“แอปเปิ้ล” สร้างประวัติศาสตร์!มีมูลค่าตลาด8แสนล้านเหรียญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 พฤษภาคม 2560 เวลา 12:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/494264

"แอปเปิ้ล" สร้างประวัติศาสตร์!มีมูลค่าตลาด8แสนล้านเหรียญ

แอปเปิ้ลกลายเป็นบริษัทแรกในสหรัฐที่มีมูลค่าตลาดมากกว่า 8 แสนล้านเหรียญสหรัฐ

สำนักข่าวต่างประเทศแอปเปิ้ล อิงค์ กลายเป็นบริษัทแรกในประวัติศาสตร์สหรัฐที่มีมูลค่าตลาดมากกว่า 8 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 28 ล้านล้านบาท) โดยหุ้นของแอปเปิ้ลปรับขึ้น 33% นับตั้งแต่ต้นปี และเพิ่มขึ้นแล้ว 50% นับตั้งแต่การเลือกตั้งสหรัฐในเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา แสดงให้เห็นถึงความหวังต่อการเติบโตของตลาดสมาร์ทโฟน

รายงานข่าวระบุว่า หากแอปเปิ้ลยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง มูลค่าตลาดของแอปเปิ้ลจะขึ้นไปถึงระดับ 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐในช่วงปลายปีนี้

ภาพ…เอเอฟพี

 

ตั้งองค์กรคุมไซเบอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 พฤษภาคม 2560 เวลา 07:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/494216

ตั้งองค์กรคุมไซเบอร์

ประธาน กสทช. ดันตั้งองค์กรคุมความปลอดภัยไซเบอร์ ฝากงานวางแผนแม่บทจัดสรรคลื่นครอบคลุมทุกกิจการ

พล.อ.อ.ธเรศ ปุณศรี ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม แห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า อยากให้จัดตั้งองค์กรระดับนานาชาติเข้า มาดูแลงานด้านความปลอดภัยของข้อมูลผ่านระบบไซเบอร์ (ไซเบอร์ ซีเคียวริตี้) ซึ่งต้องบูรณาการหลาย ฝ่ายทั้งภาครัฐและเอกชน

“การดูแลด้านไซเบอร์ ซีเคียวริตี้ ต้องบูรณาการหลายฝ่ายทั้งภาครัฐ และเอกชน แม้การดูแลเป็นไปได้ยาก แต่ใช่ว่าจะเกิดขึ้นไม่ได้ ผู้ที่เข้ามาทำหน้าที่ควรเป็นหน่วยงานที่ดูแลด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านไซเบอร์ ก็คือรัฐบาล แต่ต้องทำงานร่วมกับหลาย ภาคส่วนทั้งรัฐวิสาหกิจและเอกชน โดยอาจเชิญนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน” พล.อ.อ.ธเรศ กล่าว

สำหรับกรรมการ กสทช.ชุดนี้ จะหมดวาระเดือน ต.ค. 2560 โดยต้องการให้ กสทช.ชุดใหม่ให้ความสำคัญกับการจัดทำแผนแม่บทจัดสรรคลื่นความถี่ โรดแมปการประมูลคลื่นความถี่ ซึ่งจะส่งผลดีต่อภาครัฐ เอกชน รวมถึงประชาชนที่สามารถใช้งานเครือข่ายได้ต่อเนื่อง ก่อนหน้านี้ กสทช.ได้จัดทำแผนแม่บทการจัดสรรคลื่นความถี่ แล้วแต่อยากให้ลงรายละเอียดมากขึ้น เช่น จัดสรรคลื่นความถี่ตามการใช้งานสำหรับโทรคมนาคม โทรทัศน์ หรือกิจการดาวเทียม รวมถึงกิจการอื่นๆ ให้มีความชัดเจน

นอกจากนี้ ร่างแผนแม่บทกิจการโทรคมนาคม ฉบับที่ 2 จะปรับเปลี่ยนการทำงานของ กสทช. จากเดิม เป็นการดูแลของสองฝั่ง คือ ด้านกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ และด้านโทรคมนาคม ที่มีการบริหารจัดการแยกออกจากกัน เป็นการ ทำงานร่วมกัน แต่แยกเป็นด้านการบริหารจัดการคลื่นความถี่ ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค และด้านความ ปลอดภัยทางไซเบอร์ ซึ่งอาจตั้งเป็นคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจเพื่อดูแลโดยตรง ปรับเปลี่ยนการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

พล.อ.อ.ธเรศ กล่าวว่า ผลการดำเนินการของ กสทช.ที่ผ่านมาเป็น ที่น่าพอใจ โดยเฉพาะการเปลี่ยนระบบสัมปทานเป็นระบบใบอนุญาตโดยวิธีการประมูล โดยประมูลทีวีดิจิทัลมี รายได้ 5.08 หมื่นล้านบาท ด้านกิจการโทรคมนาคมประมูลคลื่น 2100MHz 1800MHz และ 900MHz มีรายได้รวม 2.74 แสนล้านบาท

 

แชตบอตเครื่องมือตลาด ปฏิวัติธุรกิจเพิ่มยอดขาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 พฤษภาคม 2560 เวลา 11:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/494163

แชตบอตเครื่องมือตลาด ปฏิวัติธุรกิจเพิ่มยอดขาย

โดย…รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

กระแสที่มาแรงในวงการไอทีในขณะนี้ คงหนีไม่พ้นการทำ แชตบอต (Chatbot) หรือการใช้หุ่นยนต์สมองกลมาคอยโต้ตอบคำถาม จากนี้จะเริ่มเห็นธุรกิจที่มีจำนวนลูกค้าจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น โอเปอเรเตอร์ ธนาคาร หรืออี-คอมเมิร์ซ เริ่มนำแชตบอตมาใช้ทำซีอาร์เอ็มแทนการส่งอีเมล ที่จะกลายเป็นขยะคนไม่อ่านและไม่สร้างยอดขาย

