แอดดิจิทัลผงาด’เฟซบุ๊ก-กูเกิล’กวาดรายได้โฆษณาโลก20%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 พฤษภาคม 2560 เวลา 07:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/493338

แอดดิจิทัลผงาด'เฟซบุ๊ก-กูเกิล'กวาดรายได้โฆษณาโลก20%

 เฟซบุ๊กคว้ารายได้โฆษณา 2.7 แสนล้าน ในช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้ ดันรายได้สุทธิพุ่งไม่หยุด

เฟซบุ๊กสื่อสังคมออนไลน์ชื่อดังรายใหญ่ของโลก เปิดเผยยอดรายได้จากการโฆษณาปรับตัวขึ้น 51% เป็น 7,900 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.7 แสนล้านบาท) ส่งผลให้รายได้ในไตรมาสแรกที่ผ่านมาปรับตัวเพิ่มขึ้น 76% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนไปอยู่ที่ 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1 แสนล้านบาท) ท่ามกลางจำนวนผู้ใช้รายวัน 1,300 ล้านคน

เดวิด เวห์เนอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน (ซีเอฟโอ) ของเฟซบุ๊ก ระบุว่า ระบบของเฟซบุ๊กจะขึ้นราคาค่าโฆษณาตามความต้องการซื้อพื้นที่โฆษณา โดยการโฆษณาผ่านโทรศัพท์มือถือคิดเป็น 85% ของยอดโฆษณาทั้งหมด ปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 82% เมื่อไตรมาสแรกของปี 2016

อย่างไรก็ตาม เวห์เนอร์ ระบุว่า การขยายตัวทางรายได้ของเฟซบุ๊กซึ่งได้จากโฆษณาเป็นหลัก มีแนวโน้มจะชะลอตัวลงในปี 2017 นี้ เนื่องจากเฟซบุ๊กถึงจุดอิ่มตัวในเชิงจำนวนโฆษณาที่ปรากฏตัวบนหน้าเฟซบุ๊กของผู้ใช้ โดยไม่ทำให้ผู้ใช้รำคาญแล้ว

นอกจากนี้ เวห์เนอร์ ระบุว่า แม้การใส่โฆษณาแทรกกลางระหว่างวิดีโอ ซึ่งเป็นคอนเทนต์ที่ได้รับความนิยมอย่างมากจะยังคงมีโอกาสเติบโตอยู่ แต่กลยุทธ์ดังกล่าวยังอยู่ในขั้นเริ่มต้นเท่านั้น

“เมื่อมองไปในปี 2017 หรือหลังจากนี้เฟซบุ๊กจะมีโครงการริเริ่มที่พวกเราเชื่อว่ามีคุณค่าสำหรับชุมชนและบริษัทในระยะยาว แต่จะเป็นผลลบสำหรับอัตรากำไรจากการดำเนินงาน” เวห์เนอร์ กล่าว

ก่อนหน้านี้ เซนิธออปติมีเดีย บริษัทสื่อและที่ปรึกษา เปิดเผยสื่อที่คว้ายอดโฆษณามากที่สุดในโลก 30 อันดับ พบว่า อัลฟาเบธ บริษัทแม่ของกูเกิล เสิร์ชเอนจิ้นชื่อดัง และเฟซบุ๊ก สื่อสังคมออนไลน์รายใหญ่ของโลกคว้าสัดส่วนงบประมาณสำหรับการทำโฆษณาจากทั่วโลกไปถึง 20% เมื่อปี 2016 ที่ผ่านมา โดยอยู่ที่ 7.94 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.6 ล้านล้านบาท) และ 2.69 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 9.4 แสนล้านบาท) ตามลำดับ

อันดับ 3 ได้แก่ คอมแคสต์ โทรคมนาคมรายใหญ่จากสหรัฐได้ค่าโฆษณาไปทั้งหมด 1.29 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.5 แสนล้านบาท) และนับเป็นสื่อดั้งเดิมเพียงเจ้าเดียวที่ติดอยู่ในการจัดอันดับดังกล่าว ส่วนอันดับสุดท้ายได้แก่ทวิตเตอร์ที่แม้จะรั้งท้ายแต่มียอดโฆษณาเติบโตขึ้นมาที่สุดถึง 734% ระหว่างปี 2012-2016

ทวิตเตอร์รายงานผลประกอบการในไตรมาสแรกของปี 2017 นี้ ทำรายได้ไป 548 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.9 หมื่นล้านบาท) มากกว่าการคาดการณ์ของตลาดที่ 511.9 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.7 หมื่นล้านบาท)

ขณะเดียวกัน ฝ่ายอินเตอร์แอ็กทีฟ คอมมูนิเคชั่น ของไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส สหรัฐ พบว่าการใช้จ่ายเพื่อโฆษณาทางโทรศัพท์มือถือคิดเป็น 51% ของงบการโฆษณาบนแพลตฟอร์มดิจิทัลในสหรัฐเมื่อปี 2016 ที่ผ่านมา โดยปรับตัวเพิ่มขึ้น 77% เป็น 3.66 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.2 ล้านล้านบาท) ขณะที่การใช้จ่ายเพื่อการโฆษณาบนดิจิทัลในภาพรวมปรับขึ้น 22% เป็น 7.25 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.5 ล้านล้านบาท)

นอกจากนี้ การโฆษณาด้วยวิดีโอออนไลน์ยังคงได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างมากในปี 2016 ที่ผ่านมา โดยปรับตัวเพิ่มขึ้น 53% เป็น 9,100 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.18 แสนล้านบาท) ขณะที่

การโฆษณาในรูปแบบวิดีโอผ่านโทรศัพท์มือถือปรับขึ้นมากถึง 145% เป็น 4,200 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.47 แสนล้านบาท)

 

เตือนผู้ใช้จีเมลระวังภัย “ฟิชชิง” หลอกคลิ๊กลิงค์ล้วงข้อมูล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 พฤษภาคม 2560 เวลา 16:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/493271

เตือนผู้ใช้จีเมลระวังภัย "ฟิชชิง" หลอกคลิ๊กลิงค์ล้วงข้อมูล

เตือนผู้ใช้จีเมลระวังอีเมลหลอกลวงให้คลิ๊กลิงค์เพื่อล้วงข้อมูลผู้ใช้ ขณะที่กูเกิลเผยปิดบัญชีต้นตอที่ปล่อยอีเมลหลอกแล้ว

