คองเกรสไฟเขียวบริษัทเน็ตเก็บข้อมูลผู้ใช้ไม่ต้องขอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 มีนาคม 2560 เวลา 19:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/487745

คองเกรสไฟเขียวบริษัทเน็ตเก็บข้อมูลผู้ใช้ไม่ต้องขอ

สภาคองเกรสมีมติให้ยกเลิกกฎหมายคุ้มครองความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้เครือข่ายอินเทอร์เน็ต เปิดช่องผู้ให้บริการเก็บข้อมูลผู้ใช้

สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภาสหรัฐ มีมติให้ยกเลิกกฎหมายคุ้มครองความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้เครือข่ายอินเทอร์เน็ต ซึ่งประกาศใช้ในสมัยรัฐบาลประธานาธิบดี บารัก โอบามา ของสหรัฐ และนับจากนี้ บริษัทผู้ให้บริการเครือข่าย เช่น Comcast AT&T และ Verizon เป็นต้น จะสามารถเข้าถึงและเก็บข้อมูลของผู้ใช้ได้อย่างละเอียด เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ด้านการพาณิชย์โดยไม่ต้องถามความเห็นชอบจากผู้ใช้อินเทอร์เน็ต และหลังจากนี้เพียงแต่รอให้ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามเท่านั้น ก่อนที่จะประกาศใช้มาตรการดังกล่าว

ก่อนหน้านี้ แม้จะมีกฎหมายควบคุม แต่กูเกิลและเฟซบุ๊คได้ทำการเก็บข้อมูลผู้ใช้ และนำไปสร้างมูลค่าเพิ่มในด้านต่างๆ โดยเฉพาะในการขายโฆษณา ซึ่งแต่เดิมนั้นผู้ใช้สามารถสั่งระงับการใช้ข้อมูลเพื่อการโฆษณาได้ แต่เป็นที่ทราบว่าการถอนตัวจากบริษัทที่ใช้ข้อมูลของเราเป็นไปได้ยากมาก หากกฎหมายฉบับใหม่ประกาศใช้อย่างเป็นทางการ ไม่เพียงแต่ภาคธุรกิจจะติดตามผู้ใช้อินเทอร์เน็ตได้ทุกฝีก้าวเท่านั้น แต่ยิ่งทำให้การสกัดกั้นการเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวยิ่งแทบเป็นไปไม่ได้

ที่ผ่านมา ผู้ให้บริการเครือข่ายต่างร้องเรียนว่ากูเกิลและเครือข่ายสังคมออนไลน์สามารถใช้ข้อมูลดังกล่าวได้มากกว่าเจ้าของเครือข่ายเสียอีก ซึ่งหลังจากสภาคองเกรสไฟเขียวให้ยกเลิกกฎหมายที่ขัดขวางภาคธุรกิจ ไม่เพียงแต่บริษัทผู้ให้บริการเครือข่ายจะเข้าถึงข้อมูลได้เหมือนกูเกิลหรือเฟซบุ๊คเท่านั้น แต่จะยังสามารถสะกดรอยได้อย่างละเอียดยิบว่า ผู้ใช้เข้าเว็บไซต์ใดบ้าง ใช้แอพพลิเคชั่นใดในการส่งหรือรับข้อมูล และอีเมลกับข้อความที่ถูกส่งออกไป

ทั้งนี้ กฎหมายปกป้องข้อมูลประกาศใช้ในเดือน ต.ค.ปีที่แล้ว เพียงไม่กี่วันก่อนที่โดนัลด์ ทรัมป์จะกลายเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ และพรรครีพับลิกันกลายเป็นเสียงข้างมากในสภา ซึ่งนับตั้งแต่มีกฎหมายนี้ พรรครีพับลิกันพยายามคว่ำมันมาโดยตลอดจนกระทั่งประสบความสำเร็จในที่สุด โดยอ้างว่า เพื่อสร้างมาตรฐานเดียวและป้องกันความสับสนของผู้ใช้อินเทอร์เน็ต

แน่นอนว่า กลุ่มพิทักษ์สิทธิผู้บริโภคจะต่อต้านมติยกเลิกกฎหมายปกป้องข้อมูล โดยประณามสภาคองเกรสว่าเป็นลูกไล่ของภาคธุรกิจ พร้อมเตือนว่า สมาชิกสภาจะรู้ซึ้งถึงผลพวงจากการกระทำดังกล่าวในการเลือกตั้งครั้งต่อไป นอกจากนี้ ยังมีบางกลุ่มที่แสดงความไม่พอใจบริษัทกลุ่มเทคโนโลยีที่ปิดปากเงียบ ไม่ยอมแสดงจุดยืนในช่วงเวลาที่สภาคองเกรสกำลังพิจารณามติที่ว่านี้

ด้านสมาชิกพรรคเดโมแครต ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านในสภาตอบโต้ว่า พรรครีพับลิกันต้องการนำข้อมูลของประชาชนไปมอบให้กับภาคธุรกิจโดยไม่ต้องขออนุญาต ไม่เว้นแม้แต่เรื่องส่วนตัวอย่างยิ่งยวด คือข้อมูลเรื่องสุขภาพและการเงิน การกระทำดังกล่าวเป็นการเอื้อให้ภาคธุรกิจกอบโกยผลกำไรบนความเสียหายของประชาชน

ภาพ…เอเอฟพี

 

เปิดตัว “Galaxy S8” จอไร้กรอบ-ไม่มีปุ่มโฮม คาดเริ่ม 2.6 หมื่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 มีนาคม 2560 เวลา 18:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/487738

เปิดตัว "Galaxy S8" จอไร้กรอบ-ไม่มีปุ่มโฮม คาดเริ่ม 2.6 หมื่น

ซัมซุงเปิดตัว Galaxy S8 และ Galaxy S8+   เริ่มวางจำหน่ายในไทย 21 เม.ย. นี้ คาดราคาเริ่ม 26,000 บาท

บริษัท ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด เผยโฉมเรือธงรุ่นใหม่ กาแลคซี่ เอส 8 เเละ เอส 8+ ออกสู่สายตาชาวโลกเป็นครั้งแรก โดยออกแบบตัวเครื่องในลักษณะไร้กรอบ ไร้ปุ่มโฮม

