‘บ้านบางพรวด’…ตามรอยพ่อ ปฏิวัติสวน-ชีวิตด้วย‘พอเพียง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/216629

วันศุกร์ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.

“เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นแนวทางในการพัฒนาที่นำไปสู่ความสามารถในการ “พึ่งตนเอง” ระดับต่างๆ อย่างเป็นขั้นตอน ลด “ความเสี่ยง” เกี่ยวกับความผันแปรของธรรมชาติหรือการเปลี่ยนแปลงจากปัจจัยต่างๆ โดยอาศัย “ความพอประมาณ” และ “ความมีเหตุผล” บนเงื่อนไข “ความรู้” และ “คุณธรรม”

นี่คือ “หลักปรัชญา” ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสชี้แนะแนวทางการดำเนินชีวิตแก่พสกนิกรชาวไทย เพื่อให้รอดพ้นและดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน ภายใต้กระแส “โลกาภิวัตน์” และความเปลี่ยนแปลงต่างๆ จนกลายมาเป็นแนวทางปฏิบัติของผู้คนหลายภาคส่วน โดยเฉพาะ “เกษตรกร” ที่หลายรายประสบความสำเร็จ

หนึ่งในตัวอย่าง คือ “ลุงไข่” หรือ “ธรรมนูญจันทร์ภักดี” เกษตรกรดีเด่นสาขาอาชีพไร่นาสวนผสม จ.ระนอง ประจำปี 2553 ที่ “เดินตามรอยพ่อ” ทั้ง“พ่อหลวง” และพ่อผู้ให้กำเนิด

“ลุงไข่” ในวัย 58 ปี เล่าว่า บ้านเกิดเมืองนอนอยู่ จ.สุราษฎร์ธานี แต่ได้ย้ายมาทำสวนที่ อ.กระบุรี ระนอง มากกว่า 20 ปีแล้ว โดยทำ “เกษตรผสมผสาน” บนเนื้อที่ราว 30 ไร่ เพื่อต้องการใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด จึงปลูกพืชให้มีผลผลิตหลากหลาย โดยในสวนมีทั้งพืช ไม้ผล ไม้ยืนต้น พืชสมุนไพร เลี้ยงสัตว์และเลี้ยงปลา เช่น กาแฟ หมาก สะตอ ปาล์มน้ำมัน ลองกอง ผักเหลียง กลอย เป็นต้น นอกจากนี้ยังเลี้ยงหมู ไก่ และปลา ทำให้มีผลผลิตการเกษตรตลอดปี เพื่อลดความเสี่ยงจากด้าน“ราคา” ที่ไม่แน่นอน เพียงพอสำหรับกินในครอบครัวที่มีภรรยา และลูกอีก 2 คน ที่เหลือขายเป็นรายได้เลี้ยงครอบครัว ส่งลูกเรียนหนังสือ

“ทุกๆ เช้าตอนเด็กๆ ลุงจะตื่นมาช่วยพ่อทำไร่ ทำนา เลี้ยงสัตว์ เป็นประจำ จึงสั่งสมประสบการณ์เรื่อยมา และพบว่าการใช้ปุ๋ยเคมีมีผลกระทบด้านลบต่างๆ กับตัวเรา และธรรมชาติ จึงเปลี่ยนมาทำเป็นเกษตรอินทรีย์ เพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติไปถึงลูกหลาน”

ต่อมา “ลุงไข่” และชาวบ้านบางส่วนใน “บ้านบางพรวด” หมู่ 8 ต.ลำเลียง อ.กระบุรี ได้ร่วมกันตั้ง “วิสาหกิจชุมชนปุ๋ยหมักอินทรีย์ชีวภาพ” และทดลองทำปุ๋ยอินทรีย์ใช้กับแปลงผัก ผ่านไปสักระยะก็เห็นผลเมื่อพบว่าผักมีสีสดงดงาม บวกกับดินที่ค่อยๆ ดีขึ้นเรื่อยๆ จึงทำกันมาจนถึงทุกวันนี้ หลังจากนั้นไม่นาน “ลุงไข่” มีโอกาสได้ฟังวิทยุพูดถึงในหลวง จึง “จุดประกาย” แนวคิดที่จะดำเนินชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียง จึงเริ่ม “เดินตามรอยพ่อ” ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

“ปกติลุงมีพ่อผู้ให้กำเนิดเป็นต้นแบบอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาชีพ การอนุรักษ์ เมื่อได้ฟังเรื่องราวของในหลวงก็ยิ่งมีพ่อหลวงเป็นอีกหนึ่งต้นแบบ โดยเฉพาะเรื่องความพอเพียงที่ลุงพบว่าตามรอยพ่อ คือ ความสุข จึงเริ่มเดินตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง โดยจัดตั้งศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชนบ้านบางพรวดขึ้นที่สวนของลุง กระทั่งปี 2553 ได้รับการยกระดับเป็นศูนย์เรียนรู้ตามรอยพระยุคลบาท จ.ระนอง”

ด้วยสภาพพื้นที่เป็น “เชิงเขา” ธรรมนูญ จึงได้ทำสวนเป็น “ขั้นบันได” เพื่อปลูกพืชและเพื่อความสะดวกในการขึ้นไปทำงานบนสวน นอกจากนั้นเพื่อป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน “ลุงไข่” จึงนำแนวพระราชดำรัสของในหลวงมาใช้ โดยปลูก “แฝก…แนวกำแพงมีชีวิต” เพื่อดักตะกอน เศษพืช อินทรียวัตถุ ไม่ให้ไหลตามน้ำลงสู่ชั้นล่าง และลดความเร็วของกระแสน้ำ ลดการพังทลายของหน้าดินด้วย

นอกจากนี้ด้วยความที่สภาพพื้นที่ “ลาดชัน” เก็บกักน้ำไม่อยู่ “ลุงไข่” จึงสร้างบ่อเก็บน้ำขนาดบรรจุ 12,000 ลิตร บนเชิงเขาและวางระบบน้ำ ปล่อยน้ำให้พืชทั้งสวน และผสมปุ๋ยอินทรีย์น้ำด้วยเป็นการลดค่าใช้จ่าย ลดแรงงาน ส่งผลให้พืชเติบโตดี ผลผลิตดีตามไปด้วย โดยสวนเกษตรผสมผสานของ “ลุงไข่” เป็นสวนที่ “ปลอดปุ๋ยเคมี” เน้นหนักการทำปุ๋ยหมักใช้เอง

“ลุงไข่” มีการจัดการสวนและฟาร์มเป็น “เกษตรมิติใหม่”และจดทะเบียนการผลิตพืชตามระบบเกษตรดีและเหมาะสม หรือ GAP ซึ่งเป็นดั่ง “ใบรับประกัน” ถึงความปลอดภัยด้านอาหารกว่า 10 ชนิด เช่น มังคุด ลองกอง ทุเรียน กาแฟ หมาก ผักเหลียง เป็นต้น พืชผัก ผลไม้ จากสวนที่นี่จึงมั่นใจได้ว่า “ปลอดภัย ไร้สาร” 100% อีกทั้งการทำ “เกษตรผสมผสาน” ดังกล่าวยังช่วยให้ “รายได้” ของลุงไข่ และเพื่อนบ้านในกลุ่มเพิ่มสูงขึ้นด้วย เมื่อเทียบกับเงินทุนที่ลงไปไม่มากนัก

“ลุงยังจำคำสอนของในหลวงได้ขึ้นใจว่าเกษตรกรต้องพึ่งพาตนเอง จึงหันไปมองรอบๆ สวน แล้วทำตามคำสอนของพระองค์ท่าน จุดเด่นของสวนนี้ คือ การจัดการอย่างผสมผสานและสร้างความหลากหลายในพืชผัก ซึ่งความหลากหลายยังทำให้ธรรมชาติต่อสู้กันเองด้วย เช่น ปลูกต้นพริกไทยที่โคนต้นทุเรียนเพื่อไล่เชื้อรา เป็นต้น เป็นการทำสวนด้วยวิธีธรรมชาติ เป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่ได้ผล แต่คนไทยอาจหลงลืมไปแล้ว”

ความสำเร็จจากการ “ปฏิวัติ” การเกษตรรูปแบบเดิมๆมาเป็นแบบผสมผสานตามแนว “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ใช้พื้นที่อย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด ยังช่วยสร้าง “ความสามัคคี” ให้คนในชุมชนที่หันมาทำเกษตรอินทรีย์กันมากขึ้น ก่อให้เกิดการปรึกษาหารือถึงแนวทางการพัฒนา และแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น และยังทำให้สวนเกษตรของ “ลุงไข่” ถูกยกเป็น “ศูนย์เรียนรู้เกษตรพอเพียงชุมชน” มีเกษตรกรในตำบลใกล้เคียง นักเรียน นักศึกษา มาดูงานบ่อยครั้ง ขณะที่ “ลุงไข่” ยังได้รับเกียรติจากหน่วยงานราชการให้ไปเป็นวิทยากรบรรยายและสาธิตในงานประชุม สัมมนา หลายครั้งเช่นกัน

“หลายครั้งที่ลุงต้องไปเป็นวิทยากรตามโรงเรียนต่างๆ เพื่อให้นักเรียนได้รับความรู้เกี่ยวกับต้นไม้ การอนุรักษ์ทรัพยากร และระบบนิเวศน์ ซึ่งลุงภูมิใจกับการที่สิ่งที่ทำลงไปได้รับการยอมรับ และเป็นประโยชน์ต่อลูกหลาน ที่สำคัญ คือ เป็นการเดินตามรอยพ่อตามหลักบวร คือ บ้าน วัด และโรงเรียน ได้รับประโยชน์ร่วมกันทั้งหมด”

“ลุงไข่” ฝากทิ้งท้ายว่า ถึงแม้ระดับ “ความพอเพียง” ของทุกคนจะมีไม่เท่ากัน แต่ทุกคนสามารถดำเนินชีวิตตามหลักการเศรษฐกิจพอเพียงได้ เพียงแค่อยู่บนพื้นฐานของการรู้จักตนเอง รู้จักพัฒนา รู้จักพึ่งพา และดำเนินชีวิตอย่างมีสติไตร่ตรอง และแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างสุดความสามารถของตนเอง ก่อนที่คิดจะพึ่งพาผู้อื่น

นอกจากนั้น “จงช่วยเหลือซึ่งกันและกัน”

เพียงเท่านี้ก็จะนำพาทุกคนมุ่งไปสู่ความสุขทั้งกายและใจ

ชำแหละคอร์ส‘ปริญญาโหล’ ป.ตรีปีเดียว-จ่ายครบ…จบเห่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/216439

วันพฤหัสบดี ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

“บ้าใบ”…

หรือการปลูกฝังค่านิยมผิดๆที่คิดว่า “ปริญญา” เป็นใบเบิกทาง “สู่…ฝัน” เป็น “รากลึก” ของปัญหาด้านคุณภาพการศึกษาของไทยที่ยังแก้ไม่ตก ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจุบันมีนิสิตนักศึกษาจำนวนไม่น้อยที่ก้าวเข้าสู่ “รั้วมหาวิทยาลัย” เพียงหวัง “กระดาษ” แผ่นเดียว มากกว่า “วิชาการ” ที่จะได้รับ…

ยิ่ง “จบเร็ว” เท่าไรยิ่งดี!!!

“ค่านิยม” ข้างต้นเป็นช่องทางให้สถาบันการศึกษาบางแห่ง ที่มุ่งหวังเพียงปริมาณมากกว่าคุณภาพ สบโอกาสเปิดหลักสูตร “จบเร็ว” เพื่อ “ดูด” ค่าหน่วยกิตจาก“ว่าที่บัณฑิต”…

ด่วน! เรียน ป.ตรี จบได้ภายใน 1 ปี…

เรียนสะดวก จบเร็ว ประหยัดกว่า…หรือ จ่ายครบจบแน่…

เป็นตัวอย่าง “โฆษณา” ติดข้างเสาไฟฟ้า ป้ายคัทเอาท์ขนาดใหญ่ หรือตามเว็ปไซต์ต่างๆ ที่ถูกปล่อยออกมา “ล่อใจ” ผู้ที่สนใจ หลายคนตัดสินใจ “ลงทะเบียน”เรียนตามคำชวนเชื่อโดยไม่รู้ว่าหลักสูตรนั้นๆอาจไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน ไม่ได้รับการรับรองจาก “สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา” หรือ สกอ. และเป็นเพียง…

“ปริญญาโหล”!!!

