ระทึก!ช้างบุกร.ร.อนุบาลศรีสวัสดิ์ หักโค่นต้นไม้-หลังคาโรงเรียนพัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/211934

วันจันทร์ ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2559, 14.44 น.

18 เม.ย. 59 เวลา 09.30 น. นายสุวิทย์ ศรีจันทร์ ผอ.โรงเรียนอนุบาลศรีสวัสดิ์ บ้านเกาะบุก หมู่ 2 ต.หนองเป็ด อ.ศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรี เปิดเผยว่า เกิดเหตุช้างป่าเพศเมียตัวขนาดใหญ่ไม่ทราบอายุบุกเข้ามาในพื้นที่โรงเรียนอนุบาลศรีสวัสดิ์ ใช้งวงทำลายกระเบื้องหลังคาอาคารเรียนชั้น ม.2 หล่นแตกเสียหายไปกว่า 10 แผ่น ต้นมะม่วงรวมทั้งไม้ประดับเช่นต้นปาล์ม รวมทั้งต้นหมากที่ปลูกเอาไว้หน้าอาคารเรียนหักโค่นเสียหายไปหลายต้น
โดยหนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมาช้างป่าตัวดังกล่าวเคยออกจากป่ามาหากินในพื้นที่โรงเรียนอนุบาลศรีสวัสดิ์มาแล้ว 3 ครั้ง แต่ไม่ได้รับความเสียหายมากนัก ซึ่งครั้งนี้ครูที่พักอยู่ที่โรงเรียน รวมทั้งชาวบ้านและเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระได้ช่วยกันขับไล่ให้ช้างตัวดังกล่าวกลับเข้าไปหากินในป่าเติมเดิม โดยที่ทั้งช้างและคนไม่มีใครได้รับอันตราย และถือว่ายังโชคดีที่ขณะนี้อยู่ระหว่างช่วงปิดเทอม จึงทำให้นักเรียนที่มีอยู่จำนวน 250 คน และครูอีก 16 คน ไม่ต้องตื่นตระหนก และตนได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชา รวมทั้งนายเสรี คงอยู่ นายอำเภอศรีสวัสดิ์ทราบแล้ว โดยจะทำกี่เร่งซ่อมหลังคาที่เสียหายให้เสร็จโดยเร็ว เนื่องจากโรงเรียนจะเปิดเทอมในวันที่ 10 พ.ค.นี้
ด้านนายเสรี คงอยู่ นายอำเภอศรีสวัสดิ์ เปิดเผยว่า พื้นที่อำเภอศรสวัสดิ์มีเขตติดต่อกับเขตรักษาพันสัตว์ป่าสลักพระ จากข้อมูลทราบว่าเขตรักษาพันสัตว์ป่าสลักพระมีช้างป่าอาศัยอยู่เกือบ 200 ตัว ซึ่งส่วนใหญ่จะอาศัยอยู่ในป่าลึก การที่เริ่มมีช้างป่าออกจากพื้นที่ลงมาหากินในพื้นที่ชุมชน หมู่บ้าน และโรงเรียนหรือโรงพยาบาล เกิดจากปัญหาภัยแล้ง แหล่งน้ำที่มีอยู่ก็แห้งขอด ต้นไม้ที่เป็นอาหารก็ไม่เพียงพอต่อความต้องการของช้างป่า
ที่ผ่านมามาอำเภอศรีสวัสดิ์ ได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ และเจ้าหน้าที่เขื่อนศรีนครินทร์ หาทางแก้ไขปัญหาเพื่อไม่ให้ช้างป่าออกมาหากินนอกเขตพื้นที่ด้วยการใช้ร่มบินเข้าไปโปรยเมล็ดพันธุ์พืชที่เป็นอาหารของช้างมาแล้ว โดยเริ่มมาตั้งแต่ปี 2557 แต่ก็ยังไม่ประสบผลสำเร็จ เนื่องจากกว่าเมล็ดพันธุ์พืชจะโต คงต้องใช้เวลานานหลายปี และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ปัญหาของแหล่งน้ำ เมื่อแหล่งน้ำที่มีอยู่แห้งขอด ช้างป่าจึงจำเป็นต้องออกมานอกพื้นที่เพื่อมาหาน้ำกินที่แม่น้ำ ซึ่งช้างจะต้องเดินข้ามถนน ที่มีผู้คนขับรถผ่านไปมาเป็นจำนวนมาก ทราบว่าเมื่อวันที่ 14 เม.ย.ที่ผ่านมา ได้มีช้างป่าจำนวน 13 ตัวลงมาหาน้ำกินที่แม่น้ำแควใหญ่มาแล้วครั้งหนึ่งที่บริเวณถนนสาย 3199 บ้านแก่งปลากด ต.ช่องสะเดา อ.เมือง จ.กาญจนบุรี แต่โชคดีที่ช้างไม่ได้รับอันตรายจากยานพาหนะ จึงฝากไปถึงประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนเส้นทางดังกล่าวขับขี้ด้วยความระมัดระวัง
ซึ่งแนวทางในการแก้ไขปัญหาให้ได้อย่างยั่งยืน ตนจะรีบรายงานให้นายศักดิ์ สมบุญโต ผวจ.กาญจนบุรีทราบ เพื่อนำเงินงบประมาณ มาขุดสระน้ำในป่าที่เป็นที่อยู่อาศัยของช้างป่าต่อไป