เมื่อวันที่ 4 พ.ค. สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ได้เกิดการโจมตีโดยใช้อีเมลหลอกลวง หรือ ฟิชชิง (phishing) ซึ่งพุ่งเป้าไปยังกลุ่มผู้ใช้งานจีเมลส่งผลให้กูเกิลต้องดำเนินการปิดบัญชีต้นตอที่ส่งต่ออีเมลหลอกลวงนี้

การโจมตีแบบฟิชชิงคือการส่งอีเมลไปหาผู้ใช้จีเมลโดยระบุชื่อคนส่งเป็นคนรู้จัก แต่การโจมตีครั้งนี้แตกต่างไปจากการฟิชชิงทั่วไป เนื่องจากอีเมลใหม่นี้จะขอให้ผู้รับอีเมลกดเข้าแอพพลิเคชั่น Google Doc

เมื่อผู้รับอีเมลคลิกที่ลิงค์ Google Doc ในอีเมลหลอก หน้าจอจะเปลี่ยนไปที่ Google.com จากนั้นผู้ใช้งานจะถูกขอให้กดอนุญาตแอพฯที่แฮ็กเกอร์ได้เขียนไว้ เพื่อเจาะข้อมูลบัญชีจีเมลซึ่งจะทำให้เห็นอีเมลและรายชื่อผู้ติดต่อทั้งหมด

คูเปอร์ ควินทิน นักเทคโนโลยีประจำมูลนิธิ Electronic Frontier Foundation เปิดเผยว่า แอพฯดังกล่าวยังส่งอีเมลในชื่อของผู้โดนฟิชชิงไปหาผู้ใช้งานรายอื่นๆ และไม่ว่าจะเปลี่ยนรหัสผ่านหรือเปิดระบบตรวจสอบยืนยันสองขั้นตอนก็แก้ไขไม่ได้

ด้านกูเกิลได้ออกแถลงการณ์ว่า บริษัทได้ปิดการใช้งานบัญชีต้นตอและลบหน้าเว็บปลอมออกแล้ว โดยทางทีมงานกำลังดำเนินการเพื่อป้องกันไม่ให้เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นอ

อย่างไรก็ตามขณะนี้ยังไม่มีรายงานว่ามีผู้ใช้จีเมลได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นจำนวนเท่าไหร่

 

โลกลุยพัฒนาเอไอ หวังพลิกโฉมบริการสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 พฤษภาคม 2560 เวลา 12:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/493223

โลกลุยพัฒนาเอไอ หวังพลิกโฉมบริการสุขภาพ

โดย…นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์

ในปัจจุบันการขาดแคลนบุคลากรด้านสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นแพทย์หรือพยาบาล ทำให้ทั่วโลกต้องเร่งหาทางแก้ไขปัญหาดังกล่าว ด้วยการเดินหน้าพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) เพื่อตอบสนองดีมานด์ด้านบริการสุขภาพที่นับวันก็ยิ่งปรับตัวขึ้นเรื่อยๆ

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การพัฒนาเอไอเพื่อใช้ในงานบริการสุขภาพมีความก้าวหน้าไปมาก ตั้งแต่การนำไปใช้ขั้นพื้นฐานอย่างการสอบถามอาการป่วยเบื้องต้นของคนไข้ หรือที่เรียกว่า เอไอผู้ช่วยดูแลสุขภาพ เช่น Your.MD แอพพลิเคชั่นบนมือถือขับเคลื่อนด้วยเอไอ ซึ่งเป็นแชตบอตถามคำถามด้านสุขภาพ และให้คำแนะนำในการดูแลตัวเองเบื้องต้น อ้างอิงตามแพลตฟอร์มข้อมูลขนาดใหญ่ พร้อมแจ้งเตือนเมื่อเห็นว่าผู้ใช้มีปัญหาสุขภาพที่ควรต้องไปพบแพทย์ โดยขณะนี้ หน่วยงานบริการสุขภาพแห่งชาติของอังกฤษ รับรองข้อมูลที่ Your.MD แนะนำแล้ว ผู้ใช้งานจึงไม่ต้องกังวลเรื่องความถูกต้องเรื่องข้อมูล

ขณะเดียวกัน Ada เป็นอีกหนึ่งเอไอผู้ช่วยดูแลสุขภาพ ที่ได้รับการผสมผสานเข้าไปใน Alexa ระบบผู้ช่วยอัจฉริยะของอเมซอน โดย Ada จะประเมินอาการป่วยเบื้องต้นของผู้ใช้ และมีตัวเลือกให้ติดต่อแพทย์ตัวจริง เช่นเดียวกับ Babylon Health เอไอผู้ช่วยที่คอยติดตามอาการของผู้ป่วยจากบันทึกข้อมูลสุขภาพในอดีต และสามารถเปิดระบบติดต่อแพทย์โดยตรงให้ผู้ป่วย ผ่านไลฟ์วิดีโอ

บรรดาเอไอผู้ช่วยเหล่านี้ช่วยให้ผู้ป่วยประหยัดเวลาเดินทางไปพบแพทย์ เมื่อมีอาการป่วยเล็กๆ น้อยๆ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่บุคลากรการแพทย์ขาดแคลน

นอกเหนือจากเป็นผู้ช่วยให้คำแนะนำด้านสุขภาพแล้ว เอไอยังสามารถตรวจจับความผิดปกติในร่างกายระยะแรกได้ด้วยเช่นกัน เช่น อัลกอริทึมเอไอ ที่พัฒนาโดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย สแตนฟอร์ด ในสหรัฐ โดยอัลกอริทึมเอไอนี้สามารถตรวจจับความผิดปกติบนผิวหนังที่เสี่ยงพัฒนาไปเป็นเซลล์มะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพ หลังได้รับการฝึกฝนให้จดจำภาพไฝ ผดผื่นหรือริ้วรอยบาดแผลบนผิวหนังกว่า 1.3 แสนรูป

ด้าน กูเกิล ยักษ์ใหญ่ไอทีได้ทดลองใช้ DeepMind เอไอที่บริษัทพัฒนาขึ้นไปใช้ต่อสู้กับโรคตาบอด โดยฝึกให้ตรวจหาความผิดปกติในดวงตาตั้งแต่ระยะแรกๆ เช่น อาการจอประสาทตาเสื่อมหรือภาวะเบาหวานขึ้นจอตา ซึ่งหากตรวจพบอาการดังกล่าวในระยะแรกจะช่วยป้องกันการสูญเสียการมองเห็นได้ถึง 98%

