‘ครีมมิ่ง’…กู้วิกฤติยางพารา นวัตกรรมเพิ่มมูลค่าเพื่ออยู่รอด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/200530

วันพุธ ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 02.00 น.
วิกฤติยางพารา…

ที่มีจำนวนผลผลิตล้นตลาด และราคาตกต่ำหนักที่สุดในรอบ 100 ปี ทำให้เกษตรกรชาวสวนยางได้รับความเดือดร้อน เพราะผลตอบแทนที่ได้รับไม่คุ้มค่า ซึ่งประเด็นหนึ่งที่ทำให้ยางพาราอยู่ในภาวะ “โคม่า” ต้องยอมรับว่ามาจากการที่ผู้ประกอบการยังขาดองค์ความรู้และเทคโนโลยีการแปรรูปยางพาราเป็นสินค้าขั้นต้น และสินค้าขั้นกลางสำหรับจำหน่ายในตลาดเพื่อ “เพิ่มมูลค่า” ให้สูงขึ้น

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย หรือ “สกว.” เล็งเห็นความสำคัญของปัญหายางพาราที่เกิดขึ้น จึงร่วมมือกับหลายหน่วยงาน โดยเฉพาะคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี หรือ “ม.อ.ปัตตานี” ร่วมหาแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่องโดยมุ่งเน้นใช้ “นวัตกรรม” เข้ามาช่วย เพราะมองว่าการแปรรูปยางธรรมชาติทั้งในรูปผลิตภัณฑ์ และเพิ่มการใช้งานภายในประเทศ เป็นอีกหนทางที่จะเพิ่มมูลค่าแก่สินค้าการเกษตรนี้ได้

ผศ.ดร.อดิศัย รุ่งวิชานิวัฒน์ อาจารย์ประจำภาควิชาเทคโนโลยียางและพอลิเมอร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ม.อ.ปัตตานี กล่าวว่า ภาวะปริมาณยางพาราในประเทศที่มากขึ้นจน “ล้นตลาด” ภาครัฐจะต้อง “ควบคุม” พื้นที่ปลูก ส่วนที่ปลูกแล้วต้องนำมา “แปรรูป” เป็นผลิตภัณฑ์ให้มากขึ้น จากเดิมที่เน้นขายเป็นวัตถุดิบ และภาครัฐควรสนับสนุนการซื้อตัวผลิตภัณฑ์นั้นๆ เพื่อนำไปใช้จริง ถือว่าเป็นการซื้อ “นำตลาด” ก่อนที่ผลิตภัณฑ์จะวางจำหน่ายจริง เพราะการซื้อในปัจจุบันเป็นการซื้อวัตถุดิบ ไม่ใช่ซื้อตัวผลิตภัณฑ์ที่ทำจากยางพารา ซึ่งที่ผ่านมา สกว. และ ม.อ.ปัตตานี ได้ร่วมกันวิจัยนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมมาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับยางพารา หนึ่งในตัวอย่างที่ประสบผลสำเร็จเป็นรูปธรรม คือ…

สูตรน้ำยาง “ครีมมิ่ง”!!!

นักวิจัยผู้นี้กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ สกว. และ ม.อ.ปัตตานีได้จัดทำโครงการต้นแบบการผลิตน้ำยางข้นจากกระบวนการ “ครีมมิ่ง” ในระดับอุตสาหกรรมและต้นแบบการประยุกต์ใช้งานในการทำน้ำยาง “เคลือบสระน้ำ” ซึ่งถูกพัฒนาจนประสบผลสำเร็จ ถูกนำไปขยายผลใช้จริงในหลายพื้นที่ เช่น ปี 2552 ได้ลงพื้นที่เคลือบน้ำยางพื้นสระให้องค์การสวนยางบ้านนาบอน จ.นครศรีธรรมราช จนถึงขณะนี้ผ่านมาแล้ว 6 ปีสระยังสมบูรณ์ใช้งานได้ดี, ปี 2553 นำไปเคลือบพื้นสระให้เกษตรกรผู้เลี้ยงปลา จ.ปัตตานี

ปี 2554 ขยายผลสร้างความร่วมมือกับ บริษัท ยูเอส บ่อทอง จำกัด จ.ชลบุรี ในการนำน้ำยางไปปูพื้นบ่อให้กับโรงงานอุตสาหกรรมยางขนาดบ่อ 10x15x2 เมตร และปี 2558 ได้สร้างบ่อเก็บกักน้ำในพื้นที่สูงที่ อ.งาว จ.ลำปาง ซึ่งมีความสูง 800-900 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล โดยนำน้ำยางครีมมิ่งไปปูพื้นบ่อขนาด 20x20x3.5 เมตร จำนวน 3 บ่อ เพื่อให้ชาวบ้านในพื้นที่มีน้ำอุปโภคบริโภค

“วิธีการนี้ช่วยเพิ่มมูลค่าน้ำยางได้สูงถึงกิโลกรัมละ 90 บาท และยังเป็นการกระตุ้นให้เกิดการนำน้ำยางพาราไปใช้ในปริมาณที่มากขึ้น เพราะบ่อน้ำขนาด 10x20x2.5 เมตร จะใช้ปริมาณน้ำยางประมาณ 2 ตันหรือเฉลี่ยใช้น้ำยางแห้งตารางเมตรละ 1 กิโลกรัม ซึ่งจะช่วยประหยัดต้นทุนได้มากกว่าการสารใช้สารเคมีอื่นๆ ที่นำเข้าจากต่างประเทศเพื่อปูพื้นสระ” ผศ.ดร.อดิศัยกล่าว

ผศ.ดร.อดิศัยกล่าวอีกว่า โครงการดังกล่าวจะเน้นเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์จากน้ำยางเป็นหลัก โดยน้ำยางข้นชนิดครีมมิ่งจะใช้เคลือบสระเพื่อกักเก็บน้ำ ซึ่งมีความสะดวกมากกว่าและมีอายุใช้งานนานขึ้น เมื่อเทียบกับการปูพื้นสระด้วยพลาสติก ส่วนผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่ได้ เช่น ถุงมือ ลูกโป่ง ถุงยางอนามัยหมอน เป็นต้น แต่ถ้าเป็นเทคโนโลยี “ยางแห้ง” จะนำไปทำสนามฟุตซอล ปูพื้นสนามเด็กเล่น เป็นต้น

“หลังจากนำน้ำยางครีมมิ่งมาแปรรูปเสร็จจะช่วยเพิ่มมูลค่าขึ้นสูงถึง 12 เท่า ขึ้นอยู่กับชนิดของผลิตภัณฑ์ เช่น แปรรูปเป็นถุงยางอนามัยจะสร้างมูลค่าเพิ่มขึ้นเป็น 100 เท่า โดยขณะนี้ได้จดทะเบียนเป็น ทรัพย์สินทางปัญญาของ ม.อ.ปัตตานี และมีผู้ประกอบการหลายรายติดต่อเพื่อรับช่วงต่อนำน้ำยางไปผ่านกระบวนการผลิตเพื่อจำหน่ายให้ผู้ที่สนใจนำไปใช้ปูพื้นสระน้ำ หรือบ่อเลี้ยงปลาจำนวนมาก จึงเชื่อว่าน้ำยางครีมมิ่งเป็นอีกเทคโนโลยีหนึ่งที่จะช่วยแก้ปัญหาราคายางตกต่ำและล้นตลาดได้ดี” ผศ.ดร.อดิศัย กล่าว

ด้านนางอาตีกะห์ ฮารีบิน เกษตรกรผู้เลี้ยงปลาในบ่อยาง “ครีมมิ่ง” กล่าวว่า การเลี้ยงปลาในบ่อปูนซีเมนต์จะเกิดน้ำเสียได้ง่าย เพราะมีอาหารตกค้างอยู่ใต้บ่อ ในทางกลับกันบ่อยางครีมมิ่งสามารถดูดน้ำเสียและความร้อนได้ดีกว่า อีกทั้งอัตราการเติบโตของปลาในบ่อปูนจะใช้เวลา 4-5 เดือนถึงจะจับไปจำหน่ายได้ แต่เลี้ยงในบ่อยางครีมมิ่งใช้เวลาเพียง 2 เดือนครึ่งก็จำหน่ายได้แล้ว

ขณะที่นายสุไลมาน ดือราโอ หัวหน้ากลุ่มวิสาหกิจชุมชนสายบุรี จ.ปัตตานี กล่าวว่า กลุ่มได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีน้ำยางครีมมิ่งมาพัฒนาสูตรน้ำยางคอมปาวด์ หรือน้ำยางธรรมชาติที่ผสมสารเคมีเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มคุณสมบัติบางประการ และผลิตเป็นสินค้าแปรรูปต่างๆ โดยเฉพาะบ่อเลี้ยงปลาดุก และวงบ่อปลูกมะนาว เป็นต้น โดยบ่อยางเลี้ยงปลาที่กลุ่มผลิตจะมีราคาถูกกว่าบ่อซีเมนต์มีน้ำหนักเบาและเคลื่อนย้ายสะดวก นอกจากนี้เรายังเคลือบน้ำยางคอมปาวด์ที่มี “สีดำ” เพื่อช่วยให้อุณหภูมิของน้ำที่ใช้เลี้ยงปลาสูงขึ้น ซึ่งจะทำให้ปลาเติบโตเร็วใช้เวลาเพียง 2 เดือนครึ่ง ก็จับไปจำหน่ายได้

“ปัจจุบันกลุ่มมีสมาชิกราว 300 คน ทุกคนล้วนมีรายได้เพิ่มมากขึ้นทั้งจากการขายบ่อยาง และปลาเลี้ยง โดยกลุ่มจะรับซื้อน้ำยางสดจากชาวสวนมาแปรรูปทำผลิตภัณฑ์ต่างๆ ภายใต้เทคโนโลยีของนักวิจัย สกว. โดยไม่กลัวความผันผวนของราคายาง เพราะสามารถกำหนดราคาเองได้ ซึ่งการพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปจากยางพาราจะเดินหน้าต่อไป ในอนาคตกลุ่มจะร่วมทำงานวิจัยกับ สกว.เพื่อลดข้อจำกัดต่างๆ เช่น การเพิ่มอายุการใช้งานน้ำยางคอมปาวด์ จากปัจจุบันที่เก็บได้เพียง 1 เดือน ให้อยู่ได้นาน 3 เดือน เป็นต้น” นายสุไลมาน กล่าว

ปัญหาราคายางพาราตกต่ำที่เกิดขึ้น นับเป็นบทเรียนสำคัญของเกษตรกร และรัฐบาลไทย ที่คงต้องปรับตัวมากขึ้น จากเดิมที่เน้นขายสินค้าเดิมๆ เป็นหันมาใช้นวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่าให้มากขึ้น เพื่อให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ หากต้องเผชิญความเสี่ยงในระยะข้างหน้าอีกครั้ง

SCOOP@NAEWNA.COM

อผศ.องค์การที่มีคุณค่ายิ่ง ต่ออดีตนักรบที่เสียสละ เพื่อชาติบ้านเมืองของไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/200309

วันอังคาร ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 02.00 น.
องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกในพระบรมราชูปถัมภ์ (อผศ.) จัดตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ.องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก พ.ศ.2491 และประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 3 ก.พ. 2491 หลังจากนั้นจึงถือเอา วันที่ 3 ก.พ. ของทุกปี เป็นวันทหารผ่านศึก อผศ. มีหน้าที่ช่วยเหลือทหารผ่านศึกและครอบครัว ทหารนอกประจำการ รวมถึงตำรวจและประชาชนผู้ได้กระทำหน้าที่ป้องกันและปราบปรามการกระทำอันเป็นภัยต่อความมั่นคงทั้งในและนอกราชอาณาจักร ตามที่กระทรวงกลาโหมและสำนักนายกรัฐมนตรีกำหนด

ปัจจุบันทหารผ่านศึกที่มีสิทธิรับการสงเคราะห์ นับถึงวันที่ 11 ม.ค. 2559 มีจำนวนทั้งสิ้น 636,109 ราย!!!

