โลกไอทีเร่งพัฒนาเอไอ หวังคุมไลฟ์เสี่ยง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 เมษายน 2560 เวลา 07:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/492536

โลกไอทีเร่งพัฒนาเอไอ หวังคุมไลฟ์เสี่ยง

โดย…กิตติณัฏฐ์ จันทร์สุเทพ

ผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยีไล่ตั้งแต่ในสิงคโปร์ไปจนถึงฟินแลนด์ ต่างกำลังแข่งกันพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) เพื่อช่วยคัดกรอง ค้นหา และบล็อกภาพวิดีโอที่มีความรุนแรงที่ถ่ายทอดสดในโลกออนไลน์ ก่อนที่จะเป็นกระแสลุกลามไปทั่วอินเทอร์เน็ต ทว่าจนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีผู้ประกอบการรายใดที่อ้างได้ว่าสามารถจัดการปัญหาดังกล่าวได้ทั้งหมดแล้ว

เมื่อไม่นานมานี้ เหตุฆาตกรรมลูกสาววัย 11 เดือน ถ่ายทอดสดผ่านเฟซบุ๊ก ไลฟ์ นับเป็นเหตุรุนแรงครั้งล่าสุดที่มีการถ่ายทอดสดในโลกออนไลน์ ทำให้เกิดคำถามต่อ “ประสิทธิภาพการทำงานของระบบการแจ้งเหตุรุนแรงบนเฟซบุ๊กและการคัดกรองเนื้อหา” เนื่องจากวิดีโอที่มีความรุนแรงมักปรากฏให้เห็นได้ง่าย และทำให้บริษัทต่างๆ พยายามเร่งแก้ปัญหานี้ ซึ่งรวมถึงกูเกิลที่ประสบปัญญาเดียวกันบนเว็บไซต์ยูทูบ

ผู้ประกอบการหลายรายต่างมุ่งไปยังด้าน “การเรียนรู้เชิงลึกของเอไอ” โดยสร้างระบบประสาทเสมือนจริงที่เลียนแบบการทำงานของมนุษย์ นำมาพัฒนากับเอไอ เพื่อให้สามารถตรวจจับภาพ รวมถึงวิดีโอที่ก่อให้เกิดความรุนแรงได้ โดยเป็นการต่อยอดมาจากความพยายามในช่วงทศวรรษที่ 50 ที่เลียนแบบการทำงานของระบบประสาทที่ทำงานเชื่อมต่อกับสมอง

แมตต์ เซียเลอร์ ผู้ก่อตั้งบริษัท คลาริฟาย บริษัทวิเคราะห์วิดีโอในสหรัฐ ระบุว่า การพัฒนาให้เอไอมีระบบประสาทเสมือนจริงที่ตรวจจับภาพวิดีโอรุนแรง เพิ่งจะเริ่มต้นเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา เนื่องจากมนุษย์เพิ่งจะมีคอมพิวเตอร์ที่ทรงพลังมากพอ และมีข้อมูลเพียงพอที่จะสอนให้คอมพิวเตอร์แยกแยะสิ่งเหล่านี้ได้

การเรียนรู้ด้วยภาพ

การพัฒนาเอไอในระยะเริ่มแรก ให้สามารถตรวจจับภาพความรุนแรงได้ เริ่มจากการใส่รูปภาพจำนวนมากเข้าไปในคลังสมองของคอมพิวเตอร์ ซึ่งทำให้เอไอสามารถแยกแยะได้ว่า สิ่งใดคือป้ายบอกทางบนถนนหรือวิดีโอที่มีความรุนแรง

อภิจิต ชานพัก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของเกรย์มาทิก ในสิงคโปร์ ระบุว่า ภาพความรุนแรงต่างๆ ที่ป้อนให้เอไอเรียนรู้นั้น มีตั้งแต่การทำร้ายร่างกายไปจนถึงเลือด ซึ่งบางครั้งหากไม่สามารถหาภาพหรือวิดีโอที่ต้องการได้ ทีมวิศวกรก็จะลงมือจัดฉากถ่ายทำวิดีโอด้วยตนเอง ขณะที่เซียร์เลอร์ระบุว่า ระบบอัลกอริทึ่มของคลาริฟาย สามารถแยกแยะวัตถุในวิดีโอได้แล้ว เช่น มีด หรือ ปืน

แม้ว่าการใช้คลังภาพจำนวนมากจะช่วยให้เอไอคัดกรองวิดีโอต่างๆ ได้ดีขึ้น แต่ระบบนี้ก็ยังมีข้อจำกัด เพราะปัจจุบันมนุษย์เริ่มคิดหาวิธีแปลกๆ ก่อเหตุสยองมากขึ้น ซึ่งเกินความสามารถของเอไอที่จะคัดกรองได้

