เมรุโตะ ซูชิ ขุมทรัพย์แห่งโอมากาเสะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 ธันวาคม 2559 เวลา 13:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/469603

เมรุโตะ ซูชิ ขุมทรัพย์แห่งโอมากาเสะ

โดย…ซิตี้ กาย ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

หากพูดถึงร้านซูชิแบบโอมากาเสะ ในย่านสาทร ต้องซูฮกให้ เมรุโตะ ซูชิ (Meruto Sushi) ขุมทรัพย์แห่งโอมากาเสะรสชาติสุดล้ำลึก และรสสัมผัสที่ทุกคำละลายในปาก แต่เดิมร้านนี้ตั้งอยู่ที่นวลจันทร์ 28 หลังจากได้กระแสตอบรับที่ดี ก็ย้ายมาที่อาคารสาธร การ์เด้นส์ เพื่อให้คนย่านนี้ได้พบกับความพรีเมียมของโอมากาเสะอย่างแท้จริง

 

ร้านบรรยากาศอบอุ่นเป็นกันเอง การตกแต่งเรียบง่ายในกลิ่นอายญี่ปุ่น ผนังด้านข้างเป็นกระจก ด้านในเป็นเคาน์เตอร์บาร์ที่นั่งประมาณ 10 ที่ ให้ความเป็นส่วนตัว ขณะเดียวกันก็สามารถเห็นการทำซูชิของเชฟทุกขั้นตอน

 

ที่สุดของความตื่นเต้นแบบโอมากาเสะ คือเราจะไม่รู้ว่าวันนี้จะได้กินเมนูอะไรบ้าง คอร์สที่เรามาชิมคือ 3,500 บาท ประกอบไปด้วยซูชิ 10 คำ โดยเชฟจะเสิร์ฟทีละคำตามลำดับ จากรสชาติที่อ่อนที่สุดไปเข้มสุด เพื่อให้ได้รสชาติโดยรวมพอเหมาะลงตัวที่สุด เริ่มด้วยขั้นตอนการตีข้าวที่ใช้น้ำส้มสีแดงให้รสเปรี้ยวเค็มตามแบบฉบับญี่ปุ่นโบราณ เมื่อตีเสร็จแล้วจะเก็บไว้ในโถรักษาอุณหภูมิ

 

เรียกน้ำย่อยและเปิดต่อมรับรสด้วยมะเขือเทศโอนิซาวาโรยด้วยเกลือหิมาลัย แล้วก็มาถึงคำแรกเป็นปลาเนื้อขาวตามฤดูกาลที่บ่มไว้แล้ว 3 วัน ข้าวที่ออกรสเค็มเล็กน้อยขับให้รสหวานของปลาโดดเด่นขึ้น ต่อมาเป็นชิมะอาจิ สุดยอดปลาเนื้อขาวที่เนื้อเด้งแน่น มันและหวานเต็มปากเต็มคำ ถัดมาเป็นซากุระโฮตาเตะ หอยเชลล์ฮอกไกโดห่อด้วยใบซากุระ รสชาตินุ่ม หวาน กลิ่นหอมฟุ้งในปาก

 

คั่นรายการด้วย Hand Roll สาหร่ายพันหัวไช้เท้าหั่นฝอย ราดด้วยซอสอุเมะบ๊วยและมะนาว แล้วก็ถึงเวลาซูชิปลาเนื้อแดง อย่างซูชิปลาฮอนมากุโระ ถัดมาเป็นซูชิปลาโอโทโรที่แทรกไปด้วยไขมัน รสชาติหวาน สด นุ่ม ต่อด้วย หอยนางรมสดจากฮิโรชิมา รสชาติหวาน หมักในซอสพอนสึ โรยเกลือ บีบมะนาว ขิง และหอมสับ จากนั้นเป็นปลาคัตสึโอะที่บ่มมาแล้ว 3 วัน แช่ในซอสกระเทียมก่อนจะเสิร์ฟ และเมรูโตะด้ง ประกอบด้วยมากุโรสับกับต้นหอม อิคุระเกรดพรีเมียม อูนิ (ไข่หอยเม่น) และเห็ดทรัฟเฟิล ตกแต่งด้วยทองคำเปลว

 

ปิดท้ายด้วยคัสสึเทราไข่หวานสูตรพิเศษ รสชาติหวานละมุน ซดซุปกระดูกปลาเคียง ปิดท้ายด้วยของหวาน น้ำแข็งใสจากน้ำส้มยูสุ 100%

เมรุโตะ ซูชิ ชั้นจี อาคารสาธร การ์เด้นส์ ร้านเปิดบริการ 4 ช่วงเวลา คือ 12.00-13.00 น., 14.00-15.00 น., 18.00-19.00 น. และ 20.00-21.00 น. ต้องจองล่วงหน้าเท่านั้น โทร. 09-2369-7924 หรือเฟซบุ๊ก/ไลน์ merutosushi

 

บรูว์สกี้ นั่งชิลชมวิวบนรูฟท็อปบาร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 ธันวาคม 2559 เวลา 12:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/469602

บรูว์สกี้ นั่งชิลชมวิวบนรูฟท็อปบาร์

โดย…อีตติง อาร์ต ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

ลมหนาวกำลังพัดมาเยือน อากาศสดชื่น ท้องฟ้าแจ่มใสแบบนี้ หลังเลิกงานถ้าแวะไปหาร้านแฮงเอาต์สักแห่งที่บรรยากาศชิลๆ นั่งกินลมชมวิวโดยไม่ต้องรีบร้อน ก็ดูจะเป็นความคิดที่ดีไม่ใช่น้อย

สถานที่ที่เราตัดสินใจไปปักหมุด ก็คือ บรูว์สกี้ (Brewski) คราฟต์เบียร์บาร์แห่งใหม่ล่าสุดใจกลางกรุง ซึ่งอยู่บนชั้น 30 ของโรงแรมเรดิสันบลู พลาซ่า กรุงเทพฯ ที่ถือว่าเป็นคราฟต์เบียร์บาร์บนชั้นดาดฟ้าที่สูงที่สุดในกรุงเทพฯ ขณะนี้

เมื่อขึ้นมาถึงดาดฟ้าโซนที่เป็นรูฟท็อปบาร์ จะพบกับการตกแต่งสไตล์อินดัสเทรียลออกแนวเท่ๆ โดยเน้นสีเอิร์ทโทนอย่าง ดำ น้ำตาล และเบจ ใช้วัสดุประเภทเหล็กและไม้เป็นหลัก มีโต๊ะ เก้าอี้ และโซฟาสไตล์เรียบง่าย ลุกนั่งสบาย บรรยากาศดี๊ดี เหมาะกับการแฮงเอาต์เป็นที่สุด แล้วช่วงกลางคืนยังมีซิตี้วิวสวยๆ ที่มองจากมุมสูงบนยอดตึกให้ชมแบบเพลินๆ อีกด้วย

ที่นี่มีคราฟต์เบียร์จากทั่วโลกกว่า 100 ชนิด ไว้คอยเสิร์ฟ อาทิ เบียร์ดำ เบียร์ลาเกอร์ รวมทั้งเสิร์ฟแบบเบียร์ไฟท์ (เสิร์ฟเป็นแก้วเล็กๆ ให้ลองหลายชนิด) เบียร์เอล และอื่นๆ ให้คอเบียร์ได้เลือกกันตามอัธยาศัย

ด้านเมนูอาหาร เน้นอาหารว่าง ซึ่งมีคอนเซ็ปต์เป็นสตรีทฟู้ดและอาหารจานหลักสไตล์อเมริกัน โดยเชฟจะครีเอทเมนูมาในรูปลักษณ์เก๋ๆ หรือใส่ภาชนะที่แปลกตาตอนนำมาเสิร์ฟ เรียกว่าทุกเมนูสามารถ
จับคู่ได้เหมาะเจาะกับเบียร์พอดิบพอดี แถมรสชาติอาหารยังอร่อยดีไม่แพ้หน้าตาของเมนูเลยล่ะ

อย่างเมนู “ไส้กรอกอีสาน” ตัวไส้กรอกรสชาติไม่เปรี้ยวและไม่เผ็ดจนเกินไปนัก อร่อยกำลังดีเสิร์ฟมาในภาชนะคล้ายเบ้าขนมครก เป็นเมนูเรียกน้ำย่อยที่คนไทยกินได้ ชาวต่างชาติกินดี

ตามด้วย “เทมปุระผัก” ผักรวมชุบแป้งทอดสไตล์ญี่ปุ่นที่เสิร์ฟมาพร้อมน้ำจิ้มเทมปุระถ้วยใสๆ เป็นอีกหนึ่งเมนูที่กินเพลิน