อผศ. แบ่งประเภทการให้การสงเคราะห์ไว้ 6 อย่าง คือ 1.ด้านนิคมเกษตร 2.ด้านอาชีพ 3.ด้านสวัสดิการและการศึกษา 4.ด้านการรักษาพยาบาล 5.ด้านการให้สินเชื่อ และ 6.ด้านการส่งเสริมสิทธิและเกียรติภูมิ เป้าหมายของ อผศ. คือเป็นองค์กรที่เข้มแข็งเพื่อการสงเคราะห์ทหารผ่านศึกให้มีความมั่นคงในอาชีพ และให้สังคมยกย่องเชิดชูเกียรติ

อผศ. บริหารงานโดย สภาทหารผ่านศึก ประกอบด้วยคณะกรรมการ 20 ท่าน เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง 4 ท่าน และมาจากการแต่งตั้งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมโดยความเห็นชอบของสภากลาโหมอีก 16 ท่าน ซึ่งใน 16 ท่านนี้ เป็นทหารผ่านศึกประจำการ 7 ท่าน และทหารผ่านศึกนอกประจำการ 9 ท่าน มีวาระดำรงตำแหน่ง 2 ปี มีการประชุมสามัญอย่างน้อยทุกๆ 3 เดือน ดูแลการบริหารงาน 3 ส่วนของ อผศ. ดังนี้

1.ส่วนกลาง เป็นงานอำนวยการในภาพรวม กลุ่มงานสนับสนุน และที่สำคัญที่สุดมีกลุ่มงานสงเคราะห์ ประกอบด้วย ฝ่ายสวัสดิการสงเคราะห์ ฝ่ายอาชีวะสงเคราะห์ และโรงพยาบาลทหารผ่านศึก2.ส่วนภูมิภาค เป็นสำนักงานสงเคราะห์ทหารผ่านศึกเขต ตั้งอยู่ในจังหวัดใดให้ใช้ชื่อจังหวัดนั้นต่อท้ายทุกเขต จะมีฐานะเท่ากัน ปัจจุบันมี 23 หน่วย กระจายอยู่ทั่วประเทศ

3.ส่วนงานกิจการพิเศษ เพื่อประกอบการงานหรือร่วมการงานหรือสมทบกับบุคคลอื่น ไม่ว่าจะเป็นการค้าหรือการอื่นๆ เพื่อนำรายได้มาสมทบในการให้การสงเคราะห์ ประกอบด้วย 7 หน่วยงานย่อย ได้แก่ 3.1 สำนักกิจการศาลหลักเมือง 3.2 สำนักกิจการเกษตร การอุตสาหกรรมและการบริการ ในปีงบประมาณ 2558 ที่ผ่านมา ได้รับจ้างงานพัฒนาและงานก่อสร้างเพื่อปรับปรุงแหล่งน้ำ ขุดลอกคูคลอง สร้างฝายกั้นน้ำ และลอกท่อระบายน้ำ ให้แก่ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่นของรัฐ ไปทั้งสิ้นจำนวน 1,311 โครงการ

3.3 สำนักกิจการโรงพิมพ์ 3.4 สำนักงานรักษาความปลอดภัย มีหน้าที่ฝึกอบรมและพัฒนาด้านวิชาชีพการรักษาความปลอดภัย ให้กับทหารผ่านศึก ครอบครัว ทหารนอกประจำการ รวมถึงบุคคลอื่น เพื่อให้มีงาน มีอาชีพ และมีรายได้ โดยให้สิทธิพิเศษแก่หน่วยต่างๆ ในการจ้างได้ด้วยวิธีพิเศษ ซึ่งสัญญาจ้างนับถึงวันที่ 1 ม.ค. 2559 มีจำนวนทั้งสิ้น 1,644 สัญญา แบ่งเป็นส่วนราชการ 1,328 รัฐวิสาหกิจ 192 และเอกชน 124 ปัจจุบันมีเจ้าหน้าที่ รปภ. ประมาณ 20,000 คน

3.5 สำนักงานจัดจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลและยาสูบ 3.6 สำนักกิจการโรงงานในอารักษ์ มีหน้าที่ดำเนินการด้านการผลิต จำหน่าย และรับจ้าง เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ตัดเย็บเครื่องแบบ เครื่องแต่งกาย เครื่องหนัง งานไม้ งานประณีตศิลป์ รวมถึงงานอุตสาหกรรมอื่นๆ

และ 3.7 สำนักงานกิจการพลังงาน เป็นหน่วยงานจัดตั้งใหม่เพื่อดำเนินการผลิต ซื้อ ขาย เช่า จ้างและรับจ้างเกี่ยวกับการผลิตพลังงานทุกชนิด รวมถึงสนับสนุนการฝึกอาชีพด้านพลังงานของ อผศ. ตลอดจนร่วมกับองค์กรการกุศลอื่นๆ เช่น งาน Solar Farm, Solar Roof Top, งานพลังงานจากขยะ ฯลฯ

สำหรับเป้าหมายต่อไปของ อผศ. ตามแผนปฏิบัติงาน 4 ปี (2559-2562) มีดังนี้ 1.ยกระดับการสงเคราะห์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ให้ทหารผ่านศึกและครอบครัวพึ่งพาตนเองได้และอยู่ในสังคมได้อย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรี 2.พัฒนาโรงพยาบาลทหารผ่านศึกให้ได้มาตรฐานสูงขึ้น โดยเฉพาะด้านการผลิตกายอุปกรณ์ อวัยวะเทียม การฟื้นฟูบำบัด และการดูแลผู้สูงอายุ

3.พัฒนาศักยภาพเครือข่ายทหารผ่านศึกให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อสนับสนุนภารกิจด้านความมั่นคงของประเทศ 4.พัฒนาด้านการฝึกวิชาชีพ เพื่อรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) อย่างมีประสิทธิภาพ และ 5.พัฒนาหน่วยงานนิคมเกษตรกรรมทหารผ่านศึก ให้มีมาตรฐานความก้าวหน้ายั่งยืน โดยนำหลักการของศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริมาใช้เป็นแนวทาง

สำหรับวันทหารผ่านศึกประจำปีนี้ ตรงกับ วันพุธที่ 3 ก.พ. 2559 อผศ. ได้จัดให้มีการอุทิศส่วนกุศล ด้วยพิธีจุดตะเกียงตามประทีปดวงวิญญาณและสักการะอัฐิ ณ ห้องจารึกชื่อผู้เสียสละชีพเพื่อชาติ ภายในอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ (ส่วนพิธีกรรมของแต่ละศาสนา ประกอบด้วยศาสนาพุทธ คริสต์ และอิสลาม ได้กระทำล่วงหน้าแล้ว) พิธีวางพวงมาลาคารวะดวงวิญญาณทหารผ่านศึกผู้สละชีพเพื่อชาติ

นอกจากนี้ยังมีการเลี้ยงอาหารกลางวันให้กับทหารผ่านศึกที่เดินทางมาร่วมงานจากทั่วประเทศ จำนวน 3,000 นาย และพิธีสวนสนามสดุดีเชิดชูเกียรติ พร้อมประกาศเกียรติคุณทหารผ่านศึกดีเด่น ณ กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ร.11 รอ.) เขตบางเขน ซึ่งจะทำการถ่ายทอดสดผ่านทาง ททบ.5 (ช่อง 5) ในเวลา 16.00 น. โดยประชาชนสามารถเข้าร่วมงานและบริจาคเงินเพื่อการกุศลได้

พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อ 28 พ.ย. 2540 ความตอนหนึ่งว่า “..ผู้สามารถเสียสละเลือดเนื้อและร่างกายของตนเพื่อปกป้องเอกราชอธิปไตยของชาติ ถือได้ว่าเป็นผู้กล้าที่หาได้โดยยาก ด้วยเป็นการเสียสละอย่างสูงสุด ทั้งเป็นบุคคลผู้มีบุญคุณอย่างยิ่งแก่คนทั้งชาติ..” ฉะนั้นชาวไทยทุกท่านควรเห็นคุณค่า และขอบคุณทหารผ่านศึกทุกนายที่ช่วยปกป้องบ้านเมืองให้อยู่รอดปลอดภัยมาจนทุกวันนี้

ด้วยการให้เกียรติ ยกย่องชมเชย และสนับสนุนกิจกรรมของ อผศ. ให้เจริญรุ่งเรืองสืบไป!!!

พล.ท.ทวี แจ่มจำรัส
ข้าราชการบำนาญ

‘โปรดใช้วิจารณญาณรับชม’ แก้หรือเพิ่ม?‘สิ่งลี้ลับ’เกลื่อน!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/200160

วันจันทร์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 06.00 น.
ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ต้องบอกว่า “แรงสุดๆ” กับกระแส “ตุ๊กตาลูกเทพ” ที่ฮิตกันทั่วบ้านทั่วเมือง ด้านหนึ่งร้านค้าหลายแห่ง “สนองศรัทธา” จัดโปรโมชั่นสำหรับลูกค้าที่มากับตุ๊กตาลูกเทพ ทำกำไรไปได้ไม่น้อย แต่อีกด้านหนึ่งก็มีคำถามว่า “สังคมไทยจะงมงายไปถึงไหน?” เพราะอยู่ดีๆ ก็ไปนำตุ๊กตาที่ไม่มีชีวิตมาอุ้มและเลี้ยงดูประหนึ่งเป็นเด็กทารกจริงๆ พาไปไหนมาไหน และพูดคุยด้วยเป็นเรื่องเป็นราว

แต่นี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรก ที่ผ่านมาสังคมไทยคุ้นเคยกับ “อำนาจศักดิ์สิทธิ์-เรื่องราวลี้ลับ” เป็นอย่างดี ตั้งแต่“พระเครื่อง” ที่บางรุ่นราคานับแสนนับล้านบาท มาจนถึง“จตุคามรามเทพ” ที่เคยได้รับความนิยมมากพอกันเมื่อไม่กี่ปีก่อน ยังไม่นับเครื่องรางของขลังอื่นๆ อีกมาก ที่โฆษณากันทางสื่อต่างๆ พร้อมกับนำเอาหมอดูบ้าง ผู้อ้างตัวว่ามี“พลังพิเศษ” บ้าง มาทำนายโชคชะตาออกอากาศ ก่อนปิดท้ายให้เสียเงินทองเช่าบูชาของขลังเหล่านั้น

จนมีผู้ตั้งคำถามเช่นกันว่า..เรื่องแบบนี้เข้าข่าย “หลอกลวง-ฉ้อโกง” หากินกับ “ความไม่รู้” หรือไม่?!!!

รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก คณบดีคณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) อธิบายว่าการโฆษณาเครื่องรางของขลังต่างๆ จะเข้าข่ายหลอกลวง-ฉ้อโกงหรือไม่? ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ให้ดูที่ “ความเชื่อ” ของผู้ที่นำของขลังเหล่านั้นมาโฆษณา โดยหากพิสูจน์ได้ว่าตนเชื่อโดยสุจริตใจว่าสิ่งนั้นมีคุณวิเศษตามที่ระบุไว้ให้ผู้อื่นได้ทราบจริงๆ..

ก็ถือว่า “ขาดซึ่งเจตนาหลอกลวง”!!!

แต่ในทางกลับกัน..หากเจ้าตัวรู้อยู่แล้วว่าของสิ่งนั้นไม่มีอำนาจวิเศษจริง หรือพูดง่ายๆ คือ “ไม่เชื่อ” แต่ยังนำของสิ่งนั้นมาเที่ยวโฆษณาอวดอ้างสรรพคุณอย่างนั้นอย่างนี้จนมีคนจ่ายเงินซื้อ ลักษณะนี้เข้าข่าย “ฉ้อโกง” อย่างแน่นอน แล้วถ้ายิ่งไป “หากิน” กับคนบางกลุ่ม เช่น เด็กหรือผู้ที่มีสภาวะอ่อนแอทางจิตใจ..

โทษก็จะยิ่ง “หนักขึ้น” ทั้งจำและปรับ!!!

“การอวดอ้างสรรพคุณนั้น ผู้ที่นำเครื่องรางต่างๆ มาให้เช่า เชื่อโดยสุจริตใจว่าสิ่งเหล่านั้นมีคุณวิเศษตามที่ระบุไว้ให้ผู้คนได้รับทราบจริง บุคคลนั้นก็ย่อมไม่มีเจตนา และโดยทั่วไปหากอัตราที่กำหนดให้เช่านั้นไม่สูงจนเกินไป หรือไม่ได้เป็นการกระทำต่อบุคคลหนึ่งบุคคลใดโดยตรง ก็จะไม่มีความผิดฐานฉ้อโกง

การอวดอ้างสรรพคุณนั้น ผู้ที่ทำการโฆษณาสรรพคุณรู้อยู่ว่าไม่จริง และทำให้ได้ไปซึ่งทรัพย์สินอย่างมากมายจากผู้ที่เข้าไปทำการเช่าเครื่องรางเหล่านั้น เช่นนี้ ก็จะเข้าข่ายเป็นการฉ้อโกง โดยเฉพาะหากว่าได้ทำบนพื้นฐานของความเบาปัญญา หรือความอ่อนแอทางจิตของผู้ที่เข้าทำการเช่าเครื่องราง”

“อาจารย์เจษฎ์” กล่าว ซึ่งตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 342 ระบุว่า หากการฉ้อโกงทำกับบุคคลบางกลุ่มดังกล่าว โทษจะเพิ่มเป็นจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากนี้ ความผิดฐานฉ้อโกง หากไปทำบนโลกออนไลน์ อาจเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์พ.ศ.2550 มาตรา 14 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับด้วย

ส่วนการทำนายของหมอดู “อาจารย์เจษฎ์” กล่าวว่า เบื้องต้นใช้หลักเดียวกันกับการจำหน่ายเครื่องรางของขลัง คือถ้าหมอดูเชื่อในศาสตร์นั้นจริงก็ไม่เข้าข่ายฉ้อโกง แต่สำหรับการทำนายทายทักแบบรวมๆ ไม่ใช่กับผู้ใดผู้หนึ่ง แล้วเกิดกระแสแตกตื่นโกลาหลในสังคม

ก็อาจเข้าข่ายความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 384 ว่าด้วยการบอกเล่าความเท็จจนผู้คนตระหนกตกใจกลัว มีโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากไปทำบนโลกออนไลน์ ก็อาจมีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 ด้วยเช่นกัน

มีคดีตัวอย่างมาแล้ว..กับกรณี “เด็กชายปลาบู่” ที่ทำเอาคนขวัญผวา เพราะกลัว “เขื่อนแตก” ตามคำทำนาย!!!