ขณะเดียวกัน Morpheo เป็นอีกแพลตฟอร์มเอไอที่จะช่วยวินิจฉัยภาวะนอนไม่หลับจากรูปแบบการนอน ซึ่งช่วยผู้ป่วยประหยัดเวลาการรักษาได้อย่างมาก เนื่องจากกระบวนการรักษาแบบเดิมๆ นั้น มีความซับซ้อนและใช้เวลายาวนาน

ทั้งนี้ การวางแผนเพื่อให้การรักษาดำเนินไปอย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน โดย Watson เอไอที่พัฒนาขึ้นโดย ไอบีเอ็ม บริษัทไอทียักษ์ใหญ่ ช่วยให้แพทย์สามารถวางแผนการรักษาผู้ป่วยได้อย่างเหมาะสม ซึ่งล่าสุด ไอบีเอ็มเตรียมนำแพลตฟอร์มเอไอ Watson for Oncology ซึ่งสามารถวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ ได้อย่างแม่นยำ ไปใช้ในเครือข่ายโรงพยาบาลในรัฐแคลิฟอร์เนีย สำหรับดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็งโดยเฉพาะ

การนำเอไอมาช่วยในการบริการสุขภาพต่อไปในอนาคต จึงถือเป็นความเคลื่อนไหวที่ต้องจับตามอง เพราะนอกจากจะเป็นผลดีต่อผู้ป่วยแล้ว ยังนับเป็นการเพิ่มทางเลือกใหม่ๆ ให้บุคลากรทางการแพทย์ด้วยเช่นกัน

 

วิดีโอออนดีมานด์แข่งดุ รับเทรนด์ดิจิทัลไลฟ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 พฤษภาคม 2560 เวลา 06:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/493176

วิดีโอออนดีมานด์แข่งดุ รับเทรนด์ดิจิทัลไลฟ์

เรื่อง | ทีมข่าวการตลาดไอที

นับว่าเป็นปีแห่งการแข่งขันสำหรับกลุ่มธุรกิจการ รับชมคอนเทนต์ตามความต้องการของผู้ใช้งาน หรือวิดีโอออนดีมานด์ (Video on Demand : VOD) ที่ตลอดระยะเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมา มีสตาร์ทอัพและผู้ให้บริการทั้งรายเล็กและใหญ่ตบเท้าเข้ามาให้บริการในไทยมีทั้ง อยู่รอดและปิดตัวลงไป จนในปัจจุบันเหลือผู้ให้บริการเพียง 6 ราย คือ ไอฟลิกซ์ (iflix) ฮอลลีวู้ดเอชดี (Hollywood HD) ไพรม์ไทม์ (Primetime) ฮุค (HOOQ)เน็ตฟลิกซ์ (Netflix) โมโนแม็กซ์ (Mono maxxx) และดูนี่ (Doonee) ที่ยังให้บริการอยู่ในขณะนี้

อาทิมา สุรพงษ์ชัย หัวหน้าฝ่าย การตลาด บริษัท ไอฟลิกซ์ (ประเทศไทย) ผู้ให้บริการแอพพลิเคชั่นดูหนังออนไลน์ กล่าวว่า คนไทยมีความนิยมในการรับชม คอนเทนต์ผ่านอินเทอร์เน็ต ด้วยอุปกรณ์สื่อสารอย่างสมาร์ทโฟน แท็บเล็ตและสมาร์ททีวีเพิ่มขึ้น ซึ่งสิ่งที่น่าสนใจของคนกลุ่มนี้คือ ต้องการคอนเทนต์ที่ตรงใจ เลือกได้เอง มีหลากหลายและเก็บไว้ดูภายหลังได้

การรับชมแบบทันทีอาจติดปัญหาสัญญาณอินเทอร์เน็ต คนไทยจึงนิยมที่จะดาวน์โหลดมาเก็บไว้เพื่อรับชมในอุปกรณ์สื่อสาร ไม่ว่าจะเป็น สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์พีซีหรือทีวีก็ตาม เพื่อให้สามารถรับชมคอนเทนต์ได้อย่างไม่สะดุด และผู้ใช้งานส่วนใหญ่จะมีพฤติกรรมในลักษณะนี้ที่คล้ายคลึงกันกับผู้ให้บริการเกือบทุกราย

ทั้งนี้ ไอฟลิกซ์มั่นใจในจุดแข็งว่ามี จำนวนคอนเทนต์มากที่สุดและตั้งแต่เปิดให้บริการมามีผู้ใช้งานทั่วโลกกว่า 5 ล้านรายในไทย 1 ล้านรายเป็นยอดแอ็กทีฟครึ่งหนึ่ง การเดินกลยุทธ์ร่วมกับพาร์ตเนอร์จำนวนมากในปีนี้จะทำให้มีลูกค้าเพิ่มขึ้นอีก 3 เท่าได้ไม่ยาก

“การเข้าใช้งานได้ง่ายและมีจำนวนภาพยนตร์ ซีรี่ส์และการ์ตูนที่มากที่สุดถึง 3 หมื่น ชม. ถือว่าเป็นจุดแข็งของไอฟลิกซ์ แต่วัตถุประสงค์หลักของ ไอฟลิกซ์ในการเพิ่มคอนเทนต์ที่ตรงกับความต้องการของผู้ชมชาวไทยนั้น ไม่ใช่การแข่งขันกับผู้ให้บริการแบบเดียวกันแต่เป็นการแข่งขันกับเว็บผี ซีดีเถื่อนให้หมดไป รวมทั้งกระตุ้นให้ผู้ใช้งานรับชมคอนเทนต์แบบถูกลิขสิทธิ์ เพื่อแก้ปัญหาการลักลอบซื้อขายหนังแบบ ผิดกฏหมายด้วย” อาทิมา กล่าว

นอกจากนี้ ความต้องการของผู้ใช้งานในการรับชมคอนเทนต์ต่างประเทศ คือ คำบรรยาย เพราะคนไทยไม่ได้เก่งภาษาที่ 2 หรือ 3 มากนัก แต่คอนเทนต์ที่มีทั้งภาษาอังกฤษ เกาหลี ญี่ปุ่น ยังคงเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างมากดังนั้นการแปลบทบรรยายให้รวดเร็วของผู้ให้บริการทุกรายจะทำให้การรับชมเป็นไปอย่างต่อเนื่องถือว่าเป็นเหตุผลหลักที่ลูกค้าจะเลือกใช้บริการ

