ส่อง‘ข้าว…แห่งอาเซียน’ ‘เชื่อม’วิถี…‘โยง’วัฒนธรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/212789

วันอาทิตย์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2559, 02.00 น.
ในความต่างย่อมมีความเหมือน…“อาเซียน” ก็เช่นกัน!!!

เพราะแม้แต่ละประเทศจะมี “วิถี” ที่ต่างกันไปในปัจจุบัน แต่หากทำความเข้าใจอาเซียนผ่าน “สายสัมพันธ์” อาจได้รับรู้ว่าผู้คนแถบนี้มีอดีต ความเป็นมา และลักษณะบางอย่างร่วมกัน โดยเฉพาะ “วัฒนธรรมการกิน” ที่พบว่าประชากรในแถบเอเชีย โดยเฉพาะประเทศในกลุ่มอาเซียนทั้ง 10 ประเทศมี “ข้าว” เป็นอาหารหลัก

“ข้าว” จึงเปรียบเสมือน “จุดเชื่อมโยง” ที่ผสมผสานวัฒนธรรมกลุ่มอาเซียนเข้าไว้ด้วยกัน…

ในการอบรมหลักสูตร “ความรู้เรื่องการเป็นประชาคมอาเซียนสำหรับสื่อมวลชน รุ่นที่ 4 : อาเซียนหลัง 2015” ที่ไปศึกษาดูงานที่ประเทศกัมพูชา ยิ่งเป็นที่ประจักษ์ถึงความเหมือนที่บ่งบอกถึงวัฒนธรรมที่กลมกลืนกันของข้าวในกลุ่มชาติ
อาเซียน

ประการแรก คนอาเซียนบริโภคข้าวเป็นหลัก…ประการที่ 2 คือ เด่นชัดเรื่องสภาพภูมิอากาศที่คล้ายคลึงกัน เหมาะแก่การทำนาข้าว เกษตรกรอาเซียนจึงนิยมยึดอาชีพทำนาเป็นหลัก…ประการที่สาม วัฒนธรรมข้าวสะท้อนออกมาในรูปแบบของการใช้ภาษา คนหลายๆ ชาติในอาเซียนพูดคำว่า “กิน-ทานข้าว” โดยหมายถึงอาหารทั้งหมดในมื้อนั้น อาจไม่มีข้าวเลยก็ได้…ประการสุดท้าย อาหารหลัก และ “กับข้าว” ของชาวอาเซียน ยังส่งผ่านอิทธิพลถึงกัน

“โสมเพ็ญ ขุทรานนท์” อาจารย์พิเศษมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม กล่าวว่า อาหารของกลุ่มชาติอาเซียนหลายประเภทมี “ที่มา” เชื่อมโยงกัน เช่น อาหารยอดนิยมของชาวกัมพูชา คือ “ลกม๊อก” ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากการทำ “ห่อหมก” ในบ้านเรานั่นเอง โดยในอดีตชาวกัมพูชาไปมาหาสู่กับชาวสยามบ่อยครั้ง จึง “ติดใจ” รสชาติห่อหมก แล้วนำไปประยุกต์ทำ หรืออย่างอาหารเวียดนามแต่ละท้องถิ่นจะแตกต่างกันคล้ายๆ กับประเทศไทย ในบางท้องถิ่นมี “ข้าวเหนียวนึ่ง” เป็นเครื่องเคียง

“แม้รสชาติอาหารกัมพูชา และเวียดนาม จะไม่จัดจ้านเหมือนไทย แต่วัฒนธรรมการกินเหมือนกัน คือ จะนั่งกินข้าวกันเป็นครอบครัว พร้อมหน้าพร้อมตาเหมือนกัน”

นอกจาก “วัฒนธรรมข้าว” หลายๆ ชาติในอาเซียนยังถือเป็นประเทศที่ปลูกข้าวมากที่สุดเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ซึ่งแต่ละประเทศมี “พันธุ์ข้าว” ที่เป็นเฉพาะของตนเอง และเป็นสินค้าส่งออกทำรายได้เข้าประเทศได้ปีละหลายหมื่นล้านบาท ช่วยดึงภาวะเศรษฐกิจของประเทศนั้นๆ ให้กระเตื้องขึ้น อย่างกัมพูชามีพันธุ์ Phaka Mali หรือ Neang Mali หรือเรียกว่า “Cambodia Jasmine” คล้าย “ข้าวหอมมะลิ” ของไทย ซึ่งปัจจุบันรัฐบาลกัมพูชาพยายามผลักดัน เพื่อส่งออก…“เวียดนาม” นิยมปลูก “JASMINE 85” ซึ่งปัจจุบันเวียดนามสนับสนุนการปรับปรุงพันธุ์ เพื่อการส่งออกเช่นกัน

ประเทศไทย สายพันธุ์ข้าวที่นิยมปลูกและส่งออก หนีไม้พ้น “ข้าวหอมมะลิ” ที่มีคุณสมบัติพิเศษ “หอม ยาว ขาว นุ่ม”!!!

“กฤษณพงศ์ ศรีพงษ์พันธุ์กุล” ผู้อำนวยการกองพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าว กรมการข้าว กล่าวว่า กรมฯกำลังพยายามผลักดัน “ข้าวหอมมะลิ GI” ส่งออกแข่งขันในตลาดโลก โดยเฉพาะ “ตลาดจีน” เพราะเล็งเห็นศักยภาพของจีนในการเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ มีประชากรกว่า 1.3 พันล้านคน ซึ่งปัจจุบันจีนผลิตข้าวไม่เพียงพอ ยังมีความต้องการนำเข้าข้าวจากต่างประเทศอีกปีละ 4-5 ล้านตัน

“ที่สำคัญชาวจีนนิยมบริโภคข้าวหอมมะลิไทยเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว อีกทั้งไทยกับจีนมีความสัมพันธ์ที่ดีกันมายาวนาน จึงเป็นโอกาสส่งออกข้าวหอมมะลิ GI ซึ่งเป็นข้าวหอมมะลิแท้ 100% ไปเจาะตลาดจีน เพื่อสร้างรายได้เข้าประเทศ”

ความเหมือนในความต่างของ “ข้าว…แห่งอาเซียน” ที่แม้จะถูก “ปรุงรส ปรับสายพันธุ์” ตามความเหมาะสมของ “วิถี” แต่ละท้องถิ่น แต่ที่สุดแล้วไม่ว่าจะเป็นของชาติใด “ข้าว” ถือเป็นผลผลิตที่มีค่า และเป็น “จุดเชื่อมต่อ” วัฒนธรรมร่วมกันของชาติอาเซียนภายใต้การขวางกั้นของ “เส้นแบ่งเขตแดน”

สุชาดา วันทอง
SCOOP@NAEWNA.COM

เปลี่ยน…3ปัจจัย‘ต้นเพลิง’ หยุด!‘ไฟป่า-ควันพิษ’ลุกลาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/212508

วันศุกร์ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.
“ไฟป่าและหมอกควัน”…

กลายเป็น “วิกฤติ” ที่เกิดขึ้นทางภาคเหนืออย่าง “ซ้ำซาก” สร้างมลพิษทางอากาศที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ทั้งต่อสุขภาพชาวบ้าน ธุรกิจท่องเที่ยวต้องหยุดชะงัก ซึ่งเดิมทีรู้กันดีว่า “ไฟมรณะ-ควันพิษ” ที่เกิดขึ้นมาจากการ “เผาป่า” ปรับพื้นที่เพาะปลูกแบบผิดๆ ของประชาชนบนพื้นที่สูง และปัญหานี้ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง จนกลายเป็นความขัดแย้งระหว่าง…

“คนเมือง VS คนดอย”!!!

ทว่า “คนดอย” อาจมิใช่ “จำเลย” เพียงหนึ่งเดียว นั่นเพราะ ณ ปัจจุบัน บางพื้นที่พบการ “สร้างสถานการณ์” ไฟไหม้ป่า จากน้ำมือ “นายทุนพื้นราบ”เพื่อเนรมิตที่พัก “รีสอร์ท-โฮมสเตย์” เตรียมรองรับการท่องเที่ยวที่กำลัง “บูม” ดังเช่นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดอยเชียงดาว อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ หรือ…

“ดอยหลวงเชียงดาว”!!!

“นิคม พุทธา” ประธานกลุ่มอนุรักษ์ลุ่มน้ำปิงตอนบน กล่าวว่า ก่อนหน้านี้รัฐบาลได้ออกมาตรการ “60 วัน…
ห้ามเผา” ทั้งพื้นที่ป่าและพื้นที่เกษตรใน 9 จังหวัดภาคเหนือ ตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ ถึง 15 เมษายน ที่ผ่านมา เพราะเป็นช่วงที่มีปัญหาหมอกควันเกิดขึ้นและรุนแรงมากที่สุด แต่ “เอาไม่อยู่” เพราะยังมีการ “ลักลอบ” เผาป่าเพื่อปรับพื้นที่เตรียมเพาะปลูก รวมถึงการ “บุกรุก” พื้นที่ป่า และสร้าง “ไฟป่า…ลวง” ของคนบางกลุ่ม เพื่อใช้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นปรับพื้นที่สร้างรีสอร์ท เช่น ดอยหลวงเชียงดาวที่มีการเติบโตของการท่องเที่ยวอย่าง “ก้าวกระโดด” และยังไม่มีระบบการบริหารจัดการที่ดีพอ จึงเกิดการบุกรุกผืนป่าและลักลอบเผาป่า เพื่อใช้ประโยชน์ผิดวัตถุประสงค์และผิดกฎหมาย

“ปกติช่วงฤดูท่องเที่ยวระหว่างเดือนพฤศจิกายน-มีนาคม ดอยหลวงเชียงดาวซึ่งเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าหายาก
และพืชพันธุ์สงวน เช่น กวางผา และกุหลาบเชียงดาว ที่มีเฉพาะที่ดอยหลวงเชียงดาวเท่านั้น จะมีนักท่องเที่ยวราว 15,000 คน แต่ปีนี้เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว คือ 31,000 คน ทำให้ชาวบ้านในหมู่บ้านลีซอ รวมถึงนายทุนจากพื้นราบ ลักลอบตัดไม้เผาป่าเพื่อปรับพื้นที่ทำโฮมสเตย์รองรับนักท่องเที่ยว จนสร้างความเสียหายต่อพื้นที่ป่าดอยหลวงเชียงดาว เป็นวงกว้าง”

นี่ถือเป็นหนึ่งใน “ต้นเพลิง” ที่ทำให้เกิดการปะทุขึ้นของไฟป่าและหมอกควันในพื้นที่ภาคเหนือที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข และถูก “มองข้าม”!!!

แตกต่างจากบางพื้นที่ที่ “ไม่รอ” ภาครัฐ เช่น “บ้านขอ” อ.เมืองปาน จ.ลำปาง ที่ชาวบ้านหันมา
“พึ่งตัวเอง”!!!