ข้อจำกัดอย่างที่ 2 คือ แต่ละคนมีมุมมองต่อภาพของความรุนแรงแตกต่างกัน จุนเล วัง หัวหน้าฝ่ายวิจัยและพัฒนาของบริษัท พิกเพียวริฟาย ในฝรั่งเศส ระบุว่า ภาพที่มีองค์ประกอบของความรุนแรง อาทิ เลือดหรืออาวุธนั้นสามารถคัดกรองได้ง่าย แต่บริษัทกำลังพัฒนาเทคโนโลยีที่ช่วยในการคัดกรองภาพที่ไม่มีองค์ประกอบของอาวุธหรือเลือด เช่นเดียวกับภาพการทำร้ายร่างกายซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งอย่างที่ยากในการตรวจพบ รวมถึงภาพที่เป็นสื่อของเหตุรุนแรง เช่น ภาพธงของกองกำลังติดอาวุธรัฐอิสลาม (ไอเอส)

การทำงานของมนุษย์ยังสำคัญ

มิกา โรเชียเนน ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ บริษัท วาลอสซ่า ในฟินแลนด์ ระบุว่า แม้การเข้ามาของเอไออาจช่วยให้ปัญหานี้แก้ไขได้ง่ายขึ้น แต่การทำงานของมนุษย์ก็ยังเป็นสิ่งจำเป็นในการตรวจสอบยืนยันเนื้อหา เช่นเดียวกับ วัง ที่ระบุว่า การใช้เอไอเพื่อระบุถึงพฤติกรรมของผู้ใช้งานอาจเป็นเพียงแค่ตัวชี้วัด

อย่างไรก็ดี โรเชียเนน ให้ความเห็นว่า การปรับตัวของภาคธุรกิจต่อเรื่องดังกล่าวยังช้าเกินกว่าที่ควรจะเป็น เนื่องจากแต่ละบริษัทต้องแบกรับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ขณะที่บริษัทซึ่งต้องจัดการกับเนื้อหาที่ผลิตโดยคนนอกทั่วไป ก็อาจต้องเผชิญการกำกับดูแลที่เข้มข้นขึ้นจากภาครัฐเช่นกัน

 

ซัมซุงส่งเอส8สู้ศึกลั่นปีนี้เห็นโน้ตใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 เมษายน 2560 เวลา 07:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/492381

ซัมซุงส่งเอส8สู้ศึกลั่นปีนี้เห็นโน้ตใหม่

ซัมซุง ส่งกาแล็คซี่ เอส 8 สู้ศึกสมาร์ทโฟนไฮเอนด์กลางปี ยันปลายปีกาแล็คซี่ โน้ต มาแน่

นายวิชัย พรพระตั้ง รองประธานองค์กร ธุรกิจโทรคมนาคมและไอที บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ เปิดเผยว่า ซัมซุงประสบความสำเร็จหลังเปิดให้จองเครื่องกาแล็คซี่ เอส 8 ผ่านช่องทางออนไลน์ต่างๆ โดยหลังเปิดจองไปตั้งแต่ช่วงวันที่ 17-23 เม.ย.ที่ผ่านมา มียอดเพิ่มขึ้นกว่าการเปิดจองรุ่นกาแล็คซี่ โน้ต 7 ถึง 1.5 เท่า และพร้อมวางขายจริงในวันที่ 5 พ.ค. 2560 นี้ ถือว่าเป็นเรือธงที่จะมากระตุ้นตลาดช่วงกลางปีและยืนยันว่าช่วงปลายปีนี้ลูกค้าจะได้เห็นซัมซุง กาแล็คซี่ โน้ตรุ่นใหม่แน่นอน

ทั้งนี้ ภาพรวมตลาดสมาร์ทโฟนของปีนี้อยู่ที่ 18-20 ล้านเครื่อง อัตราการเปลี่ยนเครื่องเฉลี่ย 18-24 เดือน แสดงให้เห็นว่ายังมีความต้องการสินค้ากลุ่มสมาร์ทโฟนอยู่มาก โดยซัมซุงยังทุ่มงบเต็มที่ในการสื่อสารแบรนด์อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการเทรนนิ่งพนักงานในเรื่องของผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่นี้เพิ่มเติม เพื่อให้คำปรึกษาแก่ลูกค้าที่กำลังอยู่ในช่วงตัดสินใจ และในขณะนี้ก็ยังไม่มีแผนตั้งโรงงานผลิตสมาร์ทโฟนในไทย

สำหรับราคาของเอส 8 ที่มีขนาดหน้าจอขนาด 5.8 นิ้ว อยู่ที่ 2.79 หมื่นบาท ในขณะที่ เอส 8+ ขนาดหน้าจอ 6.2 นิ้ว ราคาอยู่ที่ 3.09 หมื่นบาท ลูกค้าที่จองซื้อล่วงหน้าได้รับของแถมมูลค่ารวม 6,950 บาท ซึ่งผู้ที่ซื้อภายใน 3 เดือนนี้ หากเจอปัญหาสามารถเปลี่ยนเครื่องได้ทันที แต่หลังจากนี้จะอยู่ที่ โปรโมชั่นของพันธมิตรแต่ละราย