เกษตรฯจัดงาน’บริหารน้ำอย่างยั่งยืน’ ถ่ายทอดความสำเร็จตามแนวพระราชดำริ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/211915

วันจันทร์ ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2559, 13.02 น.
18 เม.ย.59 ที่โรงแรมเซ็นทราศูนย์ราชการและคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ร่วมเป็นพยานในพิธีลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “สารสนเทศเพื่อบริหารจัดการน้ำโดยเกษตรกรอย่างยั่งยืน” ระหว่าง สภาเกษตรกรแห่งชาติ กับ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน) เพื่อนำตัวอย่างความสำเร็จของการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำชุมชนตามแนวพระราชดำริ ด้วยการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีถ่ายทอดสู่เครือข่ายเกษตรกร ให้สามารถบริหารจัดการทรัพยากรน้ำชุมชนได้ด้วยตนเอง เกิดความมั่นคงด้านน้ำ และผลผลิตทางการเกษตร รวมทั้งการมอบนโยบายสนับสนุนการบริหารจัดการน้ำตามแนวพระราชดำริเพื่อเกษตรกรสามารถแก้ปัญหาภัยแล้งอย่างเป็นระบบอย่างยั่งยืน

พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ กล่าวว่า ถึงปัญหาภัยแล้งที่เกิดขึ้นว่าที่ผ่านมา ทาง คสช.ได้วางแผนในการแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง โดยได้แต่งตั้งคณะกรรมการกำหนดนโยบายและการบริหารจัดการน้ำ การป้องกัน และแก้ปัญหาอุทกภัย ภัยแล้งและคุณภาพน้ำของประเทศ เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งได้เสนอแผนงานโครงการและมาตราการเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำจากหน่วยงานของรัฐในการแก้ไขปัญหาในยามวิกฤต ซึ่งคณะกรรมการฯ ได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการน้ำปี พ.ศ. 2558-2569 เป็นระยะเวลาดำเนินการ 10 ปี จำนวน 6 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ 1) การแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค 2) การแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำเพื่อการผลิต 3) การป้องกันและบรรเทาอุทกภัย 4 )การจัดการคุณภาพน้ำ 5) การฟื้นฟูสภาพป่าต้นน้ำที่เสื่อมโทรมและป้องกันการพังทลายของดิน และ 6) การบริหารจัดการน้ำ แผนยุทศาสตร์ฉบับนี้มีจุดมุ่งหมายให้หน่วยงานต่างๆ ที่ดูแลรับผิดชอบด้านทรัพยากรน้ำใช้เป็นกรอบแนวทางในการแปลงแผนไปสู่การปฏิบัติ โดยแผนการดำเนินการดังกล่าวเป็นการ วางแผนบริหารจัดกการารน้ำเพื่อความมั่นคงของเกษตรกรอย่างยั่งยืนต่อไป

ขณะที่ นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวถึงสถานการณ์ภัยแล้งที่ผ่านมาว่า ปีนี้ถือเป็นภัยแล้งที่รุนแรงที่สุดในรอบ 15 ปี มีปริมาณฝนต่ำกว่าค่าปกติส่งผลให้แหล่งน้ำมีน้ำต้นทุนต่ำไม่สามารถใช้เพื่อการเกษตรได้ รัฐบาลประกาศปัญหาภัยแล้งเป็นวาระแห่งชาติ มีการตั้งคณะกรรมการนโยบายด้านน้ำเพื่อแก้ปัญหาเร่งด่วน ด้วยการขุดลอกคูคลอง ขุดบ่อบาดาล ทำฝนหลวง บรรเทาระยะสั้น แต่เนื่องจากไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม คนไทยดำรงชีวิตได้ด้วยการอาศัยน้ำเป็นปัจจัยหลักในการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ น้ำคือชีวิตของเกษตรกร ทุกฝ่ายจึงต้องร่วมมือกันแก้ปัญหานี้ให้ดีที่สุด