นายดีเจ โกห์ ประธานธุรกิจโทรคมนาคม บริษัทซัมซุงฯ กล่าวว่า กาแลคซี่ เอส 8 คือเจตจำนงที่จะนำความเชื่อมั่นและไว้วางใจกลับคืน โดยกำหนดนิยามใหม่ให้กับขีดจำกัดของความปลอดภัย และสร้างความสำเร็จใหม่ให้กับสมาร์ทโฟนของซัมซุง

กาแลคซี่ เอส 8 ได้ถูกพัฒนาขึ้นด้วย ดีไซน์สวยล้ำ จอภาพไร้กรอบ พร้อมการใช้งานที่ครบครัน จอภาพไร้กรอบสองขนาด คือ 5.8 นิ้วสำหรับกาแลคซี่ เอส 8 และ 6.2 นิ้วกับกาแลคซี่ เอส 8+ ผ่านการออกแบบพื้นผิวด้านหน้าที่เรียบลื่น ไร้ปุ่มโฮมและเหลี่ยมมุมให้สัมผัสต้องสะดุด อีกทั้งยังช่วยให้การใช้งานแบบพร้อมกัน (Multi-tasking) มีความสะดวกมากยิ่งขึ้น การออกแบบที่กะทัดรัดเพื่อหวังมอบความคล่องตัวในการใช้งานด้วยมือเดียว เสริมความทนทานและสัมผัสที่เปี่ยมคุณภาพด้วยผิวกระจก Corning Gorilla  Glass 5 ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง

นอกเหนือไปจากนวัตกรรมการออกแบบใหม่ฉีกกฏแล้ว ซัมซุงยังมอบเทคโนโลยีล้ำสมัยอย่างต่อเนื่อง ทั้งกล้องประสิทธิภาพสูง รวมถึงคุณสมบัติต่างๆ ที่ผู้ใช้งานชื่นชอบอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้น อาทิ กล้องหน้า F1.7 พร้อมระบบออโต้โฟกัสอัจฉริยะความละเอียด 8MP และกล้องหลัง F1.7 Dual Pixel ความละเอียด 12MP เหมาะกับการใช้งานแม้ในสภาพแสงน้อย พร้อมระบบประมวลผลภาพที่ได้รับการปรับแต่งใหม่ให้การซูมและการป้องกันภาพเบลอมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

 

กาแลคซี่ เอส 8 ยังใช้ระบบประมวลผล 10nm เป็นครั้งแรกของวงการ รองรับ gigabit LTE และ gigabit Wi-Fi ที่ช่วยให้สามารถดาวน์โหลดไฟล์ต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วในระดับที่สูงถึง 1 กิกะบิตต่อวินาที โดยไม่คำนึงว่าไฟล์จะมีขนาดเท่าใด

นายดีเจ บอกอีกว่า กาแลคซี่ เอส 8 ถือเป็นสมาร์ทโฟนรายแรกของโลกที่ได้รับการรับรองจาก UHD Alliance ที่มาพร้อมการแสดงผลแบบ MOBILE HDR PREMIUM ดังนั้น ในเวลาที่คุณดูหนังเรื่องผ่านเอส 8 จะสามารถสัมผัสประสบการณ์แห่งสีสันและคอนทราสต์ได้อย่างที่ผู้สร้างภาพยนตร์ถ่ายทำมา นอกจากนี้ ยังมอบประสบการณ์การเล่นเกมที่ก้าวไปอีกขั้นด้วยเทคโนโลยีกราฟฟิกที่คมชัดและเหนือกว่าในทุกรายละเอียด พร้อมติดตั้ง Game Pack ที่มีเกมให้เลือกมากมาย รวมถึงเกมต่างๆ ที่รองรับ Vulkan API

ด้านความปลอดภัย มีระบบ ซัมซุง นอกซ์ (Samsung Knox) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มรักษาความปลอดภัยเกรดเทียบเท่าของกองทัพ รวมถึงเทคโนโลยีไบโอเมตริกร่วมด้วยอีกหลายอย่าง อาทิ ระบบสแกนลายนิ้วมือ ระบบสแกนม่านตา และระบบตรวจจับใบหน้า ให้ผู้ใช้สามารถเลือกรูปแบบการตรวจสอบตัวตนได้ตามความต้องการ

กาแลคซี่ เอส 8 ยังมาพร้อมคุณสมบัติขั้นพื้นฐานทั่วไปของอุปกรณ์ในตระกูลกาแลคซี่ ที่ทุกคนต่างชื่นชอบ ไม่ว่าจะเป็น มาตรฐานกันน้ำ กันฝุ่น IP68 รองรับ MicroSD ความจุสูงสุดถึง 256GB การแสดงผลแบบ Always-on ความสามารถรองรับการชาร์จแบตเตอรี่ไว และการชาร์จแบตเตอรี่แบบไร้สาย

 

 

ประธานธุรกิจโทรคมนาคม บอกว่า กาแลคซี่ เอส 8 มีอินเตอร์เฟซอัจฉริยะที่จะช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถใช้เครื่องได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ด้วยปุ่ม Bixby ใหม่ คุณจะสามารถเข้าถึงการใช้งาน Bixby ได้อย่างสะดวกง่ายดาย สามารถเลือกดู เลือกใช้บริการ และแอพพลิเคชั่นต่างๆ ได้อย่างง่ายดายเพียงใช้เสียง การสัมผัส หรือการพิมพ์ข้อความได้ เมื่อเปิดใช้ฟังก์ชั่นสั่งงานด้วยเสียงของ Bixby ระบบจะทำการเชื่อมต่อกับแอพพลิเคชั่นต่างๆ หลายตัวของซัมซุง อาทิ กล้องถ่ายรูป รายนามผู้ติดต่อ แกลเลอรี่ ข้อความ และการตั้งค่า

