นายกฯย้ำใช้คำสั่งศาลให้เฟซบุ๊กปิดกั้นยูอาร์แอลผิดกฎหมาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 พฤษภาคม 2560 เวลา 16:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/495090

นายกฯย้ำใช้คำสั่งศาลให้เฟซบุ๊กปิดกั้นยูอาร์แอลผิดกฎหมาย

พล.อ.ประยุทธ์เผยใช้คำสั่งศาลในการให้เฟซบุ๊กปิดกั้นยูอาร์แอลผิดกฎหมาย เผยเหลืออีก 131 ยูอาร์แอล หลังปิดไปแล้ว 6,900

เมื่อวันที่ 16 พ.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กรณีครบกำหนดการขอความร่วมมือเฟซบุ๊กในการปิดกั้นและลบเพจที่มีเนื้อหาที่มีความผิดตามพ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 มาตรา 116 นั้น โดยส่วนตัวไปบังคับเฟซบุ๊กได้หรือไม่ และใครทำได้ ที่ผ่านมารัฐขอความร่วมมือตลอด แต่เพิ่งให้ความร่วมมือในช่วงนี้ที่มีการปิดเว็บไซต์ที่ผิดกฎหมายกว่า 6,900 ยูอาร์แอล เหลือ 131 ยูอาร์แอล

“ตอนนี้พยายามทำตรงนี้อยู่ ต้องห้ามกันไปเรื่อยๆ ขอความร่วมมือกับรัฐบาลต่างประเทศ ภาคเอกชน และคนที่รับผิดชอบโดยตรง คือ คนที่กำกับดูแลเว็บไซต์ในประเทศไทย ล้วนเป็นธุรกิจทั้งสิ้น ต้องใช้คำสั่งศาลในการปิด ซึ่งมีวิธีการที่ดีกว่านี้ไหม ถ้าเราไม่ทำอะไรเลย ไม่ควบคุมอะไรเลยก็ต้องเป็นอยู่แบบนี้ ก็ต้องไปคิดเอา”พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

 

กสทช.เผยเฟซบุ๊กพร้อมแบนยูอาร์แอลผิดกม.หากได้รับหมายศาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 พฤษภาคม 2560 เวลา 14:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/495065

กสทช.เผยเฟซบุ๊กพร้อมแบนยูอาร์แอลผิดกม.หากได้รับหมายศาล

กสทช.เผยเฟซบุ๊กยืนยันให้ความร่วมมือนำยูอาร์แอลผิดกฎหมายออก หากได้รับหมายศาล เผยยังขาดหมายศาลอีก 97 ยูอาร์แอล

เมื่อวันที่ 16 พ.ค. นายฐากร ตัณฑสิทธิ์เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) กล่าวว่า กสทช.ได้รับรายงานจาก สมาคมผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตประเทศไทย(ไอเอสพี)ว่า ยังมียูอาร์แอล ที่ผิดกฏหมายซึ่งส่วนใหญ่เป็นยูอาร์แอลของเฟซบุ๊กจำนวน 131 ยูอาร์แอล ที่ยังไม่นำออก กสทช.จึงประสานงานเพื่อส่งหมายศาลให้เฟซบุ๊กดำเนินการโดยล่าสุดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอี ได้ส่งหมายศาลเพิ่มเติมมาอีก 34 ยูอาร์แอล ขาดหมายศาลอีก 97 ยูอาร์แอล โดยกระทรวงดิอีจะส่งหมายศาลมาให้โดยเร็วที่สุด

“เฟซบุ๊กยืนยันว่าจะดำเนินการนำข้อมูลออกให้หากได้รับหมายศาลครบถ้วนตามหลักสากล”นายฐากรกล่าว

นายฐากรกล่าวอีกว่า ในอนาคตจะดำเนินการใน 2 ทาง คือเมื่อกระทรวงดิอีได้รับหมายศาลแล้วจะประสานตรงไปที่เฟซบุ๊ก ขณะที่กสทช.จะประสานงานตรงไปที่สมาคมไอเอสพีเพื่อให้ดำเนินการกระบวนการติดตามว่า เมื่อเฟซบุ๊กได้รับหมายศาลแล้วจะดำเนินการให้อย่างไร ซึ่งกสทช. คาดว่าภายในสิ้นเดือนนี้กระบวนการนำข้อมูลผิดกฏหมายออก จะดำเนินการได้ครบสมบูรณ์

ภาพ…เอเอฟพี

 

ไมโครซอฟท์จี้โลก กำกับอาวุธไซเบอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 พฤษภาคม 2560 เวลา 07:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/494993