โดยสภาเกษตรกรแห่งชาติที่เป็นตัวแทนของเกษตรกรได้ตกลงร่วมมือกับสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (สสนก.) ศึกษาเรื่องนี้ซึ่งพบว่ามีบางพื้นที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งน้อย ประชาชนมีความเดือดร้อนไม่มากเพราะได้ปฏิบัติตามแนวพระราชดำริ โดยใช้แผนที่น้ำมาวางแผน เพื่อบริหารจัดการน้ำของชุมชน เช่น ชุมชนบ้านหนองปิ้งไก่ จังหวัดกำแพงเพชร  ชุมชนป่าภูถ้ำ ภูกระแต จังหวัดขอนแก่น ชุมชนบ้านลิ่มทอง จังหวัดบุรีรัมย์ ชุมชนศาลาดิน จังหวัดนครปฐม อันมาจากการร่วมกันคิด ร่วมกันทำ ร่วมกันแก้ปัญหา เป็นแบบอย่างที่สมควรขยายผลสู่ชุมชนอื่นทั่วประเทศ เพื่อขับเคลื่อนในรูปแบบประชารัฐในการแก้ปัญหาภัยแล้ง ซึ่งจะช่วยขยายผลการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้เกิดความมั่นคง ทั้งด้านน้ำ ด้านผลผลิต และด้านเศรษฐกิจชุมชน และเพื่อให้การบริหารจัดการน้ำของประเทศเป็นไปอย่างมีเอกภาพมากขึ้นด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการลงนามร่วมกันครั้งนี้สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตรได้มอบข้อมูลสารสนเทศแผนที่น้ำระดับตำบล 150 ตำบล ให้สภาเกษตรกรแห่งชาติ เพื่อนำไปขยายผลในการบริหารจัดการร่วกันของเกษตรกรที่เป็นเครือข่ายของสภาเกษตรกรทั่วประเทศโดยที 1.ลุ่มน้ำชี 15 ชุมชนในจังหวัดชัยภูมิ 2.ลุ่มน้ำปิตอนบน 9 ชุมชนในจังหวัดเชียงใหม่ 3.ลุ่มน้ำสาขาตรัง 15 ชุมชนในจังหวัดตรัง 5 ชุมชนในจังหวัดนครศรีธรรมราช 4.ลุ่มน้ำน่าน 10 ชุมชนในจังหวัดน่าน 5.ลุ่มน้ำปราจีนบุรี 28 ชุมชนในจังหวัดปราจีนบุรี 1 ชุมชนในจังหวันครนายก 2 ชุมชนในจังหวัดฉะเชิงเทรา 6.ลุ่มน้ำสาขาอิง 7 ชุมชนในจังหวัดพะเยา 7.ลุ่มน้ำสาขาทะเลน้อย 15 ชุมชนในจังหวัดพัทลุง 8.ลุ่มน้ำสาขาลำเซบาย 14 ชุมชนในจังหวัดยโสธร 2 ชุมชนในจังหวัดบุรีรัมย์ 9.ลุ่มน้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันออก 8 ชุมชนในจังหวัดสระบุรี 10.ลุ่มน้ำตาปี 7 ชุมชนในจังหวัดสุราษฎร์ธานี 11.ลุ่มน้ำสาขาลำเซบก 12.ชุมชนในจังหวัดอุบลราชธานี

ทั้งนี้ หลังจากนี้แผนที่น้ำตำบลจะถูกนำไปสู่ชุมชนเพื่อร่วมกันบริหารจัดการน้ำให้สามารถแก้ปัญหาภัยแล้งได้ตามแนวทางของชุมชนที่สามารถจัดการได้สำเร็จ รวมถึงสามารถใช้น้ำได้อย่างคุ้มค่า จัดการน้ำได้เมื่อน้ำมาก จนน้ำกับชีวิตของเกษตรกรไปด้วยกันได้อย่างพอดีตามแนวพระราชดำริฯ และสนับสนุนการมีส่วนร่วมและเสริมสร้างความเข้าใจของประชาชนในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ ตลอดจนบูรณาการสั่งงานด้านการบริหารจัดการน้ำกับหน่วยงานของรัฐ เพื่อแก้ปัญหาในยามเกิดวิกฤติด้วย

ภาคเหนือ-อีสาน-กลาง-ตะวันออก มีฝนฟ้าคะนอง-ลมกระโชกแรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/211884

วันจันทร์ ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2559, 08.00 น.
พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยวันนี้ (18 เม.ย.59) เป็นดังนี้

ภาคเหนือ อากาศร้อนจัดโดยทั่วไป กับมีฟ้าหลัวในตอนกลางวัน โดยมีฝนฟ้าคะนองกับมีลมกระโชกแรงบางแห่ง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 21-29 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 40-43 องศาเซลเซียส ลมตะวันตก ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อากาศร้อนจัดโดยทั่วไป กับมีฟ้าหลัวในตอนกลางวัน โดยมีฝนฟ้าคะนองกับมีลมกระโชกแรงบางแห่ง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 24-28 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 41-43 องศาเซลเซียส ลมใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

