กสทช.เผยคนดูทีวีดิจิทัลสูงขึ้น86% ช่อง7เรตติ้งสูงสุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 เมษายน 2560 เวลา 14:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/488869

กสทช.เผยคนดูทีวีดิจิทัลสูงขึ้น86% ช่อง7เรตติ้งสูงสุด

กสทช.เผยคนชมทีวีดิจิทัลเดือนก.พ.สูงขึ้น 86% ขณะที่ดาวเทียม-เคเบิลลดลง ช่อง7 ยังครองเรตติ้งสูงสุด

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวว่า สำนักงาน กสทช.ได้รายงานสภาพตลาดกิจการโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัลระหว่างเดือน ม.ค.-ก.พ.60 พบว่า การรับชมช่องรายการผ่านทางโทรทัศน์ภาคพื้นดินมีสัดส่วนสูงกว่าการรับชมผ่านทางดาวเทียมและเคเบิล

โดยในเดือน ก.พ.60 การรับชมผ่านทางโทรทัศน์ภาคพื้นดินเพิ่มสูงขึ้นเป็นประมาณ 86% เมื่อเทียบกับการรับชมผ่านดาวเทียมและเคเบิลที่ลดลงเหลือประมาณ 14% ซึ่งเมื่อพิจารณาการรับชมช่องรายการโทรทัศน์แยกตามเขตพื้นที่อยู่อาศัย พบว่า ตั้งแต่เดือน พ.ย.59 เป็นต้นมา การรับชมช่องรายการผ่านดาวเทียมและเคเบิลมีแนวโน้มลดลงในทุกพื้นที่ โดยประชาชนในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลมีสัดส่วนการรับชมผ่านทางโทรทัศน์ภาคพื้นดินมากกว่าประชาชนในต่างจังหวัด

ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญน่าจะเป็นผลมาจากการขยายโครงข่ายโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัลครอบคลุมพื้นที่เกือบทั่วประเทศ รวมถึงจำนวนและคุณภาพของรายการ ประกอบกับความคมชัดในการรับชมผ่านช่องทางโทรทัศน์ภาคพื้นดินรวมกันเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้พฤติกรรมการรับชมช่องรายการของประชาชนเปลี่ยนแปลงไป

ด้านมูลค่าการโฆษณาในกิจการโทรทัศน์ภาคพื้นดิน พบว่า ในเดือน ก.พ.60 มียอดรวมประมาณ 5,230 ล้านบาท เพิ่มสูงขึ้นจากเดือน ม.ค.60 ประมาณ 202 ล้านบาท หรือประมาณ 4% ซึ่งแนวโน้มการเพิ่มสูงขึ้นของมูลค่าโฆษณาในเดือน ก.พ. สะท้อนทิศทางการใช้งบโฆษณาของเอเจนซี่ที่ปรับตัวดีขึ้น หลังจากชะลอการใช้งบในช่วงเดือนแรกของปี 2560 โดยมูลค่าการโฆษณาแบ่งตามหมวดหมู่ช่องรายการโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัลพบว่า หมวดหมู่ทั่วไปแบบความคมชัดสูง (HD) มีมูลค่าการโฆษณาสูงสุดประมาณ 3,568 ล้านบาท ตามมาด้วยหมวดหมู่ทั่วไปแบบความคมชัดปกติ (SD) ประมาณ 1,101 ล้านบาท หมวดหมู่ข่าวสารและสาระ ประมาณ 169 ล้านบาท และหมวดหมู่เด็ก เยาวชน และครอบครัว ประมาณ 34 ล้านบาท

เลขาธิการ กสทช. กล่าวว่า สำหรับค่าความนิยมของช่องรายการโทรทัศน์ภาคพื้นดินในเดือน ก.พ.60 พบว่า ช่องรายการที่มีผู้ชมสูงสุด 10 อันดับแรก ยังคงเป็นกลุ่มเดิมเหมือนในช่วงเดือน ม.ค.60 นั่นคือ อันดับ 1 ช่อง 7 เรตติ้ง 2.204 อันดับ 2 ช่อง 3 เรตติ้ง 1.388 อันดับ 3 ช่องเวิร์คพอยท์ทีวี เรตติ้ง 1.094 อันดับ 4 ช่องโมโน 29 เรตติ้ง 0.648 อันดับ 5 ช่องวัน เรตติ้ง 0.561 อันดับ 6 ช่อง 8 เรตติ้ง 0.509 อันดับ 7 ช่อง 3SD เรตติ้ง 0.264 อันดับ 8 ช่องไทยรัฐทีวี เรตติ้ง 0.228 อันดับ 9 ช่องอมรินทร์ทีวี เรตติ้ง 0.2 และอันดับ 10 ช่อง NOW เรตติ้ง 0.176

นอกจากนี้ ผลการจัดลำดับความนิยมในรายการประเภทต่างๆ ประจำเดือน ก.พ. 2560 พบว่า รายการละครที่ได้รับความนิยมสูงสุดได้แก่ เรื่องเกิดเป็นกา ออกอากาศทางช่อง 7 เรตติ้ง 7.729 รายการวาไรตี้ทั่วไปที่ได้รับความนิยมสูงสุดได้แก่ รายการเส้นทางบันเทิง ออกอากาศทางช่อง 7 เรตติ้ง 5.493

รายการประกวดแข่งขันความสามารถที่ได้รับความนิยมสูงสุดได้แก่ รายการหน้ากากนักร้อง หรือ The Mask Singer ออกอากาศทางช่อง เวิร์คพอยท์ ทีวี เรตติ้ง 8.082 รายการกีฬาที่ได้รับความนิยมสูงสุดได้แก่ รายการมวยไทย 7 สี ออกอากาศทางช่อง 7 เรตติ้ง 3.191 และรายการข่าวที่ได้รับความนิยมสูงสุดได้แก่ รายการข่าวภาคค่ำ ออกอากาศทางช่อง 7 เรตติ้ง 5.126

 

วิธีทำให้อีเมล์ของคุณสะอาดและปลอดภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 เมษายน 2560 เวลา 13:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/488626

วิธีทำให้อีเมล์ของคุณสะอาดและปลอดภัย

อีเมล์ของคุณสามารถตกเป็นเครื่องมือในการแพร่กระจายมัลแวร์ หรือเป็นแหล่งข้อมูลสำหรับการมาหากินของแฮกเกอร์ก็ได้เช่นกัน ทางเราจึงขอแนะนำวอธีที่จะทำให้อีเมล์ของคุณนั้นปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

โดย…WORAPON H.