ไมโครซอฟท์จี้โลก กำกับอาวุธไซเบอร์

ประธานไมโครซอฟท์จี้รัฐบาลทั่วโลกจัดการอาวุธไซเบอร์ หลังหลุดออกมาจากหน่วยงานมั่นคงสหรัฐ

แบรด สมิธ ประธานของไมโครซอฟท์ บริษัทเทคโนโลยีชื่อดังผู้พัฒนาระบบปฏิบัติการวินโดวส์ ที่ตกเป็นเหยื่อการโจมตีทางไซเบอร์ด้วยแรนซัมแวร์ หรือมัลแวร์เรียกค่าไถ่ครั้งใหญ่ระบาดไปทั่วโลก เปิดเผยว่า การโจมตีดังกล่าวนับเป็นสัญญาณเตือนถึงรัฐบาลทั่วโลกให้หาทางกำกับดูแลอาวุธไซเบอร์ด้วยกฎเดียวกับที่บังคับใช้กับอาวุธ หลังมัลแวร์ที่แพร่กระจายในครั้งนี้ถูกลักลอบขโมยมาจากสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐ (เอ็นเอสเอ)

ก่อนหน้านี้ เว็บไซต์วิกิลีกส์เปิดเผยเอกสารของซีไอเอ แสดงให้เห็นว่าซีไอเอกำลังมุ่งเน้นหาทางเจาะระบบสมาร์ทโฟน ทั้งระบบไอโอเอสของแอปเปิ้ล อิงค์ และแอนดรอยด์ ของกูเกิลอิงค์ รวมถึงสมาร์ททีวีของซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์

สมิธ ระบุว่า เอ็นเอสเอและสำนักข่าวกรองกลางสหรัฐ (ซีไอเอ) มีอาวุธที่อันตรายสะสมไว้ และเมื่อหลุดออกมาก็สร้างผลกระทบไปทั่วโลก โดยสถานการณ์ดังกล่าวเปรียบได้ดังกองทัพสหรัฐปล่อยให้มีผู้ขโมยขีปนาวุธออกไปใช้

ภาพ เอเอฟพี

 

ชี้องค์กรไทยตื่นแล้วปรับตัวสู่ยุคดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 พฤษภาคม 2560 เวลา 06:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/494982

ชี้องค์กรไทยตื่นแล้วปรับตัวสู่ยุคดิจิทัล

ไมโครซอฟท์ชี้พนักงาน 67% เริ่มรู้สึกว่าองค์กรไทย ขยับใช้เทคโนโลยีเข้าสู่ยุคการเปลี่ยนผ่านโลกดิจิทัล

น.ส.ชุติมา สีบำรุงสาสน์ ผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรบุคคล บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ได้จัดทำผลสำรวจไมโครซอฟท์ เอเชีย เวิร์คเพลซ 2020 โดยสำรวจคนทำงาน 4,200 คน จาก 14 ประเทศในเอเชีย พบว่า คนทำงานไทย 67% รู้สึกว่าบริษัทที่ตัวเองทำงานอยู่เริ่มปรับตัวใช้เทคโนโลยีเพื่อเข้าสู่โลกการทำงานในยุคดิจิทัลแล้ว เป็นอันดับ 3 ของประเทศในเอเชียที่ตระหนักสูง รองจากอินเดียและเวียดนาม ส่วนค่าเฉลี่ย 14 ประเทศอยู่ที่ 48%

ทั้งนี้ ปัจจัยการไปสู่โลกทำงานยุคดิจิทัลมี 3 ส่วน คือ คน สถานที่ และเทคโนโลยี โดยต้องพัฒนาคนให้ทำงานได้ยืดหยุ่น จะทำได้ต่อเมื่อวัฒนธรรมองค์กรมีการประสานงาน แบ่งปันข้อมูลกัน และผู้บริหารมีวิสัยทัศน์ ด้านสถานที่ องค์กรต้องออกแบบรูปแบบการทำงานให้คนทำงานได้จากทุกที่ เข้าถึงข้อมูลได้แบบไม่มีความเสี่ยง ต้องมองหาเทคโนโลยีที่ช่วยให้คนทำงานร่วมกันได้โดยปราศจากข้อจำกัดเรื่องสภาพแวดล้อม ซึ่งจากการพูดคุยฝ่ายทรัพยากรบุคคลองค์กรไทย พบว่า ผู้บริหารทุกองค์กรให้ความสำคัญเปลี่ยนผ่านการทำงานสู่ยุคดิจิทัลและวางเรื่องนี้เป็นหนึ่งในกลยุทธ์องค์กร

“เมื่อถามถึงเทคโนโลยีเด่นๆ ที่จะช่วยยกระดับที่ทำงานในปี 2563 พบว่า 42% คิดถึงปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) 42% ต้องการระบบเครือข่ายสังคมภายในองค์กรเพื่อสื่อสารด้วยวิดีโอและเสียง40% ต้องการพื้นที่ทำงานเสมือนจริงเพื่อพูดคุย ส่งเอกสารเรียลไทม์” น.ส.ชุติมา กล่าว