 

เฟซบุ๊กเหลวคุมไลฟ์ปลิดชีพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 เมษายน 2560 เวลา 07:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/492214

เฟซบุ๊กเหลวคุมไลฟ์ปลิดชีพ

เฟซบุ๊กเจอปัญหาใหญ่ คุมถ่ายทอดสดฆ่าตัวตายไม่ได้ กูรูไอทีมองเครื่องมือเดิมยังจัดการได้ไม่เต็มที่

เฟซบุ๊ก สื่อโซเชียลมีเดียชื่อดังยังไม่สามารถควบคุมคอนเทนต์ที่มีเนื้อหารุนแรงได้ โดยเฉพาะการถ่ายทอดสดฆ่าตัวตายผ่านบริการ เฟซบุ๊ก ไลฟ์ แม้ก่อนหน้าบริษัทออกมาตรการจัดการปัญหาดังกล่าวโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) เข้ามาช่วยคัดกรองเนื้อหาสุ่มเสี่ยง เปิดระบบแชตกับนักจิตวิทยาเพื่อโน้มน้าวไม่ให้ผู้ใช้ฆ่าตัวตาย หรือการเพิ่มความสะดวกในการรายงานเหตุฆ่าตัวตายให้เร็วยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ เฟซบุ๊กไม่เคยเปิดเผยจำนวนเหตุไลฟ์สดฆ่าตัวตาย แต่หลังเกิดเหตุดังกล่าวครั้งแรกเมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งผู้ตายเป็นเด็กหญิงอายุเพียง 14 ปี เหตุเหล่านี้ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดเกิดเหตุชายอายุ 49 ปี ที่รัฐอลาบามา ของสหรัฐ ยิงตัวตายผ่านไลฟ์ ห่างไปไม่นานนักจากเหตุน่าสลดใจที่ชายอายุ 21 ปี ในไทยฆาตกรรมลูกสาวอายุ 11 เดือน เมื่อวันที่ 25 เม.ย.

อย่างไรก็ดี หลังเกิดเหตุล่าสุด รอยเตอร์สรายงานว่า เฟซบุ๊กตกลงร่วมมือกับรัฐบาลเวียดนามสร้างช่องทางแยกเพื่อสื่อสารกับทางการเวียดนามโดยตรง ในการทำตามคำขอร้องของรัฐบาลเป็นหลัก เพื่อปราบปรามคอนเทนต์รุนแรงบนแพลตฟอร์ม รวมถึงการกวาดล้างข่าวปลอมด้วยเช่นกัน โดยความเคลื่อนไหวดังกล่าวของเฟซบุ๊กเกิดขึ้นไม่นานหลังกูเกิลบริษัทไอทีรายใหญ่ ประกาศปรับเปลี่ยนอัลกอริทึมเพื่อเพิ่มการขจัดข่าวปลอมและเนื้อหาที่มีความรุนแรง

ก่อนหน้านี้ ซีเอ็นเอ็นและเดอะ การ์เดียน ระบุว่า ความต้องการผลักดันให้บริการไลฟ์เป็นตัวสร้างรายได้หลักให้บริษัท อาจส่งผลให้เฟซบุ๊กควบคุมคอนเทนต์บนไลฟ์ได้ไม่เต็มที่ ด้านเว็บไซต์ เอนแกดเจ็ต รายงานอ้างผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีว่า เฟซบุ๊กมีทางเลือกอื่นในการจัดการปัญหาถ่ายทอดสดฆ่าตัวตาย ด้วยการตัดสัญญาณการไลฟ์ แต่เฟซบุ๊กยังดำเนินการดังกล่าวได้ไม่รวดเร็วพอ และลบวิดีโอฆ่าตัวตายช้าเกินไป จนวิดีโอไลฟ์เหล่านั้นแพร่กระจายบนโลกออนไลน์อย่างรวดเร็ว

ด้าน ซาราห์ ที โรเบิร์ต ผู้ช่วยศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัย ยูซีแอลเอ ในสหรัฐ กล่าวว่า การเพิ่มเครื่องมือให้ผู้ใช้ช่วยรายงานไลฟ์ฆ่าตัวตายได้เร็วขึ้นนั้น ยังไม่เหมาะสำหรับแก้ปัญหา และเพิ่มภาระให้ผู้ใช้ เนื่องจากผู้ใช้ต้องเห็นคอนเทนต์รุนแรงดังกล่าวโดยตรงก่อน

 

5 สถานที่เช็กอินยอดนิยม ช่วงสงกรานต์ของคนกรุง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 เมษายน 2560 เวลา 21:11 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/492198

