‘โรงเรียนมัธยมป่ากลาง’ ยกระดับชนเผ่า..ก้าวสู่สากล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/204189

วันศุกร์ ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 02.00 น.

“การศึกษา” ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการ “ยกระดับคุณภาพชีวิต” แม้เกิดมายากจนหากมีโอกาสเล่าเรียนใน
ระดับสูงๆ ย่อมหางานการดีๆ รายได้มั่นคงทำได้ ด้วยเหตุนี้ไม่ว่าในระดับประเทศหรือระดับนานาชาติ ต่างเห็นตรงกันว่าต้องทำให้ “เด็กทุกคน” เข้าถึงโอกาสทางการศึกษา และต้องเป็น “การศึกษาที่มีคุณภาพ” อีกด้วย

ทว่าในความเป็นจริง ปัญหาใหญ่ของการพัฒนาคือ “ความเหลื่อมล้ำ” ทั้งระหว่างโรงเรียนชั้นนำกับโรงเรียนระดับรอง ระหว่างโรงเรียนในเขตเมืองกับนอกเขตเมือง รวมถึงยังมี “ปัจจัยแทรกซ้อน” อื่นๆ เช่น ฐานะทางบ้านของผู้เรียน ระยะทางจากบ้านไปโรงเรียน ตลอดจนในบางพื้นที่ก็มีความแตกต่างทางเชื้อชาติและความเชื่อ เป็นต้น

5-6 ก.พ. 2559 เราติดตามคณะของ สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) ลงพื้นที่ โรงเรียนมัธยมป่ากลาง ตั้งอยู่ที่อำเภอปัว จังหวัดน่าน ที่นี่มีลักษณะพิเศษคือเป็นโรงเรียนที่มีชาวเขาอาศัยอยู่ถึง
5 เผ่า ได้แก่ ม้ง ไทลื้อ เมี้ยน ลั๊วะ และไทยพื้นถิ่น ซึ่งแม้จะมาจากหลากหลายวัฒนธรรม แต่ทุกคนก็อยู่ร่วมกันฉันมิตร

นายนิคม พลทิพย์ ผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมป่ากลาง กล่าวว่า หลากหลายทางชาติพันธุ์ของนักเรียน ถือเป็นโจทย์ที่ท้าทายสำหรับการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน จึงเลือกใช้ภาษาไทยและภาษาอังกฤษเป็นภาษาพื้นฐานในการสื่อสารและมุ่งเน้นพัฒนา “ทักษะด้านภาษาอังกฤษ” เป็นสำคัญ เพราะเป็น “ภาษาสากล” ของโลก ด้วยการส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ใช้ภาษาอังกฤษนอกเหนือจากในคาบเรียน เช่น ส่งเสริมให้ผู้เรียนฝึกสนทนากันเป็นภาษาอังกฤษ หรือผู้เรียนกับอาจารย์วิชาภาษาอังกฤษ เพื่อให้ผู้เรียนเกิดความเคยชินในการใช้ภาษา

“การที่ผู้เรียนจะมีทักษะทางภาษาอังกฤษที่ดี ครูผู้สอนมีส่วนสำคัญอย่างมาก ดังนั้นสถานศึกษาจึงมีนโยบายพัฒนาความรู้วิชาภาษาอังกฤษให้กับครูในสถานศึกษา ด้วยการส่งไปอบรมเพิ่มเติมให้เกิดความเชี่ยวชาญ เพื่อให้ครูผู้สอนสามารถส่งต่อความเชี่ยวชาญด้านภาษาให้กับผู้เรียนได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ โดยสถานศึกษามีการส่งเสริมให้บุคลากรในสถานศึกษาเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับผู้เรียน เพราะผู้สอนคือต้นแบบที่ดีให้ของผู้เรียน

ครูผู้สอนจะต้องมีความสามารถ ไม่หยุดที่จะเรียนรู้กับสิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา เพื่อสร้างผู้เรียนให้มีคุณลักษณะที่สมบูรณ์ ซึ่งหากเราสามารถทำได้เหมือนตั้งใจเอาไว้เช่นนี้แล้ว ครูผู้สอนก็จะเกิดความภาคภูมิใจที่ได้เห็นผู้เรียนก้าวไปสู่ความสำเร็จ ทั้งนี้ก็เพื่ออนาคตของผู้เรียนทุกคน”

ผอ.รร.มัธยมป่ากลาง กล่าวว่า ซึ่งที่ผ่านมามีผลงานการันตีความสำเร็จ คือ ทำให้สามารถคว้ารางวัลวิชาการระดับเขตต่างๆ มาได้มากมาย อาทิ รองชนะเลิศการแข่งขันการพูดภาษาอังกฤษแบบไม่ได้เตรียมมาก่อน (Impromptu Speech) และรองชนะเลิศการแข่งขันเล่านิทานภาษาอังกฤษ เป็นต้น

ศ.ดร.ชาญณรงค์ พรรุ่งโรจน์ ผู้อำนวยการสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า จากข้อมูล EF English Proficiency index ปี 2015 หรือข้อมูลความสามารถด้านภาษาอังกฤษ พบว่า ไทยอยู่ลำดับที่ 62 ของโลก ซึ่งอยู่ในกลุ่ม “ต่ำมาก” (Very Low Efficiency) ในขณะที่เพื่อนบ้านอาเซียนอย่าง สิงคโปร์ อยู่ในลำดับที่ 12 และ มาเลเซีย อยู่ในลำดับ 14 จัดเป็นกลุ่มมีทักษะสูง ดังนั้นการที่ รร.มัธยมบ้านกลาง เอาจริงเอาจังกับการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ จึงถือเป็นเรื่องที่ดี

“ความสำเร็จของสถานศึกษาที่มีความสามารถในการส่งเสริมด้านวิชาภาษาอังกฤษ นั่นก็คือ โรงเรียนมัธยม
ป่ากลาง อำเภอปัว จังหวัดน่าน ที่เสริมความแข็งแกร่งทางด้านภาษาอังกฤษให้กับผู้เรียนชาวไทยภูเขาที่มาจากหลากหลายชาติพันธุ์ในพื้นที่ ให้มีความสามารถทางด้านภาษาจนสามารถคว้ารางวัลระดับเขตต่างๆ มาได้มากมาย” ผอ.สมศ. กล่าวชื่นชม

นอกจากด้าน “วิชาการ” ที่โรงเรียนแห่งนี้มีเป้าหมายชัดเจนว่าจะส่งเสริมสิ่งใด ด้าน “ความประพฤติ-บุคลิกภาพ” ก็สำคัญไม่แพ้กัน นายจิรายุ จันทร์เพ็ง ครูโรงเรียนมัธยมป่ากลาง เจ้าของรางวัลครูดีเด่นระดับประเทศ พ.ศ.2556 กล่าวว่า ในอดีตโรงเรียนมัธยมป่ากลาง ประสบปัญหาทั้งนักเรียนโดดเรียน ทะเลาะวิวาท และยาเสพติดที่ระบาดไปทั่วทั้งชุมชนรอบๆ โรงเรียน ดังนั้นเพื่อเป็นการแก้ไขปัญหา จึงต้องพิจารณาว่า ผู้เรียน โรงเรียน ชุมชน ต้องการอะไร แล้วจึงดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ เรียงลำดับขั้นตอนตั้งแต่..

ศึกษา-วิเคราะห์-ตัดสินใจ-ลงมือทำ-พัฒนาปรับปรุง-สรุปบทเรียน!!!

“ยังมีการใช้กิจกรรมบำบัด ด้วยการนำวิชาลูกเสือ และวงโยธวาทิตเข้ามาแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นเพื่อพัฒนา
ระเบียบวินัย และใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ทำให้ปัญหาต่างๆ ลดลงไปมาก ผู้ที่เคยเป็นกลุ่มเสี่ยงก็เลิกพฤติกรรมเสี่ยง มีระเบียบวินัยและมีสมาธิในการเรียนมากขึ้น”

นายจิรายุ ระบุ ขณะที่ นายนิคม กล่าวว่า ปัญหาในพื้นที่อีกอย่างคือ “ท้องก่อนวัยอันควร” สืบเนื่องจากในอดีตที่ผู้คนนิยมแต่งงานกันตั้งแต่อายุน้อยๆ ซึ่งแถบนี้เมื่อมีงานเทศกาลต่างๆ วัยรุ่นกลุ่มชาติพันธุ์ก็จะมาเที่ยวกัน โดยมี
ประเพณีว่าหนุ่มๆ หากชอบสาวๆ คนไหนก็จะ “ฉุด” ไปเป็นภรรยาก่อน แล้วค่อยกลับมา “สู่ขอ” ในภายหลัง

แต่เมื่อบริบทสังคมเปลี่ยน ทั้งการที่ภาครัฐกำหนดว่าเด็กทุกคนจะต้องได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปี และการมีเพศสัมพันธ์ก่อนอายุครบ 18 ปี เป็นสิ่งผิดกฎหมาย จึงต้องทำความเข้าใจกับกลุ่มชาติพันธุ์เหล่านี้ ซึ่งก็ได้รับความร่วมมืออย่างดี พร้อมๆ กับวัยรุ่นหญิงมีค่านิยมอยากเรียนต่อสูงๆ มากขึ้น ระยะหลังๆ ปัญหาดังกล่าวจึงลดลงไป

“เมื่อก่อนอยู่ 15–16 ก็แต่งงานกันแล้ว เขามีประเพณีของเขา ก็คือประเพณีปีใหม่ เขาก็จะมาเที่ยวกัน ถ้าเขาชอบ
ผู้หญิงคนไหนเขาก็ฉุดเอาไปเลยแล้วก็ค่อยมาขอภายหลัง นายกอบต. ก็ทำจดหมายมาว่าไม่เห็นด้วย หลังๆ เลยมีปัญหาเบาลง จริงๆ ทางด้านประเพณีเขาไม่ผิด แต่ทางด้านกฎหมายมันผิด” ผอ.รร.มัธยมป่ากลาง กล่าว

อีกทักษะสำคัญที่ต้องปลูกฝังคือ “ความกล้าแสดงออก” เพื่อให้ผู้เรียนเกิดความเชื่อมั่นในตนเอง นายจิรายุ
กล่าวว่า มีการนำจุดเด่นของความเป็นกลุ่มชาติพันธุ์มาใช้ โดยให้นักเรียนแต่งกายด้วยเสื้อผ้าประจำเผ่าในการแสดง
วงโยธวาทิต ทำให้ผู้เรียนเกิดความภาคภูมิใจที่ทำให้กลุ่มชาติพันธุ์ได้รับการยอมรับ จนได้รับรางวัลเหรียญเงินการประกวดวงโยธวาทิตนักเรียน-นักศึกษาชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทย ชิงถ้วยพระราชทาน 3 ปีซ้อน ในปี 2549-2551

ด้าน น.ส.เกสร สิงห์ธนะ ครูโรงเรียนมัธยมป่ากลาง กล่าวเสริมว่า การส่งเสริมอัตลักษณ์ประจำถิ่น นอกจากเป็นการส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้แล้ว ยังปลูกฝังค่านิยมรักบ้านเกิด และยังส่งผลให้มีความกล้าแสดงออกมากขึ้นด้วย

“เมื่อคุณครูได้จัดกิจกรรมให้เด็กเหล่านี้แสดงออกทางศิลปวัฒนธรรม ทำให้เขาเกิดความกล้าแสดงออก กล้าที่จะปฏิสัมพันธ์กับคนที่มาเยี่ยมชมโรงเรียน” น.ส.เกสร กล่าวทิ้งท้าย

SCOOP@NAEWNA.COM

ฝ่าวิกฤติ ‘มหาภัยแล้ง 2559’ ‘ประหยัดนํ้า’ต้องทำทุกคน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/204004

วันพฤหัสบดี ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 02.00 น.
ต้องบอกว่า “สาหัส” จริงๆ กับวิกฤติ “ภัยแล้ง” ซึ่งยาวนานตั้งแต่กลางปี 2558 มาถึงต้นปี 2559 และคาดว่าฤดูร้อนนี้คง “เหนื่อย” กันทั้งประเทศ ดังที่กูรูด้านภัยพิบัติอย่าง ดร.สมิทธ ธรรมสโรช ประธานมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ออกมาเตือนว่า “มีนา-พฤษภา’59” จะเป็นช่วงที่ร้อนและแล้งจัดที่สุด จากปรากฏการณ์เอลนีโญ่ (El Nino)

และงานนี้ “คนกรุงเทพฯ” จะได้รับผลกระทบเต็มๆ ถึงขั้น “ขาดแคลนน้ำกิน-น้ำใช้”!!!

