โซนี่เพิ่มผลิตมือถือไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 เมษายน 2560 เวลา 06:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/491177

โซนี่เพิ่มผลิตมือถือไทย

โซนี่ เพิ่มฐานการผลิตสมาร์ทโฟนในไทยหลังได้บีโอไอ ช่วยลดต้นทุนแรงงานจีน พร้อมขยายเป็นฐานป้อนกลุ่มอาเซียน

นายซาโตชิ เมกาตะ ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายขายผลิตภัณฑ์โซนี่โมบายล์ บริษัท โซนี่ ไทย เปิดเผยว่า โซนี่ได้เพิ่มฐานการผลิตสมาร์ทโฟนในไทยในชื่อบริษัท โซนี่ ดีไวซ์ เทคโนโลยี (ประเทศไทย) ที่ปทุมธานี เพื่อเป็นหนึ่งในฐานการผลิตและประกอบสมาร์ทโฟนเพื่อขายทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งได้ผลิตรุ่นเรือธง XperiaTM XZs มาวางขายเป็นรุ่นแรก

ทั้งนี้ โซนี่มีฐานผลิตชิ้นส่วนในไทยอยู่แล้ว แต่หลังเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ที่ปทุมธานี ทำให้ต้องปิดปรับปรุงบางส่วนและย้ายฐานการผลิตไปที่ จ.ชลบุรี โดยโซนี่มองว่าการเพิ่มฐานการผลิตสมาร์ทโฟนในไทยเพื่อเป็นการลดต้นทุนค่าแรงงานจีนที่สูงขึ้น ประกอบกับภาครัฐของไทยประกาศสิทธิประโยชน์ทางภาษีหรือบีโอไอ จึงตัดสินใจปรับโรงงานบางส่วนเพื่อผลิตสมาร์ทโฟนแทน และได้จ้างงานกว่า 4,000 ตำแหน่งรองรับการเติบโต ถือเป็นโรงงานผลิตสมาร์ทโฟนแห่งแรกในรอบ 20 ปี หลังจาก ที่มีโรงงานผลิตสมาร์ทโฟนในจีนไปก่อนหน้านี้ และบริษัทยังคงมีฐานการผลิตสินค้าอื่นๆ ในอีกหลายประเทศ เช่น จีน ยุโรป มาเลเซีย

นอกจากนี้ โซนี่ยังมองโอกาสตลาดสมาร์ทโฟนกลุ่มพรีเมียมว่ายังมีการเติบโตได้ และบริษัทยังคงเป็นท็อป 4 ในกลุ่มนี้ เพราะสินค้ามีความแตกต่างจากแบรนด์อื่นในเรื่องของฟีเจอร์ เช่น ระบบตรวจจับการถ่ายภาพ Motion Eye TM  เทคโนโลยีการถ่ายวิดีโอแบบ ซูเปอร์สโลว์โมชั่นที่ดีระดับโลก จะช่วยเพิ่มโอกาสให้กับแบรนด์ในตลาดพรีเมียมได้

สำหรับสินค้าในพอร์ตทั้งหมดของบริษัททั้ง 5 กลุ่ม คือ กล้องถ่ายภาพ ทีวี เครื่องเสียง เพลย์สเตชั่น และมือถือ ยังคงโดดเด่นในการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ โดยครึ่งปีแรกจะมีสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่วาง 4 รุ่น การผลิตสินค้าในไทยจะช่วยให้นำสินค้าเข้ามาขายในตลาดได้เร็วขึ้น แต่เรื่องราคาและกำหนดวางขายจะเป็นช่วงเดียวกันทั่วโลก

 

จับจ่าย คอร์ปอเรชั่น ระบบการศึกษายุคดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 เมษายน 2560 เวลา 20:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/491061

จับจ่าย คอร์ปอเรชั่น ระบบการศึกษายุคดิจิทัล

“แม้ครอบครัวจะลำบากแค่ไหน แต่แม่ผมก็พยายามส่งผมเรียนอย่างสุดความสามารถ และต้องเรียนรู้ภาษาอังกฤษด้วย เพื่อที่จะมีโอกาสกว้างมากขึ้น” นรินทร์ คูรานา ผู้ก่อตั้ง บริษัท จับจ่าย คอร์ปอเรชั่น ผู้ให้บริการระบบการศึกษาดิจิทัลสำหรับโรงเรียน และผู้ปกครอง

โดย…เบ็ญจวรรณ รัตนวิจิตร

นรินทร์ เล่าถึงพื้นฐานการศึกษาที่ครอบครัวให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก แม้สุดท้ายด้วยความยากลำบาก ทำให้ต้องถูกออกจากโรงเรียนกลางคัน เนื่องจากไม่มีเงินจ่ายค่าเทอม แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นกลับเป็นแรงบันดาลใจ ผลักดันให้เขาวางเป้าหมายในการทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ โดยไม่ย่อท้อ

แม้จะต้องออกจากโรงเรียนกลางคัน แต่ นรินทร์ ไม่ทิ้งด้านการเรียน ไปสอบเทียบกับการศึกษานอกโรงเรียนและใช้วุฒิไปศึกษาต่อมหาวิทยาลัยที่ประเทศจีน และกลับมาปักหลักพัฒนาธุรกิจสตาร์ทอัพที่เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี โดยมีแค่ไอเดียในการทำธุรกิจ เบื้องต้นเขาต้องการทำธุรกิจค้าขายด้วยการสแกนนิ้วมือ