ตั้งรหัสผ่านที่ปลอดภัย

ไม่ว่าคุณจะทำอะไรบนโลกออนไลน์ ถ้าหากต้องลงทะเบียนหรือสร้างบัญชี เราขอแนะนำให้คุณใช้รหัสผ่านที่คาดเดายากเสมอ รหัสผ่านที่คาดเดายากคือ รหัสผ่านที่มีความยาว และมีตัวอักษรตัวเล็ก-ใหญ่ผสมกับตัวเลขและสัญลักษณ์ ระบบของบางอีเมล์มีตัววัดความความปลอดภัยของรหัสผ่าน และที่สำคัญคือห้ามใช้รหัสผ่านเดียวกันในทุกๆอีเมล์

คิดให้ดีก่อนจะสมัครบริการอะไร

ทางเดียวที่จะทำให้อีเมล์ของคุณปราศจากอีเมล์สแปม ก็คือการไม่สมัครสมาชิกอะไรมั่วๆ ถ้าให้เราจำกัดความคำว่าสแปม อีเมล์สแปมก็คือ อีเมล์ที่ไม่มีตรงความต้องการกับผู้ได้รับ หรืออีเมล์ที่มีจุดประสงค์เพื่อก่อกวนผู้ใช้ เพราะฉะนั้นถ้าจะสมัครสมาชิกอะไรลองคิดดูให้ดีก่อน และยกเลิกการสมัครสมาชิกหรือ unsubscribe ก็ได้

ระวังลิงก์, ไฟล์แนบ และข้อเสนอ ปลอม

กลยุทธ์คลาสสิกของแฮกเกอร์ก็คือการแนบไฟล์ที่บรรจุไวรัสเข้ามาผ่านอีเมล์ วิวัฒนาการของมันเปลี่ยนไปอย่างไรไม่รู้ แต่สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนก็คือไฟล์ที่แนบมาต้องมีจุดประสงค์ซ่อนเร้นแน่นอน อย่างการติดตั้งไวรัส, สปายแวร์หรือฝังโทรจันบนเครื่องของผู้ใช้ ส่วนลิงก์ที่เขียนมาในอีเมล์อาจพาไปยังหน้าเว็บไซต์ของแฮกเกอร์ที่มีไวรัสอยู่

จำเอาไว้ว่า องค์กรหรือสภาบันการเงินอย่างธนาคาร จะไม่มีทางขอชื่อผู้ใช้หรือข้อมูลส่วนตัวของลูกค้าเป็นอันขาด ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร หากสงสัยให้ติดต่อกับทางธนาคารโดยทันที ก่อนที่คุณจะมอบข้อมูลสำคัญของคุณให้กับแฮกเกอร์ด้วยมือของคุณเอง

สำหรับข้อเสนอสุดพิเศษต่างๆ ให้พึงระลึกไว้เสนอว่า “อะไรที่มันดีเกินจริง ก็อาจจะไม่จริง”

อย่าลืม log out

ข้อนี้สำคัญมากเพราะคุณไม่อาจรู้ได้ว่าจะมีใครเข้ามาใช้คอมพิวเตอร์ หรือโทรศัพท์ต่อจากคุณ ยิ่งถ้าเป็นคอมพิวเตอร์สำนักงานยิ่งอันตราย เพราะข้อมูลในเครื่องอาจถูกนำออกไปโดยพลการ

ติดตั้งโปรแกรมรักษาความปลอดภัยที่มีฟังก์ชัน Anti-spam

มีหลายวิธีที่จะรักษาความปลอดภัยระบบของคุณ การติดตั้งโปรแกรมแอนตี้ไวรัสถือเป็นหนึ่งในวิธีที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด เพราะนอกจากจะสามารถป้องกันไวรัสได้แล้ว โปรแกรมแอนตี้ไวรัสบางตัวยังมีฟังก์ชั่น Anti-spam ที่คอยเคลียร์อีเมล์ขยะ หรืออีเมล์ที่อาจมีไวรัสแฝงอยู่ออกไป

Author: Rob Waugh
Source: http://www.welivesecurity.com/2012/12/26/how-to-keep-your-email-clean-and-safe/
Translated by: Worapon H.

****************

อ่านบทความน่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่ https://blog.eset.co.th/

 

TMA เชิดชูองค์กรที่มีความเป็นเลิศด้านระบบไอซีที

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 เมษายน 2560 เวลา 11:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/488596

TMA เชิดชูองค์กรที่มีความเป็นเลิศด้านระบบไอซีที

TMAมอบรางวัล Thailand ICT Excellence Awards เชิดชูองค์กรที่มีความเป็นเลิศด้านการนำระบบไอซีทีมาใช้บริหารจัดการภายในองค์กร

น.ส.วรรณวีรา รัชฎาวงศ์ กรรมการบริหาร สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) เปิดเผยว่า ทีเอ็มเอได้มีการส่งเสริมและสนับสนุนให้องค์กรในประเทศไทยเห็นความสำคัญในเรื่องของการนำไอซีทีเข้ามาใช้ในการบริหารจัดการตั้งแต่ปี 2551 โดยได้มีการจัดงานสัมมนาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ พร้อมทั้งการมอบรางวัลให้แก่องค์กรที่ได้นำไอซีทีเข้ามาพัฒนาระบบการบริหารจัดการภายในองค์กรให้เกิดประสิทธิภาพ เพื่อเป็นการส่งเสริมและยกระดับมาตรฐานการจัดการด้านไอซีทีที่ดี โปร่งใส มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลต่อองค์กร รวมทั้งผลักดันให้มีการนำไอซีทีที่ทันสมัยเข้ามาใช้ในองค์กรหรือหน่วยงานทั่วไปให้มากขึ้น  ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยอย่างยั่งยืน อีกทั้งยังสามารถแข่งขันได้ในระดับสากล

“งานสัมมนา “Thailand ICT Management Forum” ปีนี้ทาง TMA ได้เน้นเรื่องการบริหารองค์กรในยุคดิจิตอลทั้งหมด 4 มิติ ได้แก่ การปรับใช้เทคโนโลยีที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้ายุคปัจจุบัน ด้านการพัฒนาบุคลากรและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำงาน  การปรับกระบวนการปฏิบัติงานภายในองค์กร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน รวมถึงการปรับรูปแบบสินค้าและบริการให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่มีการเปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน โดยได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญและผู้บริหารจากองค์กรต่างๆ ที่มีประสบการณ์จริงด้านไอซีที” วรรณวีรากล่าว

ด้าน นายโอม ศิวะดิตถ์  ผู้บริหารด้านนโยบายภาครัฐ  บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าววว่า ขณะนี้ธุรกิจเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม 4.0 อย่างเต็มตัว เห็นได้ชัดว่า เส้นแบ่งระหว่างโลกกายภาพและโลกดิจิตอลเริ่มไม่ชัดเจน โดยทุกองค์กรธุรกิจที่ต้องการจะอยู่รอด จำเป็นต้องปรับตัวให้เป็นบริษัททางด้านเทคโนโลยี แม้ว่าเดิมทีธุรกิจจะขายสินค้าที่ไม่เกี่ยวเนื่องกับเทคโนโลยีก็ตาม แต่องค์กรธุรกิจจำเป็นต้องประยุกต์สินค้าและบริการของตัวเองให้เข้าสู่โลกดิจิตอลให้ได้  ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในยุคนี้คือ บริษัทที่นำเสนอสินค้าและบริการ  ที่สามารถทดแทนสินค้าและบริการแบบเดิมๆที่มีอยู่  ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ อูเบอร์ ที่นำเสนอบริการร่วมเดินทาง จนสามารถทดแทนธุรกิจรถแท็กซี่ได้

ทั้งนี้ ปัจจัยที่จะช่วยให้องค์กรธุรกิจปรับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจยุคใหม่ซี่งเป็นยุคเศรษฐกิจแบบแบ่งปัน มีด้วยกัน 4  ปัจจัย ประกอบไปด้วย 1. โมบาย เฟิร์ส  ซึ่งคนไทยปัจจุบันมีโทรศัพท์มือถือมากกว่าจำนวนประชากรและคนไทยยังใช้งานเฟซบุ๊คมากกว่า  30 ล้านคน ซึ่งจากข้อมูลตรงนี้แสดงให้เห็นว่าคนไทยสามารถเข้าถึงดิจิตอลตลอดเวลา ดังนั้นธุรกิจจำเป็นต้องปรับช่องทางเข้าสู่ดิจิตอล ปัจจัยที่สองคือ บริการคลาวด์  ซึ่งปัจจุบันเทคโนโลยีคลาวด์มีส่วนช่วยให้ธุรกิจสามารถประยุกต์การใช้งานในโลกดิจิตอลที่ง่ายขึ้นและมีต้นทุนที่ต่ำ เปิดโอกาสให้องค์กรได้ลองผิดลองถูกได้ เพื่อให้สินค้าและบริการที่ดีที่สุด ปัจจัยที่สามคือ บิ๊กดาต้า ซึ่งองค์กรสามารถนำข้อมูลของลูกค้ามาปรับใช้เพื่อสร้างสินค้าและบริการให้โดนใจมากที่สุด และปัจจัยสุดท้ายที่มาแรงมากคือ แมชชีน เลิร์นนิ่ง  โดยคาดว่าจะเป็นบริการที่นิยม อาทิ บริการแชตบอท ซึ่งธุรกิจสามารถใช้ระบบอัตโนมัติในการสื่อสารกับลูกค้าได้