“อาภรณ์ แก่นวงศ์” เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา(กกอ.) กล่าวว่า ที่ผ่านมา มีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับ “ปริญญาโหล” ทั้งจากมหาวิทยาลัยของรัฐและเอกชนเข้ามาที่ สกอ.จำนวนมาก ไม่เว้นแม้แต่มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง ส่วนใหญ่เป็นเรื่อง “มาตรฐานหลักสูตร” และสัดส่วนอาจารย์ผู้สอนที่ไม่เป็นไปตามเกณฑ์ เช่น มีอาจารย์ที่ปรึกษาและอาจารย์ควบคุมวิทยานิพนธ์ไม่เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด หรือจัดการเรียนการสอนไม่เหมาะสม คือ ไม่มีห้องสมุด หรืออุปกรณ์การเรียนการสอนไม่พร้อม เป็นต้น ซึ่งถือว่าผิดตรงที่ไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานที่ สกอ.กำหนด

“ตรงนี้เข้าข่ายหลอกลวง เพราะการเรียนการสอนไม่ได้มาตรฐาน ถือว่าไปหลอกให้ผู้เรียนเสียเงินค่าหน่วยกิต เหมือนเอาใบปริญญามาเป็นตัวล่อ ตรงนี้เป็นเทคนิคในการโฆษณาเชิญชวนให้มาเรียน โดยให้ข้อมูลไม่หมด ไม่ครบ”

เลขาธิการ กกอ. กล่าวอีกว่า เมื่อเร็วๆนี้ สกอ.เพิ่งได้รับเรื่องร้องเรียนว่ามีมหาวิทยาลัยบางแห่งในภาคเหนือ โฆษณาเกินจริงว่า “เรียนรัฐศาสตร์ 1 ปีจบ” เก็บค่าเล่าเรียน 188,000 บาท ซึ่งจากการตรวจสอบเบื้องต้นต้องบอกว่า “ไม่จริง” เพราะต่อให้เป็นหลักสูตร “เทียบโอน” ก็ต้องใช้เวลาเรียนอย่างน้อย 2 ปี จึงจะจบหลักสูตร ในกรณีเช่นนี้ถ้าพบว่าเป็นการเอาปริญญามาล่อให้เข้าเรียนโดยไม่ได้คำนึงถึงคุณภาพ จำนวนหน่วยกิต และอาจารย์ผู้สอนไม่เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด ทาง สกอ.จะตักเตือน ถ้ายังไม่ปรับปรุงจะสั่ง“ปิดหลักสูตร”

“โฆษณาเรียนปริญญาตรี 1 ปีจบ หรือเรียนปริญญาโท 6 ปี ยิ่งไม่น่าเชื่อถือ เพราะตามหลักสูตรแล้วการเรียนระดับปริญญาตรีต้องเรียน 120-150 หน่วยกิต จึงจะจบหลักสูตร ใช้เวลาเรียนมากกว่า 1 ปี การโฆษณาชวนเข้าเรียนโดยใช้ใบปริญญามาล่อถือว่าเข้าข่ายหลอกลวงผิดกฎระเบียบที่ สกอ.วางไว้ คือ เราออกมาตรฐานไปแต่มหาวิทยาลัยไม่ทำตาม แบบนี้โทษขั้นหนัก คือ สั่งปิดหลักสูตร”

“เทียบโอน”…

เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่ต้องทำความเข้าใจ ซึ่ง “อาภรณ์” บอกว่า หลักสูตรทุกระดับตั้งแต่ปริญญาตรี-เอก จะมีมาตรฐานกำหนดว่าเทียบโอนได้หรือไม่ เช่น วุฒิ ปวส. เมื่อมาเทียบโอนเรียนปริญญาตรี จากปกติที่ต้องเรียน 4 ปี จะเหลือ 2 ปี แต่หน่วยกิตระดับ ปวส.ที่จะเทียบโอนได้ ต้องตรงตามวิชาที่เรียนในหลักสูตรปริญญาตรี และ สกอ.จะมีเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรด้วยว่าผู้เรียนจะสามารถนำวิชาความรู้นั้นๆไปใช้ทำงานจริงได้มากน้อยเพียงใด

ไม่ใช่สักแต่จะมาเรียนให้จบๆ!!!

“บางสาขาวิชาจบมาแล้ว เอาวุฒิมาใช้ทำอะไรไม่ได้เลย เพราะเรียนไม่ครบหลักสูตรที่กำหนด ไม่ใช่ว่าเรียนมหาวิทยาลัยดังๆ จะรอด เพราะถ้าหลักสูตรไม่ได้มาตรฐานก็เป็นอันจบเห่”

เลขาธิการ กกอ. กล่าวอีกว่า มีมหาวิทยาลัยเพียงส่วนหนึ่ง “ลักลอบ” เปิดหลักสูตรที่ไม่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ ฝ่าฝืนกฎ สกอ. ซึ่ง สกอ.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่นๆ จะพยายามติดตามตรวจสอบ เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค สกอ.ไม่อยากเห็นใครต้อง “เสียเงิน เสียเวลา” ไปฟรีๆ กับการเรียนที่ใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้ โดย “คุณภาพการศึกษา” ไม่ได้ขึ้นอยู่ที่เรียนกี่ปีจบ แต่อยู่ที่การจัดการเรียนการสอนมีคุณภาพเพียงใด บางแห่งจัดได้แค่ให้มีเรียน แต่ไม่มีคุณภาพ ทำให้บัณฑิตที่จบมาไม่มีคุณภาพตามไปด้วย

“สมมุติว่าเรียน 1 ปี 3 ปี 5 ปี หรือ 7 ปี ก็ไม่ได้มีคุณภาพขึ้นมาได้ เพราะการศึกษาขึ้นอยู่กับการเรียนการสอนรายวิชานั้นๆ จึงอยากฝากให้ทุกสถาบันมีความรับผิดชอบ จัดการเรียนการสอนให้มีคุณภาพ เพราะกำลังคนที่จบระดับอุดมศึกษาเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไป”

ด้าน “สรนิต ศิลธรรม” รองเลขาธิการ กกอ. กล่าวว่าทุกเรื่องที่ร้องเรียนเข้ามานั้น ทาง สกอ.จะส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบ และที่ผ่านมาพบว่ามหาวิทยาลัยที่มีปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากการจัดการเรียนการสอนบางสาขา คณะ และมหาวิทยาลัยไม่ได้มาตรฐาน และไม่มีคุณภาพจริง ซึ่งทาง สกอ. จะตักเตือนไปยังมหาวิทยาลัย เพื่อให้ปรับปรุงแก้ไขให้ได้ตามเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตร

เขากล่าวด้วยว่า “รากลึก” ของปัญหาคุณภาพของมหาวิทยาลัย จนทำให้เกิดการร้องเรียนต่างๆเข้ามา เกิดจากหลายสาเหตุ แต่สาเหตุหลัก คือ การที่ประชาชนติดค่านิยมของใบปริญญา อยากได้ใบปริญญา เพราะมองว่าเป็นใบเบิกทางในการประกอบอาชีพ ขณะที่มหาวิทยาลัยมองแต่เรื่องคุ้มทุน จน “ละเลย” เรื่องคุณภาพ จึงอยากให้มหาวิทยาลัยคำนึงถึงการเรียนการสอนที่มีคุณภาพ เพิ่มสมรรถนะ และทักษะในการประกอบอาชีพ ดูแล “ลูกศิษย์” ให้เป็นคนดีของสังคม และช่วยพัฒนาประเทศชาติ

“ที่สำคัญอยากฝากเตือนไปยังผู้ปกครอง และนักเรียนทุกคนว่า ก่อนเลือกเรียนสาขา คณะ หลักสูตรของมหาวิทยาลัยใด ขอให้ตรวจสอบมายัง สกอ.ก่อน เพื่อจะได้มั่นใจว่าหลักสูตรที่จะเลือกเรียนมีคุณภาพ และได้รับการรับรองจาก สกอ.แล้ว”

คุณภาพการผลิตคนอยู่ที่ “จิตสำนึก” ของสถาบันการศึกษา เพราะถ้า “บัณฑิต” ซึ่งถือเป็นความคาดหวังของสังคมและประเทศชาติ ยังเป็นที่ “คลางแคลงใจ” ในเรื่องคุณภาพแล้ว สังคมและประเทศชาติจะพึ่งพากำลังคนในระดับนี้ หรือระดับอื่นได้อย่างไร สถาบันการศึกษาต้อง “จริงจัง…จริงใจ” ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา อย่ามุ่งเน้นเพียงเชิงปริมาณ

ไม่เช่นนั้น “ใบปริญญา” ที่ได้มา

คงเป็นแค่ “เศษกระดาษ” แปะข้างฝา!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

ส่องสถานการณ์‘วัยแสบ’ ‘รักแรก’…เข็มทิศชี้พิกัดดี-ชั่ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/216265

วันพุธ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.

“ฝุ่น” ที่สาดใส่…

“สี” ที่ถูกแต่งแต้ม…

ล้วนทำให้เด็กหรือเยาวชนที่เปรียบเสมือน “ผ้าขาว” เปรอะเปื้อน หมองหม่น ไม่ใสสะอาดอีกต่อไป รอยแล้วรอยเล่า“สะสม-ฝังลึก” กลายเป็น “รอยด่าง” ภายในจิตใจ ก่อเกิดเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับเยาวชนในหลากหลายรูปแบบบางคน “ก้าวร้าว” ชอบใช้กำลัง บางคนภายนอกเงียบขรึม แต่ลึกๆ กลับ “ดื้อตาใส” และแสดงออกในลักษณะ “เอาแต่ใจตัวเอง” หรือ “อยากลอง” ดังจะเห็นได้จากปัญหาต่างๆ ของวัยรุ่นในสังคมยุคปัจจุบัน เช่น การใช้ยาเสพติด ยกพวกตีกัน กระทั่งรุนแรงหนักๆ ถึงขั้น “ฆ่า” หรือ “ข่มขืน” เป็นต้น

บรรดา “นักจิตวิทยา” ส่วนใหญ่ลงความเห็นว่าเด็กหรือเยาวชนโดยเฉพาะช่วง “วัยรุ่น” ถือเป็น“วัยแสบ” ที่มีปัญหา “สุขภาพจิต” มากที่สุด อาจเพราะยังมี“วุฒิภาวะต่ำ” ทำให้เกิดความคึกคะนอง ไม่ยั้งคิดขาดการ “ไตร่ตรอง” ถ้ามองปัญหาที่เกิดขึ้นกับวัยรุ่นให้ลึกลงไปถึง “ราก” หนทาง “เยียวยา-แก้ไข” ให้วัยรุ่นห่างไกลจากสารพัดปัญหา อาจเป็นดั่งแค่…

“เส้นผมบังภูเขา”!!!

“นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน” ผู้อำนวยการสถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ กล่าวว่า ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในกลุ่มเด็กหรือวัยรุ่นนั้น มาจากหลายสาเหตุ แต่ส่วนใหญ่เกิดจากการเลี้ยงดูของพ่อแม่ ซึ่งถือเป็น “รักแรก” ของลูกๆ โดยกลุ่มวัยรุ่นนั้นพบปัญหาที่แก้ไขปัญหาได้ยากที่สุด คือ เรื่องการใช้ “ความรุนแรง” และอาการ “ซึมเศร้า” ซึ่งตรงนี้ส่วนหนึ่งเกิดจากการเลี้ยงดูของ “ครอบครัว”

“นพ.ทวีศิลป์” ระบุว่า อาการ หรือ “โรคซึมเศร้า” เป็นโรคทางจิตเวชอย่างหนึ่ง เป็นโรคที่ป่วยทางอารมณ์ แต่ไม่ได้หมายความว่าเป็น “บ้า” โดยจะทำให้ป่วยทางกาย จิตใจ และความคิด วัยรุ่นหรือใครก็ตามที่ป่วยเป็นโรคนี้จะรู้สึก “ท้อแท้” เหมือนคนไร้ค่า ถ้าอาการป่วยรุนแรงอาจทำให้ถึงขั้น “คิดสั้น” ฆ่าตัวตายได้ จากสถิติพบว่า ผู้ป่วยด้วยโรคนี้จบชีวิตด้วยการ “ฆ่าตัวตาย” สำเร็จมากกว่าคนทั่วไปถึง 20 เท่า

“วัยรุ่นเริ่มกล้าคิด กล้าโต้แย้ง และกล้าทำ จากเด็กว่านอนสอนง่าย อาจดูดื้อรั้น ไม่เชื่อฟัง พ่อแม่ที่ไม่เข้าใจจะคิดว่าลูกกลายเป็นเด็กก้าวร้าว ทั้งๆ ที่ไม่ใช่ พ่อแม่ต้องเข้าใจว่าเขาเพียงต้องการให้ฟังความคิดบ้าง จึงแสดงพฤติกรรมออกมาทางการกระทำและวาจา หรือเลยเถิดไปถึงขั้นทำร้ายตัวเอง หรือสิ่งของ เป็นต้น เพื่อเรียกร้องความสนใจ ดังนั้นพ่อแม่ต้องหัดฟัง หรือยอมรับเหตุผลของลูกบ้าง”

ขณะที่บางครอบครัวเลี้ยงลูกแบบ “ปล่อยปละละเลย” หรือให้ “อิสระ” มากเกินไปก็มีปัญหา เพราะจะเกิด “ช่องว่าง”ระหว่างพ่อแม่กับลูก วัยรุ่นก็จะแสดงออกแบบผิดๆ ทุกครอบครัวต้องอย่าลืมว่าวัยรุ่นเป็นวัยที่ต้องการการดูแลเอาใจใส่มากที่สุด

อีกหนึ่งปัญหาที่น่าห่วง คือ วัยรุ่นติด “โซเชียล” งอมแงม ซึ่งไม่อาจสามารถปฏิเสธได้ว่าสังคมโลกยุคปัจจุบัน คือ “สังคมก้มหน้า” และโซเชียลได้เข้ามามีอิทธิพลต่อชีวิตประจำวันของเราทุกคน ไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่ หรือเด็ก โดยเฉพาะเฟซบุ๊คและทวิตเตอร์ ที่วัยรุ่นให้ความสนใจมากกว่าเรียนเสียอีก…

“โลกโซเชียล” ทำให้เด็กห่างไกลจากครอบครัวออกไปทุกที

“นพ.ทวีศิลป์” กล่าวอีกว่า อีกหนึ่งปัญหา คือ “ละคร” ที่กระตุ้นให้วัยรุ่นเกิดการแสดงพฤติกรรม “เลียนแบบ” เช่น ฉาก “เลิฟซีน” กลางสวนสาธารณะ วัยรุ่นอาจเลียนแบบได้ ดั่งจะเห็นว่ายุคนี้วัยรุ่นมีการแสดงออกทางเพศ “โจ่งแจ้ง” มากขึ้น ที่สำคัญปัจจุบันสื่อต่างๆเข้าถึงได้ง่าย โดยเฉพาะสื่อ “ลามกอนาจาร” จึงเป็นการกระตุ้นความต้องการให้วัยรุ่นอยากรู้ อยากลองมี “เพศสัมพันธ์”
ปัญหาที่ตามมา คือ…

ชิงสุกก่อนห่าม…

ท้องก่อนวัยอันควร…

สุดท้าย…“ทำแท้ง”!!!