5 สถานที่เช็กอินยอดนิยม ช่วงสงกรานต์ของคนกรุง

โดย…โธธ โซเชียล

ถึงแม้ว่าเทศกาลสงกรานต์หลายคนจะกลับบ้านต่างจังหวัด หรือไปเที่ยวต่างประเทศพักผ่อนหย่อนใจในวันหยุดยาว แต่ก็ยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่ปักหลักรอเล่นน้ำสงกรานต์ในกรุงเทพฯ ซึ่งนับเป็นสถานที่รวมตัวของคนหนุ่มสาวที่อยากจะออกมาสาดน้ำใส่กันเพื่อคลายร้อน

เราได้เก็บรวบรวมข้อมูลจากทาง Instagram เพื่อดูว่าคนส่วนมากเช็กอินสถานที่เล่นน้ำที่ไหนในกรุงเทพฯ กันบ้างในช่วงวันที่ 13-15 เม.ย.ที่ผ่านมา โดยพบว่า RCA เป็นสถานที่มีคนเช็กอินสูงที่สุด 40% เพราะมาพร้อมกับกิจกรรม ONYX Presents Aquafest 2017 และยังมีเทศกาลดนตรี S2O ภายใต้ ชื่องาน S2O Songkran Music Festival 2017 รองมาคือ สยาม ที่ปีนี้มาในธีมสงกรานต์เมษาผ้าขาวม้ายกสยามเป็นสถานที่มีคนเช็กอินรองลงมา 27% ตามด้วย ข้าวสาร สีลม และเซ็นทรัลเวิลด์ มีจำนวนเช็กอิน 14% 10% และ 9% ตามลำดับ

จากสถานที่ยอดฮิตทั้งหมด สถานที่และช่วงเวลาที่มีเหล่าหนุ่มสาวพร้อมใจกันเช็กอินมากที่สุดคือ RCA เวลา 19.00 น. โดยเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ แม้จะเข้มงวดเรื่องการจัดกิจกรรมรื่นเริงขึ้นมาก แต่ทีมงานเชื่อว่าก็ยังเป็นที่น่าจดจำอีกปีของหลายๆ คนแน่นอน

 

รวยได้ด้วยการทำงานในสาย Cyber Security

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 เมษายน 2560 เวลา 21:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/492196

รวยได้ด้วยการทำงานในสาย Cyber Security

งานด้าน Cyber Security ยังถือว่าได้รับความนิยมอย่างล้นหลามทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ทำให้ตลาดงานในสาย Cyber Security มีการแย่งพนักงานกันอย่างจริงจัง และด้วยความต้องการที่เพิ่มขึ้นกว่าเดิม 10 เท่า จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่วันนี้เองตลาดทางด้านนี้ก็ยังขาดแรงงานในการทำงานอีกมากมาย

โดย…พงศ์วุฒิ ไพรไพศาลกิจ

ตลาดงานในบ้านเราเพิ่งจะเริ่มให้ความสำคัญกับสายงานด้าน Cyber Security มาระยะเวลาหนึ่ง ทำให้ปัจจุบันยังมีความต้องการด้านนี้ในระดับกลางๆ สำหรับองค์กรทั่วๆ ไป แต่หากเป็นองค์กรขนาดกลางถึงใหญ่และให้ความสำคัญกับการทำธุรกรรมทางด้านอินเทอร์เน็ต หรือทำธุรกรรมทางการเงินผ่านระบบเครือข่าย ค่าตัวของสายงานด้านนี้ในไทยก็มีค่าตัวที่ไม่ธรรมดาเช่น กัน เช่น บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านการเงินของไทยขั้นต่ำก็เริ่มต้นที่ 7 หมื่นบาทแล้ว และหากมีประสบการณ์ก็สามารถเพิ่มขึ้นถึง 2-3 แสนบาท

หากจะว่ากันจริงๆ แล้ว งานสายนี้ในเมืองไทยได้รับค่าตอบแทนไม่น้อยไปกว่าในประเทศอื่นๆ เลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐที่ได้รับอยู่ราวๆ 1-1.2 แสนเหรียญสหรัฐ/ปี สำหรับ Security Engineer โดยทั่วไป แต่หากสามารถขยับไปถึงในระดับ Security Expert ได้ก็จะมีรายรับที่เพิ่มขึ้นตามความสามารถเฉพาะตัว ซึ่งสามารถเพิ่มขึ้นได้ถึง 1.5-1.8 แสนเหรียญสหรัฐ