ด้านนายอานนท์ สันติวิสุทธิ์ ผู้บริหารฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ เฟซบุ๊ค ไทยแลนด์   กล่าวว่า เฟซบุ๊คให้ความสำคัญในการนำเสนอเนื้อหาที่ตอบสนองการใช้งานกับผู้ใช้งานระดับบุคคล  โดยเฉพาะเนื้อหาบนนิวฟีด (News Feed) ที่ต้องสนองต่อผู้ใช้งานมากที่สุด โดยสถิติของผู้ใช้เฟซบุ๊ค เฉลี่ยเข้าใช้งานเฉลี่ยวันละ 2 ชั่วโมง มีการเข้าใช้งานเฉลี่ย 14 ครั้งต่อวันและเฉลี่ยใช้เวลาในการดูโพสต์ เพียง 1.7 วินาทีต่อ 1 โพสต์  ฉะนั้นโจทย์ที่สำคัญของธุรกิจคือจะทำอย่างไรให้ลูกค้าอยู่กับเนื้อหาที่แบรนด์ต้องการจะสื่อมากที่สุด

ทั้งนี้เฟซบุ๊คมีเครื่องมือที่ตอบสนองให้กับแบรนด์สินค้าได้สามารถคัดกรองกลุ่มเป้าหมายและวางแผนกลยุทธ์ให้เข้าถึงลูกค้าได้มากที่สุด

น.ส.วรรณวีรา กล่าวต่อว่า ในส่วนของรางวัล  Thailand ICT Excellence Awards 2017 ได้มีองค์กรที่ส่งผลงานเข้าร่วมการประกวด รวมทั้งสิ้น 53 โครงการ จาก 24 องค์กร  โดยการพิจารณารางวัล  คณะกรรมการตัดสินใช้  ICT Excellence Maturity Model®  ซึ่งเป็นเครื่องมือในการประเมินความเป็นเลิศ เพื่อสะท้อนศักยภาพของการพัฒนาโครงการใน 3 มิติ ได้แก่ กลยุทธ์ การดำเนินโครงการ และผลลัพธ์  โดยจะพิจารณาใน 7 องค์ประกอบ คือ  1) ลักษณะสำคัญตามประเภทโครงการ 2) ผลการดำเนินงานเชิงธุรกิจที่บรรลุวัตถุประสงค์โครงการและลักษณะสำคัญตามประเภทโครงการ 3) การปรับเข้ากับธุรกิจและการมุ่งเน้นกลยุทธ์   4) การบริหารโครงการ   5) การบริหารการเปลี่ยนแปลง  6) การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์  และ 7) การบริหารความเสี่ยง  ทั้งนี้โครงการต่างๆ ที่ได้รับรางวัลในแต่ละประเภทจะต้องผ่านการคัดสรรโดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านไอซีทีจากองค์กรชั้นนำระดับประเทศ และเป็นที่ยอมรับต่อสาธารณะชนทั่วไป

 

“แอดพ็อคเก็ต” แอพโฆษณาบนมือถือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 เมษายน 2560 เวลา 12:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/488402

"แอดพ็อคเก็ต" แอพโฆษณาบนมือถือ

โดย…วราภรณ์ เทียนเงิน

ตลาดดิจิทัลออนไลน์มูลค่ามากกว่า 1 หมื่นล้านบาท ในประเทศไทย มีการขยายตัวสูงอย่างต่อเนื่อง จากจำนวนผู้ใช้งานโทรศัพท์มือถือที่เพิ่มขึ้นสูงมาก จึงเป็นโอกาสการสร้างธุรกิจกับแอพพลิเคชั่น “แอดพ็อคเก็ต” หรือการโฆษณาบนหน้าจอล็อกสกีนมือถือ ที่ผู้ดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นจะได้รับประโยชน์ตอบแทนจากการดูโฆษณาและปลดล็อกผ่านหน้าจอบนมือถือ ซึ่งได้รับความสนใจใช้บริการจากลูกค้าในประเทศไทยจำนวนมาก

“อลิศรา ดำรงค์พานิช” ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดโมบาย จากแอดพ็อคเก็ต บริษัท แอดพ็อคเก็ต เปิดเผยว่า แอพพลิเคชั่น แอดพ็อคเก็ต (AdPocket) ได้เข้ามาทำตลาดในประเทศไทยประมาณ 1 ปีแล้ว และในปัจจุบันมียอดลูกค้าที่ใช้บริการใช้ดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นจำนวนมากกว่า 2 ล้านราย ซึ่งกลุ่มลูกค้าหลักจะเป็นกลุ่มวัยรุ่นและคนทำงาน

สำหรับแอดพ็อคเก็ตถือเป็นแอพพลิเคชั่นโฆษณาบนหน้าจอล็อกสกีนมือถือที่ผู้ใช้จะได้รับประโยชน์ตอบแทนจากการดูโฆษณาและปลดล็อกผ่านหน้าจอบนมือถือ ที่ได้รับทั้งการสะสมแต้ม หรือการแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดเพื่อซื้อของ หรือแลกของ จ่ายบิล หรือการเติมเงิน เป็นต้น ซึ่งแอพพลิเคชั่นดังกล่าวได้นำเข้ามาจากประเทศเกาหลีใต้ โดยได้มีการปรับรูปแบบการทำตลาดให้มีความเหมาะสมกับประเทศไทย

การลงทุนทำตลาดในเบื้องต้นของแอดพ็อคเก็ต ได้ใช้งบลงทุนประมาณ 5 ล้านบาท ได้มีการนำเสนอแนวคิดการทำแอพพลิเคชั่นให้แก่บริษัทต่างๆ ปรากฏว่าได้รับความสนใจจากเอกชนที่พร้อมเข้ามาทำตลาดจำนวนมาก ส่งผลให้มีการเริ่มขายกลุ่มลูกค้า และทำให้ธุรกิจที่ได้ทำเป็นรายแรกในประเทศประสบความสำเร็จอย่างดีมีลูกค้าในประเทศใช้บริการจำนวนมากในปีแรก และสร้างรายได้ในปี 2559 ที่ผ่านมาประมาณ 50 ล้านบาท

“อลิศรา ดำรงค์พานิช” ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดโมบาย บริษัท แอดพ็อคเก็ต

ขณะเดียวกันการนำเข้าแอพพลิเคชั่นดังกล่าวมาจากประเทศเกาหลีใต้ เนื่องมาจากการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนที่เป็นพันธมิตรกับเกาหลีใต้ และการเห็นโอกาสที่ประเทศเกาหลีใต้มีลูกค้าใช้บริการแอพพลิเคชั่นจำนวนสูงถึง 20 ล้านคน จากจำนวนประชากรในประเทศ 50 ล้านคน ถือเป็นแอพพลิเคชั่นที่ประสบความสำเร็จอย่างดี