อีกมุมหนึ่งก็มีผู้ตั้งข้อสังเกต..กรณีที่สถานีโทรทัศน์ต่างๆ ปล่อยให้มีการนำหมอดูหรือผู้วิเศษต่างๆ มาออกรายการกันเป็นเรื่องเป็นราว เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายหรือไม่? ประเด็นนี้ นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ
คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวถึงประเด็นนี้ว่า

ในแง่กฎหมายควบคุมเนื้อหาที่ออกอากาศ พ.ร.บ.การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551มาตรา 37 ห้ามเฉพาะรายการที่เป็นการล้มล้างการปกครอง ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดี หรือมีเนื้อหาลามกอนาจาร หรือทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกายและจิตใจของประชาชนอย่างร้ายแรงเท่านั้น ไม่รวมถึงรายการประเภท“เรื่องลี้ลับ” แต่อย่างใด

แต่ก็จะต้องใส่ “คำเตือน” ในรายการด้วยทุกครั้งเสมอ!!!

“การโฆษณาเครื่องรางของขลัง ขณะนี้มันยังไม่ผิดตามมาตรา 37 เพราะมาตรานี้มันต้องเป็นสื่อลามกอนาจาร หรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองหรือศีลธรรมอันดี แต่โฆษณาจำพวกนี้ก็ต้องขึ้นคำว่า..เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณ..การดูดวงก็เช่นกัน ก็ต้องใช้วิจารณญาณในการรับชม” เลขาธิการ กสทช. ระบุ

ด้านสมาคมวิชาชีพสื่อมวลชน นายวิสุทธิ์ คมวัชรพงศ์ประธานสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย กล่าวว่า ตามปกติในแวดวงวิทยุโทรทัศน์ มีข้อปฏิบัติว่าด้วยการนำเสนอข่าวหรือรายการว่าด้วยเรื่องลี้ลับเหล่านี้อยู่แล้ว เช่น ไม่นำเสนอในแง่ที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน

โดยเฉพาะการสร้าง “ความเชื่อที่ผิดๆ” และเป็นอันตราย!!!

“ผมมองว่ามันเป็นปรากฏการณ์ทางสังคม สื่อจะไม่นำเสนอก็ไม่ได้ แต่การนำเสนอต้องไม่ใส่ความเห็นหรือสร้างความเชื่อที่ผิดๆ ในหมู่ประชาชน การนำเสนอควรเป็นแง่มุมทางออกหรือทำให้คนมีสติรู้จักยั้งคิด ไม่ใช่ไปปั่นกระแสให้เกิดความเชื่อที่ไม่ถูกต้อง” ประธานสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย กล่าวทิ้งท้าย

มีผู้กล่าวแบบประชดประชันว่า “เมืองไทยเป็นเมืองหลวงแห่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์” จากการที่ความเชื่อต่างๆ ไม่ว่าจะมาจากที่ใดของทุกมุมโลก คนไทยก็สามารถนำมาประยุกต์ดัดแปลง สร้างเรื่องราวให้เข้ากับบริบทไทยๆ เพื่อกราบไหว้บูชาได้ทั้งสิ้น ถึงขนาดที่เคยมีการศึกษาแล้วพบว่า เม็ดเงินหมุนเวียนในธุรกิจว่าด้วยความเชื่อเรื่องลี้ลับในไทย สูงถึงปีละกว่าสองหมื่นล้านบาท และปัจจัยลบใดๆ ทางเศรษฐกิจ ก็ไม่มีผลกระทบกับธุรกิจประเภทนี้

ทั้งหมดที่นำเสนอนี้ไม่ได้ต้องการดูถูกดูแคลนผู้ใด..เพราะตราบใดที่ความเชื่อนั้นไม่ก่อความเดือดร้อนให้กับตนเอง คนรอบข้างและสังคม แต่ละคนก็มีสิทธิ์ที่จะเลือกเชื่อในสิ่งต่างๆ ได้อย่างเสรี แต่ก็มีเรื่องน่าคิดเช่นกัน ว่าประโยคคำเตือนยอดฮิต
อย่าง “เป็นความเชื่อเฉพาะบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการรับชม” ใช้ได้ผลจริงหรือเปล่า?

เพราะไม่ว่าจะผ่านไปกี่ยุคสมัย “สินค้าว่าด้วยความเชื่อ”ก็ยังขายดีในสังคมไทย..ไม่เคยเปลี่ยนแปลง!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

เส้นทางปฏิรูป‘ข้าวไทย’ ‘ยกระดับชาวนา’ไม่ง่าย!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/200009

วันอาทิตย์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
หากตั้งคำถามว่า “เมื่อนึกถึงประเทศไทย..คุณนึกถึงอะไร?” เชื่อว่าหนึ่งในนั้นต้องมี “ข้าวไทย” อยู่ด้วยอย่างแน่นอน เพราะข้าวกับคนไทยนั้นมีความผูกพันในเชิงวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้ง ดังที่เราเปรียบ “ชาวนา” เป็นเหมือน “กระดูกสันหลังของชาติ” ปลูกข้าวเลี้ยงพลเมืองไทยหลายสิบล้านคน รวมถึงส่งข้าวออกไปขายมากจนมีชื่อเสียงด้านนี้เป็นลำดับต้นๆ ของโลกมาอย่างยาวนาน

ทว่าไม่นานนี้..มีข้อค้นพบว่า “คนไทยมีแนวโน้มกินข้าวน้อยลง”!!!

ที่งานประชุมเชิงปฏิบัติการ “โครงการประมาณการบริโภคข้าว” เมื่อปลายเดือน ธ.ค. 2558 ณ โรงแรมดิ เอมเมอรัลด์
ถ.รัชดาภิเษก กทม. ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวว่า แนวโน้มการบริโภคข้าวของคนไทยค่อยๆ ลดลงอย่างช้าๆ

“ในอีก 10 ปีข้างหน้า คนไทยจะลดการบริโภคข้าวจาก 104 กิโลกรัมต่อคนต่อปี เหลือต่ำกว่า 100 กิโลกรัมต่อคนต่อปี โดยเฉพาะประชากรในเมืองจะบริโภคข้าวต่ำกว่า 90 กิโลกรัมต่อคนต่อปี เพราะมีวิถีชีวิตแตกต่างจากในชนบท ไม่ได้ทำงานหนัก จึงไม่ต้องการพลังงานจากแป้งมาก” ดร.นิพนธ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม แม้การบริโภคข้าวค่อยๆ ลดลง แต่ข้าวยังคงถูกนำไปใช้ในกิจการอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง นักวิชาการเกียรติคุณ TDRI ยกตัวอย่างอุตสาหกรรมแป้งซึ่งมีแนวโน้มความต้องการข้าวสูงขึ้น ทว่าสิ่งที่ต้องกังวล คือกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนยังมีมาตรการกีดกันทางการค้าค่อนข้างมาก ฉะนั้นหากในอนาคตสามารถเปิดเสรีทางการค้าได้จริงก็อาจจะทำให้ไทยได้เปรียบ เพราะผลิตภัณฑ์มีคุณภาพดีและอุตสาหกรรมนี้ค่อนข้างเข้มแข็งอยู่แล้ว

ถึงกระนั้น ในระยะยาววงการข้าวไทยก็ต้องปฏิรูปเช่นกัน โดยแบ่งเป็น 3 เรื่องคือ 1.เพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้สูงขึ้น โดยการส่งเสริมให้เกิดการวิจัยพันธุ์ข้าวที่มีประสิทธิภาพ สามารถช่วยเพิ่มผลผลิตต่อไร่ได้ 2.ลดจำนวนแรงงานส่วนเกินในภาคเกษตร เพราะปัจจุบันมีคนไทยอยู่ในภาคเกษตรถึงร้อยละ 40 ควรมีการเพิ่มขนาดฟาร์มเหมือนประเทศแถบยุโรป อเมริกา และใช้เครื่องจักรมากขึ้น 3.เพิ่มมูลค่าของผลผลิต โดยปรับปรุงพันธุ์ข้าวหอมที่ได้รับความนิยมในตลาด เพื่อเพิ่มมูลค่าและคุณภาพในการแข่งขันมากขึ้น

แต่การปฏิรูปวงการข้าวไทย ตัวแปรสำคัญคือเกษตรกรเองว่าพร้อมจะรับความรู้หรือไม่และแค่ไหน? ดังที่ นายวิรุทธิ์ กลัดจันดา ตัวแทนเกษตรกรและเหรัญญิกศูนย์ส่งเสริมและผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวชุมชนตำบลห้วยขมิ้น อ.หนองแค จ.สระบุรี ให้ความเห็นว่า ชาวนาที่อายุยังไม่มาก มีแนวโน้มจะเข้าใจองค์ความรู้ใหม่ๆ ได้ง่าย ขณะเดียวกัน ก็ไม่เห็นด้วยกับนโยบายจำนำข้าว เพราะทำลายแรงจูงใจในการปลูกข้าวที่มีคุณภาพดีของชาวนา

เนื่องจากจะปลูกข้าวชั้นดีหรือไม่ดี รัฐบาลก็รับจำนำในราคาเท่ากัน!!!

“หากจะสามารถเน้นในเรื่องคุณภาพได้นั้น คงจะต้องตั้งต้นกันที่การติดอาวุธทางปัญญาให้กับชาวนา ลดต้นทุนการผลิตอย่างไรให้ได้กำไร โดยเฉพาะในกลุ่มชาวนาที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีลงมา เนื่องจากจะมีการเปิดรับความรู้ วิธีการใหม่มากกว่าชาวนากลุ่มที่มีอายุมากๆ

ขณะที่การกำหนดราคาก็เป็นตัวแปรที่สำคัญ หากข้าวที่มีคุณภาพ ข้าวอินทรีย์ขายได้ราคาเท่ากับข้าวคุณภาพต่ำ ก็ไม่เกิดแรงจูงใจให้เกษตรกรผลิตข้าวที่มีคุณภาพ เพราะสุดท้ายแล้วจะปลูกข้าวอายุสั้นหรือยาวก็ได้ราคาเท่ากัน จำนำแล้วก็ไปกองที่เดียวกัน” ตัวแทนเกษตรกรรายนี้ ให้ความเห็น

ทุกสิ่งย่อมมีการเปลี่ยนแปลง..ข้าวก็เช่นกัน จากเดิมที่เน้นบริโภคเป็นอาหาร แนวโน้มหลังจากนี้อาจต้องหันมาแปรรูปในเชิงอุตสาหกรรมมากขึ้น ดังนั้น ชาวนาเองก็ต้องปรับตัว ทว่ายังมีความท้าทายอย่างหนึ่ง ข้อมูลจากเอกสาร “(ร่าง) ยุทธศาสตร์ข้าวไทยด้านการผลิต ฉบับที่ 3 ปี 2558-2562 กรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์” ระบุถึง อุปสรรคสำคัญของการปฏิรูป นั่นคือชาวนาไทยส่วนใหญ่ “สูงอายุและการศึกษาน้อย”

โดยอายุเฉลี่ยของชาวนาไทยอยู่ที่ 56 ปี ในจำนวนนี้ “1 ใน 3” หรือร้อยละ 33 ของชาวนาไทยมีอายุเกิน 60 ปี ส่วนใหญ่จบการศึกษาระดับประถมศึกษา คือร้อยละ 80 มีเพียงร้อยละ 1 เท่านั้นที่จบถึงระดับอุดมศึกษา ทำให้ยากต่อการรับองค์ความรู้ใหม่ๆ สำหรับการปรับตัว ขณะที่การจะนำชาวนากลุ่มนี้ออกจากภาคเกษตรก็ไม่ง่าย เพราะวัยวุฒิและคุณวุฒิแบบนี้จะไปหางานอื่นทำก็คงเป็นไปได้ยาก

อนาคตข้าวไทยจะเป็นอย่างไรต่อไป? วันนี้ทุกฝ่ายต้อง ร่วมคิดหาทางออกกันอย่างจริงจัง!!!