หากขยับขึ้นไปยังสายงานด้านการบริการ เช่น Security Manager สำหรับในไทยหากอยู่ในองค์กรขนาดเล็กถึงกลางอาจจะนับรวมกับ IT Manager ไปได้ แต่สำหรับองค์กรที่มีขนาดกลางถึงใหญ่ก็จะมีการแยกการทำงานตามฟังก์ชั่นการทำงานที่ชัดเจนมากขึ้น ทำให้ในสายนี้มีรายรับตั้งแต่ 1-1.4 แสนเหรียญสหรัฐ และหากไต่ขึ้นไปถึงระดับ Security Director ก็สามารถทำรายได้ได้ถึง 2 แสนเหรียญสหรัฐเลย

ในสาย Cyber Security ในความเป็นจริงยังแยกการทำงานออกเป็นอีกหลายส่วน แต่หากจะพูดถึงส่วนหนึ่งที่ไม่ใช่ฝ่ายบริหารและมีรายรับเยอะมากตำแหน่งหนึ่งคงหนีไม่พ้น Security Architecture ที่จะเป็นผู้กำหนดเทคโนโลยีในการใช้งานที่เหมาะสมตลอดจนไปถึงคอยกำกับดูแลในเรื่อง Security ให้เป็นไปตามมาตรฐานของการทำงานในองค์กรต่างๆ เช่น ISO 27001, ITIL รวมไปถึง COBIT ซึ่งเป็นหัวใจหลักของการวางแผนระบบ Security

สุดท้ายหากสามารถไต่เต้าขึ้นมาถึงระดับสูงสุดของสาย Security ในองค์กรแล้วอย่าง CISO (Chief Information Security Officer) ซึ่งเป็นผู้กุมบังเหียนของระบบการรักษาความปลอดภัยของทั้งองค์กรรายรับจะเริ่มต้นจาก 1.5-2.4 แสนเหรียญสหรัฐ

นับจากวันนี้ไปงานทางด้านสายนี้จะมีความต้องการสูงขึ้นไปอีก 5-10 ปีเลยทีเดียว ซึ่งคุ้มค่ากับการเปลี่ยนแปลงตัวเอง เพื่อเข้าไปสู่สายอาชีพนี้อย่างเต็มตัว

 

เฟซบุ๊กคิดการใหญ่ สร้างโลกเสมือนนอกจอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 เมษายน 2560 เวลา 15:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/492116

เฟซบุ๊กคิดการใหญ่ สร้างโลกเสมือนนอกจอ

โดย…นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์

ในงาน F8 ของเฟซบุ๊ก สื่อโซเชียลมีเดียรายใหญ่ของโลกที่จัดขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มาร์ก ซัคเกอร์เบิร์ก คืออีกหนึ่งคนที่ต้องการผสมผสานโลกเสมือนเข้ากับโลกแห่งความเป็นจริง

ไฮไลต์หนึ่งในงานครั้งนี้ยังคงหนีไม่พ้นเรื่องเทคโนโลยี AR ที่เฟซบุ๊กทุ่มเทพัฒนามาโดยตลอด ด้วยการนำ AR มาใช้งานผ่านแอพพลิเคชั่นกล้อง เพื่อช่วยให้ผู้ใช้มองเห็นเมนูร้านอาหาร กราฟฟิก หรือข้อมูลต่างๆ ที่เป็นข้อมูลเสมือนบนโลกแห่งความเป็นจริง นอกจากนี้เฟซบุ๊กกำลังพัฒนาแว่นตาที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถมองเห็นโลกเสมือนจริงทับซ้อนโลกจริงได้อย่างแนบเนียนยิ่งขึ้น

การพัฒนาแว่นตาดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งของแผนการยิ่งใหญ่ในการยกระดับเทคโนโลยี AR ให้เหมาะกับชีวิตประจำวันมากยิ่งขึ้น โดยในปัจจุบัน ขอบเขตของ AR ยังคงมีขีดจำกัดอยู่ เนื่องจากการใช้งานต้องทำผ่านหน้าจอทัชสกรีนบนสมาร์ทโฟนหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ

ด้วยเหตุนี้ เฟซบุ๊กจึงริเริ่มโปรเจกต์พัฒนา Building 8 เทคโนโลยีที่จะช่วยเชื่อมต่อการสั่งการของสมองเข้ากับการทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ โดยไม่ต้องฝังชิปเข้าไปในสมอง เพื่ออุดช่องโหว่ของการใช้งาน AR ในปัจจุบัน

เรจินา ดูแกน หัวหน้าหน่วยวิจัยและพัฒนาที่ดูแลโปรเจกต์ Building 8 เปิดเผยในงานว่า เป้าหมายของ Building 8 คือการสั่งพิมพ์ข้อความจากสมองมนุษย์ได้โดยตรงราว 100 คำ/นาที ซึ่งเร็วกว่าการพิมพ์บนสมาร์ทโฟนถึง 5 เท่า ซึ่งจะปูทางสู่การใช้งานเทคโนโลยี AR และ VR ได้โดยไม่ต้องผ่านหน้าจอทัชสกรีนหรืออุปกรณ์ควบคุมอื่นๆ