กล้า ตั้งสุวรรณ กรรมการเจ้าหน้าที่บริการ บริษัท โธธ โซเชียล ผู้ดำเนินธุรกิจเซอร์วิส โซลูชั่น เปิดเผยว่า ขณะนี้ธุรกิจในไทยเริ่มหันมาใช้แชตบอตหรือหุ่นยนต์สมองกลเป็นเครื่องมือสำคัญในการทำตลาดมากกว่าแค่เป็นเครื่องมือสื่อสารไปมาระหว่างแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็น การทำซีอาร์เอ็มหรือการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับลูกค้าในลักษณะเพอร์ซันนัลไลซ์ ซึ่งเป็นการทำตลาดเฉพาะรายบุคคล หรือการใช้แชตบอตเป็นเครื่องมือสำหรับการจัดทำแคมเปญและกิจกรรมต่างๆ รวมไปจนถึงการดูแลลูกค้าเมื่อซื้อสินค้าและบริการต่างๆ

อย่างไรก็ดี แม้ว่าบอตจะมีความชาญฉลาดสามารถตอบคำถามได้ทุกอย่าง แต่ก็เป็นเพียงแค่พื้นฐานและมีความซับซ้อนได้ไม่มากนัก เมื่อในกรณีที่บอตไม่สามารถตอบคำถามลูกค้า สุดท้ายก็ต้องพึ่งพามนุษย์หรือใช้คอลเซ็นเตอร์ในการโต้ตอบ ดังนั้นแชตบอตจึงไม่สามารถเข้ามาทำงานแทนคนได้ทั้งหมด แต่เป็นการช่วยให้ธุรกิจที่มีลูกค้าจำนวนมาก ตอบคำถามข้อมูลสินค้าและบริการ หรือรับเรื่องกรณีไม่พึ่งพอใจกับสินค้าได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากคอลเซ็นเตอร์ไม่สามารถรองรับกรณีที่มีลูกค้าเข้ามาใช้บริการเป็นจำนวนมาก

ในส่วนของธุรกิจแชตบอตของบริษัท ขณะนี้มีกลุ่มลูกค้าคอนซูเมอร์โปรดักต์หรือสินค้าอุปโภคบริโภคกำลังวางแผนใช้แชตบอตทำซีอาร์เอ็มในรูปแบบเพอร์ซันนัลไลซ์ นอกจากนี้ยังมีลูกค้าธนาคารทีเอ็มบีหรือทหารไทยกำลังนำระบบดังกล่าวมาใช้การบริการลูกค้า รวมไปถึงธุรกิจสื่อทีวี ซึ่งบริษัทมองว่าแชตบอตเหมาะกับธุรกิจที่มีลูกค้ามาใช้บริการจำนวนมากหรือแบรนด์ที่ทำตลาดในระดับแมส โดยปัจจุบันมีลูกค้าแชตบอตมากกว่า 10 ราย และกลุ่มธุรกิจดังกล่าวผลักดันรายได้ให้กับบริษัทเติบโตมากกว่า 10%

ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ นายกสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย กล่าวว่า พฤติกรรมของผู้บริโภคไทยแทบทุกเจเนอเรชั่นติดการเล่นแชตบนสมาร์ทโฟนอยู่แล้ว โดยเฉพาะ 4 เจเนอเรชั่น ประกอบด้วย เบบี้บูมเมอร์ เจนเอ็กซ์ เจนวาย และเจนแซด การนำแชตบอตเข้ามาใช้ในธุรกิจเพื่อเป็นตัวช่วยการโต้ตอบคำถาม ทั้งทางด้านข้อมูลสินค้า จึงเป็นบริการสอดรับกับพฤติกรรมของคนไทย ซึ่งในขณะนี้แชตผ่านทางโซเชียลมีเดีย เฟซบุ๊ก ไลน์มากกว่าการใช้โทรศัพท์พูดคุยกันแล้ว

สำหรับการนำแชตบอตใช้ในธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ เริ่มมีบ้างแล้วในแพลตฟอร์มโซเชียลคอมเมิร์ซผ่านทางเฟซบุ๊ก หรือไลน์ เว็บไซต์ เช่น ใช้แชตบอตช่วยตอบข้อมูลของสินค้าผ่านการแชต ช่วยให้ผู้ซื้อสินค้ามีความสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น แต่ส่วนใหญ่การนำแชตบอตมาใช้ธุรกิจมักเป็นคำถามที่ลูกค้าส่วนใหญ่ถาม เช่น โอนเงินอย่างไร สินค้าหมดหรือยัง มีสินค้าในสต๊อกไหม มีโปรโมชั่นอย่างไรบ้าง เป็นต้น ขณะนี้ตลาดดอตคอมเริ่มนำระบบแชตบอตมาใช้แล้วด้วยเช่นเดียวกัน

จาริตร์ สิทธุ ผู้จัดการฝ่ายงานวิจัย สายงานศึกษาตลาดไคลเอนต์ ดีไวซ์ ประจำไอดีซี ประเทศไทย กล่าวว่าการใช้แชตบอตในไทยยังเป็นแค่ยุคเริ่มต้นเท่านั้น โดยหุ่นยนต์ในหน้าต่างแชตจะสามารถโต้ตอบคำถามทั่วไปได้ แต่ยังมีข้อจำกัดความสามารถการตอบยังไม่มีความซับซ้อนมากนัก นอกจากนี้ยังรองรับกับกรณีที่ลูกค้ามีปัญหาการใช้สินค้า เป็นการรับเรื่องและสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า และป้องกันการแพร่กระจายข่าวในโลกโซเชียลมีเดียได้เป็นอย่างดี ไม่ก่อให้เกิดผลเสียต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์