“ปัญหา คือ โมเดลธุรกิจนั้นกว้างเกินไป โดยที่เรายังไม่สามารถไปทำให้ทั้งประเทศ หันมาใช้ระบบของเราได้ จึงได้ปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจใหม่ หันมาใช้กับองค์กรที่มีขนาดชัดเจน อย่างโรงเรียน” นรินทร์ กล่าว

เมื่อมีไอเดียแล้ว เขาเริ่มหาผู้ลงทุน โดยเขียนจดหมายไม่ต่ำกว่า 100 ฉบับ เพื่อขายไอเดียธุรกิจของบริษัท จับจ่ายฯ ทั้งโรงเรียน นักธุรกิจระดับประเทศ มีเพียง 1 เดียว ที่ตอบกลับมาหาเขา แต่ก็ปฏิเสธ ขณะนั้นเงินก้อนสุดท้ายของเขาเริ่มจะหมดลง และเขากำลังจะอดตาย

 

 

นรินทร์ ตัดสินใจใช้เงินก้อนสุดท้ายนั้น บินไปประเทศจีน หาเพื่อนที่เรียนมาด้วยกัน และโชคดีที่แฟนของเพื่อนเป็นนักลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพ เพียง 15 นาทีที่คุยกัน เขาตัดสินใจลงทุนกับบริษัท จับจ่ายฯ ด้วยเงิน 1 ล้านบาท ในสิ้นปี 2559 และในเดือน เม.ย.ของปีนี้ บริษัทระดมทุนเพิ่มได้อีก 3 เท่า เพื่อพัฒนาระบบของบริษัท จับจ่ายฯ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

บริษัท จับจ่ายฯ เป็นระบบการบริหารจัดการของโรงเรียน ทั้งการตรวจสอบการเข้าชั้นเรียนของนักเรียน ผ่านระบบการสแกนนิ้ว ให้ครูและผู้ปกครองสามารถตรวจสอบได้ และรายงานผลแบบเรียลไทม์ ครูประจำชั้นและผู้ปกครองสามารถรู้ได้ว่าใครมาเรียน ใครขาดเรียน

นอกจากนี้ ยังมีการแจ้งเกรด สั่งการบ้าน ตรวจการบ้าน รวมทั้งระบบการซื้อขายสินค้าภายในสหกรณ์ของโรงเรียน โดยใช้ระบบการสแกนนิ้ว โดยที่ไม่ต้องจ่ายเป็นเงิน ซึ่งสามารถควบคุมการใช้จ่ายของนักเรียนได้ด้วย ปัจจุบันมีหลายโรงเรียนที่เลือกใช้ระบบของบริษัท จับจ่ายฯ เช่น มหาวิทยาลัยขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวะ จ.สงขลา โรงเรียนอินเตอร์ ที่ จ.ภูเก็ต และอีกหลายโรงเรียนที่อยู่ระหว่างการเข้าไปเจรจาธุรกิจ

นรินทร์ กล่าวว่า ระบบของบริษัท จับจ่ายฯ เข้ามาตอบโจทย์ระบบการศึกษาแบบดิจิทัลอย่างแท้จริง รูปแบบการใช้งานทั้งหมดเป็นดิจิทัล สามารถตรวจสอบได้ และรายงานผลแบบเรียลไทม์ ที่บุคลากรด้านการศึกษาสามารถวางแผนการศึกษาได้ง่าย ขณะที่ผู้ปกครองสามารถเข้ามามีส่วนร่วมกับโรงเรียนได้มากขึ้น ปัจจุบันมีจำนวนนักเรียนที่ใช้ระบบนี้ไม่ต่ำกว่าหมื่นคนทั่วประเทศ และคาดว่าภายในปีนี้จะมีรายได้ 10-15 ล้านบาท

“การดำเนินธุรกิจบริษัท จับจ่ายฯ มีปัญหาตั้งแต่เริ่มต้น ตั้งแต่ทีมงาน ผลิตภัณฑ์ การตลาด ซึ่งทุกอย่างต้องลองผิดลองถูก ผมเริ่มจาก 2 คน มีคนบอกผมว่าเสียเวลาเปล่า ไปทำอย่างอื่นดีกว่า แต่ผมก็ไม่ยอมแพ้ พยายามพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดียิ่งขึ้น โดยมีปัญหาครอบครัวเป็นแรงผลักดัน ที่ทำให้ผมไม่ยอมแพ้ความลำบาก และพยายามไปให้ถึงเป้าหมายให้ได้”

บริษัท จับจ่าย คอร์ปอเรชั่น ได้รับรางวัลชนะเลิศโครงการเถ้าแก่น้อยเทคโนโลยี ในปี 2559 และเข้ารอบ 10 ทีมสุดท้ายเวทีฟินเทค ชาเลนจ์ จัดโดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติและตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

นรินทร์ กล่าวว่า การเลือกที่จะทำธุรกิจด้านการศึกษา ถือเป็นเรื่องยากมาก เพราะเป็นการเปลี่ยนความคิดของคน โดยเฉพาะในโรงเรียน ซึ่งมีระบบที่ยึดถือและใช้กันมานาน ขณะเดียวกันถ้าในบรรดาธุรกิจสตาร์ทอัพ ธุรกิจการศึกษา เป็นอะไรที่ไม่เซ็กซี่ เหมือนกับธุรกิจประเภทอื่นๆ เช่น ฟินเทค เทคโนโลยี หรือนวัตกรรมอื่นๆ แต่มองว่าการศึกษา ระบบโรงเรียนเป็นตลาดใหญ่ ประเทศไทยมีโรงเรียนกว่า 4 หมื่นแห่ง มีนักเรียนทั่วประเทศกว่า 4 ล้านคน แต่มีเพียงหลักพันโรงเรียนเท่านั้นที่ใช้ระบบเทคโนโลยีเข้ามาช่วยบริหารจัดการ และนี่คือโอกาสของบริษัท จับจ่ายฯ