สำหรับไมโครซอฟท์ได้เปิดตัวไมโครซอฟท์ ทีมส์ พื้นที่ทำงานรูปแบบแอพพลิเคชั่นแชตบนออฟฟิศ 365 สร้างประสบการณ์แชตใหม่สำหรับทำงานเป็นทีม เป็นศูนย์กลางที่ทีมมีเครื่องมือและข้อมูลพร้อมทำงานเสมอ ปรับแต่งพื้นที่ทำงานได้ และระบบรักษาความปลอดภัย

ภาพ เอเอฟพี

 

ผ่ากลยุทธ์ ฟื้นแบรนด์โมโต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 พฤษภาคม 2560 เวลา 02:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/494976

ผ่ากลยุทธ์ ฟื้นแบรนด์โมโต

โดย…ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ

หลังหายไปจากตลาดสมาร์ทโฟนไทยประมาณ 6-7 ปี และกลับมาอีกครั้งก็กลายเป็นหนึ่งในเครือธุรกิจของยักษ์ใหญ่จากจีนอย่างเลอโนโวด้วยดีล 2,910 ล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อปี 2557 สำหรับในไทยเลอโนโวก็ได้ส่งทีมบริหารที่ดูแลเฉพาะแบรนด์โมโตโรล่าโดยเฉพาะ หวังคืนชีพสมาร์ทโฟนกลุ่มไฮเอนด์เต็มสูบ

อาวิทย์ จิระเลิศพงษ์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาดกลุ่มผลิตภัณฑ์สมาร์ทโฟน บริษัท เลอโนโว (ประเทศไทย) กล่าวว่า ความเป็นแบรนด์โมโตโรล่ายังคงเป็นที่เชื่อถือในตลาดสมาร์ทโฟนที่มีความทนทานและคุณภาพ ซึ่งหลังจากนี้พร้อมทำตลาดเต็มที่ในชื่อแบรนด์ โมโตโรล่า แต่ยังคงใช้ชื่อรุ่นของสมาร์ทโฟนต่างๆ ว่า โมโต เช่นเดิม

“เราจะสื่อสารกับลูกค้าในชื่อแบรนด์ว่า โมโตโรล่า ให้มากขึ้น เพื่อเรียกความเชื่อมั่นว่าเรากลับมาแล้วและเน้นสร้างแบรนด์อิมเมจในสื่อหลักมากขึ้น เพราะโมโตโรล่าค่อนข้างแข็งแรงในกลุ่มผู้ที่คุ้นเคยกับการใช้งานสมาร์ทโฟนรุ่นฝาพับ”อาวิทย์ กล่าว

ทั้งนี้ ยังทุ่มงบเพิ่มจากเดิม 200% เพื่อสร้างภาพลักษณ์ความเป็นพรีเมียมแบรนด์ที่มีสินค้าทุกระดับราคาและตั้งเป้าติดอันดับท็อป 3 ในกลุ่มสมาร์ทโฟนระดับไฮเอนด์ โดยจะประกาศออกทุกช่องทางให้ลูกค้าได้รับรู้ อาทิ การออกงานไทยแลนด์ โมบาย เอ็กซ์โป ในวันที่ 18-21 พ.ค.นี้ ด้วยบูธโมโตโรล่าที่แยกออกมาจากเลอโนโว เพื่อให้คนรุ่นใหม่ที่เข้าไปเดินในงานทราบถึงความเป็นโมโตโรล่ามากขึ้น

แม้ว่าโมโตจะมีผู้ติดตามมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเจนเอ็กซ์ปลายๆ จนถึงยุคเจนวาย (Generation Y) ที่ยังซื้อเครื่องนอกมารีวิว ซึ่งบริษัทต้องการสื่อสารแบรนด์ให้กับคนทั้งกลุ่มเจนวายและเจนแซด (Generation Z) ที่ไม่เคยสัมผัสสินค้าของโมโตได้รู้ถึงประสิทธิภาพของเครื่องที่ดีเยี่ยมและเป็นแบรนด์ยุคแรกๆ ที่อยู่ในใจของผู้ใช้งาน (Top of mine) มานาน ในขณะเดียวกันก็บอกให้คนรุ่นเจนวายทราบว่าโมโตกลับมาแล้ว

