เผยภาพการทดสอบไฮเปอร์ลูป รถไฟแห่งอนาคตความเร็วเสียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 มีนาคม 2560 เวลา 14:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/484158

เผยภาพการทดสอบไฮเปอร์ลูป รถไฟแห่งอนาคตความเร็วเสียง

บริษัทไฮเปอร์ลูปเผยภาพการก่อสร้าง และการทดสอบระบบขนส่งมวลชนแห่งอนาคต คาดใช้งานจริงในปี 2021 นี้

ภาพถ่ายการทดสอบระบบไฮเปอร์ลูป (Hyperloop) ในทะเลทรายของรัฐเนวาดา ถูกเผยแพร่ระหว่างการประชุม Middle East Rail ที่นครดูไบ เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าครั้งใหม่ของเทคโนโลยีการขนส่งมวลชนแห่งอนาคต ที่ทางผู้ผลิตระบุว่ารถไฟของพวกเขามีความเร็วกว่าเครื่องบินเสียอีก

จากภาพถ่ายแสดงให้เห็นมุมมองทางอากาศโครงสร้างของรางไฮเปอร์ลูป ด้วยระยะทางความยาวประมาณ 500 เมตร ส่วนตัวท่อขนส่งสูญญากาศนั้นมีเส้นผ่านศูนย์กลางราว 3.3 เมตร

โปรเจคไฮเปอร์ลูปวันนี้เกิดขึ้นด้วยสตาร์ทอัพ ในลอสแอนเจลิส ที่ตั้งใจสร้างระบบขนส่งที่สามารถทำความเร็วได้ใกล้เคียงกับความเร็วเสียง ตัวรถไฟจะเดินทางผ่านท่อแรงดันต่ำด้วยความเร็วสูงสุด 760 ไมล์ต่อชั่วโมง โดยมีเป้าหมายทำการทดสอบภายในช่วงครึ่งแรกของปี 2017 นี้ และวางแผนที่จะใช้ไฮเปอร์ลูปในการขนส่งผู้โดยสารจริงๆในปี 2021

ทางบริษัทคาดหวังว่าเทคโนโลยีของพวกเขาจะเข้ามาเปลี่ยนโฉมหน้าของระบบขนส่งมวลชนในตะวันออกกลาง เดิมการเดินทางจากนครดูไบ ไปยังอาบูดาบีนั้นต้องใช้เวลาราว 90 นาที แต่หากเดินทางด้วยไฮเปอร์ลูปจะใช้เวลาเพียง 12 นาทีเท่านั้น ซึ่งจากแถลงการณ์ของบริษัท พวกเขาระบุว่าระบบไฮเปอร์ลูปนั้นมีความปลอดภัยมากกว่าเครื่องบินเจ็ทโดยสาร ด้วยต้นทุนการก่อสร้างที่ถูกกว่าครึ่งหนึ่ง และค่าบำรุงรักษาที่ถูกกว่ารถไฟความเร็วสูง

 “เทคโนโลยีเปลี่ยนชีวิตของพวกเราไปมาก แต่กับระบบขนส่งมวลชนแล้ว เรายังไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงอะไรนับตั้งแต่สองพี่น้องตระกูลไรต์ประดิษฐ์เครื่องบินได้ เมื่อ 100 ปีก่อน” Rob Lloyd ซีอีโอของไฮเปอร์ลูปกล่าว

ทั้งนี้ไอเดียแรกเริ่มของไฮเปอร์ลูปนี้ ถูกเสนอขึ้นครั้งแรกในปี 2013 โดยมหาเศรษฐีเจ้าของ Space X อีลอน มักส์ เมื่อตัวเขาตั้งใจที่จะสร้างระบบขนส่งมวลชนที่สามารถพาผู้คนจากลอสแอนเจลิส ไปยังซานฟรานซิสโกได้ในเวลาเพียง 30 นาที ต่อมามักส์เปิดโอกาสให้บริษัทใดก็ได้เข้ามารับช่วงต่อในการทำไอเดียของเขาให้เป็นจริง จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการก่อตั้งไฮเปอร์ลูปวัน

เมื่อเดือนมกราคม Space X ร่วมกับไฮเปอร์ลูปวัน ในการจัดการประกวดหาไอเดียออกแบบท่อขนส่งสูญญากาศที่ดีที่สุด ซึ่งทีมที่ชนะเป็นทีมนักศึกษาเทคโนโลยีจากมหาวิทยาลัยเทคนิคในมิวนิค ที่ผลงานของพวกเขาตัวเครื่องยนต์สามารถเดินทางจากฝั่งหนึ่งของอุโมงค์ ไปยังอีกฝั่งด้วยความเร็ว 93 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

และเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาทางไฮเปอร์ลูปวัน เพิ่งจะเจรจาร่วมกับรัฐบาลอินเดีย ซึ่งเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดเป็นอันดับที่ 2 ของโลกไป ด้าน Space X เองยังคงมุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวเช่นกัน โดยเตรียมจัดการแข่งขันครั้งต่อไปในปลายปีนี้  ซึ่งจะมุ่งเน้นไปที่ความเร็วของระบบขนส่งเป็นหลัก

 

 

ทรูวิชั่นส์รุกคืบเน็ตทีวี คาดปีแรกยอดขาย1.5แสนกล่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 มีนาคม 2560 เวลา 05:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/484094

ทรูวิชั่นส์รุกคืบเน็ตทีวี คาดปีแรกยอดขาย1.5แสนกล่อง

ทรูวิชั่นส์เปิดตัวทรูทีวี กล่องดูทีวีผ่านอินเทอร์เน็ตต่อยอดธุรกิจเพย์ทีวี หวังดันรายได้สิ้นปีโต 2 หลัก