ภาคกลาง อากาศร้อนจัดโดยทั่วไป กับมีฟ้าหลัวในตอนกลางวัน โดยมีฝนฟ้าคะนองกับมีลมกระโชกแรงบางแห่ง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 26-28 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 39-43 องศาเซลเซียส ลมใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออก อากาศร้อนในตอนกลางวันและมีอากาศร้อนจัด บริเวณจังหวัดฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี และสระแก้ว โดยมีฝนฟ้าคะนองกับมีลมกระโชกแรงบางแห่ง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 25-29 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 35-41 องศาเซลเซียส ลมใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นต่ำกว่า 1 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) อากาศร้อนในตอนกลางวัน โดยมีฝนฟ้าคะนองบางแห่ง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 24-28 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 35-39 องศาเซลเซียส ลมใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) อากาศร้อนในตอนกลางวัน อุณหภูมิต่ำสุด 23-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 34-39 องศาเซลเซียส ลมตะวันตก ความเร็ว 10-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นต่ำกว่า 1 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล อากาศร้อน กับมีฟ้าหลัวในตอนกลางวัน อุณหภูมิต่ำสุด 28-29 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 37-39 องศาเซลเซียส ลมใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

ถ.เลียบคลองพระยาบันลือทรุด หลังน้ำใต้ผิวดินลด-จนท.เร่งซ่อม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/211820

วันอาทิตย์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2559, 16.12 น.

17 เม.ย. 59 นายฤทธิสรรค์ เทพพิทักษ์ อำเภอลาดบัวหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา ได้รับแจ้งจาก นายดานัย เรืองปราชญ์ ผู้ใหญ่บ้าน ม. 2 ต.สิงหนาท ว่าถนนเลียบคลองพระยาบันลือ ม. 2 ต. สิงหนาท อ. ลาดบัวหลวง ว่ามีผิวถนนเกิดรอยแยกและทรุดตัวลงขนาดกว้าง 8 เมตร ยาว 100 เมตร ลึก 1.5 เมตร ทำให้รถยนต์ไม่สามารถสัญจรได้ จึงได้เดินทางไปตรวจสอบถนนเส้นทางดังกล่าว
นายฤทธิสรรค์ เทพพิทักษ์ อำเภอลาดบัวหลวง เปิดเผยว่า ถนนเส้นทางดังกล่าวเป็นของแขวงทางหลวงชนบท สาเหตุ เกิดจากภัยแล้งจนน้ำในคลองแห้ง ระดับน้ำใต้ผิวดินวิกฤติ ปริมาณน้ำในชั้นผิวดินลดลง ดินชั้นล่างเกิดการอ่อนตัว จึงทำให้ผิวถนนที่อยู่ด้านบนเกิดการสไลด์และทรุดตัวลงไป จึงได้ประสานงานองค์การบริหารส่วนตำบลสิงหนาท และ แขวงทางหลวงชนบท ให้ดำเนินการจัดทำป้ายแจ้งเตือน ทำแผงเหล็กกั้น และป้ายสัญญาณจราจรให้ระมัดระวัง เเละ หลีกเลี่ยงการใช้เส้นทางดังกล่าว เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ เมื่อการสไลด์ตัวของดินหยุดนิ่งแล้วจึงประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำรถแบ็กโฮมาปรับระดับพื้นผิวถนนให้ใช้สัญจรไปได้ชั่วคราวก่อนสักระยะหนึ่งก่อนแล้วค่อยดำเนินการซ่อมแซมถนนให้มีความมั่นคงแข็งแรงต่อไป

 

เหนือ-อีสาน-ตะวันออก-กลาง อากาศร้อนจัด-ฟ้าหลัวกลางวัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/211759

วันอาทิตย์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2559, 07.59 น.
17 เม.ย. 59 ลักษณะอากาศทั่วไป หย่อมความกดอากาศต่ำเนื่องจากความร้อนปกคลุมประเทศไทยตอนบน ทำให้บริเวณดังกล่าวมีอากาศร้อนโดยทั่วไป กับมีฟ้าหลัวในตอนกลางวันและมีอากาศร้อนจัดหลายพื้นที่บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคกลาง ในขณะที่ลมใต้และลมตะวันตกเฉียงใต้พัดสอบเข้าหากันบริเวณภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก ลักษณะเช่นนี้ทำให้บริเวณดังกล่าวมีฝนฟ้าคะนองกับลมกระโชกแรง ขอให้ประชาชนดูแลสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศร้อนและควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมในที่โล่งแจ้งนานๆ รวมทั้งระมัดระวังอันตรายจากพายุลมแรงที่จะเกิดขึ้น และอยู่ห่างจากต้นไม้ใหญ่ ป้ายโฆษณา สิ่งก่อสร้างที่ไม่แข็งแรงในระยะนี้ไว้ด้วย