“จะเห็นว่าน้ำในแม่น้ำลำคลองสายหลักแห้งขอดเขื่อนใหญ่ปล่อยน้ำมาก็โดนสูบกลางทาง ไม่พอผลักดันน้ำเค็ม ตอนนี้น้ำเจ้าพระยาเป็นน้ำกร่อยแล้วมาถึงสะพานพุทธ คลองต่างๆ ใน กทม. ปิดปากคลองแล้ว ป้องกันน้ำเค็มเข้า แต่ทางรัฐบาลยังไม่ยอมบอกความจริงกับประชาชน ตรงนี้ตนเห็นว่าเป็นห้วงเวลาวิกฤติสุดแล้ว จึงออกมาเตือนให้เตรียมช่วยตัวเอง อย่าไปหวังพึ่งหน่วยงานรัฐ เพราะถึงเวลาทุกคนไม่มีน้ำกิน จะเกิดโกลาหลจนรัฐบาลไม่สามารถช่วยใครได้” ดร.สมิทธ กล่าวเมื่อวันที่ 23 ก.พ. 2559 ที่ผ่านมา

สอดคล้องกับที่ ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา กรมชลประทานกล่าวในงานแถลงข่าว “แบ่งน้ำใช้ ปันน้ำใจ สู้ภัยแล้ง” จัดโดย Thai PBS ร่วมกับหอการค้าไทยและภาคธุรกิจเอกชน วันที่ 24 ก.พ. 2559 ณ หอการค้าไทย ถ.ราชบพิธ กรุงเทพฯ ว่าปัจจุบันเขื่อนต่างๆ ในประเทศไทย มีปริมาณน้ำรวมกันราว 13,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่ง “น้อยกว่าปีที่แล้ว” ประมาณ 5,000 ล้านลูกบาศก์เมตร

“ในพื้นที่ภาคเหนือ เชียงใหม่ พะเยา ลำปาง ถ้าภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แถวๆ เขื่อนอุบลรัตน์ เขื่อนลำตะคอง เขื่อนห้วยหลวง แถวๆ บุรีรัมย์ สุรินทร์ พื้นที่เหล่านี้มีความเสี่ยงที่จะขาดแคลนน้ำ” ดร.ทองเปลว กล่าว

อย่างไรก็ตาม..สำหรับกรณีที่ ดร.สมิทธ ออกมาเตือนถึงวิกฤติแล้งบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งกรุงเทพฯ และปริมณฑลอยู่ในลุ่มน้ำดังกล่าวด้วย โดยบอกว่าน้ำหมดเขื่อนแล้วแต่รัฐบาลปิดข่าวนั้น ดร.ทองเปลว ชี้แจงกับสื่อว่าไม่เป็นความจริง ยืนยันว่า“4 เขื่อนหลัก” อย่างเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ขณะนี้ระบายวันละ 18 ล้านลูกบาศก์เมตร นับจากนี้ไปจนถึงสิ้นเดือน เม.ย. 2559

ดังนั้น “ปริมาณน้ำเพียงพอ” สำหรับใช้ในทุกกิจกรรมอุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศ ผลักดันน้ำเค็ม ให้สวนผลไม้ต่างๆ ในลุ่มเจ้าพระยา โดยประชาชนสามารถเข้าไปดูข้อมูลปริมาณน้ำได้ที่เว็บไซต์ของกรมชลประทาน และย้ำว่า “ไม่มีการปกปิดข้อเท็จจริง” แต่อย่างใด

“ณ วันที่ 1 พฤษภาคม มีน้ำเหลืออยู่ในเขื่อน 1,600 ล้านลูกบาศก์เมตร ยืนยันว่าน้ำมีกินมีใช้พอช่วงฤดูแล้ง และสำรองน้ำไว้จนถึงต้นฤดูฝนเดือนสิงหาคมกรณีฝนมาล่าช้าไว้ด้วย จะไม่มีปัญหาแน่นอน” ดร.ทองเปลว กล่าวย้ำ

ด้านกูรูภัยพิบัติอีกราย รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต ระบุว่า จากการประมวลผลด้วยแบบจำลองซ้ำๆ หลายครั้งพบว่าร้อยละ 90 ของการประมวลผลชี้ว่าปีนี้ “ฝนมาช้า” แน่นอน ดังนั้นภาครัฐต้องทำความเข้าใจกับประชาชน

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ภาคการเกษตร”!!!

“เกษตรกรมีความเสี่ยงสูงถ้าจะลงนาปีในช่วงเมษาถึงพฤษภา ฝนจะไม่ค่อยดี ถ้าไม่มีการให้ความรู้กับเขา ทีนี้เขาจะลงนาปี ส่วนพวกทำนาปรังก็จะลงนาปีด้วย พวกนี้เรียกตามน้ำถ้าเขาทำนาปีเท่าปีที่แล้วคือ 4 ล้านไร่ วุ่นแน่ ฉะนั้นจะทำยังไง?รัฐบาลหรือกระทรวงเกษตรฯต้องจัดพื้นที่ให้ดี มันก็จะทยอยการใช้น้ำไปได้

ถ้าไม่ทำแบบนี้มันก็จะมีปัญหา ภาคการเกษตรนี่ใช้น้ำมากถึง 80 เปอร์เซ็นต์ ภาคอุตสาหกรรมกับภาคอุปโภคบริโภค ใช้น้ำแค่ 4-5 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง รวมๆ กันแล้วก็ยังไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ ภาคอุตสาหกรรมหรืออื่นๆ จะลดยังไงก็ไม่รอด ถ้าภาคเกษตรไม่ลด” ดร.เสรี ระบุ

ทว่าแม้ “ข้อมูลทางวิชาการ” จะเป็นดังที่กล่าวมา แต่ใน “ชีวิตจริง” ที่ผู้ได้รับผลกระทบจากวิกฤติต่างก็เป็น “มนุษย์” ที่มีเลือดเนื้อ มีชีวิตและจิตใจ ฉะนั้น “การสื่อสารทำความเข้าใจ” จึงเป็นเรื่องสำคัญ หากไม่ต้องการให้กลายเป็นประเด็น “ดราม่า” ขยายปมความขัดแย้งจนสังคมเกิดภาวะโกลาหล ซึ่งเคยเกิดขึ้นมาแล้วในช่วง“น้ำท่วมใหญ่ 2554” ทั้งนี้ ดร.เสรี ยกตัวอย่าง “ข้อคับข้องใจ” ของประชาชนในภาคเกษตร อาทิ..

“ตอนน้ำท่วมให้ฉันเป็นแก้มลิง ตอนน้ำแล้งให้ฉันงดปลูกข้าว”!!!

“คนกรุงเทพฯ และปริมณฑลใช้น้ำ 4 เดือน 600ล้านลูกบาศก์เมตร น้ำเท่านี้ทำนาได้ 4 แสนไร่ ขายข้าวได้เงิน 2,600 ล้านบาท แต่เอาไปทำน้ำประปาขายได้ 6,000 ล้านบาท พวกฉันไม่ได้อะไรเลย”!!!

จากข้อกังวลนี้ ต้องแบ่งเป็น 2 ประเด็นคือ 1.จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเกษตรกรอย่างไร? ประเด็นนี้ นางวัชรีพร โอฬารกนก ผู้แทนจากกรมส่งเสริมการเกษตร ให้ความเห็นว่า การจะให้เกษตรกรเปลี่ยนพฤติกรรมที่ทำมานาน เช่น การปลูกข้าวติดต่อกันตลอดทั้งปีไม่ใช่เรื่องง่าย และต้องใช้เวลา

ฉะนั้น “ภาควิชาการ” ต้องเข้าไปให้ความรู้กับเกษตรกร “ให้ทางเลือก” กับเขาว่าหากไม่ปลูกข้าวแล้วในช่วงแล้งจะทำอะไรแทน? รวมถึงภาครัฐต้องมีกลไกสนับสนุนอื่นๆ ให้เกษตรกรที่เริ่มทดลองปรับเปลี่ยนการเพาะปลูก เพื่อให้เห็นว่าความรู้นั้นใช้ได้จริงรวมถึงในระยะยาวต้องมี “แผนชุมชน” ให้ชาวบ้านแต่ละพื้นที่ช่วยกันคิดช่วยกันวางแผน ว่าในอนาคตชุมชนของตนจะปลูกอะไรกันต่อไป? หรือต้องไปทำอาชีพอื่นนอกภาคเกษตร เป็นต้น

กับ 2.คนในเมืองจะมีบทบาทอย่างไรกับวิกฤติแล้ง? ประเด็นนี้นายเลอศักดิ์ ริ้วตระกูลไพบูลย์ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวว่า ที่ผ่านมาภาคการเกษตรสามารถลดการทำนาปรังไปได้ไม่น้อย ดังนั้น “คนในเขตเมืองก็ต้องช่วยประหยัดน้ำ” ด้วยเช่นกัน เพราะแม้จะผ่านวิกฤติแล้งปีนี้ไปได้ แต่คงต้องใช้เวลาประมาณ “3-4 ปี” กว่า 2 เขื่อนหลักอย่างเขื่อนภูมิพลกับเขื่อนสิริกิติ์ จะมีปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์ปกติตามที่ควรจะเป็น

และประเด็นสุดท้ายที่เกี่ยวข้องกับทั้งประเพณีและการท่องเที่ยว..“สงกรานต์ปีนี้ยังจะจัดงานเล่นสาดน้ำได้หรือไม่?” ซึ่งผู้เกี่ยวข้องต่างตอบตรงกันว่า “เล่นได้..แต่ขอให้เล่นอย่างประหยัด” เช่น นายพิสิฐ หงส์วณิชย์กุล ผู้ช่วยผู้ว่าการการประปาส่วนภูมิภาค แสดงความเป็นห่วงพื้นที่ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว อาทิ จ.เชียงใหม่ ที่มีอัตราการใช้น้ำสูงเป็นพิเศษในช่วงสงกรานต์ รวมถึงเมืองพัทยา และจังหวัดในเขตปริมณฑล เช่นเดียวกับ ดร.ทองเปลว ที่แสดงความเป็นห่วงพื้นที่กรุงเทพฯ เพราะใช้น้ำประปาในการเล่นสาดน้ำ

“ในการใช้น้ำเล่นสงกรานต์ อย่างเชียงใหม่เขามีคูเมืองซึ่งมีน้ำเข้าสู่ระบบตามธรรมชาติอยู่แล้ว ฉะนั้นถ้าใกล้สงกรานต์ อาจจะเก็บน้ำไว้เล่นสัก 2-3 วัน อาจจะไม่กระทบกับภาคอื่น ยกเว้นบางพื้นที่ อย่าง กทม. นี่เล่นสงกรานต์ใช้น้ำประปา ฉะนั้นก็อย่าไปสาดน้ำอย่างรุนแรง วันนี้จึงมีการรณรงค์กันให้ใช้น้ำอย่างประหยัด ไม่ว่าจะน้ำเพื่อวัฒนธรรมหรือน้ำเพื่ออะไรก็ตาม” ผอ.สำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา กรมชลประทานฝากทิ้งท้าย

SCOOP@NAEWNA.COM

ตามดูหลักสูตร‘ไฮ สโคป’ สร้างปฐมวัยให้‘ดี-สุข-เก่ง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/203791

วันพุธ ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 02.00 น.

“คุณเคยประสบปัญหานี้ไหม?..ลูกไม่กล้าแสดงออก พูดไม่รู้เรื่อง ช่วยเหลือตัวเองก็ไม่ได้..เรามีวิธีแก้!”

เชื่อเหลือเกินว่าพ่อแม่ผู้ปกครองที่มีบุตรหลานตัวน้อยๆ ประสบปัญหาทำนองนี้กันแทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเด็กนิ่งเงียบไม่พูดไม่จา สอนอะไรก็ไม่รู้เรื่อง ดูแลตัวเองง่ายๆ อย่างล้างหน้าแปรงฟัน เก็บที่นอนหมอนมุ้งก็ไม่ได้ ทว่านี่ไม่ใช่โฆษณาขายยาหรือเครื่องมือวิเศษใดๆ แต่เป็นการนำพาทุกท่านไปรู้จักกับ“วิธีแก้ไข” ที่ต้องบอกว่าน่าทึ่ง

เพราะไม่ต้อง “ลงทุน” มาก..เพียงแต่ขอแค่ “เข้าใจ” และ “ลงมือทำ”อย่างจริงจัง!!!