เขา นำเสนออีกว่า กาแลคซี่ เอส 8 พร้อมมอบประสบการณ์ด้วย เกียร์ วีอาร์ (Gear VR) ใหม่ด้วยระบบควบคุมจาก โอคูลัส (Oculus) ช่วยให้สามารถควบคุมการใช้งานได้ง่ายด้วยมือเพียงข้างเดียว เมื่อเข้าสู่โหมดอินเตอร์แอคทีฟเสมือนจริง ระบบควบคุมนี้จะสามารถตรวจจับความเคลื่อนไหวได้ดีกว่าเดิม และยังสามารถเชื่อมต่อเข้ากับเกียร์ 360 (Gear 360) ใหม่เพื่อมอบประสบการณ์ภาพความละเอียดในระดับ 15MP และวีดีโอ 4K แบบ360 องศา

อีกหนึ่งไฮไลท์ก็คือ ผู้ใช้กาแลคซี่ เอส 8 สามารถเก็บกระเป๋าสตางค์ไว้ที่บ้านได้เลย เพราะ Samsung Pay จะสามารถแปลงโทรศัพท์ให้กลายเป็นกระเป๋าเงินดิจิตอลที่สามารถใช้งานได้แทบทุกที่แทนบัตรเดบิตและบัตรเครดิตได้ทันที ด้วยความร่วมมือจากธนาคารพันธมิตรกว่า 870 แห่งทั่วโลก จึงมีการทำธุรกรรมผ่าน Samsung Pay แล้วกว่า 240 ล้านรายการ

ทั้งนี้ กาแลคซี่ เอส 8 จะเปิดจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 21 เมษายน เป็นต้นไป และจะมีให้เลือกในหลากสีสดใส ไม่ว่าจะเป็น Midnight Black, Orchid Gray, Arctic Silver, Coral Blue และ Maple Gold โดยราคาคาดว่า

Samsung Galaxy S8 ราคาประมาณ 26,000 บาท
Samsung Galaxy S8+ ราคาประมาณ 29,250 บาท

ภาพจาก AFP

 

 

 

แนะไทยเร่งลงทุน5จี ชี้หากล่าช้าเสียโอกาสนับแสนล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 มีนาคม 2560 เวลา 13:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/487667

แนะไทยเร่งลงทุน5จี ชี้หากล่าช้าเสียโอกาสนับแสนล้าน

เอกชนจี้รัฐเร่งลงทุน 5จี รับไทยแลนด์ 4.0 ชี้ล่าช้าจะเสียโอกาสสร้างรายได้นับแสนล้าน

นางเอมมานูเอลา เลคคี หัวหน้าฝ่ายนโยบายสาธารณะสมาคมจีเอสเอ็ม เปิดเผยว่า การลงทุนเทคโนโลยีมีทั้งความท้าทายและความเสี่ยง ถ้าต้องรอเหมือนตอนเปลี่ยนยุค 2จี มา 3จี ที่ต้องใช้เวลา 20 ปี ประเทศจะเดินหน้าไม่ทัน ดังนั้น ไม่ใช่แค่ผู้ให้บริการโครงข่ายหรือภาคเอกชนที่ให้บริการเป็นผู้ลงทุน แต่ภาครัฐควรเร่งวางโครงสร้างพื้นฐานให้ทั่วถึงและเพิ่มจำนวนคลื่นความถี่ที่เหมาะสมกับการใช้งานและควรลงมือทันทีไม่ใช่รออีก 3-5 ปี แล้วค่อยเดินหน้า

นายสกอต มายน์แฮน ที่ปรึกษาสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ITU) กล่าวว่า หากต้องการให้ประเทศเดินหน้าตามแผนไทยแลนด์ 4.0 และเริ่มมีรายได้เข้ามาในปี 2568 ต้องไม่ใช่แค่เรื่องอี-คอมเมิร์ซ แต่ต้องรวมถึงโครงสร้างทั้งหมด เพราะขณะนี้เมียนมาและกัมพูชาที่มีคลื่นความถี่มากกว่าไทยได้เดินหน้าพัฒนาและวางแผนเรื่องของเทคโนโลยีเร็วมาก ดังนั้น ไทยควรเร่งแข่งขันกับตัวเองและออกจากกับดักรายได้ระดับกลางมองเรื่องของเทคโนโลยีให้มากขึ้น เพราะจะช่วยสร้างรายได้เข้าประเทศอย่างมหาศาล ซึ่งคาดว่ารายได้ที่จะเข้ามาจากการใช้เทคโนโลยีในแต่ละอุตสาหกรรมไม่ต่ำกว่าหลักแสนล้านบาท

ด้าน นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวว่า อยู่ในช่วงเตรียมแผนเสนอนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับการทำดิจิทัลพาร์คไทยแลนด์ เพื่อดึงนักลงทุนต่างชาติเข้ามาตั้งฐานในไทย รวมทั้งวางแผนทำเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เพิ่มเติม

ภาพ เอเอฟพี

 

“Blockchain”กุญแจดอกใหม่ เพิ่มความโปร่งใสภาคธุรกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 มีนาคม 2560 เวลา 12:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/487653

"Blockchain"กุญแจดอกใหม่ เพิ่มความโปร่งใสภาคธุรกิจ

โดย…นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์

เมื่อพูดถึง Blockchain เทคโนโลยีที่มาแรงและได้รับการพูดถึงอย่างต่อเนื่องในขณะนี้ คนส่วนใหญ่มักนึกถึงการนำระบบดังกล่าวไปใช้งานในธุรกิจการเงินเพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ดี Blockchain นั้น สามารถนำไปปรับใช้ให้เข้ากับหลายภาคอุตสาหกรรม เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและประหยัดเวลาในการดำเนินงานมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ Blockchain เป็นระบบการจัดการและเก็บสถิติออนไลน์ มีรูปแบบการเก็บข้อมูลเป็นบล็อกบนเครือข่ายใยแมงมุม ซึ่งผู้ใช้งานระบบสามารถเพิ่มและตรวจสอบกิจกรรมออนไลน์ดังกล่าวได้ทั้งหมดเอง โดยไม่ต้องผ่านตัวกลางใด ซึ่งหมายความว่า ระบบดังกล่าวมีความโปร่งใสและน่าเชื่อถือสูง