นอกจากนี้ การทำธุรกิจของจับจ่าย เป็นแบบธุรกิจต่อธุรกิจ (บีทูบี) สิ่งสำคัญ คือ การสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาบริษัทพยายามเจาะเข้าไปนำเสนอบริการกับโรงเรียนที่มีชื่อเสียงหลายแห่ง โดยมีวิสัยทัศน์ต้องการทำให้โรงเรียนในประเทศไทย “โก ดิจิทัล” ได้อย่างแท้จริง ซึ่งจะต้องใช้เงินลงทุนอีกระดับหนึ่ง รวมถึงการหาพันธมิตรเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของธุรกิจ และต้องหาบริการที่จะตอบรับกับความต้องการของลูกค้าแต่ละราย

นรินทร์ กล่าวว่า มีคำพูดหนึ่งของ เชส บราวน์ นักพูดระดับโลก ที่ว่า “It’s not over until we win” หรือ จะไม่จบ จนกว่าเราจะชนะ และนี่คือเป้าหมายที่บริษัท จับจ่ายคอร์ปอเรชั่น จะก้าวไป และทำให้ชื่อของเราเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก

 

“เสื้อผ้าอัจฉริยะ”มาแรง พลิกอนาคต Wearable Device

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 เมษายน 2560 เวลา 11:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/490950

"เสื้อผ้าอัจฉริยะ"มาแรง พลิกอนาคต Wearable Device

โดย…นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์

หากเอ่ยอุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะ (Wearable Device) แล้ว คนส่วนใหญ่คงนึกแค่เพียงสมาร์ทวอตช์ ซึ่งกำลังครองส่วนแบ่งตลาดดังกล่าวอยู่ถึง 95.7% ตามรายงานของไอดีซี บริษัทวิจัยตลาดอุปกรณ์เทคโนโลยีสัญชาติสหรัฐ

อย่างไรก็ดี เทรนด์อุปกรณ์สวมใส่ใกล้จะเปลี่ยนแปลงไปในอีกไม่นานนี้ โดยไอดีซี ระบุว่า เสื้อผ้าอัจฉริยะจะเข้ามาช่วงชิงความนิยมจากสมาร์ทวอตช์ และคาดว่าตลาดดังกล่าวจะขยายตัวจาก 1.2% ในปี 2016 ไปอยู่ที่ 9.4% ภายในปี 2021 นี้

ไอดีซี เปิดเผยว่า แนวโน้มดังกล่าวมีสาเหตุมาจากความนิยมของผู้บริโภค ที่เริ่มหันไปใส่ใจความทันสมัยตามแฟชั่นของอุปกรณ์สวมใส่ ควบคู่ไปกับฟังก์ชั่น การใช้งานมากยิ่งขึ้น

“บรรดาบริษัทเทคโนโลยีจะต้องเร่งปรับตัวเพื่อตามเทรนด์ดังกล่าวให้ทัน และนำเสนออุปกรณ์สวมใส่ที่มีความหลากหลายเพื่อดึงดูดใจผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น เรายังคาดว่าบริษัทไอทีจำนวนมากจะจับมือแบรนด์แฟชั่น เพื่อนำความสร้างสรรค์ของบรรดาแบรนด์เหล่านั้นมาเปลี่ยนโฉมผลิตภัณฑ์” ไจเทช อูบรานี นักวิเคราะห์อาวุโสฝ่ายอุปกรณ์ติดตามเคลื่อนที่ของไอดีซี กล่าว

เมื่อไม่นานนี้ การเปิดตัวเสื้อแจ็กเกตจากโปรเจกต์ Jacquard ที่เกิดขึ้นเพื่อพัฒนาเสื้อผ้าอัจฉริยะโดยเฉพาะ ผ่านความเป็นพันธมิตรครั้งใหม่ระหว่างกูเกิลและลีวายส์ แบรนด์เสื้อผ้าชื่อดัง ยิ่งตอกย้ำว่า การปรากฏโฉมของเสื้อผ้าอัจฉริยะเริ่มเข้าใกล้ความเป็นจริงมากขึ้นทุกขณะ

โปรเจกต์ดังกล่าวมุ่งบุกเบิกการเอาเส้นใยนำไฟฟ้าเข้าไปใช้ทอเสื้อผ้าโดยตรง ซึ่งจะช่วยให้เสื้อผ้าสามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน โดยในแจ็กเกตตัวทดลองนั้น ผู้สวมใส่สามารถรับโทรศัพท์เพียงแค่สัมผัสบริเวณแขนเสื้อ นอกจากนี้ยังแตะบริเวณข้อมือแขนเสื้อเพื่อเรียกกูเกิลแมปขึ้นมา หรือเปลี่ยนเพลงที่กำลังฟังระหว่างขี่จักรยานได้ด้วย

ขณะนี้การใช้งานแจ็กเกตดังกล่าวยังจำกัด เนื่องจากเป็นเพียงตัวกลางเชื่อมต่อระหว่างสมาร์ทโฟนเท่านั้น และยังไม่สามารถทำความสะอาดบริเวณข้อมือแขนเสื้อที่เป็นจุดส่งสัญญาณสำคัญระหว่างอุปกรณ์ได้ แต่ความก้าวหน้าดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีกำลังเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม จากการผสมผสานเข้าไปในเสื้อผ้าที่ผู้คนสวมใส่กันอยู่ทุกวัน