“ปัจจุบันวัยรุ่นเรียนรู้ที่จะมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุยังน้อย จนพลาดเกิดการตั้งครรภ์ทั้งที่ยังไม่พร้อม สุดท้ายทางออกผิดๆ คือ ทำแท้ง ซึ่งการมีเพศสัมพันธ์ในวัยรุ่นปัจจุบันต่างจากในอดีตมาก เพราะวัยรุ่นเดี๋ยวนี้มองว่าเป็นเรื่องปกติ ประกอบกับพ่อแม่ หรือผู้ปกครองยังมีความคิดคร่ำครึ มองว่าเร็วเกินไปที่จะคุยเรื่องเพศศึกษากับวัยรุ่น นั่นแหละคือความเสี่ยงที่วัยรุ่นจะท้องก่อนวัยอันควร”

“ละครสะท้อนชีวิตจริง”…

ก่อนหน้านี้ปัญหาวัยรุ่นถูกหยิบยกมาทำเป็นละครเรื่อง “วัยแสบสาแหรกขาด” ที่สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้นกับวัยรุ่นในหลากหลายรูปแบบ ละครเรื่องนี้ถือเป็น “ละครน้ำดี” ที่ขนาด “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี ยังหยิบยกมากล่าวในรายการ “คืนความสุขให้คนในชาติ” เมื่อวันที่ 25 มีนาคม ที่ผ่านมา เพื่อเชิญชวนให้ทุกครอบครัวรับชม
และแม้จะ “อวสาน” ไปแล้ว แต่ยังคงถูกพูดถึงในหมู่มาก

ในมุมของ “นพ.ทวีศิลป์” มองว่า ละครเรื่องดังกล่าวสะท้อนถึงปัญหาต่างๆ ในกลุ่มวัยรุ่น ซึ่งนำมาจาก “ชีวิตจริง” เมื่อนำมาทำเป็นละคร ทำให้ผู้ชมมองเห็นภาพ รับรู้ถึงอารมณ์ความรู้สึกของตัวละครนั้นๆ ได้ ยิ่งถ้าคนดูเป็นผู้ปกครองด้วยแล้ว จะยิ่งทำให้ได้เรียนรู้ และมีตัวอย่างแผนสำหรับรับมือกับปัญหาที่อาจเกิดขึ้นกับลูกๆ ของตนเองได้เร็วขึ้น ซึ่งต้องขอบคุณผู้ผลิตละครดังกล่าวที่ถึงแม้ละครจะจบลงไปแล้ว แต่ยังสะท้อนภาพของสังคมได้ดี โดยที่ไม่ต้องมีฉากเลิฟซีนมาเรียก “เรตติ้ง”

“นพ.ทวีศิลป์” กล่าวทิ้งท้ายว่า สำหรับปัญหาในกลุ่มวัยรุ่นนั้น การ “ป้องกัน-เยียวยา” ที่ดีที่สุด คือ“ครอบครัว” ควรให้ความอบอุ่น ดูแลเอาใจใส่ลูกๆ ในวัยนี้ให้มากๆ ไม่จำเป็นต้องอยู่ด้วยกันทุกวัน แต่พ่อแม่ควรมีความไวเพียงพอที่จะรับรู้การเปลี่ยนแปลงอารมณ์และจิตใจของลูก เพื่อแก้ไขและจัดการปัญหาได้ทันเวลา นอกจากนี้เห็นด้วยกับ “สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน” ที่เสนอให้มี “นักจิตวิทยา”ประจำในโรงเรียน เพราะการที่จะดูแลเด็กที่มีปัญหาได้นั้น ต้องใช้เวลาและสร้างความ “ไว้วางใจ” ให้กับเด็ก ถ้ามีนักจิตวิทยาเข้ามาช่วย “ครูแนะแนว” อีกแรง เชื่อว่าจะสามารถช่วยในการวิเคราะห์ปัญหาให้ตรงจุดได้มากขึ้น

ท้ายที่สุดแล้ว ปัญหาที่เกิดขึ้นกับ “วัยรุ่น” ล้วนมาจากครอบครัวทั้งสิ้น ไม่ว่าจะยากดีมีจน สิ่งสำคัญที่สุด คือ “ความรัก” และ “การดูแลเอาใจใส่” ภายในครอบครัวที่จะช่วย “ยับยั้ง” ปัญหา “วัยแสบสาแหรกขาด” ได้

ส่อง‘โรงตึ๊ง’หลังเปิดเทอม ‘รากแก้ว’พาเหรดแปะโป้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/216096

วันอังคาร ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ฤดูกาล “เปิดเทอม” ที่เวียนมาถึงอีกครั้ง ถือเป็นช่วงเวลาที่พ่อแม่และผู้ปกครองต้อง “กระเป๋าฉีก” กับสารพัดรายจ่าย โดยเฉพาะชนชั้นกลางลงไปถึงล่างระดับ“รากแก้ว” ที่ลำพังแค่ค่าใช้จ่ายประจำวันยัง “ชักหน้าไม่ถึงหลัง” พอมาเจอเปิดเทอมเข้าให้หลายคนต้อง “วิ่งขาขวิด” เพื่อหาเงินมาจ่ายค่าเทอม ค่าเสื้อผ้า รองเท้า หนังสือ เครื่องเขียน และอีกจิปาถะ

“เปิดเทอม” จึงเป็นอีกช่วงที่หลายคนจำต้องบากหน้าไปพึ่ง “โรงรับจำนำ” ซึ่งถือเป็น “ที่พึ่งยามยาก” สำหรับคนจนโดยแท้ ซึ่งช่วงก่อนเปิดเทอมที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจปัจจุบัน “ฝืดเคือง” เพียงใด…

เพราะ “โรงตึ๊ง” ต้องเพิ่มเงินทุนหมุนเวียน รอให้บริการ…

เพราะลูกค้า “โรงรับจำนำ” เพิ่มขึ้นมากเป็นพิเศษ…

“วราภรณ์ จันทร์เพ็ญ” รองผู้อำนวยการสำนักงานสถานธนานุบาล กรุงเทพมหานคร รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการ กล่าวว่า ช่วงเปิดเทอมภาคเรียนปีการศึกษา 2559 ที่ผ่านมา สถานธนานุบาลหรือ “โรงรับจำนำ กทม.” เตรียมเงินทุนหมุนเวียนไว้มากกว่า 700 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว พร้อมทั้งจัด “โปรโมชั่นพิเศษ” คือ โครงการลดดอกเบี้ยช่วงเปิดเทอมสำหรับนักเรียน นิสิต นักศึกษา และผู้ปกครอง มีระยะเวลาให้บริการตั้งแต่เดือนเมษายน-พฤษภาคม วงเงินจำนำต่อ 1 ราย ไม่เกิน 70,000 บาท คิดดอกเบี้ยเพียง “2 สลึง” หรือร้อยละ 0.50 ต่อเดือน จากเดิมเงินต้น 5,001-15,000 บาท คิดร้อยละ 1 เกิน 15,000 บาท 2,000 บาทแรก ร้อยละ 2 ส่วนที่เกิน 2,000 บาท ร้อยละ 1.25 ต่อเดือน

“ช่วงก่อนเปิดเทอม มีผู้มาใช้บริการจำนวนมาก ทรัพย์สินส่วนใหญ่ที่นำมาจำนำจะเป็นทองคำร้อยละ 85 ได้แก่ ทองคำรูปพรรณ หรือทอง 96.5 มีน้ำหนักแตกต่างกันไป ตั้งแต่น้ำหนัก 1 สลึง 2 สลึง 1 บาท จนถึง 5 บาท 10 บาท ส่วนประเภททองเค และทองเจือก็มีเช่นกันประมาณร้อยละ 12 ที่เหลือจะเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้า แว่นตา นาฬิกา แต่มีน้อยไม่ถึงร้อยละ 1” วราภรณ์ กล่าว

ส่วน “สิทธิวิชญ์ ตั้งธนาเกียรติ” กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตั้งธนสิน จำกัด เจ้าของกิจการโรงรับจำนำในเครือ “อีซี่มันนี่” กล่าวว่า ช่วงปกติจะมีผู้มาใช้บริการโรงรับจำนำ “สาขาใหญ่” 500-600 รายต่อวัน ส่วน “โรงเล็ก” 150-250 รายต่อวัน แต่ช่วงก่อน หรือใกล้ “เปิดเทอม” มีผู้มาใช้บริการเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 40 อย่างสาขาเล็กจากเดิมวันละ 200 ราย เป็น 280 ราย เท่าที่เห็นส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงอายุ 40 ปีขึ้นไป ซึ่งก็คือผู้ปกครองที่มีลูกหลานอยู่ในวัยเรียน โดยสิ่งของที่นำมาจำนำส่วนใหญ่เป็นเครื่องเพชร พลอย และทองคำ เป็นต้น รองลงมาเป็น “แบรนด์เนม” เช่น นาฬิกา กระเป๋า รวมถึงสินค้ากลุ่มไอที เช่น โทรศัพท์มือถือ ไอแพด และโทรทัศน์ที่เชื่อมต่อโซเชียลเนตเวิร์กได้

“สิทธิวิชญ์” กล่าวอีกว่า ในความเป็นจริงผู้ใช้บริการโรงรับจำนำเพิ่มขึ้นมาตั้งแต่ช่วงหลังเทศกาล “สงกรานต์” โดยมีผู้นำทองคำมาจำนำเป็นจำนวนมาก เพราะทุกคนใช้เงินไปกับการกลับบ้านไปหมดแล้ว จึงจำเป็นต้องใช้เงินหลังช่วงเทศกาล โรงรับจำนำในเครือของตนจึงเป็นที่พึ่งอันดับต้นๆที่ถูกนึกถึง เพราะ “ตีราคา” ทรัพย์สินให้สูงกว่าโรงรับจำนำทั่วไป และดอกเบี้ยเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด คือ ร้อยละ 1.25 ต่อเดือน

“เทียบกันช่วงต่อช่วง หลังสงกรานต์ คือ หลังวันที่ 16 เมษายน เป็นต้นมา ปีนี้เฉพาะที่โรงรับจำนำอีซี่มันนี่ทั้ง 32 สาขา ยังมียอดรับจำนำโดยรวมเติบโตเด้งขึ้นมาสูงกว่าปีที่แล้วถึงร้อยละ 65 น่าจะเป็นผลมาจากเศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะชะลอตัว โดยลูกค้าของเราในหลายสาขาเป็นพนักงาน หรือลูกจ้างในนิคมอุตสาหกรรมหลายแห่ง เริ่มมีจำนวนครั้งในการทำงานนอกเวลา หรือโอทีลดลง ตามยอดการส่งออกสินค้าไปต่างประเทศลดลง พนักงานจึงจำเป็นต้องนำสิ่งของต่างๆ ที่พอจะเปลี่ยนเป็นเงินได้มาจำนำ เพื่อหมุนเงินมาใช้จ่ายภายในครอบครัวไปก่อน ยิ่งมาเจอเปิดเทอมซ้ำเข้าไปอีก ก็ยิ่งหนัก”