ดังนั้น ปีนี้แชตบอตที่เกิดขึ้นในไทยยังไม่มีความฉลาดมากพอ แต่เทรนด์ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า แชตบอตถึงเริ่มพัฒนาก้าวไปสู่สมองกลอัจฉริยะมากขึ้น ด้วยการนำแมชชีนเลิร์นนิ่งเข้ามาใช้ร่วมกันสามารถตอบคำถามที่ซับซ้อนและอาจคาดเดาถึงความต้องการสินค้าและบริการต่างๆ ได้ตรงกับความต้องการของแต่ละบุคคล จนอาจทำให้ผู้ใช้บริการลืมไปเลยว่า เป็นหุ่นยนต์ที่คอยตอบคำถาม ต่อไปธุรกิจสามารถนำข้อมูลจากแชตบอต มาวิเคราะห์ถึงความต้องการของลูกค้าเพื่อต่อยอดทำธุรกิจได้มากขึ้น

ขณะที่กระแสแชตบอตมาแรงส่งผลให้มีบริษัทต่างๆ ทั่วโลก ประกาศเปิดตัวแชตบอตลงตลาด ยกตัวอย่าง Trim ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อยกเลิกบริการ หรือ Melody แชตบอตทางการแพทย์จากไป่ตู้ ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อช่วยเพิ่มความรวดเร็วในการวินิจฉัยโรคผู้ป่วยให้กับคณะแพทย์ และบนเฟซบุ๊กแมสเซนเจอร์สำหรับคอยแจ้งเตือนเมื่อเกิดการจ่ายเงินซื้อสินค้า และแชตบอตจากบัตรเครดิตอเมริกันเอ็กซ์เพรส ซึ่งมีบริการเช็กการใช้บริการ วงเงินให้กับผู้ถือบัตร

ความเคลื่อนไหวของธุรกิจในไทย การนำแชตบอตมาใช้ ยกตัวอย่างเช่นเอไอเอส นำเอาระบบ Ask Aunjai Virtual Agent ผู้ช่วยอัจฉริยะ ที่พัฒนามาจากการผสานเทคโนโลยีอัจฉริยะ ทั้งหุ่นยนต์อัจฉริยะ แชตบอต และสมาร์ท โนวเลดจ์เบส ทำให้สามารถตอบคำถามลูกค้าบนออนไลน์ โซเชียลมีเดีย อาทิ เว็บไซต์เอไอเอส และบน My AIS ได้ทุกคำถาม ตลอด 24 ชั่วโมง สิ่งสำคัญคือเอไอเอสได้เพิ่มความเป็นมนุษย์ การมีอารมณ์ต่างๆ ทำให้ลูกค้ารู้สึกใกล้ชิดเหมือนได้คุยกับพนักงาน

ต่อไปธุรกิจจะมีพนักงานที่คอยตอบคำถามตลอด 24 ชั่วโมง ทำงานไม่เคยบ่นแถมเงินเดือนอาจไม่ต้องปรับขึ้น ส่วนพฤติกรรมของผู้บริโภค ก็พร้อมเปิดรับแม้ว่าจะพูดคุยกับหุ่นยนต์ที่อาจไร้ความรู้สึก ไร้อารมณ์ร่วม แต่ข้อจำกัดก็ยังคงด้านความปลอดภัยของลูกค้าที่สามารถเกิดการแฮ็กได้ โดยเฉพาะธุรกิจอี-คอมเมิร์ซที่ต้องระมัดระวังภัยคุกคามอาชญากรโลกไซเบอร์

 

วิดีโอออนดีมานด์พุ่ง ดูผ่านมือถือ-แท็บเล็ตสูงสุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 พฤษภาคม 2560 เวลา 11:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/494161

วิดีโอออนดีมานด์พุ่ง ดูผ่านมือถือ-แท็บเล็ตสูงสุด

“ไอฟลิกซ์” เผยยอดคนชม วิดีโอออนดีมานด์พุ่ง ส่วนใหญ่ดูผ่านมือถือ-แท็บเล็ต นิยมคอนเทนต์กลุ่ม ดราม่า และคอมเมดี้

ไอฟลิกซ์ ผู้นำบริการสตรีมและดาวน์โหลดซีรี่ส์และหนังระดับโลก เผยสถิติการรับชมคอนเทนต์ของสมาชิกหลังเปิดให้บริการแล้ว 10 ประเทศทั่วเอเชีย ได้แก่ ประเทศไทย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ศรีลังกา บรูไน มัลดีฟส์ ปากีสถาน เวียดนาม และเมียนมา พบว่าปัจจุบันมีสมาชิกไอฟลิกซ์กว่า 5 ล้านราย รับชมคอนเทนต์ไปแล้วกว่า 5,000 ล้านนาที และสมาชิกไอฟลิกซ์ ชอบดูคอนเทนต์กลุ่ม ดราม่า และคอมเมดี้

ขณะที่สถิติการให้บริการในประเทศไทย ที่เปิดให้บริการมาตั้งแต่เดือน ก.ย. 2558 พบว่า มีสมาชิกไอฟลิกซ์ในไทยรวมกว่า 1 ล้านราย มีการรับชมไอฟลิกซ์โดยเฉลี่ย 135 นาที/วัน ส่วนใหญ่ของสมาชิก (66%) อายุ 18-34 ปี แบ่งเป็น 39% เป็นกลุ่มเจนวาย (Gen-y’s) และ 27% เป็นกลุ่มมิลเลนเนียล สมาชิกส่วนมากนิยมดูไอฟลิกซ์ผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่ (มือถือและแท็บเล็ต) ถึง 69% และชอบดูตอนกลางคืน ตั้งแต่เวลา 21.00-01.00 น. โดยชื่นชอบคอนเทนต์กลุ่มดราม่า เกาหลี คอมเมดี้ แอ็กชั่น และไทย
(ตามลำดับ)

 