ชานตา อารูล ฝ่ายสื่อสารองค์กรและเทคโนโลยี เอเชีย เน็ตฟลิกซ์ กล่าวว่า เน็ตฟลิกซ์ทดลองให้บริการในไทยมาแล้วกว่า 1 ปี เหตุผลที่ยังไม่เปิดตัวชัดเจนเพราะต้องการเรียนรู้ตลาดและแปลเนื้อหาคอนเทนต์ให้ทันต่อความต้องการของตลาด เมื่อมีผู้ใช้งานมากขึ้นเรื่อยๆ จึงแสดงความมั่นใจว่าจะบุกตลาดไทยอย่างเต็มที่ แม้จะยังไม่มีแผนตั้งออฟฟิศในไทยแต่ก็มั่นใจได้ว่าลูกค้าที่มีปัญหา

สำหรับผู้ให้บริการดูหนังออนไลน์ฮอลลีวู้ด พิรุฬห์ พิหเคนทร์ ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฮอลลีวูด มูฟวีส์ เอจี กล่าวว่า การแข่งขันของธุรกิจวิดีโอออนดีมานต์ ทุกค่ายใช้กลยุทธ์เดียวกัน คือ การมีคอนเทนต์ที่ดีและในลักษณะเอ็กซ์คลูซีฟ นอกจากนี้ยังแข่งขันทางด้านเทคโนโลยีเข้ามาเป็นเครื่องมือการ ดูคอนเทนต์ได้มีอรรถรสยิ่งขึ้น บริษัทได้ลงทุน 1,000 ล้านบาท ซื้อลิขสิทธิ์ หนังเพื่อเสริมคอนเทนต์ให้แข็งแกร่งจากปัจจุบันมีกว่า 2,000 เรื่อง

พร้อมกันนี้ เปิดตัวอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ ดอท (DOT) ในไตรมาส 3 โดยผนึกกับพันธมิตร อาย ไอโอ (eye Io) พัฒนาเทคโนโลยีระดับโลกจากซิลิคอน วัลเลย์ ช่วยบีบอัดข้อมูลช่วยให้การดาวน์โหลดหนังแต่ละเรื่องเร็ว 0.1 วินาที จากปกติดาวน์โหลด 4 วินาที และยังรับชมไลฟ์ทีวีกว่า 50 ช่อง ช่องเอ็กซ์คลูซีฟ 5 ช่องเพื่อตอบโจทย์การดูหนังบนทีวีภายในบ้าน ขยายฐาน ลูกค้าโดยเฉพาะกลุ่มมิลเลนเนียม จากเดิมการดูหนังผ่านมือถือ โน้ตบุ๊กสำหรับรายได้ทั้งปีตั้งเป้า 1,000 ล้านบาท เติบโต 100% จากปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 500 ล้านบาท

ต้องติดตามว่าผู้ให้บริการรายใดจะสามารถแย่งชิงส่วนแบ่งในตลาดได้มากที่สุดในยุคที่การแข่งขันแบบดิจิทัลดุเดือดขนาดนี้

 

ไลน์สติ๊กเกอร์พุ่ง500ล.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 พฤษภาคม 2560 เวลา 06:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/492987

ไลน์สติ๊กเกอร์พุ่ง500ล.

ไลน์สติ๊กเกอร์บูม ผู้ใช้ดาวน์โหลดกว่า 500 ล้านครั้ง ปีนี้เล็งเพิ่มครีเอเตอร์เป็น 1.5 แสนราย และออกมิวสิคสติ๊กเกอร์เจาะแฟนคลับ

นายกณพ ศุภมานพ หัวหน้าธุรกิจสติกเกอร์ Line ประเทศไทย เปิดเผยว่า ในปีที่ผ่านมามีผู้ใช้งานไลน์และดาวน์โหลดสติ๊กเกอร์ไลน์ไปใช้แล้วทั้งหมดกว่า 500 ล้านครั้ง เฉลี่ยผู้ใช้งาน 1 ราย จะมีสติ๊กเกอร์จำนวน 15 ชุด ทำให้ปัจจุบันความต้องการสติ๊กเกอร์ใหม่เพิ่มขึ้น บริษัทจึงคาดหวังจะเพิ่มนักออกแบบสติ๊กเกอร์ (ครีเอเตอร์) เป็น 1.5 แสนราย จากปัจจุบันมี 1 แสนราย และจับมือกับค่ายเพลงดังทำมิวสิคสติ๊กเกอร์เจาะกลุ่มแฟนคลับ

สำหรับสติ๊กเกอร์ยอดนิยมที่ขายดีที่สุดในวันแรกที่เปิดจำหน่าย 5 อันดับ คือ Noo-Hin Animated with Sound (หนูหิ่น Animated with Sound), Paopao Bangplee (เจ๊เปาบางพลี), Nong Mind Dukdik v.3 (น้องมาย ดุ๊กดิ๊ก v.3), Pangpond animated with sound (ปังปอนด์ : เจี๊ยวจ๊าว ดุ๊กดิ๊ก) และ GMM hit songs for daily life (GMM ท่อนฮุกเพลงฮิต)

ขณะที่ 5 อันดับ ครีเอเตอร์สติ๊กเกอร์ที่ขายดี คือ Jazzspkk (แจ๊ส สปุ๊กนิค ปาปิยอง กุ๊กกุ๊ก) , Hello Sunny (ซันนี่ ที่รัก), Circle Dukdik (หัวกลม ดุ๊กดิ๊ก), BearPlease (หมีขอ) และ Funny Face Collection (คอลเลกชันของหน้าตลก)

ปัจจุบันสติ๊กเกอร์ในระบบไลน์มี 4 รูปแบบ คือ ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว ภาพเคลื่อนไหวพร้อมเสียง และสติ๊กเกอร์ป๊อปอัพ โดยการเพิ่มสติ๊กเกอร์รูปแบบที่ 5 มิวสิคสติ๊กเกอร์ขึ้นมานี้เพื่อตอบสนองผู้ใช้งานกลุ่มใหม่ให้ใส่เสียงเพลงความยาว 8 วินาที ซึ่งไทยเป็นประเทศที่ 2 ที่ทำสติ๊กเกอร์รูปแบบนี้และเปิดจำหน่ายไปเมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งไลน์เปิดให้ครีเอเตอร์วางขายสติ๊กเกอร์ได้ 8-40 ตัว/เซต ราคาเซตละ 30-150 บาท ทำให้สามารถทดลองการตอบกลุ่มผู้ใช้งานและปรับรูปแบบให้เหมาะเพื่อขยายตลาดได้กว้าง