หากยังจำกันได้ “สกู๊ปหน้า 5” เคยนำเสนอเกี่ยวกับหลักสูตร “ไฮ สโคป” (Hi Scope) และเฟซบุ๊คเพจ “ไรซ์ ไทยแลนด์” (RIECE Thailand) ซึ่งเผยแพร่โดย ผศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย (UTCC) เมื่อ 25 ต.ค. 2558โดยมีเคล็ดสำคัญคือ “วางแผน-ลงมือทำ-ทบทวน” ซึ่งหลังจากทดลองกับศูนย์เด็กเล็กก่อนวัยเรียน (ปฐมวัย-อนุบาล อายุ 2-5 ปี) ในพื้นที่ จ.มหาสารคาม และ จ.กาฬสินธุ์ จำนวนหลายสิบแห่ง

พบว่าสามารถแก้ปัญหาน่าปวดหัวข้างต้นอย่าง “ได้ผล”!!!

สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น..8 ก.พ. 2559 เราติดตามคณะของ สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) เดินทางไปยังศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ต.หนองตอกแป้น อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ และที่ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ต.ยางน้อย อ.โกสุมพิสัย จ.มหาสารคาม ซึ่งภาพที่ได้เห็นต้องบอกว่า “ไม่น่าเชื่อ” ไล่ตั้งแต่เด็กที่ค้นหาหนังสือนิทานจากตู้ออกมาอ่าน เมื่อดูแล้วเล่มไหนไม่ใช่ที่กำลังหาก็ค่อยๆ สอดเก็บเข้าไปอย่างมีระเบียบไม่วางระเกะระกะ,

เด็กที่เล่นของเล่นประเภทบล็อกตัวต่อ เมื่อเลิกเล่นแล้วเด็กนำตัวต่อที่ต่อไว้ทั้งหมดค่อยๆ แกะออกเป็นชิ้นเล็กๆ ก่อนจะเก็บลงตะกร้า, เมื่อครูพี่เลี้ยงสอนเด็กเรื่องต่างๆ เด็กๆ ก็พากัน “ยกมือตอบคำถาม” ด้วยสีหน้าท่าทางสนุกสนาน และช่วงบ่ายหลังจากตื่นนอนกลางวันแล้ว เด็กสามารถ “พับที่นอน-ม้วนเสื่อ” ที่ตนใช้นอน เก็บเข้าที่ได้เรียบร้อย ไม่ขยำกองๆ ไว้ ทั้งหมดนี้ต้องย้ำว่าเป็นเด็กวัย “2-5 ขวบ” เท่านั้น

ผู้ใหญ่บางคนถึงกับบอกว่า “เห็นแล้วอาย” เพราะจำได้ว่า..ตอนตัวเองอายุเท่านี้ยังทำไม่ได้ขนาดนี้!!!

รำไพ ไชยพาลี อดีตศึกษานิเทศก์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ร้อยเอ็ด เขต 1 ที่ปัจจุบันหันมาทำงานฝึกอบรมและให้คำแนะนำครูพี่เลี้ยงที่สนใจหลักสูตรไฮ สโคปอย่างเต็มตัว เธอเล่าว่า ในอดีตความเข้าใจของทั้งผู้นำท้องถิ่น ครูพี่เลี้ยง รวมถึงผู้ปกครอง มักมองว่าศูนย์เด็กเล็กมีหน้าที่ “รับฝากเลี้ยงเด็ก” ในขณะที่พ่อแม่ผู้ปกครองไปทำงานเท่านั้น วงจรชีวิตเด็กจึงมีแค่“กิน-นอน-เล่น-กลับบ้าน” ไปวันๆ หนึ่ง

กระทั่งเมื่อนายก อบต. ของทั้ง 2 ศูนย์ สนใจหลักสูตรไฮ สโคป ที่อาจารย์วีระชาติ นำไป “ขายไอเดีย” เพราะหลักสูตรนี้ใช้ได้ผลในสหรัฐอเมริกามาแล้ว มีงานวิจัยของ ศาสตราจารย์ เจมส์ เฮ็คแมน (Prof. James Heckman) นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล ปี 2543 ทำการสำรวจเด็กชาวอเมริกันที่ผ่านหลักสูตรนี้เมื่อ 40 ปีก่อน แล้วพบว่าส่วนใหญ่มีคุณภาพชีวิตที่ดีและไม่ก่อปัญหาให้สังคม จึง “ตกลง” ให้ใช้ศูนย์เด็กเล็กในพื้นที่ของตนเป็นโครงการนำร่อง

รำไพกล่าวว่า เด็กในศูนย์เด็กเล็กในพื้นที่นี้ ส่วนใหญ่มาจากครอบครัวที่ฐานะไม่ค่อยดีนัก จำนวนไม่น้อยอยู่กับปู่ย่าตายายเนื่องจากพ่อแม่ไปทำงานในเมืองใหญ่ๆ ในระยะแรกๆ ประสบกับอุปสรรคอยู่บ้าง เพราะค่านิยมของผู้ใหญ่ไทยยังติดอยู่กับ 2 เรื่อง คือ 1.ต้องการให้เด็กอ่านออกเขียนได้เร็วๆ 2.ต้องการให้เด็กนิ่ง เงียบ เชื่อฟัง

“สิ่งที่เขาทำกับลูกก็คือสิ่งที่เขาต้องการ เขาไม่ได้คำนึงว่าเด็กวัยนี้ทำอะไรได้บ้าง สิ่งที่เขาต้องการก็เช่นลูกเลี้ยงง่าย เชื่อฟัง กับอยากให้อ่านได้เขียนได้ เขาไม่คำนึงเลยว่าเด็กวัยนี้มีพัฒนาการยังไง บางคนอยากจะให้เด็กทำได้อย่างผู้ใหญ่ คือเขาไม่เข้าใจจิตวิทยาการเรียนรู้ของเด็กวัยนี้” รำไพ ระบุ

เมื่อตกลงแล้วว่าจะใช้หลักสูตรไฮ สโคป อดีตศึกษานิเทศก์รายนี้ กล่าวต่อไปว่า ต้องจัดชุดออกเยี่ยมบ้านเด็กๆ ทุกเดือนเพื่อ “ปรับทัศนคติ” ทำความเข้าใจกับพ่อแม่ผู้ปกครอง สอนให้อ่านหนังสือนิทานให้บุตรหลานฟัง รวมถึงจัดทำสมุดให้ผู้ปกครองเขียนบอกเล่าพัฒนาการของบุตรหลานว่าเป็นอย่างไรกันบ้าง ควบคู่กับสมุดการบ้านของเด็กๆ ซึ่งการจะทำเช่นนี้ได้ ครูพี่เลี้ยงต้องเข้าใจพัฒนาการเด็กปฐมวัย และมีความใจเย็น-อดทน ปล่อยให้ทุกอย่างค่อยเป็นค่อยไปไม่รีบร้อนบังคับ เช่นเดียวกับผู้ปกครองเด็ก ที่ต้องให้ความร่วมมือ ร่วมเล่น ร่วมเล่านิทานให้ลูกฟัง

“ในฐานะผู้ปฏิบัติงาน เราเห็นชัดว่าเด็กมี 3 อย่าง คือรู้หน้าที่ มีวินัย รับผิดชอบ ซึ่งตรงนี้คนไทยเราขาดมาก พัฒนาการอื่นๆ ก็ดีขึ้น ทั้งร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม แล้วไฮ สโคป นี่ใช้งบไม่เยอะเลย อย่างของเล่นเด็กนี่เราไม่ได้ให้เพิ่ม เป็นของที่ อบต. มีอยู่แล้วทั้งนั้น เราให้แต่หนังสือนิทานเพราะจะปลูกฝังเรื่องรักการอ่าน” รำไพ กล่าว

นับจากวันเปิดเทอมแรก เดือน พ.ค. 2558 ซึ่งเริ่มทดลองโครงการไฮ สโคป วันนี้เสียงสะท้อนจากพ่อแม่ผู้ปกครอง ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า “หายห่วง” เช่นที่ นุภาภรณ์ มูลเสนา คุณแม่ของลูกสาววัย 4 ขวบ เธอเล่าว่า ก่อนหน้านี้เป็นห่วงว่าลูกของเธอจะมีปัญหาอะไรหรือไม่? เพราะเป็นเด็กไม่ค่อยพูด ชอบอยู่นิ่งๆ เงียบๆ แต่เมื่อศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ต.หนองตอกแป้น นำหลักสูตรไฮ สโคป มาใช้ พบว่าลูกสาวของเธอกลายเป็นเด็กพูดเก่ง กล้าแสดงออก เห็นได้จากในแต่ละวัน เด็กน้อยจะมีเรื่องจากที่เรียนในศูนย์เด็กเล็กมาเล่าให้ฟังเป็นประจำ

“แต่ก่อนเด็กคนนี้แกคุยไม่เก่ง เข้ากับเพื่อนก็ไม่ได้ แต่เข้ามาศูนย์นี้ประมาณ 7-8 เดือน เห็นชัดเลย เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือเลย ตอนนี้คุยกับเพื่อนเก่ง ชอบอ่านนิทาน พูดโต้ตอบกับผู้ปกครองได้ เมื่อก่อนถามอะไรก็ไม่ตอบ แต่ตอนนี้กล้าพูดกล้าแสดงออก ชอบร้องเพลง คือต่างไปจากเดิมมาก แต่ก่อนนี่เคยคิดว่าแกจะทำอะไรไม่เป็นแล้ว” นุภาภรณ์ เล่าให้ฟังถึงพัฒนาการของลูกสาว

ไม่ต่างจากพ่อแม่ผู้ปกครองของบุตรหลานอีกหลายรายในศูนย์เด็กเล็กทั้ง 2 แห่ง พวกเขาต่างพากันเล่าถึงพัฒนาการของบุตรหลานด้วยสีหน้าและน้ำเสียงที่“มีความสุข” บางคนบอกว่าลูกของตนเดี๋ยวนี้อาบน้ำ แปรงฟัน ช่วยเหลือตนเองได้ ชอบอ่านชอบวาดชอบเขียน ขณะที่บางคนบอกว่าบุตรหลานนำความรู้จากศูนย์เด็กเล็กกลับมาสอนพ่อแม่อย่างฉะฉาน เช่น บอกให้แม่อย่าเผาขยะที่เป็นอันตราย หรือเตือนพ่อที่สูบบุหรี่ว่าบุหรี่ทำลายสุขภาพ

ทั้งหมดอยู่บนแนวคิดที่ว่า..เมื่อเด็ก “ดี-มีความสุข” แล้วสิ่งที่เรียกว่า “เก่ง” จะตามมาเอง!!!

18ต้องห้าม-หมายจับ-ยึดทรัพย์รุกฆาต!ล้างบาง‘แก๊งค้ามนุษย์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/203660

วันอังคาร ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 06.00 น.
“บุกรวบผู้ต้องหาแก๊งค้ามนุษย์ หลอกชาวอีสานทำงานบนเรือ…รวบนายหน้าแก๊งค้ามนุษย์ลวงสาวไทย “ค้ากาม” แดนมังกร…จับแก๊งค้ามนุษย์นครปฐม ลวง 13 ลาวใช้แรงงานทาส…ปคม.แถลงจับแก๊งค้ามนุษย์ หลอกหญิงไทยไปขายที่บาห์เรน”…

ข้างต้นเป็นตัวอย่างของข่าวคราวที่บ่งบอกให้เห็นชัดเจนว่าขบวนการ “ค้ามนุษย์” ยังอาละวาดอยู่ในสังคมไทย จนเป็นปัญหาใหญ่ที่ทำให้สหรัฐประกาศลดอันดับความน่าเชื่อถือปัญหาการค้ามนุษย์ให้ไทยอยู่ในระดับ “เทียร์ 3” หรือ “ล้มเหลว” ในการแก้ไขปัญหา

ที่ผ่านมา ประเทศไทยถูกมองว่าเป็นต้นทาง ปลายทาง และทางผ่านของขบวนการ “คนค้าคน” โดยข้อมูลจากกองบังคับการปราบปรามความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ หรือ “บก.ปคม.” ระบุว่า เส้นทางค้ามนุษย์กลุ่ม “ค้ากาม” จะทับซ้อนกับเส้นทาง “ลักลอบเข้าเมือง” ของกลุ่มคนต่างด้าวที่เข้ามาเพื่อทำงาน และบางกลุ่มทำงานเป็นเครือข่ายเชื่อมโยงกัน โดยใช้หลายเส้นทางผ่านเข้าสู่ประเทศไทย ไล่ตั้งแต่ “ภาคเหนือ” จะลักลอบข้ามจากเมียนมา ทางฝั่งย่างกุ้ง-เมียวดี เข้าทางชายแดน อ.แม่สอด จ.ตาก หรือเหนือขึ้นไปทางมัณฑะเลย์-ตองยี-เชียงตุง-เมืองยอน ข้ามทางด่านท่าขี้เหล็กเข้าสู่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย โดย “เชียงตุง” ยังเป็นเส้นทางนำเหยื่อจากคุนหมิง ประเทศจีน ผ่านมาทาง หลานชาง เข้าสู่ประเทศไทยด้วย