อย่างไรก็ดี กูเกิลไม่ใช่บริษัทไอทีแห่งเดียวที่สนใจพัฒนาเสื้อผ้าอัจฉริยะ โดยก่อนหน้านี้ซัมซุงผู้ผลิตสมาร์ทโฟนรายใหญ่จากเกาหลีใต้จับมือกับบริษัท โคลทติ้ง พลัส จากฟินแลนด์ เพื่อพัฒนาเสื้อผ้าอัจฉริยะด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ เสื้อผ้าอัจฉริยะของซัมซุงไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงแจ็กเกต แต่ยังรวมไปถึงชุดสูท เสื้อเชิ้ต และเข็มขัด โดยซัมซุงจะมุ่งพัฒนาการใช้งานเพื่อเชื่อมต่อกับแอพพลิเคชั่นทางการแพทย์บนอุปกรณ์ต่างๆ ของบริษัทเป็นหลัก เพื่อให้ข้อมูลสุขภาพกับผู้สวมใส่ได้ในทันที

ด้านดิจิทัลเทรนด์ส เว็บไซต์นำเสนอข่าวสารด้านเทคโนโลยี มองว่าเสื้อผ้าอัจฉริยะน่าจะได้รับการพัฒนาให้ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันได้ดียิ่งขึ้น เนื่องจากในปัจจุบันอุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะอย่างสมาร์ทวอตช์ ยังมีขีดจำกัดในการตอบสนองความต้องการใช้งานของผู้สวมใส่ และมุ่งเน้นที่การใช้งานด้านสุขภาพเป็นส่วนใหญ่

 

อเมซอนเจองานช้าง ชิงเค้กค้าปลีกเอเชีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 เมษายน 2560 เวลา 08:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/490453

อเมซอนเจองานช้าง ชิงเค้กค้าปลีกเอเชีย

อเมซอนเจองานยากชิงตลาดค้าปลีกออนไลน์อินเดีย หลังบริษัทเจ้าถิ่นเพิ่มการลงทุนรักษาตลาด

เอเอฟพีรายงานว่า อเมซอนอี-คอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่สัญชาติสหรัฐซึ่งกำลังเดินหน้าขยายธุรกิจเข้าสู่อินเดีย อาจต้องเผชิญการแข่งขันอย่างดุเดือดยิ่งขึ้นจาก ฟลิปคาร์ท บริษัทค้าปลีกออนไลน์ภายในประเทศ ที่จับมือกับบริษัทต่างชาติรายใหญ่เพิ่มการลงทุนรักษาส่วนแบ่งตลาดภายในประเทศเอาไว้

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ฟลิปคาร์ทประกาศร่วมมือกับ ไมโครซอฟท์และอีเบย์ จากสหรัฐ รวมถึงเทนเซนต์ บริษัทเทคโนโลยีจากจีน เพิ่มการลงทุนทั้งหมด 1,400 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.8 หมื่นล้านบาท) เพื่อแข่งขันกับอเมซอน หลังอเมซอนเพิ่มการลงทุนในหน่วยธุรกิจในอินเดีย 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.72 แสนล้านบาท) เมื่อปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ อินเดียเป็นโอกาสที่อเมซอนจะกลับมาทวงส่วนแบ่งตลาดอี-คอมเมิร์ซเอเชีย หลังออกตัวช้ากว่าอาลีบาบา ยักษ์อี-คอมเมิร์ซจากจีน แม้ว่าขณะนี้ อาลีบาบามุ่งขยายธุรกิจในอาเซียนเป็นหลัก แต่ก็แสดงความสนใจตลาดอินเดียด้วยเช่นกัน เนื่องจากตลาดอี-คอมเมิร์ซ อินเดียมีศักยภาพขยายตัวแข็งแกร่ง โดยขณะนี้ชาวอินเดีย 70% ซื้อสินค้าออนไลน์ผ่านสมาร์ทโฟน และคาดว่าจะปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง

 

ขึ้นรถลงบันไดได้ด้วยวีลแชร์แห่งอนาคต จากนักศึกษาสวิสเซอร์แลนด์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 เมษายน 2560 เวลา 15:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/490402

ขึ้นรถลงบันไดได้ด้วยวีลแชร์แห่งอนาคต จากนักศึกษาสวิสเซอร์แลนด์

วีลแชร์ที่ช่วยให้ผู้พิการเดินทางได้อย่างอิสระ ด้วยโหมดเปลี่ยนล้อให้สามารถใช้งานได้เข้ากับพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นทางลาด หรือพื้นที่ลื่น

การใช้ชีวิตในเมืองใหญ่นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย กว่าคุณผู้อ่านจะขึ้นรถลงเรือจนมาถึงที่ทำงานได้ ลองจินตนาการเส้นทางที่คุณใช้เป็นประจำดูว่าหากคุณเองต้องกลายเป็นผู้พิการ การเดินทางในชีวิตปกติของคุณจะยากลำบากแค่ไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้บริการในหลายระบบขนส่ง และหลายสถานที่ของกรุงเทพ ที่หลายพื้นที่นั้นยังไม่เอื้อประโยชน์ใช้สอยให้แก่ผู้พิการอย่างเต็มที่

เทคโนโลยีในปัจจุบันสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์ที่ช่วยให้มนุษย์เรามีชีวิตที่ง่ายขึ้นกว่าเดิมมาก ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทโฟน โดรน และอื่นๆอีกมาก แต่เหตุใดวีลแชร์ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นกลับยังคงมีหน้าตาไม่ต่างจากเดิมเท่าไหร่ นั่นจึงเป็นแรงบันดาลใจให้กลุ่มนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีซูริก ในสวิสเซอร์แลนด์พัฒนาวีลแชร์รูปแบบใหม่ ที่ช่วยให้ผู้พิการสามารถเดินทางไปไหนมาไหนได้ ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นบันไดก็ตาม

Scewo ตัวต้นแบบ วีลแชร์แห่งอนาคตที่จะช่วยให้ชีวิตของบรรดาผู้พิการสะดวก และพึ่งตนเองได้มากขึ้น

Scewo คือวีลแชร์ที่สามารถพาผู้ใช้งานเดินทางไปได้ในทุกที่ และอย่างราบรื่น ด้วยฟังก์ชั่นการใช้งานของล้อที่ผู้ใช้สามารถเลือกให้เหมาะสมกับสถานการณ์นั้นๆได้ นอกจากนั้นระบบของ Scewo ยังสามารถเปลี่ยนกลับจากโหมดไต่ขึ้นบันได มายังโหมดปกติได้เองอัตโนมัติ เมื่อสิ้นสุดขั้นบันไดแล้ว ในขณะเดียวกันผู้ใช้งานก็สามารถควบคุมทิศทาง และการเคลื่อนที่ของวีลแชร์ได้ผ่านจอยสติ๊ก ที่ติดอยู่กับพนักวางแขน ไม่ต่างจากการเล่นเกม

วีลแชร์แห่งศตวรรษที่ 21 นี้ประกอบด้วยกันทั้งสิ้น 3 โหมดด้วยกัน โหมด Safe ใช้สำหรับการเคลื่อนที่ในพื้นที่ปกติ โหมด Elevated ใช้สำหรับการเพิ่มความสูงของวีลแชร์ เพื่อเพิ่มมุมมองทางสายตาของผู้พิการให้สามารถมองเห็นโลกรอบตัวในมุมที่สูงขึ้นได้ (จินตนาการถึงการชมวิวบนยอดตึก แต่หากระเบียงที่กั้นสูงกว่าวีลแชร์ คุณคงเสียความรู้สึกน่าดู)

โหมด Elevated ที่ช่วยยกความสูงของวีลแชร์

และโหมดสุดท้ายคือ Track ที่ใช้สำหรับการไต่ขึ้นบันได พื้นที่ลาดชัน ไปจนถึงการเดินบนพื้นลื่นที่มีหิมะปกคลุมเป็นต้น โดยวีลแชร์จะเปลี่ยนจากล้อปกติ ไปใช้ล้อที่มีลักษณะเหมือนกับล้อของรถถังทหารแทน

ล้อแบบพิเศษที่ช่วยให้ Scewo สามารถไต่ขึ้นบันไดได้อย่างราบรื่น และมั่นคง

ฟังดูแล้วน่าสนใจมากๆ และวีลแชร์ที่ว่านี้คงได้รับความสนใจจากบรรดาผู้พิการอย่างล้นหลาม แต่โชคร้าย ขณะนี้ Scewo ยังไม่ถูกวางจำหน่ายในท้องตลาด “ขณะนี้มันยังเป็นเพียงแค่ตัวต้นแบบเท่านั้น มันแพงมาก แต่ความแข็งแรงยังไม่เพียงพอ” Beni Winter หัวหน้าโปรเจคกล่าว

ทางทีมผู้ผลิตตั้งใจไว้ว่าพวกเขาจะยังคงมุ่งพัฒนา Scewo ต่อไป เชื่อว่าสินค้าต้นแบบที่เตรียมพร้อมสำหรับการวางจำหน่ายจริงน่าจะเสร็จภายในสิ้นปี 2018 นี้

 

 

 

 

ลืมขวดน้ำพลาสติกไปเลย! พบหยดน้ำกินได้จากแลปอังกฤษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 เมษายน 2560 เวลา 16:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/490278

ลืมขวดน้ำพลาสติกไปเลย! พบหยดน้ำกินได้จากแลปอังกฤษ

นวัตกรรมใหม่จากอังกฤษ ด้วยวัสดุกินได้ที่สกัดจากสาหร่าย หวังลดปริมาณขยะพลาสติก

โลกของเรากำลังจะจมด้วยขยะพลาสติก และในจำนวนนี้ส่วนใหญ่ล้วนเป็นขวดน้ำพลาสติก แค่ประเทศสหรัฐอเมริกาที่เดียว ในแต่ละปีชาวสหรัฐทิ้งขวดน้ำพลาสติกมากถึง 35 พันล้านขวดเลยทีเดียว

ทีมนักศึกษาการออกแบบเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมจาก Skipping Rocks Lab ในอังกฤษเล็งเห็นถึงปัญหานี้ และพยายามเต็มที่มายาวนานในการหาวัสดุชนิดใหม่แทนที่ขวดพลาสติก เพื่อลดปริมาณขยะที่กำลังทำลายสิ่งแวดล้อมของเราทุกคน

พบกับ Ooho! นวัตกรรมใหม่ของการสร้างบรรจุภัณฑ์ของเหลว ที่พิเศษตรงที่ผู้ใช้สามารถกินมันได้ โครงการดังกล่าวได้รับเงินสนับสนุนอย่างล้นหลามบนโลกออนไลน์ และอาจเปลี่ยนโฉมหน้าใหม่ของบรรดาสินค้าเครื่องดื่มในอนาคต

