ทรูชูโคเวิร์กกิ้งสเปซย้ำแบรนด์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 มีนาคม 2560 เวลา 11:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/486343

ทรูชูโคเวิร์กกิ้งสเปซย้ำแบรนด์

ทรูลุยสร้างแบรนด์ผ่านโค-เวิร์กกิ้งสเปซ ประกาศเทงบ 200 ล้าน ขยายทรูสเฟียร์ให้ครบ 15 สาขาสิ้นปีนี้

นายปพนธ์ รัตนชัยกานนท์ ผู้ช่วยบริหารงานประธานคณะผู้บริหารด้านแบรนด์และการสื่อสาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น เปิดเผยว่า จากแนวโน้มของพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาทำงานนอกสำนักงานมากขึ้น บริษัทจึงเล็งเห็นโอกาสในการเข้ามาสร้างแบรนด์ทรูให้เข้าไปอยู่ในใจของผู้บริโภคมากขึ้น ด้วยการปรับปรุงร้านทรูช็อปให้มีความทันสมัยและมีความเป็นพรีเมียม พร้อมกับเปิดให้บริการโค-เวิร์กกิ้งสเปซ ระดับพรีเมียมภายใต้ชื่อ ทรูสเฟียร์ โค-เวิร์กกิ้ง สเปซ เพื่อให้บริการกลุ่มลูกค้าองค์กรระดับแบล็กการ์ด ซึ่งปัจจุบันมีมากกว่า 1 แสนรายทั่วประเทศ

สำหรับในปีนี้บริษัทมีแผนที่จะเปิดทรูสเฟียร์ โค-เวิร์กกิ้งสเปซให้ครบ 15 สาขา ภายใต้งบลงทุนรวม 200 ล้านบาท จากปัจจุบันเปิดให้บริการไปแล้วจำนวน 5 สาขา ประกอบด้วย ศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์ ศูนย์การค้าเมกาบางนา ศูนย์การค้าเดอะมอลล์ บางกะปิ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา เวสต์เกต และศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต

นอกจากนี้ เพื่อตอบรับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ล่าสุดบริษัทได้ใช้งบ 30 ล้านบาท ปรับปรุงร้านทรูช็อปที่ศูนย์การค้าสยามพารากอนให้เป็นร้านทรู แบรนดิ้ง ช็อป เพื่อให้บริการโค-เวิร์กกิ้งสเปซ และอัพเดทเทรนด์สินค้าไอที เน้นบริการกลุ่มลูกค้าทั่วไปกับเทคโนโลยีที่ดีที่สุดที่บริษัทได้นำมาให้บริการ เช่น อุปกรณ์และแกดเจ็ต จากทั่วทุกมุมโลก การเรียนรู้ Thailand 4.0 ด้วย Digital Park Stadium ความบันเทิงผ่านแอพ TrueID เป็นต้น

“ในส่วนของการเปิดร้านทรู แบรนดิ้ง ช็อป บริษัทจะเปิดให้บริการที่ศูนย์การค้าสยามพารากอนเพียงแห่งเดียวเท่านั้น เนื่องจากบริษัทต้องการให้ช็อปดังกล่าวเป็นสถานที่ที่ทุกคนต้องมาไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยว บริษัทต้องการให้ร้านทรู แบรนดิ้ง ช็อปแห่งนี้เป็นสถานที่ที่นักท่องเที่ยวทุกคนต้องมา ถ้าไม่มาถือว่ามาไม่ถึงประเทศไทย เพราะภายในร้านจะเป็นเหมือนดิจิทัล พาร์ค สเตเดี้ยม ที่ทุกคนสามารถเข้ามาใช้บริการ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจใหม่ๆ ด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยีที่ดีที่สุด”นายปพนธ์ กล่าว

 

“ไลน์” มุ่งโมบายพอร์ทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 มีนาคม 2560 เวลา 00:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/486286

"ไลน์" มุ่งโมบายพอร์ทัล

โดย…รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

เป็นที่น่าจับตามองสำหรับ “ไลน์” หลังประกาศวิชั่นใหม่สู่การเป็นประตูนำไปสู่การใช้งานบนโทรศัพท์มือถือ (Mobile Portal) ด้วยการแตกบริการใหม่เพื่อสร้างให้มากกว่าเป็นแค่แอพพลิเคชั่นสำหรับแชตเพียงอย่างเดียว ซึ่งเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์การสร้างรายได้นอกเหนือจากเกม สติ๊กเกอร์และโฆษณา

อริยะ พนมยงค์ กรรมการผู้จัดการไลน์ ประเทศไทย เปิดเผยว่า กลยุทธ์การเป็นประตูนำไปสู่การใช้งานบนโทรศัพท์มือถือคือ การสร้างไลน์ให้เป็นศูนย์กลางแห่งประสบการณ์ดิจิทัล ด้วยการนำเสนอการบริการที่ช่วยให้ชีวิตของคนง่ายขึ้น ครอบคลุมทุกมิติของการใช้ชีวิตมีด้วย 4 ด้านหลัก ได้แก่ 1.การติดต่อสื่อสาร ซึ่งเป็นผลจากการสำรวจของเอซีนีลเส็นคนไทยใช้เวลาเฉลี่ยบนสมาร์ทโฟน 234 นาที/วัน โดย 1 ใน 3 ของเวลาการใช้งานสมาร์ทโฟน 70 นาที/วัน

ดังนั้น โจทย์ของไลน์คือ ต้องทำอย่างไรเพื่อเพิ่มการใช้บริการไลน์ให้นานขึ้น จึงต้องแตกบริการใหม่ๆ ที่เข้ากับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค เนื่องจากการขยายจำนวนผู้ใช้ทำได้ยากจากอัตราการใช้ไลน์ 41 ล้านคน หรือคิดเป็นสัดส่วนผู้ใช้สมาร์ทโฟนถึง 94% 2.การรุกกลุ่มธุรกิจคอนเทนต์ในกลุ่มทีวี ด้วยแอพพลิเคชั่นไลน์ทีวี โดยปีนี้เปิดรายการใหม่คือ กลุ่มกีฬาและความงาม เพิ่มจากรายการละคร บันเทิง การถ่ายทอดสด