“สิทธิวิชญ์” กล่าวทิ้งท้ายว่า โดยภาพรวมแล้วยามที่เศรษฐกิจดี สถานะของโรงรับจำนำจะดีกว่าในยามที่เศรษฐกิจแย่ เพราะเมื่อเศรษฐกิจขยายตัว ลูกค้าโรงรับจำนำมักต้องการใช้เงินทุนไปหมุนเวียนเพิ่มขึ้น ตามอัตราเติบโตของเศรษฐกิจ และเกิดการหมุนเงินหลายรอบตามครั้งที่ต้องการใช้เงินไปลงทุน…“กลับกัน” ยามที่เศรษฐกิจแย่ หรือชะลอตัว ผู้ที่นำของมาจำนำมักจะนำเงินไปใช้หมุนเวียนตามความจำเป็นแค่ช่วงเดียว หรือไม่กี่ช่วงเท่านั้น เพราะยังไม่มีการลงทุนค้าขายเพื่อต่อยอด จึงไม่รู้จะนำเงินไปลงทุนอะไร

ด้าน “สุจิตรา” คุณแม่ลูกสาม บอกว่า ช่วงเปิดเทอมตนจะใช้บริการ “สถานธนานุบาล” เป็นประจำ เพราะมีลูกถึง 3 คน จึงมีค่าใช้จ่ายช่วงเปิดเทอมไม่น้อย ทั้งจะต้องซื้อเสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋านักเรียน นี่แค่ค่าของใช้เท่านั้น ยังไม่รวม
“ค่าเทอม” ก็หมดเงินไปแล้วไม่ใช่น้อย ทรัพย์สินส่วนใหญ่ที่นำมาจำนำจะเป็น “ทองรูปพรรณ” เพราะได้ราคาดี แถมดอกเบี้ยถูกกว่าโรงรับจำนำของเอกชน

“ล่าสุดเพิ่งเอาทองไปจำนำหาเงินมาจ่ายค่าเทอมให้ลูกทั้ง 3 คน ขาดเงินอีกแค่ 6,000 บาท ที่ใช้น้อยเพราะโชคดีที่ทั้งหมดเรียนในโรงเรียนรัฐบาล เราก็จ่ายส่วนที่รัฐไม่ได้จ่ายให้ เช่น เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า ที่จำเป็นต้องใช้ ไม่ได้เปลี่ยนให้ลูกทุกปี แต่จะเปลี่ยนตามความจำเป็น อย่างกระเป๋านักเรียนถ้าขาด เราจะเย็บให้ลูกใหม่ ไม่เปลี่ยนให้เขาทุกเทอม เพื่อให้เขารู้จักรักษาของ และรู้ว่ากว่าจะได้ของแต่ละชิ้นละอย่างมามันยากลำบาก พ่อแม่ต้องเก็บเงินออมซื้อให้” สุจิตรา กล่าวทิ้งท้าย

“…พ่อแม่ส่งให้ลูกเรียน เพียรอุตส่าห์

พ่อแม่ฟันฝ่าอุปสรรค แสนหนักเหลือ

พ่อแม่ตั้งหน้าหาทุน มาจุนเจือ

พ่อแม่ทำเพื่อลูกเจริญ เดินก้าวไกล”

เพราะการศึกษา คือ สิ่งที่พ่อแม่ส่วนใหญ่พร้อมจะมอบให้กับลูกหลานจนถึงที่สุด ดังนั้น “เปิดเทอม” ทีไร จึงได้เห็นภาพอมตะพ่อแม่ผู้ปกครองที่ไม่ได้มี “เงินตรา” มากมาย แห่เข้า “โรงตึ๊ง” เพื่อเอาเงินออกมาเป็น “ค่าเทอม” ให้กับบุตรหลาน จึงสมควรหรือไม่.???

ที่บรรดานิสิต นักศึกษา และนักเรียนทั้งหลาย จะตั้งใจเล่าเรียน เพื่อให้คุ้มค่ากับ “หยาดเหงื่อ” และแรงกายแรงใจที่พ่อแม่ “กระเสือกกระสน” ดิ้นรน…

SCOOP@NAEWNA.COM

‘อุ้มหาย’ใครก็อาจเป็น‘เหยื่อ’ อย่าให้‘ศาลเตี้ย’ทำลาย‘นิติรัฐ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/215902

วันจันทร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

“ป่าเขาขาด” จุดที่พบโครงกระดูกมนุษย์ถูกเผานั่งยางเป็นจำนวนมาก

“12-03-2547” , “17-04-2557” , “16-04-2559”

วันเหล่านี้มีความหมายอย่างไร?..คำตอบคือเป็นวันที่มี “บุคคลถูกอุ้มหาย” ไล่ตั้งแต่ นายสมชาย นีละไพจิตร ทนายความด้านสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งหายตัวไปตั้งแต่วันที่ 12 มี.ค. 2547, “บิลลี่”นายพอละจี รักจงเจริญ นักต่อสู้เพื่อสิทธิชุมชนชาวกะเหรี่ยง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี หายตัวไปตั้งแต่วันที่ 17 เม.ย. 2557 และ นายเด่น คำแหล้ นักต่อสู้เพื่อสิทธิที่ดินทำกินแห่งทุ่งลุยลาย จ.ชัยภูมิ หายตัวไปตั้งแต่วันที่ 16 เม.ย. 2559

ทั้ง 3 รายนั้น “เหมือนกัน” อยู่อย่างหนึ่ง!!!

ตรงที่กำลังมี “ข้อพิพาท” กับ “เจ้าหน้าที่รัฐ”!!!

บทความเรื่อง “สาระสำคัญอนุสัญญาระหว่างประเทศ ว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ” ซึ่งเขียนโดย นพ.ปิยนันต์ มธุรมน นายแพทย์ชำนาญการ กลุ่มนิติเวชคลินิก สำนักนิติเวชศาสตร์ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ อธิบายความหมายของการบังคับบุคคลให้สูญหาย หรือที่เรียกกันติดปากว่า “อุ้มหาย” ในนิยามของอนุสัญญาดังกล่าวไว้ว่า..

“การบังคับบุคคลให้สูญหาย ได้แก่ การจับ ควบคุมตัว ลักพาตัว หรือวิธีการอื่นใดในการทำให้บุคคลสูญเสียอิสรภาพ กระทำโดยตัวแทนของรัฐ บุคคลหรือกลุ่มบุคคลโดยการอนุญาต การสนับสนุน หรือการรู้เห็นเป็นใจจากรัฐ และรัฐปฏิเสธการกระทำนั้น หรือโดยปกปิดชะตากรรม หรือสถานที่อยู่ของบุคคลนั้น ทำให้บุคคลนั้นต้องตกอยู่ภายนอกความคุ้มครองของกฎหมาย”

หรืออาจสรุปได้ว่า..การบังคับบุคคลสูญหายตามอนุสัญญานี้ “ต้องเกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่รัฐด้วย” ไม่ว่าจะทำเองหรือสนับสนุนให้ผู้อื่นทำแทน และแม้ในขั้นตอนแรกจะกระทำโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ก็ตาม หากหลังจากนั้นรัฐไม่ชี้แจงให้ข้อมูลกับสังคมว่าบุคคลที่อยู่ในความควบคุมนั้นยังอยู่หรือไม่และอยู่อย่างไร ก็ถือว่าเข้าข่ายเช่นกัน

เรื่องของการบังคับบุคคลให้สูญหาย..เป็นสิ่งที่อยู่กับแวดวงเจ้าหน้าที่รัฐของไทยมายาวนาน ดังที่ “สกู๊ปแนวหน้า”นำเสนอไปเมื่อ 10 พ.ค. 2559 (พลิกปูม “ทุ่งสังหาร…เผานั่งยาง” สุสาน “โจรลักควาย-แก๊งค้ายา”) ถึงคำบอกเล่าของผู้นำท้องถิ่นรายหนึ่งในละแวกพื้นที่ “ป่าเขาขาด” เขตป่าสงวนแห่งชาติกุดจับ หมู่ 3 บ้านคำบอนเวียงชัย ต.หนองแวงอ.บ้านผือ จ.อุดรธานี จุดที่พบ “โครงกระดูกมนุษย์”เป็นจำนวนมาก ว่าพื้นที่แห่งนี้เจ้าหน้าที่มัก “อุ้ม” คนที่เกี่ยวข้องกับคดีอาชญากรรมต่างๆ มาสังหารและทำลายศพด้วยการ “เผานั่งยาง” โดยทำกันมาไม่ต่ำกว่า 30-40 ปี

เหยื่อมีตั้งแต่ “หัวขโมย” ไปจนถึง “เอเย่นต์ยาเสพติด”!!!

ถ้า “เตือนแล้วไม่เลิก” ก็เตรียมตัว “เป็นศพ”ได้เลย!!!

จากสิ่งที่เกิดขึ้น..บ่ายวันที่ 10 พ.ค. 2559 ภาคีเครือข่ายด้านสิทธิมนุษยชน ประกอบด้วย สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน และมูลนิธิผสานวัฒนธรรม จึงเปิดแถลงข่าว ณ สถาบันวิจัยสังคม ชั้น 4อาคารวิศิษฐ์ ประจวบเหมาะ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ยกกรณี “ทนายสมชาย-บิลลี่-เด่น” เป็นอุทาหรณ์ เรียกร้องให้รัฐไทยเร่งออกกฎหมายว่าด้วยฐานความผิดการบังคับบุคคลให้สูญหาย เพื่อไม่ให้เกิดเหตุเช่นนี้ขึ้นอีก

นายไพโรจน์ พลเพชร อดีตคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) ในฐานะตัวแทนภาคีเครือข่ายสิทธิมนุษยชนทั้ง 3 องค์กร กล่าวว่า เหตุที่ต้องแยกฐานความผิดเรื่องอุ้มหายออกมาเป็นการเฉพาะ เพราะเรื่องดังกล่าวมักกระทำโดยเจ้าหน้าที่รัฐหรือมีเจ้าหน้าที่รัฐให้การสนับสนุน ดังนั้นกระบวนการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงจึง “ทำได้ยาก”กว่าคดีอาชญากรรมที่กระทำโดยบุคคลทั่วไป ซึ่งที่ผ่านมา คปก. รวมถึง กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม พยายามเสนอกฎหมายดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาโดยตลอดแต่จนบัดนี้ก็ยัง “ไร้วี่แวว” คืบหน้า

“ผมอยู่ในคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย เราพยายามทำกฎหมายฉบับนี้ และกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพเขาก็ทำกฎหมายฉบับนี้ ก็พยายามเสนอเข้าสู่สภา แต่ก็ยังไม่บรรลุผลหลักการที่สำคัญคือถ้าไม่มีมาตรการพิเศษสำหรับคดีพิเศษเหล่านี้ มันจึงเอาผิดไม่ได้ในกระบวนการยุติธรรมปัจจุบัน ถามว่าทำไมต้องมี? เพราะถ้ายังเอาผิดไม่ได้ คนก็จะทำผิดเรื่อยไป” นายไพโรจน์ กล่าว

สาระสำคัญสำหรับกฎหมายป้องกันการบังคับบุคคลสูญหาย 1.รัฐไม่มีสิทธิ์บังคับบุคคลสูญหายในทุกกรณี แม้ในสถานการณ์พิเศษเพียงใดก็ตาม การควบคุมตัวต้องทำอย่างเปิดเผยชัดเจน 2.ต้องสืบสวนจนรู้ข้อเท็จจริง อย่างน้อยที่สุดคือต้องรู้ว่าบุคคลที่หายตัวไปนั้นมีชะตากรรมลงเอยอย่างไร3.มีมาตรการคุ้มครองพยานที่มีประสิทธิภาพ เพราะกรณีอุ้มหายผู้กระทำมักเกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งสามารถข่มขู่คุกคามพยานได้มากกว่าคดีที่คนร้ายเป็นบุคคลทั่วไป

“เนื่องจากคนอยู่ในการควบคุมของเจ้าหน้าที่รัฐ การอุ้มหายหลักการมันคืออยู่ในการควบคุมของเจ้าหน้าที่รัฐหรือเจ้าหน้าที่รัฐรู้เห็นเป็นใจ ความจำเป็นในการเข้าถึงข้อเท็จจริงการเข้าถึงพยาน การสืบเสาะอย่างเอาจริงเอาจังเพื่อเอาผิดกับเขามันยากมาก จึงต้องมีมาตรการเหล่านี้ขึ้นมาเป็นการเฉพาะ ถ้าดูในข้อกฎหมายปัจจุบัน ข้อหาอุ้มหายหรือการบังคับสูญหายไม่มีอยู่ในกฎหมายไทย ซึ่งอย่างน้อยต้องสืบเสาะจนรู้ให้ได้ว่าเขาตายอย่างไร แม้จะหาคนผิดไม่ได้แต่อย่างน้อยก็ต้องให้ได้ข้อมูลนี้อันนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก”นายไพโรจน์ กล่าวทิ้งท้าย