ทั้งนี้ แนวคิดดังกล่าวมีความคล้ายคลึงกับ อีลอน มัสก์ ซีอีโอบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำอย่าง เทสลา ที่พัฒนานวัตกรรมรถยนต์ไร้คนขับ และสเปซเอ็กซ์ บริษัทบุกเบิกด้านการสำรวจอวกาศ โดย มัสก์ ก่อตั้ง Neuralink บริษัทพัฒนาการคิดค้นการเชื่อมสมองมนุษย์เข้ากับปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ช่วงก่อนหน้านี้

แม้ว่าโปรเจกต์ดังกล่าวของทั้งเฟซบุ๊กและเทสลาจะดูน่าตื่นตาตื่นใจ แต่การเชื่อมต่อสมองมนุษย์เข้ากับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์นั่นไม่ใช่เรื่องง่าย

 

สไลมาน เบนส์ไมอา นักวิทยาศาสตร์ด้านประสาทวิทยาจากมหาวิทยาลัยชิคาโก แสดงความเห็นว่า สมองมนุษย์มีความซับซ้อนมาก และเทคโนโลยีในขณะนี้ยังไม่สามารถบันทึกและตรวจจับการทำงานของเซลล์ประสาทได้ โดย เบนส์ไมอา กล่าวว่า สมองมนุษย์มีเซลล์ประสาทราว 1 แสนล้านเซลล์ และการบันทึกการทำงานของเซลล์ประสาท 1 เซลล์นั้น ต้องอาศัยขั้วไฟฟ้า 1 อัน แต่เทคโนโลยีล่าสุดยังผลิตขั้วไฟฟ้าได้เพียง 100 ขั้วเท่านั้น

ความทะเยอทะยานดังกล่าวในการเชื่อมสมองมนุษย์กับอุปกรณ์หรือเทคโนโลยีต่างๆ จึงต้องจับตาดูต่อไปในระยะยาว

 

“เอชทีซี” ส่งสมาร์ทโฟน2รุ่นใหม่บุกตลาดไทยอีกครั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 เมษายน 2560 เวลา 12:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/492087

"เอชทีซี" ส่งสมาร์ทโฟน2รุ่นใหม่บุกตลาดไทยอีกครั้ง

เอชทีซีรุกตลาดไทยอีกครั้ง ส่งสมาร์ทโฟน 2 รุ่นใหม่ในตระกูล U Series วางจำหน่ายเน้นดีไซน์เด่น-สเปคแน่น

เอชทีซี คอร์ปอเรชั่น ผู้นำด้านนวัตกรรมมือถือและเทคโนโลยีเวอร์ชวลเรียลลิตี้ ประกาศรุกตลาดไทยอีกครั้งด้วยการเปิดตัวสมาร์ทโฟน 2 รุ่นใหม่ HTC U Ultra และ HTC U Play ในประเทศไทย ซึ่งมาพร้อมเทคโนโลยีที่แตกต่างและก้าวล้ำอย่างเหนือชั้น พร้อมดีไซน์ที่สวยโดดเด่นในทุกมิติ สมาร์ทโฟนทั้ง 2 รุ่นมาพร้อมรูปทรงที่ใช้งานง่ายและลงตัว พร้อมพื้นผิวที่แวววาวดุจผิวน้ำ ที่สำคัญยังมาพร้อมเทคโนโลยีด้านเสียง HTC USonic ซึ่งจะวิเคราะห์การรับรู้เสียงของผู้ใช้เพื่อปรับเสียงที่เหมาะสมสำหรับแต่ละบุคคลโดยเฉพาะ รวมทั้งกล้องหน้าที่เลือกความละเอียดได้ทั้งแบบเมกะพิกเซล (MegaPixel) และอัลตร้าพิกเซล (UltraPixel) จึงให้ภาพถ่ายที่มีสีสันสวยสว่างสดใสในทุกรายละเอียด

นายไฟซาล ซิดดิคิว ประธานบริหาร ภูมิภาคเอเชียใต้ เอชทีซี กล่าวว่า การเปิดตัวสมาร์ทโฟนใหม่ในตระกูล HTC U Series ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการรุกตลาดไทยอีกครั้ง โดยเอชทีซีจะนำเสนอสมาร์ทโฟนอีกหลากหลายรุ่นอย่างต่อเนื่องในปีนี้ ที่ผ่านมาเราได้มุ่งพัฒนาในด้านดีไซน์และคุณภาพ รวมถึงระบบเสียง HD adaptive และเทคโนโลยีเอไอ (Artificial Intelligence) ที่จะแทรกอยู่ในทุกฟังก์ชั่นของตัวเครื่อง เพื่อให้ผู้ใช้ได้รับประสบการณ์ใช้งานแบบพรีเมียมและมีคุณภาพระดับโลก”