เสื้อชั้นในอัจฉริยะตรวจมะเร็งเต้านม คิดค้นโดยหนุ่มเม็กซิกันวัย 18 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 พฤษภาคม 2560 เวลา 20:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/493855

เสื้อชั้นในอัจฉริยะตรวจมะเร็งเต้านม คิดค้นโดยหนุ่มเม็กซิกันวัย 18 ปี

เสื้อในตรวจวัดข้อมูลของเต้านม แรงบันดาลใจจากเด็กหนุ่มที่ต้องทนเห็นแม่ทนทุกข์จากมะเร็งเต้านม

ในสหรัฐอเมริกา 1 ใน 8 ของผู้หญิงจะป่วยด้วยโรคมะเร็งเต้านม และในปี 2017 นี้ ทางองค์กรมะเร็งเต้านมเปิดเผยสถิติที่น่าตกใจว่าจะมีหญิงสาวที่เพิ่งตรวจพบว่าตนป่วยเป็นมะเร็งเต้านมมากถึงกว่า 63,000 คน ย้ำว่านี่แค่ในสหรัฐเพียงประเทศเดียว

มะเร็งเต้านมเป็นอะไรที่ผู้หญิงรู้กันว่าทุกคนมีความเสี่ยง แต่การละเลยการหมั่นตรวจเช็คร่างกายของตนเอง ส่งผลให้การรักษาเป็นไปอย่างล่าช้าตามไปด้วย นอกจากนั้นไม่ใช่แค่ผู้หญิงเท่านั้น แต่ในผู้ชายเองก็สามารถป่วยเป็นมะเร็งเต้านมได้ด้วยเช่นกัน ด้วยอัตรา 1 ต่อ 1,000

ที่เม็กซิโก เด็กหนุ่มวัย 18 ปีรายหนึ่งได้ออกแบบเสื้อในอัจฉริยะขึ้นมา ที่จะช่วยตรวจสอบอาการเบื้องต้นที่บ่งชี้ว่าผู้สวมใส่อาจกำลังป่วยเป็นโรคมะเร็งเต้านม และไอเดียของเขาเพิ่งจะชนะรางวัล Global Student Entrepreneur Awards หรือ GSEA รางวัลที่มุ่งส่งเสริมผู้ประกอบการรุ่นใหม่มาหมาดๆ

หน้าตาของเสื้อชั้นในอัจฉริยะ EVA

จูเลียน ริโอส คันทู ผู้อยู่เบื้องหลังไอเดียกล่าวว่า แรงบันดาลใจของการสร้างอุปกรณ์อัจฉริยะมาจากการเห็นแม่ของเขาเองต้องทนทุกข์ทรมาณจากมะเร็งเต้านม ซึ่งในที่สุดแม้จะรักษาจนหายได้ แต่แม่ต้องตัดเต้านมทิ้งทั้งสองข้างอย่างถาวร

สำหรับเสื้อชั้นในอัจฉริยะตัวนี้ มีชื่อว่า EVA ตัวเขา และเพื่อนอีก 3 คนได้ร่วมกันพัฒนามันขึ้นภายใต้บริษัทที่ตั้งขึ้นเองว่า Higia Technologies ด้วยการทำงานของระบบไบโอเซนเซอร์กว่า 200 ตัวที่กระจายกันติดอยู่รอบๆเสื้อชั้นใน เซนเซอร์เหล่านี้จะทำหน้าที่ตรวจวัดอุณหภูมิของเต้านม, รูปร่าง ตลอดจนน้ำหนัก เพื่อเก็บข้อมูล

และสำหรับสาเหตุที่ว่าทำไมต้องเป็นเสื้อชั้นใน จูเลียนให้เหตุผลว่าก็เพราะเสื้อชั้นในนั้นถูกสวมใส่อยู่ในตำแหน่งเดียวกันกับหน้าอกพอดี โดยการจะตรวจวัดข้อมูลของเต้านมให้ได้คุณภาพนั้น ผู้สวมใส่จำเป็นต้องสวมเสื้อชั้นในที่ตำแหน่งเดิมเป็นเวลามากกว่า 1 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

ไบโอเซนเซอร์สามารถรวจจับค่าความร้อนได้ตามจุดต่างๆ เช่นในบางกรณีที่เกิดเนื้องอกขึ้นภายในเต้านม เส้นเลือดจะไปเลี้ยงยังบริเวณดังกล่าวมากกว่าปกติ ซึ่งเป็นหนึ่งในสัญญาณบ่งชี้ของการเกิดโรคมะเร็ง และสามารถตรวจสอบได้ผ่าน EVA

EVA ยังทำงานร่วมกับแอพพลิเคชั่น ในการเก็บข้อมูลเพื่อตรวจสอบอีกด้วย

อย่างไรก็ตามผลงานของเขายังคงเป็นเพียงแค่ไอเดียที่น่าสนใจเท่านั้น และยังไม่ได้ผ่านการทดลองทางการแพทย์ หรือยืนยันจากผู้เชี่ยวชาญว่าสามารถตรอวจสอบได้จริง ซึ่งอันนา เปอร์แมน นักวิจัยจากศูนย์วิจัยมะเร็งในสหราชอาณาจักรกล่าวว่า ในบางครั้งการไหลเวียนที่เพิ่มขึ้นของโลหิต ไม่ใช่เครื่องบ่งชี้ของการเกิดมะเร็งเสมอไป

ทั้งนี้เงินรางวัลจำนวน 20,000 ดอลล่าร์สหรัฐที่เขาและเพื่อนได้มาจากการประกวดไอเดียดังกล่าว คาดว่าจะถูกนำไปพัฒนาผลิตภัณฑ์ของเขา และหลังผ่านขั้นตอนการทดสอบทางการแพทย์แล้วจึงจะเห็นเสื้อชั้นในอัจฉริยะวางขายยังตลาดจริง