“ภาคตะวันออก” ลักลอบขน “สินค้ามนุษย์” จากกัมพูชา เข้ามาทางจันทบุรี-สระแก้ว ซึ่งเป็น “จุดอ่อนที่สุด” เพราะมีจุดผ่อนปรนทั้งแบบถาวรและชั่วคราว ทำให้ประชาชนทั้ง 2 ประเทศ เดินทางเข้าเมืองทั้งถูกและผิดกฎหมายได้ง่าย

“ภาคใต้ ฝั่งตะวันออก” จังหวัดที่เป็นจุดอ่อนที่สุด คือ “ชุมพร” เพราะมีอาณาเขตติดต่อกับเมียนมา และชายฝั่งทะเลอ่าวไทย เป็นแนวยาว เป็นเส้นทางคมนาคมเชื่อมจังหวัดภาคกลางกับภาคใต้ ไปจนถึงมาเลเซีย ผนวกกับมีความต้องการ “ลูกเรือ”
ประมง ทำสวนยางพาราและสวนปาล์ม ก่อให้เกิดการอพยพเข้ามาหางานทำของแรงงานต่างด้าว โดยเฉพาะชาวเมียนมา และนำ
มาซึ่งปัญหา “ค้าประเวณี” ในชุมชนที่มีแรงงานต่างด้าวหนาแน่น

ทว่า…จังหวัดที่เป็น “ศูนย์กลาง” ขบวนการค้ามนุษย์ในภาคใต้ คือ “สงขลา” เพราะเป็นศูนย์กลางความเจริญ แหล่งรวมสถานบันเทิงจำนวนมาก จึงมีสถานะเป็นต้นทาง และปลายทาง นำเด็กและหญิงสาวมาค้า หรือแสวงผลประโยชน์ โดยการบังคับให้ค้าประเวณีและใช้แรงงาน

“พล.ต.ต.กรไชย คล้ายคลึง” ผบก.ปคม. กล่าวว่า เหยื่อค้ามนุษย์มีทั้งที่ถูกบังคับและ “สมัครใจ” ที่จะเป็นส่วนหนึ่ง
ของขบวนการค้ามนุษย์และค้าประเวณี ซึ่งกลุ่มหลังนี้เกิดจาก “ความโลภ” เช่น เยาวชนที่ฐานะไม่ดี แต่อยากได้อยากมีก็
“พลีกาย” แลกเงิน โดยปัจจุบันการค้ามนุษย์ “แอบแฝง” อยู่ในหลายอาชีพ เช่น เด็กนั่งดริงค์ ที่เปิดช่องสู่การค้าประเวณี
ได้ง่าย หรือการค้าแรงงานในเรือประมงที่ยังมีอยู่ เป็นต้น

ผบก.ปคม. กล่าวอีกว่า ปีนี้ไทยเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ “เออีซี” บก.ปคม.จึงเน้นย้ำเป็นพิเศษเรื่องการป้องปรามการค้ามนุษย์ เพราะเมื่อประเทศเปิด เดินทางเข้า-ออกง่ายขึ้น ขบวนการเหล่านี้คงหวังเข้ามาหาผลประโยชน์ในประเทศไทยมากขึ้น…ในทางกลับกันคนไทยที่หวังจะไปทำงานต่างประเทศอาจตกเป็น “เหยื่อ” มากขึ้นเช่นกัน ซึ่ง บก.ปคม. พบว่า ใน “มาเลเซีย-บรูไน-สิงคโปร์” มีสถานบริการ
ประเภท “คาราโอเกะ” เป็นจำนวนมาก มีคนไทยถูกหลอกไป “ค้ากาม” บ่อยครั้ง

“หลายคดีเริ่มจากเหยื่อถูกแก๊งค้ามนุษย์ชักชวนให้ไปทำงานในต่างประเทศ หลอกว่ารายได้ดี แต่พอไปแล้วไม่มีอิสรภาพ ถูกจำกัดสิทธิ ที่สุดก็ถูกบังคับว่าเป็นหนี้ จะกลับต้องใช้หนี้ก่อน แล้วเขาจะบังคับให้ใช้หนี้ด้วยการค้าประเวณี เมื่อการค้าประเวณีเกิดขึ้นก็อยู่ในภาวะจำยอม” ผบก.ปคม.กล่าว

แม้รัฐบาลจะให้ความสำคัญมากขึ้น แต่ปัญหา “คนค้าคน” ยังดำรงอยู่ ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ถึงขั้นประกาศระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียน-สหรัฐ สมัยพิเศษ ว่าประเทศไทยยังถือว่าการแก้ไขปัญหาค้ามนุษย์เป็น “วาระแห่งชาติ” มีการเดินหน้าป้องกัน และกวาดล้างอย่างต่อเนื่องผ่าน “มาตรการ” ต่างๆ ซึ่ง บก.ปคม. ถือเป็น “ขุนพลหลัก”

“พล.ต.ต.กรไชย” กล่าวว่า บก.ปคม.ได้ประกาศ “สงคราม” กับแก๊งค้ามนุษย์ ผ่านมาตรการต่างๆ โดยเฉพาะการออก “ปฏิทินหมายจับ” คดีเกี่ยวข้องกับความผิดค้ามนุษย์ โดยปี 2558 ได้ทำปฏิทินโดยคัดเลือกผู้ต้องหาตามหมาย 35 ราย จัดพิมพ์ 500 แผ่น ติดประกาศตามสถานที่ต่างๆ จนจับกุมได้ 18 ราย และปี 2559 จะนำหมายจับราว 100 ราย มาจัดทำเป็นปฏิทิน ทั้งที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดในลักษณะ “พรากผู้เยาว์”, ความผิดเกี่ยวกับชีวิต ร่างกาย, “ธุระจัดหา” คนไปทำงาน ไม่เว้นแม้แต่คดีพวกคนต่างชาติทำ “คลิปโป๊”

“ประชาชนที่แจ้งเบาะแส จนนำไปสู่การจับกุมจะได้รับรางวัลนำจับ 10,000 บาท อย่าเรียกว่ารางวัลล่อใจ ให้ถือว่าเป็นความร่วมมือ ซึ่ง บก.ปคม. และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องการแสวงหาความร่วมมือจากประชาชน เพื่อนำไปสู่การจับกุมและปิดคดีได้” ผบก.ปคม.กล่าว

นอกจากนี้พบว่าคดีค้ามนุษย์ส่วนใหญ่จะเป็นข้อหาค้าประเวณี ซึ่งเหยื่อที่เป็นชาวไทย 68% ชาวลาวประมาณ 20% ที่เหลือเป็นกัมพูชา เมียนมา และมอญ และเป็น“เด็ก” อายุไม่เกิน 18 ปี บก.ปคม.จึงจัดโครงการ “สิบแปด(18) ต้องห้าม เพื่อขจัดการค้าประเวณีเด็ก” โดยเชิญผู้ประกอบการ “กลุ่มเสี่ยง” มาให้ความรู้ สร้างความเข้าใจ รวมถึง “ส่งสาร” ไปถึงกลุ่มนักเที่ยวที่ยังนิยม “เสพเด็ก” โดยเฉพาะกลุ่มที่ชอบเที่ยว “คาราโอเกะ” ให้เข้าใจถึงกฎหมายที่มีบทลงโทษรุนแรง คือ จำคุกตั้งแต่ 4-15 ปี ปรับตั้งแต่ 80,000-1,000,000 บาท และถ้าเป็นเครือข่ายจะถูก “ยึดทรัพย์”

“พล.ต.ต.กรไชย” กล่าวทิ้งท้ายว่า ถ้าเป็นผู้ต้องหาค้ามนุษย์ตามกฎหมายมีโทษหนัก และถูกยึดทรัพย์ บุคคลที่คิดจะเข้าไปเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะร้านคาราโอเกะที่หวังเงินจากการค้าประเวณีเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี อยากให้คิดว่ามัน “ไม่คุ้ม” เพราะคงได้ค่าตัวแค่รายละ 500 บาท แต่เวลาถูกยึดทรัพย์มันมากกว่าเยอะ บก.ปคม.ก็พยายามชี้ให้เห็นถึงโทษที่จะได้รับ และจับกุมเพื่อ “เชือดไก่ให้ลิงดู”

ข้างต้นเป็นหนึ่งในความพยายามกวาดล้างขบวนการ “คนค้าคน” ผ่านทางทำงานของ บก.ปคม. ซึ่งไม่อาจสำเร็จลงได้เพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากประชาชนด้วย เพราะถ้า “คนเที่ยวยังมี คนซื้อยังเกลื่อน นายจ้างแรงงานเถื่อนยังดาษดื่น”…

คงยากกำจัด “แก๊งค้ามนุษย์” ให้สิ้นซาก…

SCOOP@NAEWNA.COM

‘ธรรมะ’ในสื่อออนไลน์ คนรุ่นใหม่‘เข้าใจ-เข้าถึง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/203530

วันจันทร์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 06.00 น.
เดี๋ยวนี้หันไปทางไหนก็มีแต่ “ออนไลน์” กันหมด ไม่ว่าจะเป็นการเมือง เศรษฐกิจ สังคม บันเทิงและอื่นๆ อีกมากมาย องค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐ ธุรกิจเอกชน และเครือข่ายภาคประชาชน ต่างใช้บริการ “สื่อใหม่”ในการเผยแพร่ข้อมูล เพราะสะดวกรวดเร็ว เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้กว้าง ตามยุคสมัยที่คอมพิวเตอร์ แท็บเลตมือถือสมาร์ทโฟน ราคาถูกลงแต่สมรรถนะสูงขึ้นพร้อมๆ กับค่าบริการอินเตอร์เนตที่ไม่แพง คนธรรมดาทั่วๆ ไปยังพอเข้าถึงได้

และแน่นอนว่า..การเผยแพร่ “ธรรมะ” ก็ด้วยเช่นกัน!!!

ที่งานสัมมนาวิชาการ ณ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร(องค์การมหาชน) ถ.บรมราชชนนี กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 15 ก.พ. 2559 ที่ผ่านมา มีการเปิดเผยผลการศึกษาเรื่อง “รูปแบบการเผยแพร่พระพุทธศาสนาของพระสงฆ์ผ่านสื่อออนไลน์” ผลงานของ ดร.ณัฐพัชร สายเสนาอาจารย์คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม ซึ่งศึกษาผลงานของพระสงฆ์ 2 รูป ที่ใช้สื่อออนไลน์เผยแพร่ธรรมะอย่างได้ผล

นั่นคือ “พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี” และ“พระมหาสมปอง ตาลปุตโต”!!!

ช่องทางเผยแพร่..ดร.ณัฐพัชร กล่าวว่าพระมหาวุฒิชัย หรือที่พุทธศาสนิกชนคุ้นเคยในชื่อ “ว.วชิรเมธี” ใช้สื่อออนไลน์ที่ “หลากหลาย” ในการเผยแพร่หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊ค (Facebook), ทวิตเตอร์ (Twitter), ยูทูบ (Youtube), ตำราอิเล็กทรอนิกส์ (E-Books) รวมถึงเว็บไซต์ “ธรรมะทูเดย์” (Dhamma Today)

ขณะที่ทางด้านพระมหาสมปอง เน้นการใช้สื่อออนไลน์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในขณะนี้อย่างเฟซบุ๊ค นอกจากนี้ยังมีเว็บไซต์ “ธรรมะเดลิเวอรี่” (Dhamma Delivery) ซึ่งเป็นคำนิยามของพระมหาสมปอง ในการเผยแพร่หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาด้วย

รูปแบบการเผยแพร่..พระสงฆ์ทั้ง 2 รูป มีจุดเด่นที่เหมือนกันคือ “ใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย” หลีกเลี่ยงการใช้ศัพท์เทคนิคทางวิชาการ หรือศัพท์ที่เป็นภาษาของพระ นอกจากนี้ยัง “ใช้สำนวนได้สละสลวย” นำหลักธรรมมาสรุปเป็นคำคมและคำกลอน เพื่อให้ผู้รับสารจดจำได้ขึ้นใจ รวมถึงรู้สึกซาบซึ้งอีกด้วย อาทิ..