ภาคเหนือ อากาศร้อนจัดโดยทั่วไป กับมีฟ้าหลัวในตอนกลางวัน โดยมีฝนฟ้าคะนองกับมีลมกระโชกแรงบางแห่ง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 21-29 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 41-43 องศาเซลเซียส ลมตะวันตก ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อากาศร้อนจัดโดยทั่วไป กับมีฟ้าหลัวในตอนกลางวัน โดยมีฝนฟ้าคะนองกับมีลมกระโชกแรงบางแห่ง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 24-28 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 41-43 องศาเซลเซียส ลมใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

ภาคกลาง อากาศร้อนจัดโดยทั่วไป กับมีฟ้าหลัวในตอนกลางวัน โดยมีฝนฟ้าคะนองกับมีลมกระโชกแรงบางแห่ง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 26-29 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 40-43 องศาเซลเซียส ลมใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออก อากาศร้อนในตอนกลางวันและมีอากาศร้อนจัด บริเวณจังหวัดฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี และสระแก้ว โดยมีฝนฟ้าคะนองกับมีลมกระโชกแรงบางแห่ง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 25-29 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 35-42 องศาเซลเซียส ลมใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นต่ำกว่า 1 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) อากาศร้อนในตอนกลางวัน โดยมีฝนฟ้าคะนองบางแห่ง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 24-28 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 35-39 องศาเซลเซียส ลมใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) อากาศร้อนในตอนกลางวัน อุณหภูมิต่ำสุด 23-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 34-40 องศาเซลเซียส ลมตะวันตก ความเร็ว 10-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นต่ำกว่า 1 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล อากาศร้อน กับมีฟ้าหลัวในตอนกลางวัน อุณหภูมิต่ำสุด 28-29 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 37-40 องศาเซลเซียส ลมใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

ประชาชนเดินทางกลับกรุงคึกคัก ทางหลวงคาด17เม.ย.รถหนาแน่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/211670

วันเสาร์ ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2559, 14.26 น.
16 เม.ย. 59 บรรยากาศการเดินทางกลับจากต่างจังหวัด เข้าสู่กรุงเทพฯ บนท้องถนนสายเอเซีย ช่วงจังหวัดพระนครศรีอยุธา บริเวณหน้ามหาวิทยาลัยราชมงคลสุวรรภูมิ หันตรา มีปริมาณรถมากมุ่งหน้าเข้ากรุงเทพมหานคร แต่ยังคล่องตัว หลังจากประชาชนได้ร่วมฉลองเทศกาลสงกรานต์กับครอบครัว ซึ่งวันนี้เป็นวันแรก ที่ประชาชนได้ทยอยเดินทางกลับเข้าสู่กรุงเทพฯ เพื่อเริ่มต้นในการทำงาน ทั้งนี้ กรมทางหลวงคาดว่าในวันพรุ่งนี้17 เมษายน2559 จะมีประชาชนใช้รถมาที่สุด

 

ไทยตอนบนอากาศร้อน-ฟ้าหลัว และอาจมีพายุลมแรงในบางพื้นที่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/211358

วันพฤหัสบดี ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2559, 08.22 น.
14 เม.ย.59 หย่อมความกดอากาศต่ำเนื่องจากความร้อนปกคลุมประเทศไทยตอนบน ทำให้บริเวณดังกล่าวมีอากาศร้อนโดยทั่วไปกับมีฟ้าหลัวในตอนกลางวัน และมีอากาศร้อนจัดหลายพื้นที่บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคกลาง ขอให้ประชาชนดูแลสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศร้อนและควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมในที่โล่งแจ้งนานๆ รวมทั้งระมัดระวังอันตรายจากพายุลมแรงที่จะเกิดขึ้น และอยู่ห่างจากต้นไม้ใหญ่ ป้ายโฆษณา สิ่งก่อสร้างที่ไม่แข็งแรงในระยะนี้ไว้ด้วย

อนึ่ง ในช่วงวันที่ 16-19 เม.ย. มีแนวลมพัดสอบพัดเข้าหากันของลมตะวันตกและลมตะวันออกเฉียงใต้ปกคลุมภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก ลักษณะเช่นนี้ทำให้บริเวณดังกล่าวมีฝนฟ้าคะนองกับมีลมกระโชกแรง และมีลูกเห็บตกบางพื้นที่

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยวันนี้ (14 เม.ย.59) เป็นดังนี้