การตรวจสอบอาการของมะเร็งเต้านมด้วยตนเองเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และหลายคนมักมองข้ามไป ก่อนหน้านี้ศิลปินหญิงเคยออกแบบอินโฟกราฟฟิกง่ายๆเพื่อเป็นประโยชน์แก่บรรดาหญิงสาวในการตรวจหามะเร็งเต้านมด้วยตนเองมาแล้ว จากการเปรียบเทียบง่ายๆกับผลเลมอน เช่น รอยบุ๋ม รอยผื่นแดง หรือการมีเลือดออกจากหัวนมเป็นต้น

อินโฟกราฟฟิกให้ข้อมูลการตรวจสอบมะเร็งเต้านมด้วยตนเองง่ายๆ ผ่านการปรียบเทียบกับเลมอน

 

ขอบคุณวิดีโอจาก Higia Technologies

 

 

อุปกรณ์ติดตามผู้สูงอายุสมองเสื่อม ในกรณีหายออกจากบ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 พฤษภาคม 2560 เวลา 15:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/493705

อุปกรณ์ติดตามผู้สูงอายุสมองเสื่อม ในกรณีหายออกจากบ้าน

บริษัทญี่ปุ่นผลิตอุปกรณ์พกพาที่ช่วยติดตามตัวผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์ ในการตามหาตัวหากหายออกไปจากบ้าน

บริษัทดูแลความปลอดภัยขนาดใหญ่ของญี่ปุ่นตั้งเป้าหมายในการแก้ไขปัญหาความยากลำบากของการติดตามผู้สูงอายุที่ป่วยด้วยอาการสมองเสื่อม หรืออาการอัลไซเมอร์ เมื่อพวกท่านหายออกจากบ้านไป หรือหลงทางด้วยการผลิตอุปกรณ์ขนาดเล็กแบบพกพาได้ ที่สามารถแชร์สถานที่อยู่ของผู้สวมใส่

อุปกรณ์ดังกล่าวมีชื่อว่า Mimamori ถูกผลิตโดย Sohgo Security Service หรือในชื่อเรียกว่า Alsok และขณะนี้อุปกรณ์จำนวน 2,000 ชิ้นได้ทดลองใช้แล้วใน 10 เมืองของญี่ปุ่น

ตัวอุปกรณ์จะทำงานร่วมกับแอพพลิเคชั่นผ่านบลูทูธ ซึ่งจะช่วยส่งสถานที่อยู่ของผู้ใช้งานมายังโทรศัพท์มือถือของพยาบาลผู้ดูแล หรือสมาชิกครอบครัวของผู้สูงอายุที่หายตัวออกไปจากบ้านได้

อุปกรณ์สามารถติดกับรองเท้าของผู้สวมใส่ได้

ในกระบวนการทดลอง ทางบริษัทระบุว่า Mimamori ช่วยย่นระยะเวลาการตามหาบุคคลที่หายตัวไป โดยทางทีมงาน 12 คน ถูกแบ่งออกเป็น 2 ทีมเพื่อทำการทดลอง พวกเขาพบว่าใช้เวลาเพียงแค่ 10 นาทีเท่านั้นในการตามหาตัวของผู้สวมใส่อุปกรณ์ เปรียบเทียบกับการตามหาบุคคลจากสถานที่ที่คาดเดาว่าพวกเขาอาจเดินทางไปนั้นต้องใช้เวลามากกว่าครึ่งชั่วโมงเลยทีเดียว หากไม่มี Mimamori เป็นตัวช่วย

ที่ญี่ปุ่นประเทศที่มีสัดส่วนของประชากรสูงอายุมากนี้ รายงานจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติระบุว่า คดีผู้ป่วยด้วยโรคสมองเสื่อมหายตัวออกจากบ้านนี้เพิ่มขึ้นเป็น 12,208 คดีในปี 2015 ซึ่งสูงมากเมื่อเทียบกับในปี 2015 ที่ตัวเลขอยู่ที่ 1,452 คดีเท่านั้น

ที่อยู่ของผู้สูงอายุจะถูกส่งเข้ายังโทรศัพท์ของสมาชิกครอบครัว ผ่านแอพพลิเคชั่น

ซึ่งนอกเหนือจากการทำงานร่วมกับสมาร์ทโฟนแล้ว Alsok ยังทำงานร่วมกับอีก 23 บริษัท เช่นร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven ในการที่ให้พนักงานของพวกเขาดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น ในการช่วยตามหา นอกจากนั้นยังมีการออกแบบอุปกรณ์แบบตั้งโต๊ะ ในการติดตามสำนักงานต่างๆเพื่อช่วยตรวจจับสัญญาณบลูทูธจากผู้สวมใส่ที่หายตัวไปอีกด้วย

“หากผู้คนในเมืองพากันดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น เราจะสามารถสร้างเครือข่ายที่ช่วยกันสอดส่องดูแลผู้สูงอายุภายในเมืองได้” โคจิ ทาเคดะ เจ้าหน้าที่จากเมืองทามะกล่าวกับสำนักข่าว Kyodo

ทั้งนี้อุปกรณ์จะถูกวางตลาดจริงในฤดูใบไม้ผลิที่จะถึงนี้ สนนราคาของอุปกรณ์อยู่ที่ 2,200 เยน ในขณะที่ Mimamori แบบตั้งโต๊ะนั้นสนนราคาที่ 23,000 เยน ซึ่งทาง Alsok มีแผนที่จะเปิดให้เช่าแบบรายเดือนสำหรับบริษัทห้างร้านที่สนใจ

ญี่ปุ่นสังคมผู้สูงอายุในอนาคต ผลสำรวจปี 2015 มีประชากรที่มีอายุมากกว่า 60 ปี 26.7% จากค่าเฉลี่ยทั่วโลกซึ่งอยู่ที่ 8.5%

 

 

โลกเร่งหาทางรับมือ ข่าวลวงสะพัดออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 พฤษภาคม 2560 เวลา 07:39 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/493612