อีกทั้งข้อมูลจากประเทศไทย พบว่า ผู้ใช้งานโทรศัพท์มือถือในไทยจะมีการปลดล็อกหน้าจอมือถือต่อวันจำนวนเฉลี่ยอยู่ที่ 47 ครั้ง/วัน และเฉลี่ยคนไทยจะใช้งานโทรศัพท์มือถือมากกว่ารับชมโทรทัศน์ถึง 3 เท่า รวมถึงโดยเฉลี่ยคนไทยจะใช้งานสมาร์ทโฟน หรือการรับชมอินเทอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์มือถือประมาณ 6.2 ชั่วโมง/วัน ตลาดจึงมีโอกาสและศักยภาพในการทำตลาดระดับสูง

การให้บริการแก่ลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นที่เมื่อมีการเปิดปลดล็อกหน้าจอสกรีนมือถือจะได้รับการสะสมแต้มในทุกครั้ง อีกทั้งกลุ่มธุรกิจที่ทำตลาดและโฆษณาสินค้าผ่านแอดพ็อคเก็ตจำนวนในปัจจุบันมีประมาณ 100 บริษัท มีทั้งบริษัทที่ทำเกี่ยวกับเกม สินค้าอุปโภคบริโภค เครื่องดื่ม ร้านอาหาร อีกทั้งเป็นช่องทางที่จะทำให้แบรนด์เอสเอ็มอีไทย สามารถทำการตลาดผ่านช่องทางนี้ได้ และเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้โดยตรง

ทั้งนี้ ได้ตั้งเป้าหมายว่า ในปี 2560 จะมีจำนวนลูกค้าดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นมากกว่า 5 ล้านราย และสร้างรายได้รวมในปีนี้ประมาณ 100 ล้านบาท เติบโตเท่าตัวจากปีก่อน รวมถึงจะมีลูกค้าเอกชนเข้ามาใช้บริการเพิ่มขึ้น ประกอบกับแนวโน้มตลาดการโฆษณาผ่านสื่อออนไลน์มีขนาดใหญ่ขึ้นและเติบโตมากขึ้น ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 1 หมื่นล้านบาท และคาดว่าในปี 2560 จะขยายตัว 30-40% เช่นกัน

“แอดพ็อคเก็ต” ถือเป็นผู้นำในตลาดแอพพลิเคชั่นโฆษณาบนหน้าจอล็อกสกรีนมือถืออันดับ 1 ของประเทศไทย และมีคู่แข่งเข้ามาในตลาด แต่ยังไม่สามารถแข่งขันกับบริษัทได้ เนื่องจากบริษัทขยายตลาดและเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้จำนวนมาก ซึ่งบริษัทพร้อมที่จะขยายตลาดและหาผู้ร่วมทุน หรือกลุ่มเวนเจอร์แคปปิตอล ทั้งนักลงทุนในประเทศหรือต่างประเทศ เพื่อขยายการทำตลาดต่อไปในอนาคต

สำหรับสตาร์ทอัพไทยที่กำลังเริ่มต้นสร้างแอพพลิเคชั่นสู่ตลาด อยากให้พิจารณาถึงการทำแอพพลิเคชั่นที่สามารถสร้างรายได้ในระยะยาว เพื่อทำให้ธุรกิจเติบโตต่อเนื่อง และอย่าประเมินเพียงจำนวนผู้ใช้บริการจำนวนมากเท่านั้น และมองว่ากลุ่มธุรกิจสตาร์ทอัพที่มีโอกาสทำตลาดในไทย จะเป็นในกลุ่มจากตลาดออฟไลน์สู่ออนไลน์

ถือเป็นสตาร์ทอัพไทยที่มีรูปแบบการทำตลาดไม่เหมือนใคร จึงสามารถสร้างรายได้ และให้บริการที่เข้าถึงทั้งผู้บริโภคและบริษัทเอกชนได้เป็นอย่างดี

 

ชี้โอกาสตลาดอี-สปอร์ตคาดปี60โตกว่า20% ยอดพุ่งหมื่นล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 เมษายน 2560 เวลา 12:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/488401

ชี้โอกาสตลาดอี-สปอร์ตคาดปี60โตกว่า20% ยอดพุ่งหมื่นล้าน

นักวิชาการชี้โอกาสเกม “E-Sports” ช่วยพัฒนาเศรษฐกิจและเทคโนโลยีไทย ยุค 4.0

นายณฐพล พันธุวงศ์ อาจารย์ประจำคณะเทคโนโลยีสารสนเทศ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) เปิดเผยว่า ความนิยมในการเล่นเกมออนไลน์ของคนไทยนับวันยิ่งเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง ผลสำรวจตลาดดิจิทัลคอนเทนต์ของไทย ปี 2558 โดยสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ พบว่ามีมูลค่าเติบโตสูงถึง 12,745 ล้านบาท หรือ 12.4% จากปี 2557 โดยในสาขาเกมมีมูลค่า 8,894 ล้านบาท เติบโต 13.5% และคาดว่าจะเติบโตสูงถึง 22.3% ในปี 2560

“ผลสำรวจดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ตลาดเกมยังเปิดกว้างสำหรับนักธุรกิจ นักพัฒนาเกมในประเทศไทย และเกมเมอร์ที่ฝึกฝนสู่การเป็นนักแข่งขัน E-Sports เวทีแข่งขันเกมที่มีเงินรางวัลสูงกว่า 7 หลักขึ้นไป แต่ด้วยภาพลักษณ์ที่คนส่วนใหญ่มักมองว่าเกมเป็นต้นตอการนำไปสู่ปัญหาต่างๆ จนเกิดเป็นมายาคติว่าเกมเป็นสิ่งไม่ดี”นายณฐพล กล่าว

ทั้งนี้ เกมไม่จำเป็นจะต้องถูกผลิตขึ้นมาเพื่อสร้างความสนุกสนานเพียงอย่างเดียว สามารถพัฒนาเกมขึ้นมาเพื่อให้มีสาระและประโยชน์ต่อสังคม ซึ่งจะสอดคล้องกับแผนงานของประเทศไทยยุค 4.0 ได้ หากพิจารณาให้ดีถึงลักษณะของเกมจะพบว่าจริงๆ แล้ว เกมคือแอพพลิเคชั่นอย่างหนึ่งที่มีคุณลักษณะที่โต้ตอบกับผู้ใช้ได้ ซึ่งเกมทุกชนิดที่มีการแข่งขันสามารถนำเข้าสู่เวที E-Sports ได้ ดังนั้นหากออกแบบอย่างสร้างสรรค์จะสามารถประยุกต์เกมให้เป็นนวัตกรรมได้มากมาย

ด้าน นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดี สจล. กล่าวว่า ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีย่อมส่งผลดีต่อการพัฒนาประเทศ สจล.เป็นสถาบันการศึกษาไทย ที่มีการเรียนการสอนด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ อันเป็นหนึ่งในองค์ประกอบของอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ ถือเป็นผู้ผลิตบัณฑิตและบุคลากรสู่อุตสาหกรรมเกมโดยตรง ร่วมกันพัฒนาสนับสนุนวงการเกมไทยในทิศทางที่ถูกต้องและเหมาะสม จะสามารถช่วยให้นักธุรกิจ นักพัฒนาเกม และเกมเมอร์ไทย ทัดเทียมต่างชาติและสร้างรายให้กับประเทศชาติได้