จีรนันท์ แก้วนำ
SCOOP@NAEWNA.COM

‘อิสลาม’ กับความรุนแรง ‘คำสอน’ หรือ ‘สิ่งแวดล้อม’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/199764

วันศุกร์ ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.
ดร.มูฮัมหมัดอิลยาส  หญ้าปรัง

เรื่องของการ “มองอิสลามในแง่ลบ” (Islamophobia) กลายเป็นกระแสที่ถูกพูดถึงในปัจจุบัน โดยเฉพาะความคิดเห็นในสื่อออนไลน์ (Social Media) ทั้งในระดับนานาชาติและในสังคมไทย ที่มองว่าศาสนาอิสลามเป็น “ศาสนาแห่งความรุนแรง” สืบเนื่องจากเหตุวินาศกรรมไม่ว่าใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ของไทย หรือในประเทศอื่นๆ รวมถึงการเคลื่อนไหวของกลุ่ม “ไอซิส-ไอเอส” (ISIS-IS) ผู้ก่อเหตุและแนวร่วมมักอ้างว่าทำในนามศาสนาอยู่เสมอ

คำถามที่เกิดขึ้น..ศาสนาอิสลามเป็นอย่างที่เขาว่าจริงหรือ?

“สมัยก่อนแต่ละเผ่าเขามีพระเจ้าของเขาเอง แถมแต่ละเผ่ายังบอกอีกว่าพระเจ้าของผมใหญ่กว่าพระเจ้าของคุณ ก็ถกเถียงกันแล้วก็สู้รบกัน แล้วเขามีการภักดีต่อหัวหน้าชนเผ่า แต่อิสลามเข้ามาบอกว่าทั้งคุณและผมเรามีพระเจ้าองค์เดียวกัน และไม่ควรภักดีต่อหัวหน้าชนเผ่า เพราะถ้าภักดีต่อหัวหน้าชนเผ่า แต่ละเผ่าก็จะภักดีต่างกัน แล้วก็จะรบกันได้ อิสลามจึงเป็นตัวเชื่อมความสัมพันธ์ ทำให้ความขัดแย้งระหว่างชนเผ่าที่มีมาก่อนหน้ามันยุติลง”

“อาจารย์อิลยาส” ดร.มูฮัมหมัดอิลยาส หญ้าปรัง อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ในฐานะชาวมุสลิมผู้หนึ่ง บอกเล่าผ่าน “สกู๊ปหน้า 5” ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลาง (Middle East) ตั้งแต่โบราณกาล ดินแดนทะเลทรายแห่งนี้แม้ด้านหนึ่งจะเป็นเส้นทางค้าขายที่สำคัญ เพราะเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างทวีปเอเชีย ยุโรป และแอฟริกา แต่อีกด้านก็เต็มไปด้วยการทำสงครามระหว่างชนเผ่าต่างๆ เช่นกัน

ซึ่งแต่ละชนเผ่าล้วนมี “สิ่งศักดิ์สิทธิ์” ของตนเอง และต่างก็กล่าวว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของตน “สูงส่ง” กว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของชนเผ่าอื่นๆ เมื่อบวกกับค่านิยมที่“หัวหน้าเผ่าเป็นใหญ่” หัวหน้าเผ่าว่าอย่างไรลูกเผ่าก็ว่าตามนั้น การรบพุ่งของชนเผ่าในพื้นที่ตะวันออกกลางจึงเป็นเรื่องปกติธรรมดา กระทั่ง “นบีมูฮัมหมัด”เริ่มเผยแผ่ศาสนาอิสลามในดินแดนแถบนี้ ปัญหาการรบพุ่งดังกล่าวจึงค่อยๆ เบาลง

ทว่าเมื่อโลกเข้าสู่ความเป็นรัฐชาติสมัยใหม่ ไฟแห่งความรุนแรงก็ถูกจุดขึ้นอีกครั้ง อาจารย์อิลยาส กล่าวว่า ประเทศต่างๆ ในแถบตะวันออกกลางหลายประเทศปกครองแบบ “รวมศูนย์อำนาจ” หากไม่เป็นแบบ “ราชาธิปไตย” ก็จะเป็น “เผด็จการทหาร” ซึ่งระบอบเหล่านี้ “ไม่ยอมให้มีผู้เห็นต่าง” ผู้ใดที่คัดค้านหรือวิพากษ์วิจารณ์ท่าทีของผู้ปกครองจะถูกปราบปรามอย่างรุนแรง

ด้วยเหตุนี้ทำให้บรรดาผู้ต่อต้านที่รับไม่ได้กับความโหดร้ายดังกล่าว จัดตั้งเป็น ขบวนการใต้ดิน ใช้แนวทางรุนแรง “ตาต่อตาฟันต่อฟัน” เพื่อหวังโค่นล้มผู้ปกครอง เพราะเป็นทางเดียวที่จะเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจได้ และวิธีการหาแนวร่วมที่ได้ผลที่สุด คือการอ้าง “สงครามศักดิ์สิทธิ์” (จิฮัด-Jihad) ในนามศาสนาอิสลาม แม้ว่าจริงๆ แล้ว อาจจะเป็นการ “อ้างอย่างไม่ถูกต้อง” เลยก็ตาม

“ผู้ปกครองเป็นแบบรวมศูนย์อำนาจ ผู้ที่เห็นต่างก็ถูกปราบ พอถูกปราบก็หนีลงไปสู้ใต้ดิน ก็เกิดพวกแนวคิดสุดโต่งขึ้นมา แล้วคนเหล่านี้ก็ทำการต่อสู้กลับ แล้วอิสลามก็มีคำสอนในอัลกุรอาน ว่าถ้าคุณถูกกดขี่ข่มเหงคุณต้องลุกขึ้นสู้ เขาถือว่าการกดขี่ข่มเหงเลวร้ายยิ่งกว่าการฆ่าเสียอีก การต่อสู้จึงเป็นหน้าที่ ผู้ที่สู้แล้วตายจะได้ไปสวรรค์ แต่ถ้าเขาไม่ลุกขึ้นสู้เขาจะลงนรก แต่จริงๆ แล้วหลักในการต่อสู้ของอิสลามตามอัลกุรอาน จะทำได้ก็ต่อเมื่อคุณถูกขับไล่หรือกดขี่จากผู้ปกครองเพียงเพราะคุณเป็นมุสลิมเท่านั้น

ส่วนถ้าจะโค่นล้มเผด็จการ คุณจะอ้างอะไรก็อ้างไปแต่อย่าอ้างศาสนา เพราะเป็นสิ่งที่ผิด คือกระแสหลักของ
ผู้รู้ทางศาสนาอิสลาม เขาวินิจฉัยแล้วว่ามันไม่ควร มันทำไม่ได้ เพราะเมื่อทำสงครามแล้วยืดเยื้อสังคมย่อมเสียหาย ดังนั้นถ้าคุณจะสู้เพราะเรื่องอื่นๆ คุณก็ต้องไปอ้างอย่างอื่น” อาจารย์อิลยาส ระบุ

ส่วนประเทศไทยมีโอกาสที่จะเกิด “ความขัดแย้งทางศาสนา” บ้างหรือไม่? นักวิชาการรายนี้ มองว่า “เป็นไปได้ยาก” เพราะไทยนั้นไม่ได้รบราฆ่าฟันกันหรือกดขี่กันมากเหมือนตะวันออกกลาง การตีความศาสนาของมุสลิมไทยจึงไม่เต็มไปด้วยความรุนแรง ขณะที่พุทธศาสนาที่เป็นศาสนาของคนไทยส่วนใหญ่ ก็ไม่ค่อยมีบทบาททางการเมืองมากนัก จึงทำให้ศาสนิกชนต่างๆ ในไทย อยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ เมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านอย่าง เมียนมา (พม่า) ที่พระสงฆ์เคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างเปิดเผย จึงเกิดการกระทบกระทั่งระหว่างชาวพุทธและชาวมุสลิมอยู่เป็นระยะๆ

“การตีความศาสนาเกิดจากสภาวะแวดล้อมรอบตัวผู้ตีความ คุณจะเห็นว่าในกรุงเทพฯ ในพังงา ในภูเก็ต ในกระบี่ ก็เต็มไปด้วยมัสยิด มุสลิมก็อยู่กันดี เพราะสภาพแวดล้อมเป็นอีกอย่างหนึ่ง ไม่มีระเบิด ไม่มีการต่อสู้ การตีความศาสนาจะค่อนข้างยืดหยุ่น มีแนวทางสันติ มีความเป็นพหุนิยม เขาคงไม่คิดว่าคนที่ต่างจากเขาเขาจะต้องฆ่า เพราะการคิดแบบนั้นมันเป็นการตีความในสภาวะสงคราม ที่ถ้าคุณไม่ฆ่าเขาเขาก็จะฆ่าคุณ

ส่วนพุทธของไทยก็เป็นพุทธสายกลาง ไม่ค่อยยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ดังนั้นโอกาสที่จะเกิดการตีกันระหว่างศาสนามันไม่ง่าย ดูอย่างการให้นำพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติซึ่งพยายามทำกันมาทุกรัฐธรรมนูญ พุทธกระแสหลักก็ไม่ได้เห็นด้วย มีเพียงพุทธกระแสรองที่เห็นด้วย ไม่เหมือนพุทธในพม่าที่อิงกับการเมือง อิงกับความเป็นชาติ ในพม่าเราจะเห็นว่าพอมีการประท้วง คนที่อยู่ข้างหน้าเลยคือพระ” อาจารย์อิลยาส ให้ความเห็น

แต่ถึงแม้จะเป็นไปได้ยาก ก็ใช่ว่าจะไม่มีอะไรน่าห่วง อาจารย์อิลยาส แสดงความกังวลถึงบรรดาผู้ที่ไปศึกษาในประเทศแถบตะวันออกกลาง แล้วไปรับเอาแนวคิดสุดโต่งจากตะวันออกกลางมาเผยแพร่กับชาวมุสลิมในไทย จุดนี้หน่วยงานภาครัฐของไทยรวมถึงชาวมุสลิมไทยต้องเข้ามาช่วยกันดูแล ไม่ให้ลุกลามจนเกิดความรุนแรงขึ้น

“ในตะวันออกกลางมันเป็นพื้นที่สุดโต่ง อันนี้เข้าใจได้ แต่ในสังคมเราต้องมีกลไกมาทำให้คนเหล่านี้เป็นกลาง เช่น ก่อนที่คุณจะมาสอนในโรงเรียนสอนศาสนา คุณต้องผ่านการทดสอบ ผ่านการอบรม มีประกาศนียบัตรอนุญาต มีการต่ออายุใบอนุญาตเป็นระยะๆ หรืออะไรก็แล้วแต่ คือต้องคิดกลไกขึ้นมาเพื่อทำให้คนกลุ่มนี้เป็นกลาง นี่เป็นประเด็นที่สังคมมุสลิมจะต้องนำมาพิจารณา” นักวิชาการและชาวมุสลิมรายนี้ ฝากทิ้งท้าย

ทั้งหมดนี้คงพอจะได้ข้อสรุปอยู่บ้างแล้วว่า “ศาสนาอิสลามไม่ได้น่ากลัว” อย่างที่หลายคนคิด แต่ปัญหาคือสภาพแวดล้อมบางอย่างเอื้อต่อการตีความคำสอนไปในเชิงรุนแรงสุดโต่ง เช่นในตะวันออกกลางที่เต็มไปด้วยการรบราฆ่าฟันตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ดังนั้นคนไทยโดยเฉพาะ “ผู้ที่ใช้สื่อออนไลน์” ควรรู้เท่าทัน “มีสติ” ไม่จุดกระแสซ้ำเติมให้ความขัดแย้งลุกลามบานปลาย

เพื่อรักษา “สันติภาพของศาสนิกชน” อันเป็น “อัตลักษณ์ของชาติไทย” ที่ทั่วโลกชื่นชม..ให้คงอยู่สืบไป!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

ประชารัฐสู่‘สะแกราชโมเดล’ ต้นแบบชีวมณฑล-รักษ์ป่ายั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/199579

วันพฤหัสบดี ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
“นักบุญแห่งป่า นักฆ่าแห่งพงไพร”…