นายกณพ กล่าวว่า ไลน์ได้ปรับนโยบายส่งเสริมครีเอเตอร์ โดยเซตที่จำหน่ายอยู่ 3.8 หมื่นเซต ยังโตได้อีกมาก โดยสิ่งที่ไลน์จะทำปีนี้คือส่งเสริมอาชีพนี้ให้เป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับคนรุ่นใหม่ จากเดิมเป็นการมอบรางวัลให้แก่ครีเอเตอร์ที่ขายสติ๊กเกอร์ได้มากสุดในแต่ละปี เป็นการส่งเสริมคาแรกเตอร์ให้ไม่จบแค่หน้าจอมือถือ แต่ผลิตออกมาเป็นสินค้า มีการทำตลาดแคมเปญร่วมกันโดยช่วงแรกไลน์จะเป็นผู้ดูแลให้ทั้งหมด ซึ่งเดือน มิ.ย. หน้าจะเห็นสินค้ากลุ่มนี้ออกมาทำตลาด และยังทำเวิร์กช็อปทั่วประเทศ เพื่อให้อาชีพครีเอเตอร์เป็นที่รู้จักมากขึ้น ด้านช่องทางซื้อสติ๊กเกอร์จะมีการเพิ่มรูปแบบและช่องทางใหม่ต่อเนื่อง

 

เล็งเปิดเสรีแข่งขันเอกชนดูแลดาวเทียม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 พฤษภาคม 2560 เวลา 07:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/492835

เล็งเปิดเสรีแข่งขันเอกชนดูแลดาวเทียม

ดีอีระบุผลศึกษาต้องเปิดให้เอกชนแข่งขันดูแลดาวเทียมไทยคม 4, 5, 6 หลังหมดสัญญาสัมปทานปี 2564

แหล่งข่าวจากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า ได้รายงานให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบถึงการดำเนินการเกี่ยวกับนโยบายที่เกี่ยวข้องกับดาวเทียมและการจัดหาดาวเทียมสื่อสารภาครัฐ โดยกระทรวงจะใช้ผลการศึกษาของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยประกอบการพิจารณา พร้อมรับฟังความเห็นจากหน่วยงานต่างๆ ซึ่งได้ข้อสรุปว่านโยบายการบริหารกิจการดาวเทียมสื่อสารในระยะยาว หลังจากสัญญาสัมปทานสิ้นสุดลง ควรเปิดตลาดให้มีการแข่งขันแบบมีข้อตกลงกับรัฐบาล โดยใช้ระบบใบอนุญาตเป็นรายระบบดาวเทียมสื่อสาร

สำหรับการบริหารกิจการดาวเทียมสื่อสารช่วงเปลี่ยนผ่านกรณีดาวเทียมไทยคม 4, 5, 6 ภายหลังสัญญาสัมปทานสิ้นสุดลงในปี 2564 แต่ดาวเทียมยังมีอายุใช้งานเหลืออยู่นั้นควรให้ดำเนินการคัดเลือกเอกชน เพื่อใช้สิทธิและหน้าที่การรักษาวงโคจร รวมถึงการประกอบกิจการดาวเทียมสื่อสารที่ใช้สิทธิในวงโคจรดังกล่าวตามระบบใบอนุญาตแบบมีเงื่อนไข ส่วนดาวเทียมดวงต่อๆ ไปที่อาจจะจัดส่งขึ้นก่อนสัญญาสิ้นสุด ยังต้องมีความผูกพันที่จะต้องดำเนินการตามเงื่อนไขสัมปทานให้ครบถ้วน

“ครม.ได้รับทราบแนวทางดังกล่าวและให้กระทรวงดำเนินการให้เกิดความเป็นธรรม และคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ โดยต้องกำกับดูแลให้เป็นไปตามกฎหมาย ได้แก่ พ.ร.บ.การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2556 และ พ.ร.บ.จัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553” แหล่งข่าวเปิดเผย

 

พบกับอุปกรณ์ที่ช่วยให้รู้สึกถึงอาการของโรคพาร์กินสัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 พฤษภาคม 2560 เวลา 14:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/492795

พบกับอุปกรณ์ที่ช่วยให้รู้สึกถึงอาการของโรคพาร์กินสัน

อุปกรณ์ที่ช่วยให้แพทย์ และผู้ดูแลเข้าใจผู้ป่วยมากขึ้น ด้วยการสัมผัสอาการของโรคผ่านการกระตุ้นกล้ามเนื้อด้วยไฟฟ้า

ปัจจุบันมีผู้ป่วยด้วยโรคพาร์กินสันมากกว่า 10 ล้านคนทั่วโลก ความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับระบบประสาทส่วนกลางนี้ส่งผลให้ผู้ป่วยต้องทุข์ทรมาณจากอาการสั่น การเคลื่อนไหวของร่างกายที่ไม่สามารถควบคุมได้ ไปจนถึงอาการอ่อนเพลีย และเหนื่อยล้า

แน่นอนว่าแพทย์นั้นรักษาผู้ป่วยเหล่านี้ตามอาการอย่างเต็มที่ แต่มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่จะเข้าใจอาการของผู้ป่วยอย่างแท้จริง ในเมื่อพวกเขาไม่อาจสัมผัส หรือรู้สึกได้ว่าการป่วยเป็นโรคพาร์กินสันนั้นชีวิตจะกลายเป็นเช่นไร

อาการของโรคพาร์กินสันเกิดจากเซลล์ที่ผลิตโดปามีนในซับสแตนเชียไนกรา อันเป็นบริเวณหนึ่งในสมองส่วนกลางตาย ส่งผลต่อการเคลื่อนไหว

ด้วยการออกแบบจากบริษัท Klick Labs ในแคนาดา พวกเขาได้สร้างอุปกรณ์สวมใส่ได้ขนาดพกพาขึ้นมา เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์ของอาการโรคที่ผู้ป่วยเหล่านี้ต้องเผชิญ เพื่อที่แพทย์ที่ทำการรักษาจะได้ทำความเข้าใจคนไข้ของตนมากยิ่งขึ้น และนำไปสู่การดูแลเอาใจ่ใส่ที่มีประสิทธิภาพกว่าเดิม

