นักเรียนอินเดียเจ๋ง! ประดิษฐ์ดาวเทียมเบากว่าสมาร์ทโฟนให้นาซ่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 พฤษภาคม 2560 เวลา 15:38 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/494830

นักเรียนอินเดียเจ๋ง! ประดิษฐ์ดาวเทียมเบากว่าสมาร์ทโฟนให้นาซ่า

ดาวเทียมที่ผลิตจากคาร์บอนไฟเบอร์ น้ำหนักเพียง 64 กรัม จากหนุ่มนักประดิษฐ์ชาวอินเดีย กำลังจะถูกทดสอบการใช้งานจริงในเดือนหน้า

ริฟาท ซารุก เด็กนักเรียนจากเมืองเจนไน รัฐทมิฬนาฑู วัย 18 ปี เพิ่งจะทุบสถิติใหม่ของเทคโนโลยีการสร้างดาวเทียม ด้วยการประดิษฐ์ดาวเทียมที่มีน้ำหนักเบาที่สุดในโลก ด้วยน้ำหนักเพียง 64 กรัม เท่านั้น เบากว่าสมาร์ทโฟนเสียอีก

ดาวเทียมจิ๋วดวงดังกล่าวนี้มีชื่อว่า KalamSat โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากชื่อของอดีตประธานาธิบดีด็อกเตอร์ เอ.พี.เจ อับดุล กลาม ประธานาธิบดีคนที่ 11 แห่งอินเดีย และกำลังเตรียมที่จะถูกปลดปล่อยออกจากสถานีอวกาศของนาซ่า ในวันที่ 21 มิถุนายนนี้ โดยภารกิจดังกล่าวจะกินเวลารวมทั้งสิ้น 240 นาที และดาวเทียมของซารุกจะได้ทดลองใช้งานจริงบนอวกาศเป็นเวลานาน 12 นาที  ซึ่งจะเป็นความภาคภูมิใจครั้งใหญ่ของชาวอินเดีย เนื่องจากนี่จะเป็นครั้งแรกที่ดาวเทียมฝีมือเด็กนักเรียนมัธยม ถูกองค์กรอวกาศระดับโลกนำไปใช้งานจริง รวมถึงเป็นความหวังใหม่ของเทคโนโลยีอวกาศราคาถูกในอนาคต

ซารุก นักเรียนชั้นเกรด 12 และผลงานดาวเทียมจิ๋วของเขา

ดาวเทียมทรงลูกบาศก์ที่ขึ้นชื่อว่ามีน้ำหนักเบาที่สุดนี้ เป็นส่วนหนึ่งของโครงการประกวด Cubes in Space ที่จัดขึ้นโดยสหรัฐอเมริกา ตัวดาวเทียมถูกผลิตขึ้นจากแผ่นคาร์บอนไฟเบอร์ วัสดุที่ใช้สำหรับการปรับปรุง และซ่อมแซมอาคาร มีน้ำหนักเบา แต่ในขณะเดียวกันก็มีความแข็งแรง และทนทานต่อการสึกกร่อน ซึ่งวัสดุดังกล่าวถูกผลิตขึ้นจากกระบวนการพิมพ์แบบ 3 มิติ

ทั้งนี้ดาวเทียม KalamSat ไม่ใช่ผลงานแรกของหนุ่มน้อยนักประดิษฐ์ชาวอินเดีย ก่อนหน้านี้ในปี 2015 ซารุกเพิ่งจะปลดปล่อยบอลลูนสำรวจสภาพอากาศน้ำหนัก 1,200 กรัมที่บรรจุด้วยก๊าซฮิเลียม ออกจากเมือง Kelambakkam ในรัฐบ้านเกิดของเขาไป

เส้นใยคาร์บอนเป็นวัสดุที่ได้รับความนิยมมากในอุตสาหกรรมการบินและวิศวกรรมอวกาศ รวมถึงการทหาร

ปัจจุบันอินเดียมุ่งพัฒนาเทคโนโลยีทางอวกาศ ด้วยเป้าหมายการเป็นประเทศผู้นำทางอวกาศ ด้วยความโดดเด่นที่ต้นทุนต่ำกว่าประเทศอื่นๆ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา อินเดียเพิ่งจะประสบความสำเร็จด้วยการปลดปล่อยดาวเทียมนาโนจำนวน 104 ดวง ด้วยการยิงจรวดขึ้นไปยังอวกาศภายในครั้งเดียว โดยดาวเทียมส่วนใหญ่นั้นเป็นดาวเทียมของต่างชาติ ที่ใช้สำหรับธุรกิจด้านการสื่อสาร และอินเตอร์เน็ต

และย้อนกลับไปในปี 2013 อินเดียได้ส่งจรวดไร้คนขับขึ้นสู่วงโคจรของดาวอังคาร ซึ่งมีค่าใช้จ่ายเพียงแค่ 73 ล้านดอลล่าร์สหรัฐเท่านั้น หรือถูกกว่าปฏิบัติการโดยองค์การนาซ่าถึง 9 เท่า เมื่อเทียบกันแล้ว และในปี 2014 เองจรวดจากอินเดียที่ขนส่งดาวเทียม 4 ดวงขึ้นไปยังอวกาศนั้น มีราคาถูกกว่าทุนสร้างภาพยนตร์เรื่อง Gravity ภาพยนตร์ดังที่เล่าเรื่องราวการเอาชีวิตรอดจากภารกิจบนอวกาศของฮอลลีวูดเสียอีก

บอลลูนสำรวจ และเก็บข้อมูลสภาพอากาศ ผลงานของซารุก เมื่อปี 2015

 

 

ขอบคุณวิดีโอจาก Wion

 

 

ไอยราคลัสเตอร์ พัฒนาโปรแกรมป้องกันไม่ให้มัลแวร์ WannaCry ทำงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 พฤษภาคม 2560 เวลา 12:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/494808

ไอยราคลัสเตอร์ พัฒนาโปรแกรมป้องกันไม่ให้มัลแวร์ WannaCry ทำงาน

เฟซบุ๊ก ห้องปฏิบัติการวิจัยไอยราคลัสเตอร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี SUT Aiyara Cluster ได้เปิดให้ประชาชนดาวน์โหลดโปรแกรมป้องกันไม่ให้มัลแวร์ WannaCry ทำงาน พร้อมระบุวิธีการใช้และลิงค์ในการดาวน์โหลดผ่านเฟซบุ๊กของ ห้องปฏิบัติการวิจัยดังนี้