ล่าสุด อาลีบาบา ยักษ์ใหญ่อี-คอมเมิร์ซ สัญชาติจีน ได้ริเริ่มโปรเจกต์ Food Trust Framework เพื่อทดลองนำระบบ Blockchain มาใช้แก้ปัญหาสินค้าปลอม โดยเฉพาะสินค้าประเภทอาหาร เพื่อให้ผู้ขายสินค้าบนเถาเป่าและทีมอลล์ แพลตฟอร์มค้าปลีกออนไลน์ สามารถติดตามแหล่งที่มาของสินค้าต่างๆ ผ่านซัพพลายเชนได้แบบเรียลไทม์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความรวดเร็วในการตรวจสอบสินค้าต้องสงสัย และสร้างความมั่นใจเกี่ยวกับความปลอดภัยของอาหารได้

อาลีบาบา เปิดเผยว่าจะเริ่มทดลองระบบ Blockchain ในออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ก่อน ซึ่งเป็น 2 ประเทศหลักที่ส่งสินค้ามาจำหน่ายบนแพลตฟอร์มของอาลีบาบา โดย แม็กกี้ โจว ผู้อำนวยการจัดการของอาลีบาบา กรุ๊ป ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ มองว่า โปรเจกต์ทดลองดังกล่าวจะเป็นก้าวแรกในการฟื้นความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทั่วโลก หลังอาลีบาบาโดนโจมตีประเด็นการขายสินค้าปลอมอย่างหนัก

นอกเหนือจากธุรกิจค้าปลีกออนไลน์อย่างอาลีบาบาแล้ว ดีลอยต์ เปิดเผยว่า เทคโนโลยี Blockchain สามารถพลิกโฉมธุรกิจบริการสุขภาพได้ด้วยเช่นกัน ทั้งในด้านการเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ รวมถึงการยกระดับความปลอดภัยและลดรายจ่ายในการเก็บข้อมูลผู้ป่วย

พรีเมียร์ เฮลท์แคร์ อลิอันซ์ ซึ่งให้บริการด้านการจัดซื้อ บริการซัพพลายเชน และการวัดประสิทธิภาพการดำเนินงานให้กับธุรกิจบริการสุขภาพในสหรัฐเปิดเผยว่า การขาด Interoperability หรือระบบการสื่อสารและแลกเปลี่ยนข้อมูลผู้ป่วยแบบอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างโรงพยาบาลต่างๆ ทำให้ธุรกิจบริการสุขภาพต้องเสียค่าใช้จ่ายไปถึง 1.86 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 6.4 แสนล้านบาท) ต่อปี และสูญเสียชีวิตผู้ป่วยไปราว 1.5 แสนรายในแต่ละปี โดยการนำ Blockchain มาใช้งาน ซึ่งเป็นการรวมศูนย์และเชื่อมต่อข้อมูลต่างๆ สามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้

ทั้ง 2 ภาคธุรกิจจัดเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของการประยุกต์ใช้งาน Blockchain ซึ่งธุรกิจอื่นๆ น่าจะมีการนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้ผสมผสานกับการดำเนินงานในอนาคตมากยิ่งขึ้น

 

ไอดีซีชี้โอเปอเรเตอร์แข่งดุ บูมคอนเทนต์หนัง-ไอโอที

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 มีนาคม 2560 เวลา 12:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/487650

ไอดีซีชี้โอเปอเรเตอร์แข่งดุ บูมคอนเทนต์หนัง-ไอโอที

ไอดีซีฯ คาดโอเปอเรเตอร์แข่งบริการคอนเทนต์ดูหนัง ขยายคลื่นความถี่รับมือการใช้ไอโอที

นายจาริตร์ สิทธุ ผู้จัดการฝ่ายงานวิจัย สายงานศึกษาตลาดไคลเอนต์ ดีไวซ์ประจำไอดีซี ประเทศไทย เปิดเผยว่า การแข่งขันของผู้ให้บริการ หรือโอเปอเรเตอร์ ที่ต้องขยายธุรกิจจากให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือมาสู่การให้บริการเนื้อหาหรือคอนเทนต์โพรไวเดอร์ มาจากแนวโน้มการโทรศัพท์คุยกันลดลง หรือกระทั่งการใช้ดาต้าก็จะเริ่มอิ่มตัวด้วยจำนวนประชากรไทยราว 70 ล้านคน ที่ไม่ได้ขยายเพิ่มขึ้น โจทย์การสร้างรายได้ต้องทำให้คนใช้แพ็กเกจผ่านโทรศัพท์มือถือเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ รายได้ของเอไอเอสจากการทำรุกตลาดวิดีโอออนดีมานด์ ทำให้ใช้งานอินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้น และรายได้จากการจ่ายเงินเพิ่มเพื่อการดูหนังเริ่มต้น 299 บาท/เดือน ส่วนกลยุทธ์ของทรูฯส่วนใหญ่มุ่งเน้นจัดโปรโมชั่นราคาต้องจับต้องได้ง่าย อาทิ ทรูวิชั่นส์ กับ ทรูมูฟ เอชแพ็กเกจเอาใจคอฟุตบอล 6 ลีก อาทิ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ลาลีกา สเปน เริ่มต้น29 บาท/เดือน สำหรับการดูผ่านมือถือ เพื่อดึงให้ลูกค้าใช้บริการ

อย่างไรก็ดี บริการสื่อสารและแพร่ภาพและเสียงผ่านอินเทอร์เน็ตมีศักยภาพเติบโตอีกมาก แต่การรับชมก็ไม่แพร่หลายหรือเป็นตลาดแมส ข้อจำกัดหน้าจอมีขนาดเล็ก ต้นทุนของอุปกรณ์สมาร์ทโฟนค่อนข้างสูง แต่แนวโน้มคนจะยอมจ่ายเงินเพื่อซื้อคอนเทนต์ที่ต้องการดู สำหรับต่างประเทศเริ่มขยายสู่คอนเทนต์ไปสู่รายการการ์ตูนจับมือกับค่ายดังเพื่อขยายฐานผู้ชมไปสู่เด็ก ซึ่งฐานผู้ชมคนไทยยังเป็นเจเนอเรชั่นเอ็กซ์กับวาย