Ooho! เป็นน้ำดื่มที่ถูกบรรจุลงในวัสดุทานได้ที่สกัดมาจากสาหร่ายชนิดหนึ่ง วัสดุดังกล่าวนี้มีความยึดหยุ่น ฉะนั้น Ooho! หรือน้ำดื่มของคุณจึงสามารถกลิ้งไปมา และบิดงอไปตามแรงกดได้ ไม่ต่างจากหยดน้ำ ของเหลวภายในสามารถบรรจุอยู่ได้นานราว 4 – 6 สัปดาห์ ก่อนที่จะเริ่มระเหยออกไปเองตามธรรมชาติ นอกจากนั้นวัสดุของพวกเขายังสามารถตกแต่งสีสัน และรสชาติได้อีกด้วย จึงทำให้ Ooho! นั้นสามารถใช้ได้กับเครื่องดื่มหลากชนิด ไปจนถึงสุรา และเครื่องสำอาง

จุดเริ่มต้นของนวัตกรรมเก๋ไก๋นี้มาจากการสังเกตเห็นพฤติกรรมบริโภคที่ผู้คนมักทิ้งขวดน้ำที่เพิ่งใช้เพียงแค่ครั้งเดียว นั่นส่งผลให้เกิดขยะปริมาณมากตามมา ซึ่งตลอดช่วงเวลาของการพัฒนา Ooho! นานหลายปี ในที่สุดทางผู้ผลิตก็สามารถผลิตให้ต้นทุนของ Ooho! นั้นถูกกว่าต้นทุนของการผลิตขวดน้ำพลาสติกเสียอีก

และในอนาคตทาง Skipping Rocks Lab ตั้งใจว่าพวกเขาจะทดลองใช้งานจริง Ooho! ในการแข่งขันวิ่งมาราธอน ตามอีเว้นดังๆของกรุงลอนดอน ซึ่งในทุกๆการแข่งขันนั้นมีขวดน้ำพลาสติกกว่า 750,000 ขวดถูกทิ้ง ฉะนั้นแล้วพวกเขาจึงคิดว่า ช่วงเวลาดังกล่าวนี้เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการเก็บข้อมูลของผู้คนที่จะมีปฏิกิริยาต่อนวัตกรรมใหม่ รวมถึงปริมาณขยะที่ลดลงด้วย

 

 

กสทช.คาดเปิดประมูลคลื่น1800และ850ได้ช่วงต้นปี61

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 เมษายน 2560 เวลา 16:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/490277

กสทช.คาดเปิดประมูลคลื่น1800และ850ได้ช่วงต้นปี61

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ภายหลังจากสภานิบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) เห็นชอบวาระ 3 ร่างพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. หรือ พ.ร.บ. กสทช. ซึ่งใน พ.ร.บ. กสทช ฉบับดังกล่าว จะมีการแก้ไขเนื้อหาเกี่ยวกับการจัดสรรคลื่นความถี่ ส่งผลให้หลังจากนี้ กสทช. มีแผนเตรียมจัดทำหลักเกณฑ์การประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 และ 850 เมกะเฮิรตซ์ คาดจะแล้วเสร็จในเดือนธ.ค. 60 และจะสามารถเปิดประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 และ 850 เมกะเฮิรตซ์ ได้ในช่วงเดือนม.ค.-ก.พ.61 ซึ่งการประมูลคลื่นความถี่ดังกล่าวจะถือเป็นครั้งแรกที่มีการประมูลล่วงหน้าก่อนสิ้นสุดสัญญาสัมปทานที่ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด(มหาชน) ได้ทำสัญญาไว้กับ บมจ. โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (DTAC) หรือ ดีแทค ที่มีกำหนดสิ้นสุดสัญญาสัมปทานในเดือนก.ย. 61 เพื่อให้ทางผู้ประกอบการและผู้ใช้งานที่มีแนวโน้มจะตกค้าภายหลังสิ้นสุดสัญญาสัมปทานได้มีโอกาสเตรียมพร้อมล่วงหน้า

เลขา กสทช. คาดพร้อมเปิดประมูลคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์-850 เมกะเฮิรตซ์ ช่วงม.ค.- ก.พ.ปี61

นายฐากร กล่าวว่า ในส่วนราคาตั้งต้นการประมูล ทาง กสทช. จะยึดเอาผลการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 และ 900 เมกะเฮิรตซ์ ที่มีขึ้นเมื่อช่วงปลาย 58 เป็นหลัก ซึ่ง การประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ในรอบใหม่ที่จะมีขึ้น จะมีการ แบ่งเป็น 3 ใบอนุญาต จำนวนใบอนุญาตละ 15 เมกะเฮิรตซ์ โดยมีราคาตั้งต้นการประมูลราว 40,000 ล้านบาทต่อใบอนุญาต ส่วนคลื่นความถี่ย่าน 850 เมกะเฮิรตซ์ 1 ใบอนุญาต จำนวน 10 เมกะเฮิรตซ์ จะมีราคาตั้งต้นการประมูลอยู่ที่ราว 75,000 ล้านบาท ทั้งนี้ด้วยกฎหมายฉบับใหม่ เงินรายได้ที่เกิดขึ้นจากการประมูลร้อยละ 15 จะนำส่งเข้ากองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(กองทุนดีอี) ส่วนที่เหลือ ร้อยละ 85 เมื่อหักค่าใช้จ่ายในการจัดการประมูลเสร็จสิ้นจะนำส่งเป็นรายได้แผ่นดินดังเดิม

