมควร คนชั้นกลางที่ไปซื้อที่ทิ้งไว้เพื่อหวังว่าเกษียณแล้วจะไปอยู่ ถ้าราคาสักล้านบาท ก็เจอไปปีละหมื่น ตรงนี้คงเป็นภาระมากอยู่ แต่เข้าใจว่ารัฐบาลไม่อยากให้มีที่ว่าง คือ ถ้าจะอยู่ก็รีบๆ ไปอยู่เสีย แต่ถ้ายังไม่แน่ใจว่าจะไปอยู่ อย่าเพิ่งซื้อ” ดร.สมชัย กล่าว

อย่างไรก็ตาม ภาษีที่ดินฉบับใหม่ออกมา “แทนที่” กฎหมายเก่าอย่าง พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน 2475 และ พ.ร.บ.บำรุงท้องที่ 2508 ซึ่งอัตราภาษีเดิมอยู่ที่ร้อยละ 12.5 ต่อปีคำนวณจาก “รายได้” ในการหาประโยชน์บนพื้นที่นั้น เช่น ให้ผู้อื่นเช่าเดือนละ 5,000 บาท หรือขายของได้เดือนละ 5,000 บาท เท่ากับมีรายได้ปีละ 60,000 บาท เสียภาษีร้อยละ 12.5 เท่ากับปีละ 7,500 บาท

แต่หากใช้ภาษีที่ดินฉบับใหม่ จะคำนวณตาม “ราคาประเมิน” เช่น ที่ดินไม่เกิน 20 ล้านบาท เสียภาษีร้อยละ 0.3 หรือปีละ 60,000 บาท “ไม่ว่าจะมีรายได้เท่าใด-ประกอบกิจการใดก็ตาม” ซึ่งก่อนหน้านี้ “นายสมชัย สัจจพงษ์” ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ผู้มีบ้านบนที่ดินของผู้อื่น หรือเช่าที่ดิน “จะจัดเก็บภาษีจากเจ้าของที่ผู้ให้เช่า” เช่นเดียวกับอพาร์ทเมนท์หรือห้องเช่า ก็จะจัดเก็บจากเจ้าของเช่นกัน ดังนั้น…

ผู้เช่าต้อง “จ่ายเพิ่มขึ้น” หรือไม่? อยู่ที่ “เจ้าของ” จะพิจารณา!!!

“จะจัดเก็บจากเจ้าของที่ ซึ่งเป็นการผลักภาระให้ผู้เช่าอยู่แล้ว แต่จะมากน้อยอยู่ที่เจ้าของที่ หรือเจ้าของที่อาจรับภาระให้ผู้เช่าโดยไม่เพิ่มค่าเช่า ก็เป็นไปได้หมด อยู่ที่เจ้าของที่ดิน” นายสมชัย กล่าว

คำกล่าวนี้สร้างความ “กังวลใจ” ให้กับบรรดา “ผู้เช่า” ไม่น้อย อาทิ ผู้เช่ารายหนึ่งระบุว่า ตนเช่าที่ดิน 30 ตารางวา ปลูกบ้านอยู่อาศัยเอง 1 หลัง ไม่มีบ้านที่อื่นอีก ราคาประเมินทั้งบ้านและที่ดินปัจจุบันอยู่ที่ 2 ล้านบาท ทุกวันนี้เจ้าของที่คิดค่าเช่าเดือนละ 1,000 บาท หากเป็นภาษีโรงเรือนและที่ดินแบบเก่า คิดจากรายได้จากค่าเช่าร้อยละ 12.5 ต่อปี เจ้าของที่ดินจะเสียภาษีเพียงปีละ 1,500 บาท

ทว่า…เมื่อใช้ภาษีที่ดินอัตราใหม่ หากจัดเก็บในอัตรา “ที่ดินเพื่ออยู่อาศัย” แม้จะเก็บตั้งแต่บาทแรกในฐานะที่อยู่อาศัยหลังที่ 2 เป็นต้นไป ขั้นต่ำมูลค่าไม่เกิน 5 ล้านบาท เสียภาษีร้อยละ 0.03 ต่อปี พบว่าเสียภาษีอยู่ที่ปีละ 600 บาท ถือว่า “ถูกกว่าเดิม” แต่หากจัดเก็บในอัตรา “ที่ดินเพื่อการอื่นๆ” ขั้นต่ำมูลค่าไม่เกิน 20 ล้านบาท เสียภาษีร้อยละ 0.3 ต่อปี ต้องเสียภาษีเพิ่มเป็นปีละ 6,000 บาท “แพงกว่าเดิม” 4 เท่า

“ค่าเช่า” หลังจากนี้อาจ “พุ่งขึ้น”!!!

สอดคล้องกับที่ “นายธำรง ปัญญาสกุลวงศ์” นายกสมาคมกิตติมศักดิ์และที่ปรึกษาสมาคมอาคารชุดไทย ยกตัวอย่างกรณี “ห้องเช่า” เช่น ผู้ประกอบการมีที่ดินมูลค่า 20 ล้านบาท สร้างอพาร์ทเมนท์ 100 ห้อง รวมมูลค่า 100 ล้านบาท ให้เช่าห้องละ 3,000 บาทต่อเดือน มีคนเช่า 60 ห้อง รวมรายได้ต่อเดือน 180,000 บาท หากเป็นภาษีโรงเรือนและที่ดินแบบเก่า คิดจากรายได้จากค่าเช่า ร้อยละ 12.5 ต่อปี เจ้าของที่ดินจะเสียภาษีเพียงปีละ 270,000 บาท แต่หากเป็นภาษีที่ดินแบบใหม่ คิดตามมูลค่าทรัพย์สิน “ห้องเช่าถือเป็นอาคารพาณิชย์” อาจต้องเสียภาษีเต็มเพดานที่ร้อยละ 2 ก็จะเสียเพิ่มสูงขึ้นเป็นปีละ 2 ล้านบาท

หรือต่อให้คิดในอัตรา “ร้อยละ 0.7-0.9” ตามราคาทรัพย์สินตั้งแต่ “50-1,000 ล้านบาท” ก็ยังต้องเสียภาษีอยู่ที่ “700,000-900,000 บาท” ชัดเจนว่า “แพงกว่าเดิม” อย่างมากเช่นกัน!!!

ทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นว่า แม้เบื้องต้นภาครัฐจะ “เดินมาถูกทาง”แล้วกับภาษีที่ดิน โดยการทำให้คนมีบ้านเป็นของตนเอง “ร้องไชโย” หากมีบ้านหลังเดียวและราคาไม่ถึง 50 ล้านบาทก็ไม่ต้องจ่ายภาษี แต่อย่าปล่อยให้ผู้เช่า ทั้งเช่าบ้าน-ห้อง-ที่ดินต้อง “ร้องไห้โฮ” จากอัตราภาษีที่สูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด เพราะต้องไม่ลืมว่า “ผู้เช่า” อาจมิใช่ “คนรวย”…

เป็นเพียง “รากแก้ว” ที่หาเช้ากินค่ำ!!!

หมายเหตุ : ดูอัตราภาษีที่ http://www.fpo.go.th/FPO/member_profile/it-admin/upload/file/Untitled-2.pdf

SCOOP@NAEWNA.COM