“อุ้มหาย” อันเป็นพฤติกรรมแบบ “ศาลเตี้ย”แม้จะมีหลายคนบอกว่า “สะใจ”เพราะคนที่ตายต่างก็เป็นโจรผู้ร้ายเป็นอาชญากร “แผ่นดินจะได้สูงขึ้น” เช่น ที่รัฐบาลบางยุคบางสมัยประกาศ “สงครามยาเสพติด” จนมีคนตายไปร่วม 2,500 ศพ โดยอ้างว่าเป็นการ“ฆ่าตัดตอน” เวลานั้นก็ได้รับเสียงเชียร์เสียงสนับสนุนอยู่ไม่น้อย ท่ามกลางข้อค้นพบว่าหลายคนที่ตายเป็นแค่ “แพะ”ไม่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดรวมถึงสิ่งผิดกฎหมายอื่นใด

ทั้งนี้การไม่นำผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ถือว่าละเมิดต่อหลัก “นิติรัฐ” หรือการปกครองโดยยึด “กฎหมาย” เป็นที่ตั้ง และเจ้าหน้าที่รัฐก็ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายไม่ต่างจากบุคคลทั่วไป ซึ่งในคดีอาญานั้นถือหลักที่ว่า “ผู้ต้องหาเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าศาลจะพิพากษาว่ามีความผิด” ไม่ว่าใครก็ไม่มีสิทธิ์ใช้วิธีนอกระบบไปตัดสิน

ในทางตรงกันข้าม..การสนับสนุน “เห็นดีเห็นงาม” กับการอุ้มหาย ย่อมเท่ากับส่งเสริมพฤติกรรม “ลุแก่อำนาจ” ของเจ้าหน้าที่รัฐ นำไปสู่ความคิดที่ว่า “จะฆ่าใครก็ได้” ที่เป็นคู่ขัดแย้ง ไม่ว่ากับนโยบายของรัฐ หรือกับตัวเจ้าหน้าที่รัฐเองก็ตาม แล้วค่อย “สร้างเรื่อง” ให้ดูเป็นคนชั่วคนเลว โดยที่ผู้ถูกกล่าวหาไม่มีโอกาสพิสูจน์ข้อเท็จจริง

สังคมแบบนี้ยังจะเรียกว่า “น่าอยู่” ได้อีกหรือ?

SCOOP@NAEWNA.COM

เปิดใจ‘พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ’ นับถอยหลังฝ่าสมรภูมิ‘วิกฤติแล้ง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/215327

วันพฤหัสบดี ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.

“แล้ง” ปีนี้สาหัสสากรรจ์ขนาดไหน?

ประชาชนคนไทย โดยเฉพาะพี่น้อง “เกษตรกร” คงประจักษ์ด้วยตัวเองดีอยู่แล้ว ถึงความรุนแรงของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

เมื่อประเทศไทยย่างก้าวเข้าสู่เดือนพฤษภาคม อันเป็นเสมือนหนึ่งสัญญาณการนับถอยหลังเพื่อก้าวเข้าสู่ “ฤดูฝน” หลายคนจึงเงยหน้าขึ้นมองฟ้ารอคอย “ฝนเม็ดแรก”ที่จะร่วงลงสู่พื้น เพราะนั่นอาจหมายถึงการสิ้นสุดอย่างเป็นทางการของ “ภัยแล้ง”

“สถานการณ์น้ำเวลานี้ แม้จะเบาใจได้ระดับหนึ่งว่าประเทศไทยโดยเฉพาะในเขตชลประทาน จะมีน้ำสำหรับอุปโภคบริโภคได้จนถึงสิ้นเดือนกรกฎาคมแน่นอน แม้จะไม่มีฝนตกลงมาเลยก็ตาม แต่ยังต้องเฝ้าระวังต่อไป เพราะภาพรวมน้ำของเรายังมีอยู่น้อยมาก” พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ และประธานคณะกรรมการอำนวยการบูรณาการแก้ไขปัญหาวิกฤติภัยแล้ง 2558/2559 กล่าวเปิดประเด็นระหว่าง “เปิดใจ” พูดคุยถึงทิศทางแก้ปัญหาภัยแล้งในช่วงโค้งสุดท้ายที่เหลืออยู่

พล.อ.ฉัตรชัยกล่าวว่า จากอิทธิพลของพายุฤดูร้อนและปฏิบัติการ “ฝนหลวง” แม้จะทำให้มีน้ำไหลลงอ่างเก็บน้ำเขื่อนทั่วประเทศรวมประมาณ 94 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) และสถานการณ์ภัยแล้งหลายพื้นที่คลี่คลายลง แต่โดยรวมแล้วยังถือว่ามีน้ำอยู่น้อยมาก โดยเฉพาะ “4 เขื่อนหลัก” ของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ที่มีน้ำเหลือใช้การได้รวมกันที่ 1,785 ล้าน ลบ.ม.

ฉะนั้นการบริหารจัดการน้ำหลังจากนี้ จึงต้องมุ่งสำหรับการอุปโภคบริโภคและรักษาระบบนิเวศน์เป็นหลักต่อไป ขณะที่การจัดสรรน้ำเพื่อการเกษตรยังคงต้องถูกให้ความสำคัญเป็นลำดับ 3 ต่อไปเช่นกัน

“ที่พูดแบบนี้ไม่ใช่ทิ้งเกษตรกร ผมไม่เคยคิดจะทิ้งเกษตรกร” พล.อ.ฉัตรชัย ย้ำคำ…

พร้อมกล่าวต่อว่า “ที่ผ่านมาผมคุยกับอธิบดีกรมชลประทานว่า เราไม่มีทางที่จะไปทิ้งพี่น้องเกษตรกร เราต้องพยายามอย่างเต็มที่ แต่หลายพื้นที่ต้องยอมรับว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่จะส่งน้ำเข้าไป เพราะมีอยู่น้อยมาก แต่สำหรับน้ำอุปโภคบริโภค ผมเช็คแล้วเช็คอีก ก็ได้รับการยืนยันทุกพื้นที่ว่าพอใช้ถึงเดือนกรกฎาคมแน่นอน”

ภารกิจสำคัญอีกประการช่วงโค้งสุดท้ายของภัยแล้ง ซึ่ง “พล.อ.ฉัตรชัย” ยืนยันว่าจะต้องเร่งดำเนินการ คือ การเร่งรัดติดตาม 17 มาตรการแก้ปัญหาของรัฐบาล โดยเฉพาะ 8 มาตรการที่กระทรวงเกษตรฯรับผิดชอบ ประกอบด้วย 1.การสนับสนุนปัจจัยการผลิต 2.การชะลอหรือขยายเวลาชำระหนี้ 3.การจ้างงาน 4.การเสนอโครงการพัฒนาอาชีพตามความต้องการของชุมชน 5.การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ 6.การเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุน 7.การเสริมสร้างสุขภาพและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และ 8.การสนับสนุนอื่นๆ เช่น การให้สินเชื่อวิสาหกิจชุมชน เพื่อช่วยให้เกษตรกรสามารถลุกขึ้นมาตั้งหลักลงมือเพาะปลูกได้ทันทีที่ฤดูฝนมาถึง

“ผลการดำเนินงานที่ผ่านมาชี้ว่ามาตรการต่างๆของเราได้ผล ดูได้จากตัวเลขพื้นที่ที่ได้รับการประกาศเป็นเขตภัยพิบัติปีนี้ที่มีเหลืออยู่ 5,000-6,000 หมู่บ้าน ถ้านำไปเทียบกับพื้นที่ภัยพิบัติเมื่อปี 2556 ซึ่งมีมากกว่า 30,000 หมู่บ้าน ก็จะเท่ากับพื้นที่ภัยพิบัติปีนี้น้อยกว่าปี 2556 หลายเท่าตัวทั้งที่สถานการณ์ปีนี้รุนแรงกว่ามาก”

“พล.อ.ฉัตรชัย”กล่าวต่อว่า ทั้งนี้จากภาพรวมการดำเนินงานเฉพาะ 8 มาตรการของกระทรวงเกษตรฯ มีประชาชนได้รับประโยชน์ถึงกว่า 2 ล้านราย ลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนและสร้างโอกาสทางรายได้ให้เกษตรกรได้อย่างมากมายผ่านโครงการต่างๆ อาทิ การแจกพันธุ์พืช สัตว์ และประมง แก่เกษตรกร 317,728 ราย การจ้างงาน 348,374 ราย คิดเป็นเงินรายได้ 2,755 ล้านบาท การสร้างอาชีพ 7,326 โครงการ มูลค่า 4,119 ล้านบาท การชดเชยดอกเบี้ยให้เกษตรกร 415,983 ราย 1,881 ล้านบาท และการขยายเวลาชำระหนี้ 45,099 ราย 353 ล้านบาท

ขณะที่จากการประมาณการผลผลิตและมูลค่าที่คาดว่าจะได้รับ เฉพาะมาตรการที่ 1 และ 4 พบว่า จากงบประมาณรวม 659 ล้านบาท เกษตรกร 197,759 ราย พื้นที่ 0.361 ล้านไร่ เกิดมูลค่าผลผลิตรวม 2,132 ล้านบาท ส่วนผลจากการรณรงค์ให้เกษตรกรปลูกพืชใช้น้ำน้อยทดแทนการปลูกข้าวนาปรัง พื้นที่ 2.854 ล้านไร่ เกษตรกร 540,767 ราย เกิดมูลค่าผลผลิตรวม 21,996 ล้านบาท มากกว่าการปลูกนาปรังที่มีมูลค่า 13,819 ล้านบาทเท่านั้น

ยังไม่นับรวมกับการสนับสนุนอื่นๆ เช่น การขุดบ่อบาดาล 3,737 แห่ง การส่งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงขึ้นบินปฏิบัติการถึง 1,087 เที่ยวบินภายในเวลาไม่ถึง 3 เดือน ซึ่งถือว่ามากที่สุดในประวัติการณ์ ขณะที่หลังจากนี้กระทรวงเกษตรฯและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยังมีแผนสำรวจแหล่งน้ำและวางระบบ “ประปาหมู่บ้าน” ให้กับหมู่บ้านที่ยังขาดแคลนอีกกว่า 7,000 แห่ง โดยตั้งเป้าทำให้แล้วเสร็จทั้งหมดภายในปี 2560 นี้

ส่วนการวางแผนเพาะปลูก “ข้าวนาปี” ฤดูกาลผลิต 2559/2560 นั้น “พล.อ.ฉัตรชัย” กล่าวว่า ได้กำหนดพื้นที่เป้าหมายส่งเสริมการปลูกทั้งประเทศ 57.41 ล้านไร่ คาดว่าจะได้ผลผลิตราว 24.01 ล้านตันข้าวเปลือก ประกอบด้วย ข้าวหอมมะลิ 26.57 ล้านไร่ ผลผลิต 9.38 ล้านตันข้าวเปลือก, ข้าวหอมปทุมธานี 1.23 ล้านไร่ ผลผลิต 0.85 ล้านตัน ข้าวเปลือก, ข้าวเจ้า 14.32 ล้านไร่ ผลผลิต 8.01 ล้านตันข้าวเปลือก, ข้าวเหนียว 15.07 ล้านไร่ ผลผลิต 5.69 ล้านตันข้าวเปลือก และข้าวอื่นๆ ได้แก่ ข้าวสี และข้าวอินทรีย์ 0.22 ล้านไร่ ผลผลิต 0.08 ล้านตันข้าวเปลือก

นอกจากนี้ยังได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อม เช่น ในเรื่องปัจจัยการผลิต การตรวจสอบและเตรียมเมล็ดพันธุ์คุณภาพให้เพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกร การลดราคาปุ๋ย การบริหารจัดการน้ำ เพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดกับเกษตรกรให้น้อยที่สุด

ทั้งหมดนี้ คือ “คำมั่น” จาก พล.อ.ฉัตรชัย ที่มีให้ต่อเกษตรกร เพื่อร่วมกันนับถอยหลังเพื่อก้าวข้ามให้พ้นจาก “วิกฤติแล้ง” และเริ่มต้นนับหนึ่งอีกครั้งกับฤดูกาลเพาะปลูกใหม่ที่กำลังจะมาถึงในเร็ววันนี้

‘กฎหมายแร่’ฉบับใหม่ เสี่ยง‘เอื้อทุน-ลืมชุมชน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/215172

วันพุธ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.

“เมืองไทยนี้ดี มีทรัพย์ในดิน มีสินในน้ำ”

คำกล่าวที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่นนี้..สะท้อนถึงความอุดมสมบูรณ์ของแผ่นดินไทย ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่าที่นานๆ จะแล้งสักหนหนึ่ง ผืนดินที่เพาะปลูกพืชได้หลายชนิด มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง รวมถึงลึกลงไปใต้ดินยังเต็มไปด้วย “แร่” มากมาย ซึ่งมี “มูลค่ามหาศาล” ในแง่เศรษฐกิจทำให้มีความพยายาม “ขุด” ขึ้นมาใช้ประโยชน์ในรูปของ“การทำเหมือง” ทว่าเหมืองแร่นั้นถือเป็น “อุตสาหกรรมเสี่ยง”ต้องมีการควบคุมเป็นพิเศษ

เพราะหากเกิดความผิดพลาด..ย่อมส่งผลกระทบต่อ “สิ่งแวดล้อม”!!!