HTC U Ultra และ HTC U Play มาพร้อมดีไซน์ใหม่ที่สวยลงตัวและใช้งานง่าย พร้อมพื้นผิวที่แวววาวดุจผิวน้ำ ทั้ง 2 รุ่นมีหน่วยความจำ 64GB ในตัวเครื่อง

 

HTC U Ultra

HTC U Ultra มาพร้อมเทคโนโลยีสองหน้าจอ (dual display) และ HTC Sense Companion (เอชทีซี เซนส์ คอมพาเนียน) ซึ่งเป็นผู้ช่วยอัจฉริยะที่จะเรียนรู้และปรับตัวตามการใช้งานของคุณอย่างต่อเนื่อง ตัวเครื่องยังมาพร้อมลำโพงไฮ-ไฟ HTC BoomSoundTM และกล้องหลัง 12 ล้านพิกเซล กล้องหน้า 16 ล้านพิกเซล ซึ่งทั้งกล้องหน้าและหลังสามารถเลือกความคมชัดแบบ UltraPixelTM ที่เหมาะกับสภาพแสงน้อยได้ จึงช่วยให้ถ่ายภาพได้คมชัด โฟกัสได้เร็วขึ้น และได้ภายถ่ายในเวลากลางคืนที่ดียิ่งขึ้น HTC U Ultra มีให้เลือก 2 สีคือสีดำบริลเลียนท์ และสีน้ำเงินแซฟไฟร์

 

 

HTC U Play

HTC U Play มีหน้าจอขนาด 5.2 นิ้ว ในรูปทรงที่เพรียวบางและโค้งรับกับฝ่ามือ มาพร้อมกล้องหน้าและหลังความละเอียด 16 ล้านพิกเซล ซึ่งสามารถถ่ายภาพเซลฟี่ในโหมดพาโนรามาได้ถึง 150 องศา และมีช่องรับแสงไวขึ้นถึง 4 เท่าเพื่อการถ่ายภาพในเวลากลางคืนที่ดียิ่งขึ้น HTC U Play มีให้เลือก 2 สีคือสีดำบริลเลียนท์ และสีน้ำเงินแซฟไฟร์

HTC U Ultra วางจำหน่ายแล้วในราคา 22,490 บาท และ HTC U Play ในราคา 14,990 บาท ข้อมูลเพิ่มเติมเข้าชมได้ที่ www.htc.com/th

 

หัวเว่ย ออกแถลงการณ์มั่นใจใช้แรมตรงรุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 เมษายน 2560 เวลา 10:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/492074

หัวเว่ย ออกแถลงการณ์มั่นใจใช้แรมตรงรุ่น

หัวเว่ย ชี้แจง ปมดราม่าสเปกใน P10 และ Mate 9 มั่นใจใช้หน่วยความจำตรงรุ่น

จากกรณีหน่วยความจำของเครื่องหัวเว่ย mate 9 เป็นกระแสในโลกออนไลน์ทำให้ทางบริษัท หัวเว่ย ต้องออกแถลงการณ์เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ลูกค้าตามรายละเอียด ดังนี้

เรียน ลูกค้าคนสำคัญของหัวเว่ยทุกท่าน

หัวเว่ยได้ทราบถึงการพูดถึงเรื่องหน่วยความจำของ Huawei Mate 9 Series และ P10 Series จึงขอเรียนชี้แจง ดังนี้

UFS 2.1 เป็นมาตรฐานอินเทอร์เฟสที่กำหนด โดยสมาพันธ์ร่วมด้านวิศวกรรมชิ้นส่วนอิเลคตรอน (JEDEC) โดยทั้งมาตรฐาน UFS 2.1 (JEDEC Standard No.220C) และ UFS 2.0 (JEDEC Standard No.220 B) มีอัตราความเร็วเท่าเทียมกัน ระหว่าง 249.6 – 583.04 MB/วินาที หรือ 2496 – 5830.4 Mb/วินาที และ Huawei Mate 9 Series เป็นไปตามมาตรฐานอินเทอร์เฟสของ UFS 2.1

สำหรับ Huawei P10 Series หัวเว่ยมีมาตรฐานในการจัดหาชิ้นส่วนและเลือกใช้โซลูชั่นจากผู้ผลิตหลากหลายที่น่าเชื่อถือทั่วโลก เพื่อให้มั่นใจว่าหัวเว่ยจะสามารถสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่มอบประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุดให้แก่ผู้บริโภคควบคู่ไปกับการมีปริมาณการผลิตที่พอเพียงต่อความต้องการของผู้บริโภค

ในส่วนของเรื่อง DDR4 RAM บริษัทขอยืนยันว่า Huawei Mate9 Series และ P10 Series ใช้ DDR4 RAM

สำหรับคุณลูกค้าที่ใช้ Huawei Mate 9 Series และ P10 Series อยู่และมีความกังวลเกี่ยวกับสินค้า สามารถติดต่อได้ที่ศูนย์บริการลูกค้าหัวเว่ย สาขา เอ็มบีเค เซ็นเตอร์ (เวลาให้บริการ 10.30 – 19.30 น.)

หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป ประเทศไทย ขอยืนยันว่าเราดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงมาตรฐานสินค้าและความพึงพอใจของลูกค้าคนไทยทุกท่านเป็นสำคัญ

หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป ประเทศไทย

 

สั่ง’ไอเอสพี’ล้างข้อมูลหมิ่นภายใน7วัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 เมษายน 2560 เวลา 07:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/492052

สั่ง'ไอเอสพี'ล้างข้อมูลหมิ่นภายใน7วัน

กสทช. สั่งผู้ให้บริการไอเอสพี แยกเนื้อหาผิดกฎหมายออกจากระบบภายใน 7 วัน เริ่ม 27 เม.ย.นี้

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า การประชุมร่วมกันระหว่างสำนักงาน กสทช. กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานด้านความมั่นคง มีมาตรการระงับการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่ผิดกฎหมายผ่านช่องทางอินเทอร์เน็ต

สำหรับก่อนหน้านี้ ไทยมีเนื้อหาที่ผิดกฎหมายในเครือข่ายการนำส่งข้อมูลดิจิทัลขนาดใหญ่ (Content Delivery Network-CDN) หรือ ซีดีเอ็น ซึ่ง กสทช.ได้ตรวจหนังสือทั้งหมดจากกระทรวงดีอีที่แนบ คำสั่งศาลในการปิดเว็บไซต์ และถอดเนื้อหาที่ผิดกฎหมาย จัดทำเป็นคำสั่ง กสทช. และนำสั่งให้กับผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตในประเทศ หรือไอเอสพี ภายในวันที่ 27 เม.ย.นี้

ทั้งนี้ ไอเอสพีต้องดำเนินการแยกเนื้อหาผิดกฎหมายออกจากระบบทั้งหมดภายในเวลา 7 วัน นับจากวันที่ได้รับคำสั่ง จากนั้น กสทช.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเข้าไปตรวจสอบอีกครั้ง หากพบว่าไอเอสพี ไม่กระทำตามคำสั่ง จะดำเนินการลงโทษ ตั้งแต่ ปรับ การระงับ และเพิกถอนใบอนุญาต

 

กสทช.ออกประกาศผลิต-ขาย-รับติดตั้งกล่องเน็ตทีวีต้องขออนุญาต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 เมษายน 2560 เวลา 21:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/492027

กสทช.ออกประกาศผลิต-ขาย-รับติดตั้งกล่องเน็ตทีวีต้องขออนุญาต

กสทช.ออกประกาศให้ผู้ผลิต-นำเข้า-จำหน่าย-รับติดตั้งกล่องอินเทอร์เน็ตทีวีต้องขอรับอนุญาตก่อน ป้องกันการนำกล่องไปลอบแปลงสัญญาณ

เมื่อวันที่ 25 เม.ย. ที่ผ่านมา ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ ประกาศสํานักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)  เรื่อง การผลิต นําเข้า จําหน่ายหรือมีไว้เพื่อจําหน่ายหรือรับติดตั้ง กล่องรับสัญญาณโทรทัศน์ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต (Internet TV Box) โดยมีสาระสำคัญคือ ผู้ใดประสงค์จะผลิต นําเข้า จําหน่ายหรือมีไว้จําหน่ายหรือรับติดตั้งกล่องรับสัญญาณโทรทัศน์ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต จะต้องขอรับอนุญาตจากกสทช. หารฝ่าฝืนจะต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินสองปีหรือปรับไม่เกินสองล้านบาทหรือทั้งจําทั้งปรับ

ประกาศดังกล่าวระบุด้วยว่า ด้วยปัจจุบันมีการผลิต นําเข้า หรือจําหน่ายกล่องรับสัญญาณโทรทัศน์ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต (Internet TV Box) ที่มีคุณสมบัติทางเทคนิคที่สามารถใช้รับชมรายการโทรทัศน์ในรูปแบบ IPTV/OTT เช่น Media Box, Android Box, Apple TV Box, TV Stick, HDMI Dongle, Chromecast เป็นต้น จํานวนมาก และอย่างแพร่หลาย โดยมีการนํากล่องรับสัญญาณดังกล่าวไปใช้ลักลอบรับหรือแปลงสัญญาณโทรทัศน์ เพื่อนําไปให้บริการผ่านระบบอินเทอร์เน็ตโดยออกอากาศเนื้อหารายการที่ละเมิดลิขสิทธิ์อันส่งผลให้เจ้าของสิทธิและประเทศชาติได้รับความเสียหาย รวมทั้งส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศ

สำหรับเนื้อหาประกาศทั้งหมดมีดังนี้