ขณะที่ตลาดไอโอที สำนักวิจัยการ์ตเนอร์ คาดว่าสิ่งเชื่อมต่อกันเป็นไอโอทีปี 2558 จาก 4,900 ล้านสิ่งจะเพิ่มเป็น 2.5 หมื่นล้านสิ่งภายในปี 2563 สำหรับในไทยตลาดดังกล่าวกำลังเริ่มขับเคลื่อนและคนเริ่มใช้อย่างไม่รู้ตัว อาทิ ระบบกล้องวงจรปิดและในอนาคตอินเทอร์เน็ตจะเข้าไปเชื่อมต่ออุปกรณ์มาก โดยให้ผู้ใช้สามารถสั่งงานได้บนโทรศัพท์มือถือ เป็นอีกหนึ่งบริการที่โอเปอเรเตอร์จะชูขึ้นมาแข่งขัน

นายภารไดย ธีระธาดา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มกิจการองค์กร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือดีแทค กล่าวว่า ตลาดไอโอทีหรืออินเทอร์เน็ตสำหรับทุกสิ่งสามารถใช้คลื่นความถี่ย่าน 700-800 เมกะเฮิรตซ์ หรือมีความถี่ไม่สูงแต่สามารถกระจายไปยังพื้นที่ได้ทั่วถึง ทั้งนี้คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จะนำมาเปิดประมูลในปี 2563

 

ติดอาวุธใหม่โลกโซเชียล สร้างแบรนด์เอ็นเกจเมนต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 มีนาคม 2560 เวลา 21:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/487591

ติดอาวุธใหม่โลกโซเชียล สร้างแบรนด์เอ็นเกจเมนต์

ในแง่ของการทำตลาดและการสร้างแบรนด์ เฟซบุ๊กไลน์ ยูทูบ เป็นโซเชียลมีเดียที่เข้ามาเป็นเครื่องมือเอ็นเกจเมนต์ (Engagement) หรือการดึงให้คนเข้ามามีส่วนร่วม กด “ไลค์ เมนต์ แชร์ แชต ดูหนังฟังเพลง” ของนักการตลาดที่ทรงพลังในยุคดิจิทัลที่ผู้บริโภครับสื่อน้อยลงทุกวัน

โดย…รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

จอห์น แวกเนอร์ กรรมการผู้จัดการ เฟซบุ๊ก ประเทศไทย เปิดเผยว่า ข้อมูลของสถาบันวิจัยสมองเชิงสถิติระบุว่า ปลาทองมีช่วงความสนใจนานราว 9 วินาทีในขณะที่ช่วงความสนใจของมนุษย์โดยเฉลี่ยลดลงประมาณ 33% ตั้งแต่ปี 2543 เหลือเพียง 8.25 วินาที ในปี 2558 ดังนั้นการทำตลาดหรือสร้างแบรนด์ผ่านทางเฟซบุ๊กต้องดึงดูดความสนใจผ่านฟีเจอร์ Auto-Play หรือคลิปวิดีโอที่เล่นเองอัตโนมัติ ซึ่งไม่ต้องการการสั่งงานใดๆ จากผู้ใช้ หรือ Hyperlapse วิดีโอแบบเร่งความเร็วสูงที่ผู้คนนิยมใช้งานในปัจจุบัน

ทั้งนี้ สร้างแบรนด์ต้องทำตั้งแต่วินาทีแรก วิธีการนี้ส่งสัญญาณถึงความสำคัญและความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับผู้คน นอกจากนั้นคนอาจไม่ดูโฆษณานานพอที่จะสังเกตเห็นโลโก้ หรือแบรนด์ซึ่งปรากฏออกมาในภายหลัง การสื่อสารโดยไม่ใช้เสียง ใช้ซับไตเติ้ล เหมือนอย่างที่โฆษณาบนมือถือหลายๆ เรื่อง สามารถรับชมแม้ปิดเสียง หรือการซูมเข้าในเฟรมที่สำคัญสำหรับหน้าจอที่เล็กกว่า รูปแบบส่งข้อความทันทีทันใด ภายในไม่กี่วินาทีแรก ซึ่ง 10 วินาทีถือว่านานที่สุดแล้ว นี่คือกฎสำหรับในยุคนี้

“การเข้าถึงลูกค้าบนเฟซบุ๊กหน้าเพจต้องมีความแอ็กทีฟอยู่เสมอ เพราะมีถึง 92% ของนักช็อปชาวไทยใช้งาน ทุกวันเพื่อค้นหาสินค้าใหม่ๆ อ่านรีวิวจากผู้ใช้อื่นๆ เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นในแบรนด์ที่พวกเขาอาจไม่คุ้นเคยมาก่อน ดึงดูดลูกค้าของคุณให้มีส่วนร่วมผ่านบทสนทนา เพื่อให้พวกเขารู้สึกใกล้ชิดและผูกพันกับธุรกิจของคุณมากขึ้น ตอบสนองอย่างรวดเร็ว ยึดถือการบริการเป็นหัวใจ”แวกเนอร์ กล่าว

ขณะที่ความได้เปรียบของไลน์มองว่าเป็นช่องทางการสื่อระหว่างแบรนด์บนโทรศัพท์มือถือ โดย อริยะ พนมยงค์ กรรมการผู้จัดการ ไลน์ ประเทศไทย กล่าวว่า กลยุทธ์เอ็นเกจเมนต์คนในยุคดิจิทัลต้องเข้าถึงให้เร็ว วิ่งตามผู้บริโภคให้ทัน และแบรนด์ต้องกล้าทดลองใช้เครื่องมือใหม่ๆเพื่อดึงผู้บริโภคเข้ามามีส่วนร่วม เช่น แชตบ็อต (Chat Bot) พัฒนาขึ้นมาเพื่อให้ทดแทนแอพพลิเคชั่นด้วยการเข้าถึงบริการต่างๆ จากไลน์ เป็นระบบโต้ตอบอัตโนมัติ และต่อไปจะอยู่ในสเต็ปพัฒนาการทำตลาดให้เฉพาะเจาะจงตามกลุ่มลูกค้า โดยมีระบบปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอวิเคราะห์ถึงความต้องการ ปัจจุบันเริ่มมีแบรนด์เข้ามาใช้บริการแล้ว อาทิ ยูนิลีเวอร์ลาซาด้า อูเบอร์