“ขณะนี้สังคมไทยยังคงติดภาพลักษณ์ด้านลบมากกว่าด้านบวก โดยคนส่วนใหญ่มักมองว่าเกมคือตัวการสำคัญที่ทำให้เยาวชนไทยไม่สนใจเรียนหนังสือ กระตุ้นให้เสพติดความรุนแรง และก่อให้เกิดปัญหาสังคมอื่นๆ ตามมา จึงต้องทำความเข้าใจและสื่อสารกับสังคมว่าเกมนั้นมีทั้งคุณและโทษเช่นเดียวกับกิจกรรมอื่นๆ หากช่วยกันสนับสนุนไปในทิศทางที่ถูกต้อง นอกจากช่วยพัฒนาความสามารถของผู้เล่นและผู้พัฒนาแล้ว ขณะเดียวกันยังสร้างเม็ดเงินมหาศาลให้กับประเทศชาติได้อีกด้วย”นายสุชัชวีร์ กล่าว

 

สตาร์ทอัพน้องใหม่ปฏิวัติการบิน ด้วยชุดไอรอนแมน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 เมษายน 2560 เวลา 15:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/488292

สตาร์ทอัพน้องใหม่ปฏิวัติการบิน ด้วยชุดไอรอนแมน

The Daedalus ผลงานจากนักประดิษฐ์ชาวอังกฤษที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเครื่องแบบของไอรอนแมน

ชุดไอรอนแมนจากภาพยนตร์ The Avengers เป็นอะไรที่เท่สุดๆ และล้ำสมัยอย่างมาก ซึ่งแน่นอนว่ามีผู้คนไม่น้อยใฝ่ฝันอยากที่จะเป็นเจ้าของมันในชีวิตจริง (จินตนาการดูเอาว่าคุณสวมชุดนี้แล้วเหาะไปทำงานเพื่อหนีรถติด เพื่อนๆร่วมงานของคุณจะอิจฉาขนาดไหน) และขณะนี้ก็มีอัจฉริยะนักประดิษฐ์รายหนึ่งสามารถสร้างแบบจำลองของชุดดังกล่าวนี้ได้แล้ว แม้ว่าตัวเขาจะไม่ใช่มหาเศรษฐีแบบโทนี สตาร์กก็ตาม

Richard Browning นักประดิษฐ์ชาวอังกฤษคือโทนี สตาร์กในโลกแห่งความเป็นจริง ผลงานชุดที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากไอรอนแมนนี้มีชื่อว่า The Daedalus โดยเป็นส่วนหนึ่งของ Gravity บริษัทสตาร์ทอัพที่ตัวเขาเพิ่งจะก่อตั้งขึ้นเมื่อเดือนที่ผ่านมา ด้วยเป้าประสงค์ที่จะสร้างยุคใหม่ของการเดินทางด้วยการบินแห่งอนาคต

ไอรอนแมน ซุปเปอร์ฮีโร่จากค่ายมาร์เวล ขวัญใจใครหลายคนผู้มาพร้อมกับความฉลาด และเก่งกาจ

Browning และทีมงานร่วมกันพัฒนาชุดดังกล่าวมาตั้งแต่ปี 2016 ด้วยกระบวนการทดลอง และพัฒนาไปเรื่อยๆ ดังที่คุณผู้อ่านจะเห็นได้จากคลิปวิดีโอข้างล่าง ตัวเขานั้นพัฒนาชุดของตนเองตั้งแต่การติดเครื่องยนต์เจ็ทขนาดกะทัดรัด 2 เครื่องที่ใช้พลังงานจากน้ำมันก๊าด ตามมาด้วย 3 และ 4 เครื่องตามลำดับ Browning ทดลองติดเครื่องยนต์ตามส่วนต่างๆของร่างกายไม่ว่าจะเป็นขา แขน ข้อเท้า และหลัง จนในที่สุดเขาก็ได้ความลงตัวของชุดที่เครื่องยนต์เจ็ทจำนวน 6 เครื่อง

อัจฉริยะผู้คลั่งการ์ตูนนี้ให้สัมภาษณ์กับ Red Bull ว่า ตัวเขาคาดหวังให้ชุด The Daedalus นี้สามารถบินได้ด้วยความเร็วหลายไมล์ต่อชั่วโมง และบินที่ความสูงเหนือพื้นดินหลายพันฟุตจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง เพื่อเป็นการปฏิวัติระบบการบิน

อย่างไรก็ดีทั้งหมดทั้งมวลนี้เป็นเพียงแผนระยะยาว เนื่องจากปัจจุบันชุดของเขาสามารถบินสูงจากพื้นดินได้ไม่เกิน 2 เมตรเท่านั้น (ซึ่งก็นับเป็นความก้าวหน้าอันดี ตลอดช่วงระยะเวลา 10 เดือนที่ผ่านมา ในการพัฒนาชุดดังกล่าว)

หน้าตาของระบบชุด The Daedalus ที่ประกอบด้วยเครื่องยนต์เจ็ท และกระเป๋าน้ำมันก๊าดให้พลังงาน

สำหรับวิธีการบังคับชุดนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย Browning บรรยายว่ามันเสมือนกับการปั่นจักรยานแบบ 3 มิติเลยทีเดียว นอกจากนั้นผู้ใช้ยังต้องมีร่างกายที่แข็งแรงมากทีเดียว จึงจะสามารถบังคับทิศทางของ The Daedalus ได้

คงต้องติดตามกันต่อไปว่าในอนาคต บริษัท Gravity จะสามารถพัฒนาชุดของเขาจนมีความเร็วหลายร้อยไมล์ต่อชั่วโมง เพื่อใช้ปฏิวัติการบินทางอากาศได้หรือไม่ (แน่นอนว่าเราไม่อาจเชื่อได้ ตราบใดที่ยังไม่เห็นด้วยตาตนเอง) คงน่าตื่นเต้นไม่น้อยหากในอนาคตการเดินทางในอากาศนั้นกลายเป็นเรื่องส่วนบุคคล ธุรกิจการบินอาจไม่พอใจนัก แต่ที่แน่ๆสองพี่น้องตระกูลไรต์ผู้สร้างเครื่องบินลำแรกของโลกคงปลื้มใจจนน้ำตาไหลเป็นแน่ ที่ไอเดียของพวกเขาถูกต่อยอด สร้างสรรค์จนมาไกลได้ถึงขนาดนี้

เมื่อประกอบเข้าชุดแล้ว The Daedalus มีความเท่ไม่น้อยไปกว่าไอรอนแมนเลยทีเดียว

 

 

เอกชนปรับทัพ รับไอทีพลิกโฉมเอเชีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 เมษายน 2560 เวลา 08:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/488201

เอกชนปรับทัพ รับไอทีพลิกโฉมเอเชีย

โดย…นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์

ในอนาคตอันใกล้นี้ ภาคเอกชนจะเผชิญความยุ่งยากมากยิ่งขึ้นต่อการทำธุรกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งไม่ได้เกิดจากความเสี่ยงทางการค้าและการเมือง เช่น การออกจากสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักร (เบร็กซิต) และการที่สหรัฐถอนตัวจากความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (ทีพีพี) เท่านั้น แต่ยังได้รับแรงกดดันจาก “เทคโนโลยี” ที่ทำให้เอกชนต้องเร่งรับมือความท้าทายดังกล่าว

ความก้าวหน้าของเทคโนโลยี เป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจมากที่สุด จากรายงานวิจัยของ เบเคอร์ แม็คเค็นซี่ บริษัทที่ปรึกษาด้านกฎหมายสัญชาติอังกฤษ ซึ่งจัดทำร่วมกับบริษัทสำรวจและวิจัยตลาด เมอร์เจอร์มาร์เก็ต พบว่าธุรกิจถึง 84% มองว่าเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก (Disruptive technologies) จะกดดันให้บริษัทต้องเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินงานในอีก 2 ปีข้างหน้านี้