“การที่ตอนนี้ประเทศขับเคลื่อนเศรษฐกิจไม่ไปอย่างรวดเร็วมากนัก ส่วนหนึ่งก็อาจเป็นเพราะไม่มีเงินเป็นตัวช่วย แต่เชื่อได้ว่าการประมูลคลื่นความถี่รอบใหม่ที่น่าจะได้เงินมากถึงราว 200,000 ล้านบาทจะเป็นงบประมาณอย่างดีในการให้รัฐบาลนำไปใช้ในโครงการต่างๆที่เป็นประโยชน์เพื่อช่วยขับเคลื่อนประเทศ” นายฐากร กล่าว

นายฐากร กล่าวด้วยว่า สำหรับการประมูลคลื่นความถี่รอบใหม่ ส่วนตัวมองว่าน่าจะมีผู้ประกอบการเข้าประมูลทั้งสิ้น 4 ราย ประกอบด้วยผู้ประกอบการ 3 รายเดิมที่เป็นรายใหญ่ในตลาดขณะนี้ และ บริษัท แจส โมบาย บรอดแบรนด์ จำกัด ที่อาจมาในชื่อบริษัทใหม่ เนื่องจากชื่อบริษัทเดิม คือ บริษัท แจส โมบาย บรอดแบรนด์ ได้ถูก กสทช. ขึ้นแบล็คลิส เนื่องจากก่อนหน้านี้ แจส ชนะการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ แต่ไม่สามารถเดินทางมาชำระค่าใบอนุญาตงวดแรกพร้อมวางหนังสือรับรองจากสถาบันการเงิน(แบงก์การันตี) ได้ทันตามกำหนด

 

แอปเปิ้ลเล็งซื้อหน่วยธุรกิจผลิตชิปโตชิบา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 เมษายน 2560 เวลา 07:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/490154

แอปเปิ้ลเล็งซื้อหน่วยธุรกิจผลิตชิปโตชิบา

แอปเปิ้ลพิจารณาจับมือฟอกซ์คอนน์ เตรียมเสนอซื้อธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์ของโตชิบา

รอยเตอร์ส รายงานอ้างสถานีโทรทัศน์เอ็นเอชเคของญี่ปุ่น ว่า แอปเปิ้ล อิงค์ กำลังเตรียมร่วมมือกับฟอกซ์คอนน์ ผู้ผลิตชิปรายใหญ่ของไต้หวัน เพื่อเสนอซื้อธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์ของโตชิบา ที่บริษัทประกาศขายเพื่อชดเชยการขาดทุนจากธุรกิจโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของบริษัทลูก เวสติงเฮาส์ อิเล็กทริก

เอ็นเอชเค รายงานว่า แอปเปิ้ลพิจารณาลงทุนหลายพันล้านเหรียญสหรัฐเพื่อซื้อหุ้นกว่า 20% ในธุรกิจดังกล่าว โดยแอปเปิ้ลและฟอกซ์คอนน์จะเป็นผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่ ขณะที่โตชิบายังมีสิทธิบริหารจัดการธุรกิจอยู่ โดยข้อเสนอดังกล่าวจะช่วยลดความวิตกของรัฐบาลญี่ปุ่นเกี่ยวกับการสูญเสียเทคโนโลยีผลิตชิปให้กับต่างชาติ

รายงานระบุว่า ข่าวการเสนอซื้อธุรกิจชิปของแอปเปิ้ล ทำให้การขายกิจการครั้งนี้ของโตชิบามีความยุ่งยากซับซ้อนมากขึ้น เนื่องจากแอปเปิ้ลเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่ทรงอิทธิพล

ขณะเดียวกัน หนังสือพิมพ์นิกเกอิ รายงานว่า ฟอกซ์คอนน์ขอให้บริษัท ซอฟต์แบงก์ กรุ๊ป ร่วมมือกับบรรดาธนาคารญี่ปุ่น เพื่อเปิดทางให้การเสนอซื้อธุรกิจชิปของโตชิบาเป็นไปอย่างราบรื่น โดยก่อนหน้านี้ ฟอกซ์คอนน์ต้องการเสนอซื้อธุรกิจดังกล่าวที่ 3 ล้านล้านเยน (ราว 9.45 แสนล้านบาท)

ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลัง เวสเทิร์น ดิจิทัล คอร์ป ที่เป็นพันธมิตรกับโตชิบาและสนใจเข้าซื้อธุรกิจชิป เตือนว่าการวางแผนขายธุรกิจชิปอาจเป็นการละเมิดสัญญาการร่วมลงทุนระหว่าง 2 บริษัท และต้องการสิทธิพิเศษในการต่อรองซื้อธุรกิจชิป

แหล่งข่าวยังเปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้โตชิบาจำกัดจำนวนผู้มีสิทธิเสนอซื้อธุรกิจชิป 4 ราย ได้แก่ บรอดคอม จากสหรัฐ เอสเค ไอนิกซ์ บริษัทเกาหลีใต้ ฟอกซ์คอนน์ และเวสเทิร์น ดิจิทัล

ภาพ:เอเอฟพี

 

พาณิชย์จัดระเบียบอี-คอมเมิร์ซ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 เมษายน 2560 เวลา 07:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/490151