“บรูว์สกี้ เบอร์เกอร์” เบอร์เกอร์หน้าตาดี ด้านในเป็นเนื้อวางุหมักด้วยเบียร์จนได้ความนุ่ม ไล่เลเยอร์ด้วยชีส เบคอน และผักสด ราดด้วยซอสสูตรเฉพาะ รสชาติอร่อยชวนให้ติดใจ เสิร์ฟคู่กับเฟรนช์ฟรายส์
กินแล้วเข้ากัน

มาที่ “ดับเบิลด็อก” เมนูนี้เป็นฮอตด็อกที่ประกอบด้วยขนมปัง ไส้กรอกไก่แฟรงก์เฟิร์ต และไส้กรอกกะเพรา ความพิเศษอยู่ที่ขนมปังและไส้กรอกที่เสิร์ฟมานั้นมีความยาวเกือบ 1 ฟุต โดยเสิร์ฟมาในถาดไม้ยาวๆ รูปทรงคล้ายเรือ กินคู่กับซอสบาร์บีคิวหรือซอสพริกก็อร่อยทั้งคู่ เป็นเมนูโฮมเมดที่ต้องลอง

“ไก่ย่าง” เนื้อนุ่มสุกกำลังดี กับข้าวเหนียวร้อนๆ และน้ำจิ้มแจ่ว เสิร์ฟมาในปิ่นโตเถาเล็กสีแดง โดยแยกเป็นไก่ย่าง 1 ชั้น ข้าวเหนียว 1 ชั้น และน้ำจิ้มแจ่ว 1 ชั้น ให้คะแนนความคิดสร้างสรรค์ไปแบบเต็มๆ เลย

ปิดท้ายด้วยของหวาน “เบียรามิสุ” หรือทีรามิสุที่ผสมเบียร์ลงไปในเนื้อขนม เสิร์ฟมาในแก้วเบียร์ทรงสูงไล่เลเยอร์เป็นชั้นๆ รสชาติขนมออกเปรี้ยวนิดๆ หวานหน่อยๆ เหมาะเป็นเมนูปิดท้ายมื้อ

 

นอกจากนี้ ยังมีเมนูอื่นๆ เช่น ไก่สะเต๊ะ เกี๊ยวซ่าไส้ผัก ลาบหมูทอด ยำทาโร่ทอด ยำถั่วพูกุ้งสด ยำวุ้นเส้น ยำไข่เจียว เฟรนช์ฟรายส์ ฟิชแอนด์ชิปส์ สไปซี่วิงก์ ริบพอร์ค และอื่นๆ ให้เลือกอีกหลายเมนู (ราคาอาหารเริ่มที่ 100-490 บาท)

บรูว์สกี้ คราฟต์ เบียร์ บาร์ ชั้น 30 โรงแรมเรดิสันบลู พลาซ่า กรุงเทพฯ (ปากซอยสุขุมวิท 27) เปิดบริการทุกวัน เวลา 17.00-01.00 น. โทร. 02-302-3333 เฟซบุ๊ก venuesbangkok หรือ www.venuesbkk.com

 

โฉมใหม่ ศิวิไลซ์คาเฟ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 ธันวาคม 2559 เวลา 12:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/469601

โฉมใหม่ ศิวิไลซ์คาเฟ่

โดย…คาเอรุ ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

เปิดตัวโฉมใหม่ของ ศิวิไลซ์ คาเฟ่ (Siwilai Cafe) ที่ปรับลุคและเมนูล่าสุดภายใต้แบรนด์ศิวิไลซ์ (Siwilai) จุดหมายปลายทางสำหรับผู้ที่ชื่นชอบแฟชั่นและอาหารอร่อย โดยยึดคอนเซ็ปต์พื้นฐานของความรักในอาหารที่มีรสชาติดี และเครื่องดื่มที่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์

ศิวิไลซ์ คาเฟ่ เสิร์ฟอาหารและเครื่องดื่ม ท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่นเป็นกันเอง สถานที่โล่ง โปร่ง บนชั้น 5 ของห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี ตกแต่งแบบเรียบง่ายแต่อบอุ่นด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้ ผนังกระจกบานใหญ่ที่ปล่อยให้แสงธรรมชาติสาดส่องเข้ามา และประตูเปิดไปสู่ระเบียงที่เปิดโอกาสให้เห็นวิวสวนสวย และสถาปัตยกรรมที่งดงามของสถานทูตอังกฤษ

หลังเหน็ดเหนื่อยจากการเดินช็อปปิ้งที่เซ็นทรัล เอ็มบาสซี หรือหลังจากอัพเดทเทรนด์แฟชั่นใหม่ล่าสุดที่ร้านศิวิไลซ์ ก็มานั่งดื่มด่ำเพลิดเพลินไปกับอาหารและเครื่องดื่มที่ปรุงขึ้นมาด้วยใจรัก

เมนูใหม่ล่าสุด เป็นฝีมือการรังสรรค์ของ Executive Chef ชาวนิวซีแลนด์ แบลร์ เมทีสัน ที่ออกแบบเมนูสุดพิเศษแนวโฮมมี่ บนปรัชญาของการปรุงอาหารด้วยความจริงใจ และการใช้วัตถุดิบในท้องถิ่นที่สดใหม่ ด้วยเมนูไข่หลากเมนู จากหลายชาติ สมูทตี้โบลว์ สลัดสุดสดชื่น และขนมปังรสชาติเยี่ยม

 

จานเด่นๆ ของที่นี่ ได้รับแรงบันดาลใจจากรสชาติที่หลากหลายจากทั่วโลก เมนูจานไข่ อย่างสไตล์ตะวันออกกลาง Shakshuka (ไข่อบ เสิร์ฟพร้อมกับ Tomato Sugo, เฟต้าชีส, ยี่หร่า และขนมปังซาวร์โด) Eggs Cilbir (Poached Eggs เสิร์ฟพร้อมกับโยเกิร์ตรสกระเทียม, ใบดิล, เนยรสพริก และขนมปังซาวร์โด) และยังมีเมนูไข่สุดคลาสสิกอย่าง Eggs Benedict และ Eggs Royale ที่มาพร้อมกับลูกเล่นในแบบศิวิไลซ์

เมนูเพื่อสุขภาพเขาก็เน้น ไม่ว่าจะเป็นสมูทตี้โบลว์ Berry Power (โยเกิร์ต, โกจิเบอร์รี่, แก้วมังกร, มะพร้าว และเมล็ดฟักทอง) Green Machine (โยเกิร์ตสาหร่ายสไปรูลิน่า, กีวี่, แอปเปิ้ล, มะนาว, น้ำผึ้ง และเมล็ดเชีย) หรือหากต้องการอาหารจานเบาๆ อย่างซุปและสลัด ก็มีเมนูเด่นๆ อย่าง Slow Roasted Tomato Soup, Eastern European-style Goulash และ Cured Salmon and Crispy Potato Salad

 

หนักท้องขึ้นหน่อยกับขนมปังอย่าง Grilled Brioche (ตับไก่, แยมหัวหอม, เบคอน, เห็ด และผักโขม) Croque Monsieur (แฮม, ชีสกรุยแยร์ และ Dijon mustard) และยังมี The Gnudi และ The Meatball Fettuccine ที่เป็นพาสต้าที่ปรุงสุกมาอย่างพอดิบพอดี มาพร้อมกับซอสที่อุ่นได้ที่ โรยหน้าด้วยชีสพาร์มีซาน

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบเนื้อสัตว์ ก็จะมีเมนูเด็ดอย่าง Roast Duck Breast (เป็ดอบแสนอร่อยเสิร์ฟพร้อมกับลูกฟิกซ์, องุ่น, วอลนัต, ใบบัวบก และทับทิม) และ Chicken Schnitzel (ไก่สุดนุ่ม เสิร์ฟมาด้วยซาวร์เคราท์, แองโชวี่, เคเปอร์ และซาวร์ครีม)

 

ในส่วนของขนมหวาน มีให้เลือกทั้งช็อกโกแลตมูส เสิร์ฟพร้อมกับ Hokey Pokey Shards ที่พลาดไม่ได้ก็ ทาร์ตมะนาวและวาฟเฟิลส์ ที่เสิร์ฟเคียงกับเบอร์รี่เชื่อม และชีสรีคอตต้าโฮมเมด

มาถึงเมนูเครื่องดื่มของศิวิไลซ์ คาเฟ่ สร้างสรรค์ขึ้นโดยทีมชูการ์ เรย์ (Sugar Ray) โดยมีการแทรกกลิ่นอายความเป็นไทยอย่างกลิ่นของลิ้นจี่ ใบเตย และตะไคร้ ลงไปในเมนูเครื่องดื่มสุดซาบซ่าส์อย่าง Soda Pop และเครื่องดื่มผลไม้ที่ออกแบบมาเพื่อที่นี่โดยเฉพาะ อย่าง Lychee Soda Pop ที่มีส่วนผสมของลิ้นจี่ ขิง มะนาว และโซดา และ Tropical Crush เครื่องดื่มสูตรพิเศษ ที่มีกลิ่นอายของเมืองร้อน ด้วยส่วนผสมจากน้ำสับปะรด มะม่วง และใบโหระพา

ยามบ่ายๆ ใครอยากมานั่งจิบกาแฟชิลๆ เมนูกาแฟของศิวิไลซ์ คาเฟ่ มีความพิเศษเฉพาะตัว ด้วยเมล็ดกาแฟของไทยที่ถูกคัดสรรมาเป็นพิเศษจากไร่กาแฟในภาคเหนือ หากใครเบื่อเมนูกาแฟเดิมๆ ลองเมนูเด็ดอย่าง Bubbly Black กาแฟเย็นสุดสดชื่นเปลี่ยนบรรยากาศดูบ้าง

ค็อกเทลที่นี่ออกแบบขึ้นเพื่อชูรสและกลิ่นของส่วนประกอบที่หาได้ในท้องถิ่น ทั้งผลไม้ไทยๆ ตามฤดูกาล ที่จะถูกนำมาใช้ในเมนูค็อกเทลที่หลากหลาย อย่างเมนู Thaipirisima (Chalong Bay Rum, น้ำเชื่อมกลิ่นใบเตย และเสาวรส) หรือ Mai Tai (Appleton White Rum, น้ำเสาวรส, น้ำส้ม, มะนาว และน้ำตาลทรายแดง)

 

ศิวิไลซ์ คาเฟ่ เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 10.00-20.00 น.

ที่ชั้น 5 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี โทร. 02-160-5836

เฟซบุ๊ก : siwilaistore

 

กิน อาหารญี่ปุ่นสไตล์บุฟเฟ่ต์พรีเมียม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 ธันวาคม 2559 เวลา 11:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/469600

กิน อาหารญี่ปุ่นสไตล์บุฟเฟ่ต์พรีเมียม

โดย…อชัถยา ชื่นนิรันดร์

กิน (KIN Japanese Buffet & Ramen) ร้านอาหารญี่ปุ่นสไตล์บุฟเฟ่ต์พรีเมียม บริหารโดยกลุ่ม กิน (KIN Group) ซึ่งคร่ำหวอดในธุรกิจด้านอาหารญี่ปุ่นมานานกว่า 10 ปี ที่มุ่งทำธุรกิจด้านอาหารญี่ปุ่น ด้วยความชื่นชอบในรสชาติและคุณค่าทางโภชนาการซึ่งเป็นสิ่งที่อาหารญี่ปุ่นส่วนใหญ่ให้ความสำคัญอย่างยิ่ง ทางร้านจึงมุ่งเน้นให้ลูกค้าได้รับประทานอาหารที่สด ใหม่ สะอาด พร้อมคัดสรรวัตถุดิบที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานในทุกเมนู

วัลภา วงศาโรจน์ ผู้จัดการทั่วไป กล่าวว่า KIN Japanese Buffet & Ramen มีเมนูหลากหลายให้เลือกรับประทาน ทั้งเมนูบุฟเฟ่ต์และแบบอะลาคาร์ต โดยบุฟเฟ่ต์ นอกจากจะมีซูชิ ซาชิมิ ที่วัตถุดิบเป็นของสดนำเข้าจากญี่ปุ่น และข้าวปั้นหน้าต่างๆ แล้ว ยังมีเมนูออร์เดิร์ฟของทอด อาหารเสียบไม้ ปิ้งย่าง สลัดผักไฮโดรโปนิกส์ โอโคโนมิยากิ ฯลฯ

เมนูจานหลัก เช่น สเต๊กเนื้อวางุจากญี่ปุ่น ไก่ หมู ปลา ส่วนเมนูจานข้าว เช่น ข้าวหน้าหมูทงคัตสึ ข้าวหน้าเนื้อ ข้าวแกงกะหรี่ และราเมน รวมถึงอีกสารพัดเมนู ที่มีให้เลือกอิ่มอร่อยมากกว่า 50 เมนู ซึ่งลูกค้าสามารถเลือกสั่งอาหารเพิ่มเติมแบบอะลาคาร์ต เพื่อให้เชฟ รัฐธีร์ ศิริกิ่งสุวรรณ์ ปรุงสดๆ ได้ตามความต้องการอีกด้วย พร้อมปิดท้ายความอร่อยกับเมนูของหวาน ไอศกรีม ผลไม้ เครื่องดื่ม ที่สามารถเติมได้ไม่อั้น ในราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 599-799 บาท

เมนูแนะนำห้ามพลาด ได้แก่ ราเมนหม้อไฟ ต้นตำรับความอร่อยจากญี่ปุ่น Kazan Ramen ที่มาพร้อม Topping ครบเครื่อง กับน้ำซุปรสชาติเข้มข้น เสิร์ฟในชามหินขนาดใหญ่ รับรองความฟินแบบจัดเต็ม ตอกย้ำความอร่อยสุดคุ้ม

 

โปรโมชั่นพิเศษ ช่วงฉลองเปิดสาขาใหม่ เฉพาะสาขาศูนย์การค้าจังซีลอน ป่าตอง ภูเก็ต รับส่วนลด 15% เมื่อสั่งบุฟเฟ่ต์ราคา 599 บาท และรับส่วนลด 20% เมื่อสั่งบุฟเฟ่ต์ ราคา 799 บาท

“เราเปิดธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่น เป็นเวลา 15 ปี รวม 32 สาขา ทั้งสาขาจังซีลอน ป่าตอง โดยในภูเก็ต มี 3 สาขา เปิดสาขาแรก ที่คิง เพาเวอร์ ภูเก็ต คอมเพล็กซ์ สาขาที่ 2 ที่อาคารผู้โดยสารต่างประเทศ ท่าอากาศยานภูเก็ต และสาขาที่ 3 ที่ศูนย์การค้าจังซีลอน ป่าตอง ภูเก็ต”

 

จุดเด่นของทางร้านจะผสานไทยญี่ปุ่นด้วยกัน ดูได้จากเมนูอาหาร เช่น ลาบแซลมอนแซลมอนจี๊ดจ๊าด เป็นต้น ส่วน ราเมน ผลิตเส้นเอง เป็นเส้นสดทุกอย่าง คุณภาพเหมือนกันทุกสาขา

การกินบุฟเฟ่ต์จำกัดเวลา ที่ 1 ชั่วโมง 45 นาที ในราคา 599 บาท (เมนูปลาดิบ สเต๊ก) และราคา 799 บาท (เมนูซีฟู้ด กุ้งเผาราเมน หม้อไฟ) ในช่วงโปรโมชั่น พิเศษราคา 599 ลด 15% ราคา 799 ลด 20% จนถึง 28 ธ.ค.นี้

ร้าน KIN Japanese Buffet & Ramen ชั้น G โซน Sino Phuket ศูนย์การค้าจังซีลอน ป่าตอง ภูเก็ต เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 11.00-21.00 น. โทร. 076-604-055

 

ป้านิ่ม ไส้อั่วย่าง @แม่กำปอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 ธันวาคม 2559 เวลา 11:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/469623

โดย…ยินดี ฤตวิรุฬห์

แม่กำปอง ฮิตติดลมบนกันไปแล้วสำหรับนักเดินทาง นักท่องเที่ยวที่ชอบธรรมชาติ ชอบชมวิถี เรียบๆ แบบพื้นถิ่น

แม่กำปองในวันนี้ต่างจากอดีตที่หลายคนเคยพบ เพราะความเจริญรุกคืบเข้าไป จากความนิยม ปากต่อปากของผู้คนที่ได้ไปสัมผัสมา

แม่กำปอง อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่   เป็นหมู่บ้านตั้งอยู่บนไหล่เขาที่มีความสูงเกิน 1,000 เมตร มีน้ำตกแม่กำปองเป็นแหล่งต้นน้ำ  ไหลจากหมู่บ้านลงสู่พื้นราบ ทำให้อากาศเย็นชุ่มฉ่ำเกือบทั้งปี

อาชีพของชาวบ้านคือการเก็บใบเมี่ยง หมดหน้าเมี่ยงก็เก็บกาแฟ การรวมกลุ่มของชาวบ้าน ทำให้แม่กำปองถือว่าเป็นหมู่บ้านและชุมชนที่มีความเข้มแข็ง

ความเจริญ ความนิยมที่เกิดขึ้น ทำให้ทุนนอกถิ่นกำลังรุกคืบเข้าไป ชาวบ้านดั้งเดิมบางส่วนขายที่ทาง ขณะที่บางส่วนที่อนุรักษ์แม่กำปอง ก็มีแนวคิดเพื่อรักษ์แม่กำปองให้เป็นแบบเดิม ให้นักท่องเที่ยวผู้มาเยือนได้พบกับความสงบสุข ความสบายใจ และยังเป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับชุมชนและหมู่บ้านต่างพื้นที่ได้เข้ามาเรียนรู้และศึกษา

 

ครั้งแรกเมื่อเราเดินทางไปถึงในเวลาเที่ยง ท้องเริ่มทำงาน สิ่งแรกที่คิดถึงคือมื้อแรกของเราที่ แม่กำปองจะรับประทานอะไรกัน เมื่อเสร็จสรรพจากการเก็บสัมภาระโฮมสเตย์ ถามเจ้าของบ้านว่ามีอะไร ร้านไหนบ้างที่จะฝากท้องมื้อเที่ยง และตกลงกันว่ามื้อเย็นจะกลับมาช่วย พี่ดาเรจ เจ้าของบ้านที่เราจะต้องค้างแรมด้วยทำกับข้าว คำตอบที่ได้รับคือ ร้านป้านิ่ม ไส้อั่วและเราก็หาร้านอาหารเหนือหลากเมนู

ร้านป้านิ่มอยู่ในช่วงกลางหมู่บ้านบนภูสูง เมื่อรถไต่ขึ้นไปจะเห็นควันพวยพุ่งแบบเอื่อยๆ ใช่ร้านป้านิ่ม ป้ายชัดเจน ไส้อั่วถูกวางบนเตาย่างเป็นขดๆ กลมๆ ด้วยความหิว บอกเลยน้ำลายไหล

ไส้อั่วป้านิ่มยังคงรสชาติดั้งเดิม เข้มด้วยสมุนไพรและพิเศษ ป้าจะใช้วิธีแบบคนเหนือโบราณคือย่าง ไม่ทอดหรืออบแบบร้านในเมืองใหญ่ ไส้อั่ว 2 ขีด ป้าหั่นใส่จาน ด้วยความอร่อยไม่พอ สั่งเพิ่มอีก 2 ขีด เบ็ดเสร็จเรารับประทานไป 4 ขีด ในราคารวม 120 บาท เพราะป้าขายกิโลกรัมละ 300 บาท

ร้านป้านิ่มเป็นที่นิยมของคนมาเที่ยวและชาวบ้านด้วยกันเอง ที่จะขี่มอเตอร์ไซค์มาซื้อกลับไปรับประทานที่บ้าน ด้วยนิสัยช่างสงสัย อดถามต่อไปไม่ได้ พี่คะ ไส้อั่วนี่คือเมนูที่ขายดีที่สุดใช่ไหม คำตอบที่ได้รับคือ ใช่ แต่ละวันจะขายได้ 20-30 กิโลกรัม ถ้าวันช่วงเทศกาลท่องเที่ยวหรือวันหยุดมีคนมาเที่ยวเยอะจะขายได้ดีกว่านี้

 

นอกจากไส้อั่วแล้วป้านิ่มยังมีอาหารเมือง ทั้งลาบคั่ว แกงอ่อม น้ำพริกอ่องให้ได้เลือกชิม ตัดสินใจสั่งลาบคั่วอีก 1 เมนู เพราะด้วยความชอบ ลาบคั่วแบบทางเหนือจะหอมมะแขว่น สมุนไพรพื้นถิ่น แต่ที่นี่กลับแตกต่างไป เพราะลาบคั่วที่นี่ใส่เครื่องเทศคือยี่หร่า ซึ่งแปลกไปอีกแบบ แต่ชอบแบบดั้งเดิมเหนือแท้มากกว่า และยังมีข้าวเหนียว ไก่ทอด หมูทอด และส้มตำ ที่ไว้บริการลูกค้ามาชิม

ส้มตำร้านป้าถือว่ารสเด็ด หากเห็นลีลาน้องสาวคนตำ ร่างท้วมหน่อย ตำด้วยความเนิบๆ ช้าๆ ตำแบบใจเย็นๆ ถ้าหิวอาจหงุดหงิดนิดหน่อย แต่เมื่อส้มตำเข้าไปในปาก บอกเลยหายหงุดหงิด เพราะน้องตำอร่อยมาก

ป้านิ่ม ด้านหลังเป็นริมธารน้ำที่ไหลลงมาจากน้ำตก รับประทานไป ชมสายน้ำ รับความเย็น ข้าวเหนียวนุ่มๆ อุ่นในมือ คู่กับไส้อั่วหอมกรุ่นเครื่องเทศ

เที่ยงนั้น @แม่กำปอง อิ่มแท้ อิ่มนานทีเดียว

 

เมนูสุดพิเศษ จากเชฟมิชลินสตาร์ เฮงค์ ซาเวลเบิร์ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 ธันวาคม 2559 เวลา 17:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/469519

โดย…คาเอรุ  kaeru.the.frog63@gmail.com

ห้องอาหารซาเวลเบิร์ก ห้องอาหารฝรั่งเศสโดยเชฟมิชลินสตาร์ ขอเชิญคุณๆ มาลิ้มรสความอร่อยของคอร์สเมนูมื้อกลางวันและมื้อค่ำสุดพิเศษสำหรับเทศกาลวันหยุดปีนี้ รังสรรค์โดย “เชฟเฮงค์ ซาเวลเบิร์ก” เพื่อเติมเต็มประสบการณ์ดีๆ ให้กับช่วงเวลาพิเศษ

คุณจะได้ลิ้มลองอาหารคุณภาพเยี่ยมที่ได้รับการตกแต่งมาอย่างสวยงาม และพิถีพิถันแบบร่วมสมัย ในบรรยากาศสบายๆ แต่หรูหรามีระดับ

เริ่มต้นด้วยเมนู Lukewarm sliced lobster & tartar with créme of green peas and cucumber sweet & sour; Tartar of grilled scallop with organic tomato, cucumber, pineapple and gazpacho ice cream และ Lukewarm oyster with saffron foam, spinach and caviar

 

ตามด้วยอาหารจานหลักอย่าง Fillet of doe with creamy hazelnut puree, roasted hazelnut, red cabbage,Brussels sprouts, cranberry jelly , salsify and sauce aux épices

สำหรับซิกเนเจอร์เมนูที่นักชิมยกนิ้วให้ เชฟนำเสนอเป็น Grilled North Sea turbot with broccoli, romanesco, balsamic gel, old Dutch cheese, pistachio and lemon vinaigrette จานซิกเนเจอร์ของเชฟเฮงค์

ก่อนทุกมื้ออาหารเราจะเสิร์ฟเมนูเรียกน้ำย่อยแสนอร่อย ปิดท้ายด้วยชีสและขนมหวาน ที่จะทำให้มื้อกลางวันหรือมื้อค่ำของคุณที่ห้องอาหารซาเวลเบิร์ก กลายเป็นช่วงเวลาที่แสนประทับใจส่งท้ายปี

 

วันคริสต์มาสอีฟ และวันคริสต์มาส มื้อกลางวันและมื้อค่ำ (วันที่ 24-25 ธ.ค. 2559) เมนู 6 คอร์ส ราคา 5,000 บาท++ เมนู 8 คอร์ส ราคา 6,000 บาท++

วันส่งท้ายปี และวันปีใหม่ มื้อค่ำ (วันที่ 31 ธ.ค. 2559-1 ม.ค. 2560) เมนู 6 คอร์ส ราคา 5,000 บาท++ เมนู 8 คอร์ส ราคา 6,000 บาท++

นอกจากนี้ ทางห้องอาหารยังพร้อมต้อนรับท่านที่สนใจสั่งเมนูอะลาคาร์ต สำหรับมื้อกลางวันและมื้อค่ำในวันที่26 ธ.ค.ด้วย โดยทางร้านจะปิดทำการเฉพาะมื้อกลางวันของวันที่ 1 ม.ค. 2560 เท่านั้น

ร้านอาหารซาเวลเบิร์ก อยู่ที่บริเวณด้านหน้าโรงแรมโอเรียนทอล เรสซิเดนซ์ กรุงเทพฯ ถนนวิทยุ สำรองที่นั่งหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 02-252-8001

 

ผสานวัฒนธรรม ออสเตรเลียโมเดิร์น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 ธันวาคม 2559 เวลา 16:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/469517

ผสานวัฒนธรรม ออสเตรเลียโมเดิร์น

โดย…สาโรจน์ มีวงษ์สม ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

เพิ่งจะรู้กันก็วันนี้ว่าแท้จริงแล้วประเทศออสเตรเลียนั้นไม่มีอาหารประจำชาติ จากถ้อยคำของ ดัลลัส คัดดี้ เชฟใหญ่ชาวออสเตรเลียแห่งร้านฟรี เบิร์ด (Free Bird)

“ออสเตรเลียไม่มีอาหารประจำชาติครับ แต่จะอยู่ที่เทคนิคและวิธีการปรุงที่เป็นของตัวเอง ผสานกับวัฒนธรรม และความคิดสร้างสรรค์ลงไป เมนูของชาวออสเตรเลียจึงมีหลากหลายและมีเอกลักษณ์”

จะว่าไปแล้วส่วนใหญ่อาหารออสเตรเลียนั้น จะได้อิทธิพลมาจากยุโรปและเอเชีย โดยเฉพาะอังกฤษที่มีเมนูคล้ายกันหลายอย่าง เพราะคนอังกฤษมาตั้งรกรากอยู่ที่นี่ เมนูที่หากินได้ไม่อยากก็คือ ฟิช แอนด์ ชิป สไตล์อังกฤษ ซึ่งวิธีการทำเขาจะนวดแป้งที่ใส่เบียร์ลงไปด้วย (Beer Batter) ซึ่งเชื่อว่าคาร์โบรไฮเดรตจากเบียร์จะช่วยทำให้แป้งเบา กรอบ และอร่อยมากยิ่งขึ้น

 

สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการสัมผัสวัฒนธรรม การกินของชาวออสเตรเลียนอย่างแท้จริง สามารถลองชิมอาหารพื้นเมืองออสเตรเลียขนานแท้ ได้แก่ Shepherd Pie หรือจะเป็นอาหารจานโปรดของชาวออสซี่ เช่น Vegemite ถ้าเอ่ยถึงของหวานก็จะเป็น Lamington หรือ Lemmington ขนมหวานออสเตรเลียนที่ใครได้ลองเป็นต้องติดใจไปทุกราย ซึ่งนิยมดื่มกับน้ำชา หรือกาแฟยามบ่าย ทั้งหมดนี้สามารถลิ้มลองได้จากร้านอาหารของโรงแรมในออสเตรเลียที่เราไปพักได้เลย

“อีกอย่างใครๆ ก็ทราบว่าเนื้อที่ออสเตรเลียนั้นอร่อย เมนู Beef Pie จึงเหมือนเป็นของหากินง่ายของคนที่นี่  ถ้าบอกว่า Beef Pie คนที่นึกถึงพายที่เป็นขนมหวานคงจะงง ทั้งที่จริงแล้วจะเป็นเนื้อที่ผสมกับอะไรหลายๆ อย่าง ทำให้รูปร่างคล้ายขนม แต่รสชาติกลมกล่อมอยู่นะครับ”

 

สำหรับอาหารของร้านฟรี เบิร์ด จะเสิร์ฟเมนูในสไตล์โมเดิร์นออสเตรเลีย โดยการผสมผสานความหลากหลายของวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน จึงทำให้เมนูของที่นี่ได้รับอิทธิพลจากทั้งแถบยุโรปและเอเชีย โดยตัวเชฟเองนั้นได้ผ่านประสบการณ์จากการเปิดร้านอาหารในออสเตรเลียและสิงคโปร์ มาเป็นผู้ครีเอทและดูแลเมนูทั้งหมด ซึ่งหัวใจหลักของอาหารที่นี่ก็คือรสชาติต้องดี ในอุณหภูมิที่เหมาะสม และรสสัมผัสที่หลากหลาย ในราคาที่เข้าถึงได้

“อาหารทุกจานจะเป็นอาหารสไตล์ยุโรปผสมผสมผสานกับวัตถุดิบพื้นถิ่นสดใหม่ของชาวเอเชีย ผมได้แรงบันดาลใจมาจากการเดินทาง อาหารหลายอย่างจะถูกประยุกต์ขึ้นใหม่ โดยคำนึงถึงรสชาติต้องดี อุณหภูมิต้องเหมาะสม และรสสัมผัสที่หลากหลาย ทำให้คนรับประทานจะรู้สึกตื่นเต้น และสนุกสนานกับอาหารแต่ละจาน คิดดูสิครับจากพืชผักสวนครัวในเมืองไทย ผมแค่เห็นก็รู้สึกตื่นเต้น และสนุกกับการปรุงแล้วครับ ยิ่งเวลาเห็นคนไทยเข้ามาที่ร้านรู้สึกตื่นเต้นไปกับอาหารแต่ละจาน ยิ่งเมื่อได้ลิ้มรสจะรู้สึกคุ้นเคยหน้าเขาก็จะมีความสุข ผมก็จะมีความสุขไปด้วย”

 

เชฟดัลลัสบอกเล่าถึงเมนูที่เขารังสรรค์อย่างออกรสออกชาติ ซึ่งเมนูแต่ละจานจะดูแปลกใหม่ ด้วยการเอาเทคนิคการปรุง รวมกับการครีเอททำให้อาหารจานนั้นมีมูลค่าเพิ่มขึ้นมาทันตา กลับกลายเป็นอาหารจานโมเดิร์นทว่าให้รสชาติที่คุ้นลิ้นจากวัตถุดิบที่คุ้นเคย เช่น ใบบัวบก สาหร่ายพวงองุ่น ที่เชฟแปลงร่างและผสมผสานกันได้อย่างลงตัวทีเดียว เรียกได้ว่าเป็นเมนูที่แปลกตา แต่ให้รสชาติที่คุ้นเคย ซึ่งแต่ละเมนูการจับคู่ในเรื่องวัตถุดิบเชฟต้องอาศัยความพิถีพิถันในการเลือก กว่าจะกลายเป็นเมนูที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ที่สำคัญเชฟยังบอกอีกว่าเหตุผลที่เลือกวัตถุดิบอย่างพืชผักสวนครัวในบ้านเรานั้น ก็เพื่อสนับสนุนเกษตรกรในบ้านเรา และเป็นการสนับสนุนเศรษฐกิจพอเพียง อีกประการคือจะได้ความสด มีคุณภาพ มีประโยชน์ และเป็นรสชาติที่คุ้นเคยอีกด้วย

เริ่มต้นด้วยเมนูแรก Organic Sea Urchin With Flaxseed Cracker Parmesan and Sea Grapes เชฟได้แรงบันดาลใจมาจากอาหารญี่ปุ่น คือไข่หอยเม่นทะเลเสิร์ฟพร้อมแครกเกอร์เมล็ดแฟลกซ์ เป็นการนำความนุ่มหยุ่นของเนื้อหอยเม่นมารับประทานร่วมกับความกรอบของแครกเกอร์ สอดแทรกด้วยความเข้มขของชีสและความเย็นของสาร่ายพวงองุ่น ให้ทุกคำที่เคี้ยวปนความซุกซนและน่าค้นหา

ต่อด้วย Shaved Squid With Oyter Cream Cucumber and Seaweed Butterปลาหมึกเสิร์ฟในออสเตอร์ครีม เนยซีวีด และแตงกวา เมนูเด็ดที่ผสมผสานรสชาติความหวานตามธรรมชาติของปลาหมึกเข้ากับรสชาติเค็มของเนยซีวิคอย่างลงตัว เพิ่มความหอมกลมกล่อมด้วยความสดกรอบของแตงกวา

ใครที่มองหาเมนูปลาของแนะนำ Ocean trout 600g with wakame butter,mussel escabeche and Avruga caviar เนื้อปลาโอเชียนเทราต์ย่างเนยวากาเมะหอมๆ ท็อปด้วยคาเวียร์ และผักใบบัวบกของไทย

เรียกความสดชื่นกันอีกสักหน่อยกับ Fresh ricotta cavatelli with roasted and raw beetroot, marjoram and whey พาสต้าโฮมเมดที่ทางร้านทำเอง เป็นพาสต้าที่ยัดไส้ด้วยชีสรีคอตต้า
คาวาเทลลี่รสชาติเข้มข้น นำหมูสันหลังไปทอดแล้วคลุกกับน้ำซุปที่ต้มพาสต้า เสิร์ฟพร้อมกับใบมินต์ ถั่วลันเตา และตัดด้วยความเปรี้ยวของบีทรูทเรียกความสดชื่นดีขึ้นไม่น้อย

 

ตบท้ายด้วยของหวาน Sneaker เมนูที่ได้แรงบันดาลใจมาจากพีอาร์สาวฝากซื้อรองเท้า Sneaker เมื่อคราวที่เดินทางกลับไปออสเตรเลีย แต่เข้าใจว่าฝากซื้อช็อกโกแลตในชื่อเดียวกันมา ก็เลยเป็นที่มาของเมนูนี้ เริ่มต้นจากพีนัตบัตเตอร์ ไข่แดง น้ำตาลทรายขาวนำไปเคี่ยว แล้วนำช็อกโกแลต ผงโกโก้ เนย แป้ง น้ำตาลไอซิ่ง ราดด้วยคาราเมลให้กลิ่นหอม ท็อปด้านบนด้วย
ช็อกโกแลตทัมโบ้

ร้านฟรี เบิร์ด ซอยสุขุมวิท 47 เปิดบริการทุกวัน วันจันทร์-วันศุกร์ เวลา 17.30-24.00 น. และวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 11.00-24.00 น. โทร. 02-662-4936 เว็บไซต์ www.freebirdbkk.com facebook.com/freebirdbkk

 

เที่ยว 3 วัด รับปีใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 มกราคม 2560 เวลา 11:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/474430

เที่ยว 3 วัด รับปีใหม่

โดย…สืบสิน

ยังอยู่ในช่วงของปีใหม่ หลายคนตั้งเป้าหมายที่จะทำสิ่งดีๆ ให้กับชีวิต การเข้าวัดเพิ่มความสุข และเป็นสิริมงคลกับการดำเนินชีวิตทางใจ จึงเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่อยู่ในโปรแกรมของหลายคน หากมีเวลาไม่มากนัก แนะนำว่าให้มานมัสการและไหว้พระกันที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ที่มาเพียงวันเดียวก็จะสุขทั้งกายและใจ

วันนี้เราหลบจากวัดใหญ่ๆ ที่ใครเดินทางมาที่จังหวัดนี้แล้วต้องแวะไปไหว้พระกันเป็นประจำ เป็นวัดร้างที่อาจถูกหลงลืม ทั้งที่ในอดีตนั้นล้วนเป็นวัดสำคัญทางประวัติศาสตร์เช่นกัน และมาครั้งเดียวก็สามารถไหว้พระได้ 3 วัดเลยทีเดียว ซึ่งทั้ง 3 วัดนี้ตั้งอยูที่ ต.ประตูชัย อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งตั้งอยู่ทางด้านหลังพระราชวังหลวง

วัดโลกยสุธาราม วัดที่มีพระนอนองค์ใหญ่ที่สุด

สันนิษฐานว่าได้สร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนกลาง ในรัชสมัยสมเด็จพระนครินทราธิราช พระราชบิดาเจ้าสามพระยา ราว พ.ศ. 1995 เป็นวัดที่ขึ้นเชื่อว่ามีพระพุทธไสยาสน์ หรือพระนอนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของ จ.พระนครศรีอยุธยา ที่ประดิษฐานอยู่กลางแจ้ง ก่ออิฐถือปูน มีความยาว 42 เมตร และสูง 8 เมตร พระพักตร์หันไปทางทิศเหนือ ที่พระเศียรมีดอกบัวเกยซ้อนรองรับพระเศียรแทนพระเขนย พระบาทซ้อนกันเป็นมุมฉาก นิ้วพระบาทยาวเท่ากัน สันนิษฐานว่าแต่เดิมเป็นพระพุทธรูปไม่ทรงเครื่อง แต่การบูรณะใน พ.ศ. 2499 คงมีการแก้พระเศียรเป็นอย่างพระพุทธรูปทรงเครื่อง รอบองค์พระมีเสาอิฐ 8 เหลี่ยม รวม 24 ต้น ซึ่งแต่เดิมคงจะมีการสร้างวิหารครอบพระพุทธไสยาสน์ แต่ไม่ปรากฏหลักฐานว่าได้พังทลายลงเมื่อใด ยามที่ดวงอาทิตย์ทอแสงอ่อนจะแลเห็นพระพุทธไสยาสน์องค์สีขาวห่มคลุมด้วยจีวรสีสดตัดกับท้องฟ้าจะงดงามมากทีเดียว

 

วัดแห่งนี้อยู่ใกล้กับเขตพระราชวังโบราณ และวัดพระศรีสรรเพชญ์ ด้วยเค้าโครงของสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ที่หลงเหลือในพระอารามร้างที่ถูกผลาญด้วยไฟแห่งสงครามนั้น แสดงให้เห็นถึงคุณค่าและความสำคัญของวัดโลกยสุธารามในอดีต เช่น ฐานรากที่เหลืออยู่ของพระวิหารขนาดใหญ่ถึง 9 ห้อง ที่ตั้งอยู่ตรงกลางมีความยาวถึง 49.50 เมตร กว้าง 20.10 เมตร มีมุขยื่นออกมาทั้งสองด้าน พระประธานขนาดใหญ่ที่ชำรุดเสียหายเหลือเพียงฐานด้านหลังพระอุโบสถ ยังมีพระปรางค์องค์ใหญ่สูงถึง 30 เมตร และมีแนวกำแพงแก้วล้อมรอบเขตพุทธาวาสทั้งหมด

ทุกวันนี้วัดโลกยสุธารามมักมีผู้เดินทางมาสักการะพระพุทธไสยาสน์อยู่เสมอ จนกลายเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญของอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ยังมีความเชื่อที่แพร่หลายในหมู่ผู้ที่เลื่อมใสศรัทธาว่าการได้มานมัสการพระพุทธไสยาสน์ วัดโลกยสุธารามซึ่งมีพระพักตร์ที่เปี่ยมด้วยเมตตาบารมีแห่งนี้ ถือเป็นดังนิมิตหมายอันดีที่ช่วยส่งเสริมสิริมงคลให้ชีวิต และให้คุณทางด้านเมตตามหานิยมแก่ผู้นั้นด้วย

 

วัดวรเชษฐาราม วันสำคัญที่ถูกลืม

วัดเล็กๆ ที่มีป้ายบอกเล่าเรื่องราวที่ง่ายต่อการเลยผ่านไป แต่หากได้แวะชมที่วัดนี้แล้ว นอกจากที่จะพบกับความร่มรื่นด้วยสถานแห่งธรรมะภายในขอบสีมาธรรมจักรแห่งบวรพุทธศาสนาแล้ว ยังได้แวะหาข้อมูลความรู้เชิงประวัติศาสตร์อันน่าทึ่งอีกด้วย

จากประวัติของวัดเล่าว่าวัดแห่งนี้เป็นวัดสำคัญวัดหนึ่งของกรุงศรีอยุธยา ตั้งอยู่ทางตะวันตกของพระราชวังหลวงและด้านหลังของพระราชวังหลัง ภายในกำแพงเมืองพระนครศรีอยุธยา วัดนี้ตามพระราชพงศาวดารสมเด็จพระเอกาทศรถทรงสร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ. 2136 ซึ่งเป็นวัดที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระเชษฐาของสมเด็จพระเจ้าเอกาทศรถได้ยกทัพไปตีเมืองตองอู และขณะเคลื่อนทัพถึงเมืองหางทรงประชวรหนักและเสด็จสวรรคต สมเด็จพระเอกาทศรถจึงโปรดให้อัญเชิญพระศพมายังกรุงศรีอยุธยา และให้แต่งพระเมรุสูงเส้น 17 วา แล้วเสด็จไปถวายพระเพลิงศพให้นิมนต์พระสงฆ์มาร่วมในพิธีจำนวน 1 หมื่นรูป เข้าใจว่าได้ถวายพระเพลิงศพ ณ วัดวรเชษฐารามแห่งนี้

 

ภายในกำแพงวัดประกอบด้วยเจดีย์ประธานทรงลังกาแบบสุโขทัย พระวิหารจำนวน 3 หลังพระอุโบสถ และเจดีย์ย่อมุมขนาดเล็ก 2 องค์ ตั้งอยู่บนฐานเดียวกันเชื่อกันว่าน่าจะมีการบรรจุพระอัฐิของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชไว้ภายในเจดีย์องค์ใดองค์หนึ่งภายในวัดนี้

ยังมีเรื่องราวกล่าวถึงวันนี้อีกว่าในสมัยโบราณ วัดวรเชษฐ์ถูกเรียกว่าวัดเจ้าเชษฐ์ ถือเป็นวัดประจำพระองค์พระนเรศวร แต่ที่มาเพี้ยนเป็น วัดวรเชษฐาราม นั้นอนุมานได้ว่าเป็นเพราะภายหลังการถวายพระเพลิงพระบรมศพของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชแล้ว

ผู้เฒ่าแม่แก่ชาวกรุงเก่ายังเล่าให้ฟังอีกว่าเคยมีผู้ที่ลงไปในเจดีย์ทรงปรางค์องค์ใหญ่ จะได้พบกับโกศขนาดใหญ่และมีงูเห่าเผือกนอนขดอยู่ใกล้ๆ จากนั้นให้หลังประมาณ 30 ปีก็มีเจ้าหน้าที่กรมศิลปากรลงไปเก็บสมบัติและของมีค่าเพื่อนำไปเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ ก็พบงูเห่าเผือกที่อยู่เฝ้าโกศขนาดใหญ่นี้เช่นกัน และเมื่อเร็วๆ นี้ที่ผ่านมาที่ได้มีการบวงสรวงเจดีย์เหล่านี้ ก็มีผู้พบงูเห่าเผือกเลื้อยออกมาจากช่องเจดีย์เช่นกัน

 

น่าเสียดายที่วัดแห่งนี้ถูกทอดทิ้งปล่อยให้วัดโบราณที่มีหมู่เจดีย์และเต็มไปด้วยซากปรักหักพังทางประวัติศาสตร์ วิหารที่มีเสมาโบราณที่ควรได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์ จนภายหลังได้มีกรมศิลปากรมาบูรณะจึงได้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง โดยส่วนตัวผมชอบวัดนี้มาก ผนังโบสถ์ดูขลังและงดงามมาก นอกจากนี้ยังมีโอกาสได้กราบนมัสการองค์พระภายในโบสถ์ที่แสดงถึงความสวยงาม รวมถึงองค์พระพุทธรูปด้านนอกที่ตั้งเด่นสง่าท้ากาลเวลา

วัดวรโพธิ์ วัดที่พระเจ้าทรงธรรมเคยผนวช

วัดวรโพธิ์ตั้งอยู่ตรงข้ามกับวัดวรเชษฐ์ เดิมชื่อ วัดระฆัง ใกล้กับวัดโลกยสุธาราม เป็นวัดสำคัญมาแต่อดีตโดยเป็นวัดที่ประทับของพระสังฆราชในสมัยกรุงศรีอยุธยา ไม่ปรากฏหลักฐานการสร้างที่แน่ชัด แต่มีชื่อวัดปรากฏในพงศาวดารว่า พระศรีศิลป์ (ภายหลังได้ปราบดาภิเษกขึ้นเป็น พระเจ้าทรงธรรม) ได้ผนวชที่วัดแห่งนี้ โดยได้สมณศักดิ์เป็น พระพิมลธรรมอนันตปรีชา ต่อมาในสมัย พระเจ้าบรมโกศ ได้มีการปลูกต้นโพธิ์ ซึ่งได้จากเกาะลังกา คราวที่คณะสงฆ์ได้เดินทางไปเผยแผ่พระพุทธศาสนา และได้เปลี่ยนชื่อวัดเป็น วัดวรโพธิ์ นับแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

ภายในวัดประกอบด้วย ปรางค์ประธาน มีระเบียงคตล้อมรอบ ปัจจุบันเหลือให้เห็นเฉพาะฐานเท่านั้น ด้านทิศเหนือของปรางค์ประธานยังคงปรากฏซากของอาคาร วิหารและเจดีย์เหลี่ยม ส่วนทางทิศใต้มีพระวิหารสำหรับประดิษฐานรอยพระพุทธบาทตั้งอยู่ซึ่งงดงามมาก อาคารโบราณสถานของวัดทั้งหมด มีกำแพงวัดล้อมรอบอยู่อีกชั้นหนึ่ง และต่างหันหน้าไปทางทิศตะวันออก

 

 

 

 

‘โลหะปราสาท’ พุทธศิลป์สถาปัตย์หัวแหวนแห่งรัตนโกสินทร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 มกราคม 2560 เวลา 13:57 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/474327

‘โลหะปราสาท’ พุทธศิลป์สถาปัตย์หัวแหวนแห่งรัตนโกสินทร์

โดย…โสภิตา สว่างเลิศกุล ภาพ… คลังภาพโพสต์ทูเดย์

กรุงเทพมหานครเป็นเมืองที่มีอายุเดินทางมาถึง 235 ปี เข้าไปแล้ว เพราะฉะนั้นทุกพื้นที่ในเขตเมืองเก่าแก่ชั้นใน รวมถึงชั้นนอกก็มีประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน เรียกว่าหากจะศึกษาและท่องเที่ยวกันอย่างละเอียดลออคงต้องใช้เวลากันมากมายหลายสิบปีอย่างแน่นอน

ตัวเมืองเก่าของกรุงรัตนโกสินทร์ ที่ได้รับสมญาว่าเป็น “หัวแหวนแห่งรัตนโกสินทร์” มีสถาปัตยกรรมไทยที่มีรูปแบบแปลกไปจากธรรมเนียมประเพณีบนพื้นที่เกาะรัตนโกสินทร์ และมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์อย่างมาก นั่นคือ “โลหะปราสาท” มียอดปราสาทประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่วัดราชนัดดารามวรวิหาร และอยู่ในบริเวณลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์

โดยในปี 2555 กรมศิลปากรได้ร่วมกับทางวัดบูรณะมณฑปให้เป็นสีทอง ปัจจุบันเสร็จแล้วเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จสมบูรณ์ในปี 2560

โลหะปราสาท หมายถึง คฤหาสน์ที่มียอดเป็นโลหะ เป็นชื่อดั้งเดิมของอินเดีย เรียกมาแต่ครั้งพุทธกาล

แนวความคิดของมนุษยชาติที่มีต่อการสร้างสถาปัตยกรรมในศาสนสถานที่ตนนับถือนั้น อุรา สุนทรศารทูล ช่างเอกแห่งกรมโยธาธิการให้ความเห็นว่า ช่างมักมีปรัชญาอย่างเดียวกัน ลักษณะของสถาปัตยกรรมย่อมมีความคล้ายคลึง และมีความสำคัญเท่าเทียมกันด้วย

โลหะปราสาท วัดราชนัดดารามวรวิหาร เป็นพุทธสถานสำคัญ นับเป็นองค์ที่ 3 ของโลก ปัจจุบันเหลืออยู่เพียงแห่งเดียวในประเทศไทย องค์แรกสร้างขึ้นในประเทศอินเดีย องค์ที่ 2 ที่เมืองอนุราธปุระ ประเทศศรีลังกา ซึ่งทั้งสององค์ได้ปรักหักพังสูญสิ้นไปแล้ว

ในประวัติศาสตร์ก็เคยมีการสร้างโลหะปราสาทมาแล้ว 2 หลังด้วยกัน หลังแรกก็คือปราสาทของนางวิสาขา บุตรีของธนัญชัย เศรษฐีแห่งเมืองสาวัตถี ประเทศอินเดีย โดยได้สร้างโลหะปราสาทที่มีชื่อว่า “มิคารมาตุปราสาท” เพื่อถวายเป็นที่อยู่ให้แก่พระสงฆ์ มีลักษณะเป็นปราสาท 2 ชั้น มี 1,000 ห้อง ปัจจุบันโลหะปราสาทหลังนี้หักพังจนไม่เหลือร่องรอยให้เห็นแล้ว

ส่วนโลหะปราสาทหลังที่ 2 ผู้สร้างคือพระเจ้าทุฏฐคามณี กษัตริย์แห่งกรุงอนุราชปุระ ประเทศลังกา ทรงสร้างเมื่อประมาณปี 382 โลหะปราสาทหลังนี้มี 9 ชั้น 1,000 ห้อง หลังคามุงด้วยแผ่นทองแดง ผนังเป็นไม้ประดับด้วยหินมีค่าและงาช้าง สร้างให้พระภิกษุสงฆ์อยู่อาศัยเช่นกัน ภายหลังโลหะปราสาทนี้ได้ถูกไฟไหม้และถูกทำลาย จนตอนนี้เหลือเพียงซากปราสาท แต่ก็ยังเห็นความยิ่งใหญ่ของเสาหินถึงประมาณ 1,600 ต้นด้วยกัน