ภาคส่วนที่คาดว่าจะถูกกระทบมากที่สุด คือธุรกิจและสถาบันที่ให้บริการทางการเงิน ตามด้วยบริษัทค้าปลีกและสินค้าอุปโภคบริโภค รวมไปถึงเทคโนโลยีสารสนเทศ บริการสุขภาพ ภาคอุตสาหกรรมและการผลิต ธุรกิจพลังงาน เหมืองแร่ และโครงสร้างพื้นฐาน

ขณะเดียวกัน เอกชน 67% มองว่าต้นทุนการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น สวนทางกับกำไรที่หดตัวลง เป็นปัจจัยบั่นทอนศักยภาพการขยายตัว ซึ่งผลักดันให้บริษัทราว 66% ต้องหาทางสร้างนวัตกรรมขึ้นมาเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน และอีก 62% ต้องเตรียมมาตรการรับมือความเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมจากคู่แข่ง

ทิศทางข้างต้นทำให้ภาคธุรกิจพยายามแสวงหาเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ โดยเอกชนราว 42% เตรียมเพิ่มการลงทุนด้าน “คลาวด์คอมพิวติ้ง” และ “บิ๊กดาต้า” เนื่องจากเทคโนโลยีดังกล่าวจะช่วยยกระดับประสิทธิภาพการสื่อสารและแลกเปลี่ยนข้อมูลต่างๆ ภายในองค์กร รวมถึงเพิ่มการเข้าไปมีส่วนร่วมกับบรรดากลุ่มลูกค้า ขณะที่การลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ระบบบริการลูกค้าสัมพันธ์ และบล็อกเชน ได้รับความสนใจรองลงมา โดยเอกชนราว 38% เปิดเผยว่าจะลงทุนในเทคโนโลยีดังกล่าวเพิ่มขึ้น

M&A เทรนด์มาแรงในภูมิภาค

นอกจากเพิ่มการลงทุนด้านเทคโนโลยีแล้ว การเข้าซื้อและควบรวมกิจการ (M&A) ยังถือเป็นทางลัดต่อการเข้าถึงเทคโนโลยีและขยายตลาดธุรกิจ โดยเฉพาะในเขตเศรษฐกิจขนาดใหญ่อย่างจีนและอินเดีย รวมถึงในกลุ่มอาเซียน เช่น เมียนมาและเวียดนาม

ทั้งนี้ เอกชน 94% มองว่า เอ็มแอนด์เอจะปรับตัวขึ้นภายใน 2 ปีข้างหน้า โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมดั้งเดิมอย่างการผลิตและพลังงาน รวมถึงเทคโนโลยีสารสนเทศ ค้าปลีก การเงิน และบริการสุขภาพ

ทว่าวิธีดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นอย่างง่ายดายเสมอไป เดวิด เฟลมมิ่ง หัวหน้าฝ่ายการเข้าซื้อและควบรวมกิจการประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ของ เบเคอร์ แม็คเค็นซี่ กล่าวว่า ความแตกต่างด้านวัฒนธรรมองค์กรและกฎระเบียบด้านการกำกับดูแลของภาครัฐ ทำให้เอ็มแอนด์เอยุ่งยากมากกว่าเดิม ซึ่งเอกชนต้องทำความเข้าใจประเด็นดังกล่าว

จับตา “อินเดีย-จีน” แผ่อิทธิพล

การขยายธุรกิจในยุคเบร็กซิตและบรรยากาศการปกป้องทางการค้าทำให้เอกชนในเอเชียแปซิฟิกหันมาโฟกัสความสามารถของรัฐบาลแต่ละประเทศ ในการปรับกฎกำกับดูแลและโครงสร้างระบบภาษีให้เอื้อต่อการทำธุรกิจมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันเอกชน 62% มีปัญหาปรับตัวเข้ากับกฎเหล่านี้ โดยภาคส่วนที่เจอปัญหามากที่สุดประกอบด้วยธุรกิจพลังงาน เหมืองแร่ โครงสร้างพื้นฐาน และบริการสุขภาพ

เอกชน 30% มองว่า อินเดียมีความโดดเด่นมากที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ต่อการผ่อนคลายกฎระเบียบต่างๆ เพื่อเปิดทางให้ต่างชาติเข้าไปทำธุรกิจได้มากขึ้น ตามด้วย จีน ออสเตรเลีย สิงคโปร์ และญี่ปุ่น โดยนอกจากการผ่อนคลายกฎระเบียบแล้ว รัฐบาลนายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี ยังมีนโยบายที่เอื้อต่อภาคธุรกิจด้วย เช่น การเปิดรับการลงทุนต่างชาติเพิ่ม และการปรับปรุงด้านโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ทำให้เอกชน 95% คาดการณ์ว่าอินเดียจะมีอิทธิพลมากขึ้นในภูมิภาคภายในปี 5 ข้างหน้า

ขณะเดียวกัน บริษัทราว 77% มองว่า จีนจะยังคงมีอิทธิพลภายในเอเชียแปซิฟิกต่อ หลังจีนเดินหน้าทำข้อตกลงการค้ากับประเทศในภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (อาร์เซ็ป) และเส้นทางการค้าโลกขนาดใหญ่ 1 แถบ 1 เส้นทาง (One Belt, One Road)

สำหรับไทยนั้น แกรี ซีฟ ประธานบริษัท เบเคอร์ แม็คเค็นซี่ ประจำเอเชียแปซิฟิก ให้ความเห็นว่า อิทธิพลของไทยในภูมิภาคค่อนข้างเพิ่มขึ้นช้า แต่ก็ต้องพิจารณาปัจจัยระยะยาวต่างๆ ประกอบด้วย สอดคล้องกับทินวัฒน์ พุกกะมาน กรรมการผู้จัดการสำนักงานกรุงเทพฯ ซึ่งระบุว่าในช่วงที่ผ่านมา เอกชนไทยเริ่มเข้าไปซื้อกิจการต่างชาติมากขึ้น เช่น ในยุโรป นำโดยธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ค้าปลีก และพลังงาน

 

โมบายไลฟ์สไตล์ โอกาสทองธุรกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 เมษายน 2560 เวลา 18:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/488183

โมบายไลฟ์สไตล์ โอกาสทองธุรกิจ

โดย…ทีมข่าวไอที

เมื่อไลฟ์สไตล์ของมนุษย์มาอยู่บนโทรศัพท์มือถือ การดูหนังฟังเพลง เล่นเกม ช็อปปิ้งไอโอที หรืออินเทอร์เน็ตสำหรับทุกสิ่งหน้าจอสี่เหลี่ยมผืนผ้าจึงกลายพื้นที่สร้างรายได้มหาศาลและกลายเป็นตลาดที่เกิดการแข่งขันอย่างรุนแรง

ความเคลื่อนไหวไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ทั้งเอไอเอส ไลน์ทีวี ต่างรุกตลาดบริการสื่อสารและ แพร่ภาพและเสียงผ่านอินเทอร์เน็ต (Over-the-Top (OTT) เปิดตัวการบริการคอนเทนต์ความบันเทิงดูหนัง ละคร ในรูปแบบวิดีโอออนดีมานด์ แน่นอนว่าการแข่งขันในตลาดดังกล่าวมีด้วยกัน 2 ด้าน ได้แก่ 1.คอนเทนต์ถือว่าเป็นแม่เหล็กสำคัญของการดูดให้คนเข้ามาใช้บริการ ซึ่งหลักๆ แล้วคอนเทนต์ที่คนไทยนิยมรับชม คือ หนัง ละคร รายการวาไรตี้บันเทิงและเพลง