“ผิน เปนุจา” ผู้ใหญ่บ้าน “บ้านขอใต้” ต.บ้านขอ กล่าวว่า ปัญหาไฟป่าและหมอกควันสร้างความเดือดร้อนอย่างมาก ชาวบ้านจึงลุกขึ้นมาศึกษาปัญหา เพื่อหาแนวทางแก้ไข เช่น สร้างแนวกันไฟ รณรงค์ลดการเผา ออกกฎกติกาบังคับใช้ในชุมชน แต่ปัญหาในพื้นที่ไม่ได้ลดลง กระทั่งปี 2557 ชาวบ้านจึงร่วมมือกับนักวิจัยท้องถิ่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.) จ.ลำปาง เพื่อหาแนวทางแก้ไขที่ “ถูกทาง” จนเกิดโครงการ “ชุมชนมาตรฐาน…หมู่บ้านปลอดการเผา” โดยสร้างความรู้แก่ชาวบ้าน ว่า “ผืนป่าเป็นต้นทุน” ในการดำเนินชีวิต เป็นแหล่งน้ำกินน้ำใช้ แหล่งอาหาร และพื้นที่เลี้ยงสัตว์ ถ้าไม่ร่วมกันรักษาเอาไว้ป่าต้นน้ำ พืชป่า พืชพื้นถิ่น และสัตว์ป่าสูญหายแน่นอน ดังนั้น “ห้ามเผา”

“การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน คือ แก้ไขที่ต้นเหตุ ซึ่งหมายถึงมนุษย์ โดยเข้าไปทำความเข้าใจกับชาวบ้าน และชี้ให้เห็นถึงผลกระทบจากปัญหาหมอกควันและไฟป่า เพื่อปลูกจิตสำนึกในการปกป้องผืนป่า รวมถึงจัดให้มีพื้นที่ชุมชน เพื่อให้ชาวบ้านช่วยกันดูแลและทำแนวกันไฟ สุดท้ายชุมชนลดการเกิดไฟป่าในพื้นที่ได้ถึง 70%”

ด้าน “สมพร จันทระ” นักวิจัยจากภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า สถานการณ์ “หมอกควัน” ในภาคเหนือปีนี้เร็วกว่าทุกปี เนื่องจากมาตรการของภาครัฐที่กำหนดวันเวลาในการเผาเศษวัสดุหลังการทำการเกษตร ทำให้เกษตรกรเร่ง “ชิงเผา” พื้นที่ของตน จนส่งผลให้ตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา พบจุดความร้อนและค่าความเข้มข้นของฝุ่นมาก และแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่

“ดังนั้นควรกำหนดให้สอดคล้องกับภูมิอากาศของแต่ละพื้นที่ โดยอาศัยข้อมูลกรมอุตุนิยมวิทยา ซึ่งต้องอาศัยการพัฒนาเทคโนโลยีอีกเล็กน้อย คาดว่าปี 2560 จะเชื่อมโยงข้อมูลและกำหนดมาตรการห้ามเผาได้อย่างสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมของชุมชนมากขึ้น เพื่อลดปัญหาการเกิดหมอกควันและไฟป่า”

ขณะที่ “ชาญ อุทธิยะ” จากศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น จ.ลำปาง สกว. กล่าวว่า ไฟป่าที่เกิดขึ้นใน จ.ลำปาง มาจาก 3 ปัจจัยหลักๆ คือ “อาชีพ ความเชื่อ และความโลภ”…“อาชีพ” หมายถึง การทำการเกษตรของชาวบ้าน
ที่ใช้วิธีการแผ้วถางป่ามากกว่าไถกลบ…“ความเชื่อ” คือ ชาวบ้านหลายคนยังมีความเชื่อมาตั้งแต่ดั้งเดิมโบราณว่าการจะทำให้เห็ดถอบหรือผักหวานขึ้นต้องเผาที่ดินก่อน…“ความโลภ” คือ ความโลภของนายทุนที่ชาวบ้านอาจแก้ปัญหาด้วยตนเองยาก ต้องอาศัยกลไกและอำนาจจากภาครัฐเข้ามาช่วย

“ชาญ” กล่าวด้วยว่า ในส่วนของ “อาชีพ” ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น สกว.ได้ส่งเสริมให้ชาวบ้านเป็น “นักวิจัย” ที่เรียนรู้และเข้าใจปัญหาด้วยตัวเอง โดยทำให้พวกเขาได้เรียนรู้ว่ามีวิธีการอื่นในการทำการเกษตรนอกจากการเผาป่า คือ ไถกลบ หรือถ้าเผาก็ควรกำหนดพื้นที่ในการเผา…“ความเชื่อ” ต้องทำให้ชาวบ้านเชื่อว่าวิธีการเผาไม่ใช่วิธีที่ถูกต้องในการทำให้มีผลผลิตที่ดีได้

เมื่อนักวิจัยชาวบ้านพิสูจน์ข้อเท็จจริงด้วยตนเอง มีการเก็บข้อมูลเปรียบเทียบพืชผลในพื้นที่ระหว่างตอนเผาป่าและไม่เผาป่า พบว่า พืชพันธุ์ในพื้นที่มีปริมาณเพิ่มขึ้น ทำให้พวกเขาพบข้อมูลเชิงประจักษ์ด้วยตนเอง ว่า…

คำตอบที่ดีที่สุดของการทำการเกษตรที่ยั่งยืน…

“ไม่ใช่” การแผ้วถางป่าโดยวิธีการเผา!!!

“ไฟป่าและหมอกควัน” เป็นปัญหาซับซ้อน ต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจจากทุกภาคส่วนในการมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของปัญหา กำหนดยุทธศาสตร์ร่วมกัน เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาอย่างรอบด้านบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง และองค์ความรู้ที่ผสมผสานระหว่าง “ภูมิปัญญา” ของชุมชน และความรู้เชิง “วิชาการ” เพื่อลดทอนความรุนแรงของปัญหาที่เกิดขึ้น

SCOOP@NAEWNA.COM

‘โฟเลต’ กับ ‘หญิงตั้งครรภ์’ ลดเสี่ยง ‘ลูกพิการแต่กำเนิด’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/212334

วันพฤหัสบดี ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.
“ขอให้ลูกที่เกิดมาร่างกายสมบูรณ์ครบ 32 นะ”

คำอวยพรนี้เป็นที่คุ้นเคยอย่างดีเมื่อเราพบเห็นหญิงสักคนหนึ่งกำลังตั้งครรภ์ เพราะไม่ว่าใครก็คงไม่อยากเกิดมาแล้วร่างกายพิกลพิการ รวมถึงผู้เป็นพ่อแม่ผู้ปกครองก็คงไม่ต้องการให้บุตรหลานของตนมีสภาพนั้นเช่นกัน ทว่าบางครั้งสิ่งที่เรียกว่า “โชคร้าย” ก็มาเยือนเนื่องจากทารกหลายรายเมื่อลืมตาดูโลกก็มาแบบไม่ครบ 32 ดังกล่าว

เรียกว่า “พิการแต่กำเนิด”!!!

ภาวะพิการแต่กำเนิด แม้ในทางการแพทย์ระบุว่าส่วนหนึ่งมาจากกรรมพันธุ์ ประเภทบรรพบุรุษสักรุ่นหนึ่งที่ไม่จำเป็นต้องเป็นพ่อแม่โดยตรงเสมอไป เช่น รุ่นปู่หรือรุ่นทวดมีอาการของโรคบางอย่างแล้วถ่ายทอดทางพันธุกรรมข้ามมาสู่รุ่นหลานรุ่นเหลน แต่อีกส่วนหนึ่งเกิดจากการที่มารดามีพฤติกรรมไม่เหมาะสมขณะตั้งครรภ์ เช่น สูบบุหรี่หรือดื่มเครื่องดื่มมึนเมา รวมถึง “ไม่ได้รับสารอาหารที่เพียงพอ” ทั้งก่อนและขณะตั้งครรภ์

ซึ่งหนึ่งในสารอาหารสำคัญนั้นคือ “โฟเลต” หรือชื่อทางการคือ “กรดโฟลิก” (Folic Acid)!!!

ที่งานประชุมวิชาการ “การป้องกันความพิการแต่กำเนิดด้วยโฟเลต” ณ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติสภากาชาดไทย ม.ค. 2559 ศ.(เกียรติคุณ) พญ.พรสวรรค์วสันต์ ที่ปรึกษาคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า จากการสำรวจในหลายพื้นที่ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) พบว่า ร้อยละ 40 ของหญิงตั้งครรภ์มีอาการตัวซีด ซึ่งส่งผลต่อระดับสติปัญญา(ไอคิว-IQ) ของทารกในครรภ์

ทั้งนี้ “มนุษย์วัยผู้ใหญ่ 1 คน” ต้องการโฟเลตเฉลี่ย “400 ไมโครกรัม” ต่อวัน!!!

“นี่ปัญหาแรกเลยคือเชาวน์ปัญญาต่ำ สมาธิสั้น ติดเชื้อง่าย อันนี้สำคัญที่โภชนาการ ซึ่งเป็นการลงทุนที่ไม่แพงเลย”

พญ.พรสวรรค์ กล่าวและย้ำว่า หากมารดามีโฟเลตต่ำกว่ามาตรฐาน สารดีเอ็นเอก็จะไม่เพียงพอต่อการสร้างเซลล์เนื้อเยื่ออวัยวะต่างๆ ของทารกได้ครบถ้วนสมบูรณ์ เด็กที่เกิดมาก็จะเสี่ยงต่อความพิการ เช่น ปากแหว่งเพดานโหว่ แขนขาพิการ ความผิดปกติของระบบสมองและประสาท และภาวะหัวใจพิการ เป็นต้น ซึ่งปัจจุบันยาเม็ดโฟเลตที่มีจำหน่ายในประเทศไทย ราคาเฉลี่ยเพียงเม็ดละ 1 บาทเท่านั้น

ถือว่า “ถูกมาก” เมื่อเทียบกับผลดีที่ได้รับ!!!

อย่างไรก็ตาม..แม้โฟเลตจะมีความสำคัญและราคาไม่แพง แต่ก็มีข้อจำกัดบางอย่าง ศ.นพ.วรศักดิ์ โชติเลอศักดิ์ รองคณบดีฝ่ายวิจัย คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า การป้องกันภาวะพิการแต่กำเนิดด้วยการเสริมโฟเลต จะต้องรับประทานอย่างน้อย 6 สัปดาห์ก่อนตั้งครรภ์ นั่นหมายความว่าต้องวางแผนก่อนมีบุตร

“ที่สำคัญเลยคือเรื่องเวลา คือต้องรับประทานก่อนจะมีเพศสัมพันธ์อย่างน้อย 6 สัปดาห์ อันนี้เป็นประเด็นที่สำคัญมาก อันนี้มันต้องวางแผน” ศ.นพ.วรศักดิ์ ระบุ

แม้ในทางวิชาการจะกล่าวเช่นนั้น แต่ในทางปฏิบัติ การจะให้ประชาชนสนใจการวางแผนเมื่อจะมีบุตรไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะ “เรื่องเพศไม่เข้าใครออกใคร” ยิ่งคนเป็นสามีภรรยาด้วยแล้วก็มักจะ “ปล่อยเลยตามเลย” มีและเลี้ยงลูกกันไปตามมีตามเกิด ดังนั้นจึงต้องใช้แนวทางอื่น นั่นคือการกำหนดเป็นกฎหมาย ให้อาหารหรือเครื่องปรุงบางอย่าง ต้องเติมสารโฟเลตให้เพียงพอสำหรับร่างกายมนุษย์ในแต่ละวัน

คล้ายกับการกำหนดให้ “เกลือ-น้ำปลา-ซอสปรุงรส”ต้องเติม “ไอโอดีน” สาระสำคัญที่มีผลต่อ “ไอคิว”!!!

นพ.วชิระ เพ็งจันทร์ อธิบดีกรมอนามัย กล่าวถึงประเด็นนี้ว่า เบื้องต้นแต่ละคนสามารถหาอาหารที่มีโฟเลตมารับประทานได้ เพราะสารชนิดนี้ก็มีในอาหารทั่วๆ ไป รวมถึงมียาเม็ดโฟเลตที่ผลิตโดยองค์การเภสัชกรรมและเอกชนอื่นๆ แต่ในระยะยาว คงต้องทำการศึกษากันต่อไปว่า จะนำสารโฟเลตไปเติมในวัตถุดิบทำอาหารอะไรได้บ้าง

“อนาคตต่อไป ทางกระทรวงสาธารณสุขก็จะมีมาตรการทั้งภาคสมัครใจและภาคบังคับ ให้นำโฟเลตไปผสมในอาหารอะไรได้บ้าง โดยไม่ทำให้คุณค่าและรสชาติอาหารเปลี่ยนแปลงไป เพื่อให้คนไทยทุกคนได้รับโฟเลตอย่างพอเพียงต่อการมีลูก มีภาวะโภชนาการที่ดี และมีสุขภาพดีตลอดไป” อธิบดีกรมอนามัย กล่าวทิ้งท้าย

บทความ “รู้จักกับโฟเลต” เขียนโดย นพ.จักรกฤษณ์เอื้อสุนทรวัฒนา และ รศ.นพ.ธันยชัย สุระ จากโครงการธาลัสซีเมีย คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี เล่าถึงประวัติของสารอาหารชนิดนี้ ซึ่งถูกค้นพบโดยพญ.ลูซี วิลล์ เมื่อปี 2474 โดยพบว่าหญิงสาวที่ทำงานในโรงงานทอผ้า ณ เมืองบอมเบย์ (มุมไบ) ประเทศอินเดีย จำนวนมากป่วยเป็นโรคโลหิตจางเพราะขาดโฟเลตอันเป็นสารอาหารที่ละลายน้ำได้ อยู่ในกลุ่มของวิตามินบี (Vitamin B)

จุดร่วมของผู้ป่วยทั้งหมด..คือ “ยากจน” ไม่ค่อยได้รับประทานอาหารประเภทโปรตีน ผักและผลไม้!!!