คือ คำจำกัดความของ “ต้นไทร” ที่ยืนต้นตระหง่านนับไม่ถ้วนใน “ผืนป่าสะแกราช” อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา…ในภาพ “นักบุญ” คือ ลำต้นให้ร่มเงาแผ่กิ่งก้านสาขา และยังผลิตลูกไทรเป็นอาหารของสัตว์ป่านานาชนิดให้ได้กิน เพื่อเติบโตนำไปสู่การขยายพันธุ์…ในภาพ “นักฆ่า” คือ ไทรสามารถเติบโตจากข้างบนลงสู่พื้น และ

หาธาตุอาหารจากเศษดิน ฝุ่น ที่อยู่บนยอดไม้สูง ไทรสามารถแทงรากใหญ่ๆ เพียงรากเดียว หรือหลายรากลงสู่พื้นดิน
จากนั้นจะส่งน้ำและอาหารขึ้นไปยังต้นที่อยู่ข้างบน

“ต้นไทร” จึงได้เปรียบต้นไม้อื่นๆ อยู่มาก เพราะมันเริ่มต้นจากข้างบนและเลี้ยงตัวเองด้วยรากเพียงหนึ่งราก แถมแผ่กิ่งก้านได้อย่างรวดเร็ว ที่สำคัญ “ใบ” ของมันสามารถปรับทิศทางเข้าหาแสงได้ ในไม่ช้า “พุ่มไทร” ก็เติบโตแย่งน้ำและแสงแดดได้อย่างเต็มที่ พร้อมๆ กับการมาถึง “วาระสุดท้าย” ของต้นไม้อื่นๆ ที่ถูกไทรฆ่าอย่าง “เลือดเย็น”

นี่คือ “วัฏจักรธรรมชาติ” ที่กลายเป็นตัวชี้วัดความสมบูรณ์ของผืนป่า “สะแกราช” จนองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ “ยูเนสโก” ประกาศให้ผืนป่าสะแกราชเป็นพื้นที่สงวน “ชีวมณฑล” 1 ใน 7 แห่งของเอเชีย และเป็นแห่งแรกของประเทศไทยเมื่อปี 2519

ผืนป่าสะแกราชมีพื้นที่กว่า 1 ล้านไร่ ครอบคลุมอุทยานแห่งชาติทับลาน และป่าสงวนแห่งชาติป่าเขาภูหลวง
ในจำนวนนี้ดูแลโดย “สถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช” สังกัดสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีแห่งประเทศไทย(วว.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ราว 50,000 ไร่ ซึ่งได้อนุรักษ์โดยใช้กลยุทธ์ดูแลผืนป่าด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่น
ผนวกกับการใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และการทำงานกับชุมชนอย่างเข้มข้น ทำให้ผืนป่าสะแกราช
ในความดูแลของกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ มีความสมบูรณ์และยั่งยืนมาถึง 48 ปี นับตั้งแต่ก่อตั้งสถานีวิจัยฯ

“ดร.ทักษิณ อาชวาคม” ผู้อำนวยการสถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช เล่าว่า แรกตั้งสถานีวิจัยฯ ในพื้นที่นี้
ยังมีชาวบ้านอาศัยอยู่จำนวนมาก และยังบุกรุกพื้นที่เพื่อทำการเกษตร หาของป่า ล่าสัตว์ ต่อมาราวปี 2524-2525 ได้มีการจัดทำกระบวนการ “ปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนกับป่า” โดยจัดสรรที่ดินทดแทนให้เป็นที่อยู่อาศัยครอบครัวละ 2 งาน และที่ทำกินครอบครัวละ 20 ไร่ เนื่องจากเชื่อว่าป่ายังคงสภาพสมบูรณ์ได้ต้องไม่มีภาวะที่ถูกรบกวน ส่วนพื้นที่ที่เคยทำการเกษตรมีการปลูกป่าทดแทน บางส่วนที่ไม่ได้ปลูกป่าทดแทนและกลายเป็น “ทุ่งหญ้า” ป่าก็มีการฟื้นฟูตัวเองโดยธรรมชาติ โดยพบว่าพื้นที่ป่าดิบแล้งรอบๆ ทุ่งหญ้าเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยปีละ 4.5 เมตร หมายความว่าหากป่ารอบนอกอยู่ได้ ป่าชั้นในก็อยู่ได้

สำหรับ “การบริหารจัดการพื้นที่” ผืนป่าสะแกราชตามเงื่อนไขของยูเนสโก เพื่อคงความเป็นพื้นที่สงวนชีวมณฑลนั้น ดร.ทักษิณ เล่าว่า แบ่งพื้นที่ไว้ดังนี้ ส่วนที่ 1 คือ “พื้นที่แกนกลาง” เป็นพื้นที่หลัก หรือ Core area และส่วนที่ 2 คือ “แนวกันชน” หรือ Buffer zone ทั้ง 2 ส่วนนี้จะไม่เป็นเขตที่อยู่อาศัยของประชาชน จะเน้นด้านการศึกษาวิจัย ส่งเสริมความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศ จึงมีการจัดกิจกรรม “ค่ายวิทยาศาสตร์และการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ” ให้นักเรียน นักศึกษา และบุคคลทั่วไป ตลอดจนส่งเสริมให้ชุมชนอนุรักษ์ทรัพยากรและดูแลรักษาป่าร่วมกัน

ส่วนที่ 3 “แนวเขตรอบนอก” หรือ Transition zone เป็นเขตที่มีผู้คนอาศัยอยู่ มีการให้ข้อมูลและส่งเสริมอาชีพ ถ่ายทอดเทคโนโลยีการปลูกและขยายพันธุ์พืชป่ากินได้ที่มีศักยภาพทางการค้า โดยใช้แม่พันธุ์จากป่าสะแกราช เป็นการส่งเสริมอาชีพและเพิ่มรายได้ให้กับชุมชน ตามแนวคิดของการใช้ทรัพยากรจากป่าและอยู่ร่วมกับป่าอย่างยั่งยืน

ด้าน “ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์” รมว.วิทยาศาสตร์ฯ กล่าวว่า “หัวใจ” ที่ทำให้ป่าสะแกราชเป็นโมเดลให้กับ
ผืนป่าอื่นในประเทศไทย รวมถึงประเทศใกล้เคียง คือ มีการจัดการโดยใช้หลัก “ประชารัฐ” นำหลักการทางนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์มาใช้ร่วมกัน เพื่อให้เกิดความเข้าใจและความร่วมมือจากชุมชนในการอนุรักษ์ป่า และ “เฝ้าระวัง” ร่วมกับเจ้าหน้าที่

การบริหารงานแบบชาญฉลาดของ “สะแกราชโมเดล” ตลอด 48 ปี ที่ผ่านมาหลักๆ แบ่งเป็น 5 ข้อใหญ่ คือ 1.การแยกคนออกจากป่าที่สมบูรณ์ เพื่อไม่ให้ระบบนิเวศป่าถูกรบกวน 2.การแบ่งพื้นที่การใช้ประโยชน์อย่างชัดเจนเป็น 3 ส่วน คือ เขตแกนกลาง เขตกันชน และเขตรอบนอก 3.การจัดสรรพื้นที่ทำกินและอยู่อาศัยให้กับประชาชนและส่งเสริมอาชีพเกษตรกร 4.ส่งเสริมอาชีพ เพื่อลดการบุกรุกป่า และ 5.ควบคุมการใช้ประโยชน์ทรัพยากรไม่ให้รบกวนระบบนิเวศ

นอกจากนี้ยังใช้หลักการ “โปรแกรมมนุษย์และชีวมณฑล” อย่างต่อเนื่อง นั่นคือการอนุรักษ์ การพัฒนาสนับสนุนงานวิจัย และถ่ายทอดองค์ความรู้ ซึ่งสถานีวิจัยสะแกราชได้พยายามทำให้ 3 ส่วนนี้เกิดผลเป็นรูปธรรม และพบว่าการทำการเกษตรในเขตป่าสงวนชีวมณฑลสะแกราชลดลง แต่มีงานวิจัยต่อเนื่องจาก “รุ่นสู่รุ่น” นอกจากนี้ยังนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เข้ามาช่วยพัฒนาขยายพันธุ์พืชป่าที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ และพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่อถ่ายทอดไปยังชุมชนอย่างครบวงจร จนเกิดการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน

“เป็นที่น่ายินดีว่าจะขยายผลสะแกราชโมเดลไปยังพื้นที่ชีวมณฑลที่เหลืออีก 3 แห่ง ซึ่งขึ้นทะเบียนกับยูเนสโกแล้ว คือ แม่สาห้วยคอกม้า จ.เชียงใหม่, สวนสัก ห้วยทาก จ.ลำปาง และป่าชายเลนระนอง จ.ระนอง โดยดำเนินการได้ทันที” ดร.พิเชฐ กล่าว

ผืนป่าสะแกราชถือเป็น “ธนาคารพันธุกรรมพืชและสัตว์” เป็นต้นแบบความสำเร็จของการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะระบบนิเวศป่าไม้ได้อย่างเป็นรูปธรรม และต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ชุมชน อีกทั้งยังเป็น “แหล่งเรียนรู้” ทางธรรมชาติในเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพที่สมบูรณ์แบบ เพราะเป็นแหล่งรวบรวมพันธุ์สัตว์นานาชนิด อาทิ เลียงผา เก้ง หมูป่า ไก่ฟ้าพระยาลอ พระยากระรอกสีดำ กวางป่า เป็นต้น รวมถึงยังอุดมไปด้วยผักพื้นบ้านนานาพันธุ์ โดยเฉพาะ “เห็ดโคน” และ “ลูกดิ่ง” หรือสะตออีสานที่ถูกยกให้เป็น “พืชนำร่อง” โครงการรณรงค์ปลูกพืชท้องถิ่นเพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพแก่ชุมชน

บูรณาการการทำงานที่ลงตัว ทำให้ผืนป่าแห่งนี้ถูกยกให้เป็น “สะแกราชโมเดล” ต้นแบบในการขยายผลไปสู่ผืนป่าแห่งอื่นทั่วประเทศ ภายใต้เป้าหมายให้การเกิดการดูแลผืนป่าร่วมกับชุมชนได้อย่างไม่เกิดความขัดแย้ง…

เพื่อให้ผืนป่าอยู่ยั้งยืนยง อย่างยั่งยืน!!!

‘แรงงานข้ามชาติ-ค้ามนุษย์’ บทพิสูจน์ภาครัฐไทยในเวทีโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/199409

วันพุธ ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
เรื่องของการ “อพยพย้ายถิ่นฐาน” ถือเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นการอพยพเข้าไปเพื่อทำงานสร้างเนื้อสร้างตัวในดินแดนใหม่ หรืออพยพหนีความทุกข์ยากจากบ้านเกิดเมืองนอน เช่น ภัยสงครามหรือความอดอยาก เป็นต้น ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือการที่ผู้คนจากประเทศเพื่อนบ้านทั้งเมียนมา ลาว และกัมพูชา อพยพเข้ามาหางานทำในประเทศไทย เพราะมองว่าเศรษฐกิจของประเทศไทยนั้นดีกว่า

ทว่าเมื่อมีการอพยพเช่นนี้ ปัญหาหนึ่งที่ตามมาด้วยคือ “แรงงานทาส-ค้ามนุษย์” มีการจ่ายค่านายหน้านำพาคนข้ามชายแดนเข้ามา โดยมีเจ้าหน้าที่รัฐนอกแถวบางรายรู้เห็น และเมื่อเข้ามาแล้วแรงงานบางคนก็ถูกเอารัดเอาเปรียบ เช่น ถูกใช้แรงงานอย่างหนักเกินมาตรฐานของกฎหมายแรงงาน หรือถูกกดค่าแรง เป็นต้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าของไทยมาก เพราะคู่ค้าที่เป็นประเทศทางตะวันตกไม่นิยมซื้อสินค้าจากประเทศที่มีปัญหานี้

ย้อนไปเมื่อปลายเดือน ธ.ค. 2558 นายอดิศร เกิดมงคล ตัวแทนเครือข่ายองค์กรที่ทำงานด้านประชากรข้ามชาติ กล่าวในงานแถลงข่าวการนำเสนอสถานการณ์ และรายงานประจำปีว่าด้วยผู้อพยพย้ายถิ่น ณ ห้องประชุมใหญ่บ้านเซเวียร์ ถ.ราชวิถี อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ กรุงเทพฯ ว่าประเทศไทยถูกสหรัฐอเมริกาจัดให้เป็นกลุ่มประเทศที่ดำเนินการไม่สอดคล้องกับมาตรฐานขั้นต่ำของกฎหมายสหรัฐฯ และไม่พยายามแก้ไขปัญหา (Tier 3)