เจ้าอุปกรณ์ที่ว่านี้มีลักษณะเหมือนปลอกแขน ที่ประกอบด้วยสายไฟขนาดใหญ่ ตัวอุปกรณ์ถูกแบ่งเป็นตัวส่ง และตัวรับ สำหรับผู้ป่วยพาร์กินสัน และแพทย์ เมื่อทั้งคู่สวมใส่อุปกรณ์แล้ว หากผู้ป่วยเกิดอาการสั่นขึ้นมา ตัวอุปกรณ์จะส่งข้อมูลแบบเรียลไทม์ไปยังตัวรับ และส่งกระแสไฟฟ้าเข้าไปยังกล้ามเนื้อเพื่อกระตุ้นให้กล้ามเนื้อของผู้สวมใส่หดตัว ขยายตัว หรือกระตุกในแบบเดียวกัน ราวกับว่าพวกเขาเองก็กลายเป็นผู้ป่วยโรคพาร์กินสันคนหนึ่งเช่นกัน

ตัวอุปกรณ์จะทำหน้าที่ถ่ายทอดอาการของโรคจากผู้ป่วยแบบเรียลไทม์ โดยใช้เทคนิคเดียวกันกับการตรวจเส้นประสาท และกล้ามเนื้อด้วยไฟฟ้า

เพราะผู้ดูแลผู้ป่วยเหล่านี้ไม่อาจทำความเข้าใจได้เต็ม 100% หากพวกเขาไม่ได้รู้สึกแบบเดียวกัน เมื่อสวมใส่อุปกรณ์ บรรดาแพทย์ และผู้ดูแล ตลอดจนสมาชิกในครอบครัวจะสามารถทำความเข้าใจได้ว่าเหตุใดการหยิบจับแก้ว หรือเจาะหลอดลงในกล่องนมจึงเป็นเรื่องทำได้ยากสำหรับผู้ป่วย และการหดตัว เกร็งตัวของกล้ามเนื้อตลอดเวลา จะส่งผลให้พวกเขารู้สึกเหนื่อยล้า

และขณะนี้ทางบริษัทเองกำลังมองหาความเป็นไปได้ในการพัฒนาอุปกรณ์ของพวกเขาสำหรับการถ่ายทอดประสบการณ์ของโรคอื่นๆมากขึ้น  รวมถึงอนาคตของกระบวนการรักษาทางการแพทย์ หากผู้ป่วยสามารถถ่ายทอดอาการของโรค ไปยังตัวแพทย์ หรือผู้เชี่ยวชาญที่อยู่อีกมุมหนึ่งของโลกได้ โดยที่ไม่ต้องเดินทางไปรับการรักษาด้วยตนเอง

นอกจากนั้นพวกเขายังมีแผนที่จะต่อยอดเทคโนโลยีด้วยการใช้ VR เช่นการจำลองการเดินของผู้ป่วยด้วยโรคเบาหวาน หรือเส้นโลหิตตีบ เพื่อให้คนธรรมดาอย่างเราๆนั้นรู้สึกเช่นเดียวกันกับผู้ป่วย และตระหนักถึงภัยอันตรายของโรคร้ายเหล่านี้ รวมทั้งคำนึงถึงการดูแลสุขภาพของตนให้ดีอยู่เสมอเช่นกัน

จิม (ซ้าย) และแพทเป็นฝาแฝดกัน จิมป่วยเป็นพาร์กินสัน ด้วยอุปกรณ์นี้แพทสามารถรับรู้ได้ว่าฝาแฝดของเขารู้สึกอย่างไร

 

 

 

ขอบคุณวิดีโอจาก Klick

 

 

โฆษณาดิจิทัลในสหรัฐพุ่ง8ปีติดกัน พลิกแซงหน้าทีวี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 พฤษภาคม 2560 เวลา 12:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/492783

โฆษณาดิจิทัลในสหรัฐพุ่ง8ปีติดกัน พลิกแซงหน้าทีวี

เม็ดเงินโฆษณาดิจิทัลในสหรัฐปี 2016 พุ่ง 22% แซงหน้าโฆษณาทีวี กูเกิล-เฟซบุ๊ก ครองตลาด

สมาคมโฆษณาอินเตอร์แอ็กทีฟ(ไอเอบี) เปิดเผยรายงานว่า สถิติเม็ดเงินจากการโฆษณาในรูปแบบดิจิทัลของสหรัฐในปี 2016 เพิ่มขึ้น 22% ไปอยู่ที่ 7.25 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.5 ล้านล้านบาท) ทำสถิติเพิ่มขึ้นเป็นปีที่ 8 ติดต่อกัน ขณะที่อีมาร์เก็ตเทียร์ บริษัทวิจัยตลาดดิจิทัล ระบุว่า เม็ดเงินดังกล่าวยังสูงกว่าการโฆษณาผ่านโทรทัศน์ในปี 2016 ที่ทำเงินได้ 7.13 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.4 ล้านล้านบาท)

ทั้งนี้ การขยายตัวอย่างต่อเนื่องในธุรกิจโฆษณาดิจิทัล ส่งผลให้บริษัท กูเกิล และเฟซบุ๊ก ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในตลาดโฆษณาดิจิทัล โดยคาดการณ์ว่าภายในสิ้นปี 2017 กูเกิลจะมีส่วนแบ่งการตลาดในธุรกิจดังกล่าวราว 40.7% และเฟซบุ๊กจะมีส่วนแบ่งราว 19.7%

ขณะที่ยอดโฆษณาผ่านโทรศัพท์มือถือในปี 2016 ขยายตัวถึง 77% ไปอยู่ที่ 3.66 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.3 ล้านล้านบาท) ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่มียอดสูงกว่าครึ่ง จากยอดโฆษณาดิจิทัลทั้งหมด

แรนดัล โรเธนเบิร์ก ประธานไอเอบี ระบุว่า ธุรกิจโฆษณาผ่านโทรศัพท์คือแรงขับเคลื่อนหลักของธุรกิจอินเทอร์เน็ตในปี 2016 แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพของโลกออนไลน์ในการบรรลุเป้าหมายทางการตลาด และการทำโฆษณาในปัจจุบันกำลังเปลี่ยนจาก “โทรศัพท์เป็นอันดับแรก” ไปสู่ “โทรศัพท์เท่านั้น” เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายให้มากที่สุด

อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์จากพิโวทอล รีเสิร์ช กรุ๊ป ให้ความเห็นว่า การที่เม็ดเงินโฆษณาดิจิทัลแซงหน้าโฆษณาทางโทรทัศน์จะไม่ส่งผลกระทบต่อวงการโทรทัศน์มากนัก เพราะแต่ละบริษัทมีการแบ่งส่วนของงบประมาณไว้แล้ว