“ไลน์ทีวีเป็นธุรกิจที่มีศักยภาพปีนี้วางแผนร่วมกับพันธมิตรช่อง 8 พีพีทีวี จีบัน และจะเพิ่มพันธมิตรใหม่ๆ จากธุรกิจหลักๆ เพื่อสร้างรายได้ให้ไลน์จากโฆษณาทางทีวี เนื่องจากเทรนด์ของผู้บริโภคหันไปดูวิดีโอออนไลน์ 133 นาที/วัน หรือคิดเป็น 2 เท่าของค่าเฉลี่ยทั่วโลก 65 นาที/วัน นอกจากนี้มีแนวโน้มว่างบโฆษณามูลค่ากว่า 1 แสนล้านบาท เป็นงบโฆษณาสัดส่วนราว 10% หรือ 1 หมื่นล้านบาท ปีนี้มีโอกาสเติบโต 30%”

ในส่วนของธุรกิจคอนเทนต์ยังมีบริการแอพพลิเคชั่นไลน์ ทูเดย์ เปิดตัวในช่วงไตรมาส 2 ด้วยฟีเจอร์นิวส์แท็บเป็นแอพพลิเคชั่นรวบรวมข้อมูลข่าวสารมาไว้บนมือถือ วางเป้าหมายสู่อันดับหนึ่งแพลตฟอร์มข้อมูลข่าวสารบนมือถือและคาดว่าจะเริ่มสร้างรายได้ในไตรมาสสุดท้าย

ขณะที่ธุรกิจไฮไลต์ของไลน์และต้องจับตามองคือ 3.กลุ่มธุรกิจบริการ ด้วยการเปิดตัวแชตบ็อต เพื่อเป็นเครื่องมือช่วยแบรนด์ในการโต้ตอบอัตโนมัติ โดยไม่ต้องให้ลูกค้าดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น แต่เป็นการเชื่อมโยงกับไลน์ได้เลย เพื่อแก้ปัญหาแอพพลิเคชั่นที่มี 2.2-2.6 ล้านแอพพลิเคชั่น แต่พบว่าคนโดยมากโหลดแอพพลิเคชั่นมาใช้เพียง 32 แอพพลิเคชั่น และมี 3-5 แอพพลิเคชั่นเท่านั้นที่ใช้งาน

นอกจากนี้ ยังเปิดบริการใหม่ไลน์ ไฟแนนซ์ หรือบริการทางการเงิน และ 4.การขายสินค้าและบริการรองรับกับการเติบโตของธุรกิจอี-คอมเมิร์ซมีสัดส่วน 3.8% ของมูลค่าธุรกิจค้าปลีก เปิด บริการ Beacon เพื่อเป็นเครื่องมือการทำโปรโมชั่นเรียลไทม์และไลน์แมนรับส่งพัสดุให้กับลูกค้า

เป้าหมายของไลน์คือ วางตัวเป็นศูนย์กลางไลฟ์สไตล์ดิจิทัลซึ่ง ไลน์ทีวี ไลน์ทูเดย์ และไลน์เพย์จะเป็นธุรกิจปั้นรายได้ โดยเฉพาะรายได้จากโฆษณาที่คาดว่าจะเติบโตถึง 30%

 

“โวดาโฟน”ผนึกกำลัง ตั้งบริษัทมือถือเบอร์1ในอินเดีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 มีนาคม 2560 เวลา 12:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/486183

"โวดาโฟน"ผนึกกำลัง ตั้งบริษัทมือถือเบอร์1ในอินเดีย

โวดาโฟนควบรวมพันธมิตรตั้งบริษัทโทรศัพท์มือถือใหญ่สุดในอินเดีย ดันการแข่งขันยิ่งระอุ

บริษัท โวดาโฟน กรุ๊ป ในอินเดีย ซึ่งเป็นบริษัทลูกจากเครือข่ายโทรศัพท์มือถือรายใหญ่ในอังกฤษ ประกาศควบรวมกิจการกับบริษัท ไอเดีย เซลลูลาร์ ของมหาเศรษฐี เบอร์ลา กุมาร์ เพื่อสร้างบริษัทเครือข่ายไร้สายที่ใหญ่ที่สุดอันดับ 1 ในอินเดีย ซึ่งคาดว่าจะมีผู้ใช้งานถึง 395 ล้านคน หรือมากกว่าบริษัท เอทีแอนด์ที ของสหรัฐ ถึงกว่า 2 เท่า ท่ามกลางการแข่งขันอย่างดุเดือดในตลาดอินเดีย ที่มีประชากรมากที่สุดอันดับ 2 ของโลก

สำหรับโวดาโฟนจะถือหุ้นใหญ่ 45.1% ขณะที่ไอเดีย เซลลูลาร์ จะถือหุ้น 26% คาดว่าบริษัทใหม่นี้จะมีมูลค่า 2.32 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 8 แสนล้านบาท) และส่งผลให้หุ้นของไอเดียพุ่งขึ้นถึง 14% ในการซื้อขายที่ตลาดหุ้นมุมไบวานนี้

ทั้งนี้ ตลาดโทรศัพท์มือถือในอินเดียมีการแข่งขันรุนแรงขึ้น หลังจากมหาเศรษฐี มูเกช อัมพานี เปิดบริษัท จิโอ อินโฟคอม เมื่อปีที่แล้ว พร้อมทำโปรโมชั่นโทรอย่างหนัก ขณะที่ภาร์ตีได้ซื้อเทเลนอร์ จากนอร์เวย์ เมื่อเดือนที่แล้ว

ภาพ…เอเอฟพี

 

วัดผลให้ตรงจุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 มีนาคม 2560 เวลา 22:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/486103

วัดผลให้ตรงจุด

โดย…กัมพล ธนาปัญญาวรคุณ ประธานเจ้าหน้าที่ บริษัท ไอท้อปพลัส

โลกแห่งการตลาดออนไลน์มักจะบอกว่าเป็นการทำการตลาดที่วัดผลได้ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ ไม่ว่าคุณจะโฆษณาในสื่อไหน ทั้ง Google หรือ Facebook หรือโฆษณาผ่าน Banner ทุกคนจะวัดผลในจุดเดียวกันคือ “ยอดขาย”

ไม่มียอดขาย แปลว่าการทำการตลาดไม่ได้ผล คุณคิดไม่ผิดครับ แต่คุณเลือกใช้สื่อและเข้าใจสื่อผิด สื่อแต่ละชนิดมีคุณภาพและคุณสมบัติไม่เหมือนกัน ผมจะเล่าให้ฟังทีละสื่อ

ถ้าคุณอยากได้ยอดขายและต้องการวัดผลที่ยอดขาย สื่อที่ดีที่สุดคือ ทำโฆษณาบน Google ครับ อันนี้ไม่ผิด แต่ถ้าคุณต้องการวัดผลบนการทำการตลาดผ่าน Facebook คุณจะวัดผลตรงไหน