ขณะที่การถ่ายทอดสดกำลังเป็นคอนเทนต์ได้รับความสนใจจากคนไทย อาทิ การถ่ายทอดสดการแข่งขันกีฬา เกมโชว์ เช่น THE MASK SINGERของเวิร์คพอยท์เป็นกลยุทธ์ที่เรียกเรตติ้งและสร้างกระแสให้คนสนใจแต่ยากต่อการควบคุมรายการ หากบอร์ดคาสต์ไม่ดีพอทุกอย่างจะจบคนจะไม่เข้ามาดูอีก ด้านที่ 2 ระบบการให้บริการ เพื่อบริการจัดการช่วงเวลามีผู้รับชมจำนวนมากระบบต้องไม่ล่มสำหรับเอไอเอส

สำหรับปรัธนา ลีลพนัง รักษาการหัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการตลาดเปิดเผยว่า พฤติกรรมการรับชมคอนเทนต์คนไทยตามมัลติสกรีน โดยเฉพาะผ่านทางสมาร์ทโฟนพุ่ง 15 ล้านคน จึงจับมือกับพันธมิตร อาทิ เฮชบีโอ ฟอคซ์ วอร์เนอร์เปิด 4 แพ็กเกจเสริม แบบรายเดือนและเติมเงิน 1.พรีเมียร์ ฟูล เอชดีแพ็กเกจ ราคา 299 บาท/เดือน 2.พรีเมียร์ ฟูลเอชดี แพ็กเกจ เอ็กซ์ ทร่า ราคา 399 บาท/เดือน เชื่อว่าเพย์ทีวีหรือการจ่ายเงินเพื่อดูรายการทีวีจะค่อยๆ เติบโตเพิ่มขึ้นและเป็นหนึ่งยุทธศาสตร์ดึงลูกค้าไม่ย้ายค่ายไปสู่คู่แข่ง

ทางด้านไลน์ประกาศวิชั่นใหม่สู่การเป็นประตูนำไปสู่การใช้งานบนโทรศัพท์มือถือ ความโดดเด่นของไลน์ทีวี คือ การทำคอนเทนต์แบบเอ็กซ์คลูซีฟที่เหมาะกับความเป็นละครของคนรุ่นใหม่ หลังเปิดให้บริการมาเพียงหนึ่งปีมียอดวิวจากผู้เข้าชมเพิ่มขึ้นเป็น 136% ณ สิ้นปี 2559เมื่อเทียบกับปี 2558 โดยผู้เข้ารับชมส่วนใหญ่ใช้เวลาในการรับชมเฉลี่ย 152 นาที/คน/วัน จากเดิมอยู่ที่ 84 นาที/คน/วัน

 

แดน ศรมณี ผู้อำนวยการธุรกิจคอนเทนต์ LINE ประเทศไทย กล่าวว่า พฤติกรรมการรับชมคอนเทนต์ของคนรุ่นใหม่ผ่านทางมือถือและพีซีมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น ทำให้มีโอกาสด้านการโฆษณาที่มาจากการเป็นพรีโรลแอดสปอนเซอร์ชิป และไทอิน ซึ่งทิศทางรายได้เป็นไปในทางบวกมากขึ้นแต่ไม่สามารถบอกจำนวนได้

อย่างไรก็ดี การแข่งขันที่คาดว่าจะรุนแรงยิ่งขึ้นนอกจากไลน์ทีวีแล้ว ยังรวมไปถึงไอฟลิกซ์ เน็ตฟลิกซ์ที่เข้ามาทำตลาดในไทย อนาคตมีความเป็นไปได้ว่าจะเกิดความร่วมมือกับทางด้านซอฟต์แวร์ นำเทคโนโลยีใหม่ๆ ปัญญาประดิษฐ์ Artificial Intelligence (AI) มาใช้กับแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟนพูดคุย โต้ตอบ ให้ข้อมูล ตลอดจนแนะนำรายการอื่นๆ ระหว่างรับชมทีวี ทำให้ผู้ชมรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของรายการทีวี

“เกมบนมือถือ” กลายเป็นโมบายไลฟ์สไตล์อีกด้านที่กำลังกลายเป็นตลาดเกิดการแข่งขันสูง กระทั่งต้องใช้กลยุทธ์โฆษณาผ่านบนแอพพลิเคชั่น หรือผลักดันให้เกมติดชาร์ตหน้าแรกเพื่อให้คนเลือกดาวน์โหลด ธิดารัธ ธนภรรคภวิน นายกสมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์เกมไทย (TGA) กล่าวว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมแอนิเมชั่นและเกมมีมูลค่า 1.5 หมื่นล้านบาท คาดว่าปีนี้กลุ่มเกมเติบโตกว่า 22% จากพฤติกรรมของคนไทย 68% ใช้สมาร์ทโฟนเล่นเกมบนโทรศัพท์มือถือ

“การทำตลาดเกมส่วนใหญ่ให้ผู้เล่นดาวน์โหลดฟรี แต่เมื่อเข้าไปเล่นต้องเสียเงินซื้อไอเท็มต่างๆ หรือจ่ายเงินเพื่อให้ตัวเองเก่งขึ้น ฐานผู้เล่นเกมส่วนใหญ่เป็นคนพันธุ์มิลเลนเนียล แนวโน้มเกมบนโทรศัพท์มือถือยังเป็นตลาดที่มีศักยภาพ จากการเข้าถึงคนได้ทุกที่ทุกเวลา แต่ขาดการพัฒนาเชิงลึกคอนเทนต์ ปัญหาความจุของเมโมรีก็เป็นอุปสรรค สีสันหรือลูกเล่นของเกมจึงน้อยดึงดูดคนให้เข้ามาเล่นเกมไม่ได้” ธิดารัธกล่าว

ในส่วนของตลาดไอโอทีหรือการเชื่อมต่ออุปกรณ์กับอินเทอร์เน็ต ธุรกิจกลุ่มดังกล่าวค่อยๆ เติบโตอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าปี 2563 จะเป็นยุคเฟื่องฟู การสั่งงานเครื่องใช้ไฟฟ้าใช้งานผ่านบนโทรศัพท์มือถือขณะอยู่นอกบ้าน ขณะนี้เอเซอร์ก็หันมาจับตลาดด้วยการเปิดตัวอุปกรณ์สำหรับผู้รักการปั่นจักรยานเอ็กซ์โพลว่า (Xplova) และอุปกรณ์ผู้ช่วยดูแลสัตว์เลี้ยงพาโบ้ (Pawbo)

ต้องจับตาโอเปอเรเตอร์ ทั้งดีแทค ทรูเอไอเอส กับการจัดสรรคลื่นความถี่เพื่อรองรับ เพราะเป็นหนึ่งบริการในอนาคตคาดการณ์ว่าปริมาณการใช้เพิ่มขึ้นเชื่อว่าแต่ละค่ายจะทยอยประกาศเครือข่ายออกมา ล่าสุดเอไอเอสเปิดตัวเครือข่าย Narrow Band-Internet of Things รองรับการใช้งานกับอุปกรณ์และบริการแบบไอโอที มีจุดเด่นใช้พลังงานไฟฟ้าต่ำ อายุแบตเตอรี่อยู่ได้นานรองรับปริมาณอุปกรณ์ไอโอทีระดับแสนตัวต่อสถานีฐาน

 

อาลีบาบาเล็งลงทุนตั้งเมืองอี-คอมเมิร์ซในอีอีซี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 มีนาคม 2560 เวลา 15:24 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/487841