“จงรักศัตรูเพราะเขาเป็นครูของเธอ”(พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี)

“หนักเป็นเบาเมื่อเราไม่แบก” (พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี)

“ทำดีตอนที่มีโอกาส ดีกว่าไม่มีโอกาสทำดี” (พระมหาสมปอง ตาลปุตโต)

“ความรักเกิดจากคนสองคน แต่การเลิกกันเกิดจากคนสองใจ” (พระมหาสมปอง ตาลปุตโต)

เนื้อหาที่เผยแพร่..ดร.ณัฐพัชร ระบุว่า สิ่งที่เหมือนกัน คือพระทั้ง 2 รูป จะเลือกหลักธรรมที่เหมาะสมกับผู้ฟังแต่ละกลุ่มแต่ละวัย แต่ที่ต่างกันไปบ้าง พระมหาสมปอง จะเน้นหลักธรรมที่ว่าด้วย “ความกตัญญูกตเวที” เช่น พระคุณของพ่อแม่ เคารพครูบาอาจารย์ รู้หน้าที่ หรือเรื่องอื่นๆ ที่เป็นประเด็นทางสังคม เช่น รักในวัยเรียน ยาเสพติด ขณะที่พระมหาวุฒิชัย จะเน้นหลักธรรมที่อิงกับ “สถานการณ์บ้านเมือง” เช่น ความสามัคคี ความสุข

“จะสังเกตเห็นว่า ที่ไหนที่พระมหาสมปองท่านไปบรรยาย ท่านก็จะไปสรุปลงที่ความกตัญญูกตเวที รวมถึงความจงรักภักดีต่อ 3 สถาบัน ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทย ถ้าผู้ฟังเป็นเด็กท่านก็จะเน้นที่พฤติกรรมอันพึงประสงค์ เคารพครูบาอาจารย์ โทษของยาเสพติด รักในวัยเรียน การรู้หน้าที่ หรือเรื่องอื่นๆ ที่ผู้คนอยากฟังในเวลานั้น ส่วนพระมหาวุฒิชัย ท่านจะเพิ่มเติมเข้าไปในส่วนของความสุข การเกิดวิกฤติในบ้านเมือง ความสามัคคี” ดร.ณัฐพัชร ระบุ

นอกจากเก็บข้อมูลจากสื่อออนไลน์แล้ว ดร.ณัฐพัชร ยังได้มีโอกาสสัมภาษณ์พระสงฆ์ทั้ง 2 รูป เกี่ยวกับคุณสมบัติที่ดีของ “พระนักเทศน์” ผู้เผยแพร่ธรรมะ ซึ่งพระมหาสมปอง ให้คำนิยามสั้นๆ แต่ชัดเจนว่า “ตลกแบบมีสาระ” เพื่อให้บรรยากาศการฟังเป็นไปอย่างสนุกสนานน่าสนใจ ส่วนพระมหาวุฒิชัยกล่าวว่า “มีความรู้อย่างกว้างขวาง” ทั้งทางโลกและทางธรรม, “มีเทคนิคการสื่อสาร” เพื่อให้เข้าถึงผู้ฟังได้ง่าย

แต่สำคัญที่สุด..พระสงฆ์นั้นต้อง “ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ” ตามหลักพระธรรมวินัย จึงจะได้รับ “ความเชื่อถือ”!!!

ปิดท้ายด้วย “เสียงสะท้อนจากผู้ฟังธรรม” ดร.ณัฐพัชรกล่าวว่า จากการสอบถาม ผู้ที่ติดตามการเผยแพร่ธรรมะของพระสงฆ์ทั้ง 2 รูปผ่านสื่อออนไลน์ต่างๆ พบว่า มีความเห็นไปในทางเดียวกัน คือ “มีประโยชน์มากกับชีวิตประจำวัน” สามารถนำไปใช้กับการดำรงชีวิตในหลายด้าน

“ผู้ชมสื่อออนไลน์ให้ความคิดเห็นไปในทางเดียวกันว่า นำไปใช้กับการดำรงชีวิตในปัจจุบัน ชีวิตประจำวัน ครอบครัว การทำงาน การควบคุมอารมณ์ การอยู่ในสังคม การเรียน” ดร.ณัฐพัชร กล่าวทิ้งท้าย

ทั้งหมดนี้ต้องย้ำว่า..การศึกษาดังกล่าว “ไม่ใช่การเปรียบเทียบ” ระหว่างพระนักเทศน์ผู้มีชื่อเสียงทั้ง 2 รูป หากแต่เพื่อวิเคราะห์ให้เห็นถึง “กลยุทธ์-กุศโลบาย” ในการเผยแพร่หลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนาของทั้ง 2 ท่านผ่านเครื่องมือยอดนิยมของยุคนี้อย่างสื่อออนไลน์ จนประสบความสำเร็จ “โดนใจ” พุทธศาสนิกชน โดยเฉพาะ “วัยรุ่น-คนยุคใหม่” ที่รอบตัวเต็มไปด้วยสิ่งเร้าอื่นๆ ได้อย่างกว้างขวาง มีผู้สนใจติดตามกันเป็นจำนวนมาก

ยิ่งทำให้เห็นชัดว่า “ธรรมะของพระพุทธองค์ไม่เคยล้าสมัย”!!!

ขึ้นอยู่กับว่า..ผู้ถ่ายทอดนั้น “เข้าใจ-สื่อสารเป็น” หรือเปล่า?!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

อย่าลืม‘สิทธิ-เสมอภาค’ รัฐธรรมนูญในมุม‘ผู้หญิง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/203366

วันอาทิตย์ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 02.00 น.
กำลังเข้มข้นกันอยู่ในขณะนี้กับ “ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่”ที่คงได้เห็นหน้าเห็นตาตามสื่อต่างๆ ไปแล้ว ซึ่งก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ไปต่างๆ นานา รวมถึงเสียงเรียกร้องให้ต้อง “ปรับแก้” ในหลายประเด็น โดยหลังจากนี้ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) คงต้องนำทุกข้อคิดเห็นกลับไปทบทวน

ก่อนจะเข้าสู่ขั้นตอน “การทำประชามติ” ที่จะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้!!!

ที่งานเสวนา “บทบาทผู้หญิงกับร่างรัฐธรรมนูญใหม่” 11 ก.พ. 2559 ณ อาคารรัฐสภา ถนนอู่ทองใน กรุงเทพฯ เสียงสะท้อนจาก น.ส.สิริพร ปัญญาเสน นายกสมาคมส่งเสริมการพัฒนาสตรีและเยาวชนลำปาง แสดงความเป็นห่วงในหมวดว่าด้วย “สิทธิเสรีภาพของประชาชนและชุมชน” ที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ตัดหายไป เมื่อเทียบกับรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 ที่ริเริ่มไว้ และฉบับ 2550 ที่เพิ่มเติมให้ชัดเจนกว้างขวางยิ่งขึ้น

“รัฐธรรมนูญปี 2540 และปี 2550 ข้อความใดที่ดีอยู่แล้วก็ขอให้นำมาใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทั้งหมด ส่วนมาตรา 30 ในรัฐธรรมนูญปี 2540 และปี 2550 เหตุแห่งการเลือกปฏิบัติจะกระทำไม่ได้ 12 ประการ ขอให้ยกมาทั้งหมดเช่นกัน” น.ส.สิริพร กล่าว

ขณะที่ คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ประเทศไทยนั้นมีประชากร
เป็นเพศหญิงอยู่ถึงร้อยละ 51 ทว่าที่ผ่านมาอาจยังไม่ค่อยมีการพูดถึง “กติกากลาง” ที่ต้องคำนึงถึง “ความเท่าเทียมระหว่างเพศ” เท่าที่ควร แต่จะเคยชินกับรัฐธรรมนูญที่ไม่ได้ใส่ใจในเรื่องความแตกต่างระหว่างเพศมากกว่า ซึ่งจริงๆ แล้ว รัฐธรรมนูญจะต้องว่าด้วยอุดมการณ์และหลักการร่วมกันก่อนว่าจะอยู่กันอย่างไร

“ประโยคที่ปรากฏอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 89 ของชุดที่แล้ว (ฉบับ ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ) ระบุว่า รัฐต้องจัดสรรงบประมาณโดยคำนึงถึงความเสมอภาคทางเพศและความเสมอภาคด้านอื่นๆ แม้จะเป็นประโยคแค่นี้แต่มีมูลค่ามหาศาลและจะนำไปสู่สังคมเสมอภาค ที่จะนำงบประมาณแผ่นดินที่เป็นเงินกลางไปใช้ให้ก่อประโยชน์อย่างเท่าเทียมทั้งชายและหญิง

ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เป็นสิ่งที่จำเป็นเพราะว่าถ้าไม่มีตรงนี้ ผู้หญิง คนแก่ ผู้พิการต่างๆ จะถูกดูถูกและกระทำให้เสื่อมเสียศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ดังนั้นประโยคนี้เป็นประโยคที่สำคัญและจะต้องแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันของสังคมไทย” อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุ

ด้าน ดร.ถวิลวดี บุรีกุล สมาชิกสภาขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศ (สปท.) เน้นย้ำว่า หากในวงการเมืองมีกลุ่มคนที่มีความคิดหลากหลาย จะทำให้การพิจารณากฎหมายต่างๆ มีความละเอียดอ่อนมากขึ้น ด้วยเหตุนี้รัฐธรรมนูญฉบับต่างๆ จึงมีการเขียนไว้ชัดเจนว่าหากเป็นกฎหมายสำหรับผู้พิการ สตรี เยาวชน ก็จะต้องมีผู้แทนจากผู้ที่เกี่ยวข้องในด้านนั้นๆ เข้าไปอยู่ในคณะกรรมาธิการนั้นด้วย

สปท. รายนี้ กล่าวต่อไปว่า การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(สส.) เมื่อปี 2554 มีผู้หญิงได้รับเลือกตั้งเป็น สส. ร้อยละ 15.8 จากนั้นเมื่อมีการเปลี่ยนรัฐบาลในปี 2557 มีการแต่งตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ในจำนวนนี้เป็นผู้หญิงร้อยละ 6, สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) ในจำนวนนี้เป็นผู้หญิงร้อยละ 14 และการแต่งตั้งสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.) ในปี 2558 ในจำนวนนี้เป็นผู้หญิงร้อยละ 8.5 อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้ามาดำรงตำแหน่งทางการเมืองแล้ว ก็มิได้ทำแต่งานประเด็นของผู้หญิงเท่านั้น แต่จะต้องทำได้ทุกเรื่อง

ซึ่งแต่ละคนก็จะต้อง “พัฒนาศักยภาพของตนเอง” ควบคู่กันไปด้วย!!!

“หากมองดูแล้วมีผู้หญิงในทางการเมืองค่อนข้างน้อยต้องทำงานกันอย่างขะมักเขม้น เพราะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับผู้หญิงก็คงมีเยอะ แต่ผู้หญิงก็ไม่ใช่ว่าจะทำงานได้แค่เรื่องผู้หญิง ต้องทำงานได้ทุกเรื่อง เพียงแต่มีมุมมองที่ละเอียดอ่อนกว่า จะต้องผลักดันเพื่อให้มีที่ยืนสำหรับผู้หญิงและมีมุมมองที่แตกต่าง เน้นในเรื่องของความเสมอภาค

ต้องมีการพัฒนาศักยภาพ เพราะอยู่ๆ ผู้หญิงจะเข้าสู่การเมืองเลยไม่ได้ แม้จะวางไว้แล้วว่าเสมอภาค แต่ต้องถามตัวเองก่อนว่าท่อเดินของเรามันตีบไหม ในขณะที่บางคนมันกว้าง จุดนี้เลยกลายเป็นปัญหา ต้องมีตัวช่วย แต่จะทำอย่างไรถึงจะให้เกิดตัวช่วย ตรงนี้ต้องเป็นหน้าที่ของรัฐและประชาชน ที่จะต้องพัฒนาศักยภาพตัวเองกันมากขึ้น” ดร.ถวิลวดี กล่าวทิ้งท้าย

จากแรงโน้มถ่วง…ถึงมวล”นิวตริโน” จุดพลุนักวิจัยไทยร่วมไขปริศนา!!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/203192

วันเสาร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 02.00 น.
ข่าวดังที่สุดเมื่ออาทิตย์ก่อน คือ การแถลงข่าวการพิสูจน์ว่า “คลื่นความโน้มถ่วง” มีจริง โดยทีมวิจัยกว่าพันคนทำงานร่วมกันหลายสิบปี เพื่อสร้างเครื่องตรวจจับสัญญาณคลื่นดังกล่าว ซึ่งเกิดจากการชนกันของ 2 “หลุมดำ” ที่เกิดขึ้นเมื่อ 1,300 ล้านปีก่อน และทำให้ “ทฤษฎีสัมพัทธภาพ” ทั่วไปที่ “อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์” ทำนายไว้เมื่อ 100 ปีก่อน ได้รับการยืนยันว่าผลของ “อากาศ-เวลา” บิดโค้งงอได้

การค้นพบนี้ช่วยตอบคำถามว่าความโน้มถ่วงคืออะไร ซึ่งเพียงหนึ่งในคำถามที่นักวิทยาศาสตร์ยังหาคำตอบไม่ได้จนถึงปัจจุบัน อาทิ สสารมืด และพลังงานมืดคืออะไร, อนุภาคมูลฐานพลังงานสูงมาจากที่ใด, มีทฤษฎีที่ใช้อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างแสงกับสสารที่มีพลังงานและอุณหภูมิสูงหรือไม่, โปรตรอนเสถียรหรือไม่, มีปริมาณอื่นๆนอกจาก 7 ปริมาณพื้นฐานอีกหรือไม่, จักรวาลเริ่มต้นอย่างไร…

หนึ่งในคำถามเหล่านั้น คือ “นิวตริโน” มีมวลหรือไม่.???