ห้องปฏิบัติการวิจัยไอยราคลัสเตอร์ ม.เทคโนโลยีสุรนารี พัฒนาโปรแกรมป้องกันไม่ให้มัลแวร์ WannaCry ทำงาน

โปรแกรมป้องกันไม่ให้มัลแวร์ WannaCry ทำงาน เนื่องจากขณะนี้มัลแวร์ได้ระบาดหนักไปมากกว่า 100 ประเทศทั่วโลก มีเครื่องติดมัลแวร์ตัวนี้แล้วไม่น้อยกว่า 155,000 เครื่อง บางท่านอาจจะบอกว่าไม่เป็นไรเครื่องเราลง Windows ใหม่ก็ได้ แต่เครื่องเราก็อาจจะถูกใช้เป็นแหล่งกระจายมัลแวร์ต่อไปให้คนอื่นที่เขามีข้อมูลสำคัญก็ได้ครับ

==========================================

ดาวน์โหลด:

https://github.com/chanwit/wannacry_blocker/releases/download/v4/block_wannacry.zip

ตรวจสอบรุ่นอัพเดท :

https://github.com/chanwit/wannacry_blocker/releases

==========================================

วิธีใช้:

*** แตก zip ไฟล์ แล้วดับเบิลคลิ๊กที่ไอคอนครับ

1. เปิดโปรแกรมค้างไว้ (ปิดได้ที่ tray icon)

2. ใส่โปรแกรมไว้ใน Startup Folder

3. โปรแกรมสามารถ disable SMB1 เพื่อป้องกันการแพร่ของ malware

(ต้องรันโปรแกรมแบบ Run as Administrator)

โปรแกรมทำงานโดยการสร้าง Mutex ชื่อ

“MsWinZonesCacheCounterMutexA”

แบบ global ที่สามารถเข้าถึงได้จากทุก process ขึ้นมาในระบบเพื่อหลอกไม่ให้ malware WannaCry / WannaDecryptOr ทำงาน

** โปรแกรมนี้ไม่สามารถกำจัด malware ได้ ทำได้เพียงป้องกันไม่ให้ malware ทำงาน **

มีนักวิเคราะห์ด้านความปลอดภัยพบว่า code ภายในของ malware ตัวนี้มีการตรวจสอบค่า Mutex ดังกล่าว ถ้าพบจะตัว malware จะไม่เริ่มทำงาน

อ้างอิง: https://securelist.com/blog/incidents/78351/wannacry-ransomware-used-in-widespread-attacks-all-over-the-world/

พัฒนาโดย ห้องปฏิบัติการวิจัยไอยราคลัสเตอร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี

==========================

เพิ่มเติมข้อมูลจากเพจ : Hacking & Security Book นะครับ

สิ่งที่ดีที่สุดในการป้องกัน WannaCry หรือ WannaCrypt หรือ WannaCrypt0r ก็แล้วแต่คือ

1. Patch MS17-010 ถ้า patch ไม่ได้ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดๆก็แล้วแต่ก็ไปข้อ 2 (แต่ยัง recommended ให้ patch หากทำได้นะครับ)

2. Disable SMBv1 โดยด่วน เพราะการกระทำของ MS17-010 จะโจมตีไปยัง SMBv1 ดังนั้นหากเราปิดมันก็กันได้เช่นกัน

3. Block 445 จากการเข้าถึงจากภายนอก ส่วนภายในก็พยายามกัน Server ให้ดีในการเข้าถึง อนุญาตการเข้าถึง server ต่างๆเฉพาะที่จำเป็นเท่านั้น

4. พยายามทำ Backup บ่อยๆ ถือเป็นไพ่ตาย และแน่นอนว่าการ Backup ดังกล่าวไม่ใช่การ backup ภายในเครื่อง เพราะถ้าติด Ransomware ขึ้นมา มันไล่ลบ Backup ทิ้งก่อนเลยนะครัชบอกให้

==========================

ภาพจาก : https://intel.malwaretech.com/botnet/wcrypt

 

ทั่วโลกผวาภัยไซเบอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 พฤษภาคม 2560 เวลา 07:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/494736

ทั่วโลกผวาภัยไซเบอร์

เกิดเหตุโจมตีไซเบอร์ครั้งใหญ่ใน 99 ประเทศทั่วโลก กระทบเอกชนและหน่วยงานรัฐนับหมื่นแห่ง

รอยเตอร์ส เปิดเผยว่า “ชาโดว์ โบรกเกอร์ส” กลุ่มแฮ็กเกอร์นิรนามส่ง “วอนนาคราย” แรนซัมแวร์ที่เป็นมัลแวร์เรียกค่าไถ่ โจมตีระบบคอมพิวเตอร์ 99 ประเทศทั่วโลก เมื่อวันที่ 12 พ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งบีบบังคับให้หน่วยงานที่โดนโจมตีต้องจ่ายเงิน 300-600 เหรียญสหรัฐ (ราว 1-2 หมื่นบาท) ผ่านสกุลเงินดิจิทัลบิตคอยน์ เพื่อแลกกับการปลดล็อกระบบคอมพิวเตอร์ โดยประเทศที่ตกเป็นเป้าโจมตีหลักประกอบด้วย รัสเซีย อังกฤษ และจีน

รายงานระบุว่า กลุ่มแฮ็กเกอร์กระจายแรนซัมแวร์ดังกล่าวผ่านโค้ดคอมพิวเตอร์ชื่อ อีเทอร์นัลบลู ที่ลักลอบขโมยมาจากสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐ (เอ็นเอสเอ) ซึ่งโค้ดดังกล่าวพัฒนาขึ้นโดยเอ็นเอสเอเพื่อใช้จัดการ กับมัลแวร์ของอาชญากร

เอวาสต์ บริษัทพัฒนาระบบซอฟต์แวร์ป้องกันภัยไซเบอร์ เปิดเผยว่า ตรวจพบการโจมตีทั้งหมด 7.5 หมื่นครั้งในช่วงเวลาดังกล่าว ด้าน มัลแวร์เทค บริษัทวิจัยความปลอดภัยไซเบอร์อิสระ ระบุว่า องค์กรต่างๆ ในรัสเซียถูกแรนซัมแวร์ดังกล่าวโจมตีมากที่สุดถึง 1.1 หมื่นแห่ง ตามด้วยหน่วยงานในจีนที่ 6,500 แห่ง และหน่วยงานสหรัฐที่อย่างน้อย 1,600 แห่ง นอกจากนี้การโจมตีดังกล่าวยังส่งผลต่อระบบคอมพิวเตอร์ของโรงพยาบาล 16 แห่ง และหน่วยงานสาธารณสุข 45 แห่งในอังกฤษ รวมถึงเฟดเอ็กซ์ บริษัทขนส่งชื่อดังของสหรัฐ และเทเลโฟนิกา บริษัทโทรคมนาคมสเปน

ขณะที่กระทรวงมหาดไทยของรัสเซีย เปิดเผยว่า คอมพิวเตอร์กระทรวง 1,000 เครื่องโดนโจมตี แต่ยืนยันว่าไม่มีข้อมูลถูกขโมย ซึ่งหลังเกิดการโจมตีดังกล่าวไม่กี่ชั่วโมง สำนักข่าวอาร์ไอเอของรัสเซีย รายงานอ้างธนาคารกลางรัสเซียว่า พบการโจมตีระบบธนาคารภายในประเทศด้วยเช่นกัน

ด้าน ไมโครซอฟท์ ระบุหลังเกิดเหตุว่า บริษัทได้ออกอัพเดทเพิ่มการตรวจจับและป้องกันแรนซัมแวร์ดังกล่าวแล้ว

รอยเตอร์ส ระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวปลุกความวิตกเกี่ยวกับความเปราะบางของหน่วยงานความมั่นคง โดยเฉพาะสหรัฐที่ 90% ของซอฟต์แวร์ด้านความมั่นคงพัฒนาเพื่อใช้จู่โจมอาชญากรมากกว่าเน้นการป้องกันจุดอ่อน ซึ่งเป็นโอกาสให้แฮ็กเกอร์หาช่องโหว่เพื่อใช้ประโยชน์จากซอฟต์แวร์ดังกล่าว

 

ก.ดิจิตัลเตือนภัยมัลแวร์แนะอัพเดทวินโดว์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 พฤษภาคม 2560 เวลา 15:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/494713

ก.ดิจิตัลเตือนภัยมัลแวร์แนะอัพเดทวินโดว์

รมว.ดิจิตัลเตือนภัยมัลแวร์เรียกค่าไถ่กระจายผ่านช่องโหว่ของวินโดว์ โดยแนะนำให้รีบอัพเดททันที

นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เตือนภัยมัลแวร์เรียกค่าไถ่กระจายผ่านช่องโหว่ของวินโดว์ โดยแนะนำให้รีบอัปเดททันที พร้อมแนวทางการป้องกัน โดยมีรายละเอียดตามที่ปรากฎด้านล่างนี้

 

อี-คอมเมิร์ซ 2.0 จับตามองนาทีทองผู้ประกอบการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 พฤษภาคม 2560 เวลา 11:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/494441

อี-คอมเมิร์ซ 2.0 จับตามองนาทีทองผู้ประกอบการ

โดย…ธนาวัฒน์ มาลาบุปผา ECOMMERCE COACH คณะกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์ สมาคมอีคอมเมิร์ซ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้งเว็บไซต์

หลายท่านคงได้ยินคำว่าอี-คอมเมิร์ซ 2.0 ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า นี่คือยุคทองของธุรกิจอี-คอมเมิร์ซเลยก็ว่าได้ เพราะสร้างโอกาสมากมายให้แก่ผู้ประกอบการ ดังนั้นเพื่อไม่ให้เป็นการเสียโอกาส เรามาดูกันครับว่าปัจจุบันอี-คอมเมิร์ซ 2.0 เปลี่ยนแปลงจากยุค 1.0 อย่างไรบ้าง แล้วเคล็ดลับอะไรที่จะทำให้เราได้ประโยชน์สูงสุดจากอี-คอมเมิร์ซ 2.0

อี-คอมเมิร์ซ 1.0 ยุคแห่งการเริ่มต้น เกิดขึ้นพร้อมๆ กับการเข้ามาของอินเทอร์เน็ตราวต้นยุค 90 ซึ่งสมัยนั้นผู้บริโภคยังขาดความเชื่อมั่นในการซื้อสินค้าออนไลน์ แต่ด้วยความที่ eBay สามารถตอบโจทย์ความต้องการอันหลากหลายของผู้บริโภคได้ตรงจุด ส่วน Amazon ก็มีสินค้าให้เลือกมากมาย จึงกระตุ้นให้เกิดการแข่งขันดุเดือดระหว่างร้านค้าปลีกในท้องถิ่นกับสองเว็บไซต์ดังกล่าว

อี-คอมเมิร์ซ 2.0 การเติบโตของเทคโนโลยี และแพลตฟอร์มใหม่ๆ ที่ทำให้การเป็นเจ้าของเว็บอี-คอมเมิร์ซทำได้ง่ายในไม่กี่คลิก ในยุคแห่งอี-คอมเมิร์ซ 2.0 เราจึงได้เห็นผู้ประกอบการหน้าใหม่ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว นอกจากนั้น การเข้ามาของโซเชียลมีเดียต่างๆ เช่น เฟซบุ๊ก หรืออินสตาแกรม ก็ยังส่งผลให้เกิดการตลาดรูปแบบใหม่อย่างโซเชียลคอมเมิร์ซ โดยอาศัยผู้ใช้โซเชียลมีเดียช่วยแชร์ และกระจายข่าวสารเกี่ยวกับสินค้าและบริการ

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในยุคอี-คอมเมิร์ซ ยังได้บีบให้ยักษ์ใหญ่ในตลาดอี-คอมเมิร์ซต้องปรับตัวเช่นกัน ด้วยการพัฒนานวัตกรรมและบริการใหม่ออกมาเรื่อยๆ เช่น Amazon ตั้งแต่ปี 2005 ได้ประกาศตัวบริการใหม่อย่าง Amazon Prime หรือโปรแกรมที่ให้สมาชิกสามารถเข้าถึง Streaming Video เพลง อีบุ๊กส์ และบริการขนส่งฟรี ซึ่งลูกค้าสามารถชำระค่าบริการเป็นรายปี หรือรายเดือน เพื่อรับสิทธิประโยชน์ต่างๆ

ปลายปี 2015 ร้านหนังสือแห่งแรกของ Amazon ได้เปิดตัวขึ้นในซีแอตเทิล โดยปรับตัวจากโลกออนไลน์มาสู่โลกจริง (Physical World) ถัดมาอีกปี ก็มีข่าวเตรียมเปิดตัวร้านค้าอัจฉริยะในปี 2017 ในชื่อว่า Amazon Go ร้านค้าที่รวมเอา AI เข้ามาใช้เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายให้กับลูกค้า

ปัจจุบันประเทศไทยยังมีนโยบายที่ช่วยปรับปรุงภาพรวมของเศรษฐกิจ และแน่นอนว่าจะส่งผลดีกับอี-คอมเมิร์ซ ดังเช่นโมเดลประเทศไทย 4.0 ซึ่งเป็นการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจแบบเดิมไปสู่การเป็นเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนโดยนวัตกรรม และใส่ความคิดสร้างสรรค์เข้าไป จากการเกษตรดั้งเดิม เป็นเกษตรสมัยใหม่ที่เน้นการบริหารจัดการ และนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยต่อยอดจาก SMEs ไปเป็น Smart Enterprises และ Startup ที่มีศักยภาพสูง จากภาคบริการที่มีมูลค่าต่ำไปเป็น High Value services จากแรงงานทักษะต่ำไปเป็นแรงงานที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ

3 สิ่งที่ควรรู้เพื่อผลประโยชน์สูงสุดในยุคอี-คอมเมิร์ซ 2.0

1.ลงทุนสร้างตัวตนบนโลกดิจิทัลของตัวเอง การมีเว็บไซต์ที่ดี ก็เปรียบเสมือนการมีหน้าร้านที่สวยงาม เพราะเว็บไซต์เป็นสิ่งที่ช่วยให้เรากระจายสินค้า ทำการตลาด และเติมเต็มความต้องการของลูกค้า และยังถือเป็นการลงทุนที่ช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับธุรกิจ

2.ใช้พลังของโซเชียลมีเดียอย่างเต็มศักยภาพ โซเชียลมีเดียอย่างเฟซบุ๊กกลายเป็นเครื่องมือทางการตลาดหนึ่งที่สำคัญไปแล้ว ไม่เว้นแม้แต่ผู้ที่ทำธุรกิจออฟไลน์ ก็ยังใช้ช่องทางนี้เพื่อเข้าสู่โลกออนไลน์ แต่เราควรจะต้องสร้างฟอลโลเวอร์ที่มีคุณภาพควบคู่ไปด้วยจึงจะได้ประโยชน์สูงสุด และหมั่นตรวจสอบกล่องข้อความ ตอบคำถาม ตลอดจนคอมเมนต์ต่างๆ จากลูกค้าด้วย

3.“ลูกค้า” คือสินทรัพย์ที่สำคัญที่สุด เราควรที่จะวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า และ Customer Journey ของลูกค้าแต่ละกลุ่ม ผ่านการเก็บข้อมูลสมาชิก หรืออีเมลจะเป็นประโยชน์มากถ้าเราสามารถรู้ได้ว่าจริงๆ แล้วลูกค้าของเราต้องการอะไรทำยังไงให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำ เพื่อเอามาต่อยอดในการขาย และช่วยอัพยอดขายต่อไป เพราะสินทรัพย์ที่สำคัญที่สุดในโลกยุคดิจิทัลคือฐานลูกค้า และข้อมูลลูกค้า

เรียกได้ว่า ยุคอี-คอมเมิร์ซ 2.0 นั้น เป็นนาทีทองสำหรับผู้ประกอบการออนไลน์ โดยอาศัยการปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจให้เป็นไปตามสมัยและนำนวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาใช้ให้เป็นประโยชน์ เพื่อพยายามถีบตัวเองให้เหนือคู่แข่ง

โอกาสอันดีมาถึงแล้วครับ อย่านิ่งนอนใจ ลงมือทำไปพร้อมกันนะครับ

 

ส่องเหตุผลที่คนเลือกใช้ Uber และ Grab

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 พฤษภาคม 2560 เวลา 11:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/494439

ส่องเหตุผลที่คนเลือกใช้ Uber และ Grab

โดย…โธธโซเชียล

“น้อง! ไปไม่ทัน พี่ต้องไปส่งรถ” หรือ “น้อง! รถพี่แก๊สหมด เรียกคันใหม่นะ” จากการเก็บข้อมูลในเดือน มี.ค. พบว่ามีผู้โดยสารโพสต์ข้อความในโซเชียลมีเดียว่าถูกแท็กซี่ “ปฏิเสธ” 3,200 ข้อความ เฉลี่ยโพสต์วันละ 106 ครั้ง!!

จึงไม่น่าแปลกใจนักที่ปัจจุบัน Uber และ Grab เป็นบริการการขนส่งที่ได้รับความนิยมอย่างมาก ทางทีมงานได้รวบรวมข้อมูลบนโซเชียลมีเดียที่พูดถึง Uber และ Grab ในเดือน มี.ค. พบว่ามีการพูดถึง Uber 76% และ Grab 24% สาเหตุหลักที่ทำให้การบริการของทั้งสองได้รับความนิยม คือ ความปลอดภัยราคา และความสะดวกสบาย

ในแง่ของความปลอดภัย Uber มาเป็นอันดับหนึ่ง ขณะที่่ Grab จะได้รับความนิยมสูงกว่าในเรื่องราคาที่ไม่แพงมาก โปรโมชั่นที่ดีกว่า และความสะดวก

แต่ถึง Uber และ Grab จะได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ก็ยังเป็นบริการที่ผิดกฎหมายในประเทศไทย เนื่องจากรถยนต์ที่นำมาให้บริการไม่ได้จดทะเบียนเป็นรถยนต์สาธารณะ ค่าโดยสารไม่ได้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด รวมถึงคนขับรถไม่มีใบขับขี่สาธารณะ ซึ่งยังคงเป็นประเด็นที่ถูกถกเถียงกันอย่างมากในสังคม

 

องค์กรชั้นนำขับเคลื่อนสู่ยุค 4.0 ฝ่า Digital Disruption

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 พฤษภาคม 2560 เวลา 10:56 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/494438

องค์กรชั้นนำขับเคลื่อนสู่ยุค 4.0 ฝ่า Digital Disruption

โดย…รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

เข้าสู่ Digital Disruption อย่างเต็มตัว อีก 10 ปีข้างหน้าองค์กรขนาดใหญ่เหลือไม่ถึง 60% เพราะไม่สามารถปรับโมเดลธุรกิจได้ทันกับโลกดิจิทัล อายุของบริษัทจะสั้นจากการถูกเปลี่ยนมือ หลายองค์กรใหญ่ในไทยเริ่มขับเคลื่อนและลงทุนทางด้านเทคโนโลยีมากขึ้น

พิษณุ วิเชียรสรรค์ กรรมการรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องดื่มตราช้าง เปิดเผยว่า การปฏิวัติโรงงานของไทยเบฟเวอเรจ ทั้งกลุ่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และนันแอลกอฮอล์ 30-40 โรง มาจากวิชั่นของผู้บริหารสูงสุด “ฐาปน สิริวัฒนภักดี” ที่ต้องการขับเคลื่อนองค์กรด้วยเทคโนโลยี จึงจัดตั้งศูนย์เบฟเทค ขึ้นมาอยู่ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา โดยรวบรวมวิศวกรระดับแนวหน้าของบริษัทมาร่วมกันคิดค้นพัฒนาเครื่องจักรระบบออโตเมชั่นและโรบอต ภายใต้งบลงทุนไม่จำกัดสำหรับหน่วยงานที่กำลังพัฒนาระบบใหม่ ติดตั้งโรงงานในเครือกว่า 1,000 จุด

ด้าน ฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่กลุ่มบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ กล่าวว่า การก้าวสู่อุตสาหกรรมยุค 4.0 หรือใช้ระบบออโตเมชั่นทั้งหมดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตทั้งในประเทศและต่างประเทศ ลดต้นทุนผลิตรองรับกับวิชั่น 2020 สู่ผู้นำในอาเซียนที่มั่นคงและยั่งยืน โดยไทยเบฟฯ ผนึกกำลังร่วมกับเอฟแอนด์เอ็น จากการทำตลาดเครื่องดื่มในไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย ขยายไปประเทศอื่นในอาเซียน อาทิ ฟิลิปปินส์ หรือมาเลเซีย

ในส่วนธุรกิจอาหาร การส่งออกเผชิญกับความท้าทายสถานการณ์โลกยังไม่สู้ดีและกำแพงภาษีในรูปแบบต่างๆ วสิษฐ แต้ไพสิฐพงษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ เครือเบทาโกร กล่าวว่า แผน 3 ปี (2560-2563) บริษัทตั้งเป้าทรานส์ฟอร์มสู่องค์กรดิจิทัลลงทุน 1,000 ล้านบาท นำระบบอีอาร์พีซอฟต์แวร์มาใช้ในการบริหารจัดการ กระบวนการผลิต โลจิสติกส์พัฒนาสินค้านวัตกรรมใหม่ที่เน้นคุณภาพ ใช้บิ๊กดาต้าวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค สอดรับยุทธศาสตร์เบทาโกร ปี 2563-2573 มุ่งเติบโต 10-15% ผลักดันรายได้รวมทั้งปี 1 แสนล้านบาท และ 3 ปีข้างหรือปี 2563 ตั้งเป้ารายได้ 1.4 แสนล้านบาท

ขณะที่มุมมองของผู้ดำเนินธุรกิจค้าปลีกสเปลเชียลิตี้สโตร์อย่างออฟฟิศเมท ยังต้องผสมผสานช่องทางจำหน่าย “โอทูโอ”โดย วรวุฒิ อุ่นใจ ประธานเจ้าหน้าที่บริการ บริษัท ซีโอแอล กล่าวว่า บริษัทวางเป้าหมายเป็นเดสติเนชั่นให้กับธุรกิจสินค้าและบริการทางอี-คอมเมิร์ซ เอสเอ็มอีสตาร์ทอัพ ผ่านช่องทางโอทูโอ หรือทั้งออฟไลน์จากร้านค้า สเปเชียลิตี้สโตร์ ไปสู่ช่องทางออนไลน์จำหน่ายสินค้าบนโทรศัพท์มือถือผ่านทางแอพพลิเคชั่น เว็บไซต์ เพื่อให้สอดรับกับพฤติกรรมของลูกค้าที่มีทั้งซื้อสินค้าบนออนไลน์และออฟไลน์ควบคู่กัน

อีริค อีเดลแมน ประธาน บริษัท เฮงเค็ล (ประเทศไทย) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทำผมจากเยอรมนี กล่าวว่า ยุทธศาสตร์เฮงเค็ล 2020+ทั่วโลกตั้งเป้าโต 2-4% ต่อเนื่อง 3 ปี ด้วยการผลักดันธุรกิจก้าวเข้าสู่ยุค 4.0 หรือโรงงานอัจฉริยะ โดยในไทยมี 3 แห่ง เริ่มปรับปรุงโรงงานผลิตภัณฑ์กาวที่โรงงานบางปะกง นิคมอุตสาหกรรมอมตะนครไปแล้ว พร้อมจัดทำแอพพลิเคชั่น House of Color สำหรับแฮร์สไตล์ เพื่อช่างผมรับรู้ถึงเทรนด์ใหม่ การทรานส์ฟอร์มรายได้ช่องทางดิจิทัลเพิ่มขึ้นเท่าตัวหรือปี 2563 รายได้เพิ่มกว่า 1.47 แสนล้านบาท จากรายได้ทั่วโลก 7.1แสนล้านบาท

การทรานส์ฟอร์มก้าวสู่ยุค 4.0 ไม่ใช่เป็นเพียงแค่แฟชั่น หากจะเป็นสิ่งที่องค์กรต้องทำ เพื่อยืนหยัดท่ามกลางการเกิดของเทคโนโลยีที่พร้อมจะทำลายล้างธุรกิจให้ตายไปในชั่วพริบตา เหมือนเช่นไดโนเสาร์ที่สูญพันธุ์เพราะไม่สามารถปรับตัวเองได้ทันการเปลี่ยนแปลงของโลก

 

กสทช.ยืดถึง16พ.ค. ปิดเว็บหมิ่นเฟซบุ๊ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 พฤษภาคม 2560 เวลา 08:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/494420

กสทช.ยืดถึง16พ.ค. ปิดเว็บหมิ่นเฟซบุ๊ก

กสทช.ขีดเส้น 16 พ.ค. ปิดเว็บผิดกฎหมายหมด รออีก 131 URL ในเฟซบุ๊ก

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยว่า นับตั้งแต่วันที่ 4 พ.ค. 2560 ไอเอสพี ได้แจ้งความคืบหน้าในการดำเนินการปิดเว็บไซต์ผิดกฎหมายตามหมายศาลและคำสั่งของ กสทช.จำนวน 6,900 URL สามารถดำเนินการปิดกั้นได้แล้ว 6,300 URL เหลืออีก 600 URL คาดว่าจะดำเนินการได้ไม่เกิน 7 วัน

ทั้งนี้ หลังครบกำหนดเมื่อวันที่ 11 พ.ค. พบว่าใน 600 URL เป็นเนื้อหาใน เฟซบุ๊ก 309 URL โดย ณ วันที่ 11 พ.ค. สามารถปิดกั้นได้ทั้งสิ้น 469 URL เหลืออีก 131 URL ที่ยังไม่สามารถปิด กั้นได้ โดยเป็นเพจในเฟซบุ๊ก

อย่างไรก็ตาม หลังจากการหารือร่วมกันของสำนักงาน กสทช. กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ปอท.) หน่วยงานด้านความมั่นคงและผู้ให้บริการไอเอสพีและไอไอจี จะยืดระยะเวลาในการดำเนินการปิด URL ที่เหลือ จนถึงเวลา 10.00 น.วันอังคารที่ 16 พ.ค.นี้ และจะเข้าไปตรวจสอบการดำเนินการอีกครั้ง หากยังหลงเหลือ URL ผิดกฎหมายที่ยังไม่สามารถปิดกั้นได้ จะดำเนินการตามกฎหมาย โดยจะพิจารณาจากความผิดว่าเกี่ยวข้องกับหน่วยงานใด

นางมรกต กุลธรรมโยธิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเทอร์เน็ตประเทศไทย หรือไอเน็ต ในฐานะนายกสมาคมผู้ให้บริการไอเอสพี เปิดเผยว่า สมาชิก ไอเอสพี 11 ราย ได้ส่งหนังสือแจ้งขอความร่วมมือจากเฟซบุ๊ก เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา แม้ว่า เฟซบุ๊กจะให้ความร่วมมือ ทำให้เพจ 309 URL ที่มีเนื้อหาผิดกฎหมายได้ดำเนินการปิดกั้นแล้ว 178 URL เหลืออีก 131 URL ที่ยังรอดำเนินการ เพียงแต่ยังไม่มีการตอบกลับจดหมายเป็นลายลักษณ์อักษรอย่างเป็นทางการจากเฟซบุ๊ก

น.อ.สมศักดิ์ ขาวสุวรรณ์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เปิดเผยว่า ในส่วนของ 131 URL นั้น มีบางส่วนที่ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดด้านคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560 อาจยังไม่ครอบคลุมเนื้อหาที่ผิดกฎหมาย ดังนั้นต้องตรวจสอบรายละเอียดของแต่ละเว็บไซต์ว่าเข้าข่ายผิดตามกฎหมายใดบ้างและให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการเอาผิด เนื่องจากทุกภาคส่วนทำงานร่วมกัน

ทั้งนี้ พบว่าการดำเนินงานด้านปิดกั้นเว็บไซต์หรือเนื้อหาที่เผยแพร่บนออนไลน์อย่างผิดกฎหมายมีการประสานงานและทำงานได้เร็วมากขึ้น ซึ่งผู้ให้บริการไอเอสพี สามารถใช้วิจารณญาณในการพิจารณาปิดกั้นเนื้อหาผิดกฎหมายได้ทันทีภายใน 24 ชม. โดยไม่ต้องรอคำสั่งศาล

 

‘สแนปแชต’ ปัญหารุม อนาคตยังไม่ชัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 พฤษภาคม 2560 เวลา 07:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/494412

‘สแนปแชต’ ปัญหารุม อนาคตยังไม่ชัด

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

หลังการเปิดเผยผลประกอบการที่น่าผิดหวัง หุ้นของสแนปแชต อิงค์ เจ้าของสื่อโซเชียล สแนปแชตร่วงลงไปถึง 25% ทำให้มูลค่าตลาดของบริษัทหายไปถึงกว่า 6,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.08 แสนล้านบาท) ระหว่างช่วงการซื้อขายนอกเวลาทำการ เมื่อคืนวันที่ 10 พ.ค.ตามเวลาสหรัฐ

ทิศทางดังกล่าวสวนทางกับเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ที่สแนปแชตออกหุ้นต่อสาธารณชนครั้งแรก (ไอพีโอ) โดยสามารถระดมทุนไปได้ถึง3,400 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.18 แสนล้านบาท) สูงสุดนับตั้งแต่เฟซบุ๊กออกไอพีโอปี 2012 หนุนให้หุ้นสแนปแชตปิดพุ่งขึ้น 44% ในวันแรกของการออกไอพีโอ และดันมูลค่าตลาดไปอยู่ที่  2.8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 9.72แสนล้านบาท)

แม้สแนปแชต เปิดเผยว่า รายได้ไตรมาสแรกปี 2017 เพิ่มขึ้นมาเกือบ 4 เท่า อยู่ที่ 149.6 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 5,197 ล้านบาท) แต่ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 158 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 5,488 ล้านบาท)

นอกจากนี้ จำนวนผู้ใช้งานรายวันของสแนปแชตเพิ่มขึ้นเพียง 5% อยู่ที่ 166 ล้านราย ปรับขึ้นเพียงเล็กน้อยจาก 158 ล้านราย เมื่อครั้งที่สแนปแชตขายหุ้นไอพีโอ ซึ่งสร้างความผิดหวังซ้ำซ้อนให้กับบรรดานักลงทุนและนักวิเคราะห์

“จำนวนผู้ใช้งานยังขยายตัวอยู่ที่เลขหลักเดียว เราไม่คิดว่าภาวะชะลอตัวดังกล่าวจะเกิดขึ้นเร็วขนาดนี้ ซึ่งบ่งชี้ว่าสแนปแชตกำลังได้รับผลกระทบจากการแข่งขันอันดุเดือด” เคธี่ บอยล์ นักวิเคราะห์จากบริษัทวิจัยตลาด อีมาร์เก็ตเตอร์ กล่าว

ไฟแนนเชียลไทมส์ รายงานว่าเมื่อเทียบกับอินสตาแกรมแอพพลิชั่นแชร์ภาพถ่ายที่เฟซบุ๊ก บริษัทสื่อโซเชียล ชื่อดังซื้อกิจการไป การขยายตัวของฐานผู้ใช้งานสแนปแชตนั้นน่าเป็นห่วง โดยจำนวนผู้ใช้อินสตาแกรมเพิ่มขึ้น 100 ล้านราย/เดือน ในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา จนไปอยู่ที่ทั้งหมด 700 ล้านคน

แนวโน้มดังกล่าวปลุกความวิตกว่าสแนปแชตจะสามารถแข่งขันกับอินสตาแกรมและเฟซบุ๊กได้หรือไม่โดยในเวลาไม่กี่สัปดาห์หลังสแนปแชตออกไอพีโอ เฟซบุ๊กได้เพิ่มฟีเจอร์ที่คล้ายคลึงกับสแนปแชตลงไปบนโซเชียลมีเดีย เช่น สตอรี่ ที่เป็นการส่งข้อความวิดีโอสั้นๆ และจะหายไปภายในเวลา 24 ชั่วโมง

ทิศทางอนาคตไม่ชัด

นักวิเคราะห์หลายรายมองว่าปัญหาของสแนปแชต คือ ทิศทางในอนาคตของบริษัทยังไม่ชัดเจน หลัง ดรู โวลเลอโร ประธานฝ่ายการเงินของสแนปแชตปฏิเสธเปิดเผยแนวโน้มทางการเงินของบริษัทประจำรายไตรมาส ทำให้นักลงทุนเกิดความไม่มั่นใจ

แม้ก่อนหน้านี้ สแนปแชตประกาศยกระดับธุรกิจให้เป็นมากกว่าแพลตฟอร์มโซเชียล ด้วยการเริ่มจำหน่ายสเปกทาเคิลส์ แว่นตาที่สามารถอัดวิดีโอได้ ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้สามารถโพสต์บนสแนปแชตผ่านมุมมองของตัวเองได้โดยตรง แต่ฐานผู้ใช้คืออีกอุปสรรคสำคัญที่สกัดจุดมุ่งหมายดังกล่าว

ฟลูเอนท์ บริษัทวิจัยข้อมูลตลาด เปิดเผยว่า ผู้ใช้สแนปแชตไม่มั่นใจว่าจะใช้แพลตฟอร์มดังกล่าวต่อไปในอีก 5 ปีข้างหน้าหรือไม่ โดยผู้ใช้ที่ระบุว่าต้องการใช้สแนปแชตต่ออยู่ที่ 65% ห่างจากคู่แข่งอย่างเฟซบุ๊กและอินสตาแกรมที่สัดส่วนผู้ใช้ดังกล่าวอยู่ที่ 87% และ 74% ตามลำดับ

หวังรายได้จากโฆษณายังยาก

ในปัจจุบันสแนปแชตทำเงินจากการลงโฆษณาระหว่างโพสต์ของผู้ใช้ ซึ่งทำให้เพื่อนผู้ติดตามของผู้ใช้ดังกล่าวสามารถเห็นโฆษณาไปด้วย อย่างไรก็ดีเม็ดเงินจากโฆษณาบนสแนปแชตยังไม่มากพอที่จะเป็นฐานรายได้หลักของบริษัทอย่างกูเกิลและเฟซบุ๊ก

สาเหตุที่รายได้จากโฆษณาของสแนปแชตยังไม่แข็งแกร่ง มาจากสแนปแชตไม่สามารถทำให้บริษัทโฆษณาเข้าถึงกลุ่มผู้ใช้วัยรุ่นที่เป็นฐานผู้ใช้หลักได้ ทำให้ไม่สามารถดึงดูดเม็ดเงินจากบริษัทที่เคยลงโฆษณาบนสื่อสิ่งพิมพ์และโทรทัศน์

ทั้งนี้ การเปิดตัวฟีเจอร์ “สตอรี่” ของอินสตาแกรมเมื่อเดือน ส.ค. 2016 ยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้สแนปแชต โดยเว็บไซต์ข่าวเทคโนโลยีเทคครันช์ เปิดเผยว่า นับตั้งแต่ช่วงดังกล่าว ยอดวิวของสแนปแชตปรับลงมาอยู่ระหว่าง 15-40% เนื่องจากผู้ใช้ส่วนใหญ่เริ่มหันไปใช้งานอินสตาแกรมมากกว่า

ทิศทางดังกล่าวส่งผลต่อรายได้จากโฆษณาของสแนปแชต โดย เคทเอ็ดเวิร์ด ผู้ก่อตั้ง ฮาร์ทบีท บริษัทตัวแทนที่ให้บริการลงโฆษณาออนไลน์ เปิดเผยว่า จำนวนแบรนด์ที่ลงโฆษณาบนสแนปแชตนั้นปรับตัวลดลง และส่วนใหญ่หันไปทำแคมเปญโฆษณาลงบนอินสตาแกรมมากกว่า เนื่องจากติดตามผลตอบรับของการโฆษณา

ได้ง่ายกว่าสแนปแชต สอดคล้องกับผลการสำรวจกลุ่มผู้ใช้วัยรุ่นของทั้งสแนปแชตและอินสตาแกรม พบว่า 71% มองเห็นโฆษณาบนอินสตาแกรมมาก
กว่าสแนปแชต

“ที่จริงแล้วเราคิดว่าสแนปแชตกำลังเสียโอกาสหลายอย่างในการสร้างรายได้ให้บริษัทไป เนื่องจากสแนปแชตยังไม่เข้าใจมูลค่าของข้อมูลที่บรรดาแบรนด์และธุรกิจต่างๆ ให้ความสำคัญ เมื่อจ่ายเงินลงโฆษณาออนไลน์” เอ็ดเวิร์ด กล่าว

 

“Deep learning” ทางเลือกสกัดสินค้าปลอม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 พฤษภาคม 2560 เวลา 18:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/494383

"Deep learning" ทางเลือกสกัดสินค้าปลอม

โดย…นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์

การระบาดของสินค้าปลอม โดยเฉพาะสินค้าแฟชั่นเป็นปัญหาเรื้อรังที่คุกคามแบรนด์ต่างๆ มาโดยตลอด เนื่องจากสินค้าดังกล่าวสามารถนำกลับมาขายใหม่ได้เรื่อยๆ ผ่านช่องทางจำหน่ายสินค้าออนไลน์ และความพยายามไล่ล่าหาสินค้าแบรนด์เนมราคาถูกของผู้บริโภค ยิ่งทำให้ปัญหาสินค้าปลอมลุกลามหนักขึ้นกว่าเดิมจนล่าสุด องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) เปิดเผยว่า เม็ดเงินในธุรกิจจำหน่ายสินค้าปลอมอยู่ที่ถึง 4.6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 15 ล้านล้านบาท)

แม้ในปัจจุบันบรรดาผู้ซื้อพยายามคัดกรองสินค้าปลอมด้วยตัวเองก่อน เช่น การนำกระเป๋าที่วางจำหน่ายไปเปรียบเทียบกับกระเป๋าของแบรนด์ที่มีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นรอยเย็บ ขนาดตัวอักษร หรือป้ายแบรนด์แต่วิธีการดังกล่าวก็ไม่ได้ผลเสมอไป เนื่องจากสินค้าปลอมเลียนแบบของแท้ได้แทบจะเหมือนจริง จนไม่สามารถแยกแยะความแตกต่างด้วยตาเปล่าได้

ด้วยเหตุนี้ สตาร์ทอัพไอทีบางแห่ง เช่น Entrupy จากสหรัฐ จึงทดลองพัฒนาอุปกรณ์ตรวจสอบสินค้าปลอม โดยใช้ Deep learning ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการประมวลผลข้อมูลจำนวนมาก โดยเลียนกระบวนการทำงานของระบบประสาทของมนุษย์ ทำให้เครื่องจักรและซอฟต์แวร์สามารถจดจำและจำแนกภาพหรือเสียงได้

อุปกรณ์แบบพกพาของ Entrupy สามารถระบุสินค้าปลอมได้ เพียงแค่ถ่ายภาพส่วนต่างๆ ของกระเป๋า เช่น หมายเลขซีเรียล
นัมเบอร์ วัสดุ ตะเข็บบนกระเป๋า ด้วยความละเอียดสูงมาก แล้วใช้เทคโนโลยี Deep learning เปรียบเทียบกับรูปภาพกระเป๋าของแท้บนฐานข้อมูล เมื่อตรวจสอบพบว่ากระเป๋าดังกล่าวเป็นของแท้ ผู้ใช้จะได้รับใบประกาศยืนยันอย่างเป็นทางการ

วิธยุทธ์ ศรีนิวาสัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของ Entrupy เปิดเผยว่าผลการสแกนสินค้าปลอมของอุปกรณ์ดังกล่าวมีความแม่นยำสูงถึง 97.1% ทำให้ได้รับความเชื่อถือและการสนับสนุนเงินทุนจากบรรดาแบรนด์ต่างๆ กว่า 130 แห่ง เช่น ดิออร์ ชาแนล หลุยส์ วิตตอง

ทั้งนี้ Deep learning ไม่ใช่เทคโนโลยีเดียวที่มีการนำมาใช้แยกแยะสินค้าปลอม โดยก่อนหน้านี้ อาลีบาบา ยักษ์อี-คอมเมิร์ซจากจีน จับมือกับแบรนด์ชื่อดัง เช่น หลุยส์ วิตตอง ซัมซุง และมาร์ส เพื่อทดลองใช้เทคโนโลยีบิ๊กดาต้า กวาดล้างการจำหน่ายสินค้าปลอมออกไปบนแพลตฟอร์มซื้อขายสินค้าของบริษัท

อาลีบาบาระบุว่า เทคโนโลยีดังกล่าวสามารถสแกนสินค้าบนแพลตฟอร์มได้ถึง 10 ล้านชิ้น/วัน ซึ่งช่วยจัดการสินค้าปลอมไปได้ถึงกว่า 380 ล้านชิ้น และปราบผู้ค้าของปลอมไปได้ 1.8 แสนราย ในช่วงเวลา 12 เดือนจนถึงเดือน ส.ค. 2016

อย่างไรก็ดี เจ้าของแบรนด์บางราย อย่าง เนชลา มาทัม-ฟินน์ ผู้ร่วมก่อตั้ง เดอะ ฟิฟธ์ คอลเลคชั่น มองว่า การนำเทคโนโลยีมาใช้ตรวจสอบสินค้าปลอมเพียงอย่างเดียวยังไม่พอสำหรับแก้ปัญหาดังกล่าว โดยรัฐบาลและผู้บริโภคจำเป็นต้องมีส่วนร่วมช่วยเหลือภาคธุรกิจด้วยเช่นกัน

รัฐบาลควรออกมาตรการจัดการสินค้าปลอมอย่างเด็ดขาด เพื่อจัดการผู้จำหน่ายสินค้าปลอม ขณะที่ผู้บริโภคเองก็ต้องไม่สนับสนุนการซื้อสินค้าปลอมเช่นกัน