ภาคเหนือ อากาศร้อนจัดโดยทั่วไป กับมีฟ้าหลัวในตอนกลางวัน โดยมีฝนฟ้าคะนองบางแห่ง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 23-29 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 40-44 องศาเซลเซียส ลมตะวันตก ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อากาศร้อนจัดโดยทั่วไป กับมีฟ้าหลัวในตอนกลางวัน โดยมีฝนฟ้าคะนองบางแห่ง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 26-31 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 42-43 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

ภาคกลาง อากาศร้อนจัดโดยทั่วไป กับมีฟ้าหลัวในตอนกลางวัน อุณหภูมิต่ำสุด 26-28 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 41-44 องศาเซลเซียส ลมตะวันตก ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออก อากาศร้อนในตอนกลางวันและมีอากาศร้อนจัด บริเวณจังหวัดปราจีนบุรี และสระแก้ว อุณหภูมิต่ำสุด 25-29 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 35-42 องศาเซลเซียส ลมใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นต่ำกว่า 1 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) อากาศร้อนในตอนกลางวัน โดยมีฝนฟ้าคะนองบางแห่ง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ ส่วนมากทางตอนล่างของภาค อุณหภูมิต่ำสุด 24-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 35-39 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) อากาศร้อนในตอนกลางวัน โดยมีฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรงบางแห่ง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 22-28 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 34-39 องศาเซลเซียส ลมตะวันตก ความเร็ว 10-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นต่ำกว่า 1 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล อากาศร้อนกับมีฟ้าหลัวในตอนกลางวัน อุณหภูมิต่ำสุด 28-29 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 38-40 องศาเซลเซียส ลมตะวันตก ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

ไทยตอนบนอากาศร้อนจัด!! กทม.อุณหภูมิสูงสุด37-40องศา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/211229

วันพุธ ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2559, 08.06 น.
13 เม.ย.59 ลักษณะอากาศทั่วไป หย่อมความกดอากาศต่ำเนื่องจากความร้อนปกคลุมประเทศไทยตอนบน ทำให้บริเวณดังกล่าวมีอากาศร้อนถึงร้อนจัดโดยทั่วไป กับมีฟ้าหลัวในตอนกลางวัน

ส่วนลมฝ่ายใต้พัดปกคลุมบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก ลักษณะเช่นนี้ทำให้บริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีฝนฟ้าคะนอง และลมกระโชกแรงบางแห่ง ขอให้ประชาชนระมัดระวังจากพายุลมแรงที่จะเกิดขึ้น รวมถึงอยู่ห่างจากต้นไม้ใหญ่ ป้ายโฆษณา และสิ่งก่อสร้างที่ไม่แข็งแรงในระยะนี้

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยวันนี้ เป็นดังนี้

ภาคเหนือ มีอากาศร้อนถึงร้อนจัดโดยทั่วไป กับมีฟ้าหลัวในตอนกลางวัน โดยมีฝนฟ้าคะนองบางแห่ง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ บริเวณจังหวัดเชียงราย และน่าน อุณหภูมิต่ำสุด 21-29 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 40-44 องศาเซลเซียส ลมตะวันตก ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีอากาศร้อนถึงร้อนจัดโดยทั่วไป กับมีฟ้าหลัวในตอนกลางวัน และมีฝนฟ้าคะนองบางแห่ง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ ส่วนมากทางตะวันออกของภาค อุณหภูมิต่ำสุด 24-29 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 41-43 องศาเซลเซียส ลมใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

ภาคกลาง มีอากาศร้อนถึงร้อนจัดโดยทั่วไป กับมีฟ้าหลัวในตอนกลางวัน อุณหภูมิต่ำสุด 25-28 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 41-43 องศาเซลเซียส ลมใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออก มีอากาศร้อนในตอนกลางวันและมีอากาศร้อนจัด บริเวณจังหวัดปราจีนบุรี และสระแก้ว อุณหภูมิต่ำสุด 25-29 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 34-42 องศาเซลเซียส ลมใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.ทะเลมีคลื่นต่ำกว่า 1 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีเมฆบางส่วน กับมีอากาศร้อนในตอนกลางวันและมีอากาศร้อนจัดในบางพื้นที่ โดยมีฝนฟ้าคะนองบางแห่ง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ ส่วนมากทางตอนล่างของภาค อุณหภูมิต่ำสุด 23-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 34-40 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีเมฆบางส่วน กับมีอากาศร้อนในตอนกลางวัน โดยมีฝนฟ้าคะนองและมีลมกระโชกแรงบางแห่ง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ ตั้งแต่จังหวัดภูเก็ตลงไป อุณหภูมิต่ำสุด 22-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 34-38 องศาเซลเซียส ลมตะวันตก ความเร็ว 10-30 กม./ชม.ทะเลมีคลื่นต่ำกว่า 1 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีอากาศร้อนและมีอากาศร้อนจัดบางพื้นที่ กับมีฟ้าหลัวในตอนกลางวัน อุณหภูมิต่ำสุด 27-29 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 37-40 องศาเซลเซียส ลมตะวันตก ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