บทความนี้กล่าวต่อไปว่า สำหรับหญิงตั้งครรภ์แล้ว โฟเลตถือว่ามีความสำคัญมาก เพราะทำหน้าที่สร้างสารรหัสพันธุกรรม (ดีเอ็นเอ-DNA) สำหรับการสร้างเซลล์ใหม่ๆ ทั้งของมารดาและทารก ดังนั้นการที่มารดาได้รับโฟเลตในปริมาณเพียงพอตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ จะลดภาวะพิการแต่กำเนิดของทารกได้มาก

ในยุคปัจจุบันที่ “คนไทยเกิดน้อยลง” เรื่องของ “คุณภาพประชากร” จึงเป็นเรื่องใหญ่!!!

ดังนั้นจะทำอย่างไรให้ “แม่ทุกคน” ได้รับสารอาหารเพียงพอ เพื่อให้กำเนิด “ลูกที่สมบูรณ์”!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

กำจัด‘จุดอ่อน’แผนจัดการน้ำ ฝ่าวิกฤติ‘ภัยแล้ง-ท่วม’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/212177

วันพุธ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.
หนักหนา สาหัส…

คงไม่เกินเลยไปสำหรับ “ภัยแล้ง” ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญ ด้วยเพราะ ณ ปัจจุบัน ชาวนาเกือบทั้งประเทศปลูกข้าวไม่ได้ทั้งนาปีและนาปรัง ไม่มีน้ำหล่อเลี้ยงให้ข้าวอยู่รอดถึงวัน “ตั้งท้อง ออกรวง” ขณะที่หลายพื้นที่ในท้องถิ่นทุรกันดาร
ผืนดินแตกระแหง น้ำในคูคลองแห้งขอด ไม่มีน้ำกินน้ำใช้

ที่ผ่านมา นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญจากหลายภาคส่วน ออกมาย้ำเตือนว่าภัยแล้งจะ “ลากยาว” ไปอีกนาน จึงสมควรต้องมีมาตรการ “รับมือ” ล่วงหน้า และมีระบบบริหารจัดการที่มี “ประสิทธิภาพ” มากพอ ไม่เช่นนั้นเมืองไทยที่ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในพื้นที่ “อู่ข้าว…อู่น้ำ” ของภูมิภาคอาเซียน อาจต้องเผชิญ “วิกฤติ”

“ปรากฏการณ์เอลนีโญ่ ตั้งแต่ปี 2558 ส่งผลให้ปริมาณน้ำใน 4 เขื่อนหลักลุ่มเจ้าพระยา ลดลงต่ำสุดในรอบ 40 ปี และปริมาณน้ำในเขื่อนลดลงติดต่อกันมา 4 ปีแล้ว หลังเกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ในปี 2554 เพราะมีการปรับเกณฑ์ควบคุมระดับน้ำในเขื่อนลง และรัฐบาลสั่งให้ปล่อยน้ำจำนวนมากออกจากเขื่อนในปลายปี 2554 เพราะกลัวน้ำท่วมอีก อีกทั้งนโยบายรับจำนำข้าวส่งผลให้พื้นที่เพาะปลูกข้าวในฤดูแล้งขยายตัวกว่าเดิม ทำให้มีการใช้น้ำชลประทานมากกว่าปกติ จึงส่งผลกระทบและยากที่จะรับมือ”

“นิพนธ์ พัวพงศ์กร” นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(ทีดีอาร์ไอ) กล่าวบนเวทีเสวนา “ฝ่าวิกฤติ…น้ำ” จัดโดยผู้เข้ารับการอบรมหลักสูตรผู้บริหารการสื่อสารมวลชนระดับสูง(บสส.) รุ่นที่ 6 และสถาบันอิศรา เมื่อช่วงต้นเดือนเมษายน ที่ผ่านมา

เขากล่าวอีกว่า พืชที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งมากที่สุด 3 อันดับ คือ ข้าวโพด อ้อย และข้าว โดยจากการประเมินผลกระทบเบื้องต้นปัญหาภัยแล้งที่ส่งผลต่อการเพาะปลูก คือ “ภาคอีสาน-ภาคเหนือ” น่ากลัวที่สุด ในช่วงปี 2558-2559 ภาคเหนือลดพื้นที่เพาะปลูกข้าวถึง 45 ล้านไร่ ซึ่งเกษตรกรจะไม่มีองค์ความรู้ในการเตรียมรับมือ เกษตรกรส่วนมากรู้แค่ว่า…

รัฐประกาศให้หยุดปลูกข้าวก็หยุด ทำตามนโยบายรัฐ…

ในปีเดียวกัน “ภาคกลาง” ในพื้นที่ชลประทานมีความกังวลเรื่องภัยแล้ง แต่ยังพบปลูกข้าวนาปรังตลอด แม้จะลดพื้นที่เพาะปลูกบ้าง แต่ลดลงไม่มากแค่ 1-1.9 ล้านไร่ โดยคนภาคกลางในเขตชลประทานส่วนมากเมื่อทราบสถานการณ์น้ำจากกรมชลประทาน ชาวนาจะเร่งทำนาปรังให้เร็วกว่าเดิมตั้งแต่ปีที่แล้ว พอมาถึงปีนี้ก็เร่งเวลาเข้าไปอีก เพราะกลัวล่าช้าน้ำในเขื่อนจะแห้ง ดังนั้นเมื่อเข้าเดือนพฤษภาคมปีนี้ ทุกที่ที่ทำนาปีต้องทำนาพร้อมกัน ถ้าฝนไม่ตกตามที่หลายหน่วยงานประเมินไว้…

ถ้าน้ำไม่พอ ย่อมเกิดปัญหา “แย่งน้ำ”

“นิพนธ์” กล่าวด้วยว่า ตอนนี้คนกรุงเทพฯใช้น้ำเยอะที่สุด มีแหล่งน้ำทั้งบางปะกงและเจ้าพระยา โดยจ่ายค่าน้ำถูก ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลใช้ “น้ำฟรี” เป็นส่วนมาก และนิยมใช้ “น้ำใหม่” ไม่เหมือนในประเทศอื่น เช่น ญี่ปุ่นจะใช้น้ำเก่าที่ผ่านการบำบัด(Reuse) ซึ่งเมื่อมีการใช้แบบประเทศไทย ต่างฝ่ายต่างกลัวน้ำจะหมดก็รีบแย่งชิง ก่อให้เกิดการใช้น้ำเปลือง หากอุตสาหกรรมไม่ปรับตัว ภาคเกษตรก็อยู่ยาก และอาจวิกฤติมากกว่าเก่า

“จุดอ่อน” ของประเทศไทย คือ ไม่มีการบริหารจัดการตามอุปสงค์ของคนใช้น้ำ เช่น ภาคเกษตรจำเป็นต้องใช้อย่างไร อุตสาหกรรมต้องใช้อย่างไร ไม่แยกแยะ จุดอ่อนต่อมา คือ การตั้งหน่วยงานที่ไร้ “วอร์รูม” และขาดการทำงานที่ต่อเนื่อง คณะกรรมการนโยบายเปลี่ยนไปตามระบบราชการ การเมือง บริหารแบบนี้จะไม่ส่งผลสำเร็จ จริงๆ ต้องแบ่งการจัดการให้ถูกต้อง ภาคพื้นที่ในชลประทานต้องดูแลอย่างไร นอกเขตชลประทานต้องดูแลอย่างไร ต้องวางแผนระยะยาว

ไม่เช่นนั้นแล้งที ห้ามเกษตรกรที…

แบบนี้อนาคตไม่ได้ขาดแค่น้ำ…

แต่ขาดผลผลิตเกษตรด้วย…

ด้าน “วีระ รุ่งเรือง” นายกสมาคมเครือข่ายชาวนาไทย และเลขานุการคณะกรรมการกลาง ศูนย์ข้าวชุมชนระดับประเทศไทย กล่าวว่า ชาวนาในเขตชลประทานเป็นกลุ่มที่เผชิญกับปัญหาภัยแล้งมากที่สุด เพราะไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ได้ทันท่วงที เป็นกลุ่มที่ไม่มีอาชีพเสริม ขณะที่ชาวนานอกเขตชลประทานทำนารอบเดียว เมื่อสิ้นสุดฤดูกาลทำนาไปทำอาชีพอื่น มีทางออกสามารถแก้ปัญหาได้ ตนเชื่อว่าปัญหาภัยแล้ง ส่วนหนึ่งเกิดจากข้าราชการในพื้นที่กับประชาชน เข้าใจนโยบายการดูแลเกษตรกรของรัฐบาล “ไม่ตรงกัน”

“นั่นคือข้าราชการไม่ได้ทำแผนประจำปี เพื่อรองรับวิกฤติแล้ง เมื่อเกิดภัยแล้งขึ้นจึงต้องเสียเวลาสำรวจใหม่ ทำให้เกิดการแก้ปัญหาที่ไม่มีระบบ ไม่ทันเหตุการณ์ ทางที่ดีต้องร่วมมือกันทั้งรัฐ ทั้งชาวบ้าน เพื่อทำข้อมูลที่สะท้อนปัญหาของแต่ละพื้นที่แบบวางแผนระยะยาว มีแผนสำรอง แต่ละแผนต้องเปิดโอกาสให้ชาวนาและชาวบ้านร่วมออกแบบ”

ไม่เพียง “น้ำแล้ง” ที่ยังน่าเป็นห่วง

วิกฤติ “น้ำท่วม” ก็ไม่อาจมองข้าม…

แม้นักวิทยาศาสตร์ ยืนยันว่า “เอลนีโญ่” ซึ่งแผลงฤทธิ์มาตั้งแต่ต้นปี 2558 อาจจะคลี่คลายจนเข้าสู่ภาวะปกติในเดือนพฤษภาคม 2559 ซึ่งหมายความว่าฝนจะกลับมาตกทันตามฤดูกาล แต่ยังวางใจไม่ได้เพราะอาจมี “วิกฤติซ้ำ” เนื่องจากปรากฏการณ์ “ลานีญ่า” กำลังคืบคลานเข้ามาแบบ “หายใจรดต้นคอ” ในช่วงปลายปี

หน่วยอุตุนิยมวิทยาของออสเตรเลีย ระบุว่า จากการเก็บสถิติเอลนีโญ่ 26 ครั้ง ตั้งแต่ปี 1900 มีโอกาสร้อยละ 40 ที่โลก
จะเผชิญ “เอลนีโญ่-ลานีญ่า” ต่อกันในปีเดียว ขณะที่หน่วยงานด้านอุตุนิยมวิทยาของสหรัฐฯ พยากรณ์ว่า ปีนี้มีโอกาสถึงร้อยละ 50ที่จะเกิดลานีญ่าในช่วงฤดูร้อน ทันทีที่เอลนีโญ่สิ้นฤทธิ์ และมีโอกาสถึงร้อยละ 80 ที่ลานีญ่าจะเกิดขึ้นช่วงปลายปี

ลานีญ่าเป็น “ขั้วกลับ” ของเอลนีโญ่ คือ แทนที่จะหอบความแห้งแล้งมายังภูมิภาคอาเซียน กลับจะหอบเอาความชื้นที่ทำให้เกิด “มรสุมรุนแรง” กว่าปกติ จนถึงขั้นทำให้เกิด “น้ำท่วมใหญ่” เข้ามาแทน โดยพื้นที่ “เสี่ยง” คือ ออสเตรเลียและบางพื้นที่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งประเทศไทยอยู่ในภูมิภาคนี้ โดยสิ่งที่ยังไม่มีใครคาดการณ์ได้ เหลือเพียง “ความรุนแรง” ของลานีญ่าเท่านั้นว่าจะนำความ “เสียหาย” เข้ามามากน้อยเพียงใด

ถ้าไม่ร่วมมือ ไม่วางมาตรการเตรียมรับมือฝ่าวิกฤติ…

ทั้งแล้ง…ทั้งท่วม มีหวัง “อ่วมอรทัย”!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

ตรวจชีพจรวงการ‘หนังไทย’ ‘แข่งขัน-ผูกขาด’ทุบตลาดทรุด?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/212021

วันอังคาร ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2559, 02.00 น.
ชีวิตคนเรา..นอกจากปัจจัยดำรงชีพทั้ง 4 อย่าง อาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรคแล้ว แต่ละคนยังมีสิ่งที่เรียกว่า “รสนิยม” ในสิ่งอื่นๆ แตกต่างกันได้ เช่นเรื่องของ “การพักผ่อน” บางคนอาจจะชอบอยู่บ้านเงียบๆ บางคนอาจจะไปเล่นกีฬา บางคนอาจจะไปช็อปปิ้งตามห้างสรรพสินค้า

รวมไปถึง “ภาพยนตร์” ก็เป็นอีกหนึ่ง “ความบันเทิง” ยอดนิยมเช่นกัน!!!