ส่วนสหภาพยุโรป (EU) ได้มีการตักเตือนไทยเรื่องการแก้ปัญหาการทำประมงแบบผิดกฎหมายและไร้การควบคุม มีการละเมิดสิทธิแรงงานข้ามชาติ การใช้แรงงานเยี่ยงทาส และแม้รัฐบาลไทยจะพยายามออกมาตรการหลายๆ
อย่างมาแก้ไขปัญหา แต่ก็ยังไม่ค่อยได้ผลนัก ยังคงพบแรงงานไทยและต่างชาติถูกหลอกไปทำงานในเรือประมง และถูกควบคุมตัวในอินโดนีเซียจนขณะนี้

“การทุ่มเททรัพยากรจำนวนมากเพื่อแก้ไขปัญหาในกิจการประมงทะเลในช่วงปี 2558 จะเป็นทิศทางที่นำไปสู่การแก้ไขปัญหาแรงงานข้ามชาติและการค้ามนุษย์ในกิจการประมงทะเลได้แค่ไหน? คุ้มกับทรัพยากรที่เสียไปเพื่อให้ผ่านพ้นการถูกจับตามอง ทั้งในเรื่องค้ามนุษย์และเรื่องการแก้ปัญหาประมงที่ผิดกฎหมายหรือไม่?” นายอดิศร กล่าว

ขณะที่ น.ส.ณัฐริกาญจน์ ทองสมบูรณ์ ผู้ประสานงานองค์กร Save the Children กล่าวเสริมถึงกรณีบุตรหลานของแรงงานข้ามชาติ ยังมีปัญหาเข้าไม่ถึงสิทธิด้านการศึกษา แม้รัฐบาลไทยจะมีนโยบายให้เด็กทุกคนในไทยไม่ว่าจะสัญชาติใดเข้าถึงการศึกษาขั้นพื้นฐานก็ตาม ซึ่งผลสำรวจล่าสุดในปี 2558 เกี่ยวกับเด็กไม่มีสัญชาติที่อยู่ในประเทศไทยประมาณ 300,000 คน ในจำนวนนี้เป็นเด็กที่ไม่ได้อยู่ในระบบการศึกษาถึงร้อยละ 46 ซึ่งถือว่าสูงมาก และยังพบจำนวนเด็กข้ามชาติศึกษาในระดับที่สูงขึ้นไป เช่น ระดับมัธยมศึกษานั้นอยู่ค่อนข้างน้อย

“ปัญหาสำคัญมาจากบางโรงเรียนของรัฐไม่รับเด็ก
เข้าเรียน อ้างว่าต้องขอเอกสารหลักฐานจากนักเรียนเพิ่ม เพราะกลัวว่าจะมีปัญหาเรื่องการขอรับเงินอุดหนุนรายหัว และกังวลเรื่องผลสอบการสอบประเมินคุณภาพการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (สอบ NT) ขณะที่โรงเรียนเอกชน แม้จะเปิดรับเด็กเข้าเรียน แต่มีข้อกังวลในเรื่องของกฎหมาย โดยเฉพาะการไม่มีหลักฐานแสดงตน รวมไปถึงเรื่องค่าใช้จ่ายที่แพงผู้ปกครองรับไม่ไหว”

น.ส.ณัฐริกาญจน์ระบุ พร้อมยกตัวอย่างการแก้ปัญหาที่น่าสนใจ เช่น ที่ อ.แม่สอด จ.ตาก มีความร่วมมือจากหลายฝ่าย ทั้งเขตพื้นที่อำเภอ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และผู้อำนวยการโรงเรียนเอกชน เพื่อช่วยเหลือให้เด็กได้รับเงินอุดหนุนรายหัว โดยใช้การจัดทำข้อมูลพื้นฐานของเด็กต่างด้าว แล้วส่งข้อมูลให้กับฝ่ายความมั่นคงของที่ว่าการอำเภอ เพื่อจัดทำประวัติและเลข 13 หลัก (บัตรประจำตัวเลข 0)

จากนั้นทางโรงเรียนเอกชนจะรายงานข้อมูลเด็กต่างด้าวที่ได้รับเลข 13 หลัก ต่อสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเพื่อขอรับการสนับสนุนเงินรายหัว ซึ่งประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง แต่ในระยะยาว น.ส.ณัฐริกาญจน์ เสนอแนะว่า ควรยกเลิกคุณสมบัติของนักเรียนที่ระบุไว้ตามข้อ 6(3) ค. ว่า “เป็นนักเรียนที่มีเลขประจำตัวประชาชนที่ออกโดยกระทรวงมหาดไทย” ตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยมาตรการการช่วยเหลือนักเรียนในโรงเรียนเอกชนเป็นเงินอุดหนุนรายหัว พ.ศ. 2558 เพื่อให้สามารถจัดสรรงบรายหัวให้แก่นักเรียนทุกคนที่เรียนอยู่จริงในโรงเรียน

นอกจากปัญหาเก่าอย่างแรงงานข้ามชาติเมียนมา ลาว และกัมพูชาแล้ว ไม่กี่ปีมานี้ ประเทศไทยยังเผชิญปัญหาใหม่ คือการอพยพเข้าเมืองของชาว โรฮีนจา ซึ่งหนีความรุนแรงจากเมียนมา และต้องการใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านไปยังประเทศที่ 3 ความต้องการอพยพนี้ทำให้ธุรกิจค้ามนุษย์เฟื่องฟูจนยากที่จะปราบปราม ถึงขนาดที่นายตำรวจใหญ่ระดับ
ชั้นยศนายพลรายหนึ่งยังต้องขอลี้ภัยไปต่างแดน ท่ามกลางกระแสข่าวว่านายตำรวจท่านนี้ไปพบว่าขบวนการนำพาชาวโรฮีนจานั้นพัวพันกับผู้มีอิทธิพลมากมาย และเกรงว่าชีวิตของตนอาจไม่ปลอดภัย

นายศิววงศ์ สุขทวี ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรที่ทำงานด้านประชากรข้ามชาติ กล่าวว่า การบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ของไทยยังมีปัญหา เช่น ความล้มเหลวในการคัดแยกผู้เสียหาย
ที่ไม่ได้สัมภาษณ์หรือเก็บหลักฐานผู้เสียหายอย่างเหมาะสม ทำให้เกิดผลกระทบต่อการพิจารณาดำเนินคดี เพราะไม่สามารถสาวไปถึงผู้บงการเครือข่ายค้ามนุษย์ได้ อีกทั้งยังไม่ให้ความสำคัญกับล่าม และไม่มีมาตรการคุ้มครองผู้เสียหาย ทำให้ไม่มีพยานในการดำเนินคดีจนถึงที่สุด

“กรณีการขอลี้ภัยของ พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 และหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีค้ามนุษย์โรฮีนจาในพื้นที่ภาคใต้ สิ่งที่เกิดขึ้นกับ พล.ต.ต.ปวีณ ก็เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงแรงกดดันที่มีต่อชุดสืบสวนกว่า 6 เดือนผ่านมา ที่ไม่ได้มาจากขบวนการค้ามนุษย์เท่านั้น

แม้ว่า พล.ท.มนัส คงแป้น ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพบก ซึ่งตกเป็นผู้ต้องหาคดีค้ามนุษย์โรฮีนจาจะถูกจับกุมพร้อมกับพวกอีกเกือบร้อยคนแล้ว แต่สภาพแวดล้อมทางกฎหมายและนโยบายของรัฐบาลไทยยังคงส่งเสริมให้ขบวนการค้ามนุษย์สามารถกลับเติบโตได้อีกครั้ง ในวันที่สังคมไทยไม่ได้สนใจ ติดตามตรวจสอบมากเพียงพอ” นายศิววงศ์ ฝากทิ้งท้าย

ต้องยอมรับว่าแรงงานข้ามชาติมีความสำคัญกับเศรษฐกิจของไทยมาก เพราะหลายอาชีพนั้นคนไทยแทบจะไม่ทำแล้ว ดังนั้นจึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ภาครัฐของไทยต้องมีมาตรการดูแลแรงงานเหล่านี้ ที่ไม่ใช่แค่มิติด้านความมั่นคงอย่างเดียว แต่ต้องมองถึงสิทธิมนุษยชนด้วย เพราะหากไม่สามารถทำให้ประชาคมโลกเห็นว่าประเทศไทยแก้ไขปัญหาแรงงานทาสรวมถึงการค้ามนุษย์ ย่อมส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าเกษตรและประมงของไทย

ซึ่งขณะนี้ต้อง “ลุ้น” ว่าสหภาพยุโรปจะพิจารณาประเทศไทยอย่างไร หลังจากได้เคยให้ “ใบเหลือง” หรือการเตือนมาแล้วหนหนึ่ง และมาตรการต่างๆ ที่รัฐบาลไทยนำมาใช้ จะเรียกความ “เชื่อมั่น” ว่าไทยจริงจังกับการแก้ไขปัญหาคุณภาพชีวิตของแรงงานข้ามชาติ ในสายตาของนานาประเทศได้แค่ไหน?

อีกไม่นานคงได้รู้กัน!!!

อารีรัตน์ คุมสุข

SCOOP@NAEWNA.COM

‘ธนาคารเลือด’สัตว์เลี้ยงวิกฤติ! หยุด!เชื่อผิดๆ…จูง‘เจ้าตูบ’บริจาค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/199241

วันอังคาร ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

“น้องหมา” ต้องการเลือดด่วน!?!?!

ต้องการ “เกล็ดเลือด” ให้ “น้องเหมียว” ด่วน…

ขอรับ “บริจาคเลือด” เพื่อช่วยเหลือสุนัขเป็นพยาธิในเม็ดเลือด ด่วน!!!

ข้างต้นเป็นข้อความที่มักจะเห็นถูกแชร์ต่อๆ กันในโลกโซเชียลเนตเวิร์ก และตามเว็บบอร์ดต่างๆ อยู่บ่อยครั้ง ซึ่งบ่งบอกให้เห็นว่ามิใช่เฉพาะ “เลือด” ของมนุษย์เท่านั้นที่ขาดแคลน แต่เลือดของ “เจ้าตูบ” รวมถึง “น้องเหมียว” ก็อยู่ในภาวะวิกฤติเช่นกัน

จริงๆแล้วโรงพยาบาลสัตว์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์(มก.) บางเขน ได้ก่อตั้ง “ธนาคารเลือด” ขึ้นตั้งแต่เมื่อปี 2543 ซึ่งถือเป็นหน่วยธนาคารเลือดสำหรับสัตว์เลี้ยงในลำดับแรกๆของประเทศไทย และภูมิภาคเอเชีย มีภารกิจเพื่อเก็บเลือดสำรองไว้ใช้รักษาสุนัข และแมว แต่ปัญหาที่พบตลอด 16 ปี
ที่ผ่านมา คือ “สต๊อกเลือด” มีไม่เพียงพอ โดยเฉพาะกับสุนัขที่ต้องการเลือดด่วน ทำให้หลายครั้งที่สุนัขโชคร้ายต้องจากไปเพราะเลือด “ขาดแคลน”!?!?!

นายสัตวแพทย์(น.สพ.) พงษ์ศักดิ์ จันทรลอยนภา หัวหน้าหน่วยธนาคารเลือดเพื่อสัตว์ โรงพยาบาลสัตว์ มก. กล่าวว่า เฉพาะรอบปี 2558 ที่ผ่านมา มีสุนัขและแมวที่รอรับเลือดเพื่อการรักษารวม 3,434 ตัว แต่มีจำนวนถึง 1,006 ตัว ที่ต้อง “ตาย” เพราะเลือดมีไม่เพียงพอ ทางหน่วยไม่สามารถจ่ายเลือดให้ได้ และตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2559 ถึงปัจจุบัน มีเจ้าของสัตว์เลี้ยงมาแจ้งความประสงค์ต้องการเลือดสูงกว่า 200 ราย “สวนทาง” กับจำนวนผู้เสนอชื่อนำสัตว์เลี้ยงมา
บริจาคเลือดที่มีเพียง 80 ราย ซึ่งในกลุ่มสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะสุนัขก็เหมือนมนุษย์ คือ บางตัว “รับได้-ให้ได้” ทุกกรุ๊ป ขณะที่บางตัวเป็นได้เฉพาะผู้รับอย่างเดียว

“น.สพ.พงษ์ศักดิ์” อธิบายต่อว่า “กรุ๊ปเลือด” ของสุนัขจะเรียกว่า DEA ซึ่งมีทั้งหมด 8 กรุ๊ป คือ DEA 1.1,
DEA 1.2, DEA 3, DEA 4, DEA 5, DEA 6, DEA 7 และ DEA 8 โดยเลือดของสุนัขจะแตกต่างจากของมนุษย์ คือ สุนัขจะไม่มี “แอนตี้บอดี้”(Antibody) แต่จะมีสารเคลือบผิวเม็ดเลือด หรือ “แอนติเจน”(Antigen) โดยกรุ๊ป DEA 1.1 และ DEA 1.2 ไม่สามารถเป็นผู้บริจาคเลือดได้ แต่รับเลือดได้คล้ายกรุ๊ป AB ในมนุษย์ ส่วนกรุ๊ปเลือดอื่นๆเป็นผู้บริจาค หรือรับเลือดได้หมด ไม่จำเป็นต้องเป็นกรุ๊ปเดียวกัน แต่ต้องตรวจว่าเข้ากันได้หรือไม่ ส่วนกลุ่มที่บริจาคเลือดให้กับทุกกรุ๊ปได้ คือ กรุ๊ป DEA 4

“ในการให้เลือดนั้น ทางหน่วยจะช่วยสุนัขหรือแมวที่รอรับเลือดด่วนก่อน โดยใช้ความเข้ากันได้ของเลือดเป็นหลัก ซึ่งเป็นเรื่องโชคดีที่เลือดสุนัขสามารถให้กันได้ทุกกรุ๊ป แต่ก็มีเรื่องโชคร้ายเพราะมีความต้องการเลือดเพิ่มขึ้นทุกๆปี
ทำให้ปริมาณเลือดสำรองในคลังเลือดไม่เพียงพอ จึงต้องการให้เจ้าของนำสัตว์เลี้ยงมาบริจาคเลือดเพิ่มขึ้น เพราะอย่างน้อย
ก็ได้ตรวจสุขภาพสัตว์เลี้ยงด้วย” น.สพ.พงษ์ศักดิ์ กล่าว

“น.สพ.พงษ์ศักดิ์” กล่าวอีกว่า ธนาคารเลือดต้องการเลือดเฉลี่ย 10-15 ตัวต่อวัน แต่ปัจจุบันมีมาบริจาคแค่ 8-10 ตัวเท่านั้น โดยปกติสุนัขน้ำหนัก 1 กิโลกรัม จะเก็บเลือดได้ไม่เกิน 20 ซีซี เฉลี่ย 1 ตัว เก็บได้สูงสุด 250-300 ซีซี ขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัว และโครงสร้างของสุนัข ซึ่งสาเหตุที่มีผู้นำสุนัขมาบริจาคเลือดน้อยส่วนหนึ่งมาจากเจ้าของสุนัขยังเข้าใจผิดว่าจะเป็นการ “ทำร้าย” ทำให้สุนัขได้รับความเจ็บปวด และอาจทำให้สุนัขของตัวเองไม่แข็งแรง ทั้งที่ในความเป็นจริงการมา
บริจาคเลือดเป็นประโยชน์ต่อสุนัข เพราะสุนัขจะได้รับการ “ตรวจสุขภาพ” ด้วย

“ขั้นตอน” การบริจาคเลือดนั้น เจ้าของควรให้สุนัข “งดอาหาร” 1 วัน ก่อนนำมาบริจาคเลือด แต่ทานน้ำได้เรื่อยๆ โดยก่อนบริจาคสุนัขจะได้รับการตรวจสุขภาพ เช่น ตรวจการหายใจ วัดไข้ ดูลักษณะภายนอกว่ามีโรคผิวหนังหรือไม่ ถ้า “ผ่านเกณฑ์” จะทำการเจาะเลือดไปตรวจสุขภาพด้วยว่าเลือดอยู่ในเกณฑ์ปกติหรือไม่ จะมีการตรวจเม็ดเลือดขาว-เม็ดเลือดแดง เกล็ดเลือด ตับ และไต เป็นต้น

“ก่อนจะบริจาคเลือดได้ สัตวแพทย์จะตรวจสุขภาพให้แน่ใจก่อนว่ามีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงไม่มีโรคติดต่อ ถ้ามีอาการป่วยก็จะได้รับการรักษาทันท่วงที และต้องเป็นสุนัขที่มีอายุ 1-7 ปี มีน้ำหนักประมาณ 17 กิโลกรัมขึ้นไป มีประวัติการฉีดวัคซีนพิษสุนัขบ้าครบ เพราะโรคนี้ติดต่อมาสู่คนได้ หรือกรณีเป็นสุนัขพันธุ์เล็ก เช่น พุดเดิ้ล หรือชิสุ เราจะไม่รับเพราะน้ำหนักไม่ถึงเกณฑ์ และเลือดในตัวเขามีน้อยอยู่แล้ว ถ้าเอาเลือดเขามาอีกก็อาจเกิดอันตรายต่อตัวเขาได้” น.สพ.พงษ์ศักดิ์ กล่าว

ด้วยความที่เลือดมีไม่เพียงพอต่อการ “ยื้อชีวิต” สัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะสุนัขและแมว ทำให้ “คณะสัตวแพทยศาสตร์ มก.” ต้องหาทางแก้ไข ล่าสุดได้มีการจัดทำบันทึกข้อตกลง(MOU) ว่าด้วย “ธนาคารเลือดเพื่อสัตว์เลี้ยง”เพื่อร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ อาทิ กรมการสัตว์ทหารบก, กองกำกับการสุนัขและม้าตำรวจ(K-9), มูลนิธิศาสตราจารย์ ดร.จักร พิชัยรณรงค์สงคราม และสมาคมนิสิตเก่าสัตวแพทยศาสตร์ มก. ในการจัดหาเลือดสำรองสำหรับสนับสนุนการตรวจรักษาสุนัขป่วยในโรงพยาบาลสัตว์ มก. และเพื่อให้ผู้คนในสังคมตระหนักว่าธนาคารเลือดสัตว์เลี้ยงมีความจำเป็น

“รศ.น.สพ.พิบูล ไชยอนันต์ ประธานมูลนิธิศาสตราจารย์ ดร.จักร พิชัยรณรงค์สงคราม กล่าวว่า ความร่วมมือดังกล่าวจะเป็นการ “จุดประกาย” ให้ทุกคนในสังคมตระหนักว่า “ธนาคารเลือดสัตว์เลี้ยง” มีความจำเป็น และที่ผ่านมาต่างคนต่างทำงานในเรื่องนี้ จึงไม่เกิดผลสำเร็จที่เป็นรูปธรรม แต่ถ้ารวมกันทำให้เต็มที่จะเป็นรูปธรรมมากขึ้น ทำให้งานสำเร็จโดยเร็ว และพัฒนาต่อไปได้ง่ายขึ้น

สำหรับประชาชนทั่วไปที่มีความประสงค์จะให้สัตว์เลี้ยงร่วมบริจาคเลือด สามารถร่วมบริจาคได้ที่หน่วยธนาคารเลือดเพื่อสัตว์เลี้ยง โรงพยาบาลสัตว์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โทร.0-2797-1900 ต่อ 2329(ห้องธนาคารเลือด) หรือ 08-1838-7713

ณ เวลานี้ ยังมีสัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะสุนัขและแมวจำนวนไม่น้อย ที่นอนรอคอย “ความหวัง” ที่จะมีชีวิตอยู่เป็นเพื่อนข้างกาย
มนุษย์ต่อไป ดังนั้นถ้ามีโอกาสควรจะพาสุนัขไปบริจาคเลือด เพราะเลือดของสุนัขหนึ่งตัว สามารถช่วยเหลือสุนัขที่เจ็บป่วยได้อีกหลายต่อหลายตัว และนอกจากจะได้ทำบุญช่วยเหลือชีวิตสุนัขตัวอื่นๆ แล้ว ยังถือว่าเป็นการตรวจสุขภาพสุนัขไปในตัวด้วย…

ที่สำคัญ…“เลือด” ที่บริจาคไปนั้น…

วันหนึ่งอาจช่วย “ยื้อชีวิต” เพื่อนข้างกายของคุณได้!?!?!

SCOOP@NAEWNA.COM

ตื่น‘แมงมุมพันธุ์ใหม่’ ระวังได้..แต่อย่าตระหนก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/199063

วันจันทร์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.

“แตกตื่น” กันอีกครั้ง หลังมีการส่งข้อมูลต่อๆ กันมาบนโลกออนไลน์ กรณีพบ “แมงมุมพิษสายพันธุ์ใหม่” ที่พิษของมันรุนแรงถึงขั้น “เสียชีวิต” ซึ่งไม่ใช่สัตว์ท้องถิ่นในประเทศไทย โดยคาดกันว่าคงหลุดมาจาก “นักเลี้ยงสัตว์แปลก” จากที่ไหนสักแหล่งหนึ่งไม่ว่าในบ้านหรือตามตลาดค้าสัตว์แปลก ยิ่งก่อนหน้าเคยมีกรณีชายไทยรายหนึ่งถูกแมงมุมกัดจนต้องตัดขา และเสียชีวิตหลังจากนั้นไม่นาน ก็ยิ่งทำให้ข่าวลือแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว

จนกลายเป็นกระแส “ตื่นตระหนก”!!!

กระทั่งต่อมา..หน่วยงานวิชาการอย่าง ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดแถลงข่าวเมื่อ 20 ม.ค. 2559 เพื่อไขข้อข้องใจแก่สังคม โดย นายนรินทร์ ชมภูพวง นิสิตระดับปริญญาเอกภาควิชาชีววิทยา ในฐานะผู้ศึกษาแมงมุมชนิดนี้เปิดเผยว่า แมงมุมชนิดดังกล่าวมีชื่อเรียกว่า “แมงมุมสันโดษเมดิเตอร์เรเนียน” หรือในชื่อทางวิทยาศาสตร์คือ Loxosceles Rufescens ซึ่งพบได้ในภูมิภาคเมดิเตอร์เรเนียน (ยุโรปตอนใต้), สหรัฐอเมริกา, เม็กซิโก, มาดากัสการ์, ออสเตรเลีย, รัสเซีย, จีน, ญี่ปุ่น, เกาหลี, ไต้หวัน และล่าสุดคือประเทศไทย

ถือเป็น “ชาติแรก” ที่พบแมงมุมชนิดนี้ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน)!!!

แมงมุมชนิดนี้อันตรายแค่ไหน? คำถามนี้ ดร.ณัฐพจน์ วาฤทธิ์ อาจารย์ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า ผู้ที่ถูกแมงมุมชนิดนี้กัดเบื้องต้นจะมีบาดแผลและอาการไม่ต่างจากถูกแมลงทั่วไปกัด แต่เมื่อเวลาผ่านไปเพียงไม่กี่วัน แผลจะเริ่มลุกลามจนเนื้อเริ่มตาย หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธีจากแพทย์ โอกาสติดเชื้อก็จะมีสูง ถึงขั้นเสียชีวิตได้

“ในต่างประเทศแมงมุมสันโดษได้รับความสนใจมาก เพราะมีรายงานการถูกกัดทุกปี และหลายกรณีไม่ได้มารับการรักษาอย่างทันท่วงทีแล้วเกิดแผลที่ค่อนข้างรุนแรง เกิดการติดเชื้อ และอาจเสียชีวิตได้” อาจารย์ณัฐพจน์ ระบุ

ขณะที่ นรินทร์กล่าวต่อไปว่า สำหรับในประเทศไทย คณะผู้ศึกษาค้นพบแมงมุมชนิดนี้ ณ ถ้ำแห่งหนึ่งในอำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี ขนาดประมาณ 7-7.5 มิลลิเมตร มีตา 3 คู่ 6 ตา ลำตัวมีสีเหลืองน้ำตาล เบื้องต้นคาดว่ามีอยู่ราว 500 ตัว ทว่าความน่าสนใจคือ พบในถ้ำแห่งนี้เพียงแห่งเดียว ซึ่งเป็นถ้ำที่อยู่ใกล้จุดก่อสร้าง “ทางรถไฟสายมรณะ” ที่กองทัพญี่ปุ่นเกณฑ์เชลยศึกมาเป็นแรงงานทำทางรถไฟเชื่อมจากไทยไปพม่า ระหว่างช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 จนเชลยศึกเหล่านั้นเสียชีวิตไปมากมาย

รายงานระบุว่า..แมงมุมชนิดนี้พบในญี่ปุ่นมาตั้งแต่ “ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1”!!!ข้อสันนิษฐานที่เป็นไปได้มากที่สุด..มันอาจติดมากับ “การขนส่งเสบียงและยุทโธปกรณ์”!!!

“เราสำรวจถ้ำที่พบแมงมุมชนิดนี้และถ้ำอื่นๆ ใกล้เคียงทั้งหมด แต่เราพบแมงมุมชนิดนี้เพียงถ้ำเดียวเท่านั้น ซึ่งเป็นถ้ำที่อยู่ใกล้กับการก่อสร้างทางรถไฟสายมรณะ จึงเป็นสมมุติฐานว่าแมงมุมอาจจะติดมาในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2ซึ่งมีการขนส่งลำเลียงวัสดุหรือยุทโธปกรณ์จากญี่ปุ่นมาไทย และอาจใช้ถ้ำแห่งนี้เป็นที่เก็บสิ่งของต่างๆ

จากข้อมูลทางประวัติศาสตร์ สงครามโลกครั้งที่ 2 เริ่มในปี ค.ศ.1939 (พ.ศ.2482) ส่วนทางรถไฟสายมรณะเริ่มสร้างในปี ค.ศ.1942 (พ.ศ.2485) และสงครามยุติในปี ค.ศ.1945 (พ.ศ.2488) แต่แมงมุมสันโดษเมดิเตอร์เรเนียน ถูกค้นพบในญี่ปุ่นตั้งแต่ปี ค.ศ.1906 (พ.ศ.2449) แล้ว และถูกรายงานอย่างต่อเนื่องในปี ค.ศ.1918 (พ.ศ.2461) รวมถึงช่วงที่เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ยังมีการตีพิมพ์รายงานพบแมงมุมชนิดนี้ที่ญี่ปุ่นด้วย” นรินทร์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม..แม้แมงมุมชนิดนี้จะดูน่ากลัว แต่ก็ไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนกมากนัก นรินทร์กล่าวต่อไปว่าประการแรก..แม้หลายประเทศจะพบว่ามีผู้ถูกแมงมุมสันโดษเมดิเตอร์เรเนียนกัดเป็นจำนวนมาก เช่นที่ บราซิล พบสูงถึงปีละหลายพันกรณี ทว่าจำนวนผู้เสียชีวิตเฉลี่ยแล้วมีไม่ถึง 10 รายต่อปี ซึ่งถือว่าน้อยมาก

แต่ก็มีคำแนะนำเมื่อถูกแมงมุมกัดว่า 1.พยายามจับแมงมุมตัวที่กัดให้ได้ เพื่อให้แพทย์ทราบว่าถูกแมงมุมชนิดใดกัด จะได้ทำการรักษาได้อย่างถูกต้อง2.ล้างแผลให้สะอาด ด้วยน้ำและสบู่ ก่อนไปพบแพทย์โดยเร็ว3.หลีกเลี่ยงการเคลื่อนไหวโดยไม่จำเป็น เพราะเป็นการกระตุ้นให้พิษกระจายตัว

ประการที่สอง…พื้นที่ที่พบแมงมุมชนิดนี้เป็นพื้นที่ควบคุมของทหาร โดย พล.ต.ณัฏฐพัชร สกุลรังศฤษดิ์ผู้อำนวยการสำนักงานทหารพัฒนา หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กองบัญชาการกองทัพไทย ยืนยันว่า บริเวณถ้ำดังกล่าวเป็นพื้นที่ปิด แม้แต่คณะของผู้ศึกษาวิจัยที่เข้าไปก็ต้องทำหนังสือขออนุญาตทุกครั้ง ดังนั้น คงเป็นไปได้ยากที่จะมีใครไปจับออกมาเพาะขายในตลาดซื้อขายสัตว์แปลกอย่างที่มีข้อกังวล

“พื้นที่ตรงนี้เป็นพื้นที่ทหาร มีกิจกรรมดูแลรักษาอย่างดี ฉะนั้นคนที่จะเข้าไปได้ อย่างเจ้าหน้าที่ของมหาวิทยาลัยที่เข้าไปสำรวจ ก็จะทำหนังสือไปแล้วเราก็จะเข้าไปดูแล ซึ่งเราร่วมกับทหารในพื้นที่และเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ในการลาดตระเวนป้องกัน ตรงนี้คิดว่าคงไม่น่าเป็นห่วง” พล.ต.ณัฏฐพัชร กล่าวยืนยัน

และ ประการที่สาม..แมงมุมชนิดนี้ “สันโดษ”สมกับชื่อของมัน เพราะจากการศึกษาพบว่ามันชอบอยู่นิ่งๆไม่เคลื่อนไหวไต่ไปมามากนัก ซึ่ง นรินทร์ ฝากเตือนไว้ว่า..หากมนุษย์ไม่ไปรบกวน ไม่ไปจับไปสัมผัสตัวมันหรือที่อยู่ของมัน ก็จะไม่ทำให้แมงมุมชนิดนี้หลุดออกมาสู่โลกภายนอก

“เวลาที่เราเข้าไปในถ้ำ อย่าไปหยิบจับสิ่งต่างๆ ให้มันอยู่คงความเป็นธรรมชาติให้มากที่สุด เข้าไปก็ดูด้วยสายตา อาจจะถ่ายรูปเก็บไว้ได้ แต่อย่าไปหยิบไปจับ ไม่ใช่แค่แมงมุมเท่านั้น เพราะสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ก็อาจได้รับผลกระทบด้วย” นรินทร์ ฝากทิ้งท้าย

สำหรับประชาชนที่พบแมงมุมต้องสงสัยว่าจะเป็นแมงมุมพิษหรือไม่? สามารถส่งตัวอย่างไปตรวจสอบได้ที่ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านกีฏวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330 โทรศัพท์ 0-2218-5272

SCOOP@NAEWNA.COM

‘สื่อ-รัฐ’2ตัวแปรสำคัญ ลด‘แตกตื่น’ยาม‘วิกฤติ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/198929

วันอาทิตย์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
“ก่อการร้าย-ภัยพิบัติ”…สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ “เรื่องไกลตัว” ของคนไทยอีกต่อไป ดังที่เห็นจากหลายปีมานี้ สังคมไทยผ่านเรื่องราว
มากมาย ทั้งน้ำท่วมครั้งใหญ่ปี 2554 เหตุระเบิดที่แยกราชประสงค์ 2558 ซึ่งเหตุการณ์เช่นนี้ หากเป็นในอดีตการควบคุมสถานการณ์คงทำได้ไม่ยาก เพราะช่องทางการเผยแพร่ข่าวสารมีน้อย ทว่าทุกวันนี้ “ใครๆ ก็เป็นสื่อได้” ผ่านสิ่งที่เรียกว่า “โลกออนไลน์” จากเทคโนโลยีที่เจริญก้าวหน้า

ด้วยเหตุนี้เอง..บ่อยครั้งเมื่อเกิด “เหตุฉุกเฉิน” ข้อมูลจึง “สับสน”!!!

ยังไม่นับ “ข่าวลือ-ข่าวปล่อย” เพื่อ “หวังผลบางอย่าง” อีกมากมาย!!!

15 พ.ย. 2558 ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สกุลศรี ศรีสารคาม อาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์(PIM) ในนามที่ปรึกษาโครงการมีเดียมอนิเตอร์ นำเสนอผลการศึกษา เรื่อง “การนำเสนอของสื่อและสื่อสังคมออนไลน์ ในเหตุการณ์ระเบิดที่ศาลท้าวมหาพรหมและท่าน้ำสาทร กับเหตุการณ์จับผู้ต้องสงสัย” พบว่า ในช่วงเวลาดังกล่าว โลกออนไลน์มีการสนทนาถึงเรื่องนี้กันมาก

ที่สำคัญ..บรรยากาศเต็มไปด้วย “ความขัดแย้ง” และ “ตื่นตระหนก”!!!

อาจารย์สกุลศรีกล่าวต่อไปว่า จากการติดตามการใช้สื่อออนไลน์อย่าง ทวิตเตอร์ (Twitter) และเว็บบอร์ดชื่อดังอย่าง พันทิป (Pantip.com) ตั้งแต่ช่วงที่เหตุการณ์เกิดขึ้นใหม่ๆ จนถึงวันที่ตำรวจควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยได้ พบว่าในทวิตเตอร์เป็นการพูดคุยตามทิศทางตามแฮชแท็ก (hashtag) แต่ไม่ค่อยมีความสับสน ส่วนในเว็บบอร์ดพันทิปมีการถกเถียงและแสดงความคิดเห็นภายในกระทู้ค่อนข้างมาก ยิ่งถ้ามีใครมาให้ข้อมูลในกระทู้แล้วก็จะเห็นการแสดงความเห็นที่ตื่นตระหนกมากขึ้น

แต่ก็พบว่าหาก “สื่อหลัก” ทำหน้าที่ให้ดี..ย่อมสามารถ “คลี่คลาย” ความสับสนได้!!!

“ในวันเหตุการณ์เกิด ในทวิตเตอร์ที่พบแฮชเเท็กแรกมาจากไทยรัฐ หลังจากนั้นก็มีหลายสื่อทำตามมาเรื่อยๆ ซึ่งข้อมูลของสื่อสำคัญมากในภาวะแบบนี้ เพราะการปฏิบัติหน้าที่ของสื่อจะช่วยลดความตื่นตระหนกตรงนี้ได้ แต่การเก็บข้อมูลในช่วง 2-3 วันแรก พบว่าสื่อนำเสนอข้อมูลได้ดีเพื่อให้คนรับรู้ข้อมูล

หรือการพูดคุยในพันทิป พบว่ามีอารมณ์ความขัดแย้งค่อนข้างสูงในช่วงวันที่ 21-23 สิงหาคม แต่เมื่อสื่อมาให้ข้อมูลมากขึ้น ความรู้สึกขัดแย้งก็ลดลง ดังนั้นเราไม่ควรให้คนในโลกออนไลน์คุยได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ควรจะให้คนกลางมาให้ข้อมูลเพื่อให้ข้อมูลโดยตรง เพื่อให้คนในโลกออนไลน์นำไปคุยอย่างถูกต้องได้” อาจารย์สกุลศรี กล่าว

เช่นเดียวกับ ดร.มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย(UTCC) ที่ให้คำแนะนำว่า ทุกสำนักข่าวควรจะมีการจัดทีมทำงานเฉพาะกิจขึ้นมาบริหารงานข่าวในเหตุวิกฤติต่างๆ และต้องทำการซักซ้อมเพื่อให้รู้ว่าจะต้องบริหารงานอย่างไร อีกทั้งหากเป็นการรายงานข่าวแบบรวดเร็วตามสถานการณ์ ก็ควรมีข้อมูลเตือนไว้ด้วยว่าข่าวนั้นยืนยันแน่นอนแล้วหรือไม่? หรือเป็นรายงานเข้ามาก่อนซึ่งต้องรอการตรวจสอบอีกครั้ง

อีกทั้งต้อง “บริหารอารมณ์คน” ให้เป็น..อย่าปล่อยให้ “กระแส” พาเตลิดไปไกล!!!

“ต้องมีการฝึกการมอนิเตอร์อารมณ์ของคน เพื่อไม่ให้กระแสไหลเวียนไปตามธรรมชาติ แต่ใครจะเป็นผู้นำเพราะในโลกออนไลน์ก็จะมีทั้งเกรียนโดยตัวเองและเกรียนโดยการจัดตั้ง ทั้งเจตนาและไม่เจตนา เจ้าหน้าที่รัฐต้องสนใจตรงนี้ด้วย อีกทั้ง
ในช่วงวิกฤติสื่อต้องให้สัญลักษณ์ว่าข้อมูลนี้ยังไม่ชัดเจน ยังรอการตรวจสอบ เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ เช่น แบ่งระดับเป็น
ธงแดง ธงเหลือง หรือธงเขียว ประกอบในการนำเสนอ” อาจารย์มานะ ให้ความเห็น

ด้าน เทพชัย หย่อง นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ชี้ให้เห็นว่า เหตุระเบิดที่แยกราชประสงค์ นั้นต้องถือเป็นบทเรียน ทั้งตัวผู้สื่อข่าวเองที่ต้อง “ทำการบ้าน” เพื่อเข้าใจที่มาที่ไปและองค์ประกอบของเหตุการณ์ ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ต้องใส่ใจกับ “อารมณ์ของสังคม” ด้วย เพราะการรับรู้สื่อของคนยุคนี้แตกต่างไปจากเดิม

“ตำรวจยังไม่เข้าใจอารมณ์การรับรู้ของคนในสังคม ยังไม่มีการแถลงอธิบายอย่างเป็นระบบ ดังนั้นเจ้าหน้าที่ของรัฐต้องเข้าใจความเปลี่ยนแปลงของการรับสื่อด้วย ส่วนคนทำสื่อก็ต้องถามตัวเองว่าเข้าใจประเด็นทางการเมืองระหว่างประเทศแค่ไหน? รู้จักอุยกูร์ รู้จักตุรกี รู้จักจีนมากขึ้นแค่ไหน? ไม่ใช่ระเบิดจบแล้วก็จบ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นตัวละครที่สำคัญมาก เพราะอาจจะมีความต่อเนื่องและยังไม่จบ” นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ฝากทิ้งท้าย
จีรนันท์ แก้วนำ
SCOOP@NAEWNA.COM