ภาพ…เอเอฟพี

 

ส่องตลาดไอทีเจนบีรอวันเกิด ติดเล่นแชตก้าวสู่โลกเอไอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 เมษายน 2560 เวลา 16:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/492637

ส่องตลาดไอทีเจนบีรอวันเกิด ติดเล่นแชตก้าวสู่โลกเอไอ

โดย…ทีมข่าวไอทีโพสต์ทูเดย์

อีก 3 ปีข้างหน้า ไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุสูงสุด ที่มีประชากรอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไปต่อจำนวนประชากรทั้งหมดเกือบ 20% ทิศทางตลาดไอทีกับกลุ่มผู้สูงวัย จึงเป็นตลาดที่ไม่ควรมองข้าม ขณะนี้กลุ่มผู้สูงวัยไทยเริ่มมีพฤติกรรมการเล่นแชตผ่านทางไลน์ เริ่มใช้งานแอพพลิเคชั่นเช็กสุขภาพกันแล้ว

ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ นายกสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย เปิดเผยว่า พฤติกรรมกลุ่มเบบี้บูมเมอร์ (Baby Boomer) หรือเจนบี เกิดระหว่างปี 2489-2507 ปัจจุบันมีอายุ 51-69 ปี ถือว่าเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีศักยภาพในธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ ภายในอีก 1-2 ปีข้างหน้า โดยเฉพาะกลุ่ม 40-50 ปี เริ่มซื้อสินค้าผ่านทางออนไลน์แพลตฟอร์มโซเชียลคอมเมิร์ซ อย่างเฟซบุ๊กและไลน์อย่างชัดเจน ซึ่งกลุ่มสินค้าที่กลุ่มผู้สูงอายุมองหาส่วนใหญ่เป็นผลิตภัณฑ์ดูแลเพื่อสุขภาพ ตามมาด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวัน

อย่างไรก็ดี จากข้อมูลปัจจุบันพบว่า กลุ่มผู้สูงอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป ยังซื้อสินค้าทางอี-คอมเมิร์ซในสัดส่วน 15% เท่ากับกลุ่มเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี แต่โอกาสที่กลุ่มผู้สูงอายุซื้อของออนไลน์เติบโตขึ้น เพราะมีกำลังซื้อสินค้าสูง ราคาสินค้ามีอิทธิพลต่อการซื้อสินค้าน้อย ส่วนกลุ่มอายุ 20-40 ปี เป็นฐานลูกค้าในอี-คอมเมิร์ซสัดส่วน 70% การซื้อสินค้าความถี่สูงและราคามีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อ

ขณะที่กลุ่มสินค้าไอทีที่น่าจับตามอง และคาดว่าจะแจ้งเกิดในตลาดผู้สูงอายุภายใน 2-3 ปีข้างหน้า คือ ไอโอที หรืออินเทอร์เน็ตสำหรับสรรพสิ่ง เช่น สัตว์เลี้ยงไอที แต่กลุ่มสินค้าปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI) หุ่นยนต์ดูแลผู้สูงอายุจะเกิดหลังจาก 2-3 ปีอย่างแน่นอน

จักรกฤช วัชระศักดิ์ศิลป์ ประธานบริหารสายงานผลิตภัณฑ์และการจัดการ บริษัท แอดไวซ์ โฮลดิ้งส์ กรุ๊ป ร้านค้าปลีกไอทีแอดไวซ์ กล่าวว่า กระทรวงการคลังเตรียมเพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุจาก 600 บาท เป็น 1,200 บาท/เดือน ปัจจัยดังกล่าวมีโอกาสผลักดันให้กลุ่มผู้สูงอายุ 40-50 ปี ในตลาดต่างจังหวัดมีกำลังซื้อสูงขึ้นและเปลี่ยนสมาร์ทโฟนจากระดับราคา 3,500 บาท มาเป็นระดับราคา 5,000-6,000 บาท

“เบื้องต้นรอความชัดเจนกระทรวงการคลังมอบเบี้ยให้กับผู้สูงอายุ ซึ่งมีแผนเจรจากับโอเปอเรเตอร์ทำโปรโมชั่นสำหรับกลุ่มผู้สูงอายุร่วมกัน โดยกลุ่มผู้สูงอายุ 40-50 ปี มีแนวโน้มให้สมาร์ทโฟนเพื่อสำหรับการพูดคุยบนไลน์หรือเฟซบุ๊กกับลูกหลานหรือกลุ่มเพื่อนร่วมวัยเดียวกัน จึงต้องการฟีเจอร์ที่รองรับ แต่พฤติกรรมของคนเมือง เชื่อว่ามีโอกาสพัฒนาไปถึงระดับการเล่นอุปกรณ์ไอโอที”จักรกฤช กล่าว

ในส่วนของกลุ่มสมาร์ทโฟน ชานนท์ จิรายุกุล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ไทย ออปโป้ ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสมาร์ทโฟนออปโป้ กล่าวว่า สมาร์ทโฟนสำหรับกลุ่มผู้สูงอายุในไทยต้องใช้ระยะเวลา 10 ปี ตลาดถึงแจ้งเกิด หรือเป็นกลุ่มที่อยู่เจเนอเรชั่นเอ็กซ์มีอายุเพิ่มจาก 40 ปีเป็น 50 ปี เพราะเป็นกลุ่มที่พัฒนาตามเทคโนโลยีมากกว่า เมื่อเทียบกับกลุ่มเจเนอเรชั่นบี นิยมเล่นแชตทางไลน์ แต่การพัฒนาสู่ฟีเจอร์ต่างๆ เป็นไปได้น้อย

สำหรับตลาดสมาร์ทโฟนมูลค่า 1 แสนล้านบาท หรือ 15 ล้านเครื่อง สำหรับผู้สูงอายุขณะนี้มีสัดส่วนไม่ถึง 1% และยังไม่มีแบรนด์ใดเข้ามาทำตลาดอย่างจริงจัง

สุธีรา จำลองศุภลักษณ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายเลิร์นนิ่ง มีเดีย บริษัท ล็อกซเล่ย์ กล่าวว่า ผู้สูงวัยมีความต้องการเรียนรู้การใช้อุปกรณ์ไอทีมากขึ้น ทั้งสมาร์ทโฟน กล้องดิจิทัล คอมพิวเตอร์พีซี เพราะต้องการสื่อสารกับลูกหลาน แต่ลูกหลานไม่ได้มีเวลาสอนเต็มที่ ผู้ที่มาเรียนต้องการใช้แอพพลิเคชั่นผลิตคอนเทนต์ได้เอง เช่น ถ่ายรูป ทำคลิป อัพโหลดไฟล์บนโซเชียลมีเดีย โดยชมรมคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตเพื่อผู้สูงวัย (OPPY Club) มีผู้มาเรียน 300 คน ปลายปีนี้จะเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว

สิ่งที่จะทำให้ผู้สูงวัยมีคุณภาพชีวิตที่ดีและรู้สึกมีความสุขกับวัยเกษียณ คือ การไม่ตกเทรนด์ ซึ่งการเข้าถึงเทคโนโลยีจะเป็นการเพิ่มคุณค่าให้แก่คนกลุ่มนี้ได้ดีขึ้น แม้ว่าไอทีสำหรับเจนบียังไม่ได้เกิดเต็มตัว แต่ก็เป็นตลาดที่มีศักยภาพและรอวันแจ้งเกิดอย่างแน่นอน

 

ค้นพบวิธีสร้างอิฐจากดินดาวอังคาร ช่วยการสร้างอาณานิคมง่ายดายขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 เมษายน 2560 เวลา 14:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/492631

ค้นพบวิธีสร้างอิฐจากดินดาวอังคาร ช่วยการสร้างอาณานิคมง่ายดายขึ้น

นักวิทยาศาสตร์ค้นพบวิธีการสร้างอิฐจากดินของดาวอังคารเอง ช่วยความหวังตั้งอาณานิคมนอกโลกเข้าใกล้ความเป็นจริงไปอีกขั้น

มนุษย์เราฝันใฝ่อยากจะตั้งอาณานิคมบนดาวอังคารในอนาคต ความพยายามเหล่านี้สะท้อนให้เห็นจากโครงการพัฒนาจรวด และเทคโนโลยีจากหลายองค์กร เพื่อทำความฝันดังกล่าวนี้ให้เป็นจริงในเร็ววันที่สุด อย่างไรก็ตามกระบวนการขนส่งวัสดุ และอุปกรณ์ปริมาณมหาศาลขึ้นไปยังดาวอังคารเพื่อก่อสร้างสถานที่อยู่อาศัยนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย

เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ทีมนักวิจัยได้คิดค้นวิธีการเปลี่ยนแปลงดินของดาวอังคารให้กลายเป็นก้อนอิฐ โดยไม่ต้องใช้สารประกอบอื่นๆเพิ่มเติม ใช้เพียงแค่แรงดันเท่านั้น

สภาพที่แห้งแล้งของดาวอังคาร ดาวเคราะห์สีแดงที่เป็นหมุดหมายอาณานิคมใหม่ของมนุษย์ในอนาคต

โครงการดังกล่าวนี้ได้รับการสนับสนุนจากนาซ่า ร่วมกับทีมวิศวกรจากมหาวิทยาลัยซาน ดิเอโก ในการดำเนินการวิจัย ต่อยอดจากการสนับสนุนโดยประธานาธิบดีทรัมป์ เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา สำหรับการสนับสนุนทุนให้นาซ่าดำเนินภารกิจส่งมนุษย์ไปยังดาวอังคารให้ได้ภายในปี 2033 นี้

ทั้งนี้ไอเดียการใช้ดินจากดาวเคราะห์นั้นๆ มาเป็นอิฐในการก่อสร้างเองไม่ใช่เรื่องใหม่ อย่างไรก็ตามผลของงานวิจัยชิ้นนี้ ที่ผ่านกระบวนการทดลองสร้างอิฐ ด้วยการจำลองดินแบบดาวอังคารได้แสดงให้เห็นว่าไม่จำเป็นต้องใช้ส่วนประกอบอื่นๆเพิ่มเติมมากนัก ในกระบวนการ และขณะนี้กำลังพิจารณาถึงความเป็นไปได้ในการสร้างเตาเผาอิฐ พลังงานนิวเคลียร์ในการสร้างอิฐ

เหล็กออกไซด์ในดินดาวอังคารช่วยให้อิฐที่ได้มีความแข็งแกร่ง โดยไม่ต้องใช้สารประกอบอื่นๆช่วย

การค้นพบครั้งนี้เกิดขึ้นด้วยความบังเอิญ ในระหว่างการทดลองที่ห้องปฏิบัติการในมหาวิทยาลัย ทีมวิศวกรลองพยายามลดปริมาณโพลิเมอร์ที่ใช้เป็นส่วนประกอบในการสร้างอิฐลงเรื่อยๆ จนในที่สุดพวกเขาค้นพบว่าไม่จำเป็นต้องใช้สารประกอบอื่นๆในการสร้างอิฐ

ทีมนักวิจัยตั้งสมมุติฐานว่า ภายใต้แรงอัดความดันสูง เหล็กออกไซด์ภายในดินของดาวอังคารจะทำหน้าที่เป็นสารยึดเกาะ และเปลี่ยนให้ก้อนดินดังกล่าวมีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น ซึ่งจากการทดสอบในห้องปฏิบัติการ พวกเขาพบว่าอิฐจากดาวอังคารเหล่านี้นั้นแข็งแกร่งกว่าคอนกรีตเสริมเหล็กเสียอีก

ในการสร้างสิ่งก่อสร้าง นักวิทยาศาสตร์เพียงแค่วางอิฐเรียงต่อกันไปเท่านั้น และขณะนี้ทางทีมนักวิทย์กำลังทดลองผลิตอิฐในหลากหลายรูปแบบ และขนาดเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อการใช้งานจริง

“ผู้คนที่เดินทางไปยังดาวอังคารล้วนเป็นผู้กล้าหาญ พวกเขาคือผู้บุกเบิก และผมอยากจะให้เกียรติพวกเขาอีกตำแหน่งในฐานะนักก่ออิฐ” Yu Qiao หัวหน้าการวิจัยกล่าว และเชื่อว่าในอนาคตโครงการวิจัยของพวกเขาจะยิ่งพัฒนาไปไกลกว่านี้หลายเท่า “ถ้าไม่มีอะไรเซอร์ไพร์ 16 ปีข้างหน้าเป็นเวลามากพอที่จะพัฒนาวัสดุให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น” เธอกล่าว

ภาพฝันของอนาคต กระบวนการสร้างอิฐช่วยให้การปลูกสิ่งก่อสร้างง่าย และประหยัดค่าใช้จ่ายมากขึ้น