นอกจากนี้ การทำตลาดแบรนด์เลอโนโวและโมโตจะแยกทีมกันอย่างชัดเจนและโฟกัสตลาดกันคนละกลุ่ม ซึ่งโมโตจะมีสินค้าทุกระดับราคาเพื่อให้ลูกค้าสามารถหาซื้อมาใช้งานได้ตามสเปกเครื่องและราคาที่ต้องการ โดยจะแบ่งเป็น 4 ซีรี่ส์ ซีรี่ส์ละ 2-3 รุ่น ที่จะเปิดวางขายตลอดทั้งปี

จุดเด่นสำคัญที่โมโตจะสื่อให้ลูกค้ามั่นใจได้ คือแบรนด์โมโต ไม่ว่าจะระดับราคาเท่าไหร่ การอัพเดทซอฟต์แวร์บนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ของโมโตจะทำได้อย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นแบรนด์เดียวที่ใช้แอนดรอยด์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ จึงมั่นใจได้เรื่องความเสถียรของระบบ ไม่มีปัญหาเครื่องค้างและหน่วง ถือว่าตอบโจทย์การใช้งานของลูกค้าได้ดีที่สุด

การกลับมาครั้งนี้ถือว่าเป็นจังหวะของตลาดสมาร์ทโฟนแบรนด์จีนและเกาหลีที่กำลังเจอปัญหาใหญ่ แน่นอนว่าจะเป็นโอกาสในการกลับมาของโมโตเพราะผู้ใช้งานจะเริ่มเปิดใจมองแบรนด์อื่นๆ มากขึ้น หากรอยัลตี้ของแบรนด์อันดับ 1 และ 2 ทำได้ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ ก็อาจเสียโอกาสในจุดนี้ได้ ต้องรอติดตามการกลับมาของโมโตโรล่าภายใต้บริษัทเลอโนโวดูสิ ว่าจะเดินหน้าได้อย่างแข็งแรงอีกรอบหรือไม่

 

กสทช.กำชับผู้ให้บริการมือถือ-อินเทอร์เน็ตป้องกัน “วอนนาคราย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 พฤษภาคม 2560 เวลา 15:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/494911

กสทช.กำชับผู้ให้บริการมือถือ-อินเทอร์เน็ตป้องกัน "วอนนาคราย"

กสทช. สั่งกำชับผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่-อินเทอร์เน็ต-วงจรสื่อสารระหว่างประเทศ ป้องกันการโจมตีจากมัลแวร์วอนนาคราย

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) กล่าวว่า ตามข่าวที่ปรากฏขณะนี้ว่าหลายประเทศถูกคุกคามจากมัลแวร์ วอนนาคราย ที่แพร่กระจายไปยังคอมพิวเตอร์ทั่วโลก โดยมัลแวร์ดังกล่าวเป็นโปรแกรมที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อสร้างความเสียหายให้แก่ข้อมูลที่อยู่ในคอมพิวเตอร์ โดยการเจาะเข้าไปในระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ติดมัลแวร์ดังกล่าวจะไม่สามารถเปิดใช้งานข้อมูลใดๆ ได้เลย จนกว่าเจ้าของเครื่องจะยอมจ่ายค่าไถ่เพื่อปลดล็อก นั้น

จากการตรวจสอบของสำนักงาน กสทช. ขณะนี้ ยังไม่มีผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) และผู้ให้บริการวงจรสื่อสารระหว่างประเทศ (IIG) ในประเทศไทยรายใดที่ได้รับผลกระทบจากการโจมตีของมัลแวร์เหมือนในบางประเทศที่มัลแวร์นี้เข้าไปในระบบทำให้ผู้ให้บริการโทรคมนาคมไม่สามารถคิดค่าบริการ และให้บริการได้ แต่เพื่อเป็นการป้องกัน สำนักงาน กสทช. จึงได้สั่งกำชับไปยังผู้ให้บริการทุกราย ให้ตรวจสอบระบบเครือข่ายสารสนเทศ และเตรียมการป้องกันการคุกคามจากจากมัลแวร์วอนนาครายไม่ให้เกิดความกระทบกระเทือนต่อระบบคอมพิวเตอร์ที่เกี่ยวกับการให้บริการ ไม่ว่าจะเป็น การให้บริการ การคิดค่าโทรศัพท์ ค่าบริการ บริการคลาวด์ เซอร์วิสต่างๆ ที่ให้บริการกับผู้ใช้งาน พร้อมทั้งขอให้ผู้ให้บริการทุกรายเตรียม Call Center เพื่อให้ข้อมูลการป้องกันการโจมตีจากมัลแวร์วอนนาครายให้กับผู้ใช้บริการด้วย

 

ตร.เผยองค์กรในไทย2-3รายถูก “วอนนาคราย” โจมตี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 พฤษภาคม 2560 เวลา 15:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/494907