ทว่าอีกด้านหนึ่ง..เสียงสะท้อนก็มีมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในมุมของ “คอหนัง” ที่การไปชมภาพยนตร์แต่ละเรื่องเสียค่าใช้จ่ายชนิดค่อนข้างแพง ไหนจะค่าตั๋ว ไหนจะค่าขนมขบเคี้ยวและเครื่องดื่ม หรือบางทีจองตั๋วไว้ก็ถูกระงับรอบฉายไปดื้อๆ และในมุมของ “คนทำหนัง” ที่ถ้าไม่สังกัดค่ายใหญ่ก็อยู่ยาก รวมถึงไม่สามารถสร้างหนังได้หลากหลาย

ราวกับวงการหนังไทยตอนนี้..อยู่ในสภาวะ “ผูกขาด” จากอำนาจบางอย่าง!!!

“ระบบผูกขาดทำให้เราต่อรองลำบาก อย่างจะเอาหนังเข้าโรงสักเรื่องหนึ่ง ก็จะมีการแบ่งเปอร์เซ็นต์กัน 55 ต่อ 45 เราเป็นหนังเล็กเรายอม แต่พอเราจะไปขายดีวีดีกับอีกเจ้าหนึ่งที่ให้ราคาสูง เขาบอกว่าถ้าไปขายเจ้าอื่นไม่ขายเขา เขาก็ไม่ให้รอบฉายเท่าที่ควรจะเป็น แต่ถ้าขายเขาเขาก็จะให้อีกแบบหนึ่ง แต่ราคาขายจะต่ำกว่าประมาณเท่าหนึ่ง”

คำบอกเล่าของ บัณฑิต ทองดี ผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดังที่มีผลงานอย่าง “พุ่มพวง”, “มนุษย์เหล็กไหล” รวมถึงผลงานกำกับละคร “สิงห์” (ซีรี่ส์ชุด “เลือดมังกร”) ในงานเสวนา “เดินหน้าหนังไทย? ในภาวะผูกขาด” เย็นวันที่ 7 เม.ย. 2559 ณ สถานีโทรทัศน์ ThaiPBS ถ.วิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ ถึงสิ่งที่คนทำหนังเจอเมื่อจะนำภาพยนตร์เข้าฉาย

บัณฑิตกล่าวว่า กรณีแบบนี้ผู้กำกับที่ทำงานกับค่ายหนังขนาดใหญ่มีอำนาจต่อรองสูง อาจไม่ได้รับผลกระทบมากนักเมื่อเทียบกับผู้ที่อยู่กับค่ายระดับรองๆ ลงมา ซึ่งนอกจากเรื่องการเผยแพร่ในรูปแบบอื่นๆ นอกเหนือจากฉายในโรง อย่างการนำ “ลงแผ่น” ข้างต้น คนทำหนังยังถูก“กดดัน” ให้ต้องซื้อโฆษณาในสื่อที่โรงภาพยนตร์มีความเกี่ยวข้อง หากอยากได้รอบฉายในระดับที่พอใจ

“ถ้าคุณไม่ซื้อโฆษณาจากตรงนี้ คุณก็จะไม่ได้ฉายแบบที่ควรจะฉาย ซึ่งราคาก็ไม่ใช่ถูก สมมุติหนังเรื่องหนึ่งลงทุน 2-3 ล้าน แต่ต้องไปซื้อโฆษณาตรงนี้ 4-5 แสน มันคืองบประมาณสร้างหนังเกือบ 20 เปอร์เซ็นต์ แทนที่จะเอาไปทำอะไรกับหนังให้ดีขึ้น มีดาราหรือโปรดักชั่นที่ใหญ่ขึ้น กลับต้องเอาตรงนี้มาเป็นงบโปรโมทกับโฆษณาแค่วันเดียว แล้วก็ต้องยอมรับสภาพ ฉาย 3-4 วันแรกก็ลดรอบลง” ผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดังรายนี้ ระบุ

ต้นตอของสิ่งที่เกิดขึ้นกับคนทำหนังรวมไปถึงผู้ชม สุภาพ หริมเทพาธิป อดีตบรรณาธิการนิตยสารไบโอสโคป (Bioscope) กล่าวว่า ต้องย้อนไปช่วงประมาณปี 2540 ที่ค่านิยมในการชมภาพยนตร์ของคนไทยเปลี่ยนไป จากการที่ต้องตรวจสอบรอบล่วงหน้าก่อนไปชม มาเป็นการไปที่โรงก่อนแล้วดูรอบที่ใกล้ที่สุด

พร้อมๆ กับการแข่งขัน “ชิงพื้นที่” ระหว่างผู้ประกอบการโรงภาพยนตร์!!!

“เกิดการแข่งขันในธุรกิจโรงหนัง เกิดการบล็อกพื้นที่ เช่น คุณจะเห็นโรงหนังเครือหนึ่งอยู่ในพื้นที่นี้หมดเลยไม่เห็นเครืออื่น เพราะเขาไม่ให้เกิดเครืออื่น ถ้าเขาไม่ดีลกับห้างนี้เดี๋ยวเครืออื่นมาแทรก มาแย่งพื้นที่เขา”

อดีต บก. นิตยสารภาพยนตร์รายนี้ กล่าว อย่างไรก็ตาม มีปัจจัยที่กระทบต่อผู้ประกอบการโรงภาพยนตร์ คือ 1.ไม่ใช่ว่าภาพยนตร์ทุกเรื่องจะ “ได้รับความนิยม” คนดูแน่นกันทุกรอบ 2.ถึงจะขยายโรงภาพยนตร์ออกไปแทบทุกหัวระแหง แต่ประชากรที่เป็นลูกค้า “ไม่ได้เพิ่มขึ้น” อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งการตั้งโรงภาพยนตร์ย่อมต้องมีต้นทุน

ผู้ประกอบการจึงต้อง “หาทางรอด” ด้วยวิธีการต่างๆ จนทั้งผู้ชมและคนทำหนังได้รับผลกระทบ!!!

“เหตุผลที่ทั้งคนดูหนัง คนทำหนัง คนจัดจำหน่ายหนัง รู้สึกว่าโดนเอารัดเอาเปรียบ เพราะว่าโรงหนังเขาก็ต้องเอาตัวรอด ในเมื่อคนดูหนังมันไม่ได้เติบโตตาม เช่น คุณเคยเก็บรายได้หนังวันละ 1 ล้าน ในจำนวน 20 โรง แต่วันนี้มี 40 โรง ก็เท่ากับว่าจำนวนคนดูหนังต่อโรงมันหาย ผลก็คือผู้กำกับเอาส่วนแบ่งน้อยๆ คนดูก็เก็บค่าตั๋วเพิ่ม เพิ่มความหรูหราของเก้าอี้กับราคา นี่มันคือการพยายามหารายได้เพิ่มเพื่อเอาตัวรอดจากธุรกิจที่มีการแข่งขัน” สุภาพ อธิบาย

ที่ผ่านมามีความพยายามจาก “ผู้ประกอบการหน้าใหม่” ในการสร้าง “ทางเลือก” ในการชมภาพยนตร์ แต่เส้นทางนี้ “ลำบาก” เพราะถูกกีดกันจากบรรดา “หน้าเก่า”ในวงการ ดังที่ นมิตร สัตยากุล เจ้าของธุรกิจหนังกลางแปลง เล่าว่า บรรดาผู้ซื้อภาพยนตร์จากผู้ผลิตไปฉายต่อในส่วนภูมิภาค หรือที่เรียกว่า “สายหนัง”หากมีรายใหม่เกิดขึ้นในวงการ โรงภาพยนตร์จะไม่รับฉายภาพยนตร์ดังกล่าว ในทางกลับกัน ถ้ามีการตั้งโรงภาพยนตร์ขึ้นใหม่สายหนังที่เป็นหน้าเก่าก็จะไม่ยอมนำภาพยนตร์ไปฉายในโรงเกิดใหม่เช่นกัน

พูดง่ายๆ..วงการนี้จะไม่ยอมให้ “หน้าใหม่”ได้เกิดและเติบโตเด็ดขาด!!!

“สายหนังที่มีในปัจจุบันกับโรงหนังเขารู้กัน ถ้ามีโรงหนังหน้าใหม่เกิดขึ้นมา ทำไม่ได้ ไม่มีหนังฉาย ถ้าจะมีสายหนังเกิดขึ้นมาใหม่ ทำไม่ได้ ไม่มีโรงฉาย ตอนนี้ในต่างจังหวัดส่วนมากโรงหนังมีเจ้าเดียว น้อยมากที่จะมี 2 เจ้า ไม่กี่ปีก่อนเกือบจะเกิดโรงหนังทางเลือกขึ้นแล้ว จากค่ายใหญ่ด้วยยังทำไม่ได้เลย เพราะพอจะสร้างโรงหนังปุ๊บ สายหนังบอกเลยไม่ให้ฉาย” นมิตร ระบุ

ด้าน ดรสะรณ โกวิทวณิชชา นักวิจารณ์หนังและตัวแทนเครือข่ายคนดูหนัง กล่าวถึงสิ่งที่ผู้ชมภาพยนตร์พบเจอบ่อยๆ เช่น ให้ผู้ชมออกก่อนฉายตอนจบหลังรายชื่อทีมงานสร้าง (End Credit) บ้าง หรือบังคับให้ต้องสมัครบัตรสมาชิกต่างๆ บ้าง พร้อมกับให้ความเห็นว่า อาจเพราะภาพยนตร์ไม่ใช่สินค้าจำเป็น ทำให้การต่อรองของผู้ชมกับโรงภาพยนตร์ไม่ค่อยจะมีพลังมากนัก จึงไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น

ซึ่งก็น่าเป็นห่วงว่า “อนาคตวงการหนังไทย” จะเป็นอย่างไรต่อไป?

“ถ้าพูดกันจริงๆ มันก็ไม่ดีกับตัวโรงเองด้วย ท้ายที่สุดใครจะดูถ้ามันยังรู้สึกน่ารำคาญแบบนี้ หรือโรงไปคิดเปอร์เซ็นต์นั่นนี่กับคนทำหนัง วันหนึ่งเกิดคนทำหนังเขาคิดว่าไปทำละครก็ได้ ไปซีรี่ส์ออนไลน์ก็ได้ ก็ไม่มีใครทำหนังอีก แล้วเขาจะเอาอะไรมาฉาย? อันนี้ก็จะกลับไปที่โรงด้วยนะ เพียงแต่คนดูอาจจะรู้สึกว่าการเสพภาพยนตร์ในโรงอาจจะไม่มีอีกต่อไป” ดรสะรณ ฝากทิ้งท้าย

SCOOP@NAEWNA.COM

บทเรียนกรณี ‘เพชรพระอุมา’ ‘ลิขสิทธิ์’เรื่องที่คนไทยต้องรู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/211868

วันจันทร์ ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.
กลายเป็นประเด็นร้อนประจำเดือน ก.พ. 2559 ที่ผ่านมา เมื่อ “สุมิตรา วิเศษสุวรรณภูมิ” ภรรยาของ “ฉัตรชัย วิเศษสุวรรณภูมิ” นักเขียนนวนิยายชื่อก้อง เจ้าของนามปากกา “พนมเทียน” เปิดเผยผ่านสื่อว่า..คุณพนมเทียนขอให้หยุดการนำตัวละครในนวนิยายชิ้นเอกอย่าง “เพชรพระอุมา” ไปแต่งเป็นนิยายขึ้นใหม่

ไม่เช่นนั้นจะ “ดำเนินคดีตามกฎหมาย” ให้ถึงที่สุด!!!