ความเสียหายจะร้ายแรง..ในระดับที่ “ประเมินค่าไม่ได้”!!!

ที่งานสัมมนา “รับฟังข้อเสนอแนะต่อร่างพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. …” 2 พ.ค. 2559 ณ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ถ.แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ นพ.สุรเชษฐ์ สถิตนิรามัย กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ยกตัวอย่างหลายกรณีที่ถือเป็น
“บทเรียนราคาแพง” สำหรับการทำเหมืองแร่ที่ไม่มีการควบคุมอย่างเคร่งครัดตามหลักวิชาการ

กรณีที่สังคมไทยจดจำได้มากที่สุด หนีไม่พ้น “บ้านคลิตี้” จ.กาญจนบุรี ที่มีการขุดแร่ “ตะกั่ว” ขึ้นมา ทว่าด้วยการที่ทำกันแบบไม่คำนึงถึงชุมชนโดยรอบ ทำให้แร่ตะกั่วรั่วไหลลงสู่ลำธาร เมื่อชาวบ้านในพื้นที่นำน้ำในลำธารมาใช้อุปโภคบริโภค ผลคือหลายคนล้มป่วยและบางคนเสียชีวิต ซึ่งเมื่อทำการตรวจสอบ พบว่าผู้ป่วยกลุ่มนี้มีปริมาณตะกั่วในเม็ดเลือดเกินกว่าค่ามาตรฐานกำหนด

วันนี้แม้ชาวบ้านจะชนะคดี ขณะที่บริษัทต้นเหตุก็ปิดตัวไปแล้ว แต่การฟื้นฟูลำธารก็ยังไม่คืบหน้า!!!

“คลิตี้นี่มันรั่วมาตั้งแต่ปี 2535 แต่มาดังเอาปี 2541ปลาลอยตายเป็นแพเลย แต่จนบัดนี้ก็ยังแก้กันไม่จบทั้งเรื่องสุขภาพ ทั้งเรื่องสิ่งแวดล้อม คำพิพากษาของศาลชี้ว่ามีการต่อท่อให้ล้นลงไปในลำธาร สุดท้าย 13 กิโล ลงไปข้างล่างมันก็ปนเปื้อนมาจนบัดนี้” นพ.สุรเชษฐ์ กล่าว

กรรมการสิทธิฯรายนี้ ยกอีกตัวอย่างหนึ่ง คือ“ห้วยแม่ตาว” อ.แม่สอด จ.ตาก ที่นี่เคยเป็น “เหมืองแคดเมียม” มาตั้งแต่ประมาณทศวรรษที่ 2520 จนวันนี้แม้เหมืองจะปิดตัวลงไปแล้ว แต่ได้ทิ้ง “ความสูญเสีย” ไว้ในพื้นที่ โดยในปี 2547 รัฐบาลสมัยนั้นต้องสั่งการให้นำต้นข้าวในพื้นที่ไปเผาทำลาย รวมถึงห้ามปลูกข้าวอีกเด็ดขาด ให้เปลี่ยนไปปลูกพืชอื่นๆ แทนการปลูกข้าว เนื่องจากข้าวจะดูดซับแร่ดังกล่าวขึ้นมาได้ง่าย

เป็นอันตรายหากรับประทานเข้าไป!!!

“ล่าสุดบริเวณแม่ตาวนี้ก็ให้ปลูกอ้อยเพื่อการส่งออก เพราะข้าวหรือข้าวโพดจะดูดสารแคดเมียมเข้าไปในร่างกายบางคนก็ทำได้บางคนก็ทำไม่ได้ เพราะมันเป็นวิถีชีวิตของเขา บางคนก็ยังกินข้าวที่ปลูกอยู่ในที่ตัวเอง” นพ.สุรเชษฐ์ ระบุ

ด้วยเหตุนี้..เมื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าว หลายฝ่ายจึงมีความกังวล เช่น นายเลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ ตัวแทนเครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากเหมืองแร่ ตั้งข้อสังเกตว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้สามารถ “แยกพื้นที่” ที่กฎหมายอื่นๆ ห้ามการทำเหมืองแร่ ออกมาเพื่อทำเหมืองแร่ได้ ด้วยเหตุผลว่า “เว้นแต่มีความจำเป็นในทางเศรษฐกิจและไม่สามารถหาพื้นที่อื่นทดแทนได้โดยต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี” (มาตรา 9) นอกจากนี้ “แผนแม่บทบริหารจัดการแร่” ยังเป็นการจัดทำโดยหน่วยงานภาครัฐฝ่ายเดียว ขาดการมีส่วนร่วมของภาควิชาการและภาคประชาชน (มาตรา 8)

“การทำแผนแม่บทบริหารจัดการแร่ ประกอบด้วยคนเพียงไม่กี่คน มีแค่ข้าราชการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกับกระทรวงอุตสาหกรรม ไม่มีประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม นอกจากนี้ ยังไม่มีคำนิยามที่ชัดเจนว่าพื้นที่ใดมีศักยภาพแร่ พื้นที่ใดควรสงวนหวงห้าม พื้นที่ที่มีศักยภาพแร่มาก มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง ถามว่าใครกำหนด มันยังไม่มีนิยามที่ชัดเจน” นายเลิศศักดิ์ ตั้งข้อสังเกต

ขณะที่ ดร.สมิทธิ์ ตุงคะสมิต อาจารย์วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า ที่ผ่านมากฎหมายเกี่ยวกับการทำเหมืองแร่ ขาดการเชื่อมโยงกับกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ กฎหมายผังเมือง กฎหมายสาธารณสุข ทำให้เกิดปัญหาในการใช้กฎหมายเพื่อบรรเทาทุกข์กับผู้ได้รับผลกระทบ

“ทุกเคสเลยมันเกิดจากช่องว่างในการบังคับใช้กฎหมาย เนื่องจาก พ.ร.บ.แร่ ก็พูดแต่เรื่องประทานบัตรเป็นหลัก การพัฒนาเศรษฐกิจเป็นหลัก ส่วนเรื่องการดูแลชดเชยประชาชน ไม่มีการพูดถึงอย่างชัดเจน ไม่ได้โยงไปถึง พ.ร.บ. อันอื่นให้เห็นชัดเจน หรือในแง่การตีความก็จะมีการตีความกันอย่างหลากหลายอีก มันไม่ได้ชัดเจนลงไปในตัวบทกฎหมายของตัวมันเอง” ดร.สมิทธิ์ กล่าว

นักวิชาการจาก ม.รังสิต รายนี้ ตั้งคำถามต่อไปว่า“ความจำเป็นทางเศรษฐกิจจะวัดกันตรงไหน?” เพราะหากมีนิยามไม่ชัดเจน ก็จะกลายเป็นว่า “ที่ไหนก็ทำเหมืองแร่ได้”หรือ “การรวมประทานบัตรหลายใบเข้าด้วยกัน” (มาตรา 57)จะเปิดโอกาสให้นายทุนใช้วิธีขอแปลงเล็กๆ เพราะของ่ายกว่าแปลงใหญ่ ก่อนจะนำมารวมกันหรือไม่?

“มันมีการรวมประทานบัตรได้ด้วย แปลงเล็กหรือประเภท 1 น้อยกว่าร้อยไร่สามารถนำมารวมเป็นแปลงใหญ่ได้ ถ้าคิดแบบคนอยากจะโกง ก็ไปขอแปลงย่อยแล้วก็มารวมเป็นแปลงใหญ่ จะใช้นอมินีในพื้นที่ซึ่งเราก็รู้อยู่ว่าสังคมไทยเป็นแบบนี้ไปขออาชญาบัตรได้ แล้วก็ไปขอประทานบัตรทำเหมือง ซึ่งมีอายุตั้ง 30 ปี”ดร.สมิทธิ์ ระบุ

นอกจากนี้ ในเวทีเสวนายังมีข้อกังวลอื่นๆ มากมาย อาทิ “บทเฉพาะกาล” ที่ให้ภาครัฐหลายหน่วยงานปฏิบัติหน้าที่ “คณะกรรมการแร่”ไปพลางก่อนเป็นเวลา 180 วัน จนกว่าจะมีคณะกรรมการตามที่กฎหมายฉบับนี้กำหนด ซึ่งอาจมีการเร่งอนุมัติโครงการโดยขาดการมีส่วนร่วมของภาควิชาการและภาคประชาชน (มาตรา 184) ,

การกำหนดให้ “การทำเหมืองแร่ไม่เกิน 100 ไร่” สามารถขอประทานบัตรจากคณะกรรมการในท้องถิ่นได้ ทั้งที่หลายพื้นที่มีความขัดแย้งเรื่องการพัฒนาพื้นที่ระหว่างชาวบ้านกับผู้บริหารส่วนท้องถิ่น (มาตรา 50) หรือ “การทำเหมืองใต้ดินที่ไม่รุกล้ำพื้นที่ของผู้อื่น” จะไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ในหมวดว่าด้วยเหมืองใต้ดิน (มาตรา 72) ซึ่งจะต้องผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนด้วย เป็นต้น โดยข้อเสนอแนะทั้งหมดจากเวทีสัมมนา จะนำไปเสนอต่อ คณะกรรมาธิการวิสามัญสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) วันที่ 16 พ.ค. 2559 นี้

ผลที่สุดแล้ว “พ.ร.บ. แร่” จะออกมาหน้าตาแบบไหน?..คงต้องติดตามกันต่อไป!!!

หมายเหตุ : ดูร่าง พ.ร.บ. แร่ พ.ศ. .. ได้ที่ http://ilaw.or.th/sites/default/files/Mining%20Bill.PDF

SCOOP@NAEWNA.COM

พลิกปูม‘ทุ่งสังหาร…เผานั่งยาง’ สุสาน‘โจรลักควาย-แก๊งค้ายา’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/215032

วันอังคาร ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.

“ป่าเขาขาด” ในเขตป่าสงวนแห่งชาติกุดจับ หมู่ 3 บ้านคำบอนเวียงชัย ต.หนองแวง อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี ตกเป็นข่าวครึกโครมในช่วงที่ผ่านมา เมื่อถูกยกให้เป็น “ทุ่งสังหาร” หลังมีการพบจุดปลิดชีพหลายชีวิตด้วยวิธีสุดโหด นั่นคือการ “เผานั่งยาง” จนนำมาซึ่งการสืบหาต้นตอของ “ปมสังหาร”

ย้อนไปเมื่อวันที่ 21 เมษายน ที่ผ่านมา ญาติของนางบังอร ทองอ่อน อายุ 52 ปี ชาวบ้านดงบัง ต.โนนทอง อ.บ้านผือ ซึ่งญาติเข้าใจว่าถูกคนร้าย “ฆ่าแล้วเผา” ที่ป่าเขาขาดแห่งนี้เมื่อปี 2557 ได้นำสื่อมวลชนเข้าไปตรวจสอบจุดปลิดชีพนางบังอร เพื่อ “แกะรอย” คดีดังกล่าว แต่ปรากฏว่านางบังอรไม่ใช่ “ศพเดียว” ที่ถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยม หากแต่ยังพบจุดเผานั่งยางอีกจำนวนมากในบริเวณดังกล่าว จนนำมาซึ่งการเปิดป่าทุ่งสังหารแห่งนี้เพื่อล่าตัว “แก๊งเผา”

ต่อมาเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดอุดรธานี และตำรวจกองปราบปราม ได้เข้าตรวจสอบพื้นที่ป่าบริเวณเชิง “ภูเขาขาด” บ้านคำบอนเวียงชัย พบ ชิ้นส่วนกระดูก เศษลวด เศษเถ้าถ่านเป็นจุดๆ มีร่องรอยการเผานั่งยางมนุษย์ราว 23 จุด กระจายเต็มพื้นที่เป็นบริเวณกว้างในพื้นที่ 1 ไร่

“พล.ต.ต.พีระพงษ์ วงษ์สมาน” ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด (ผบก.ภ.จว.) อุดรธานี กล่าวว่า แต่ละจุดที่พบมีทั้งที่เหลือชิ้นส่วนมนุษย์จำนวนมาก คาดว่าจะถูกเผามาแล้วประมาณ 2 เดือน บางแห่งน่าจะถูกเผามานานกว่า 1 ปีบ้าง 2 ปีบ้างซึ่งได้ตั้งคณะทำงานสืบสวนขึ้นมาคลี่คลายคดี และ “สาง…ปมเผา” ให้ได้ เบื้องต้นพบว่าอาจจะมี“สีกากี” นอกรีตบางกลุ่มตั้ง “แก๊งอุ้มรีด” และเรียกค่าไถ่นำเหยื่อมาฆ่าแล้วเผาที่นี่

ขณะที่ “พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน” รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(รอง ผบ.ตร.) ซึ่งลงพื้นที่เร่งรัดคดีด้วยตนเอง ยืนยันว่า ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่เก็บหลักฐานในที่เกิดเหตุ และทำคดีตรงไปตรงมา ถ้าพบว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจนายใดเข้าไปเกี่ยวข้องจะ “ไม่ละเว้น” เด็ดขาด

หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ได้เดินหน้า “ไขเงื่อนงำ” ต่างๆ ทำให้เรื่องราวของ “ทุ่งสังหาร” แห่งนี้ถูกเปิดเผยขึ้นอีกหลายแง่มุม บางข้อมูลอาจเป็นจิ๊กซอว์ปะติดปะต่อโยงให้เห็นว่าใครเกี่ยวข้องกับ “ฆาตกรรมอำพราง” ครั้งนี้บ้าง.???