เกี่ยวกับประเด็นคำถามในเรื่องนี้ 2 นักฟิสิกส์ จากญี่ปุ่นและแคนาดาประสบความสำเร็จในการทดลองที่ยืนยันว่า “อนุภาคนิวตริโน” สามารถเปลี่ยนรูปจากอนุภาคแบบหนึ่งไปอีกแบบหนึ่งได้ ซึ่งเป็นสมบัติที่สำคัญว่าอนุภาคนั้นมีมวลอยู่ แต่ยังไม่สามารถทำการทดลองที่ระบุค่ามวลของนิวตริโนได้

คำตอบที่ได้จะนำไปสู่ความเข้าใจเรื่องโมเดลพื้นฐาน ที่ยังขาดความเข้าใจกันอยู่ในปัจจุบัน และเขาเพิ่งได้รับรางวัลโนเบลไป
ขณะเดียวกัน นักฟิสิกส์จากทั่วโลกเริ่มต้นจากการตั้งสมมติฐานว่า “นิวตริโน” มีอยู่ตั้งแต่ 85 ปีก่อน จนมาเริ่มการทดลองครั้งแรกเมื่อ 68 ที่แล้ว ในการสร้างเครื่องตรวจวัดนิวตริโน จนปัจจุบันยังไม่สามารถหาค่ามวลของนิวตริโนได้ แต่ระหว่างทางได้พัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงหลายชิ้น อาทิ การปลูกผลึกเปล่งแสงขนาดใหญ่ , การทำธาตุให้บริสุทธิ์เพื่อใช้เป็นสารตั้งต้นในการทดลอง , การพัฒนาเครื่องตรวจวัดแสงอย่างละเอียด และระบบมาตรวิทยา เป็นต้น ซึ่งล้วนเป็นเทคโนโลยีที่มีประโยชน์ต่อการ “เล่นแร่แปรธาตุ” ทั้งสิ้น

จากปรากฏการณ์ดังที่กล่าวมา ตัดภาพกลับมายังเมืองไทย วันนี้ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยราชภัฎนครปฐม มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา และมหาวิทยาลัยราชภัฎหมู่บ้านจอมบึง จากศูนย์วิจัยแห่งความเป็นเลิศทางเทคโนโลยีแก้วและวัสดุศาสตร์ นำโดย “ผศ.ดร.จักรพงษ์ แก้วขาว” ได้ใช้โอกาสในการเป็นเจ้าภาพจัดการอบรมเชิงปฏิบัติการระดับนานาชาติเรื่องการค้นหาการสลายของสารกัมมันตรังสีให้อนุภาคบีตาสองอนุภาค(Double Beta Decay) ภายใต้ความร่วมมืออะมาแร(AMoRE Collaboration) เพื่อรวมกันหาค่ามวลของนิวตริโน

การอบรมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้มี “ดร.วรวรงค์ รักเรืองเดช” รองโฆษกกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และเป็นอาจารย์สาขาฟิสิกส์ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมประชุม และได้แสดงความคิดเห็นต่อที่ประชุม ว่า ประเทศไทยกำลังขับเคลื่อนประเทศสู่ “เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม” ซึ่งจำเป็นต้องใช้องค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีหลายด้าน ในการเพิ่มมูลค่าของสินค้าและบริการของไทย โดยรัฐให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างองค์ความรู้ที่ใช้ประโยชน์ได้ ถึงแม้การทดลองเพื่อค้นหาคำตอบของอนุภาคมูลฐานนี้ เป็นการวิจัยวิทยาศาสตร์พื้นฐานก็ตาม แต่เทคโนโลยีที่ได้รับการพัฒนาระหว่างทางเป็นสิ่งที่มวลมนุษยชาติสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้

“การสร้างเครือข่ายวิชาการระดับนานาชาติแบบนี้เป็นสิ่งที่คนไทยต้องการ เพราะไม่เพียงแต่อาจารย์และนักวิจัยจะได้ประโยชน์ นักศึกษาที่อยู่ในเครือข่ายวิจัยนี้จะได้เปิดมุมมองในการค้นหาคำตอบโดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ได้รับการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะทำให้นักศึกษามีทักษะการคิดวิเคราะห์ขั้นสูงและเกิดความคิดที่สามารถนำไปต่อยอดได้ นับเป็นเรื่องที่ดีที่นักศึกษาไทยได้เข้าไปมีส่วนร่วมในเครือข่ายวิจัยระดับนานาชาติ” ดร.วรวรงค์ กล่าว

นอกจากนี้ “ดร.วรวรงค์” ยังได้ชวนนักฟิสิกส์ที่เข้าร่วมการประชุมวิชาการ ให้ผลักดันให้ลูกศิษย์ได้นำเทคโนโลยีที่พัฒนาระหว่างทางไปสร้าง “ธุรกิจสตาร์ทอัพ” ซึ่งมีเทคโนโลยีใหม่หลายชิ้นที่สามารถต่อยอดในอุตสาหกรรมอัญมณี อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ และอุตสาหกรรมดิจิตอล โดยให้อาจารย์และนักวิจัยที่มาร่วมประชุมทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาและให้ความรู้เพื่อแก้ปัญหาเชิงเทคนิค ในขณะที่ลูกศิษย์จะทำหน้าที่เป็นนักเทคโนโลยีและพัฒนานวัตกรรม เพื่อให้เกิดธุรกิจสตาร์ทอัพที่ยั่งยืน

“การมารวมกลุ่มกันทำงานของนักวิชาการจากทั่วโลกเป็นเรื่องที่รัฐบาลไทยให้ความสำคัญ เพราะเป็นการสร้างความสัมพันธ์ทางการทูตที่ดีโดยใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือ ภายใต้กรอบการดำเนินงานการทูตเชิงวิทยาศาสตร์(Science Diplomacy) ทุกคนมาร่วมกันทำวิจัยภายใต้จุดมุ่งหมายเดียวกัน” รองโฆษก วท. กล่าวทิ้งท้าย

SCOOP@NAEWNA.COM

หน้าต่าง‘เตือนภัยสุขภาพ’ แอพฯเฝ้าระวังสารอันตราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/203114

วันศุกร์ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 02.00 น.
ย้อนกลับไปเมื่อครั้งอดีตหลายสิบปีก่อน..ภาพของรถกระบะบ้าง รถบรรทุก 6 ล้อบ้าง ติดเครื่องขยายเสียงและเสาโครงเหล็ก ดูคล้ายจอฉายหนังขนาดเล็ก ตระเวนแล่นไปตามหมู่บ้านต่างๆ ในพื้นที่ชนบท เรียกความสนใจจากชาวบ้านด้วยภาพยนตร์ทั้งไทยและเทศ ก่อนจะโฆษณาชี้ชวนให้ซื้อ “ยาชุด” ที่กล่าวว่ารักษาได้สารพัดโรค

ผู้คนเรียกการตระเวนฉายภาพยนตร์ลักษณะนี้ว่า “หนังขายยา”!!!

วันเวลาผ่านไป..การคมนาคมและการติดต่อสื่อสารที่รวดเร็วทันสมัยทำได้ง่ายและมีราคาถูก โรงภาพยนตร์ชั้นดีจากเมืองหลวงขยายสาขาไปตั้งในตัวเมืองของจังหวัดต่างๆ มากขึ้น ชาวบ้านเข้าถึงภาพยนตร์ดังๆ ได้ง่ายขึ้น ภาพของหนังขายยาที่คุ้นตาจึงค่อยๆ เลือนหายไป

หันไปใช้ “สื่อใหม่” ทั้งวิทยุชุมชน โทรทัศน์ช่องดาวเทียม และโลกออนไลน์!!!

และคราวนี้มากันทั้ง “ยารักษาโรค”, “อาหารเสริม”และ “เครื่องสำอาง”!!!

นายศิริชัย สายอ่อน ผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลเฉลิมพระเกียรติฯ นาม่วง ต.นาม่วง อ.ประจักษ์ศิลปาคม จ.อุดรธานี กล่าวว่า ที่ผ่านมามีการโฆษณาขายยาและอาหารเสริมเป็นจำนวนมากในพื้นที่ ทั้งรูปแบบดั้งเดิมคือเป็นรถเร่ขาย-หนังขายยา รวมถึงรูปแบบใหม่อย่างการโฆษณาผ่านวิทยุชุมชน ซึ่งเมื่อนำตัวอย่างไปตรวจสอบ พบว่ามี “สารอันตราย” มากมายปนเปื้อน ทั้งฟอร์มาลิน สารกันรา และสเตียรอยด์

“จากการดำเนินงานมาตั้งปี 2554-2558 พบว่าตรวจเครื่องสำอางพบสารปรอทแอมโมเนีย 41.67 เปอร์เซ็นต์กรดวิตามินเอ 35.48 เปอร์เซ็นต์ สารไฮโดรควิโนน 20.24 เปอร์เซ็นต์ ตรวจยาสมุนไพรพบสารสเตียรอยด์ 53.46 เปอร์เซ็นต์ ตรวจอาหารพบสารกันรา 17.65 เปอร์เซ็นต์ และสารฟอร์มาลิน 4.69 เปอร์เซ็นต์” นายศิริชัย กล่าว

สอดคล้องกับ ภก.วรวิทย์ กิตติวงศ์สุนทรผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 8 อุดรธานี ที่ระบุว่า “ภาคอีสาน” อาจเรียกได้ว่าเป็น “พื้นที่เสี่ยงพิเศษ”เพราะพบยาและอาหารเสริมที่ปนเปื้อนสารอันตรายบ่อยมาก ซึ่งหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องจะทำงานในเชิงรับ คือการปราบปรามจับกุมผู้กระทำผิดอย่างเดียวคงไม่ได้ จึงเป็นที่มาของการสร้างเครือข่ายเฝ้าระวังป้องกัน

ภายใต้ชื่อโครงการ “หน้าต่างเตือนภัยสุขภาพ”!!!

ภก.วรวิทย์กล่าวว่า โครงการนี้ใช้ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ซึ่งก็เป็นคนในชุมชนด้วยกันเอง ช่วยเป็น “ด่านหน้า” เฝ้าระวังเมื่อมีการนำยา อาหารเสริม หรือเครื่องสำอางที่อวดอ้างสรรพคุณต่างๆ เข้ามาจำหน่ายในชุมชน ผ่านแอพพลิเคชั่น “ซิงเกิล วินโดว์” (Single Window) ซึ่งบรรจุฐานข้อมูลผลิตภัณฑ์ที่ปนเปื้อนสารอันตรายไว้ พร้อมคำอธิบายว่าสารดังกล่าวมีอันตรายอย่างไร

ปัจจุบันมีฐานข้อมูล “ผลิตภัณฑ์อันตราย” สะสมไว้แล้วถึง “500 รายการ”!!!