เรามาเข้าใจ Facebook กันอีกทีครับ Facebook คือสื่อสังคมออนไลน์ที่เน้นการมีส่วนร่วมของเจ้าของ Fanpage กับผู้เห็นสื่อ สิ่งที่ Facebook ให้ความสำคัญมากๆ คือ การมีส่วนร่วม หรือ Engagement ซึ่งเราจะได้ยินศัพท์คำหนึ่งเสมอ เมื่อทำการตลาดผ่านช่องทาง Facebook คือ Engagement Rate หรืออัตราการมีส่วนร่วม

วิธีวัดของ Facebook คือ นับจำนวน Like Comment Share รวมถึง Click Link (คือการเข้าไปอ่านเนื้อหาของ Post) หารด้วยจำนวนคนเห็น แปลว่ามีค่าเหล่านี้เป็นเปอร์เซ็นต์ที่ดี (ปกติ 5% ขึ้นไปถือว่าดีแล้วครับ) แปลว่าคนที่เห็น Post คุณมีส่วนร่วมที่ดีกับคุณ

คำถามถัดมาคือมีส่วนร่วมดีแล้ว สินค้าคุณได้อะไร คำตอบคือ คนอ่านเข้าใจข้อดีของสินค้าคุณ เริ่มอยากมีส่วนร่วมในสินค้า เริ่มซึมซับความเป็นแบรนด์คุณ เมื่อถึงเวลาที่คนกลุ่มนี้ต้องการซื้อสินค้าจะคิดถึงสินค้าคุณเป็นอันดับแรกๆ ครับ ดังนั้น Facebook จะเป็นสื่อที่ใช้เวลากว่าจะได้ยอดขาย

การทำโฆษณา Banner เป็นสื่อที่เน้น Brand Awareness หรือการสร้างความรู้จักในแบรนด์ สื่อชนิดนี้วัดได้ 3 ค่าหลักๆ คือจำนวนการเห็น จำนวนการ Click และ CTR

ส่วนค่า CTR (Click Though Rate) หรืออัตราการคลิกเมื่อเทียบกับการแสดงผลเป็นตัววัดว่าวิธีการทำโฆษณา เรายิงโฆษณาไปยังกลุ่มเป้าหมายหรือเปล่า หากค่า CTR สูง แปลว่า โฆษณาเรายิงไปตรงกลุ่มเป้าหมาย แต่ถ้าต่ำจะถือว่าการกำหนดค่าโฆษณาผิดและยิงไม่ตรง ค่า CTR มาตรฐานของโฆษณา Banner จะอยู่ราวๆ 0.5% ถึงว่าดีแล้ว

โฆษณาชนิดนี้สิ่งที่คุณจะได้คือ 1.คนรู้จักแบรนด์ 2.เชื่อถือแบรนด์วันที่ต้องการซื้อสินค้าคุณ และ 3.ทำให้คุณมีโอกาสขายได้มากขึ้นและได้ราคาดีขึ้น

วัดผลได้แต่ต้องวัดให้ถูกต้องนะครับ

 

หุ่นยนต์จิ๋วสำรวจดาวอังคาร ที่เดินทางได้ทุกสภาพพื้นผิว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 มีนาคม 2560 เวลา 15:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/486059

หุ่นยนต์จิ๋วสำรวจดาวอังคาร ที่เดินทางได้ทุกสภาพพื้นผิว

นาซ่าเตรียมทดสอบหุ่นสำรวจดาวอังคารรุ่นใหม่ ซึ่งมีคุณสมบัติปรับโครงสร้างของล้อให้สามารถเดินทางได้ทุกสภาพพื้นผิว

หลายองค์กรด้านอวกาศต่างมุ่งมั่นทำงานหนักกันเต็มที่ เพื่อส่งมนุษย์ไปยังดาวอังคารให้ได้ในอนาคตอันใกล้นี้ แน่นอนว่าสภาพแวดล้อมบนดาวอังคารนั้นเป็นอะไรที่อันตราย และเกินกว่าที่มนุษย์จะอาศัย หรือคาดการณ์ได้ ฉะนั้นแล้วก่อนที่จะส่งมนุษย์ไปจริงๆ จำเป็นอย่างยิ่งที่ทีมนักวิทยาศาสตร์จะทำการสำรวจดาวอังคาร ซึ่งจะพึ่งพาใครไปไม่ได้นอกเสียจากหุ่นยนต์!

พบกับ PUFFER หุ่นยนต์ไซส์พกพาจากนาซ่าที่มาในขนาดเล็กกะทัดรัด และสามารถเดินทางได้บนทุกสภาพพื้นผิว ที่สำคัญก็คือหุ่นยนต์ดังกล่าวนี้มีต้นทุนที่ถูกในการผลิต จนสามารถใช้แล้วทิ้งได้เลยทีเดียว โดยแรงบันดาลใจมาจากการพับกระดาษแบบโอริกามิของชาวญี่ปุ่น

พื้นผิวของดาวอังคารมีความหลากหลาย และยากต่อการสำรวจเข้าถึง

ชื่อของเจ้าหุ่นตัวดังกล่าวเป็นคำย่อมาจาก Pop-Up Flat Folding Explorer Robots ดูภายนอกหน้าตาของมันเหมือนกับฟันเฟืองจิ๋ว 2 อันประกอบกัน ซึ่งการออกแบบที่เรียบง่ายนี้มีขึ้นเพื่อเอื้อประโยชน์อย่างเต็มที่ในการสำรวจ

เจ้าฟันเฟือง 2 อันนี้จะทำหน้าที่แทนล้อขับเคลื่อนตัวหุ่นสำรวจไปข้างหน้า ในขณะเดียวกันก็สามารถบีบตัวเองให้แบนเมื่อเผชิญกับพื้นที่แคบๆ หรือยึดสูงขึ้นทำหน้าที่ล้ออย่างเต็มที่เมื่อต้องไต่ขึ้นที่สูง (PUFFER สามารถเคลื่อนที่บนพื้นที่ลาดเอียงได้สูงสุดเป็นมุม 45 องศา) นอกจากนั้นยังสามารถกระโดดได้อีกด้วย และด้วยน้ำหนักของโครงสร้างที่เบาเพียง 12 กรัมเท่านั้น  เจ้าหุ่น PUFFER นี้จะยังคงอยู่รอดปลอดภัย และสามารถทำการสำรวจต่อได้หากตกลงมาจากความสูงไม่เกิน 3 เมตร

PUFFER ปรับฟันเฟืองให้แบน เพื่อเดินทางผ่านช่องแคบ

ด้านนาซ่าระบุว่าด้วยคุณสมบัตินี้ จะช่วยให้ PUFFER สามารถเดินทางสำรวจไปบนทุกสภาพภูมิศาสตร์ได้ ไม่ว่าจะเป็นทะเลทรายบนดาวอังคาร ไปจนถึงพื้นน้ำแข็งบนดวงจันทร์ยูโรปา ของดาวพฤหัสบดีเลยทีเดียว

และขณะนี้หุ่นต้นแบบของ PUFFER ก็ได้ถูกสร้างเสร็จสิ้นแล้ว หลังโครงการดังกล่าวดำเนินการร่วมมือระหว่างนาซ่า และอีกหลายองค์กรมานาน 18 เดือน ทางทีมงานวางแผนที่จะทดลองการใช้ PUFFER ลงพื้นที่สำรวจจริง ในทะเลทรายโมฮาวี ของรัฐแคลิฟอร์เนีย ในปีนี้ เพื่อฝึกซ้อมพวกมันก่อนการปฏิบัติงานจริงบนดาวอังคาร ซึ่งทางนาซ่าวางแผนไว้ว่าภารกิจจะเกิดขึ้นในปี 2020 นี้

PUFFER สามารถไต่ขึ้นพื้นที่ลาดชัดได้สูงสุดเป็นมุม 45 องศา

 

ซอฟต์แวร์เกมไทย จับตาวีอาร์ดูดเงินโฆษณา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 มีนาคม 2560 เวลา 18:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/485926

ซอฟต์แวร์เกมไทย จับตาวีอาร์ดูดเงินโฆษณา

โดย…รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

ซอฟต์แวร์เกมในภูมิภาคเอเชียกำลังเนื้อหอม หลังจากทางอเมริกามองว่าเป็นตลาดใหม่ เพราะพฤติกรรมของคนเอเชียเปิดรับกับเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาอย่างง่ายดายและทุกๆ ด้าน และโทรศัพท์มือถือกลายเป็นทุกสิ่งของชีวิต จึงเป็นช่องทางหนึ่งสำหรับการเชื่อมต่อให้คนเสพติดเกมบนมือถือได้ทุกที่ทุกเวลา

ธิดารัธ ธนภรรคภวิน นายกสมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์เกมไทย (TGA) เปิดเผยว่า ตลาดซอฟต์แวร์เกมในไทยเกือบ 98% มาจากต่างประเทศ เป็นของเกาหลีและจีน และเริ่มมีอเมริกาเข้ามาทำตลาดมากขึ้น ที่เหลืออีก 2% มาเกมพัฒนาขึ้นโดยคนไทย

อย่างไรก็ดี เทรนด์อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์เกมในปีนี้ที่น่าจับตามอง การแจ้งเกิดของอุปกรณ์วีอาร์ (Virtual Reality) เทคโนโลยีในการจำลองสภาพแวดล้อมเสมือนจริงจะเกิดขึ้นในไทยหรือไม่ และอยู่ในตลาดนานหรือเป็นเพียงแค่กระแส ซึ่งจะทำให้กลุ่มผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ผลิตคอนเทนต์ออกมารองรับกับความต้องการของตลาด ส่วนกำลังซื้อของผู้เล่นเกมมองว่ามีความพร้อมอยู่แล้ว

เทรนด์ที่สอง การพัฒนาให้ลูกค้าดูโฆษณาสินค้าเพื่อเก็บไอเท็มต่างๆ มาเล่นเกม เริ่มเป็นที่นิยมมากจากผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ เพราะสามารถสร้างรายได้จากโฆษณาและขณะเดียวกันข้อดีของการโฆษณาลงในเกม คือ เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่เฉพาะเจาะจง จากการที่ผู้เล่นเกมต้องระบุอายุและเพศ เริ่มมีสินค้าลงโฆษณาในเกมแล้ว อาทิ รถยนต์ฟอร์ด หรือกระทั่งแชมพูซันซิล ซึ่งกลุ่มเป้าหมายสินค้าเป็นผู้หญิงสวนทางกับพฤติกรรมของคนเล่นส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย และคาดว่าจะเริ่มมีสินค้าลงโฆษณาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นกลยุทธ์หนึ่งที่ทำให้ต้องดูโฆษณา

สำหรับทิศทางอุตสาหกรรมแอนิเมชั่นและเกมมีมูลค่า 1.5 หมื่นล้านบาท พบว่าผู้ประกอบการไทยมีศักยภาพและได้รับการยอมรับในระดับสากลในการผลิตดิจิทัลคอนเทนต์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปี 2558 มูลค่าการส่งออกคิดเป็นกว่า 1,500 ล้านบาท ในส่วนของปี 2559 กลุ่มแอนิเมชั่นมีอัตราการเติบโตเพิ่ม 5%

ทั้งนี้ คาดว่าในปี 2560 กลุ่มเกมมีอัตราการเติบโตกว่า 22% พฤติกรรมของคนไทยส่วนใหญ่เล่นเกมผ่านโทรศัพท์มือถือจะเป็นกลุ่มที่เล่นเพื่อแคชวลหรือเล่นเพื่อการผ่อนคลาย ใช้ระยะเวลาการเล่นไม่นานเพียง 5 นาที โดยพบว่าตลาดเกมบนมือถือหรือบนแอพพลิเคชั่นมีผู้ผลิตคอนเทนต์ขึ้นมาแข่งขันเป็นจำนวนมาก เพราะอัตราการเข้าถึงสมาร์ทโฟนของคนไทยถึง 68%

ในส่วนผู้เล่นเกมออนไลน์ คนไทยนิยมเล่นและพร้อมจ่ายเงินเพื่อซื้อไอเท็ม ส่วนการเล่นผ่านเครื่องพีซีจะเป็นกลุ่มจริงจัง มีกำลังการซื้อสูง จ่ายเงินเพื่อซื้ออุปกรณ์การเล่น อย่างไรก็ตามปัญหาของอุตสาหกรรมเกม พบว่าผู้ทำคอนเทนต์ทางด้านโปรแกรมในเชิงลึกยังมีไม่เพียงพอเมื่อเทียบกับต่างประเทศ แต่ทางด้านภาพแอนิเมชั่นถือว่ามีความเหนือชั้น คนไทยทำกราฟฟิกได้สวยงามและมีความคมชัดและมีความละเอียดมากกว่า

“เกมบนโทรศัพท์มือถือยังเป็นตลาดที่มีศักยภาพ จากการเข้าถึงคนได้ทุกที่ทุกเวลา แต่ขาดการพัฒนาเชิงลึก ปัญหาความจุของเมโมรีก็เป็นอุปสรรค”

เหตุผลที่การพัฒนาคอนเทนต์ซอฟต์แวร์ยังน้อย ส่วนหนึ่งเพราะขาดเงินลงทุนทางด้านซอฟต์แวร์ที่ต้องใช้ราว 10 ล้านบาท บางคนมีไอเดียแต่ไม่มีเงินลงทุน ส่วนคอนเทนต์คนไทยนิยมเล่น เป็นการผจญภัย แฟนตาซี

ปัจจุบันไทยมีรายได้จากการสร้างคอนเทนต์ติดอันดับ 20 ของโลก ซึ่งเกมที่ได้รับความนิยมทั้งในไทยและดังไปทั่วโลกในขณะนี้ คือ เกมอารยา (ARAYA) และเกม Home Sweet Home เป็นเกมผีที่ถูกพัฒนาคนไทย ได้รับการยอมรับกระทั่งมียอดผู้ดาวน์โหลด 500 ล้านดาวน์โหลด ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงในเวทีโลก BAFTA Game Awards ในงาน BAFTA 2017 หลายรางวัล

“อุปสรรคอุตสาหกรรมเกม ส่วนใหญ่มาจากทัศนคติคนมองว่าเกมเป็นสิ่งไม่ดีสำหรับเด็กและเยาวชน เพราะไทยยังไม่มีกฎหมายเกี่ยวกับการดูแลเยาวชนออกมาบังคับใช้อย่างจริงจัง เช่นกำหนดการจัดเรตติ้งเกม เพื่อกำหนดกลุ่มผู้เล่นตามอายุที่เหมาะสมกับคอนเทนต์ ช่วยทำให้เด็กเล่นเกมได้อย่างเหมาะสมกับวัย”

ยกตัวอย่างเทียบกับในประเทศจีนมีการกำหนดชัดเจนสำหรับผู้เล่นอินเทอร์เน็ตต้องนำบัตรประชาชนมาพร้อมกับมีมาตรการควบคุมการเล่น ซึ่งไทยเคยนำมาตรการตรวจบัตรประชาชนมาใช้ระยะหนึ่งเท่านั้น หลังจากนั้นก็ไม่มีการบังคับใช้อย่างจริงจัง

อย่างไรก็ดี เพื่อส่งเสริมให้ไทยก้าวสู่ศูนย์กลางด้านดิจิทัลในภูมิภาคอาเซียนและมีเป้าหมายขยายสู่ระดับโลก บทบาทของกลุ่มสมาคมได้ดำเนินการสนับสนุน ช่วยเหลือด้านธุรกิจการค้าและการพัฒนาสินค้าแก่สมาชิก รวมทั้งสร้างเครือข่ายทางธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ นอกจากนี้ยังเป็นการตัวกลางระหว่างภาครัฐและผู้ประกอบการในการเชื่อมโยงทั้งสองส่วน เพื่อให้การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ไทยเติบโต สอดรับกับนโยบายประเทศที่จะผลักดันให้อุตสาหกรรมดิจิทัลเป็นหนึ่งในการกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศ

สำหรับงานแบงค็อก อินเตอร์เนชั่นแนล ดิจิทัล คอนเทนต์ เฟสติวัล 2017 ที่เกิดจากการผนึกกำลังระหว่างภาครัฐกับเอกชน โดยเป็นการงานจัดขึ้นภายใต้แนวคิดดิจิทัล วันเดอร์แลนด์ ความมหัศจรรย์ของดิจิทัลคอนเทนต์ เทศกาลประจำปีที่จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 และใหญ่ที่สุดของอุตสาหกรรม เพื่อแสดงศักยภาพของผู้ประกอบการไทยและส่งเสริมให้ไทยเป็นศูนย์กลางในภูมิภาคอาเซียน สร้างโอกาสในธุรกิจอุตสาหกรรมดิจิทัล แอนิเมชั่น เกม อี-เลิร์นนิ่ง คอมพิวเตอร์กราฟฟิก และเวอร์ชวล เอฟเฟกต์ เป็นต้น

ขณะที่การจัดงานปีนี้มุ่งเน้นลักษณะบีทูบี หรือระหว่างธุรกิจกับธุรกิจ แตกต่างจากเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของการส่งเสริมให้อุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ โดยเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการใหม่ๆ กับคู่ทางธุรกิจกับบริษัทชั้นนำจากต่างประเทศ ได้แก่ อเมริกา แคนาดา อังกฤษ ฝรั่งเศส นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น เป็นต้น ร่วมกว่า 40 ราย เช่น การ์ตูนเน็ตเวิร์ค จากอเมริกา CCTV ANIMATION CO จากประเทศจีน MIXI INC จากญี่ปุ่น และผู้ประกอบการไทยอีก 60 รายเข้าร่วมกิจกรรม

ธิดารัธ กล่าวว่า การจัดงาน แบงค็อกอินเตอร์เนชั่นแนล ดิจิทัล คอนเทนต์ เฟสติวัล 2017 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 20-24 มี.ค. ที่โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์แอท เซ็นทรัลเวิลด์ โดยไฮไลต์ของงานเชิญวิทยากรที่มีชื่อเสียงร่วมบรรยายเทคโนโลยีเทรนด์ใหม่วีอาร์ ในหัวข้อ วีอาร์ เดอะ เวิลด์ เชนจ์จิ้งเทคโนโลยี มั่นใจว่างานดังกล่าวจะได้รับการตอบรับที่ดี โดยเป้าหมายของการจัดการในครั้งนี้ คาดว่าจะช่วยเสริมให้ภาพรวมของธุรกิจดิจิทัลคอนเทนต์เพิ่มมูลค่าขึ้นราว 800 ล้านบาท จากปีที่ผ่านมา 780 ล้านบาท

ซอฟต์แวร์ไทยจะไปได้ไกลบนเวทีโลก นอกจากต้องส่งเสริมคนสร้างคอนเทนต์แล้ว ทัศนคติที่มีต่อเกมต้องเปลี่ยนไป และมีความเข้มงวดการดูแลการเล่นของเยาวชนไทย หากการบริโภคภายในประเทศที่เพิ่มขึ้นจะเป็นแรงขับเคลื่อนผู้สร้างสรรค์คอนเทนต์ให้น่าสนใจยิ่งขึ้น จากปัจจุบันไทยมีรายได้จากการสร้างคอนเทนต์ติดอันดับ 20 ของโลก และด้วยฝีมือแอนิเมชั่นที่สวยงาม คมชัด การติดอันดับ 1 ใน 10 คงเป็นเรื่องไม่ไกลเกินเอื้อมแน่นอน

 

กสทช.ประมูลเบอร์สวย 2 วันกวาดรายได้ 120 ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 มีนาคม 2560 เวลา 16:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/485913

กสทช.ประมูลเบอร์สวย 2 วันกวาดรายได้ 120 ล้าน

กสทช.จัดประมูลเบอร์สวยสองวันยอดทะลุเป้า 120 ล้านบาท ประมูลออกทั้งหมด 76 เลขหมาย

สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.) รายงานว่า ผลการประมูลเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่เป็นเลขหมายสวยทั้งสองวัน จำนวน 200 เลขหมาย มีผู้เข้าร่วมการประมูลทั้งสิ้น 70 คน มีผู้สนใจประมูลเบอร์สวยรวมทั้งสิ้น 76 เลขหมาย จาก 200 เลขหมาย คิดเป็นเงินที่ได้จากการประมูลรวมทั้งสิ้น 120,482,767 บาท แบ่งเป็น เบอร์สวย 7 ตัวเหมือน จำนวน 16 เลขหมาย และเบอร์สวย 6 ตัวเหมือน จำนวน 60 เลขหมาย โดยรายได้จากการประมูลหลังหักค่าใช้จ่าย สำนักงาน กสทช. จะนำส่งเป็นรายได้ของแผ่นดิน

สำหรับเบอร์สวย 7 ตัวเหมือนที่มีการประมูลราคาสูงสุดในครั้งนี้ คือ เลขหมาย 091-999-9999 ราคาชนะประมูล 8,020,000 บาท รองลงมาคือ เลขหมาย 088-999-9999 ในราคา 6,610,000 บาท และเลขหมาย 090-999-9999 ในราคา 6,029,999 บาท จากราคาตั้งต้นเลขหมายละ 3 ล้านบาท

ส่วนเลขหมาย 6 ตัวเหมือนที่มีการประมูลราคาสูงสุดในครั้งนี้ คือ เลขหมาย 091-199-9999 ราคาชนะประมูล 3,200,000 บาท รองลงมาคือ เลขหมาย 089-899-9999 ในราคา 3,050,000 บาท จากราคาตั้งต้นเลขหมายละ 5 แสนบาท

การประมูลเบอร์สวยในครั้งนี้ ถือว่าทำรายได้เข้ารัฐทะลุเป้า จากที่คาดไว้ว่าจะทำรายได้ 100 ล้านบาท โดยทำรายได้สูงถึง 120 ล้านบาท เบอร์สวยที่สำนักงาน กสทช. นำออกมาประมูลทั้งหมดเป็นเบอร์ที่สำนักงานกันออกมาเก็บไว้นานแล้ว มีเพียง 1,300 เลขหมายเท่านั้น ซึ่งไม่มีอีกแล้ว สำหรับการดำเนินงานของสำนักงาน กสทช. คงต้องเดินหน้าประมูลเบอร์สวยต่อไปในไตรมาสที่ 2, 3, 4 และในปี 2561 ต่อเนื่องอีก

 

กสทช.เผยประมูลเบอร์สวยวันแรกได้เงินกว่า72ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 มีนาคม 2560 เวลา 11:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/485872

กสทช.เผยประมูลเบอร์สวยวันแรกได้เงินกว่า72ล้าน

กสทช.เผยคนแห่ประมูลเบอร์สวยวันแรกได้เงินรวมกว่า 72 ล้าน เผยเบอร์เดียวแพงสุด 8 ล้าน ขณะที่วันที่ 2 ยังคึกคัก

เมื่อวันที่ 19 มี.ค. สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้เปิดให้ผู้สนใจเข้าร่วมการจัดประมูลเลขหมายโทรศัพท์ที่เป็นเลขหมายสวยเป็นวันที่สอง โดยมีการเปิดประมูลทั้งหมด 100 เลขหมาย

ล่าสุดเมื่อเวลาประมาณ 09.45 น. ที่ผ่านมา มีผู้ชนะการประมูลเลขหมายแรก 7 ตัวเหมือน 090-888-8888 ที่ราคา 4,110,000 บาทแล้ว โดยทำการประมูลทั้งหมด มากกว่า 100 ครั้ง ส่วนการประมูล 6 ตัวเหมือน จำนวน 75 เลขหมาย ราคาเริ่มต้นที่ 5 แสนบาท เคาะราคาขั้นต่ำครั้งละ 5000 บาทหลักประกันต่อเลขหมาย 5 หมื่นบาทนั้น จะเริ่มทำการประมูลหลังจากประมูลหลังจากเสร็จสิ้นการประมูลเลขหมาย 7 ตัวเหมือน

สำหรับรูปแบบของการประมูลยังคงเป็นการประมูลผ่านแอพพลิเคชั่น ซึ่งสามารถอำนวยความสะดวกรักษาความเป็นส่วนตัวของผู้เข้าร่วมประมูล ทั้งนี้ การเสนอราคาทุกครั้งของผู้เข้าประมูลทุกคนจะมีการบันทึกไว้ตามเวลาที่เสนอ และเมื่อการประมูลเลขหมายจบลง ผู้เข้าประมูลสามารถตรวจสอบข้อมูลของตัวเองได้ว่าชนะการประมูลเลขหมายใดบ้าง หลังจากนั้นผู้ชนะการประมูลจะได้รับหนังสือแสดงสิทธิว่าเป็นผู้ชนะการประมูลจากสำนักงาน กสทช.

ด้าน นายฐากร  ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวถึงผลการประมูลเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่เป็นเลขหมายสวยวันแรกซึ่งได้เปิดประมูลในวันที่ 18 มี.ค. จำนวน 100 เลขหมาย ว่าภาพรวมมีผู้สนใจประมูลเลขหมายรวม 41 เลขหมาย คิดเป็นเงินที่ได้จากการประมูลรวมกว่า 72 ล้านบาท แบ่งเป็น เลขหมายสวย 7 ตัวเหมือน จำนวน 10 เลขหมาย และ เลขหมายสวย 6 ตัวเหมือน จำนวน 31 เลขหมาย โดยรายได้จากการประมูลหลังหักค่าใช้จ่าย กสทช. จะนำส่งเป็นรายได้ของแผ่นดิน

สำหรับเลขหมาย 7 ตัวเหมือนที่มีการประมูลราคาสูงสุด คือ เลขหมาย 091-999-9999 ในราคาชนะประมูล 8,020,000 บาท รองลงมา คือ เลขหมาย 088-999-9999 ในราคา 6,610,000 บาท และเลขหมาย 090-999-9999 ในราคา 6,029,999 บาท จากราคาตั้งต้นเลขหมายละ 3 ล้านบาท

ส่วนเลขหมาย 6 ตัวเหมือนที่มีการประมูลราคาสูงสุดคือ เลขหมาย 088-899-9999 ในราคา 3,050,000 บาท จากราคาตั้งต้นเลขหมายละ 500,000 บาท รวมเวลาการประมูลเกือบ 6 ชั่วโมง

เริ่มแล้ว!ประมูลเบอร์สวยผ่านแอพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 มีนาคม 2560 เวลา 10:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/485721

เริ่มแล้ว!ประมูลเบอร์สวยผ่านแอพ

กสทช.เปิดประมูลเบอร์สวย 200 เลขหมายผ่านแอพ  ราคาเริ่มต้น  7 ตัวเหมือนที่ 3 ล้านบาท

สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ( กสทช.) จัดการประมูลเลขหมายโทรศัพท์สำหรับบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่เป็นเลขหมายสวย ครั้งที่ 1/2560 ระหว่างวันที่ 18-19 มี.ค. โดยการประมูลจะเริ่มขึ้นในเวลา 09.09 น. มีเบอร์สวย 7 ตัวเหมือน 50 เลขหมาย และ 6 ตัวเหมือน 150 เลขหมาย รวมทั้งหมด 200 เลขหมาย

โดย 7 ตัวเหมือน ราคาเริ่มต้น 3 ล้านบาท เคาะราคาขั้นต่ำครั้งละ 1 หมื่นบาท หลักประกันต่อเลขหมาย 3 แสนบาท และ 6 ตัวเหมือน ราคาเริ่มต้น 5 แสนบาท เคาะราคาขั้นต่ำครั้งละ 5,000 บาท หลักประกันต่อเลขหมาย 5 หมื่นบาท
รูปแบบการประมูลเลขหมายสวยครั้งนี้ เป็นการประมูลผ่านแอปพลิเคชัน ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวก และรักษาความเป็นส่วนตัวของผู้เข้าร่วมประมูล นอกจากนี้การเสนอราคาทุกครั้งของผู้เข้าประมูลทุกคนจะมีการบันทึกไว้ตามเวลาที่เสนอราคา และมั่นใจได้ว่าระบบประมูลมีความถูกต้อง แม่นยำ และโปร่งใส ขณะเดียวกันผู้ประมูลยังสามารถกำหนดเลขหมายที่สนใจประมูลล่วงหน้าผ่านแอปพลิเคชัน โดยระบบจะมีการเตือนให้ผู้ประมูลไม่พลาดการประมูลในเลขหมายที่ต้องการ หากผู้เข้าร่วมประมูลต้องการประมูลเลขหมายสวยเพิ่ม ก็สามารถวางเงินหลักประกันเพิ่มได้ตลอดเวลา และเมื่อการประมูลเลขหมายสวยจบลง ผู้เข้าประมูลก็สามารถตรวจสอบข้อมูลของตัวเองได้ตลอดเวลาว่าชนะการประมูลเลขหมายใดบ้าง เป็นจำนวนเงินเท่าไร โดยผู้ชนะการประมูลจะได้รับหนังสือแสดงสิทธิว่าเป็นผู้ชนะการประมูลเลขหมายสวยจากสำนักงาน กสทช.

ในส่วนของรูปแบบการประมูล แบ่งเป็น 1. ผู้ประมูลเริ่มกดเสนอราคาตามราคาขั้นต่ำที่กำหนดและเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ 2. เสนอราคาตามต้องการคือระบุราคาที่ต้องการเสนอได้ทันที เช่น จากราคา 5 แสนบาท เสนอเพิ่มเป็น 7 แสนบาทได้ทันที 3. การเสนอราคาด้วยการเพิ่มราคาอัตโนมัติจนถึงราคาที่ตั้งใจไว้ คือการตั้งราคาสูงสุดเอาไว้ในระบบ แล้วระบบจะเสนอราคาแต่ละลำดับให้อัตโนมัติจนถึงราคาสูงสุดที่ตั้งงบประมาณไว้หรือจนกว่าจะไม่มีผู้เสนอราคาอื่นเสนอราคาอีก เป็นการช่วยป้องกันกรณีที่อาจเสนอราคาไม่ทันผู้อื่นและเสนอราคาผิดพลาด

สำหรับบรรยากาศ มีผู้ประมูลเดินทางมาร่วมงานประมูลและมีสื่อมวลชนมาร่วมสังเกตการณ์และทำข่าวจำนวนมาก

 

สมาร์ทโฟน “นูเบีย” ลุยขายออนไลน์ เน้นคุณภาพ-ราคาเอื้อมถึง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 มีนาคม 2560 เวลา 14:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/485633

สมาร์ทโฟน "นูเบีย" ลุยขายออนไลน์ เน้นคุณภาพ-ราคาเอื้อมถึง

โดย…วันเพ็ญ พุทธานนท์

เพิ่งเข้ามาปักธงเปิดตัวทำตลาดสมาร์ทโฟนในเมืองไทยเมื่อเดือน พ.ย. 2559 แต่จนถึงปัจจุบันแบรนด์นูเบีย ถือว่าประสบความสำเร็จไม่น้อยจากการได้รับการตอบรับของผู้บริโภคชาวไทย โดยเฉพาะในช่องทางจำหน่ายผ่านร้านค้าออนไลน์ ซึ่งเป็นช่องทางหลักที่นูเบียวางเป้าหมายรุกตลาดเมืองไทย

กันตวีร์ แสงสาย ผู้จัดการฝ่ายการตลาดบริษัท นูเบีย (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า นูเบียถือเป็นสมาร์ทโฟนแบรนด์จีนน้องใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวมาได้เพียง 4 ปี และปัจจุบันถือว่าติดอันดับแบรนด์ในใจของลูกค้าในเรื่องของการใช้งานดี

ปัจจุบันนูเบียวางตลาดสมาร์ทโฟนในไทยรวม 6 รุ่น ราคาเริ่มตั้งแต่ 4,390-1.69 หมื่นบาท โดยรุ่นที่มียอดขายสูงสุดคือ ราคา 8,490 บาท ซึ่งนโยบายการทำตลาดในประเทศไทยนับจากนี้จะบุกตลาดอย่างเต็มที่เพื่อสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งคาดว่าจะสามารถเติบโตได้ไม่ต่ำกว่า 2 หลักแน่นอนในปีนี้

ทั้งนี้ กลยุทธ์ที่เชื่อมั่นว่าจะทำให้นูเบียประสบความสำเร็จในเมืองไทยคือ การที่สินค้ามีนวัตกรรมที่ดี ตรงความต้องการของลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย และการวางระดับราคาที่จับต้องได้เพื่อให้ลูกค้าเปรียบเทียบกับแบรนด์อื่นและเกิดการบอกต่อ รวมถึงการทำตลาดผ่านช่องทางออนไลน์ เช่น การสร้างคอมมูนิตี้กลุ่มผู้ใช้

กันตวีร์ กล่าวต่อว่า ยุทธศาสตร์ของนูเบียจะเน้นทำตลาดผ่านช่องทางออนไลน์เป็นหลัก ซึ่งเป็นกลยุทธ์หลักที่ได้นโยบายมาจากบริษัทแม่ประเทศจีนเพราะต้นทุนถูกกว่า และเป็นกลยุทธ์ที่ใช้ในทุกประเทศที่นูเบียเข้าไปทำตลาดและวางจำหน่าย

 

กันตวีร์ แสงสาย

นอกจากตลาดประเทศไทยแล้ว นูเบียยังได้ส่งออกไปทำตลาดในหลายประเทศ อาทิ อเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ ยุโรป รวมถึงเอเชีย ขณะที่การทำตลาดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้นเริ่มที่ประเทศไทย โดยปีนี้มีแผนขยายตลาดประเทศใหม่เพิ่มขึ้น เช่น มาเลเซียและสิงคโปร์ โดยสาขาในประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางดูแลตลาดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งหมด

สำหรับปี 2560 นี้ บริษัทยังคงใช้คอนเซ็ปต์การทำตลาดที่จะเน้นจำหน่ายสินค้าคุณภาพสูงราคาจับต้องได้ รวมทั้งหนีการแข่งขันในตลาดสมาร์ทโฟนที่มีการแข่งขันรุนแรงด้วยการหันไปเจาะตลาดนิชมาร์เก็ตที่มีความต้องการเฉพาะ เช่น ลูกค้าที่ชื่นชอบการถ่ายภาพเป็นพิเศษ ด้วยการพัฒนาฟังก์ชั่นขึ้นมารองรับลูกค้ากลุ่มนี้โดยเฉพาะ

“การแข่งขันในตลาดสมาร์ทโฟนเมืองไทยรุนแรงมากในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน เราจึงไม่เข้าไปแข่งขันในตลาดแมสเหมือนเจ้าตลาด แต่จะเน้นการพัฒนาฟังก์ชั่นและฟีเจอร์พิเศษ เช่น ความสามารถในการถ่ายภาพในที่แสงน้อย และเป็นสมาร์ทโฟนแบรนด์เดียวที่สามารถ่ายดวงดาวได้ เป็นต้น” กันตวีร์ กล่าว

ขณะเดียวกันยังได้วางเป้าหมายหรือแผนงานระยะ 5 ปี ที่ยังคงเน้นการทำตลาดและจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์เป็นหลัก ซึ่งเป็นไปตามพฤติกรรมของลูกค้าคนไทยที่นิยมซื้อสินค้าผ่านออนไลน์มากขึ้น โดยตั้งเป้าจะเป็น 1 ใน 3 หรือท็อปทรีในตลาดมือถือออนไลน์ และตั้งเป้าเป็นผู้นำตลาดในระยะยาว ซึ่งปัจจุบันได้นำสินค้าไปวางจำหน่ายในร้านค้าออนไลน์เกือบทุกรายแล้ว

ขณะเดียวกันบริษัทจะขยายจุดจำหน่ายในร้านค้าทั่วไปหรือออฟไลน์ด้วย เริ่มจากการเข้าไปจำหน่ายในบิ๊กซีซูเปอร์สโตร์ 10 สาขา เพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสกับสินค้าจริง ซึ่งจะเป็นการสร้างการรับรู้ในแบรนด์อีกทางหนึ่ง แต่จะยังคงเน้นช่องทางออนไลน์เป็นหลัก โดยราคาที่วางจำหน่ายในช่องทางออนไลน์จะสูงกว่าการซื้อผ่านออนไลน์ เพื่อสร้างพฤติกรรมการช็อปผ่านออนไลน์ให้เพิ่มขึ้น

 หลังจากทำตลาดเต็มปี บริษัทเชื่อมั่นว่าจะสามารถทำยอดขายได้ไม่ต่ำกว่า 500 ล้านบาท โดยจะมีสินค้าใหม่ๆ เข้ามาทำตลาดอย่างต่อเนื่องภายใต้การสนับสนุนของบริษัทแม่ โดยเฉพาะการพัฒนาสินค้าใหม่ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย พร้อมทั้งวางตำแหน่งของแบรนด์นูเบียให้เป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่ มีความคิดสร้างสรรค์ มีจุดเด่นและไลฟ์สไตล์เป็นของตัวเอง

ด้าน เพอรี่ เย่ กรรมการผู้จัดการบริษัท นูเบีย (ประเทศไทย) กล่าวเพิ่มเติมว่า บริษัทได้เปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นล่าสุด Nubia Z11 Series รุ่น mini s ภายใต้สโลแกน “Best shot in your hand” ที่โดดเด่นด้วยศิลปะและเทคโนโลยีมาผสานเข้ากับนวัตกรรม การดีไซน์แบบไร้ขอบจอพร้อมฟังก์ชั่นการถ่ายภาพที่มีคุณภาพทัดเทียมระดับกล้องดิจิทัลดีเอสแอลอาร์ วางระดับราคา 8,990 บาท

“มั่นใจว่าการเปิดตัวสมาร์ทโฟนในครั้งนี้จะได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี เนื่องจากที่ผ่านมานูเบียได้มีการทุ่มเทการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยี ตลอดจนการออกแบบให้ล้ำหน้าอยู่เสมอ” เพอรี่ เย่ กล่าว