พด.เดินหน้าจัดระบบอนุรักษ์ดิน-น้ำ ย้ำช่วยฟื้นฟูสภาพที่ดิน-แก้ปัญหาภัยแล้งได้อย่างยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/211179

วันพุธ ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นายสุรเดช เตียวตระกูล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยว่า จากปัญหาภาวะภัยแล้งในปี 2558 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำต้นทุนที่เก็บกักไว้ใน 33 เขื่อนหลัก และอ่างเก็บน้ำต่างๆ ทั่วประเทศ สร้างความเดือดร้อนต่อเกษตรกรในวงกว้าง และจากการสำรวจของศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พบว่า ความเสียหายที่เกิดจากภาวะภัยแล้งในปี 2558 ครอบคลุมพื้นที่ 2.87 ล้านไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่มีความเสียหายจริง

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงมีนโยบายให้ความช่วยเหลือเกษตรกร ตามโครงการบูรณาการมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบปี 2558/2559 จำนวน 8 มาตรการ 45 โครงการ โดย กรมพัฒนาที่ดิน ได้แนะแนวทางจัดระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ เพื่อรักษาความชุ่มชื้นไว้ในดิน แก้ไขปัญหาภัยแล้ง โดยการร่วมมือ ร่วมใจกันทุกฝ่าย และปฏิบัติตามคำแนะนำ ซึ่งการอนุรักษ์ดินและน้ำมี 2 มาตรการ คือ มาตรการทางวิธีกล และมาตรการทางวิธีพืช

มาตรการทางวิธีกล คือ การอนุรักษ์ดินและน้ำ โดยการควบคุมน้ำไหลบ่าหน้าดิน สร้างสิ่งกีดขวางความลาดเทของพื้นที่และทิศทางการไหลของน้ำ ช่วยลดและชะลอความเร็วของกระแสน้ำ เป็นวิธีการอนุรักษ์ดินและน้ำที่ค่อนข้างถาวร มีประสิทธิภาพ แต่การลงทุนค่อนข้างสูง เช่น การไถพรวนและปลูกพืชตามแนวระดับ การไถพรวนหว่านปลูกและเก็บเกี่ยวพืชไปตามแนวระดับขวางความลาดเทของพื้นที่ เพิ่มการซึมซับน้ำของดินและรักษาความชุ่มชื้นไว้ในดิน ส่วนในพื้นที่ที่มีความแห้งแล้งมีการทำขั้นบันไดดิน ปรับพื้นที่เป็นขั้นๆ ต่อเนื่องกัน เพื่อปลูกพืช ลดความยาวและระดับความลาดเท

มาตรการทางวิธีพืช เป็นวิธีการจัดระบบพืชโดยการผสมผสานกัน ระหว่างมาตรการอนุรักษ์ดินและน้ำ และการจัดระบบพืชปลูกเข้าด้วยกัน เพื่อเพิ่มความหนาแน่นของพืช การปรับปรุงบำรุงดินด้วยวิธีนี้ มีการลงทุนที่ต่ำเกษตรกรสามารถปฏิบัติได้เอง โดยใช้พืชตระกูลถั่ว หญ้าเลี้ยงสัตว์ หรือหญ้าแฝก ปลูกเป็นแถบขวาง ความลาดเทของพื้นที่ ทั้งนี้ เกษตรกรจะต้องไม่เผาทำลายเศษวัสดุเหลือใช้ในไร่นาหรือตอซังพืช มีการไถพรวน ให้ถูกวิธี ไม่ไถพรวนขึ้นลงตามความลาดเทของพื้นที่ แต่ไถพรวนขวางความลาดเทของพื้นที่ และไม่ทำการไถพรวนบ่อยครั้ง ควรปลูกพืชให้ถูกวิธี ปลูกพืชตระกูลถั่วบำรุงดิน คลุมดินและปลูกตามแนวระดับ ปรับปรุงบำรุงดิน โดยใช้ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยพืชสด ซึ่งกระบวนการทั้งหมดจะช่วยให้เกิดการใช้ประโยชน์ทรัพยากรดินและน้ำ เพื่อการทำเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดและยั่งยืน