ในเวลาต่อมา “พนมเทียน” ออกมายืนยันถึงการประกาศห้ามนำตัวละครในนวนิยายเพชรพระอุมา ที่ตนประพันธ์ไว้ไปแต่งนิยาย
ขึ้นใหม่ว่าเป็นความจริง โดยระบุสาเหตุว่า “รับไม่ได้” กับพฤติกรรมของนักเขียนบางกลุ่ม ที่นำเอาตัวละครเอกฝ่ายชายในเรื่อง ไปแต่งเป็นนิยายใหม่เนื้อหาแบบ “ชายรักชาย” หรือแม้แต่ตัวละครชายหญิง ที่ถูกนำไปแต่งในบทแบบ “ปลุกใจเสือป่า” แถมยังบรรยายฉาก “แนวนั้น” อย่างโจ๋งครึ่ม

ทำลายคำว่า “มิตรภาพลูกผู้ชาย” และคุณธรรมตามแบบฉบับ “สุภาพบุรุษ” อย่างไม่มีชิ้นดี!!!

“พ่อขอพูดว่า อุบาทว์ รับไม่ได้ ถ้าลองไปเปิดดูในเพชรพระอุมาภาคพิสดาร จะพบว่าคนเขียนได้บรรยายฉากมีเซ็กซ์ไว้อย่างละเอียดยิบ สาธยายทุกการกระทำ ที่สำคัญที่สุด คือ ผู้เขียนในลักษณะนี้ ไม่ได้มีความประสงค์ดีต่อนวนิยายของผู้ประพันธ์ เพราะถ้าประสงค์ดี ก็ไม่น่าจะเขียนในรูปแบบที่ชั่วช้าอัปรีย์แบบนั้น”พนมเทียน ให้สัมภาษณ์กับเว็บไซต์ นสพ.ไทยรัฐ เมื่อ 3 มี.ค. 2559

ขณะที่บนโลกออนไลน์ก็มีการถกเถียงกันถึงเรื่องดังกล่าว ระหว่างคนกลุ่มหนึ่งที่เห็นใจผู้ประพันธ์ และมองว่า “สมควรแล้ว”ที่เจ้าของนวนิยายเรื่องดังสั่งห้าม ซึ่งก็ถือเป็น “สิทธิ์ขาด”ในฐานะ “เจ้าของลิขสิทธิ์” สามารถทำได้เต็มที่ทุกประการขณะที่อีกกลุ่มหนึ่ง มองว่า “ทำเกินไปหรือไม่?” โดยกล่าวว่านักเขียนที่นำตัวละครจากนวนิยายดังๆ มาแต่งเป็นเรื่องใหม่“ไม่น่าจะผิดกฎหมาย” เพราะไม่ได้นำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ ไม่ได้นำไปขายเอากำไร

จากกรณีที่เกิดขึ้น รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก คณบดีคณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์(DPU) ให้สัมภาษณ์กับ “สกู๊ปแนวหน้า” โดยระบุว่า พฤติกรรมการนำตัวละครจากนวนิยาย การ์ตูน หรือสื่อบันเทิงอื่นๆ ที่ไม่ใช่บทประพันธ์ของตนแต่แรก มาแต่งเป็นเรื่องราวขึ้นมาใหม่ ที่นิยมเรียกกันว่า “แฟนฟิค” (Fan Fic) หรือในภาษาญี่ปุ่นคือ“โดจิน” (Dojin) จะผิดกฎหมายตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537หรือไม่ ต้องดูว่า “กระทบกับเจ้าของสิทธิ์เกินสมควรหรือเปล่า?”ซึ่งเรื่องของการนำไปใช้ทางพาณิชย์-ธุรกิจ เป็นเพียงหนึ่งในหลายๆ ข้อพิจารณา

“หากเป็นการใช้โดยไม่ได้ขัดต่อการแสวงหาประโยชน์ตามปกติของเจ้าของ และไม่กระทบถึงสิทธิอันชอบด้วยกฎหมายของเขาเกินสมควร ก็จะไม่ถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ ดังนั้นการคิดเงินหรือไม่เป็นเพียงประเด็นเดียว จะต้องดูโดยรอบว่า ทำให้เกิดผลกระทบในลักษณะที่ได้กล่าวไปหรือไม่ หากมีผลกระทบต่อเจ้าของงานอันมีลิขสิทธิ์เช่นว่า ก็จะไม่เข้าข้อยกเว้นและจะถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์” อาจารย์เจษฎ์ อธิบาย

ขณะที่ นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ในกรณีที่ปัจจุบันมีการหยิบยกชื่อตัวละคร จากนิยาย หรือการ์ตูนดังๆ มาเขียนเป็นนิยายเนื้อเรื่องของตัวเอง และมีการนำไปเผยแพร่นั้น ต้องดูบริบทอื่นประกอบด้วย กล่าวคือ หากนำมาใช้โดยแต่งเป็นนิยายใหม่หมดไม่เกี่ยวข้องใดๆ กับตัวนิยายต้นฉบับแม้แต่น้อย ถือว่าไม่มีความผิด แต่หากมีความเกี่ยวข้องกับต้นฉบับแม้เพียงบางส่วน จะเข้าข่ายความผิดในทันที

“ในกรณีที่ปัจจุบันมีการหยิบยกชื่อตัวละคร จากนิยายหรือการ์ตูนดังๆ มาเขียนเป็นนิยายเนื้อเรื่องของตัวเอง และมีการนำไปเผยแพร่นั้น ไม่ถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ เพราะชื่อที่ใช้ไม่ได้เป็นสิ่งเฉพาะตัว โดยทุกคนสามารถใช้ชื่อใดๆ ก็ได้ เช่น เบลล่า เอ็ดเวิร์ด แต่หากมีการนำหนังสือนิยายดังที่มีอยู่แล้ว หรือมีการคัดลอกข้อความตอนใดตอนหนึ่งของหนังสือหรือนิยายมาใช้ในงานของตนและทำการเผยแพร่ ไม่สามารถกระทำได้จะถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ โดยเฉพาะการทำเพื่อเชิงพาณิชย์

ถ้าจะเอาชื่อคนคนเดียวกันมาเขียนนิยายใหม่เป็นของตนเอง มีเนื้อเรื่องใหม่ย่อมทำได้ แชร์ได้ เผยแพร่ได้ ไม่ผิด แต่ถ้าลอกข้อความในนิยายดังมาเขียนเป็นเรื่องของตนเองทำไม่ได้จะลอกบางหน้าก็ไม่ได้ หรือลอกบางส่วนก็ไม่ได้” อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ระบุ

เช่นเดียวกับ 2 แฟชั่นฮิตอีกอย่างของคนยุคนี้ กับการทำ“มิวสิกวีดีโอ” โดยนำเพลงดังๆ ของค่ายเพลงต่างๆ มาประกอบเป็นเนื้อเรื่องตามแต่ที่จะเขียนบทไว้ ส่วนใหญ่แล้วจะออกไปในแนว “ล้อเลียน” ขำขัน และมักเป็นผลงานของนักศึกษาสถาบันต่างๆ ทำส่งอาจารย์พร้อมกับนำมาเผยแพร่บนเว็บไซต์ยูทูบ (Youtube) และการนำเพลงดังๆ มาร้องอัดเสียงโชว์ในโลกออนไลน์ ซึ่งอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวว่า จะผิดหรือไม่ขึ้นอยู่กับ “เจตนา” หากผู้ทำมีรายได้จากมิวสิกวีดีโอหรือจากการนำเพลงมาร้องโชว์ดังกล่าว ก็จะถือว่าละเมิดลิขสิทธิ์เช่นกัน

“ในส่วนของกรณีที่มีการนำมิวสิกวิดีโอมาสร้างใหม่ หรือทำเป็นเพลงล้อเลียน หากทำเพื่อการศึกษา ทำเพื่อใช้ส่วนตัว และไม่ได้ทำเพื่อเชิงพาณิชย์เชิงธุรกิจสามารถทำได้ แต่ตามข้อกฎหมาย ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ทุกชิ้นจะได้รับความคุ้มครองอยู่แล้ว และหากไม่ใช่เจ้าของผลงานก็ไม่สามารถดัดแปลง ทำซ้ำ หรือเผยแพร่ได้ แต่อย่างไรก็ตามก็คงต้องขึ้นอยู่เจ้าของลิขสิทธิ์ด้วยว่าจะเอาผิดหรือไม่ เพราะมองว่าหากไม่ได้ทำเพื่อการค้า หรือทำให้เกิดความเสียหายต่อผลงาน คงไม่มีใครมาจับผิด

ส่วนในเรื่องที่มีการนำเพลงดัง ของศิลปินที่มีสังกัดค่ายชัดเจน มาร้อง หรือเล่นดนตรี จากนั้นมีการเผยแพร่ หากไม่ได้ใช้ในเชิงการค้า ก็สามารถทำได้ แต่หากนำมาร้องจัดแสดงแล้วทำให้เกิดรายได้ ในส่วนนี้ถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ ทั้งนี้หากต้องการนำผลงาน ชิ้นงาน ที่มีเจ้าของลิขสิทธิ์ชัดเจนมาใช้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และไม่ละเมิดลิขสิทธิ์ จะต้องมีการติดต่อหรือขออนุญาตเจ้าของผลงานก่อนเสมอ” อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าว

เรื่องของ “ลิขสิทธิ์” ถือเป็น “เรื่องใหม่” ของสังคมไทย ซึ่งคนไทยยังต้องทำความเข้าใจกันอีกมาก ทั้งเพื่อจะได้ทราบว่าอะไรทำได้ไม่ล้ำเส้นจนผิดกฎหมาย รวมไปถึงอาจนำไปสู่การปรับแก้กฎหมายให้เป็นธรรมกับทุกฝ่ายในอนาคต ซึ่ง อาจารย์เจษฎ์ กล่าวว่า ในต่างประเทศค่อนข้าง “ตกผลึก” เพราะเรื่องลิขสิทธิ์อยู่ในสังคมเขามานับร้อยปี

“อาจจะมีการขยายความกฎหมายลิขสิทธิ์ในเรื่องการใช้อย่างเป็นธรรม (Fair Use) เนื่องจากหลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศระบบกฎหมายจารีตประเพณี (Common Law) ศาลได้วางหลักเอาไว้ค่อนข้างมาก ว่าเช่นไรถือว่าละเมิด เช่นไรเป็นการใช้อย่างเป็นธรรม ซึ่งประเทศเหล่านั้นที่ศาลท่านทำได้ก็อาจจะเป็นเพราะมีคดีขึ้นสู่การพิจารณาในระยะเวลาเป็นร้อยๆ ปีที่ผ่านมามีค่อนข้างมาก ของประเทศไทยเรา ก็อาจจะต้องช่วยกันอธิบาย และทำความเข้าใจในทางวิชาการกันให้มาก เพื่อให้สามารถใช้กฎหมายได้อย่างเป็นธรรมกับทุกคน” อาจารย์เจษฎ์ ฝากทิ้งท้าย

‘กัมปงตักวา’ผุดศรัทธาผ่านซูรอ ลดขัดแย้ง-นำสันติสุข…ดับไฟใต้!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/211732

วันอาทิตย์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.
“ไฟใต้” ที่คุกรุ่นอยู่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำให้คนภายนอกมองว่า “ดินแดนด้ามขวาน” ไม่ค่อยน่าอยู่ และเต็มไปด้วย “ความขัดแย้ง-รุนแรง” แต่แท้ที่จริง“คนภายใน” ต่างพยายามดิ้นรนปรับตัว และแสวงหาความร่วมมือเพื่อนำ “สันติสุข” คืนสู่มาตุภูมิ

หนึ่งในการปรับตัว คือ การฟื้นคืน “พลังชุมชน” ที่มีการบริหารจัดการด้วยคนในชุมชนเอง ผ่านกลุ่มคนที่เรียกว่า “สี่เสาหลัก” ประกอบด้วย โต๊ะอิหม่าม, ผู้ใหญ่บ้าน, ตัวแทนองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.) และคนในชุมชน ซึ่งทำหน้าที่ดูแลและประสานคนในชุมชนในทุกๆ ด้าน แนวคิดและสภาพการทำงานดังกล่าวกลายมาเป็น “ชุมชนศรัทธา” หรือภาษามลายูเรียกว่า…

“กัมปงตักวา”

ที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ภาค 4 ส่วนหน้า(กอ.รมน.ภาค 4 สน.) นำมาใช้เป็น “โมเดล” สร้างสันติสุข และ “ดับไฟใต้” ซึ่งเกิด “มรรคผล” ให้เห็นแล้วในหลายพื้นที่

“พล.ต.เอกกมล สินหนัง” ที่ปรึกษาศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ 5 หรือ “ศปป.5 กอ.รมน.” กล่าวว่า แนวคิด “กัมปงตักวา” ตกผลึกและเริ่มดำเนินการอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2556 อยู่ภายใต้แผนงาน “สนับสนุนผู้ทรงคุณวุฒิทางศาสนาประจำปี 2556” เป็นหนึ่งใน “กลยุทธ์” ที่ กอ.รมน.ภาค 4 สน.นำมาใช้สร้างสันติสุขในพื้นที่ โดยมุ่งหวังให้ชุมชนเกิดความเข้มแข็ง และช่วยสร้างพลังศรัทธาผ่านการบริหารจัดการของ “สภาซูรอ” ที่มีสี่เสาหลักเป็นคณะกรรมการบริหาร ให้การดำเนินงานด้านต่างๆ ของชุมชนเป็นไปตาม “ฮูกุมปากัต” หรือหลักเกณฑ์ทางศาสนาที่ประกาศออกมาเพื่อควบคุมเรื่องต่างๆ

ที่สำคัญ คือ แบ่งเขตพื้นที่เป็น “เขตบ้าน” กำหนดเขตตามความเป็นเครือญาติ ภูมิประเทศ หรือจำนวนครัวเรือนที่เหมาะสม เพื่อให้ดูแลกันเองอย่างทั่วถึง และควบคุมสมาชิกชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังปลูกฝังความศรัทธาตั้งแต่เด็กแรกเกิด โดยพ่อแม่เป็นผู้อบรม พอโตขึ้นจะเข้ารับการฝึกอ่านอัลกุรอานด้วย “กีรออาตี” หรือภาษาอาหรับ เข้าเรียนโรงเรียนตาดีกา ฟังธรรมบรรยายตามมัสยิดทุกวันศุกร์ สิ่งเหล่านี้มีอยู่ในชุมชนมุสลิมทั่วไป เป็นต้นทุนความศรัทธาที่มีมาตั้งแต่อดีต

“ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ส่วนหนึ่งมาจากการนำเชื้อชาติ ศาสนา และประวัติศาสตร์มาบิดเบือนในลักษณะที่ว่าชาวมุสลิมถูกกีดกันสิทธิด้านศาสนา ไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงมีการยั่วยุให้ต่อสู้เพื่อสถาปนาดินแดนแห่งนี้เป็นดินแดนอิสลามอันบริสุทธิ์ ดังนั้นการขับเคลื่อนกัมปงตักวา สร้างชุมชนที่ดำเนินวิถีตามหลักศาสนา จะช่วยยับยั้งการต่อสู้ได้ เพราะวิธีการทั้งหมดจะช่วยขจัดข้ออ้างในการก่อเหตุ นำไปสู่การสร้างความสันติสุขอย่างยั่งยืน” พล.ต.เอกกมล กล่าว

วิถี “กัมปงตักวา” เกิดความสำเร็จขึ้นแล้วที่ “มัสยิดบ้านเหนือ” ซึ่งเป็นชุมชนอิสลามที่อยู่ท่ามกลางชุมชนไทยพุทธ
ต.คูเต่า อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา รวมถึงที่ อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี…

“สุลกีพลี มูซอ” โต๊ะอิหม่ามมัสยิดพ่อมิ่ง อ.ปะนาเระ ถ่ายทอดสันติสุขในพื้นที่ที่เกิดขึ้นจากแนวคิดกัมปงตักวา ว่า ชุมชนมัสยิดพ่อมิ่งเริ่มใช้แนวคิดกัมปงตักวามานานแล้ว จากนั้น กอ.รมน.ภาค 4 สน. ได้เข้ามาช่วยกำหนดแผนโครงการให้เดินไปอย่าง “ถูกทาง” ซึ่งภายหลังจากที่ใช้แนวคิดนี้ในการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน ปรากฏว่าผู้คนในชุมชนมีความรัก ความสามัคคี และเข้าใจหลักศาสนามากขึ้น ส่งผลให้ความรุนแรงในพื้นที่ช่วงเกือบ 2 ปีที่ผ่านมา “ลดลง” อย่างมาก

“กัมปงตักวา” เป็นแนวทางที่ศาสนาอิสลามบัญญัติไว้อยู่แล้ว เพียงชุมชนนำมาประยุกต์ใช้ สร้างให้เกิดความศรัทธาต่อพระอัลเลาะห์ เท่านี้ผู้คนก็อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขและสามัคคี

นั่นจะนำมาซึ่ง “สันติสุข” อย่างแท้จริง…

‘คลินิกอุ้มผาง’รักษาสถานะบุคคล ก้าวข้ามเขตแดนเพื่อ‘คนไร้รัฐ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/211488

วันศุกร์ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2559, 02.00 น.
เพราะสัญชาติพ่วงมาพร้อมคำว่า “สิทธิ” และ“โอกาส”!!!

“คนไร้รัฐ” ไร้สัญชาติ หรือคนตกสำรวจ ในประเทศไทยหลายล้านคน ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ “ชายขอบ” จึงล้วนตกอยู่ในชะตากรรมไม่ต่างกัน นั่นคือ“ยาก” จะเข้าถึงบริการของรัฐโดยเฉพาะด้าน “การรักษาพยาบาล” ซึ่งเป็นปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนที่ทุกภาคส่วนพยายามแก้ไข

แม้ปัจจุบัน “ภาพ” ของ “หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า” จะแสดงให้เห็นว่าพลเมืองเข้าถึงบริการด้านสาธารณสุขได้ทั่วถึงขึ้น แต่ไม่ใช่กับกลุ่ม “คนตกสำรวจ” ที่กระจัดกระจายอยู่ในหลายพื้นที่ ทั้งในสังคมเมืองที่แฝงมาในรูปแบบ “ผู้ใช้แรงงาน” หรือพื้นที่ตะเข็บชายแดนที่ห่างไกลความเจริญ ดังเช่น…

“อุ้มผาง” จ.ตาก

ก่อนหน้าที่ประเทศไทยจะมีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า“โรงพยาบาลอุ้มผาง” จ.ตาก ให้บริการแก่ทุกคนที่เจ็บป่วย ใครเจ็บไข้ได้ป่วยมาโรงพยาบาลก็รักษาหมด ไม่เคยสนใจว่ามีบัตรประชาชนหรือไม่ แต่เมื่อมีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ทำให้เกิดปัญหาการให้บริการ เพราะประชากรกว่าครึ่งใน อ.อุ้มผาง และใกล้เคียง มีปัญหาด้าน“สถานะบุคคล” ไม่มีบัตรประจำตัวประชาชน ไม่มีสิทธิ์ ไม่มีเสียงที่หมายถึงความรับรู้จากรัฐว่าพวกเขามีตัวตนอยู่บนโลกนี้…

ไม่ว่าจะมองมาจากรัฐฝั่งไหน พวกเขาก็ “ไร้ตัวตน”…

นี่เป็นจุดเริ่มต้นของ “คลินิกกฎหมายอุ้มผางเพื่อสิทธิมนุษยชน” ที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อรักษา “โรคสถานะบุคคล”!!!

“พี่แมว-จันทราภา จินดาทอง” นักสังคมสงเคราะห์ประจำโรงพยาบาลอุ้มผาง ในฐานะผู้จัดการคลินิกกฎหมายอุ้มผางฯ เล่าให้ฟังว่า คลินิกกฎหมายอุ้มผางฯ ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2553 หลังจากที่“นพ.วรวิทย์ ตันติวัฒนทรัพย์” ที่ปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลอุ้มผาง นำทีมงาน “คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ” ลงมาดูปัญหา “คนตกสำรวจ” ที่ไร้หลักประกันสุขภาพ และพบว่าส่วนหนึ่งมาจากสถานะบุคคล จากนั้นจึงมีการหารือเพื่อ “ตกผลึก” ความคิดในการแก้ไขปัญหา โดยช่วงแรกคณะนิติศาสตร์“มหาวิทยาลัยนเรศวร” ช่วยเป็นพี่เลี้ยง ขณะที่สถาบันวิจัยและพัฒนาเพื่อเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ หรือ SWIT สนับสนุนงบประมาณช่วย“ตั้งไข่” คลินิกกฎหมายอุ้มผางฯ

“พี่แมว” เล่าต่อว่า ช่วงแรกทำงานเชิงรับ เน้นเฉพาะผู้ป่วยในโรงพยาบาลว่าใครมีปัญหาสถานะประเภทใดและช่วยเหลือให้ได้รับสิทธิ์ แต่ปัญหาไม่ได้ลดลง ทีมงานจึงเปลี่ยนเป็นทำงาน “เชิงรุก” ขยายไปยังเครือญาติ มีการลงพื้นที่ สืบประวัติ จนถึงขนาดตรวจดีเอ็นเอ “พิสูจน์สัญชาติ” ภายใต้ความหวังที่ว่าจะช่วยให้ผู้ป่วยและครอบครัวได้รับสิทธิ์อันพึงได้ตามสถานะที่แท้จริง

ปัญหาสถานะบุคคลที่พบในพื้นที่แยกได้ 6 ประเภท คือ 1.มีเอกสาร แต่ไม่มีบัตรประชาชน ไม่มีชื่อในทะเบียนราษฎร ไม่ปรากฏว่ามีสัญชาติของชาติใดเลย 2.มีสัญชาติไทย แต่ถูกแยกให้เป็นคนต่างด้าว หรือ “คนไทยตกหล่น” 3.คนต่างด้าวที่เกิดในประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2535 แต่ได้รับการบันทึกเป็นบุคคลต่างด้าว 4.คนต่างด้าวที่เกิดนอกประเทศไทย ซึ่งน่าจะได้รับการพัฒนาสิทธิ์เป็นคนต่างด้าวที่มีสิทธิ์อาศัยถาวรอยู่ในประเทศไทย และแปลงเป็นสัญชาติไทยได้ 5.มีบันทึกไว้ในทะเบียนราษฎรว่าเป็นคนต่างด้าว และ 6.กลุ่มชาวบ้านในพื้นที่พักพิงชั่วคราว เมื่อ “แยกประเภท” แล้ว จึงค่อยๆ แก้ไขปัญหาให้กับผู้ป่วยแต่ละคน ซึ่งบางรายต้องใช้เวลาเป็นปี เพื่อ“ทวงสิทธิ์” ที่พึงได้รับ

“ตัวอย่างเช่น แม้คุณยายมีสัญชาติไทย แต่ถ้าไม่ได้แจ้งเกิดหรือไม่ได้ทำบัตรประชาชนให้ลูกไว้ ลูกของยายก็ไม่ได้สิทธิ์ จะเป็นคนไร้รัฐ พอลูกๆ ยายแต่งงานจะส่งผลมายังรุ่นหลานที่จะเป็นคนไร้รัฐเช่นกัน ทีมงานก็ต้องช่วยรักษาผู้ป่วยทางสถานะบุคคลเหล่านี้ก่อน ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ต้องทำ เพราะชีวิตของพวกเขาไม่ใช่แค่สิทธิ์ในหลักประกันสุขภาพ แต่ยังหมายถึงสิทธิ์เรื่องการศึกษา การเดินทาง การประกอบอาชีพ ที่จะตามมา ถ้าคนคนหนึ่งมีสิทธิ์ในเรื่องเหล่านี้ได้ ดูแลครอบครัวได้ ก็จะมีความมั่นคงตามมา”

มันมากกว่าแค่การได้เป็นคนไทย!!!

ด้าน “นพ.วรวิทย์” กล่าวว่า บนผืนดินจริงๆ ไม่มี “เส้นเขตแดน” เพราะมันเป็นเพียงเส้นแบ่งที่อยู่ในหน้ากระดาษแผนที่ แต่เมื่อมันถูกนำมาใช้จริงๆ ก็ขีดกั้นพรมแดน ผ่ากลางหมู่บ้าน แบ่งภูเขา-แม่น้ำเป็น 2 ฝั่ง ทำให้คน 2 ฟากแม่น้ำที่เป็นญาติพี่น้องกัน เป็นชนชาติเดียวกันถูกแบ่ง “สาแหรก” เช่น พี่น้องชาวกะเหรี่ยงที่อยู่ฝั่งไทยควรได้สัญชาติไทย ที่อยู่ฝั่งเมียนมาก็ควรได้สัญชาติเมียนมา แต่ทุกวันนี้พวกเขาเหล่านั้นไม่ได้เป็นชนชาติใดเลย “ไร้ตัวตน” ทางโรงพยาบาลอุ้มผาง จึงตั้งคลินิกกฎหมายอุ้มผางฯขึ้นมา เพื่อช่วยเหลือ

“โรงพยาบาลจะรักษาคนที่มีบัตรประชาชน มีบัตรประกันสังคมอย่างเดียวไม่ได้ เพราะคนในพื้นที่ มักข้ามแดนไปมาหาสู่กัน เมื่อเขาเจ็บป่วยเป็นโรคระบาด หรือโรคร้ายแรงจึงเสี่ยงที่จะติดต่อกันได้ง่าย เพราะเขาไม่กล้ามาโรงพยาบาล เนื่องจากรู้ตัวว่าไม่มีสิทธิ์”

แพทย์ผู้ทำหน้าที่รักษา “สถานะบุคคล” ผู้นี้ กล่าวอีกว่า ในพื้นที่ อ.อุ้มผาง และใกล้เคียง มีชาวกะเหรี่ยงกว่าร้อยละ 70 ซึ่งล้วนไม่มีสิทธิ์ในหลักประกันสุขภาพ ขณะที่ในพื้นที่ยังเป็น “รังโรค” หรือแหล่งเพาะพันธุ์เชื้อโรคที่สำคัญของประเทศ โดยเฉพาะ “ไข้มาลาเรีย” ซึ่งข้อมูลขององค์การอนามัยโลก หรือ WHO รายงานว่า จำนวนผู้ป่วยไข้มาลาเรียในประเทศไทย ปี 2558 มีจำนวน 24,850 ราย ซึ่ง จ.ตาก พบผู้ป่วยมากที่สุด 9,777 ราย ในจำนวนนี้มีเพียงร้อยละ 15.7 ที่เป็นคนไทย ที่เหลือมากกว่าครึ่งเป็นชาวเมียนมา และกะเหรี่ยง ซึ่งล้วนมีปัญหาสถานะบุคคล จน “หมดสิทธิ์” ในหลักประกันสุขภาพ

“ไข้มาลาเรียมียุงเป็นพาหะ แต่ยุงไม่ต้องมีวีซ่า ไม่ต้องทำพาสปอร์ต บินข้ามเขตแดนได้เลย ถ้าเรารักษาเฉพาะคนไทยที่มีสิทธิ์ ไม่นานผู้ป่วยที่ไร้รัฐก็เข้ามาในไทยอยู่ดี ดังนั้นเราต้องดูแลทั้งหมด ทั้งคนที่อยู่ในเขตไทย และเมียนมา ไม่ว่าพวกเขาเหล่านั้นจะมีบัตรประกันสุขภาพหรือไม่ นี่คือหน้าที่ของแพทย์ และเป็นที่มาของคลินิกกฎหมายอุ้มผางฯ”

ณ ปัจจุบัน “คลินิกกฎหมายอุ้มผางเพื่อสิทธิมนุษยชน” เปิดดำเนินงานมาแล้ว 6 ปี “ทวงสิทธิ์” ให้คนไร้รัฐในพื้นที่ได้จำนวนมาก ซึ่ง “นพ.วรวิทย์”บอกว่า แม้จะเหนื่อย แต่ด้วยหน้าที่ก็ต้องไปต่อ เพราะ…

พรมแดนขีดเขียนขึ้นบนแผนที่เท่านั้น…

แต่สิทธิ์ในบริการสาธารณสุข ไม่สามารถใช้“เส้นพรมแดน” บนแผนที่ได้

อธิพงศ์ ลอยชื่น
SCOOP@NAEWNA.COM

‘โรงเรียนบ้านห้วยเป้า’ การต่อสู้เพื่อให้รอดถูกยุบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/211339

วันพฤหัสบดี ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.
ขึ้นชื่อว่า “การศึกษา” เชื่อว่าทุกรัฐบาลให้ความใส่ใจเพราะเป็นเรื่อง “อนาคตของชาติ” เห็นได้จากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการทุกคนต่างพยายามออกนโยบายที่เชื่อว่าเหมาะสม รวมถึงบางยุคบางสมัยที่มีแนวคิด “ยุบและควบรวมโรงเรียน” เนื่องจากเห็นว่าโรงเรียนขนาดเล็กมีนักเรียนและครูจำนวนน้อย

ทำให้การจัดการเรียนการสอนอาจจะทำได้ไม่ดีนัก!!!

ถึงกระนั้นในช่วงเวลาดังกล่าว ก็มีเสียงคัดค้านนโยบายนี้อยู่ไม่น้อย เพราะโรงเรียนกลุ่มเสี่ยงมักเป็นโรงเรียนในพื้นที่ชนบท หากถูกยุบจะทำให้เด็กต้องเดินทางไปเรียนไกลขึ้น แม้จะมีการจัดรถรับส่งไว้ให้ก็ตาม เด็กก็จะต้องตื่นแต่เช้าและกลับบ้านมืดค่ำ อีกทั้งครอบครัวใดที่เด็กต้องช่วยพ่อแม่ผู้ปกครองทำงานที่บ้าน การต้องไปเรียนไกลๆ อาจกระทบต่อหน้าที่ดังกล่าว ทำให้พ่อแม่ผู้ปกครองไม่อยากส่งลูกไปเรียน

เด็กก็จะเสียโอกาสได้รับการศึกษาตามวัย!!!

ไม่นานนี้ “สกู๊ปแนวหน้า” ติดตามคณะของ “สมัชชาเครือข่ายปฏิรูปการศึกษา” ไปยัง โรงเรียนบ้านห้วยเป้า เทศบาลทุ่งข้าวพวง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ที่นี่เราพบกับ สฤษดิ์ สุภาเลิศ ปลัดเทศบาลตำบลทุ่งข้าวพวง ซึ่งรับหน้าที่รักษาการผู้อำนวยการโรงเรียน ในช่วง “หัวเลี้ยวหัวต่อ” กับการถูกยุบ

สฤษดิ์ สุภาเลิศ

“ปลัดสฤษดิ์” เล่าย้อนไปเมื่อ 2-3 ปีก่อน ช่วงที่รัฐบาลขณะนั้นมีนโยบายยุบและควบรวมโรงเรียน ซึ่ง รร.บ้านห้วยเป้า
แห่งนี้ที่สอนระดับประถมศึกษาปีที่ 1-6 ก็ถือเป็น “กลุ่มเสี่ยง” ในการถูกยุบเช่นกัน เพราะเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก และนักเรียนลดน้อยลงเรื่อยๆ จึงมีแนวคิดว่าจะต้องทำให้โรงเรียนแห่งนี้มีนักเรียนเพิ่มขึ้นให้ได้

“เราต้องสร้างแรงดึงดูดให้คนมาเรียนเพิ่ม สร้างอย่างไรล่ะ? ก็ต้องสร้างคุณภาพ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน อะไรแบบนี้ ถามว่ายากไหม? ผมว่าถ้าตั้งใจจริงๆ มันก็ไม่ยาก”

ปลัดคนเก่งรายนี้ กล่าว ซึ่งเบื้องต้นต้องขอบคุณบรรดา “หนุ่มสาวผู้มีจิตอาสา” เพิ่งจบปริญญาตรีหมาดๆ แต่ยินดีมาเป็นครูโดยรับเงินเดือนเพียง “ค่าจ้างขั้นต่ำ” เดือนละ 9,000 บาทเท่านั้น ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นคนในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ และพื้นที่ใกล้เคียง ทำให้เมื่อรวมกับครูที่เป็นข้าราชการบรรจุเข้ามาแล้วจึงมีครูครบทุกวิชา

และ ณ วันนี้ “ครูอาสา” กลุ่มดังกล่าว ส่วนใหญ่ยังอยู่กันด้วยใจที่ “เต็มร้อย”!!!

“ส่วนใหญ่จะเป็นเด็กใหม่ๆ ครับ พวกนี้อุดมการณ์เขายิ่งใหญ่มาก พวกนี้เป็นเด็กในพื้นที่ จบราชภัฏเชียงใหม่บ้าง มช. (มหาวิทยาลัยเชียงใหม่) บ้าง แล้วเด็กพวกนี้อยู่ทนครับส่วนใหญ่ไม่มีใครออก นี่ก็อยู่กันเป็นปีแล้วครับ มีบางคนเท่านั้นที่อยู่แล้วไม่มีความสุขก็ออกไป” ปลัดสฤษดิ์ ระบุ

ด้าน เอกพันธ์ พรมวังขวา ข้าราชการครู รร.บ้านห้วยเป้า (สอนวิชาภาษาไทย) กล่าวว่า เคล็ดลับสำคัญที่ทำให้โรงเรียนเล็กๆ แห่งนี้มีมาตรฐานการศึกษาที่ดีขึ้นจนไม่เป็นกลุ่มเสี่ยงถูกยุบ มาจากการจัดหลักสูตรที่นำ “ภูมิปัญญาท้องถิ่น” เข้ามาเป็นกิจกรรมการเรียนรู้ด้วย เช่น กิจกรรม “หญ้าแฝก-ปั่นฝ้าย” ทำให้นักเรียนเกิดความสนุกสนาน รวมถึงด้วยความที่นักเรียนของที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นเด็กไทยหรือเด็กจากกลุ่มชาติพันธุ์เผ่าต่างๆ ล้วนมีรากฐานทาง “พุทธศาสนา” ที่ค่อนข้างเข้มแข็งจากครอบครัว ทำให้ทุกเช้าโรงเรียนจึงจัดให้นักเรียน “นั่งสมาธิ” ก่อนเริ่มเรียน

เมื่อผู้เรียนทั้ง “มีความสุข” และ “จิตใจสงบ” ผลการเรียนก็ย่อม “ดีขึ้น” ไปโดยปริยาย!!!