นอกจากนี้ คงปฏิเสธไม่ได้ว่าโลกต้องเชื่อมต่อระหว่างออนไลน์กับออฟไลน์หรือเรียกรูปแบบ O2O (Offline to Online) ไลน์จึงเปิดตัว Beacon เพื่อให้ข้อมูลผลิตภัณฑ์มอบคูปองโปรโมชั่นต่างๆเพียงแค่เปิดบลูทูธ เทคโนโลยีจะจับพฤติกรรมของผู้บริโภคว่าอยู่ที่ไหนหรือระหว่างร้านค้าหรือไม่ และจัดส่งโปรโมชั่นไป ในส่วนนี้จะเป็นเครื่องมือที่ทำให้แบรนด์สร้างยอดขาย เป็นการกระตุ้นการตัดสินใจซื้อ ณ จุดขายสินค้าและบริการได้เป็นอย่างดี เบื้องต้นวางแผนจะเจาะกลุ่มลูกค้า ค้าปลีกและร้านค้าบริการต่างๆ

เบน คิง หัวหน้าฝ่ายธุรกิจ กูเกิลประเทศไทย กล่าวว่า ยูทูบ เป็นแพลตฟอร์มที่แบรนด์ต่างๆ นำมาใช้เพื่อเป็นการสื่อสารและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย โดยการทำวิดีโอโฆษณาไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว สำหรับความคิดสร้างสรรค์สำคัญต้องเป็นเนื้อหาเรื่องราวที่เข้าถึงผู้ชมได้เหมาะสม โดยธีมเรื่องรูปแบบที่มาแรง คือ การเล่าเรื่อง และการสร้างการจดจำแบรนด์ผ่านการนำเสนอเรื่องราว ซึ่งเนื้อหาด้านความผูกพันในครอบครัว ความรัก และการสูญเสีย จะมีผู้เข้าชมมากที่สุด จากการวิดีโอโฆษณาทั้ง10 เรื่อง ในปี 2559 ที่ได้รับรางวัล

สำหรับความโดดเด่นของแพลตฟอร์มยูทูบที่หลายแบรนด์ต้องใช้เป็นเครื่องมือการเอ็นเกจเมนต์ ด้วยจำนวนผู้ชมวิดีโอบนยูทูบประเทศไทยผ่านอุปกรณ์มือถือโต90% ซึ่งผู้ใช้อินเทอร์เน็ต 62% ใช้เวลาบนยูทูบมากกว่าโทรทัศน์ นอกจากนี้แบรนด์ต้องปรับตัวเพื่อให้เข้าถึงผู้บริโภคได้ด้วยการนำเสนอคุณภาพของคอนเทนต์ สิ่งที่ต้องจับตาคือการรับชมทางโมบาย สมาร์ททีวี และโครมคาสต์

ไม่ว่านักการตลาดจะใช้แพลตฟอร์มใดเฟซบุ๊ก ไลน์ และยูทูบ สิ่งสำคัญคือแบรนด์จะทำอย่างไรเพื่อดึงผู้บริโภคให้เข้ามามีส่วนร่วม ด้วยเครื่องมือใหม่ๆ ไลฟ์วิดีโอเฟซบุ๊ก Beacon ที่ช่วยทำให้การทำโปรโมชั่นสัมฤทธิผลได้เร็วขึ้น หรือการทำโฆษณาในยูทูบอย่างไรไม่ให้ผู้ชมกดข้ามในยุคผู้บริโภคดื้อยา

 

“เหงาจัง อยากมีคนจีบ” พบกับอุปกรณ์ส่งสัญญาณเตือนเมื่อมีคนสะดุดรักคุณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 มีนาคม 2560 เวลา 17:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/487570

"เหงาจัง อยากมีคนจีบ" พบกับอุปกรณ์ส่งสัญญาณเตือนเมื่อมีคนสะดุดรักคุณ

อุปกรณ์สวมใส่ที่ได้แรงบันดาลใจจากดอกไม้ทะเลที่คอยจับสัญญาณรอบตัว และแจ้งเตือนไปยังผู้ใช้เมื่อมีใครสนใจคุณเข้าแล้ว

มีใครบางคนกำลังจ้องมองคุณผู้อ่านด้วยความสเน่หาอยู่รึเปล่า? จะดีแค่ไหนหากมีเทคโนโลยีที่ช่วยส่งสัญญาณเตือนให้แก่คุณ เมื่อใครบางคนสะดุดรักคุณเข้าเสียแล้ว

“ไม่มีใครคิดจะจีบฉันจริงๆเหรอ?” ในอนาคตอันใกล้นี้คุณผู้อ่านอาจไม่ต้องคอยถามตัวเองซ้ำๆด้วยคำถามเดิมอีกต่อไป เพราะเสื้อผ้าที่คุณสวมใส่ช่วยคุณได้ ต้องขอขอบคุณ Ripple อุปกรณ์สวมใส่ที่ได้แรงบันดาลใจมากจากดอกไม้ทะเล ซึ่งจะทำหน้าที่จับสัญญาณรักรอบๆตัวผู้สวม

ผลงานที่ผนวกเอาแฟชั่น และเทคโนโลยีมารวมเข้าด้วยกันนี้เกิดขึ้นโดยทีมนักศึกษาจาก Imperial College และ Royal College of Art จากกรุงลอนดอน โดยมีแนวคิดมาจากการที่ผู้คนแสดงออกต่อกันน้อยลงๆในชีวิตประจำวัน ฉะนั้นแล้วพวกเขาจึงคิดค้นอุปกรณ์ที่จะช่วยให้ผู้คนไม่ต้องพลาดโอกาสที่จะรู้สึกเป็นที่รักไป