โลกเร่งหาทางรับมือ ข่าวลวงสะพัดออนไลน์

โดย…ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์

เมื่อจำนวนเม็ดเงินที่ทุ่มเข้าสู่โฆษณาออนไลน์มีมากขึ้นเรื่อยๆ ผู้ใช้โซเชียลมีเดียบางส่วนจึงผันตัวมาเป็นผู้เผยแพร่ข่าวสารเพื่อดึงผู้ติดตามและดึงดูดเงินโฆษณา และหลายครั้งการเผยแพร่ข่าวสารนั้นเป็นไปในแนว “ล่อกด” (คลิกเบต) ด้วยการใช้ “ข่าวลวง”

ปัญหาดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในประเทศไทย แต่ยังเกิดขึ้นไปทั่วโลก และยิ่งได้รับความสนใจมากขึ้นหลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐเมื่อปีที่ผ่านมา

หนังสือพิมพ์ ไฟแนนเชียล ไทม์ส รายงานว่า ข่าวลวงเกี่ยวข้องกับสหรัฐแพร่กระจายอยู่บนโซเชียลมีเดียของจีนด้วยเช่นกัน อย่าง วีแชท (WeChat) และเหว่ย ป๋อ (Weibo) โดยผู้ใช้ในจีนไม่สามารถไปเช็กต้นทางจากสหรัฐได้ เนื่องจากจีนใช้ “เกรท ไฟร์วอลล์” ที่เป็นระบบเซ็นเซอร์ข่าวสารจากต่างประเทศ ครอบคลุมถึงเว็บไซต์ข่าวและโซเชียลมีเดียของต่างชาติ

หนึ่งในเรื่องที่ได้รับการแพร่กระจายในจีน ยังรวมไปถึงทฤษฎีสมคบคิดที่ว่า ทีมหาเสียงของฮิลลารี คลินตัน ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐจากพรรคเดโมแครต วางแผนลอบสังหาร เซธ ริช พนักงานของคณะกรรมการพรรคเดโมแครต ที่เสียชีวิตจากกระสุนปืนระหว่างถูกปล้น เพื่อเป็นการสั่งสอนกรณีปล่อยให้เอกสารลับหลุดไปถึงวิกิลีกส์ เว็บไซต์จอมแฉชื่อดัง แม้คดีดังกล่าวจะยังไม่ได้รับการสรุปสาเหตุที่แท้จริงก็ตาม

ไฟแนนเชียล ไทม์ส ระบุอีกด้วยว่า การเผยแพร่ข่าวสารปลอมในจีนลุกลามอย่างรวดเร็ว เนื่องจากการขาดวัฒนธรรมฉุกคิดก่อนเผยแพร่ โดยแม้กระทั่งสื่อของทางการจีนอย่างหนังสือพิมพ์พีเพิลส์เดลี ยังเคยแปลบทความจากเว็บไซต์ข่าวล้อเลียน ดิ ออเนียน ที่ระบุว่า คิมจองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ เป็นผู้ชายที่เซ็กซี่ที่สุดในโลกในปี 2012

อย่างไรก็ตาม การเผยแพร่ข่าวลวงดังกล่าว ตามมาด้วยความพยายามตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยในส่วนของภาคประชาชนมีการก่อตั้งแอคเคาต์ส่วนตัวในเหว่ยป๋อและวีแชท โซเชียลมีเดียของจีน และคอยตรวจสอบข่าวลือต่างๆ ขณะที่บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของจีนก็มีความเคลื่อนไหวเพื่อจัดการกับข่าวปลอมเช่นกัน เช่น เทนเซนต์ เจ้าของวีแชท จัดตั้ง เจียวเจิ้น เว็บไซต์สำหรับตรวจสอบข้อเท็จจริง

ไม่เฉพาะแต่จีน ในประเทศอื่นๆ ต่างประสบกับข่าวลวงด้วยกันทั้งนั้น โดยเฉพาะประเทศที่กำลังอยู่ในช่วงสำคัญของการเลือกตั้งอย่างฝรั่งเศสและเกาหลีใต้

เอ็มมานูเอล มาครอง ผู้สมัครตัวเก็งที่คาดจะคว้าชัยในการเลือกตั้งฝรั่งเศสรอบชิงวันที่ 7 พ.ค.นี้ ยื่นฟ้องร้องต่อแหล่งข่าว “X” หลังมีการเผยแพร่ข่าวว่า มาครองมีการจัดตั้งบริษัทอยู่นอกประเทศ (ออฟชอร์) ในชื่อ ลา โพรวิดองซ์ บนเนวิส เกาะในทะเลแคริบเบียน ซึ่งหนังสือพิมพ์วอลสตรีท เจอร์นัล สอบถามไปยังคณะกรรมการกำกับดูแลการเงินของเนวิส พบว่าไม่มีชื่อบริษัทดังกล่าวปรากฏลงทะเบียนบนเกาะแต่อย่างใด

ขณะเดียวกัน เกาหลีใต้ที่จะมีการเลือกตั้งในวันที่ 9 พ.ค.นี้ ต้องเผชิญกับข่าวลวงในช่วงเวลาตึงเครียดกับเกาหลีเหนือและช่วงเวลาประวัติศาสตร์หลังการถอดถอนประธานาธิบดีเป็นครั้งแรก เช่น ทรัมป์ ต่อต้านการถอดถอนประธานาธิบดี ปาร์กกึนเฮ หรือรัฐบาลจีนช่วยส่งนักเรียนจีนในเกาหลีใต้ราว 6 หมื่นคน เพื่อมาร่วมการเดินขบวนขับไล่ปาร์กกึนเฮ เป็นต้น