ตร.เผยองค์กรในไทย2-3รายถูก "วอนนาคราย" โจมตี

ตำรวจเผยองค์กรบางส่วนในไทยถูก “วอนนาคราย” โจมตี เผยตำรวจสากลได้มีการแจ้งเตือนให้เฝ้าระวัง

เมื่อวันที่ 15 พ.ค. พล.ต.ต.ศิริพงษ์ ติมุลา ผู้บังคับการกองบังคับการการสนับสนุนทางเทคโนโลยีสำนักงานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ผบก.สทส.) กล่าวถึงการป้องกันการถูกโจมตีจากมัลแวร์เรียกค่าไถ่ “วอนนาคราย” หลังผู้เชี่ยวชาญจากสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร ออกมาเตือนถึงความเป็นไปได้อาจเกิดการโจมตีทางไซเบอร์ ในวันนี้ ว่า  ปัจจุบันการเผยแพร่ไวรัสดังกล่าวเกิดขึ้นทั่วโลก ในส่วนของไทย กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, ศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์ประเทศไทย (ไทยเซิร์ต) ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบได้มีการแจ้งเตือนให้แนวทางการปฏิบัติ แนวทางการป้องกัน ให้ผู้ใช้บริการ และผู้ให้บริการหรือผู้ดูแลระบบ ต้องทำการอัพเดทซอฟต์แวร์วินโดวส์ให้ทันสมัย รวมทั้งสามารถติดตามรายละเอียดอื่นๆได้ที่ www.thaicert.or.th

ในส่วนของผู้ดูแลระบบให้พิจารณาให้ถี่ถ้วนเนื่องจากถ้าติดไวรัสแล้วก็จะส่งผลกระทบต่อลูกค้า ถ้าหากบริษัทใดหรือองค์กรใดถูกไวรัสจนได้รับความเสียหาย สามารถไปแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีได้ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี(บก.ปอท.) ในประเทศไทยทราบว่ามีองค์กรที่ถูกไวรัสโจมตีแล้วบางส่วนประมาณ 2-3 รายแต่ไม่ขอเปิดเผยรายละเอียด แต่เบื้องต้นยังไม่มีการไปแจ้งความกับปอท.

ด้าน พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร. กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่พบว่ามีการโจมตีระบบคอมพิวเตอร์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติซึ่งเรื่องนี้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้สั่งให้ทุกหน่วยงานเฝ้าระวังพร้อมทั้งประชาสัมพันธ์ให้กับประชาชนได้รับทราบ หน่วยงานต่างๆทั่วโลกก็มีความเป็นห่วงโดยเฉพาะตำรวจสากล ได้แจ้งแผนประทุษกรรมมายังไทย

สำหรับการโจมตีของไวรัสดังกล่าวสามารถแพร่กระจายได้รวดเร็ว ซึ่งต้นทางของคนที่ปล่อยทราบว่ามาจากทางยุโรป ไม่สามารถระบุได้ว่าประเทศใด ซึ่งคนร้ายก็จะอยู่ไม่เป็นที่เป็นทาง สามารถเคลื่อนที่ไปได้ตลอดสำหรับวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายในการโจมตีนอกจากเรียกค่าไถ่แล้วก็ไม่ทราบเหมือนกันว่ามีอะไรแอบแฝงหรือไม่

ภาพจาก www.fm91bkk.com

 

เทคโนโลยี VR ช่วยนักศึกษาแพทย์ฝึกแจ้งข่าวร้ายแก่ผู้ป่วย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 พฤษภาคม 2560 เวลา 13:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/494895

เทคโนโลยี VR ช่วยนักศึกษาแพทย์ฝึกแจ้งข่าวร้ายแก่ผู้ป่วย

MPathic VR ช่วยให้บรรดานักศึกษาแพทย์ซ้อมรับมือกับสถานการณ์ยากลำบาก เพื่อการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ

การแจ้งข่าวร้ายไม่ใช่เรื่องง่าย เป็นคุณผู้อ่านจะทำอย่างไรถ้าต้องบอกกับคนที่อยู่ตรงหน้าว่าเขาเหลือชีวิตอยู่บนโลกนี้อีกแค่ 3 เดือนเท่านั้น หรือลูกของเขาได้เสียชีวิตไปแล้ว หลังการผ่าตัด มันเป็นสถานการณ์ที่น่าอึดอัด และไม่ใช่เราทุกคนที่จะได้ทำหน้าที่แจ้งข่าวอันไม่พึงประสงค์นี้บ่อยนัก แต่ไม่ใช่กับบรรดาแพทย์ผู้ต้องทำงานอยู่กับความเป็นความตายตลอดเวลา

ด้วยเทคโนโลยีภาพเสมือนจริงที่เรียกกันว่า MPathic VR อุปกรณ์นี้จะทำหน้าที่เป็นหลักสูตรฝึกหัดให้บรรดานักศึกษาแพทย์ทั้งหลาย เรียนรู้วิธีการแจ้งข่าวร้ายอย่างเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการวินิจฉัยโรคมะเร็ง หรือการเสียชีวิตจากการรักษาก็ตาม เทคโนโลยีนี้ถูกพัฒนาขึ้นโดย Medical CyberWorlds โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้บรรดาแพทย์ฝึกหัดเหล่านี้เตรียมตัวรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นจริง ซึ่งผลการศึกษาเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาชี้ชัดว่า นักศึกษาแพทย์ที่ผ่านการฝึกฝนจาก MPathic VR รู้สึกว่าตนเองมีทักษะ และความมั่นใจเพิ่มมากขึ้นในการสื่อสาร

นักเรียนแพทย์ทดลองแจ้งข่าวร้ายว่าผู้ป่วยเป็นลูคิเมีย กับ MPathic VR

สำหรับขั้นตอนการเรียนรู้ นักศึกษาแพทย์จะสนทนาแบบเรียบไทม์กับคาแรคเตอร์ใน VR พวกเขาจะต้องตีความสิ่งที่ตัวละครพูด และภาษากายของตัวละคร เพื่อรับรู้ว่าขณะนั้นตัวละครกำลังรู้สึกอย่างไร และควรตอบสนองด้วยการกล่าวสิ่งใดต่อ ซึ่งปฏิกิริยาของตัวละครใน VR นั้นจะถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์ผ่านสีหน้า แววตา น้ำเสียงอย่างเหมือนจริงที่สุด พร้อมกันนั้น VR เองก็จะพิจารณาสิ่งที่นักศึกษาพูด อารมณ์ และภาษากายของพวกเขาเช่นกัน ซึ่งหากสถานการณ์ย่ำแย่ลงเรื่อยๆ ในท้ายที่สุดระบบจะมีปุ่ม Reset ให้กด เพื่อเริ่มใหม่ เหมือนเล่นเกม ซึ่งสิ่งนี้ไม่อาจทำได้ในชีวิตจริง

หลังการฝึกฝน แพทย์ฝึกหัดเหล่านี้จะเรียนรู้ถึงการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพแก่ผู้ป่วยมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ไม่น่าแปลกใจว่าการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ และประสบความสำเร็จนั้นเป็นส่วนหนึ่งที่ชี้ว่าระบบบริการสุขภาพนั้นๆเป็นระบบที่ดี  ผลสำรวจก่อนหน้าระบุว่าการสื่อสารที่แย่ระหว่างเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ และผู้ป่วยนำไปสู่การรักษาพยาบาลที่ผิดพลาดได้ ซึ่งข้อมูลจาก CyberWorlds การรักษาพยาบาลที่ผิดพลาดคร่าชีวิตผู้ป่วยมากถึง 210,000 – 440,000 ทุกปี

นอกจากนั้นนักศึกษายังได้สามารถฝึกฝนในการรับมือกับสถานการณ์ที่ยากลำบากอื่นๆอีก 2 สถานการณ์จากเทคโนโลยี VR นี้เช่น การทำงานร่วมกับพยาบาลที่กำลังหงุดหงิดเพราะทิ้งให้เข้าเวรคนเดียว กับการเผชิญกับครอบครัวที่กำลังขัดแย้งกันในการดูแลผู้ป่วย เป็นต้น

ด้านทางผู้ผลิตเองระบุว่าเทคโนโลยีของพวกเขานั้นมีประสิทธิภาพในการทำงานจริง มากกว่าการฝึกอบรมแบบเดิมๆ รวมทั้งยังมีค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่าอีกด้วย ซึ่งในปัจจุบันเทคโนโลยีเริ่มมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในวงการแพทย์ ก่อนหน้านี้ในหลายวิทยาลัยก็ใช้เทคโนโลยี VR ในการจำลองอวัยวะภายในร่างกาย เพื่อฝึกซ้อมมือให้แก่การผ่าตัดมาแล้ว

ตัวอย่างสถานการณ์จำลองอื่นๆ จากเทคโนโลยี VR

 

 

ขอบคุณวิดีโอจาก Codefilms

 

 

โลกผวามัลแวร์ใหม่ โจมตีซ้ำอีกระลอก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 พฤษภาคม 2560 เวลา 06:47 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/494860