Ripple เป็นอุปกรณ์สวมที่ไหล่คล้ายเฟอร์ หรือผ้าพันคอ ภายในประกอบด้วยกล้องขนาดเล็ก 2 กล้องที่จะคอยทำหน้าที่เป็นดวงตาสอดส่องให้ว่ามีใครกำลังสนใจผู้สวมใส่อยู่หรือไม่ หากมีตัวอุปกรณ์จะส่งสัญญาณเตือนไปยังแผ่นหลังให้รับรู้ และเมื่อผู้สวมใส่หันกลับไปมองหาใครคนนั้น Ripple จะส่งสัญญาณเตือนไปที่ไหล่ เมื่อคุณหันไปพบเจอกับใครคนนั้นถูกคน

ฟังดูเป็นอุปกรณ์อัจฉริยะที่ควรค่าแก่การหาซื้อมาสวมใส่มากๆ อย่างไรก็ดีขณะนี้ตัวอุปกรณ์ยังไม่ถูกวางตลาดจริง และเป็นเพียงตัวต้นแบบเท่านั้น อย่างไรก็ตาม Ripple ยังคงต้องพัฒนาการจับสัญญาณอีกมาก ในกรณีที่ผู้คนรอบตัวกำลังจ้องมองคุณ ไม่ใช่เพราะตกหลุมรัก แต่เป็นเพราะคุณกำลังสวมใส่อะไรแปลกๆมากกว่า ซึ่งเป็นสัญญาณที่ผิดไปจากความตั้งใจของผู้ผลิตมาก

ทั้งนี้ไอเดียของพวกเขาก็ถือได้ว่าน่าสนใจ การผนวกแฟชั่นเข้ากับเทคโนโลยีเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้คนหันมาสื่อสารกันนี้ ฉะนั้นแล้วจะยังคงปัดทินเดอร์อยู่ทำไม? สวมใส่หนวดแปลกๆนี้แล้วออกไปเดินเล่นให้สัญญาณสั่นกันดีกว่า

 

 

ขอขอบคุณ https://www.feelripple.com

 

 

ชำแหละเขตการค้าเสรีดิจิทัลมาเลย์-จีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 มีนาคม 2560 เวลา 20:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/487395

ชำแหละเขตการค้าเสรีดิจิทัลมาเลย์-จีน

ส่องความร่วมมือครั้งสำคัญของ “แจ็ค หม่า” กับมาเลเซียที่ร่วมพัฒนาเขตการค้าเสรีดิจิทัล มุ่งเป็นศูนย์กลางอีคอมเมิร์ซในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา แจ็ค หม่า ประธานอาลีบาบา กรุ๊ป อีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ของจีน ประกาศจับมือกับมาเลเซีย ร่วมกันพัฒนาเขตการค้าเสรีดิจิทัล (Digital Free Trade Zone) ในมาเลเซีย มุ่งเป็นศูนย์กลางด้านธุรกิจอีคอมเมิร์ซในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยการเจรจาครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจากการหารือระหว่าง โพส มาเลเซีย (Pos malaysia) บริษัทไปรษณีย์ของรัฐเมื่อปีก่อน เพื่อเป็นตัวกลางในการขนส่งสินค้าของเว็บไซต์อาลีบาบาโดยไม่ผ่านคนกลาง

DFTZ คือเขตการค้าพิเศษสำหรับธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่มีการนำเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มล้ำสมัยเข้ามาใช้ เพื่อลดอุปสรรคทางการค้าให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม รวมทั้งผู้ประกอบการรุ่นใหม่เข้าสู่ตลาดโลกได้ง่ายขึ้น ตั้งอยู่ใกล้กับสนามบินนานาชาติกัวลาลัมเปอร์ แบ่งออกเป็น 4 บริการหลัก คือ 1.ศูนย์กลางด้านการขนส่ง ให้การออกของจากศุลกากรมีความรวดเร็ว 2.อีเซอร์วิส เชื่อมต่อการค้าระหว่างจีนและมาเลเซีย 3.อีเพย์เม้นท์ บริการการเงินระหว่างธุรกิจ 4.พัฒนาความรู้ ตั้งศูนย์ฝึกอบรมให้ความรู้กิจการสตาร์ทอัพและสนับสนุนธุรกิจดิจิทัลของมาเลเซีย

ความร่วมมือนี้เกิดจากแผนโรดแมปของมาเลเซีย ที่ต้องการวางตำแหน่งประเทศเป็นศูนย์กลางด้านการขนส่ง และ Digital Economy หรือการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และดึงดูดนักลงทุนจากต่างประเทศ ประกอบกับความฝันของหม่า ที่ต้องการสร้างแพลตฟอร์มการค้าขายผ่านอิเล็กทรอนิก (eWTP) เพื่อลดอุปสรรคทางการค้าให้กับธุรกิจเอสเอ็มอีและผู้ประกอบการรายใหม่ ภายใต้ความร่วมมือดังกล่าว การซื้อขายผ่านอีคอมเมิร์ซไม่เกิน 1,200 หยวน จะได้รับการยกเว้นภาษี

ตัวแทนจากอาลีบาบาคาดว่าโครงการ DFTZ จะแล้วเสร็จภายในปี 2019 คาดว่าจะสร้างงานในมาเลเซียได้ราว 60,000 ตำแหน่ง และจะมีมูลค่าการซื้อขายราว 65,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2025

ภาพ เอเอฟพี

 

ส.ส.อู้ยาก เฟซบุ๊กเปิด’ทาวน์ฮอลล์’เชื่อมตรงประชาชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 มีนาคม 2560 เวลา 18:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/487389

ส.ส.อู้ยาก เฟซบุ๊กเปิด'ทาวน์ฮอลล์'เชื่อมตรงประชาชน

เฟซบุ๊กเปิดเครื่องมือใหม่ ‘ทาวน์ฮอลล์’ ให้ประชาชนโพสต์/โทรหาส.ส.เขตตัวเองได้โดยตรง