สำหรับป่าภูเขาขาด หรือ “ป่ากุดจับ” อยู่ติดกับถนนสาย อ.บ้านผือ-กุดจับ ห่างจากที่ตั้งองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.) หนองแวง ประมาณ 2 กิโลเมตร และเชื่อมต่อกับแนว “เทือกเขาภูพาน” ที่ทอดยาวจาก อ.สังคม ผ่าน จ.อุดรธานี หนองบัวลำภู และขอนแก่น ซึ่งจากการสอบถามคนในพื้นที่ทำให้พบเรื่องราวชวน“ขนหัวลุก” ของ “ป่ามรณะ” แห่งนี้

“ฉันทะ ฤทธิวงศ์” นายก อบต.กุดจับ ย้อนอดีตให้ฟังว่า บริเวณ คือ “สุสานนักเลง” สมัยก่อนจะมี “โจรปล้นควาย” ออกอาละวาด มีเหตุมาฆ่าเผานั่งยางมานานแล้วกว่า 30-40 ปี เพราะบริเวณนี้เปลี่ยวมากไม่ค่อยมีใครผ่าน ยิ่งเป็นเวลากลางคืนชาวบ้านยิ่งไม่ค่อยออกจากบ้าน

ขณะที่ชาวบ้านรายหนึ่ง บอกว่า “สุสานนักเลง” ในความหมายของชาวบ้าน คือ เมื่อมีการเตือนแล้วไม่ฟัง จึงต้องใช้ “ศาลเตี้ย” ลงทัณฑ์ด้วยวิธีเผานั่งยาง ที่โหดที่สุด คือ “ยุคฆ่าตัดตอน” ที่มีเสียงร่ำลือกันว่าเจ้าหน้าที่จะใช้ป่าบริเวณนี้เป็นจุดเผานั่งยาง “แก๊งค้ายา” ที่ไม่เลิกค้ายา ทำกันแบบนี้มานานหลายสิบปี ถ้าให้ “ฟันธง” ว่าเหยื่อในทุ่งสังหารเป็นกลุ่มใด เชื่อว่าน่าจะเป็นกลุ่มที่พัวพันกับ “ยาเสพติด” มากที่สุด

“เมื่อชาวบ้านไปหาของป่าพบศพถูกเผานั่งยางก็ไม่สนใจคิดว่าเป็นพวกค้ายาที่เจ้าหน้าที่ฆ่าตัดตอน แล้วนำมาเผานั่งยาง บางครั้งช่วง 4-5 โมงเย็น จะได้ยินเสียงปืน จากนั้นก็มีควันโขมงขึ้นในป่า เชื่อว่าคงมีการฆ่าเผานั่งยางมาแล้วไม่ต่ำกว่า 100 ศพ”
ชาวบ้านรายนี้ กล่าว

ด้านผู้นำท้องถิ่นรายหนึ่ง เล่าถึง “ตำนานทุ่งสังหาร” ว่า ป่าภูเขาขาด หรือที่ชาวบ้านเรียกกันติดปากว่าทุ่งสังหาร และ “ป่าช้าคนเป็น” มีประวัติมาช้านานว่าเมื่อ 30-40 ปีก่อน มีเจ้าหน้าที่รัฐได้นำพวกลักเล็กขโมยน้อย แก๊งลักวัวขโมยควาย ที่ไม่กลับใจมา “ฆ่าทิ้ง” ที่นี่ ต่อมาช่วงประกาศ “สงครามกับยาเสพติด” พื้นที่ตรงนี้ถูกใช้เป็นที่ตั้งฐานปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ปราบปรามยาเสพติดจากหลายหน่วยงาน โดยเส้นทางระหว่างบ้านผือ น้ำโสม จนถึง อ.สังคม จ.หนองคาย มีกองกำลัง “ปราบยา” อยู่หลายหน่วยงาน และเชื่อกันว่าเจ้าหน้าที่ใช้ “ทุ่งสังหาร” แห่งนี้เป็นจุดฆ่าตัดตอน “แก๊งยานรก”

“เชื่อกันว่าเจ้าหน้าที่ทั้งนำศพที่ฆ่าแล้วมาเผานั่งยาง หรืออุ้มมาฆ่า ทั้งๆ ที่ยังมีชีวิตอยู่ และแม้เวลาจะผ่านมานานแล้ว แต่ยังมีเจ้าหน้าที่นอกแถวบางกลุ่มที่เคยเป็นมือสังหารมาก่อน ยังไม่ยอมเลิกพฤติกรรม ยังคงรับจ๊อบพิเศษ รับจ้างอุ้มฆ่า นำศพ หรือเหยื่อ มาเผาทำลายหลักฐานที่บริเวณนี้”

ผู้นำท้องถิ่นรายนี้ กล่าวอีกว่า หลังมีการพบ“ทุ่งสังหาร…เผานั่งยาง” แพร่สะพัดออกไป ทำให้มีชาวบ้านจากทั่วทุกสารทิศแห่ไปที่ สภ.บ้านผือ เพื่อแจ้งคนหายรวมขณะนี้มียอด 31 รายแล้ว ซึ่งจากการตรวจ DNA ยืนยันได้เพียงศพเดียว คือ นางบังอร ทองอ่อน ส่วนโครงกระดูกที่พบนอกเหนือจากนั้นน่าจะเป็นของเก่าที่เกิดขึ้นมานานสิบกว่าปีขึ้นไป

นี่คือเรื่องราวของ “ทุ่งสังหาร…เผานั่งยาง” ซึ่งเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนอยู่ระหว่างเร่งเก็บรวบรวมหลักฐาน เพื่อใช้ติดตามกลุ่มคนร้ายมาดำเนินคดี เชื่อว่าถ้าเชื่อมโยงไปถึงใครขึ้นมาสักคน คงไม่ใช่เรื่องยากที่จะรื้อฟื้นคดี และติดตามคนร้ายที่อาจอยู่ในคราบ “ซาตานในเครื่องแบบ” บางคนมาดำเนินคดีได้โดยเร็ว

นั่นจะทำให้ “เงื่อนปมแห่งป่าช้าคนเป็น” ถูกคลี่คลาย

เหนือสิ่งอื่นใด…ความเป็นธรรมที่จะกลับคืนสู่ร่างไร้วิญญาณของ “เหยื่อทุ่งสังหาร”

SCOOP@NAEWNA.COM

กางแผน‘วังน้ำเขียวโมเดล’ ‘ให้เช่า-หยุดรื้อ’แก้รุกที่ดินผิดกม.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/214893

วันจันทร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

“วังน้ำเขียว”…

อดีต “สวิตเซอร์แลนด์แห่งเมืองไทย” ณ วันนี้แปรเปลี่ยนเป็นพื้นที่ที่…อำนาจรัฐและประชาชน…ทุนและความยากจน…การท่องเที่ยวและการบังคับใช้กฎหมาย “ปะทะ” กันจนยากหาจุดประนีประนอม ภายหลังปี 2554 ที่ภาครัฐเดินถือกฎหมายมุ่งหน้า “ไล่ทุบ-รื้อ” รีสอร์ทที่บุกรุก “อุทยาน
แห่งชาติทับลาน”

ทว่า…ปัญหา “ซับซ้อน” กว่านั้น เพราะการประกาศเขตอุทยาน เมื่อปี 2524 ทับที่ทำกินของชาวบ้านที่อยู่มาก่อน ขณะเดียวกันยังมีปัญหา “ทับซ้อน” ระหว่างอุทยานกับป่าสงวนที่นำไปจัดสรรเป็นที่ดิน ส.ป.ก.ให้ชาวบ้านทำกิน บางพื้นที่เป็นเขตอุทยาน แต่ดันมี ส.ป.ก. จากนั้นเมื่อวังน้ำเขียว “บูม” รัฐกลับมีนโยบายสนับสนุนการท่องเที่ยว ปล่อยให้ “รีสอร์ท” ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด ชาวบ้านบางส่วนที่หวังพึ่งการเกษตรกรรมไม่ได้ มองเห็น “ทางรอด” จึง “ขายสิทธิ์” ถือครองที่ดินให้นายทุน กลายเป็นปัญหา “เรื้อรัง” ที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพยายามหาแนวทางแก้ไขมาอย่างยาวนาน แต่หลายแนวทาง “ไม่สะเด็ดน้ำ”

ที่สุดปัญหาวังน้ำเขียวเหมือนจะพบ “ทางสว่าง” เมื่อมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี หรือ มทส. “อาสา” ลงพื้นที่
เก็บข้อมูลจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียผ่านเวที “ประชาพิจารณ์” ก่อนสรุปเป็น “แผนแม่บท” การใช้พื้นที่ ส.ป.ก.ที่ “สอดรับ” กับความต้องการของนายทุนและชาวบ้านหลายประเด็น…

“พิมพ์เขียว” ของ มทส. มีเนื้อหาโดยสรุป คือ อ.วังน้ำเขียว มีพื้นที่ประมาณ 706,243 ไร่ ครอบคลุม 5 ตำบล ได้แก่ ต.ไทยสามัคคี, ระเริง, วังน้ำเขียว, วังหมี และอุดมทรัพย์ ทุก “ตารางนิ้ว” ถูกประกาศเป็น “เขตปฏิรูปที่ดิน” ปัญหาที่พบมากที่สุด คือ การไม่ปฏิบัติตามข้อกฎหมาย โดยเฉพาะการซื้อขายที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน คิดเป็นร้อยละ 34.18 ของพื้นที่ ปัจจุบันที่ดินถูกเปลี่ยนแปลงไปใช้ประโยชน์ด้านอื่น ที่ชัดเจน คือ การสร้าง “ที่พัก-โรงแรม-รีสอร์ท” ซึ่งจากการรับฟังความคิดเห็นจากตัวแทนชุมชนทั้งหมดเห็นว่าควรเปลี่ยนอาชีพจากการทำเกษตรกรรมมาเป็น “ท่องเที่ยว” ซึ่ง มทส.เสนอแนะการวางแผนจัดการปัญหาในเชิงพื้นที่ หรือ “โซนนิ่ง”คือ…

1.พื้นที่ที่อยู่ในเขตชั้นคุณภาพลุ่มน้ำชั้นที่ 1 หรือ “เขตคุ้มครองสภาพป่า”…พื้นที่ปัจจุบันที่เป็นป่าไม้สมบูรณ์ให้ “คงสภาพเดิม” ส่วนที่ดัดแปลงสภาพที่ไม่ใช่ป่าไม้รวม 2,454 ไร่ หรือร้อยละ 11.89 ของรีสอร์ททั้งหมดในปี 2554 ให้ “ฟื้นฟูสภาพ” โดยเร่งด่วนภายใน 1-3 ปี เนื่องจากเป็นแหล่งต้นน้ำลำธารไม่เหมาะสมในการทำกิจกรรมต่างๆ โดยเด็ดขาด และควรสร้างมาตรการป้องกันการบุกรุกที่ชัดเจน

2.พื้นที่ที่อยู่ในเขตชั้นคุณภาพลุ่มน้ำชั้นที่ 2 หรือ “เขตฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ”…พื้นที่ปัจจุบันเป็นที่ป่าไม้สมบูรณ์ให้คงสภาพเดิม ส่วนรีสอร์ทที่สร้างขึ้นตั้งแต่เมื่อปี 2554 ตกอยู่ในชั้นคุณภาพลุ่มน้ำชั้นที่ 2 อยู่ 152 ไร่ หรือร้อยละ 0.74 ของรีสอร์ททั้งหมดในปี 2554 ถ้าใช้พื้นที่เพื่อกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมในระดับประเทศ ต้องได้รับการพิจารณาอนุมัติจากคณะกรรมกรรมเป็น “รายกรณี”