บรรดาบริษัทเทคโนโลยีต่างตื่นตัวในการจัดการกับข่าวลวงดังกล่าว เช่น ฟันท์ เอไอ บริษัทสตาร์ทอัพของเกาหลีใต้ เริ่มให้บริการอัพเดทข้อมูลข่าวสารล่าสุดเกี่ยวกับผู้สมัครในแอพพลิเคชั่นแชตยอดนิยมของเกาหลีใต้อย่าง คาเคา ทอล์ก เช่น การให้คำมั่นหลัก คะแนนความนิยม และข่าวสารล่าสุด โดยเมื่อผู้ใช้พิมพ์ข้อความหรือคำถามไปยังแชตบ็อท โรส ระบบตอบกลับอัตโนมัติจะส่งข้อมูลกลับไปให้ผู้ใช้จากการประมวลฐานข้อมูลขนาดใหญ่

 

13 ช่องดิจิทัลยืดจ่าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 พฤษภาคม 2560 เวลา 08:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/493473

13 ช่องดิจิทัลยืดจ่าย

13 ช่องทีวีดิจิทัล ขอยืดจ่ายค่าธรรมเนียม กสทช.ให้สิทธิถึง 22 พ.ค.นี้ นักวิชาการแนะ 7 แนวทางกำกับโอทีที ส่วนช่อง 7 ขอยุติการออกอากาศระบบอะนาล็อกวันที่ 15 มิ.ย.นี้

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยว่า ขณะนี้มีผู้มายื่นขอขยายระยะเวลาจ่ายค่าธรรมเนียมใบอนุญาตฯ ซึ่งจะครบกำหนดชำระในวันที่ 23 พ.ค. 2560 จำนวน 13 ราย

สำหรับ 13 ช่อง ได้แก่ 1.บริษัท ดีเอ็น บรอดคาสท์ 2.บริษัท เอ็นบีซี เน็กซ์วิชั่น 3.บริษัท แบงคอก บิสสิเนส บรอดแคสติ้ง 4.บริษัท ไบรท์ ทีวี 5.บริษัท อสมท (2 ช่อง) 6.บริษัท โมโน บรอดคาซท์ 7.บริษัท วอยซ์ ทีวี 8.บริษัท ทริปเปิล วี บรอดคาสท์ 9.บริษัท บางกอกมีเดีย แอนด์ บรอดคาสติ้ง 10.บริษัท อาร์.เอส. เทเลวิชั่น 11.บริษัท อมรินทร์ เทเลวิชั่น 12.บริษัท จีเอ็มเอ็ม แชนแนล และ 13.บริษัท จีเอ็มเอ็ม วัน ทีวี

ขณะที่ตามคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 76/2559 เรื่อง มาตรการส่งเสริมการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ ขณะนี้เหลือเพียงช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์ และช่องทีวีรัฐสภา ที่ยังไม่มายื่นขอสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการส่งสัญญาณโทรทัศน์ระบบดิจิทัลที่ให้บริการเป็นการทั่วไปผ่านดาวเทียม (Must Carry)

พ.อ.นที ศุกลรัตน์ รองประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (รองประธาน กสทช.) และประธานกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) กล่าวว่า ผลการหารือการเผยแพร่ภาพและเสียงผ่านโครงข่ายอินเทอร์เน็ต โอเวอร์ เดอะท็อป หรือโอทีที ร่วมกับกลุ่มนักวิชาการ ได้เสนอแนวทางการกำกับดูแล 7 ประการ ได้แก่ 1.เสนอแนะให้มีการสร้างความสมดุลในการดูแลการประกอบกิจการ เพื่อมิให้กระทบต่อการสร้างสรรค์และกระทบต่ออุตสาหกรรมใหม่ 2.เสนอแนะให้มีการกำกับดูแลโฆษณาที่ไม่เหมาะสมในบริการโอทีที 3.เสนอแนะให้กำหนดตัวชี้วัดและหลักเกณฑ์ว่าบริการโอทีทีใดที่มีอิทธิพลต่อสาธารณะในวงกว้าง

สำหรับประการที่ 4เสนอแนะให้มีการกำกับดูแลผ่านแพลตฟอร์มที่ให้บริการ โดยให้แพลตฟอร์มมีหน้าที่เบื้องต้นในการกลั่นกรองบริการให้เหมาะสมก่อน ที่จะมีการเผยแพร่ไปยังผู้รับชม 5.เนื้อหาที่สำคัญบนโอทีที ก็คือ เนื้อหาจากสื่อเดิม ซึ่งต้องมีการกำกับดูแลในลักษณะเดียวกัน มิใช่เนื้อหาแบบเดียวกันนำเสนอบนสื่อเดิมไม่ได้ แต่สามารถนำเสนอบนสื่อใหม่ได้ 6.ควรคำนึงถึงประเด็นการละเมิดลิขสิทธิ์ การขัดต่อศีลธรรม อันดี และประเด็นที่ส่งผลกระทบต่อเด็กและเยาวชน 7.เสนอแนะให้ส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อแก่ประชาชน เพื่อให้สามารถแยกแยะระหว่างข้อมูลที่เป็นข้อเท็จ จริงและความเห็นส่วนตัว โดยสัปดาห์ หน้าจะหารือกับผู้ประกอบการโทรทัศน์ ผู้ให้บริการโอทีทีทั้งในและต่างประเทศต่อไป

นอกจากนี้ สถานีโทรทัศน์ช่อง 7 แจ้งว่า จะเริ่มต้นยุติการให้บริการบาง พื้นที่ 15 มิ.ย.นี้ และจะทยอยหยุดให้บริการทุกพื้นที่ภายในปี 2563 ซึ่งช่อง 7 จะสิ้นสุดสัญญาสัมปทานปี 2566

 

ปิด6,300เว็บไซต์ผิดกฎหมาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 พฤษภาคม 2560 เวลา 08:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/493343

ปิด6,300เว็บไซต์ผิดกฎหมาย

ปิดเว็บผิดกฎหมาย กว่า 6,300 ยูอาร์แอล รอเจรจาเฟซบุ๊กสัปดาห์หน้า ย้ำประชาชนอย่าตื่นตระหนก