สำหรับโลหะปราสาท วัดราชนัดดารามวรวิหาร ตั้งอยู่ข้างพระอุโบสถ ถัดไปทางทิศตะวันตก ตรงส่วนที่เป็นศูนย์กลางของพื้นที่ทั้งหมด พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้ช่างออกแบบก่อสร้างเมื่อปี 2389 ตามลักษณะของโลหะปราสาทที่พรรณนาไว้ในหนังสือมหาวงศ์ พงศาวดารลังกา ซึ่งพระเจ้าทุฏฐคามณีอภัย กษัตริย์ลังกาสร้างไว้เมื่อปี 387 โดยมอบหมายให้สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติ (ทัต บุนนาค) ขณะยังเป็นพระยาศรีพิพัฒน์รัตนราชโกษา ดำรงตำแหน่งอธิบดีก่อสร้าง ว่าช่างสิบหมู่และช่างศิลา เป็นแม่กองดำเนินการก่อสร้าง การออกแบบก่อนก่อสร้างได้เล่าขานกันว่า พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้ช่างเดินทางไปดูแบบโลหะปราสาท ณ ลังการประเทศด้วย โดยนำเค้าเดิมมาเป็นแบบ แล้วปรับปรุงให้เป็นสถาปัตยกรรมตามลักษณะศิลปกรรมไทย

แผนผังรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสตามโลหะปราสาทที่เมืองลังการ ส่วนลักษณะสถาปัตยกรรมนั้น สร้างตามแบบศิลปกรรมไทย ฐานกว้างด้านละ 23 วา เป็นอาคาร 7 ชั้น ลดหลั่นกันขึ้น อาคารชั้นล่างชั้นที่ 3 และชั้นที่ 5 จะเป็นคูหาและระเบียงรอบ ในชั้นที่ 2 ชั้นที่ 4 ชั้นที่ 6 ทำเป็นคูหาจตุรมุขมียอดเป็นบุษบกชั้นละ 12 ยอด และชั้นที่ 7 เป็นยอดปราสาทจตุรมุขสำหรับประดิษฐานพระบรมธาตุ รวมเป็น 37 ยอด หมายถึงหลักธรรมในพระพุทธศาสนา 37 ประการ ที่เป็นปัจจัยให้ดำเนินไปสู่ความหลุดพ้นเข้าสู่ดินแดนพระนิพพาน ที่เรียกว่า “โพธิปักขิยธรรม 37 ประการ” การขึ้นสู่โลหะปราสาทแต่ละชั้น จะมีบันไดวนตั้งอยู่ใจกลางของอาคาร โดยตั้งซุงขนาดใหญ่ยึดเป็นแม่บันได

โลหะปราสาท ได้รับการปรับปรุงหลายครั้ง ภายหลังก่อสร้างขึ้นตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่ภายหลังพระองค์สวรรคตลง โลหะปราสาทก็มิได้ปรับปรุงแล้วเสร็จ จนกระทั่งได้บูรณะครั้งใหญ่จนแล้วเสร็จในสมัยพระราชปัญญาโสภณ (สุข ปุญญรํสี) ปี 2506 โดยมี จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้ร่วมกันปรับปรุงแล้วเสร็จ เป็นแบบก่อโบกปูนสีแดง มณฑปทาสีขาว และเมื่อปี 2525 ครั้งสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี โลหะปราสาทได้รับการตกแต่งให้สง่างามอีกครั้งหนึ่ง

ครั้งเมื่อปี 2530 มีการจัดงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ครบ 200 ปีวันพระราชสมภพ ได้มีการสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวและพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์ ได้มีการรื้อถอนอาคารหรือโรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมไทยที่บดบังโลหะปราสาทอยู่เป็นเวลานานออก โลหะปราสาทจึงปรากฏให้เห็นความงามสง่าเด่นชัดอยู่ท่ามกลางสถาปัตยกรรมไทยของวัดราชนัดดารามวรวิหาร

ในปี 2539 พล.อ.ต.อาวุธ เงินชูกลิ่นศิลปินแห่งชาติสาขาสถาปัตยกรรม (ในเวลาต่อมา) ได้ออกแบบวัสดุมุงและเครื่องประดับหลังคาเป็นโลหะและทองแดงรมดำ ทำให้ออกมาเป็นสีดำ ก่อนที่จะบูรณะมณฑปให้เป็นสีทองในปัจจุบัน

สามารถเข้าชมโลหะปราสาทได้ตั้งแต่เวลา 09.00-17.00 น. มีรถโดยสารประจำทาง สาย 2 5 12 15 35 39 503 511 512 หรือจะนั่งเรือโดยสาร (คลองแสนแสบ) มาลงท่าเรือผ่านฟ้าลีลาศ

 

เดินชิลเสพงานศิลปะเก๋ๆ ARTBOX At Chatuchuk

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 มกราคม 2560 เวลา 13:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/474326

เดินชิลเสพงานศิลปะเก๋ๆ ARTBOX At Chatuchuk

โดย…

ใครชื่นชอบงานศิลปะและงานแฮนด์เมดเก๋ๆ ขอแนะนำให้ไป ARTBOX ที่หลายคนตั้งตาคอย คราวนี้มายึดโลเกชั่นแถวสวนจตุจักร จึงใช้ชื่อว่า ARTBOX At Chatuchuk เริ่มเปิดตั้งแต่ปลายเดือน ก.ย.ปีที่แล้ว

ครั้งนี้ ARTBOX At Chatuchuk ขยายเวลาเดินชิลให้เร็วกว่าเดิมราวเที่ยงๆ บ่ายๆ ก็สามารถไปเดินเที่ยวเล่นได้จนถึง 5 ทุ่ม เปิดเฉพาะวันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์เท่านั้น คาดว่าจะมีไปถึงปลายเดือน เม.ย.นู้น

ตลาดแห่งนี้แบ่งโซนออกเป็นร้านอาหารสมัยใหม่ คือ โซน Food Truck ที่จะมีเวทีคอนเสิร์ตให้ดื่มด่ำกับเสียงเพลงเพราะๆ ด้วย นอกจากนี้ยังมี Street Art ที่กระจายอยู่ตามจุดต่างๆ อีกด้วย

 

ที่น่าสนใจสำหรับหญิงสาวและคนที่มาเป็นครอบครัว คือ โซนแฟชั่นที่มีขายตั้งแต่กระเป๋า รองเท้า หมวก เครื่องประดับ เคสโทรศัพท์มือถือเก๋ๆ มากมาย และอีกจุดที่ดึงดูดใจสำหรับคนรักงานศิลปะ คือ มุมวาดภาพอาร์ตสวยๆ โดยนักวาดส่วนใหญ่มาจากรั้วศิลปากร เช่น บูธของ ขนุน-ศิริพรศรีศุภวิชากิจ วัย 19 ปี นักศึกษาคณะมัณฑนศิลป์ เอกออกแบบตกแต่งภายใน ให้บริการวาดภาพสีน้ำเป็นภาพวิวและพอร์ตเทรต ราคาย่อมเยาแต่ฝีมือใช้ได้เลย คือ ภาพเดี่ยว 180 บาท ภาพคู่ 300 บาท ภาพ 3 คน 400 บาท หากใครจองคิววาดภาพของเธอก่อนในเฟซบุ๊กหรือไลน์ส่วนตัว ก็สามารถเอารูปที่คุณต้องการวาดมาให้เธอวาดได้เลยที่ไลน์ไอดี k-kanun หรือทางเฟซบุ๊ก kanun srisupavichakit จะได้เป็นคิวแรกๆ แล้วเดินต่อไปเที่ยวหลังจากนั้นครึ่งชั่วโมงสามารถมารับภาพสวยๆ ไปได้เลย

เช่นเดียวกับนักวาดภาพ นันท์-กุลนันท์ โอภาสสถาพร วัย 19 ปี นักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากร คณะนิเทศศิลป์ สาขาออกแบบ ภาพที่นันท์ถนัดวาดคือภาพประกอบ หรือภาพการ์ตูนมีคาแรกเตอร์ นันท์มีบริการส่งภาพทางไปรษณีย์ด้วยหากส่งธรรมดาคิดค่าบริการ 30 บาท ส่งทางอีเอ็มเอส 50 บาท หากใครอยากได้ภาพเร็วสามารถไปจองคิวและส่งภาพที่ต้องการให้วาดผ่านทางไอดีไลน์ nun_3004 หรือทางไอจี : nunnlk ได้เลย

สำหรับการเดินทางมา ARTBOX At Chatuchuk ก็ง่ายสะดวกสบายด้วยการเดินทางด้วยรถไฟฟ้า MRT กำแพงเพชร ทางออกที่ 1 เดินต่อไปอีกนิดก็จะเจอ สังเกตง่ายๆ คือมีบอลลูนสีขาวสกรีน ARTBOX ลอยอยู่บนฟ้ารับรองเห็นง่ายแต่ไกล