3.พื้นที่ที่อยู่ในเขตชั้นคุณภาพลุ่มน้ำชั้นที่ 3 หรือ “เขตรองรับพื้นที่เกษตรกรรมที่ต้องเร่งรัดจัดทำระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ”…ถ้าไม่ตกในพื้นที่ป่าโซน A หรือ “ป่าอนุรักษ์” ให้ทำเกษตรกรรมได้ ภายใต้เงื่อนไขที่ต้องมีระบบการอนุรักษ์ดินและน้ำ โดยพื้นที่ที่มีความลาดชันมากกว่าร้อยละ 50 เป็นต้นไป ให้คงสภาพป่าไม้ ส่วนพื้นที่ที่ป่าไม้ถูกทำลายให้ฟื้นฟู ส่วนรีสอร์ทให้คงสภาพเดิม แต่จ่าย “ค่าเช่า” แก่รัฐตามอัตราที่ ส.ป.ก.กำหนด แต่ห้ามขอ “ขยายพื้นที่”

ส่วน “สิทธิครอบครอง” รีสอร์ทจะสิ้นสุด ไม่ตกทอดแก่ทายาท เมื่อผู้ครอบครองสิ้นสุดสิทธิจะใช้การประมูลเพื่อเช่าจากรัฐต่อไป ถ้าไม่มีผู้ประมูลให้ “ทุบทำลาย” และฟื้นฟูเป็นสภาพป่าดังเดิม

4.พื้นที่ที่อยู่ในเขตชั้นคุณภาพลุ่มน้ำชั้นที่ 4 หรือ “เขตรองรับพื้นที่เกษตรกรรมที่ควรส่งเสริมมาตรการอนุรักษ์ดินและน้ำ”…กำหนดให้ประกอบกิจการเกษตรกรรมทุกประเภทได้ในพื้นที่ที่มีความลาดชันน้อยกว่า 12% โดยควรใช้มาตรการอนุรักษ์ดินและน้ำ ควบคู่กันไป และอนุญาตให้สร้างสถานที่ “ตากอากาศ” เพื่อส่งเสริมและอนุรักษ์สภาพพื้นที่ได้

สำหรับการวางแผนจัดการเชิงพื้นที่ ต้องดำเนินการ ดังนี้…

1.บริหารและจัดการภายใต้ความร่วมมือจากชุมชน โดยจัดตั้ง “คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินชุมชน” แล้วให้นำร่างแผนผังแนวทางกำหนดเขตใช้ประโยชน์ และแนวทางบริหารจัดการพื้นที่เป็น “ต้นแบบ” เพื่อจัดทำระเบียบการใช้ประโยชน์ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินในวังน้ำเขียวต่อไป

2.แนวทางการแก้ไขปัญหา “ถือครอง” ที่ดิน ได้แก่

2.1 เกษตรกรที่ได้รับสิทธิใช้ประโยชน์ในที่ดิน ส.ป.ก. ปรับเปลี่ยนอาชีพเป็นด้านการท่องเที่ยวแล้ว แต่ยังคงสภาพพื้นที่บางส่วนไว้ เพื่อทำเกษตรกรรม ให้ “อนุโลม”ได้ว่าเป็นการประกอบกิจการอื่นที่เป็นการบริการ หรือเกี่ยวกับความเป็นอยู่ของเกษตรกรในด้านเศรษฐกิจและสังคม การดำเนินการดังกล่าวให้ถือเป็นการประกอบกิจการอื่นที่สนับสนุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม โดยรัฐเก็บ “ค่าเช่า” และที่ดินจะไม่ตกทอดแก่ทายาท…กรณีไม่ปฏิบัติตามระเบียบต้องดำเนินการตามกฎหมาย โดยแจ้งเตือน ถ้าไม่ปฏิบัติตามคำเตือนภายในระยะเวลาที่กำหนด ต้องถูก “เพิกถอนสิทธิ”

2.2 กรณีที่ดิน ส.ป.ก. ถูกถือครองโดยบุคคลอื่นที่มิใช่เกษตรกรที่ได้รับสิทธิ์ ให้ ส.ป.ก. ตั้งคณะกรรมพิจารณาพิสูจน์สิทธิ์
หรือ “ยึดคืน” พื้นที่กลับมาเป็นของรัฐก่อน และเข้าสู่แนวทางเดียวกับกรณีแรก โดยรัฐเก็บ “ค่าเช่า” และที่ดินจะไม่ตกทอดแก่ทายาท

ด้าน “สรรเสริญ อัจจุตมานัส” เลขาธิการ ส.ป.ก. กล่าวว่า จากที่ได้รับฟังข้อมูลจาก มทส. และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
ที่เข้าร่วมเวทีประชาพิจารณ์ครั้งสุดท้ายเมื่อปลายเดือนเมษายน ที่ผ่านมา พบว่า แนวทางเป็นไปในทิศทางเดียวกัน คือ ต้องการให้ อ.วังน้ำเขียว เป็น “แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร-เชิงอนุรักษ์” โดยอาจปรับเปลี่ยนพื้นที่บางส่วนเป็นที่พักอาศัยให้กับนักท่องเที่ยว จะเป็นการดำเนินการของเกษตรกรผู้ได้รับสิทธิเป็นหลัก จัดทำในลักษณะโฮมสเตย์ โดย ส.ป.ก.จะศึกษาข้อกฎหมายว่าดำเนินการได้หรือไม่

“ถ้า ส.ป.ก.จะอนุญาต รีสอร์ทอาจต้องโอนมาเป็นของรัฐก่อน เช่น อยู่ในมือกรมธนารักษ์ แล้วรีสอร์ทเช่าต่อ ซึ่ง
กรมธนารักษ์อาจมีหลักเกณฑ์ให้ปลูกป่าในพื้นที่ เพื่อให้เป็นการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์จริงๆ รูปแบบนี้ ส.ป.ก.จัดเก็บค่าเช่าที่ดิน กรมธนารักษ์เก็บค่าเช่าอาคาร เป็นต้น ภายใต้หัวใจหลัก คือ คุมจำนวนไม่ให้มากเกินไป ซึ่งจะนำข้อเสนอทั้งหมดไปหารือ
กับ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ต่อไป”

ข้อเสนอที่ได้จะเป็นอีกหนึ่ง “ทางรอด” ในมุมมองของชาวบ้าน

เป็น “วังน้ำเขียวโมเดล” ที่ไม่ได้มีประโยชน์เฉพาะกับ “ชาววังน้ำเขียว” แต่จะเป็น “โมเดล” ที่ใช้แก้ไขปัญหา “บุกรุก-ถือครอง” ที่ดินผิดกฎหมายที่ยั่งยืนให้กับพื้นที่อื่นๆ ต่อไป

SCOOP@NAEWNA.COM

หนุน ‘กิจการเพื่อสังคม’ ร่วมอุดช่องว่าง ‘เหลื่อมล้ำ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/214804

วันอาทิตย์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.

พูดถึง “ระบบราชการไทย” ปัจจุบันยังคงพบข้อจำกัด 2 เรื่องคือ “รวมศูนย์” อำนาจการตัดสินใจมักจะกระจุกอยู่ที่ส่วนกลาง อีกทั้งยัง “แยกส่วน” แต่ละกระทรวง ทบวง กรม ดำเนินงานแบบต่างคนต่างทำ เมื่อประชาชนมีข้อร้องทุกข์ก็บอกว่าอยู่นอกเหนือหน้าที่ของตน ทำให้ไม่อาจตอบสนองความต้องการของประชาชนได้เต็มที่ ทว่าอีกด้านหนึ่ง “ภาคเอกชน” และ “ภาคประชาชน” กลับมีบทบาทสูงในการปัดเป่าความเดือดร้อนของผู้ตกทุกข์ได้ยาก

เห็นได้จากข่าวเด็กยากไร้ต้องออกจากโรงเรียนกลางคัน ข่าวผู้ได้รับผลกระทบจากคดีความที่ไม่เป็นธรรม ไปจนถึงข่าวภัยพิบัติทางธรรมชาติไม่ว่ามุมใดของโลก คนไทยมักจะ “บริจาคเงิน”สมทบทุนไปช่วยเหลืออยู่เสมอ ผ่านกองทุนต่างๆ ที่ตั้งโดยภาคธุรกิจบ้าง สื่อมวลชนบ้าง องค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) บ้าง เป็นการ “อุดช่องว่าง” ข้อจำกัดของภาครัฐได้เป็นอย่างดี

ผลการสำรวจของ Charities Aid Foundation พบว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่ผู้คนนิยมบริจาคเงินเพื่อการกุศลเป็นอันดับ 2 ของโลก สอดคล้องกับข้อมูลของ สำนักงานสถิติแห่งชาติ ที่ระบุว่า ในปี 2557 ครัวเรือนในประเทศไทยบริจาคเงินสูงถึง 75,760 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 0.58 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) “สูงกว่า” งบประมาณรายจ่ายของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในปีเดียวกันซึ่งอยู่ที่ 10,324 ล้านบาท หรือร้อยละ 0.41 ของ GDP สะท้อนภาพ“ความใจบุญ” ของคนไทยที่ “ไม่น้อยหน้าใคร” บนโลกใบนี้

ดร.ณัฐนันท์ วิจิตรอักษร นักวิชาการ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(TDRI) กล่าวในงานสัมมนาวิชาการสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ประจำปี 2559 “การปฏิรูปภาครัฐ เพื่อให้ประชาชนได้บริการที่ดี” เมื่อเร็วๆ นี้ ณ โรงละคร อักษรา คิงเพาเวอร์ ระบุว่า หากบริหารจัดการเงินบริจาคที่ไหลเวียนนี้ไปยังจุดที่ต้องการอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น มูลนิธิอาสาสมัคร หรือกิจการเพื่อสังคม ย่อมจะช่วยแก้ปัญหาได้อย่างให้ผลตอบแทนสูงสุด

ดร.ณัฐนันท์ ยกตัวอย่าง “กิจการเพื่อสังคม” (Social Enterprise) ที่มีผลงานโดดเด่นไว้หลายแห่ง เช่น มูลนิธิ ทีช ฟอร์ไทยแลนด์ (Teach for Thailand) ที่มีเป้าหมายยกระดับคุณภาพครูผ่านการอบรมหลักสูตรการเป็นผู้นำ เพื่อให้เป็นที่ปรึกษาและแบบอย่างที่ดีแก่นักเรียน, บริษัท เลิร์น เอ็ดดูเคชั่น จำกัด ซึ่งเป็นกิจการเพื่อสังคมที่มีวัตถุประสงค์ในการปรับปรุงคุณภาพหลักสูตรการศึกษา โดยผลิตสื่อการสอนบนคอมพิวเตอร์ที่สนุกสนานเข้าใจง่าย

เช่นเดียวกับ ดร.บุญวรา สุมะโน นักวิชาการ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ยกตัวอย่าง บริษัท วิสาหกิจสุขภาพชุมชน จำกัด (Social Health Enterprise : SHE) ซึ่งอบรมและจ้างงานอดีตผู้ต้องขังหญิงให้เป็นพนักงานกดจุดแก้โรค Office Syndrome อีกทั้ง บริษัท กล่องดินสอ จำกัด ที่ผลิตสื่อการเรียนให้คนพิการทางสายตา และจัดฝึกอบรมทักษะกราฟิกดีไซน์ให้แก่ผู้พิการทางหูพร้อมจัดหางานให้

นักวิชาการทั้ง 2 ราย ยังกล่าวอีกว่า ในประเทศไทยยังมีกลุ่มกิจการเพื่อสังคมที่มุ่งหวังจะแก้ปัญหา “ความเหลื่อมล้ำ” ซึ่งภาครัฐไม่สามารถดูแลแก้ไขได้ทั่วถึงอีกหลายส่วน กลุ่มเหล่านี้ทำงานด้านสวัสดิการสังคมที่เน้นช่วยเหลือคนด้อยโอกาส ทั้งคนพิการ ผู้ติดยาเสพติด อดีตผู้ต้องขังในเรือนจำ หรือผู้ติดเชื้อเอชไอวี-เอดส์ เป็นต้น

ดังนั้นภาครัฐจึงควรวางระบบที่เอื้อต่อการลงทุนเพื่อสังคมอย่างแท้จริง โดยอาจพิจารณาใช้มาตรการสนับสนุน เช่น การออกพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม และให้ภาคประชาชนร่วมกัน “สร้างความเชื่อมโยงระหว่างผู้ที่เกี่ยวข้องต่างๆ” โดยจัดทำฐานข้อมูลที่สามารถบอกได้ว่าใคร กำลังทำอะไร เพื่อแก้ไขปัญหาอะไร ด้วยวิธีอะไร

เพื่อช่วยให้สมาชิกอื่นในสังคมทราบว่าหากต้องการแก้ไขปัญหาหนึ่งจะต้องติดต่อใคร และเป็นการช่วยชี้ช่องว่างด้วยว่าปัญหาใดยังขาดการลงทุนเพื่อสังคม ขณะเดียวกัน ผู้นิยมการบริจาค หรือนักลงทุนเพื่อสังคม ควรทำความเข้าใจสภาพที่แท้จริงของปัญหาที่ตนต้องการร่วมแก้ไข และติดตามว่าสิ่งที่ตนลงทุนไปนั้นมีผลอย่างไรบ้าง

เพื่อช่วยปรับปรุงการทำงานหรือขยายผลในการลงทุนเพื่อสังคมต่อไป!!!