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า วันที่ 4 พ.ค.ที่ผ่านมา สมาคมผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตประเทศไทย หรือไอเอสพี ได้เข้าหารือกับ กสทช. เพื่อแจ้งความคืบหน้าการดำเนินการแยกเนื้อหาผิดกฎหมายออกจากระบบอินเทอร์เน็ต โดยได้ดำเนินการปิดที่อยู่เว็บไซต์ (ยูอาร์แอล) ที่มีเนื้อหาผิดกฎหมายแล้ว 6,300 ยูอาร์แอล เหลืออีก 600 ยูอาร์แอล รวมเฟซบุ๊ก คาดว่าจะสามารถนำเนื้อหาที่ผิดกฎหมายออกจากระบบอินเทอร์เน็ตได้ทั้งหมดภายในสัปดาห์หน้า

“ขณะนี้รอการตอบกลับมาของเฟซบุ๊ก คาดว่าจะได้รับความร่วมมือที่ดี สำหรับข้อกังวลที่ไทยจะบล็อกเฟซบุ๊กหรือไม่นั้น ขออย่าตื่นตระหนก เพราะเนื้อหาผิดกฎหมายเป็นเพียงส่วนน้อยเท่านั้น เมื่อเทียบกับเนื้อหาที่มีการใช้งานเฟซบุ๊กทั้งหมด ซึ่งขั้นตอนการตรวจสอบเนื้อหาที่ผิดกฎหมาย เป็นการคัดกรองของศาลและดำเนินการจัดการตามคำสั่งของศาลที่ระบุเท่านั้น” นายฐากร กล่าว

นางมรกต กุลธรรมโยธิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเทอร์เน็ตประเทศไทย หรือไอเน็ต ในฐานะนายกสมาคมผู้ให้บริการไอเอสพี กล่าวว่า อีก 600 ยูอาร์แอล ที่ไม่สามารถปิดได้นั้น เนื่องจากมีการเข้ารหัสและอยู่ภายใต้อำนาจผู้ให้บริการในต่างประเทศทั้งหมด โดยผู้ให้บริการในประเทศทุกรายให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี และนำเนื้อหาที่ผิดต่อกฎหมายออกทั้งหมดแล้ว ซึ่งไอเอสพีต้องการแสดงเจตนารมณ์ว่าไม่ได้เพิกเฉยต่อคำสั่งของ กสทช.และเร่งดำเนินการให้อย่างเต็มที่

น.ส.ศุภสรณ์ รุ่งโรจน์วุฒิกุล ตัวแทนจากสมาชิกสมาคมไอเอสพี กล่าวว่า ผู้ให้บริการคอนเทนต์ส่วนใหญ่ให้ความร่วมมือ ซึ่งเฟซบุ๊กเป็นผู้ให้บริการคอนเทนต์รายเดียวที่ยังไม่มีการตอบรับการขอความร่วมมือกลับมา โดยไอเอสพีทุกรายได้เร่งคัดกรองเนื้อหาตามคำสั่ง และทางสมาคมได้ส่งหนังสือแจ้งแก่เฟซบุ๊กเพื่อขอความร่วมมือในการคัดกรองเนื้อหาผิดกฎหมายบนเฟซบุ๊กตามคำสั่งศาล

ทั้งนี้ เนื้อหาที่ได้ดำเนินการปิดกั้นไปแล้ว 6,300 ยูอาร์แอล ส่วนใหญ่เป็นเนื้อหาเกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศ การพนันและสื่อลามก

 

เฟซบุ๊กจ้างคนเพิ่ม3,000 หวังช่วยสกัดเนื้อหารุนแรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 พฤษภาคม 2560 เวลา 07:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/493339

เฟซบุ๊กจ้างคนเพิ่ม3,000 หวังช่วยสกัดเนื้อหารุนแรง

เฟซบุ๊กเตรียมจ้างพนักงานเพิ่ม 3,000 คน ช่วยสกัดไลฟ์สด- สอดส่องเนื้อหาที่ส่อไปในทางรุนแรง

มาร์ก ซัคเกอร์เบิร์ก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารเฟซบุ๊ก เปิดเผยว่า บริษัทเตรียมจ้างพนักงานเพิ่ม 3,000 ตำแหน่ง ภายในปี 2018 เพื่อช่วยสอดส่องเนื้อหาที่ถูกแจ้งว่ามีความไม่เหมาะสม รวมถึงยุติการเผยแพร่ข้อความที่มีความเกลียดชัง การละเมิดสิทธิเด็ก และการทำร้ายตนเองผ่านการถ่ายทอดสดของเฟซบุ๊กไลฟ์ โดยจะทำงานร่วมกับทีมเดิมที่มีพนักงานอยู่แล้วราว 4,500 คน ซึ่งจะปฏิบัติงานในทุกพื้นที่ทั่วโลก

ซัคเกอร์เบิร์ก ระบุว่า บริษัทกำลังทำงานอย่างหนักเพื่อให้วิดีโอเหล่านี้ถูกตรวจพบได้ง่ายขึ้น และทำให้สามารถตัดสินใจได้อย่างทันท่วงที รวมถึงการเข้าไปให้ความช่วยเหลือ และการนำวิดีโอดังกล่าวออกจากระบบ

นอกจากนี้ การจ้างพนักงานเพิ่มจะช่วยให้เฟซบุ๊กคัดกรองเนื้อหาที่ส่อไปในทางรุนแรง เช่น คำที่แสดงถึงความเกลียดชัง และบริษัทจะทำงานร่วมกับชุมชนท้องถิ่นและเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย ซึ่งมีโอกาสเข้าถึงที่เกิดเหตุได้เร็วที่สุด และเข้าช่วยเหลือได้ทันท่วงทีด้วย หลังจากที่เฟซบุ๊กเผชิญปัญหาดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง