ภัยร้ายมัลแวร์กระจายทั่วอาเซียน “7ชาติ” เสี่ยงอาชญากรรมไซเบอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 เมษายน 2560 เวลา 11:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/491869

ภัยร้ายมัลแวร์กระจายทั่วอาเซียน "7ชาติ" เสี่ยงอาชญากรรมไซเบอร์

 

เตือน 7 ชาติอาเซียนเสี่ยงอาชญากรรมไซเบอร์ พบเซิร์ฟเวอร์ปล่อยมัลแวร์ 9,000 แห่ง เว็บไซต์อีก 270 เว็บ

องค์การตำรวจอาชญากรรมระหว่างประเทศ (อินเตอร์โพล) นำทีมผู้เชี่ยวชาญจากบริษัทเอกชน และเจ้าหน้าที่จากประเทศในอาเซียน 7 แห่ง ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซียเมียนมา ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และเวียดนาม ตรวจพบว่ามีเซิร์ฟเวอร์ระบบบัญชาการและควบคุมมัลแวร์เกือบ 9,000 แห่งภายในภูมิภาค และยังพบเว็บไซต์ติดมัลแวร์อีก 270 แห่ง ซึ่งรวมถึงเว็บไซต์หลายแห่งของรัฐบาลที่เก็บข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชน

ทั้งนี้ เซิร์ฟเวอร์เกือบ 9,000 แห่งดังกล่าวใช้ควบคุมมัลแวร์หลายชนิด เช่น มัลแวร์ที่มุ่งโจมตีสถาบันการเงิน มัลแวร์เรียกค่าไถ่ รวมถึงใช้โจมตีด้วยการเพิ่มทราฟฟิก (ดีดอส) และใช้ปล่อยสแปม

สำหรับความร่วมมือสืบสวนดังกล่าวเป็นความพยายามจัดการกับอาชญากรรมไซเบอร์ที่เกิดขึ้นหลังเหตุการณ์ทะลวงระบบกระทรวงกลาโหมของสิงคโปร์ ก่อนขโมยข้อมูลเจ้าหน้าที่รัฐไปราว 850 ราย

นายพงษ์สิทธิ์ ชัยฉัตรพรสุข รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ธนาคารให้ความสำคัญในเรื่องความปลอดภัยทางไซเบอร์เป็นอันดับหนึ่งด้วยมาตรฐานระดับโลก แต่ไม่มีทางเพียงพอ ต้องพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งก็พยายามที่จะปิดช่องว่างใหญ่ที่สุดคือมัลแวร์จากการเชื่อมต่อทุกช่องทาง

สั่งผู้ให้บริการเน็ต ถอดเว็บนอกคอก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 เมษายน 2560 เวลา 07:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/491840

สั่งผู้ให้บริการเน็ต ถอดเว็บนอกคอก

กสทช.เครื่องร้อน มอบอำนาจผู้ให้บริการเน็ตถอดเนื้อหาเว็บไซต์หมิ่นเบื้องสูงออกทันที ไม่ต้องรอ กสทช.-กระทรวงดีอี

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์  เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยภายหลังการประชุมกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) สำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตในประเทศ (ไอเอสพี) และผู้ให้บริการโครงข่ายอินเทอร์เน็ตต่างประเทศ (ไอไอจี) ว่าการดำเนินการกับเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาหมิ่นสถาบันเบื้องสูง ให้อำนาจไอเอสพีถอดเนื้อหาเว็บไซต์หมิ่นได้ทันที โดยไม่ต้องรอคำสั่งจาก กสทช. หรือ กระทรวงดีอี จากก่อนหน้านี้ กสทช.จะมีหนังสือออกเป็นคำสั่งของ กสทช. หรือคำสั่งของกระทรวงดีอีให้เอาเว็บไซต์และเนื้อหาที่ผิดกฎหมายออก โดยผู้ให้บริการที่ได้รับหนังสือคำสั่งได้ถอดเนื้อหาผิดกฎหมายออกทั้งหมด

สำหรับเนื้อหาในซีดีเอ็น (Content Delivery Network) ซึ่งตั้งสำนักงานในประเทศไทยยังพบเนื้อหาผิดกฎหมาย แต่ยังไม่สามารถดำเนินการได้ โดย กสทช.จะจัดทำวาระเสนอที่ประชุมคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) ดำเนินการ ซึ่งจะมีมติแจ้งอีกครั้งในวันที่ 27 เม.ย. โดยภายในสิ้นเดือน เม.ย.หรือต้นเดือน มิ.ย. ต้องเกิดผลการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม

ด้านเนื้อหา หรือเว็บไซต์ที่มีการเข้ารหัสทำให้ผู้ให้บริการไอเอสพีไม่สามารถถอดออกได้ทันทีให้ดำเนินเรื่องแจ้งกระทรวงดีอี ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการ เพื่อประสานงานหน่วยงานภายนอกประเทศ ให้ติดต่อผู้ให้บริการ ดำเนินการเอาเว็บไซต์ที่ผิดกฎหมายออก

ทั้งนี้ เนื้อหาและเว็บไซต์ที่มี ความคลุมเครือว่าผิดกฎหมายหรือไม่ ให้รอคำสั่ง กสทช. หรือกระทรวงดีอีอีกครั้ง โดยเนื้อหาที่ผิดกฎหมายยังครอบคลุมไปถึงการละเมิดลิขสิทธิ์และเนื้อหาลามก

“ได้กำชับให้ผู้ให้บริการไอเอสพีเอาเนื้อหาผิดกฎหมายออก โดยเฉพาะกรณีมาตรา 112 ให้ดำเนินการทันทีไม่ต้องรอคำสั่ง กสทช. แต่ความยากในการดำเนินการคือความร่วมมือของผู้ให้บริการโอทีที หรือโอเวอร์ เดอะ ท็อปในต่างประเทศที่มีการเข้ารหัสเนื้อหา โดยที่ผ่านมาทาง กสทช.ได้พยายามดำเนินการในประเด็นนี้มาตั้งแต่ปี 2557 แล้ว” นายฐากร กล่าว

 

ซิสโก้แนะรัฐปั้นสมาร์ทซิตี้ตรงจุด เร่งผลิตคนรับไทยแลนด์ 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 เมษายน 2560 เวลา 11:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/491692

ซิสโก้แนะรัฐปั้นสมาร์ทซิตี้ตรงจุด เร่งผลิตคนรับไทยแลนด์ 4.0

โดย…ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ

การพัฒนาประเทศไทยในเรื่องของการเป็นสมาร์ทซิตี้ตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 นั้น ยังไม่ค่อยมีจุดแข็งที่ชัดเจนเท่าไหร่นักเมื่อเทียบกับในต่างประเทศที่ต้องการเดินหน้าในการเป็นเมืองของนวัตกรรมหรืออุตสาหกรรม ทำให้การสนับสนุนเพียงอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์หรือคนไทยใช้งานอินเทอร์เน็ตได้ทุกครัวเรือนถือว่าเป็นเพียงรายละเอียดย่อย แต่ยังมีจุดแข็งที่รัฐควรมองหาว่าต้องการให้แต่ละจังหวัดในไทยมีความโดดเด่นในเรื่องใด

วัตสัน ถิรภัทรพงศ์ กรรมการผู้จัดการซิสโก้ ประเทศไทย และภูมิภาคอินโดจีน กล่าวว่า นโยบายไทยแลนด์ 4.0 หรือ การทำสมาร์ทซิตี้ที่ซิสโก้เข้าไปมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่องนั้น ถือว่าเป็นแนวคิดที่ดี เพราะประเทศจะได้ก้าวข้ามเรื่องของกับดักรายได้ปานกลางและใช้นวัตกรรมให้มากขึ้น ซึ่งคนไทยเองต้องมองเรื่องของสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่ไม่เหมือนคนอื่น รู้จักใช้และอาศัยนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ให้มากขึ้น ว่าจะทำอย่างไรให้สินค้าหรือบุคลากรในประเทศมีประสิทธิภาพมากกว่าแบบเดิม

การทำเนชันแนลบรอดแบนด์ที่ภาครัฐผลักดันให้มีในทุกหมู่บ้านนั้น ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีแต่ควรมองเพิ่มขึ้นไปอีกขั้นคือเรื่องของการจัดเก็บ และวิเคราะห์ข้อมูล ไม่ใช่แค่การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตหรือฟรีไว-ไฟเพื่อเข้าถึงข้อมูลได้เพียงอย่างเดียว เพราะถ้าคิดแค่เรื่องเข้าถึงอินเทอร์เน็ตจะขาดแรงผลักดันด้านอื่นๆ ไม่สามารถต่อยอดให้เป็นสมาร์ทซิตี้ได้อย่างแท้จริง

ถ้าจะเน้นเรื่องของไอโอทีก็ต้องชัดเจนว่าเป็นไอโอทีสำหรับอะไร อย่างเช่น หน่วยงานการท่องเที่ยวต้องการผลักดันให้เมืองหรือจังหวัดใดเป็นสมาร์ทซิตี้ ก็ต้องมีคลังข้อมูลเพื่อให้นักท่องเที่ยว สามารถเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับเมือง ร้านอาหาร การเดินทางภายในเมืองนั้นได้สะดวก รวมทั้งมีเครื่องมือที่ตอบโจทย์การใช้งานเทคโนโลยีของนักท่องเที่ยวได้อย่างแท้จริง รวมทั้งปรับใช้ได้กับทุกอุตสาหกรรมบนแพลตฟอร์มเดียวกัน

ทั้งนี้ การเป็นสมาร์ทซิตี้จำเป็นต้องมีจุดแข็งของเมืองเพื่อเป็นแรงผลักดันเรื่องบทบาทและหน้าที่ของคนในท้องถิ่น ทำให้แต่ละเมืองมีจุดเด่นที่แตกต่างเพื่อสร้างความน่าสนใจและเดินหน้าเรื่องเทคโนโลยีได้อย่างตรงจุด ซึ่งซิสโก้ได้เข้าไปช่วยส่งเสริมในแง่กิจกรรมและโครงสร้างพื้นฐานในหลายเมืองทั่วโลกรวมทั้งอุตสาหกรรมต่างๆ

ปัญหาที่เกิดขึ้นหลังจาก ซิสโก้ เข้าไปทำเรื่องสมาร์ทซิตี้ที่ภูเก็ต พบว่า การขาดแคลนบุคลากรยังคงเป็นเรื่องสำคัญ จึงได้จับมือกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ในการทำเวิร์กช็อปสำหรับผู้ประกอบการ ภาคการศึกษา เพราะยังขาดบุคลากรอีกมาก ทั้งระดับอาชีวะหรือราชภัฏในการมาเป็นแรงหนุนในระดับปฏิบัติการตื่นตัวในการผลักดันให้เรื่องเทคโนโลยีเป็นภาคบังคับเพื่อช่วยส่งเสริมการทำงานร่วมกันให้ดีขึ้น

ถ้ามองในเรื่องของจังหวัดที่ทำสมาร์ทซิตี้และมีอิมแพ็กเยอะสุดคงหนีไม่พ้นกรุงเทพฯ ด้วยความเป็นเมืองใหญ่ ถ้าไม่มีทิศทางในการทำให้เป็นสมาร์ทซิตี้ที่ชัดเจน ก็อาจทำไม่สำเร็จเพราะไม่ใช่แค่เทคโนโลยีแต่หมายถึงความร่วมมือกับหลายภาคส่วนไปจนถึงข้อกฎหมาย แต่ถ้าเดินหน้าทำเชื่อว่าจะเกิดประโยชน์อย่างมหาศาล เพราะกรุงเทพฯ เป็นเมืองหลวงที่ทุกคนอยากเข้ามา

ทั้งนี้ ซิสโก้ยังคงผลักดันในเรื่องของการสนับสนุนภาคการศึกษาอย่างต่อเนื่อง 20 ปี ผลิตบุคลากรกว่า 4.4 หมื่นคน เพื่อเตรียมความพร้อมของบุคลากรตั้งแต่เริ่มต้น เพราะการเป็นดิจิทัลอีโคโนมีนั้นต้องมีคนมารองรับ เพราะแรงงานที่มีทักษะตรงกับความต้องการของตลาดยังมีน้อย สถาบันการศึกษายังผลิตบุคลากรที่ตรงกับความต้องการของตลาดได้น้อยมาก รวมทั้งทักษะด้านภาษาของคนไทยก็ยังมีไม่มากพอ ซึ่งบริษัทยังคงร่วมมือกับมหาวิทยาลัยชั้นนำอย่าง จุฬาฯ เกษตร ฯลาดกระบัง นิด้าและคุยกับทางสถาบันอาชีวะเพิ่มเติม แต่ยังติดที่ต้องปรับหลักสูตรซึ่งเป็นภาษาอังกฤษ

 

วัตสัน ถิรภัทรพงศ์ กรรมการผู้จัดการซิสโก้ ประเทศไทย และภูมิภาคอินโดจีน

นอกจากนั้น กระแสของการทำไอโอทีหรืออินเทอร์เน็ตออฟธิงค์ก็กำลังมาแรง อาจกล่าวได้ว่า ซิสโก้ เป็นอีกหนึ่งผู้ให้บริการด้านเทคโนโลยีระดับโลกและเห็นเทรนด์ในเรื่องของไอโอที จึงตัดสินใจซื้อกิจการ Jasper Technologies, Inc. เพื่อต่อยอดธุรกิจด้านไอโอที หลังคาดการณ์แล้วว่าในปี 2563 จะมีการโจมตีองค์กรที่ใช้งานอุปกรณ์เพื่อการทำงานกว่า 25% ขณะที่ภาคธุรกิจวางงบด้านการรักษาความปลอดภัยเพียง 10% เท่านั้น ซึ่งไอดีซีได้คาดการณ์มูลค่าไอโอทีของไทยในปีนี้อยู่ที่ 7,000 ล้านบาท

วัตสัน กล่าวเสริมว่า ซิสโก้พูดเรื่องไอโอทีมา 2 ปีกว่าแล้ว บริษัทให้ความสำคัญกับเรื่องดิจิทัลทรานส์ฟอร์ม เพราะมองภาพกว้างคือโลกของการเชื่อมต่อซึ่งไอโอทีเป็นเพียงส่วนหนึ่งของจิ๊กซอว์นี้ การทำในเรื่องของดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นต้องดูหลายปัจจัย เพราะซิสโก้ถือว่าเป็นหนึ่งในผู้ผลิตเทคโนโลยีจึงต้องมีให้ครบวงจรมากกว่าผูกขาดเทคโนโลยีใดเทคโนโลยีหนึ่ง

สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ องค์การมหาชน (ETDA) ชี้ว่าไทยติดอันดับ 5 ของประเทศที่มีความเสี่ยงทางไซเบอร์มากที่สุดของภูมิภาคเอเชีย และอันดับที่ 11 ของโลก โดยช่วง 3 เดือนแรกของปี 2559 มีภัยคุกคามถึง 1,017 กรณี ซึ่งภัยคุกคามจากการบุกรุกเจาะระบบมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องกว่า 47.45% ของช่วงเดียวกันใน 3 ปีที่ผ่านมาและจากจำนวนไอพีแอดเดรสทั้งสิ้น 8.8 ล้านไอพีที่ใช้งานอยู่ในประเทศไทย มีการติดมัลแวร์มากถึง 2 ล้านไอพี

ดังนั้น สิ่งที่จะผลักดันเทคโนโลยีในอนาคตจะมี 4 เรื่อง คือ 1.โซลูชั่นต้องใช้งานได้ง่าย 2. เมื่อจำนวนอุปกรณ์เกิดขึ้นอย่างมหาศาล จะต้องทำงานแบบอัตโนมัติมากขึ้น แมชีนต้องคุยกันได้ 3. ต้องฉลาดกว่าเดิม เมื่อเกิดข้อมูลขึ้น ระบบจะต้องมีความรู้และอิสระในการวิเคราะห์ผลออกมาและ 4.ต้องมีความปลอดภัย รวมทั้งควบคุมการใช้เทคโนโลยีได้ นี่คือแนวคิดที่ซิสโก้จะมุ่งในปีนี้

สิ่งที่สำคัญในการทำไอโอทีคือ เรื่องของความถี่ ควรมีย่านความถี่ที่เอื้อต่อการที่อุปกรณ์จะสื่อสารกันเองได้ อย่างเช่น เทคโนโลยี LoRa® Alliance ที่อยู่บนมาตรฐาน Low Power Wide Area หรือ LPWA ซึ่งเป็นคลื่นความถี่ต่ำ สำหรับรองรับอุปกรณ์ไอโอที หากเป็นการใช้งานในไทยควรอยู่ในย่านความถี่ 920-925 เมกะเฮิรตซ์ เพราะเป็นความถี่ที่ใช้งานข้ามประเทศได้

การลงทุนในเรื่องของไอโอทีของภาครัฐยังไม่มากเท่าเอกชน เพราะต้องแข่งขันและอยู่ได้ด้วยตนเอง จึงเห็นหลายบริษัทสนใจเรื่องการทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็น สถาบันการเงิน การผลิต เฮลท์แคร์ ค้าปลีก เพราะมีโอกาสนำเทคโนโลยีไปใช้งานสูงมาก

“กลุ่มธนาคารเริ่มทำฟินเทค ส่วนรีเทลก็ทำการตลาดแบบออมนิแชนแนล เพื่อรองรับเทรนด์ที่เปลี่ยนไป”

วัตสัน เล่าว่า แจ็ค หม่าเอง เคยกล่าวไว้ในบทสัมภาษณ์ว่า บริษัทต่างชาติล้วนแต่อยากลงทุนในไทย เพราะผลตอบรับในตลาดเป็นไปอย่างรวดเร็ว แต่น่าเสียดายที่ภาครัฐของไทยเดินหน้าช้า เช่นเรื่องข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ทำให้หลายธุรกิจไม่สามารถลงทุนได้ทันที

นอกจากเรื่องของดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่น การตื่นตัวในเรื่องไซเบอร์ซีเคียวริตี้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ผู้บริหารขององค์กรต่างๆ พร้อมลงทุนด้านเทคโนโลยีอย่างเต็มที่ เพราะไม่อยากเสี่ยงกับภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ทำให้ต้องรอดูความชัดเจนในการลงทุนของภาครัฐในปีนี้ว่าจะช่วยจุดกระแสไอโอทีเพิ่มเพื่อเอื้อการลงทุนให้แก่ภาคธุรกิจอย่างไรได้บ้าง

Interest Targeting อนาคตตลาดออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 เมษายน 2560 เวลา 11:38 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/491691

Interest Targeting อนาคตตลาดออนไลน์

โดย…กัมพล ธนาปัญญาวรคุณ ประธานเจ้าหน้าที่ บริษัท ไอท้อปพลัส

Interest Targeting คือการกำหนดกลุ่มเป้าหมายตามความสนใจ เช่น หากทำธุรกิจฟิตเนส เวลาทำโฆษณาสามารถเลือกคนที่สนใจการออกกำลังกายหรือรักษาสุขภาพได้ เป็นต้น

การกำหนดกลุ่มเป้าหมายแบบนี้ ตอนนี้นิยมขึ้นสื่อออนไลน์ใหญ่อย่าง Google และ Facebook พัฒนาระบบกำหนดกลุ่มเป้าหมายชนิดนี้หลายปีแล้ว พยายามมากที่จะเก็บข้อมูลพฤติกรรมเรา เช่น Facebook จับพฤติกรรมเราผ่านการดู หรือคลิก Post การ Like Page การ Check In สถานที่ต่างๆ เพื่อวิเคราะห์ว่าเราสนใจอะไร

Google จับพฤติกรรมเราหลักๆ ผ่าน Gmail และ Google Chrome เวลานี้เราใช้ Email ฟรีจาก Gmail ใช้ Browser จาก Chrome เป็นหลัก Google ใช้รหัสเข้า Gmail ไว้ Login ที่ต่างๆ เช่น Youtube แล้วติดตามพฤติกรรมเราจากการเข้าหน้าเว็บไซต์ต่างๆ ผ่าน Google Chrome อ่านข้อมูลในเมลเราว่า เราอ่านเมลที่มีเนื้อหาอะไร (Google ไม่ได้ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล เพราะเรา “Agree” ไปแล้ว ตั้งแต่วันสมัครใช้ Gmail) เพื่อวิเคราะห์ว่าเราสนใจเรื่องอะไร ทำให้การกำหนดกลุ่มเป้าหมายได้คนที่เป็นกลุ่มเป้าหมายเปลี่ยนตามช่วงเวลา

การกำหนดกลุ่มเป้าหมายนี้ มีผลอะไรกับอนาคตการทำตลาดออนไลน์? วันนี้การทำตลาดออนไลน์ยากขึ้น เพราะลูกค้าฉลาดขึ้น สื่อออนไลน์จะทำโฆษณาไปยังกลุ่มเป้าหมายในวงกว้าง กำหนดแค่อายุ เพศ คงไม่พอ จะรอลูกค้าอยากได้สินค้าจริงแล้วค่อยมาค้นหาสถานที่ซื้อผ่าน Google คงไม่ทัน วันนี้สื่อออนไลน์กำลังคิดว่าทำอย่างไรจึงดักการซื้อให้ไวที่สุด เพื่อโอกาสขายมากที่สุด

ทั้ง Google และ Facebook คิดตรงกันว่าคนที่สนใจจะซื้อสิ่งใดในอนาคตมักเข้าดูข้อมูลสินค้านั้นผ่านเว็บไซต์ หรือ Facebook หรือมีข้อมูลเขียนผ่าน Email ดูรีวิวใน Youtube หรือช่องทางอื่น หากเจ้าของสินค้ามีโอกาสโฆษณาก่อนก็เหมือนได้จองพื้นที่ความคิดลูกค้าก่อนว่า หากมีคลิกมาดูสินค้า แม้ยังไม่ซื้อ ก็ใช้โฆษณาแบบ Remarketing (ใน Google) หรือ Retargeting (ใน Facebook) คือทำโฆษณาเฉพาะกลุ่มคนที่เคยเข้าเว็บไซต์แล้วเท่านั้น ติดตามลูกค้ากลุ่มนี้จนกว่าเขาจะซื้อ

อนาคตเราอย่าได้สนใจสินค้าอะไรเลยนะครับ แค่สนใจสินค้าเหล่านั้นก็จะเริ่มตามเราให้ซื้อแล้วครับ

 

ตั้งอนุกก.คุมแพร่ภาพผ่านอินเทอร์เน็ต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 เมษายน 2560 เวลา 08:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/491663

ตั้งอนุกก.คุมแพร่ภาพผ่านอินเทอร์เน็ต

กสทช.มีมติตั้งคณะอนุกรรมการกำกับดูแลการแพร่ภาพผ่านอินเทอร์เน็ต แจงอำนาจควบคุม 28 เม.ย.นี้

พ.อ.นที ศุกลรัตน์ รองประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และประธานกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) เปิดเผยว่า ผลการประชุม กสทช.นัดพิเศษ วันที่ 24 เม.ย. 2560 มีมติให้จัดธุรกิจบริการแพร่ภาพและเสียงบนระบบอินเทอร์เน็ต หรือโอเวอร์ เดอะ ท็อป-โอทีที (Over-the-top) อยู่ในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ โดยจะตั้งคณะกรรมการกำกับดูแล มีวาระการทำงาน 1 ปี โดยตนจะทำหน้าที่เป็นประธานในคณะกรรมการ

“มีการร้องเรียนจากผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลว่าได้รับผลกระทบและต้องการให้มีการแข่งขันอย่างยุติธรรม คาดจัดตั้งคณะกรรมการกำกับดูแลแล้วเสร็จ ก่อนวันศุกร์ที่ 28 เม.ย.นี้ เพื่อชี้แจงต่อสื่อมวลชนเพิ่มเติม หากเราเข้าไปกำกับดูแลอย่างรวดเร็วก่อนหน้านี้ สิ่งใหม่ก็จะไม่เกิดขึ้น แต่เมื่อส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการ หรือกิจการเดิม จึงมีประเด็นในการเข้ามาดำเนินการกำกับดูแล” พ.อ.นที กล่าว

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวถามว่าบริการ OTT หมายความถึง Facebook Live, Youtube หรือ Line TV เข้าข่ายหรือไม่นั้น พ.อ.นที กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ขอยกตัวอย่างใดๆ ทั้งสิ้นว่าเป็นกิจการใดบ้างที่เข้าข่าย OTT จนกว่าที่ประชุมจะมีมติในคำจำกัดความออกมาอย่างเป็นทางการเสียก่อน

ก่อนหน้านี้ นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. เปิดเผยในการประชุมผู้นำและผู้บริหารระดับสูงจากองค์กรกำกับดูแลของประเทศสมาชิกอาเซียน หรือ เอทีอาร์ซี ลีดเดอร์ (ATRC Leaders) ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ว่าได้หารือเกี่ยวกับแนวทางการกำกับดูแลบริการประเภทโอทีที  ซึ่งกำลังเป็นปัญหาทั่วโลกในขณะนี้ โดยวันที่ 12-13 ก.ย.นี้ กสทช.จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมหารือผู้ประกอบการโทรคมนาคมในอาเซียนเพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เชิงรุกอย่างเป็นรูปธรรม

 

เยอรมนีประสบความสำเร็จทดสอบรถยนต์บินได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 เมษายน 2560 เวลา 18:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/491629

เยอรมนีประสบความสำเร็จทดสอบรถยนต์บินได้

Lilium Jet รถยนต์บินได้ที่ใช้พลังงานแบตเตอรี่ โดดเด่นด้วยการลอยตัวขึ้นสู่ท้องฟ้าในแนวตั้ง ไม่ต้องพึ่งรันเวย์

คุณผู้อ่านที่เติบโตมากับภาพยนตร์ และนิยายวิทยาศาสตร์คงใฝ่ฝันที่จะเห็นรถยนต์บินได้บินว่อนฉวัดเฉวียนเต็มท้องฟ้า นวัตกรรมที่ดูเป็นโลกอนาคตมากๆนี้ได้เข้ามาแทนที่การเดินทางบนพื้นดิน ในขณะที่ถนนหนทางเลือนหายไป และกลายเป็นพื้นที่ใช้สอยอื่นๆแทน เพื่อรองรับปริมาณประชากรมนุษย์ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าภาพฝันนี้ดูเป็นเรื่องห่างไกล และอาจต้องใช้ระยะเวลาหลายสิบปี อย่างไรก็ตามล่าสุดผลการทดสอบจากประเทศเยอรมนีได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ภาพดังกล่าวนี้อาจกลายเป็นจริงในอนาคตอันใกล้

Lilium Jet รถยนต์บินได้คันต้นแบบซึ่งใช้พลังงานจากแบตเตอรี่เพิ่งจะทำการทดสอบไปเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ด้วยความคาดหวังว่าเทคโนโลยีดังกล่าวนี้จะเข้ามาปฏิวัติการเดินทางแห่งอนาคต

จากผลการทดสอบแม้ว่าระบบการบิน และแบตเตอรี่ของ Lilium จะยังไม่เสถียรภาพมากนัก และต้องทำการทดสอบเพิ่มเติมต่อไป แต่จากในคลิปวิดีโอที่คุณผู้อ่านจะได้ชมในตอนท้ายจะเห็นว่ารถยนต์ของพวกเขานั้นบินได้จริง!

โฉมหน้าของรถยนต์บินได้สัญชาติเยอรมัน ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เจ็ท

หนึ่งในสิ่งที่โดดเด่นที่สุดของ Lilium Jet ก็คือ รถยนต์ของพวกเขานั้นสามารถลอยตัวขึ้นจากพื้นโลกได้เลยในแนวตั้ง (จินตนาการถึงเครื่องบินเวลาขึ้นสู่ท้องฟ้าจำเป็นต้องแล่นด้วยความเร็วผ่านรันเวย์ แต่ Lilium Jet ไม่ต้อง) และเมื่อขึ้นสู่ท้องฟ้าแล้ว รถยนต์คันดังกล่าวจะออกบินไม่ต่างจากเครื่องบินเจ็ท

ณ ปัจจุบัน Lilium Jet สามารถบรรทุกผู้โดยสารได้ 5 คน แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาหลัก เพราะหนึ่งในปัญหาที่ทางบริษัทกำลังพยายามแก้ไขก็คือการสรรหาแบตเตอรี่ที่ช่วยให้รถยนต์ของเขานั้นเดินทางได้ไกล และเร็วกว่าเดิม โดยตั้งเป้าหมายไว้ที่ความเร็ว 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

กราฟฟิกเปรียบเทียบการเดินทางจากแมนฮัตตัน ไปยังสนามบิน JFK ด้วยแท็กซี่ และรถยนต์บินได้

Lilium เป็นหนึ่งในหลายบริษัทที่เข้ามาสู่สนามแข่งขันในการพัฒนารถยนต์บินได้ เพื่อการขนส่งรูปแบบใหม่แห่งอนาคต ไม่ว่าจะเป็น Airbus, Aeromobil หรือมหาเศรษฐีอีลอน มัสก์ เป็นต้น ซึ่งนับเป็นสัญญาณที่ดีแก่บรรดาผู้บริโภคอย่างเราๆ เพราะการแข่งขันจะนำมาซึ่งความทะเยอทะยาน และความพยายามในการสร้างรถยนต์บินได้ที่มีคุณภาพที่สุดเพื่อเอาชนะคู่แข่ง อย่างไรก็ตามยังคงต้องใช้เวลาอีกหลายปีเลยทีเดียว กว่าภาพฝันดังนิยายวิทยาศาสตร์นั้นจะเกิดขึ้นจริง

ในอนาคต Liliu Jet จะเข้ามาปฏิวัติการเดินทาง

 

 

 

 

เลิกหงุดหงิดใส่คนข้างๆ พบอุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะบรรเทาปวดประจำเดือน!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 เมษายน 2560 เวลา 15:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/491521

เลิกหงุดหงิดใส่คนข้างๆ พบอุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะบรรเทาปวดประจำเดือน!

แผ่นประคบร้อนแบบสวมใส่เพื่อวันมามากโดยเฉพาะ สามารถควบคุมระดับความร้อนได้ผ่านสมาร์ทโฟน

เวลาเป็นประจำเดือนคุณผู้อ่านรับมือกับความเจ็บปวดอย่างไร บางคนเลือกใช้ยา บางคนเลือกใช้ถุงน้ำร้อน ในขณะที่บางคนเลือกที่จะระบายอารมณ์ใส่คนข้างๆแทน แน่นอนว่าปัญหาปวดท้องที่มาพร้อมๆกับประจำเดือนนั้นเป็นอะไรที่น่าเบื่อ และน่าหงุดหงิดเป็นที่สุด ในยุคสมัยที่มนุษย์จะเดินทางไปดาวอังคารกันแล้ว เรายังคงต้องเผชิญกับความทรมานจากประจำเดือนกันทุกเดือน ต้องขอขอบคุณนวัตกรรมใหม่ล่าสุดนี้ที่ในที่สุดก็มีนักประดิษฐ์คิดค้นขึ้นมาช่วยบรรเทาปัญหาแก่บรรดาผู้หญิงเสียที

Aika Black-T เป็นนวัตกรรมใหม่ที่นิยามตนเองว่าเป็นแผ่นประคบร้อนชนิดสวมใส่ได้ ผลงานจากมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ ที่ตั้งใจออกแบบอุปกรณ์มาเพื่อให้บรรดาคุณผู้หญิงยังคงสามารถดำเนินกิจกรรมในชีวิตต่อไปได้ตามปกติ ด้วยรูปทรงคล้ายกับกางเกงชั้นใน ตัวอุปกรณ์ทำจากผ้าคอตตอน 100% ช่วยให้สวมใส่สบาย และยังสามารถซักทำความสะอาดได้อีกด้วยสำหรับวิธีการใช้งานก็เพียงแค่สวมใส่ Aika Black-T เข้าไปทับกางเกงชั้นใน เปิดการทำงานของอุปกรณ์ ทางคณะผู้ผลิตการันตีว่าสามารถบรรเทาอาการปวดจากประจำเดือนได้ถึง 80% ภายในระยะเวลาเพียง 10 วินาทีเท่านั้น

หน้าตาของ Aika Blcak-T ที่ออกแบบมาเพื่อความสะดวกสบายในการใช้ชีวิต

นอกจากนั้นยังสามารถเลือกระดับความร้อนจากแผ่นประคบได้ตามใจชอบอีกด้วย และที่เก๋ไก๋ไปกว่านั้นก็คือ Aika Black-T นั้นเป็นอุปกรณ์อัจฉริยะที่สามารถควบคุมได้ผ่านแอพพลิเคชั่น ลองจินตนาการดูว่าคุณเป็นประจำเดือนในวันทำงาน ฉะนั้นแล้วระหว่างวันหากคุณรู้สึกดีขึ้นแล้ว ก็สามารถลดระดับความร้อน ลงหรือปิดการใช้งานได้ผ่านสมาร์ทโฟน โดยที่ไม่ต้องถอดกางเกงให้วุ่นวาย

ทางผู้ผลิตยังระบุอีกว่าอุปกรณ์ของพวกเขานั้นจะช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าของคุณผู้หญิงอีกมาก สนนราคาของ Aika Black-T นี้อยู่ที่ชิ้นละ 89 ดอลล่าร์สหรัฐเท่านั้น อายุการใช้งาน 1 ปี ซึ่งถูกกว่ามากเมื่อเทียบกับการใช้เแผ่นประคบร้อนอื่นๆ หรือถุงน้ำร้อนตามปกติทุกๆเดือน และเมื่อใช้ผลิตภัณฑ์ของพวกเขาแล้ว คุณก็ไม่ต้องคอยทานยาแก้ปวดอีกต่อไป

ตำแหน่งที่ตั้งของแผ่นประคบอยู่ในจุดที่ส่งความร้อนช่วยบรรเทาอาการปวดได้อย่างดี

“คุณผู้หญิงทั้งหลาย นี่คือสิ่งที่จำเป็นกว่าเครื่องสำอางเสียอีก!” เมดิสัน วัย 32 ปี กล่าวหลังได้มีโอกาสทดลองใช้ สุดท้ายนี้หากคุณผู้อ่านสงสัยว่า Aika Black-T สามารถใช้งานได้นานแค่ไหน ตัวแบตเตอรี่ที่ให้ความร้อนนั้นสามารถอยู่ได้นาน 3 – 6 ชั่วโมง ต่อการชาร์จ ซึ่งขึ้นอยู่กับอุณหภูมิที่เปิดใช้งาน ไปจนถึงสิ่งแวดล้อมรอบตัว มาถึงบรรทัดนี้หากคุณผู้อ่านสนใจล่ะก็ทางผู้ผลิตระบุว่าพวกเขาจะเริ่มวางจำหน่ายสินค้าในเดือนมิถุนายนนี้ รู้เช่นนี้แล้วจะรออะไร พอกันทีกับความหงุดหงิดทุกครั้งที่มีประจำเดือน!

ควบคุมการทำงานของอุปกรณ์ได้ผ่านสมาร์ทโฟน

 

 

 

 

กทค. ลดค่าปรับค่ายมือถือลอบโอนย้ายลูกค้า เหตุทำผิดเพราะจำเป็น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 เมษายน 2560 เวลา 14:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/491517

กทค. ลดค่าปรับค่ายมือถือลอบโอนย้ายลูกค้า เหตุทำผิดเพราะจำเป็น

กทค. เสียงข้างมากใจดี ลดค่าปรับทางปกครองให้สามค่ายมือถือกว่า 350 ล้าน อ้างเหตุน่าเห็นใจ ค่ายมือถือเจตนาทำผิดเพราะความจำเป็น

ในการประชุมคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) ครั้งที่ 10/2560 เมื่อวันที่ 18 เม.ย. ที่ผ่านมา กทค. เสียงข้างมาก 3 ต่อ 1 เสียง ได้พิจารณาเห็นชอบแนวทางและผลการคำนวณจำนวนค่าปรับทางปกครองของคณะทำงานพิจารณาทบทวนคำสั่งกำหนดจำนวนค่าปรับทางปกครอง กรณีผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม 3 ราย ได้แก่ บจ. แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค, บจ. ดีแทค ไตรเน็ต, และ บจ. ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์บริการคงสิทธิเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่และเงื่อนไขแนวทางปฏิบัติการโอนย้ายผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้ให้บริการ โดยผลของมติดังกล่าว กำหนดให้ บจ. แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค ชำระค่าปรับทางปกครองวันละ 5,400,591.64 บาท จำนวน 41 วัน รวมเป็นเงิน 221,424,257.34 บาท, บจ. ดีแทค ไตรเน็ต ชำระค่าปรับทางปกครองวันละ 1,239,538.88 บาท จำนวน 17 วัน รวมเป็นเงิน 21,072,160.99 บาท, และ บจ. ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น ชำระค่าปรับทางปกครองวันละ 166,576.30 บาท จำนวน 44 วัน รวมเป็นเงิน 7,329,357.05 บาท คิดเป็นยอดรวมค่าปรับของผู้ประกอบการทั้งสามรายประมาณ 249.82 ล้านบาท

ทั้งนี้ ปัญหาสืบเนื่องจากทางสำนักงาน กสทช. ได้ตรวจสอบพบความผิดปกติในการโอนย้ายลูกค้าของผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ภายในเครือของตนจากระบบสัมปทานไปสู่บริษัทที่ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการจาก กสทช. โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเริ่มเปิดให้บริการ 3G บนคลื่น 2100 MHz เมื่อต้นปี 2556 โดยมีการดำเนินการที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการให้บริการคงสิทธิเลขหมายที่ต้องเป็นความสมัครใจของผู้ใช้บริการในการขอโอนย้าย สำนักงาน กสทช. จึงมีคำสั่งลงวันที่ 14 ธันวาคม 2558 กำหนดให้ผู้รับใบอนุญาตทั้งสามรายชำระค่าปรับรวมเป็นจำนวน 595.96 ล้านบาท แต่ในเวลาต่อมาผู้รับใบอนุญาตได้ยื่นอุทธรณ์ และ กทค. ส่วนใหญ่เห็นว่าอัตราค่าปรับทางปกครองที่สำนักงาน กสทช. กำหนดนั้นสูงเกินไป จึงมีการตั้งคณะทำงานฯ ขึ้นมาเพื่อพิจารณาทบทวนคำสั่งกำหนดจำนวนค่าปรับใหม่ ซึ่งผลการคำนวณของคณะทำงานฯ ดังกล่าวทำให้จำนวนค่าปรับลดลงจากเดิมราว 346.14 ล้านบาท

สำหรับหลักการที่คณะทำงานฯ ใช้เป็นแนวทางในการคำนวณค่าปรับใหม่ ซึ่ง กทค. เสียงข้างมากเห็นชอบคือ “แม้ผู้รับใบอนุญาตทุกรายมีความจงใจที่จะกระทำความผิดดังกล่าว แต่ต้องกระทำเพราะความจำเป็น เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ใช้บริการได้รับผลกระทบจากการใช้บริการเมื่อหมดสัญญาสัมปทาน ขณะที่ผู้ใช้บริการได้รับประโยชน์จากการโอนย้ายเลขหมาย เช่น ช่วยประหยัดค่าเดินทาง ค่าเสียเวลาเพื่อไปโอนย้ายเลขหมาย และค่าธรรมเนียมในการโอนย้ายเลขหมาย จึงต้องคิดค่าปรับทางปกครองให้เหมาะแก่พฤติการณ์การกระทำความผิด”

อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้เว็บไซต์ nbtcrights.com ได้เคยตั้งข้อสังเกตต่อแนวทางในการคำนวณค่าปรับทางปกครองของคณะทำงานฯ ว่า “ไม่ได้พิจารณาให้ความสำคัญถึงข้อท้วงติงของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่เคยมีหนังสือสอบถามการดำเนินการจัดการปัญหาของ กทค. และสำนักงาน กสทช. มาแล้วหลายครั้ง ในเรื่องที่การฝ่าฝืนดังกล่าวกระทบต่อส่วนแบ่งรายได้จากสัญญาสัมปทานที่ บมจ. ทีโอที และ บมจ. กสท โทรคมนาคม ควรได้รับ ซึ่งกระทบต่อรายได้เข้าสู่รัฐด้วย” นอกจากนี้ “โดยข้อเท็จจริงก็ปรากฏว่ามีผลกระทบตามมามากมาย เช่น ผู้บริโภคจำนวนมากที่ถูกโอนย้ายเลขหมายโดยไม่รู้ตัว ต้องประสบปัญหาตัวเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่ไม่สามารถรองรับการใช้งานในระบบใหม่ได้ ทำให้ไม่สามารถใช้บริการได้อย่างต่อเนื่อง เกิดความเสียหายและต้นทุนที่ต้องเดินทางไปเปลี่ยนซิมการ์ดใหม่ ขณะที่ผู้บริโภคบางรายเมื่อเปลี่ยนซิมการ์ดใหม่ ก็ถูกบังคับให้ต้องใช้โปรโมชั่นที่แพงขึ้น และที่สำคัญเป็นการละเมิดเรื่องความสมัครใจซึ่งถือเป็นหลักการที่สำคัญที่สุดของหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการให้บริการคงสิทธิเลขหมาย”

 

 

ลาซาด้าปักธงปี’62 อี-คอมเมิร์ซปาร์ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 เมษายน 2560 เวลา 09:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/491329

ลาซาด้าปักธงปี'62 อี-คอมเมิร์ซปาร์ก

ลาซาด้าเล็งตั้งอี-คอมเมิร์ซ ปาร์ก ในไทยปี 2562 ยก ระดับเอสเอ็มอี

นายอเล็กแซนดรอ บิสชินี ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร ลาซาด้า ประเทศไทย เปิดเผยว่า บริษัท ลาซาด้า ภายใต้กลุ่มอาลีบาบา กรุ๊ป ได้ประกาศแผนการก่อตั้งโปรเจกต์ อี-คอมเมิร์ซ ปาร์ก ในเขตพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ซึ่งคาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการได้ภายในปี พ.ศ. 2562

“โครงการดังกล่าวจะเป็นการเชื่อมโยงเศรษฐกิจและโลจิสติกส์ของประเทศสู่ตลาดนานาประเทศ และอำนวยความสะดวกในการเชื่อมต่อด้านการขนส่ง โดยเฉพาะกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม” นาย อเล็กแซนดรอ กล่าว

ทั้งนี้ โครงการอี-คอมเมิร์ซ ปาร์ก จะนำไปสู่การพัฒนาระบบนิเวศอี-คอมเมิร์ซชั้นนำในภูมิภาค โดยจะเป็นจุดนัดพบของเจ้าของธุรกิจเอสเอ็มอี ผู้ผลิต ผู้ให้บริการ และพันธมิตรทางโลจิสติกส์ รองรับธุรกิจอี-คอมเมิร์ซในประเทศไทยที่มีอัตราการเติบโตต่อเนื่องในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โดยคาดการณ์มูลค่าของตลาดว่าจะขยายตัวได้ถึง 5,300 ล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2564

นอกจากนี้ ลาซาด้าได้ทำงานร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงพาณิชย์ จัดโปรแกรมพัฒนาศักยภาพด้านอี-คอมเมิร์ซให้กับเอสเอ็มอีไทย

 

เร่งดิจิทัลฮับเชื่อมจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 เมษายน 2560 เวลา 09:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/491216

เร่งดิจิทัลฮับเชื่อมจีน

นายกฯ เร่งลงทุนเคเบิลใต้น้ำเชื่อมโยง One Belt One Road ของจีน ผลักดันไทยเป็นฮับดิจิทัลภูมิภาค

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานที่ประชุมคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (บอร์ด) ได้สั่งการให้ขยายศักยภาพการลงทุนวางโครงข่ายเคเบิลใต้น้ำระหว่างประเทศ สู่การเป็นศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนข้อมูลดิจิทัลของภูมิภาคอาเซียน (ASEAN Digital Hub) วงเงิน 5,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ ให้เร่งเฉพาะส่วนประเทศไทยก่อน เนื่องจากต้องเจรจากับประเทศที่จะต้องลากเคเบิลผ่าน โดยรัฐบาลจะใช้การลงทุนนี้เชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ One Belt One Road ของจีน ซึ่งในเดือน มิ.ย.นี้ จีนได้เชิญรัฐมนตรีหลายกระทรวงจากไทยไปร่วมประชุมด้วย

“จะทำให้เห็นยุทธศาสตร์จีนที่ชัดเจนและสามารถลงทุนเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ของจีนได้ หากทำได้จะเพิ่มปริมาณการใช้ข้อมูลผ่านเคเบิลใต้น้ำที่ได้ลงทุนไปสนับสนุนให้ไทยเป็นฮับดิจิทัลของภูมิภาคได้เร็วขึ้น” นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ระบุ

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังรับทราบการดำเนินการตั้งเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัล (Digital Park Thailand) รองรับการลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมายในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) บนพื้นที่ประมาณ 700 ไร่ ใน อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี โดยจะเน้นให้เกิดการลงทุนเพื่อพัฒนาธุรกิจดิจิทัลควบคู่กับการสร้างสรรค์นวัตกรรมดิจิทัลให้เป็นศูนย์แลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศ และศูนย์ข้อมูลของประเทศ

ขณะเดียวกัน ได้รับทราบความคืบหน้าโครงการลงทุนวางเครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง หรืออินเทอร์เน็ตหมู่บ้าน วงเงิน 1.5 หมื่นล้านบาท โดยภายใน สิ้นปี 2561 จะมีอินเทอร์เน็ตความ เร็วสูงครอบคลุมทุกหมู่บ้านทั่วประเทศทั้ง 100% เพื่อผลักดันการค้าขาย อี-คอมเมิร์ซให้เกิดขึ้นในท้องถิ่น