“เด็กเมื่อได้เรียนเกี่ยวกับท้องถิ่นเขาเกิดความสนุกเกิดความสุข เขาก็ไม่เครียดที่จะเรียนในหลักสูตรของ 8 กลุ่มสาระ แล้วที่นี่เราเป็นโรงเรียนวิถีพุทธ ก่อนเรียนตอนเช้าเรานั่งสมาธิ หรือวันสำคัญต่างๆ เรามีกิจกรรมทำบุญตักบาตร มีพระมาเทศน์ที่โรงเรียน เพราะเด็กที่นี่เป็นพุทธหมดครับ แล้วโรงเรียนเราไม่แพ้ใครครับ สอบโอเนตครั้งที่ผ่านมาเราอยู่อันดับ 5 ของอำเภอเชียงดาว”

ครูเอกพันธ์กล่าวด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ ขณะที่ปลัดสฤษดิ์ กล่าวเสริมถึงกิจกรรมปลูกและใช้ประโยชน์จากหญ้าแฝกอันเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นของชาวบ้านห้วยเป้า ว่าครั้งหนึ่งเคยไปได้รับรางวัลการประกวดนวัตกรรมจากหญ้าแฝก ที่จัดโดย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) มาแล้ว

อาคารเรียน รร.บ้านห้วยเป้า

เมื่อถามว่าเหตุใดจึงสนใจและทุ่มเทด้านการศึกษาเป็นพิเศษ ทั้งที่งานในฐานะปลัดเทศบาลก็มากอยู่แล้วปลัดสฤษดิ์กล่าวว่า ที่ผ่านมาฝ่ายการเมืองมักเน้นแต่การพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนน สะพาน อาคารต่างๆ ซึ่งก็เข้าใจได้ว่าการสร้างสิ่งก่อสร้างแบบนี้เห็นผลเป็นรูปธรรมภายใน 4 ปีของสมัยเลือกตั้งหนึ่ง สามารถใช้เป็นผลงานได้ ขณะที่การพัฒนาการศึกษา หรือการ “สร้างคน” กว่าจะเห็นผลต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 5 ปีขึ้นไป แต่ถึงกระนั้นก็อยากให้ฝ่ายการเมืองของแต่ละท้องถิ่น หันมาใช้งบประมาณเพื่อพัฒนาการศึกษาให้มากขึ้น

“คือผมเห็นฝ่ายการเมืองสมัยเดิมๆ เขาไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการศึกษามากนัก ผมในฐานะข้าราชการประจำก็อยากจะพัฒนาการศึกษา คือผมไม่ต้องไปหาเสียง แต่ฝ่ายการเมืองเขาภายในปีสองปีเขาต้องมีผลงาน หรือ 4 ปีเขาต้องมีผลงานเท่าไร ตัวชี้วัดเขาเห็นง่าย

แต่ตัวชี้วัดทางการศึกษามันยาก โน่น 5 ปี 7 ปี ผมเลยเลือกมาส่งเสริมตรงนี้ดีกว่า ผมไม่ต้องหาเสียง ฝากถึงท้องถิ่นอื่นๆ ท่านต้องพยายามไม่มองในโครงสร้างพื้นฐานให้มันเยอะเกิน ต้องยอมรับว่ามันเห็นผลช้า แต่ถ้าเราทำดีกับลูกหลาน จะกี่สมัยผมก็เชื่อว่าเขาจะเลือกท่านแน่นอน” ปลัดสฤษดิ์ ฝากทิ้งท้าย

แม้วันนี้การต่อสู้เพื่อไม่ให้ รร.บ้านห้วยเป้า ถูกยุบจะจบลงไปแล้ว แต่ปัญหาที่ยังรอการแก้ไขในระยะยาว คือการหาครูที่เป็นข้าราชการประจำมาบรรจุให้ครบทุกชั้นและทุกกลุ่มสาระวิชา ซึ่งจะทำให้โรงเรียนสามารถยืนได้อย่างมั่นคงมากกว่าการใช้ครูอัตราจ้างเป็นหลักอย่างในปัจจุบัน

จึงมีข้อเสนอแนะจากผู้บริหารโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล ว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จะขอ “ใช้บัญชีร่วม” ของครูที่สอบได้และขึ้นทะเบียนไว้กับ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เพื่อให้โรงเรียนสังกัด อปท. จะได้หาครูมาบรรจุได้ครบชั้นและครบทุกวิชา และจูงใจให้ผู้ที่ขึ้นทะเบียนไว้เลือกมาอยู่กับท้องถิ่น เพราะมีงาน “มั่นคง” ในฐานะข้าราชการประจำ ไม่ใช่เพียงครูอัตราจ้างที่อนาคตไม่แน่นอน

เมื่อโรงเรียนมีครูครบและเป็นครูที่มีขวัญกำลังใจดี..การเรียนการสอนก็จะมีคุณภาพในที่สุด!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

ส่องพฤติกรรม‘รักการอ่าน’ อ่านเพิ่มก็มาก-‘อ่านไม่ออก’ก็เยอะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/211217

วันพุธ ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2559, 02.00 น.

“คนไทยอ่านหนังสือปีละ 8 บรรทัด”

หนึ่งในประโยคฮิตที่เผยแพร่อย่างรวดเร็วเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา และถูกนำไปใช้อย่างกว้างขวางในความหมายประชดประชัน เป็นมุขตลกกับความ “ขี้เกียจอ่าน” ของคนทั้งในสังคมออนไลน์และสังคมจริง จนมีวลีฮิต “ขอแค่ 3 บรรทัด”…

ด้วยความที่ขี้เกียจอ่านนี้ ทำให้เกิดความกังวลในการเข้าถึงแหล่งข้อมูลความรู้เพื่อ “ประเทืองปัญญา” ของคนไทยที่น้อยลงไป แต่เมื่อเร็วๆ นี้มีข้อมูลใหม่…

ภายในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 44 และงานสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 14 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ สำนักอุทยานการเรียนรู้ และสำนักงานสถิติแห่งชาติ ร่วมกันเปิดเผยผลสำรวจพฤติกรรมการอ่านหนังสือของคนไทย ที่สำรวจจากกลุ่มตัวอย่าง 55,920 ครัวเรือน พบว่า ปี 2558 ที่ผ่านมา คนไทยอ่านหนังสือเพิ่มขึ้นเป็น 66 นาทีต่อวัน จากปี 2556 ที่อ่านเพียง 37 นาทีต่อวัน

ผลสำรวจทำให้วาทกรรม “คนไทยอ่านหนังสือปีละ 8 บรรทัด” ถูกหักล้างลงไป แต่ใช่จะ “วางใจ” ได้ตัวเลขที่สวยหรูนี้อาจ “วูบ” ลงได้ เพราะนโยบายส่งเสริมการอ่านของไทยคล้ายจะ “ไม่ตรงจุด” และมี “ตัวเลขอันตราย” ที่บ่งบอกว่ามีคนไทยอีกมากที่ “อ่านไม่ออก-เขียนไม่ได้” …

“ปัทมา อมรสิริสมบูรณ์” ผู้อำนวยการสำนักสถิติสังคม กล่าวว่า ปี 2558 เป็นปีแรกที่ขยายคำนิยามการสำรวจพฤติกรรมการอ่านของคนไทยครอบคุลมถึงการอ่านข้อความในสื่อออนไลน์ ยกเว้นการอ่านข้อความเพื่อการสนทนาหรือติดต่อสื่อสาร จากเดิมที่สำรวจเฉพาะการอ่านหนังสือ และบทความทุกประเภทที่เป็นรูปเล่มเท่านั้น

ที่น่าสนใจ คือ ประเภทหนังสือที่อ่านมากที่สุด คือ หนังสือพิมพ์ ร้อยละ 67.3 รองลงมา คือ ข้อความในสื่อสังคมออนไลน์ SMS และอี-เมล์ ร้อยละ 51.6 และแม้ “สื่อสังคมออนไลน์” จะเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น แต่ผู้อ่านยังนิยมอ่าน “หนังสือเล่ม” มากที่สุดร้อยละ 96.1 รองลงมา คือ อ่านจากสื่อสังคมออนไลน์ร้อยละ 45.5 และอ่านจากเว็บไซต์ ร้อยละ 17.5

อย่างไรก็ตาม มีประชากรวัย 6 ปีขึ้นไป ร้อยละ 22.3 หรือ 13.9 ล้านคน ที่ “ไม่อ่านหนังสือ” เพราะชอบดูโทรทัศน์มากกว่า ร้อยละ 41.9 รองลงมา คือ ไม่ชอบอ่านหรือไม่มีเวลาอ่าน ร้อยละ 24 และอ่านไม่ออก ร้อยละ 20.6 เมื่อแยกตามช่วงอายุ พบว่า เด็กอายุ 6-14 ปีไม่อ่าน เพราะชอบดูโทรทัศน์ ร้อยละ 36.7 รองลงมา คืออ่านไม่ออก ร้อยละ 34.7, วัยเยาวชน อายุ 15-24 ปีและวัยทำงาน อายุ 25-29 ปี ไม่อ่านเพราะชอบดูโทรทัศน์ ร้อยละ 40 และวัยสูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ไม่อ่านเพราะสายตาไม่ดี ร้อยละ 43

ที่น่าตกใจ คือ ประชากรอายุ 6 ปีขึ้นไปที่“อ่านออก-เขียนได้” ลดลงจากปี 2556 เดิมอยู่ที่ร้อยละ 94.1 เป็นร้อยละ 93

“การไม่อ่านหนังสือของเด็กวัย 6-14 ปี เป็นข้อมูลที่น่าตกใจ เพราะมีสาเหตุจากอ่านไม่ออกถึงร้อยละ 34.7 เป็นตัวเลขอันตราย เพราะสะท้อนถึงคุณภาพการศึกษา ขณะที่ผู้ใหญ่บางส่วนไม่อ่านหนังสือให้เด็กฟัง เพราะคิดว่าเด็กยังเล็กเกินไป หรือไม่มีเวลาอ่านให้ฟัง ตรงนี้จะส่งผลกระทบต่อพัฒนาการของเด็ก ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งส่งเสริมให้เด็กรักการอ่านมากขึ้น เพราะไม่ว่าจะอ่านจากหนังสือเล่ม หรือออนไลน์ ล้วนเป็นแหล่งความรู้ หากเริ่มปลูกฝังตั้งแต่วันนี้ อนาคตของชาติจะมีคุณภาพดีขึ้น” ปัทมา กล่าว

ด้าน “สุดใจ พรหมเกิด” ผู้จัดการแผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) กล่าวว่า การส่งเสริมการอ่านที่ได้ผลในเด็กเล็ก คือ “การอ่านแบบมีความสุข” สร้างความรื่นรมย์ให้แก่เด็ก ซึ่งจะช่วยพัฒนาทักษะทางภาษา และทักษะการเรียนรู้ให้แก่เด็กเล็ก ที่ผ่านมาองค์กรที่ทำงานเกี่ยวกับส่งเสริมการอ่านได้ดำเนินการมาอย่างยาวนาน แต่ “ไม่ตรงจุด” เพราะความจริงการรณรงค์รักการอ่านต้องให้เด็กอ่านอย่างมีความสุข และแยกการอ่านหนังสือเรียนออกไปด้วย

ขณะที่ผู้จัดพิมพ์หนังสืออย่าง “จรัญ หอมเทียนทอง” นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย(PUBAT) ระบุว่า แม้จากสถิติจะพบว่าคนไทยอ่านเพิ่มขึ้น แต่การ “อ่านหนังสือเล่ม” ไม่ได้เพิ่มขึ้น เพราะปัจจุบันวัยรุ่นไทยหันไปอ่านผ่านแท็บเลต หรือ “สมาร์ทโฟน” มากขึ้น โดยสมาคมฯพบว่าพฤติกรรมการซื้อหนังสือเล่มของคนไทยอยู่ที่เฉลี่ยปีละ 4 เล่ม กลุ่มที่ซื้อมากที่สุดจะมีอายุต่ำกว่า 20 ปี โดยซื้อปีละ 9 เล่ม ในจำนวนนี้แบ่งเป็น หนังสือการ์ตูนภาพวาดประกอบ และคู่มือเตรียมสอบ รองลงมา คือ กลุ่มอายุระหว่าง 21-30 ปีซื้อเฉลี่ยปีละ 6 เล่ม และลดจำนวนลงเรื่อยๆ ในกลุ่มที่มีอายุมากขึ้น

เขายังสะท้อนภาพนโยบายส่งเสริม “รักการอ่าน” ที่มีผลต่อแวดวงหนังสือ ว่า การพยายามส่งเสริมการรักการอ่านของรัฐบาลชุดต่างๆ เห็นมีการพูดถึงกันมาก แต่ส่วนตัวยังไม่เห็นเป็นผลรูปธรรม ที่ผ่านมา “ดีแต่พูด” พอจะส่งเสริมก็ทำอะไร…ประกวดหนังสือ??? ไม่เกิดประโยชน์ เรื่องการส่งเสริมการอ่านเราเห็นเกาหลีใต้ประสบความสำเร็จจากการ “สร้างชาติ” จากการอ่านได้ ก็อยากทำอย่างเขา อ้างว่ามีโครงการนั้นๆ แต่ไม่ได้ทำจริงจัง ทำให้การส่งเสริมเรื่องนี้ยังคง “หลงทาง”

“คนไทยรุ่นใหม่” ยังไม่ทิ้งการอ่านหนังสือเสียทีเดียว จึงเป็น “โอกาส” ที่ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องควรร่วมกันส่งเสริมการอ่านหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะการปลูกฝังให้มีนิสัยรักการอ่านหนังสือตั้งแต่เด็ก เพื่อให้อัตราการอ่านและการใช้เวลาในการอ่านของคนไทยสูงขึ้นไปเรื่อยๆ เพราะ “การอ่าน” เป็นกระบวนการ “สะสมทุนมนุษย์” ที่สำคัญ โดยเฉพาะใน “ยุคสังคมอุดมปัญญา”

SCOOP@NAEWNA.COM