“เมื่อประมาณ 2 เดือนที่แล้วได้มีการใช้แอพพลิเคชั่นนี้ประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จนสามารถทลายเครือข่ายใหญ่ที่มีมูลค่าสินค้าเกือบ 20 ล้านและที่ จ.กาฬสินธุ์กับมหาสารคาม มูลค่าสินค้า 5ล้านบาท ซึ่งเป็นสินค้าที่มีประชาชนนำไปใช้แล้วเสียชีวิต” ภก.วรวิทย์ ระบุ

ด้าน นางเสงี่ยม เคนมา อสม.วิทยาศาสตร์การแพทย์ตำบลนาม่วง กล่าวเสริมว่า สินค้าที่สามารถวางจำหน่ายในชุมชนได้นั้นต้องมีการตรวจจาก อสม.วิทยาศาสตร์การแพทย์ ก่อนทุกอย่าง หากไม่พบฐานข้อมูลอยู่ในหน้าต่างเตือนภัยสุขภาพ เบื้องต้นจะทำการเก็บตัวอย่างมาตรวจที่ห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์การแพทย์ชุมชนก่อน หากพบสารปนเปื้อนก็จะส่งต่อไปยังศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 8 อุดรธานี เพื่อตรวจยืนยันผลอีกครั้ง

ถ้าผลตรวจทั้ง 2 ที่ออกมาตรงกัน..ข้อมูลของผลิตภัณฑ์จะถูกแจ้งเตือนในระบบทันที!!!

“หากเป็นคนที่มาติดต่อจะขายในตลาดก็ต้องมีการขออนุญาตก่อน ในกรณีที่ไม่เจอในหน้าต่างเตือนภัยสุขภาพ อสม.จะทำการตรวจหาสารปนเปื้อน ณ ตอนนั้น ใช้เวลาประมาณ 5-10 นาทีเท่านั้น โดยการใช้ชุดทดสอบอย่างง่ายซึ่งสามารถรู้ผลได้รวดเร็วว่าผลิตภัณฑ์นั้นมีสารเสี่ยงอันตรายหรือไม่” นางเสงี่ยม กลาว

นอกจากการสำรวจ เก็บข้อมูล และเตือนภัยผ่านแอพพลิเคชั่นแล้ว ในระยะยาว อสม. ยังมีหน้าที่ให้ความรู้กับประชาชน ไม่ให้หลงเชื่อคำโฆษณาโอ้อวดสรรพคุณของผลิตภัณฑ์เหล่านี้ ซึ่งนายศิริชัยกล่าวว่า โครงการนี้เริ่มขึ้นในปี 2554 โดยคัดเลือก อสม.ด้วยความสมัครใจหมู่บ้านละ 2-3 คน เพื่อเข้ารับการอบรมหลักสูตร อสม. วิทยาศาสตร์การแพทย์ชุมชน หลักสูตรใช้เงินกองทุนสุขภาพตำบล มีศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 8 เป็นผู้ทดสอบว่า อสม. มีความชำนาญหรือไม่ หากผ่านการทดสอบก็จะได้วุฒิบัตรรับรองและปลอกแขน

นอกจากช่วยให้ประชาชนปลอดภัยแล้ว..ยังช่วยให้ผู้ประกอบการตระหนักถึงการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพด้วย!!!

“สิ่งที่สำคัญของหน้าต่างเตือนภัยสุขภาพคือ ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายก่อนตัดสินใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ อีกทั้งยังเป็นการควบคุมกิจการของผู้ประกอบการในระดับชุมชนได้ค่อนข้างดี อสม. วิทยาศาสตร์การแพทย์ จะมีการสุ่มตรวจผลิตภัณฑ์ทุกอย่างที่นำมาขายให้ประชาชน และถ้าหากพบว่าสินค้านั้นมีสารอันตรายปนเปื้อนก็จะมีการประสานงานกลับไปยังผู้ประกอบการและผู้ผลิต เพื่อดำเนินการในขั้นตอนต่อไป”

ผอ.โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลเฉลิมพระเกียรติฯ นาม่วง กล่าวทิ้งท้าย ซึ่งประชาชนทั่วไปที่ใช้โทรศัพท์มือถือระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ (Android) สามารถเข้าไปดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นนี้ในชื่อ “Single Window เตือนภัย” ได้ที่เว็บไซต์ Google Play Store โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย หรือหากใช้งานบนเครื่องคอมพิวเตอร์ ก็สามารถเข้าไปดูฐานข้อมูลผลิตภัณฑ์อันตรายที่เว็บไซต์http://www.tumdee.org/alert/ ได้เช่นกัน

“อโรคยา ปรมาลาภา-ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ” คงไม่มีใครปฏิเสธว่าการมีสุขภาพดีตั้งแต่เกิดจนตายมีค่ามากกว่าสิ่งใดๆ ทั้งปวง เพราะบางครั้งแม้ว่ามีเงินมากมายเพียงใดแต่เมื่อเจ็บป่วยก็ไม่สามารถซื้อสุขภาพที่ดีให้กลับคืนมาได้ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่มนุษย์จะสรรหาหยูกยาและอาหารเสริมมาบำรุงร่างกายของตนให้แข็งแรง ทว่าก็ต้อง “ระมัดระวัง” ด้วยเช่นกัน เพราะหากหลงเชื่อไปใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน..

นอกจากจะเสียเงินเสียทองแล้ว ยังอาจถึงขั้น “เสียชีวิต”!!!

จีรนันท์ แก้วนำ
SCOOP@NAEWNA.COM

หลักสูตร‘Smart Patrol’ ติดเขี้ยวเล็บ‘ผู้พิทักษ์ไพร’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/202942

วันพฤหัสบดี ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 02.00 น.

บรรยากาศการฝึกหลักสูตร Smart Patrol 6-10 ก.พ. 2559

“พอมาฝึกที่นี่ครูฝึกจะบอกขั้นตอนเตรียมตัวก่อนเข้าชาร์จ เมื่อก่อนพอเจอผู้กระทำผิดก็อาศัยแบบลูกทุ่งๆ เข้าไปเลย อันนี้จะมีโอกาสโดนยิงสวนมา ผมก็เห็นใจเพื่อนร่วมงานหลายๆ คน ถ้าเขาได้มาฝึกตรงนี้ก็คงเซฟตัวเองได้ โครงการนี้จัดมา 6 ปี ผมก็มาฝึกทั้ง 6 ปี ทำไมต้องมาฝึกซ้ำๆ มันก็เหมือนมีดแหละครับ มันต้องลับอยู่บ่อยๆ”

สมหมาย ขันตรี เจ้าหน้าที่พิทักษ์อุทยานแห่งชาติคลองลาน ผู้ใช้ชีวิตอยู่กับงานพิทักษ์ป่ามาแล้วถึง 22 ปี บอกเล่ากับผู้สื่อข่าวว่า หากย้อนไปดูในอดีต เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่ามักจะทำงานกัน “แบบบ้านๆ” อาศัยความกล้าบ้าบิ่นและใจถึงส่วนบุคคลเพียงอย่างเดียว หากครั้งไหนสามารถจับกุมผู้ลักลอบตัดไม้หรือผู้ลักลอบล่าสัตว์ได้ก็ถือว่าโชคดีไป

แต่หากวันไหนเคราะห์ร้าย..ความสูญเสียถึงชีวิตก็มาเยือน!!!

“สกู๊ปหน้า 5” มีโอกาสได้เข้าร่วมชมการฝึกหลักสูตร เทคนิคการลาดตระเวนเชิงคุณภาพ (Smart Patrol) ณ หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ที่ 4 (แม่เรวา) อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ต.แม่เลย์ อ.แม่วงก์ จ.นครสวรรค์ ระหว่างวันที่ 6-10 ก.พ. 2559 ที่ผ่านมา ซึ่งการฝึกครั้งนี้มีเจ้าหน้าที่จาก3 อุทยานแห่งชาติเข้าร่วม รวม 45 นาย ประกอบด้วยอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ 15 นาย อุทยานแห่งชาติคลองลาน 15 นาย และอุทยานแห่งชาติคลองวังเจ้า 15 นาย

ภารกิจของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าไม้และอุทยานแห่งชาติมีหลากหลาย ทั้งการลาดตระเวนตรวจตราพื้นที่ป่าเพื่อป้องกันและปราบปรามการลักลอบตัดไม้และล่าสัตว์ป่า สนับสนุนงานศึกษาวิจัยของหน่วยงานต่างๆ เพื่ออนุรักษ์พันธุ์พืช สัตว์ป่า และระบบนิเวศน์ รวมถึงดูแลนักท่องเที่ยวผู้มาพักผ่อนในอุทยานแห่งชาติ หลักสูตรที่เหมาะสมจึงควรมีลักษณะ “ยืดหยุ่น” มีทั้งไม้นวมและไม้แข็ง เน้นการเจรจาและควบคุมมากกว่าการทำลายล้าง จึงเลือกใช้หลักสูตรที่ประยุกต์มาจาก “กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน” (ตชด.) ที่มีนิยามของหน่วยว่า..

“สู้รบได้อย่างทหาร-ปราบปรามโจรผู้ร้ายได้อย่างตำรวจ-ช่วยเหลือประชาชนได้อย่างข้าราชการพลเรือน”!!!

เจ้าหน้าที่ ตชด.รายหนึ่งผู้รับหน้าที่เป็นครูฝึกศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว ยกตัวอย่างกรณีนักท่องเที่ยวที่มาพักผ่อนยังอุทยานแห่งชาติ บางรายอาจมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เช่น ส่งเสียงดังในเวลากลางคืนอันเป็นการรบกวนธรรมชาติ หรือนำเครื่องดื่มมึนเมามาดื่มในพื้นที่อุทยาน ซึ่งล้วนเป็น “ข้อห้าม” ตามกฎหมาย ทว่าเมื่อเจ้าหน้าที่เข้าไปตักเตือน นักท่องเที่ยวบางคนอาจทำตัว “กร่าง” เข้ามาจะหาเรื่องทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่ ซึ่งเจ้าหน้าที่ไม่สามารถตอบโต้แบบรุนแรงได้ เพราะ “ภาพลักษณ์” จะออกมาไม่ดี แม้ต้นสายปลายเหตุเจ้าหน้าที่จะไม่ใช่ฝ่ายผิดเลยก็ตาม

ยุทธวิธีของตำรวจ..จึงเหมาะสมกับลักษณะงานลักษณะนี้!!!

ด้าน ด.ต.สุริยันต์ จันทนาม ผู้บังคับหมู่กก.2 บก.กฝ. กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนครูฝึกอีกรายกล่าวว่า อาชีพเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าไม้และอุทยานแห่งชาติ ถือเป็นงานที่ต้อง “ใจรัก” จริงๆ เท่านั้นจึงจะทำได้ หลายคนอยู่ในหน่วยได้ไม่นานเนื่องจากข้อจำกัดทั้งด้านรายได้ สวัสดิการ ตลอดจนสภาพของอาวุธยุทโธปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ เมื่อเทียบกับภาระงานที่ทั้งหนักและเสี่ยงภัย โดยเฉพาะบางพื้นที่ที่ “ล่อแหลม” เพราะมีความต้องการของป่าเป็นพิเศษ เช่น ไม้พะยูง ไม้มะค่า ไม้หอม หรือสัตว์ป่าอย่างเสือ หมี ตัวนิ่มและอื่นๆ

ซึ่งมี “ใบสั่ง” มาจากต่างแดน…และบางครั้งก็มี “กลุ่มติดอาวุธ” คุ้มกัน!!!