อาลีบาบาเล็งลงทุนตั้งเมืองอี-คอมเมิร์ซในอีอีซี

อาลีบาบาเล็งลงทุนตั้งอี-คอมเมิร์ซ ปาร์คในอีอีซี หวังใช้เป็นฮับลงทุนในภูมิภาคซีแอลเอ็มวีและเป็นจุดเชื่อมต่อตลาดโลก คาดปีนี้เริ่มเห็นและเต็มรูปแบบภายใน 2-3 ปีนี้

นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม กล่าวภายหลังผู้บริหารระดับสูงของลาซาด้า กรุ๊ป ซึ่งเป็นบริษัทในเครืออาลีบาบา ยักษ์ใหญ่ด้านอี-คอมเมิร์ซจากจีนเข้าพบหารือว่า ทางลาซาด้าได้ยืนยันความสนใจในการเข้ามาลงทุนตั้งเมืองอุตสาหกรรมอี-คอมเมิร์ซ (เจน 5 อี-คอมเมิร์ซ ปาร์ค) ในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เพื่อใช้ไทยเป็นศูนย์กลางการลงทุนธุรกิจอี-คอมเมิร์ซในภูมิภาคซีแอลเอ็มวี และเป็นจุดเชื่อมต่อตลาดโลก

“ทางลาซาด้ายืนยันว่าสนใจที่จะลงทุนอีอีซีจริงๆ เพราะได้ทำการศึกษาทั้งภูมิภาคแล้วพบว่า คอนเซ็ปต์การตั้งอี-คอมเมิร์ซ ปาร์คในไทยเหมาะสมที่สุดทั้งที่ตั้ง ขนาดของตลาดในประเทศ รวมทั้งสิทธิประโยชน์ที่จะได้รับการลงทุนในอีซีซี โดยขณะนี้ทางลาซาด้ากำลังหาพื้นที่ในการตั้ง เบื้องต้นมีตัวเลือกอยู่ที่ 5 ที่ภายในอีอีซี ซึ่งภายในเดือนพ.ค.นี้จะสรุปอีกครั้งว่าจะเลือกที่ใด คาดว่า ภายในปีนี้จะเริ่มเห็นเป็นรูปธรรม และจะเสร็จสมบูรณ์เต็มรูปแบบภายใน 2-3 ปีนี้” นายอุตตม กล่าว

ทั้งนี้ โมเดลดังกล่าว ทางลาซาด้าแจ้งว่า เคยใช้และประสบความสำเร็จมาก่อนแล้วในประเทศจีน นอกจากนี้โมเดลดังกล่าวยังเป็นคนละรูปแบบกับที่ทำในประเทศมาเลเซีย เนื่องจากในมาเลเซียจะเน้นทำในรูปแบบของการเป็นแพลตฟอร์ม จึงทำให้ไม่ทับซ้อนกัน

นายอุตตม กล่าวต่อว่า ภายในเมืองอุตสาหกรรมอี-คอมเมิร์ซ ปาร์ค จะมีองค์ประกอบพร้อมที่หนุนการเชื่อมโยงผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยให้เข้าถึงธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ โดยจะมีทั้งศูนย์แสดงและกระจายสินค้า (ดิสซิบิวชั่น) ศูนย์ฝึกอบรม (เทรนนิ่ง) และอาจจะมีการผลิตสินค้าบางประเภทเพื่อจำหน่าย ซึ่งจะมีครบเป็นคลัสเตอร์

นอกจากนี้ ทางลาซาด้ายังเห็นตรงกันว่า จะขยายความร่วมมือในการช่วยฝึกอบรมพัฒนาผู้ประกอบการเอสเอ็มอีของไทยให้เข้าสู่ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซมากขึ้น หลังได้ร่วมมือกับกระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงพาณิชย์มาก่อนหน้านี้แล้ว 3 เดือน โดยกระทรวงอุตสาหกรรมได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) และสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เป็นทีมประสานงานตรงความร่วมมือในการพัฒนาเอสเอ็มอีทั่วประเทศให้เข้าสู่ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ โดยผ่านเครือข่ายศูนย์ประจำภาคที่มีอยู่

“ลาซาด้าได้ช่วยสร้างแพลตฟอร์มที่มีชื่อว่า ‘SME 4.0 Shop’ ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่เปิดกว้างให้เอสเอ็มอีไทยสามารถนำสินค้าขึ้นมาวางจำหน่ายในระบบอี-คอมเมิร์ซได้ พร้อมกันนี้ลาซาด้าก็จะช่วยฝึกอบรมเอสเอ็มอีไทยทั้งในเรื่องของวิธีการขึ้นสู่แพลตฟอร์มอี-คอมเมิร์ซ การทำการตลาดดิจิทัล และวิธีการในการตั้งราคาสินค้าบนระบบออนไลน์” นายอุตตม กล่าว

อย่างไรก็ดี สิ่งที่ทางลาซาด้าหรือธุรกิจอี-คอมเมิร์ซต้องการในการเข้ามาลงทุนคือ การเป็นเขตปลอดอาการและเอกสาร ซึ่งตัวแทนจากกรมศุลกากรก็ให้การตอบรับที่ดี เพราะตรงกับคอนเซ็ปต์ของอีอีซีที่ต้องการให้เป็นระดับสากลเพื่อดึงดูดการลงทุนจากทั่วโลก และยิ่งในอนาคตเมื่อมีการพัฒนาสนามบินและถนนเชื่อมในพื้นที่อีอีซีก็จะยิ่งเป็นประโยชน์ต่อลาซาด้าในการส่งสินค้าออกขาย

ภาพประกอบข่าว

 

หัวเว่ยขายสมาร์ทโฟน “P10” ในไทยแล้วราคาเริ่ม17,900บาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 มีนาคม 2560 เวลา 11:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/487795

หัวเว่ยขายสมาร์ทโฟน "P10" ในไทยแล้วราคาเริ่ม17,900บาท

หัวเว่ยนำสมาร์ทโฟน P10 เข้าจำหน่ายในไทยแล้วราคาเริ่มต้น 17,900 บาท ขณะที่ P10 Plus เริ่มจำหน่าย 10 เม.ย.

นายทศพร นิษฐานนท์ รองผู้อำนวยการ หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป ประเทศไทย เปิดเผยว่า หัวเว่ย เตรียมนำ HUAWEI P10 และ P10 Plus สมาร์ทโฟนที่มาพร้อมกับนวัตกรรมจากไลก้าทั้งกล้องหลังเลนส์คู่และกล้องหน้า มาจำหน่ายในไทยแล้ว โดย P10 จะเริ่มวางจำหน่าย 31 มี.ค.นี้ ส่วน P10 Plus จะเริ่มจำหน่าย 10 เม.ย. นี้ที่หัวเว่นแบรนด์ช้อปทุกสาขา และร้านตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ

ทั้งนี้มั่นใจว่าหลัง P10 และ P10 Plus เข้ามาจำหน่ายในไทยน่าจะทำยอดได้ 3 เท่าตัวเมื่อเทียบกับยอดจำหน่าย P9 และ P9 Plus ซึ่งที่ผ่านมากระแสตอบรับยอดพรีออเดอร์ดีมาก จึงเชื่อว่าเมื่อเข้ามาจำหน่ายจริงก่อนสงกรานต์ ยอดก็น่าจะคึกคัก เพราะโดยปกติในช่วงเดือน เม.ย. จะเป็นช่วงที่คนสนใจซื้อกล้องกันมากอยู่แล้ว ซึ่งหัวเว่ย เป็นสมาร์ทโฟนที่โดดเด่นเรื่องกล้อง ดังนั้นก็น่าจะได้รับผลดีจากพฤติกรรมของผู้คนในช่วงนี้