พาณิชย์จัดระเบียบอี-คอมเมิร์ซ

“พาณิชย์”เตรียมนำรหัสสำหรับจัดหมวดสินค้าและบริการของยูเอ็นมาใช้กับธุรกิจอี-คอมเมิร์ซใหม่ หวังสร้างความน่าเชื่อถือ

น.ส.บรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ร่วมกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และภาคเอกชน เตรียมนำรหัสสำหรับการจัดหมวดหมู่สินค้าและบริการขององค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) มาประยุกต์ใช้กับสินค้าและบริการของไทย เพื่อใช้ในการตรวจสอบและยืนยันความถูกต้องรายละเอียดสินค้า เพื่อเป็นการเพิ่มความน่าเชื่อถือในการซื้อขายผ่านระบบออนไลน์ในประเทศ และพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดน (Cross-border e-Commerce) รวมถึงเป็นการเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ โดยการรวบรวมข้อมูลทั้งหมดจะเสร็จภายในเดือน พ.คนี้

ปัจจุบันการซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ (อี-คอมเมิร์ซ) เป็นธุรกิจที่ได้รับความนิยมและมีอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ทำให้ผู้ประกอบการต่างหากลยุทธ์เพื่อสร้างจุดเด่นให้สินค้าและบริการเพื่อสร้างความแตกต่าง ซึ่งข้อมูลต่างๆ เหล่านี้มีความสำคัญและถือเป็นหัวใจของการประกอบธุรกิจบนช่องทางออนไลน์ รวมถึงการใช้โปรแกรมประยุกต์ หรือแอพพลิเคชั่น ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ในหลายมิติ ทั้งด้านการพัฒนาส่งเสริมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ การแก้ไขหรือป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น และประโยชน์ในการพัฒนาสู่ประเทศไทย 4.0 ได้อย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับแนวทางจัดระเบียบการซื้อขายผ่านระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ได้มีการประชุมร่วมกับกรมการค้าภายใน ดีอี หน่วยงานภาครัฐและเอกชน เพื่อรวบรวมรายการสินค้าและบริการของผู้ประกอบการไทยที่มีการซื้อขายผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านเศรษฐกิจและเทคโนโลยีดิจิทัล มาจัดหมวดหมู่ให้ตรงตามมาตรฐานสากล เพื่อใช้ในการตรวจสอบและยืนยันความถูกต้องของผู้ประกอบการ ความถูกต้องของรายละเอียดสินค้า ซึ่งจะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือในการซื้อขายผ่านระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายทั้งในและต่างประเทศ

ทั้งนี้ จะมีการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลผู้ประกอบการที่จดทะเบียนธุรกิจ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้าจะเป็นศูนย์กลางรวบรวมข้อมูล รวมถึงนำฐานข้อมูลจดทะเบียนธุรกิจแลกเปลี่ยนและเผยแพร่ให้หน่วยงานภาครัฐและเอกชนนำไปใช้ประโยชน์

 

โตโยต้าเบนเข็มมุ่งลงทุนหุ่นยนต์รับสังคมสูงอายุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 เมษายน 2560 เวลา 10:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/490053

โตโยต้าเบนเข็มมุ่งลงทุนหุ่นยนต์รับสังคมสูงอายุ

ค่ายรถใหญ่ญี่ปุ่นตั้งเป้าผลิตหุ่นยนต์ปริมาณมาก รองรับสังคมผู้สูงอายุ

บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ เปิดเผยว่า บริษัทกำลังก้าวข้ามการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์และรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยตัวเอง หันไปมุ่งพัฒนาหุ่นยนต์มากขึ้น เพื่อรองรับทิศทางสังคมผู้สูงอายุในญี่ปุ่นที่กำลังขยายตัวรวดเร็ว โดยได้เปิดตัวระบบขาหุ่นยนต์ช่วยเดิน เพื่อช่วยผู้สูงอายุและผู้ป่วยอัมพฤกษ์หรือโรคอื่นๆ ให้สามารถเดินได้อีกครั้ง

โตโยต้า ระบุว่า บริษัทมองเห็นศักยภาพความเป็นไปได้ที่จะขึ้นเป็นผู้ผลิตหุ่นยนต์ในปริมาณมาก เพื่อรับมือกับสังคมผู้สูงอายุที่ขยายตัวสวนทางกับอัตราการเกิดใหม่ ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวยังนำไปสู่ปัญหาอื่นๆ ตามมา อาทิ การขาดแคลนแรงงาน และเงินบำเหน็จบำนาญที่ลดลง ซึ่งยังกดดันความต้องการรถยนต์ในประเทศด้วย

“หากเราต้องการช่วยให้ผู้สูงอายุจำนวนมากเดินเหินเคลื่อนไหวต่อได้ หลังจากที่พวกเขาไม่สามารถขับรถได้อีกต่อไป เราก็ต้องมองไปให้เหนือกว่ารถยนต์ และก้าวไปสู่การเป็นผู้ผลิตหุ่นยนต์” โทชิยูกิ อิโซเบะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฟรอนเทียร์ รีเสิร์ช เซ็นเตอร์ ของโตโยต้า กล่าวกับรอยเตอร์ส

ทั้งนี้ ทิศทางของโตโยต้ามีขึ้นสอดคล้องกับบริษัท ฮอนด้า มอเตอร์ ที่เปิดตัวขาหุ่นยนต์ช่วยเดินในปี 2015 ซึ่งเป็นการพัฒนาต่อเนื่องมาจากโครงการหุ่นยนต์อาซิโม

ภาพเอเอฟพี