ด.ต.สุริยันต์ย้ำว่า การฝึกอบรมเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าทุกรุ่น จะเน้นไปที่การสังเกตและประเมินสถานการณ์ หลักสำคัญที่ต้องจดจำ คือ “เพราะเรื่องจริงไม่เหมือนในหนัง” หากดูแล้วฝ่ายเจ้าหน้าที่เสียเปรียบฝ่ายผู้กระทำผิดทั้งจำนวนคนและอาวุธ ก็ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนเข้าจับกุม เพื่อจะได้ไม่เกิดความสูญเสียโดยไม่จำเป็น

“หลักสูตรของเราเน้นให้คิดเป็นแก้ปัญหาได้ เอาตัวรอดได้ กลับมาได้พร้อมข้อมูล เราไม่จำเป็นต้องไปไล่ล่าให้ได้ วันนี้จับไม่ได้ไม่เป็นไร วันหน้าเดี๋ยวมันก็มาอีก เราก็ดักรอ หลักสูตรก็มีการต่อยอดมาเรื่อยๆ เคลื่อนที่ยังไง ล้มตัวยังไง ใช้ปืนยังไง แต่ก็มีข้อจำกัดคือเจ้าหน้าที่ป่าไม้มีการเปลี่ยนบ่อยๆ คนที่อยู่ตรงนี้ได้นานคือคนที่รักจริงๆ” ด.ต.สุริยันต์ ระบุ

สำหรับหลักสูตรเทคนิคการลาดตระเวนเชิงคุณภาพ (Smart Patrol) ได้รับการสนับสนุนจากหลายหน่วยงานทั้งรัฐและเอกชน
อาทิ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.), บี.กริม (B.Grimm), กองทุนสัตว์ป่าโลก (WWF) เป็นต้น ซึ่งผู้เข้ารับการฝึกจะได้เรียนรู้การใช้แผนที่ เข็มทิศและระบบแจ้งพิกัดผ่านดาวเทียม (GPS),ยุทธวิธีการเคลื่อนที่ลาดตระเวน ตรวจค้นและจับกุม, การใช้อาวุธปืนทั้งเวลากลางวันและกลางคืน, การต่อสู้ป้องกันตัวระยะประชิดทั้งมือเปล่าและขณะถืออาวุธ โดยมุ่งหวังให้นำความรู้ไปถ่ายทอดให้กับสมาชิกคนอื่นๆ ในหน่วยต่อไป

อย่างไรก็ตาม..สิ่งที่จำเป็นในระยะยาว คือการทำให้หลักสูตรมีความต่อเนื่อง เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าทุกคนได้รับการฝึกอย่างทั่วถึง รวมถึงปฏิรูประบบรายได้ สวัสดิการตลอดจนจัดหายุทโธปกรณ์และเครื่องมือเครื่องใช้ที่ทันสมัย เพื่อให้เจ้าหน้าที่มีขวัญกำลังใจในการทำงาน

สามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่าง “ปลอดภัย” และ “มีประสิทธิภาพ”!!!

คิดต่างอย่าง‘ป๋วย อึ๊งภากรณ์’ ‘สันติประชาธรรม’แบบสามัญชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/202753

วันพุธ ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 02.00 น.
“ศ.ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์”…

ถือเป็น “ปูชนียบุคคล” ของประวัติศาสตร์ไทย “ลูกจีน” ผู้นี้ ยึดมั่นใน “คำสอนของแม่” ที่ว่าเกิดเมืองไทย อยู่เมืองไทย ต้องเป็นไทย ต้องจงรักภักดีต่อไทย ทำให้“สามัญชน” คนธรรมดาอย่าง “อาจารย์ป๋วย” กลายเป็นวีรบุรุษสงครามโลกครั้งที่ 2 ในฐานะผู้ร่วมก่อตั้งขบวนการ “เสรีไทย”

“อาจารย์ป๋วย” ยังเป็น “ต้นแบบ” ในฐานะข้าราชการที่ปฏิบัติหน้าที่ตรงไปตรงมา กล้าทักท้วงรัฐบาลใน“ยุคเผด็จการ” หรือจะเป็นด้านเศรษฐกิจก็ได้รับการยกย่องเชิดชูว่าเป็น “ผู้ว่าการแบงก์ชาติ” ที่เป็น “ไอดอล” ของคนในแวดวงการเงินการธนาคาร อีกทั้งยังได้รับการยกย่องจาก สเตฟาน คอลินยองส์นักวิชาการร่วมสมัยชาวเยอรมันว่าเป็น “บิดาของเมืองไทยสมัยใหม่” ในฐานะผู้วางรากฐานการพัฒนาเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย และปี 2558 ได้รับการยกย่องจาก“องค์กรยูเนสโก” ให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก

ด้วยความซื่อสัตย์ และยืนหยัดใน “อุดมการณ์” ทำให้ผู้คนระลึกถึง และหยิบยกเรื่องราว แนวคิดของ “อาจารย์ป๋วย”มาเป็นกรณีศึกษาในหลายแง่มุม…วันเสาร์ที่6 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา “กองทุนทำบุญวันเกิด” แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้จัดเสวนา “คิดต่างอย่างสร้างสรรค์มุ่งมั่นสันติประชาธรรม” ในโอกาส “100 ปีชาตกาลอาจารย์ป๋วย” เพื่อถ่ายทอดความคิดเชิงสร้างสรรค์ของสามัญชนคนต้นแบบผู้นี้

“รศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ” อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ สะท้อนมุมมองของ “อาจารย์ป๋วย” ผ่านเวทีเสวนาว่า แนวคิดของอาจารย์ป๋วยต่างจากบุคคลอื่นๆ 3 เรื่อง คือ 1.“การพัฒนาชนบท” โดยช่วงที่ประเทศไทยเริ่มแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 1 พ.ศ.2504 อาจารย์ป๋วย
มีส่วนร่วมขับเคลื่อนจนประสบความสำเร็จ ช่วยให้ประเทศเกิดความ “มั่งคั่ง” ผ่านแนวคิดที่ว่าประเทศไทยขณะนั้น มุ่งแต่เรื่องภาคอุตสาหกรรม จนมองข้าม “ภาคชนบท” และสิ่งที่เป็นนัยสำคัญของการพัฒนาชนบท คือ ความเหลื่อมล้ำของรายได้ ซึ่งอาจารย์ป๋วยเป็นคนแรกๆที่เตือนให้นึกถึงเรื่องนี้

“อาจารย์ป๋วยเตือนว่าคนรวยถูกสาป ทำให้มองไม่เห็นคนตัวเล็กๆ คิดแต่เรื่องผลประโยชน์ นี่จึงเป็นความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นในสังคมไทย”

2.“ความกล้าหาญทางจริยธรรม” ไม่ใช่แค่เรื่องการเมืองเท่านั้น แต่อาจารย์ป๋วยกล้าทำในสิ่งที่ถูกต้อง ครั้งหนึ่งอาจารย์ป๋วย ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งคณบดีเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่ลาไปทำวิจัยที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ สหราชอาณาจักร ได้เขียน “จดหมายประวัติศาสตร์” ขึ้นมาฉบับหนึ่ง คือ จดหมายของ “นายเข้ม เย็นยิ่ง” เรียนนายทำนุ เกียรติก้อง ผู้ใหญ่บ้านไทยเจริญ เรียกร้องให้ “จอมพลถนอม กิตติขจร” เร่งจัดทำรัฐธรรมนูญและจัดการเลือกตั้งโดยเร็ว หลังทำรัฐประหารยึดอำนาจตัวเองในวันที่ 17 พฤศจิกายน 2514

ในจดหมายฉบับนั้น อาจารย์ป๋วยหรือ “นายเข้ม เย็นยิ่ง”กล่าวถึงระบบการเมืองในอุดมคติของท่าน คือระบบการเมืองที่ยึดถือ “หลักประชาธรรม” นั่นคือ สามารถยึดกติกาเป็นหลักในการดำเนินชีวิต ซึ่งดีกว่า และทำให้เจริญกว่าที่จะปกครองกันตามอำเภอใจของคนไม่กี่คน กับเปิดช่องให้มีการเปลี่ยนแปลงผู้ปกครองหมู่บ้านได้โดยสันติวิธี นอกจากนี้ยังเตือนสติ “ผู้ใหญ่ทำนุ เกียรติก้อง” หรือจอมพลถนอม ให้เห็นถึงคุณค่าของเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น วิพากษ์วิจารณ์ และการแสดงออกของประชาชน และอย่าได้หลงประเมินสถานการณ์ผิด จากเปลือกนอกแห่งความสงบเรียบร้อยราบคาบที่ฉาบเคลือบสังคมอยู่

“นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียกร้องประชาธิปไตยที่กระจายไปทั่ว ความกล้าหาญทางจริยธรรมของท่านภายใต้แนวคิดที่ว่าถ้าทำโดยไม่เกรงกลัวด้วยตำแหน่งแล้ว ย่อมทำสิ่งใดที่ถูกต้องได้เสมอ ทำให้คนอื่นๆ ตื่นตัวตามไปด้วย นั่นคือสิ่งที่อาจารย์ป๋วยทำมาโดยตลอด คือ กล้าหาญที่จะปฏิเสธกล้าหาญที่จะรับผิดชอบในสิ่งที่ทำและไม่ได้ทำ”

3.“คิดนอกกรอบ” ครั้งที่อาจารย์ป๋วยรับหน้าที่เป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้พัฒนา “เศรษฐศาสตร์” ด้วยการรับสมัครบัณฑิตทุกสาขาวิชาและทุกสถาบันเข้ามาเป็นครู เพราะตระหนักว่านักเศรษฐศาสตร์จะเข้ามาช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ก้าวต่อไปข้างหน้า

ขณะที่ “รศ.ประนอม โฆวินวิพัฒน์” คณะกรรมการบริหารกองทุนวันเกิดกับธรรมศาสตร์ กล่าวว่า “มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย” เป็นหนึ่งในมรดกที่อาจารย์ป๋วยสร้างไว้ให้ “ชาวธรรมศาสตร์” เพราะเป็นการนำนักศึกษาเข้าไปเชื่อมโยงกับชนบท ซึ่งถูกละเลยจากการพัฒนาทางเศรษฐกิจ โดยอาจารย์ป๋วยเป็นผู้ริเริ่มนำบัณฑิตอาสาสมัครไปดูว่าชนบทนั้นเป็นอย่างไร กรุงเทพฯไม่ใช่จุดศูนย์กลางของประเทศ แต่ยังมีอีกหลายๆ แห่งที่ยังยากไร้

“อาจารย์ป๋วยปลูกฝังพวกเราชาวธรรมศาสตร์ว่าเด็กจะต้องมีอาหาร มีเครื่องนุ่งห่ม มีคุณภาพชีวิตที่ดี อยากเรียนหนังสือต้องได้เรียนคนหิวน้ำก็ควรได้ดื่มน้ำจากบ่อน้ำ คนที่อยากเรียนหนังสือก็ควรได้เรียนหนังสือ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เกิดขึ้นด้วยหลักการของท่านที่มุ่งมั่นทำงานเพื่อประชาชน และเพื่อความเสมอภาค”

ด้าน “น.ส.รสนาโตสิตระกูล” อดีตสมาชิกวุฒิสภาและอดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) ถ่ายทอดความประทับใจที่มีต่ออาจารย์ป๋วย ว่า ช่วงที่อาจารย์ป๋วยเป็นอธิการบดี คือ “ยุคหลัง14 ตุลาฯ” สิ่งที่อาจารย์ป๋วยพูดบ่อยที่สุด คือ “อุดมคติ” ซึ่งเป็นใจกลางสำคัญของเรื่อง “สันติประชาธรรม” ท่านพูดถึงเรื่อง “ความจริง ความดี และความงาม”ทั้ง 3 คำนี้เป็นคุณธรรมสำหรับคนที่จะเป็นมนุษย์ และก่อนที่เราจะไปเป็นอะไรก็ตามเราต้องเป็น “มนุษย์” ก่อน ถ้าเราเป็นมนุษย์แล้วเราจะไปเป็นอะไรก็ได้ทั้งหมด ซึ่งปัญหาสังคมขณะนี้ คือ สอนให้เราเป็นอะไรก็ได้ทั้งหมด แต่ไม่สอนให้เราเป็น “มนุษย์ที่มีอุดมคติ” แต่อุดมคติจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อมี “สิทธิและเสรีภาพ”

“รสนา” กล่าวอีกว่า กว่า 5 ทศวรรษ ที่อาจารย์ป๋วยบริหารในเชิงเศรษฐกิจ ทำให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตอย่างรวดเร็ว และยืนหยัดมาได้อย่างมั่นคง แต่ภายหลังท่านอายุ 60 ปีท่านรู้สึกเสียดายที่ในอดีตสนใจแต่เศรษฐกิจ จนไม่ได้สนใจเรื่อง “ความยุติธรรม” ท่านจึงหันมาให้ความสนใจเรื่องการพัฒนาชนบท หลังจากนั้นอาจารย์ป๋วยได้ก่อตั้ง“มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย” ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของ “เอ็นจีโอ” เกิดการเคลื่อนไหวทางการเมืองภาคประชาชน โดยยึดหลักการของอาจารย์ป๋วยที่ว่า…“การได้มาในสิ่งที่ต้องการ ไม่จำเป็นต้องใช้กำลังความรุนแรงเสมอไป “ความสันติ” ต่างหากที่เป็นหนทางที่สร้างสรรค์ การอยู่ร่วมกันในสังคม”

นี่คือหลักคิดของสามัญชนคนธรรมดาอย่าง“อาจารย์ป๋วย” ที่ผู้คน หรือผู้นำสมควรยึดเป็น “ต้นแบบ”…

SCOOP@NAEWNA.COM