ทั้งนี้ การจัดการเรื่องน้ำเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องให้มีการเก็บกักน้ำ การชะลอการไหลของน้ำและการเพิ่มระยะเวลาการไหลของน้ำให้ยาวนานขึ้น ซึ่งสามารถทำได้ด้วยวิถีการพัฒนาที่ดิน เพื่อช่วยลดความเสียหายของพื้นที่ทำการเกษตรจากการขาดแคลนน้ำ ซึ่งเป็นผลมาจากฝนทิ้งช่วงในช่วงฤดูฝน ตัวเกษตรกรเองต้องลงมือทำอย่างจริงจังในพื้นที่ของตนเองเริ่มต้นจากครัวเรือนสู่ครัวเรือน จากชุมชนสู่ชุมชน ให้ความร่วมมือกัน จัดระบบอนุรักษ์ดินและน้ำในพื้นที่ พร้อมปรับปรุงบำรุงดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ ร่วมกันลงมือทำในทุกพื้นที่เสมือนเป็นจิกซอว์เชื่อมต่อๆ กัน จนกลายเป็นพื้นที่แปลงใหญ่ ช่วยรักษาความชุ่มชื้นในดินให้แก่พืช ทำให้มีผลผลิตในช่วงฤดูแล้ง สร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง และช่วยกันพัฒนาพื้นที่ประสบปัญหาแล้งซ้ำซากให้สามารถใช้ประโยชน์ต่อการทำเกษตรได้มากยิ่งขึ้น

เข้มฝึกภาคสนามปฏิบัติการทางทะเล เตรียมพร้อมผู้สังเกตการณ์บนเรือสกัดประมงไทยผิดกฎหมาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/211178

วันอังคาร ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่ากระทรวงเกษตรฯ โดยกรมประมง ได้จัดการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ หลักสูตร “การสร้างผู้สังเกตการณ์บนเรือ” รุ่นที่ 2 ให้แก่บุคคลที่จะคัดเลือกเข้ามาปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้สังเกตการณ์บนเรือประมงตามหลักมาตรฐานสากล สำหรับควบคุมการทำประมงของไทยให้ปราศจากการทำประมงที่ผิดกฎหมาย (IUU Fishing) ซึ่งมีผู้ผ่านการคัดเลือก 30 ราย โดยมีการอบรมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ เพื่อเตรียมความพร้อมทั้งด้านวิชาการ

และสมรรถนะทางร่างกายและจิตใจ ให้สำหรับผู้จะเป็น Thailand Fisheries Observer Onboard โดยกรมประมงได้ส่งผู้เข้าอบรมลงเรือไปฝึกภาคปฏิบัติในทะเลในระหว่างวันที่ 7-10 เมษายนที่ผ่านมา เพื่อนำความรู้ข้อมูลทางวิชาการที่ได้อบรมมาฝึกปฏิบัติจริง ก่อนออกไปทำหน้าที่เป็นผู้สังเกตการณ์บนเรือประมงและเรือขนถ่าย ตามหลักมาตรฐานสำหรับควบคุมการทำประมงของไทยให้ปราศจากการทำประมงที่ผิดกฎหมาย

ทั้งนี้ การเป็นผู้สังเกตการณ์บนเรือประมงจะต้องผ่านการคัดเลือกคุณสมบัติอย่างเข้มข้น อาทิ ด้านการศึกษา ต้องมีวุฒิประมงหรือสาขาที่เกี่ยวข้อง มีทักษะพื้นฐานด้านคณิตศาสตร์ สถิติเบื้องต้น การใช้คอมพิวเตอร์ ทักษะทางด้านภาษาต่างประเทศ มีสภาพ
ร่างกายและจิตใจที่สมบูรณ์แข็งแรง และเป็นเพศชายที่พร้อมจะลงไปปฏิบัติหน้าที่บนเรือได้เป็นเวลานานๆ เพื่อไปทำหน้าที่สังเกตการณ์บนเรือประมงไทยที่ทำการประมงในเขตทะเลหลวง เรือประมงไทยที่ออกไปทำประมงในน่านน้ำของรัฐชายฝั่งอื่น และเรือประมงที่ขนถ่ายสัตว์น้ำนอกน่านน้ำ

นายวิมล จันทรโรทัย อธิบดีกรมประมง กล่าวเพิ่มเติมว่า ความรู้ที่ผู้เข้ารับการฝึกอบรมได้รับ จะเป็นประโยชน์ในการเตรียมความพร้อมและใช้เป็นแนวทางปฏิบัติในการบันทึกข้อมูลการทำประมง อาทิ ชนิดของเครื่องมือที่ใช้ทำการประมง ชนิดสัตว์น้ำ ปริมาณสัตว์น้ำ เป็นต้น ซึ่งจะเป็นตัวบ่งชี้ถึงอัตราการจับสัตว์น้ำและการประเมินทรัพยากรประมง เพื่อนำไปสู่การจัดการประมงที่ยั่งยืน รวมทั้งสร้างความมั่นใจให้กับนานาชาติว่า กิจกรรมการทำประมงของเรือประมงไทยไม่เกี่ยวข้องกับการทำประมงผิดกฎหมายอย่างแน่นอน ก่อให้เกิดการยอมรับในการส่งออกสินค้าประมงไทยและคงไว้ซึ่งความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรสัตว์น้ำ