เว็บไซต์เฟซบุ๊กได้เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ในชื่อ “ทาวน์ฮอลล์” (Town Hall) เพื่อสร้างการเชื่อมต่อโดยตรงผ่านเฟซบุ๊กเป็นครั้งแรกระหว่าง “นักการเมือง” กับ “ประชาชน” โดยเปิดช่องทางให้ประชาชนสามารถโพสต์และโทรหา ส.ส.หรือนักการเมืองในท้องที่ของตนเองได้โดยตรง ซึ่งจะทำให้เฟสบุ๊คเข้ามามีบทบาททางการเมืองมากขึ้น และยังทำให้การเมืองเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวขึ้นมากกว่าเดิม โดยเริ่มเปิดตัวเมื่อวันจันทร์ที่ 27 มี.ค. ตามเวลาในสหรัฐ และจะประเดิมให้บริการเฉพาะในสหรัฐก่อนเป็นประเทศแรก

เครื่องมือใหม่นี้จะเป็นปุ่มที่เพิ่มเข้ามาในหน้าเพจของตนเอง ซึ่งเมื่อกดปุ่มทาวน์ฮอลล์ ผู้ใช้จะต้องใส่เขตพื้นที่บ้านของตนเองเพื่อค้นหาเฟซบุ๊กของ ส.ส.หรือนักการเมืองท้องถิ่นในเขตที่ตนเองอยู่

จากนั้นผู้ใช้สามารถเข้าไปติดตาม (follow) เพจของ ส.ส.ของตนเองเพื่ออัพเดทข่าวสารความในหน้าเพจนั้นๆ ซึ่งหากผู้ใช้เข้าไปโพสต์ข้อความ ความเห็น หรือกดไลค์ เฟสบุ๊คก็จะขึ้นปุ่มช่องทางการสื่อสารอื่นๆ เพิ่มเติมให้อีก เช่น ปุ่ม Call ที่สามารถกดโทรศัพท์ผ่านเฟสบุ๊คถึง ส.ส.ดังกล่าวได้โดยตรง รวมถึงปุ่มส่งข้อความส่วนตัว (Message) และปุ่มส่งอีเมล

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) และผู้ร่วมก่อตั้งเฟซบุ๊ก ระบุว่า ทาวน์ฮอลล์คือเครื่องมือใหม่ที่ช่วยสร้างประชาคมการมีส่วนร่วมของพลเมือง โดยเริ่มต้นจากการรับรู้ก่อนว่าใครคือนักการเมืองที่เป็นตัวแทนในพื้นที่ และทำอย่างไรให้เสียงของตนเองส่งไปถึงนักการเมืองเหล่านั้น ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้รู้สึกถึงการเชื่อมต่อกับชุมชนของตัวเอง และความเป้นประชาธิปไตย โดยเฟสบุ๊คจะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากขึ้น

ทั้งนี้ ทาวน์ฮอลล์จะเริ่มจากนักการเมืองท้องถิ่นใน 150 เมืองใหญ่ที่สุดในสหรัฐ ก่อนจะขยายไปยังเมืองขนาดรองลงมาต่อไปในอนาคต และยังไม่มีรายละเอียดเพิ่มเติมว่า โครงการนี้จะมีแนวโน้มขยายไปยังประเทศอื่นๆ นอกเหนือจากสหรัฐด้วยหรือไม่

 

 

 

โนสนโนแคร์รถติดอีกต่อไป เพราะรถจี๊ปคันนี้แปลงร่างได้!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 มีนาคม 2560 เวลา 18:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/487386

โนสนโนแคร์รถติดอีกต่อไป เพราะรถจี๊ปคันนี้แปลงร่างได้!

พบกับ Hum Rider รถจี๊ปรุ่นใหม่ที่สามารถยกตัวเองให้สูงขึ้นได้ถึง 2.7 เมตรเพื่อหนีสถานการณ์รถติดอันน่าเบื่อ

ต้องขอขอบคุณปัญหาโลกแตกอย่างรถติดที่ผู้คนทั่วโลกล้วนมีประสบกาณ์ร่วมกัน จนนำไปสู่ไอเดียและนวัตกรรมมากมายที่ถูกสร้างสรรค์พัฒนาขึ้นเพื่อแก้ปัญหาที่น่าเบื่อนี้ ไม่ว่าจะเป็นแอพพลิเคชั่นคำนวณเส้นทางที่เหมาะสม ไปจนถึงแท็กซี่โดรนที่หนีแบบขึ้นฟ้าไปเลย

ล่าสุดบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ Jeep Grand Cherokee สัญชาติอเมริกันได้ออกมาโปรโมทรถยนต์รุ่นใหม่ของพวกเขาที่มีชื่อเท่ๆว่า Hum Rider รถ SUV ที่สามารถยกตัวขึ้นสูงกว่าเดิม 2.7 เมตร จนสูงเหนือรถยนต์คันอื่นๆ ซึ่งขั้นตอนการแปลงร่างจากรถจี๊ปธรรมดาๆ ไปสู่การยกสูงขึ้นนั้นจะชวนให้คุณผู้อ่านนึกถึงการแปลงร่างของหุ่นยนต์ออฟติมัส ไพร์ม จากภาพยนตร์ทรานฟอเมอร์ไม่มีผิด

ไม่ว่าใครที่ได้เห็น Hum Rider แปลงร่างล้วนแต่อ้าปากค้าง และประทับใจกันทั้งสิ้น ซึ่งผู้อยู่เบื้องหลังไอเดียบรรเจิดนี้คือ Scott Beverly ผู้เป็นแฟนตัวยงของภาพยนตร์ไซไฟอย่าง Interstellar, Inception และ The Dark Knight เป็นต้น

Hum Rider ใช้แก๊สในการขับเคลื่อน และเมื่อตัวรถถูกยกลอยขึ้นแล้วการควบคุมพวงมาลัย เกียร์ตลอดจนการเบรกนั้นยังคงใช้ได้ตามปกติ ซึ่งวิธีการนั้นก็ง่ายแสนง่าย เพียงแค่ผู้ขับกดปุ่มเดียวเท่านั้น นอกจากนั้นระบบยังคำนึงถึงความปลอดภัยด้วยกล้อง 4 จุดที่ช่วยให้ผู้ขับมองเห็นรอบๆรถอีกด้วย

ลองชมคลิปวิดีโอที่ Hum Rider ได้ทดลองแปลงร่างกลางถนนกัน แล้วคุณจะไม่อยากเสียเวลาติดแหงกอยู่บนท้องถนนกับรถคันเดิมๆของคุณอีกต่อไป