โลกผวามัลแวร์ใหม่ โจมตีซ้ำอีกระลอก

โลกผวามัลแวร์ตัวใหม่ เตือนภัยแฮ็กเกอร์อาจโจมตีซ้ำอีกระลอก

สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานว่า ทั่วโลกยังวิตกการโจมตีระลอกใหม่ด้วยแรนซัมแวร์ตัวใหม่ที่อาจเกิดขึ้นอีก หลังกลุ่มแฮ็กเกอร์นิรนามส่งมัลแวร์ดังกล่าวโจมตีระบบคอมพิวเตอร์กว่า 1 แสนเครื่องทั่วโลก แม้ไมโครซอฟท์จะปล่อยอัพเดทระบบปฏิบัติการวินโดวส์ทั้งรุ่นเก่าและใหม่ เพื่อกำจัดมัลแวร์ “วอนนาคราย” ที่ถูกปล่อยเมื่อวันที่ 12 พ.ค.ที่ผ่านมา

ด้านรัฐบาลสหรัฐแจ้งเตือนให้ระวังมัลแวร์ดังกล่าว และหากพบการติดไวรัสให้รายงานต่อกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ และสำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐ (เอฟบีไอ) ทันที

คริสเตียน คารัม นักวิจัยด้านความมั่นคงจากสิงคโปร์ กล่าวว่า กลุ่มเป้าหมายที่โดนมัลแวร์ในครั้งนี้เป็นทั้งหน่วยงานรัฐ รวมถึงเอกชนทั้งขนาดกลางและขนาดย่อม คาดว่าจะได้เห็นผู้ใช้หลายคนกลับไปทำงาน และอาจพบว่าตกเป็นเหยื่อของอีเมลแฝงมัลแวร์

ด้าน พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ยังไม่พบว่ามัลแวร์โจมตีระบบข้อมูลคอมพิวเตอร์หน่วยงานราชการในประเทศไทย แต่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) เฝ้าระวังอยู่แล้ว

 

“ConvoLab” แชตบอตขุมพลังเพื่อธุรกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 พฤษภาคม 2560 เวลา 16:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/494833

"ConvoLab" แชตบอตขุมพลังเพื่อธุรกิจ

โดย…วราภรณ์ เทียนเงิน

ปัญญาประดิษฐ์ หรือ “เอไอ” หนึ่งเทคโนโลยีมาแรงสามารถนำมาสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ได้หลากหลาย รวมถึง “แชตบอต” ที่บริษัทไทย “ConvoLab” ได้พัฒนาแชตบอตให้บริการแก่กลุ่มลูกค้าองค์กร และธุรกิจต่างๆ ซึ่งมีความพิเศษและโดดเด่นอย่างมาก

“ทัชพล ไกรสิงขร” ผู้ร่วมก่อตั้ง ConvoLab เปิดเผยว่า การสร้าง ConvoLab ที่เป็นแชตบอต (Chatbot) ระบบตอบรับอัตโนมัติ โดยเป็นเครื่องมือให้แก่บริษัทและธุรกิจสามารถโต้ตอบกับลูกค้าได้อย่างรวดเร็วผ่านโซเชียล แพลตฟอร์มต่างๆ โดยสามารถตอบคำถามของลูกค้าที่เข้ามาจำนวนมาก และทำให้ลูกค้าได้รับข้อมูลที่รวดเร็วเช่นกัน ส่งผลดีต่อองค์กรในการให้ข้อมูล การทำตลาด รวมถึงการชี้แจงต่างๆ ถือว่าบริษัทเป็นผู้พัฒนาระบบแชตบอต (Chatbot) เป็นรายแรกๆ ในประเทศไทย

ConvoLab ก่อตั้งโดยตนเอง พี่ชาย และคุณแม่ ที่มีความเชี่ยวชาญแตกต่างกัน ทั้งด้านเทคโนโลยี ซอฟต์แวร์ การเงิน รวมถึงความเชี่ยวชาญในเรื่องเทรนด์ โดยตนเองก่อนหน้านี้ก็ทำงานในบริษัทที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีมาเป็นเวลาหลายปี และมีความสนุกที่ได้ทำงานที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี จึงสนใจพัฒนาผลิตภัณฑ์ออกมาสู่ตลาด ซึ่งได้พัฒนาผลิตภัณฑ์เข้ามาสู่ตลาดในปี 2559 และเริ่มทำตลาดอย่างเป็นทางการตั้งแต่ต้นปี 2560

“ทีมก่อตั้งจาก 3 คน คือ ผม พี่ชาย และคุณแม่ ทุกคนจะมีความเชี่ยวชาญในแต่ละด้านต่างกัน ส่วนผมที่เรียนจบมาทางด้านวิศวกรรมพลังงานทดแทน และระหว่างเรียนก็เขียนโปรแกรมหารายได้เสริมจนกระทั่งเรียนจบที่ต่างประเทศ สกอตแลนด์ จึงเริ่มทำงานภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี ซึ่งเป็นสิ่งที่เราชื่นชอบ”ทัชพล กล่าว

“ทัชพล ไกรสิงขร” ผู้ร่วมก่อตั้ง ConvoLab

แชตบอต (Chatbot) ถือเป็นปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) หรือ เอไอ (AI) ของบริษัท จะมีความพิเศษไม่ว่าจะเป็นการตอบคำถามได้อย่างรวดเร็วแล้ว โดยสามารถใช้งานโซเชียลแพลตฟอร์มต่างๆ ทั้งไลน์ แชต หรืออื่นๆ ได้ ซึ่งใช้เวลาในการตอบคำถามให้แก่ลูกค้าเพียง 3 วินาที อีกทั้งสามารถโต้ตอบเป็นภาษาอังกฤษได้ รวมถึงสามารถส่งข้อมูล แพ็กเกจ และรูปภาพ ไปจนถึงแผนที่ให้แก่ลูกค้าได้ด้วย ดังนั้นองค์กรที่ใช้บริการ ConvoLab ยังช่วยองค์กรเพิ่มยอดขายและลดต้นทุนในด้านต่างๆ รวมถึงส่งผลดีต่อการวางแผนกลยุทธ์การทำตลาด

ขณะเดียวกันบริษัทก็มีการพัฒนาเครื่องมือใหม่มาเสริมบริการต่างๆ แก่ลูกค้าเพิ่มมากขึ้น โดยปัจจุบันมีทีมงานภายในองค์กรเพิ่มเป็น 7 คน ส่วนลูกค้าที่ใช้บริการในปัจจุบันจะเป็นองค์กรขนาดใหญ่ประมาณ 5 บริษัท ซึ่งผลตอบรับจากการใช้บริการนั้นอยู่ในระดับที่ดีต่อเนื่อง

“ทัชพล” กล่าวต่อว่า การทำสตาร์ทอัพองค์ประกอบสำคัญ คือ การมีความอดทนและมีคุณธรรม รวมถึงต้องประเมินโอกาสทางธุรกิจและความเป็นไปได้ประกอบกันด้วย พร้อมกันนี้ต้องมีการปรับตัวและพัฒนาองค์กร เทคโนโลยีภายในอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างสรรค์เทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ที่ดีแก่ลูกค้า

“สตาร์ทอัพต้องมีความอดทนและมีคุณธรรมประกอบกัน พร้อมกับต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีโอกาสทางธุรกิจ ทุกอย่างไม่มีความสำเร็จเพียงคืนเดียว ทุกคนจะต้องผ่านช่วงที่มีอุปสรรค ไม่สำเร็จมาก่อน แต่อย่าหมดกำลังใจและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง”ทัชพล กล่าว

ขณะเดียวกันเริ่มมีการขยายแบรนด์ไปในตลาดต่างประเทศแล้ว โดยได้มีพันธมิตรที่ได้ร่วมมือทำตลาดในฮ่องกง รวมถึงสนใจจะขยายตลาดอื่นในอาเซียน เพราะเป็นตลาดที่มีศักยภาพและมีทิศทางที่กำลังเติบโตในระดับที่ดีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการไปต่างประเทศอาจจะอยู่ในรูปแบบการมีพันธมิตรในต่างประเทศ

“อีกสิ่งสำคัญในการบริหารบริษัท คือ ทีมงานที่ทุกคนเปรียบเสมือนทีมเดียวกันที่ร่วมทำงานผลักดันบริษัทให้เติบโตไปด้วยกัน พร้อมกันนี้บริษัทก็ได้นำแนวทางตามที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงให้หลักการทำงานไว้ ทั้งเรื่องคุณธรรมมาเป็นแนวทางสำคัญของบริษัท” ทัชพล กล่าว

บริษัทได้วางเป้าหมายว่าจะพัฒนาทางด้านเอไอ (AI) เพื่อต่อยอดไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยี หรือผลิตภัณฑ์ และบริการใหม่ต่อไปได้อย่างไม่จำกัด โดยมีแชตบอตเป็นผลิตภัณฑ์ต้นแบบ (แฟล็กชิป)

“ผลิตภัณฑ์ของบริษัทที่พัฒนาจะช่วยตอบโจทย์ทุกความต้องการของลูกค้า ส่งผลดีต่อองค์กรและธุรกิจต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทั้งการวางแผนกลยุทธ์ทำการตลาด การทำแคมเปญการตลาด ไปจนถึงการช่วยเพิ่มยอดขายของลูกค้า พร้อมกันนี้ได้วางเป้าหมายที่จะผลักดันบริษัทสู่ผู้นำทางด้านเทคโนโลยี และสร้างผลิตภัณฑ์ที่ดีสุดออกมาสู่ประเทศไทย”ทัชพล กล่าวทิ้งท้าย