นายศึกษิฐ ชลศึกษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ทรูวิชั่นส์ กรุ๊ป เปิดเผยว่า ภายหลังจากบริษัทได้ทดลองระบบไอทีมาครึ่งปี เพื่อให้บริการการ ดูทีวีผ่านอินเทอร์เน็ต วันนี้บริษัท พร้อมแล้วที่จะเปิดตัว ทรูทีวี กล่องดูทรูวิชั่นส์ผ่านอินเทอร์เน็ตอย่างเป็นทางการ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า ที่พักอาศัยในตึกสูง เช่น คอนโดมิเนียม และอพาร์ตเมนต์ ให้สามารถรับชมรายการทีวีของทรูวิชั่นส์ได้สะดวกมากยิ่งขึ้น เนื่องจากบริการดังกล่าวไม่ต้องติดจานดาวเทียม หรือสายเคเบิล เพียงมีสัญญาณอินเทอร์เน็ตหรือไว-ไฟใน ทุกเครือข่ายในความเร็วขั้นต่ำ 15 เมกะบิต ก็สามารถรับชมรายการต่างๆ ของทรูวิชั่นส์ได้ทันที

ทั้งนี้ เพื่อให้ลูกค้ารู้จักบริการและเข้าถึงการให้บริการของทรูทีวีได้เร็วขึ้น บริษัทจึงได้จัดทำกิจกรรมส่งเสริมการขายผ่านโปรโมชั่นสำหรับผู้ที่มีเบอร์ของทรูมูฟเอช สามารถซื้อกล่องทรูทีวีได้ ในราคา 990 บาท จากราคาปกติ 2,990 บาท ส่วนลูกค้าทั่วไปสามารถซื้อกล่องทรูทีวีได้ในราคา 1,990 บาท จากราคา 2,990 บาท

“ปัจจัยที่ทำให้บริษัทหันมาขยายธุรกิจในรูปแบบอินเทอร์เน็ต เพราะสามารถเพิ่มบริการได้ง่ายกว่าเพย์ทีวี ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มช่องรายการ หรือเพิ่มช่องเอชดี ซึ่งลูกค้าที่ซื้อกล่องทรูทีวีวันนี้

จะได้รับชมรายการกีฬาสดอย่างฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ โตโยต้าไทยลีก และฟุตบอลรายการดังอีกกว่า 1,200 แมตช์ นอกจากนี้ ยังจะได้ดูหนังใหม่ฟรีออนดีมานด์อีกกว่า 100 เรื่อง รายการบันเทิงดัง และซีรี่ส์ยอดนิยมอีกกว่า 1,000 รายการ ฟรี 6 เดือน” นายศึกษิฐ กล่าว

ขณะเดียวกัน บริษัทมั่นใจว่าในอีก 12 เดือนนับจากนี้ บริษัทน่าจะมียอดขายกล่องทรูทีวีได้ไม่ต่ำกว่า 1.5 แสนกล่อง และภายในปี 2561 คาดว่าจะมีสัดส่วนรายได้จากการขายกล่องทรูทีวีอยู่ที่ประมาณ 10% จากปัจจุบันบริษัทมีสัดส่วนรายได้มาจากธุรกิจเพย์ทีวีประมาณ 65% ธุรกิจอีเวนต์ ธุรกิจบันเทิง และธุรกิจอื่นๆ อีกประมาณ 35%

สำหรับผลการดำเนินงานของบริษัทในปี 2559 ที่ผ่านมามีรายได้อยู่ที่ประมาณ 1.22 หมื่นล้านบาท เติบโตจากปีก่อนประมาณ 1.8% แต่หากมองเฉพาะธุรกิจเพย์ทีวีปีที่ผ่านมามีรายได้เติบโตมากถึง 5.6% เนื่องจากบริษัทมีฐานสมาชิกเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 3.9 ล้านราย คาดว่าสิ้นปีนี้จะเพิ่มเป็น 5 ล้านราย และมีรายได้เติบโตที่ 2 หลัก

ภาพประกอบข่าว

 

บ้านจากเครื่องพิมพ์ 3 มิติ ที่ใช้เวลาสร้างเพียง 24 ชั่วโมงเท่านั้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 มีนาคม 2560 เวลา 14:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/483830

บ้านจากเครื่องพิมพ์ 3 มิติ ที่ใช้เวลาสร้างเพียง 24 ชั่วโมงเท่านั้น

สตาร์ทอัพสุดเจ๋ง เมื่อบ้านทั้งหลังสามารถพิมพ์ออกมาได้ในวันเดียว สนนราคาหลังละ 3 แสนบาทเท่านั้น

ถ้าคุณผู้อ่านกำลังมีแผนที่จะย้ายเมือง แต่ไม่สามารถหาที่อยู่ใหม่ที่ถูกใจได้ ในอนาคตอันใกล้นี้ปัญหาดังกล่าวจะหมดไป เพราะบ้านทั้งหลังสามารถพิมพ์ออกมาได้ด้วยเครื่องพิมพ์ 3 มิติ!

แน่นอนว่าด้วยเทคโนโลยีปัจจุบันการพิมพ์ 3 มิติสามารถสร้างสรรค์อุปกรณ์ งานศิลปะ ไปจนถึงอวัยวะเทียมได้แล้ว แต่การสร้างบ้านทั้งหลังนี้ นับได้ว่าเป็นความก้าวหน้าครั้งใหญ่เลยทีเดียว ที่สำคัญก็คือบ้านดังกล่าวนั้นแข็งแรง และสามารถเข้าอยู่อาศัยได้จริงอีกด้วย

ต้องขอขอบคุณสตาร์ทอัพจากซานฟรานซิสโกที่มีชื่อว่า Apis Cor ที่กำลังจะเปลี่ยนโฉมหน้าใหม่ของการก่อสร้างในอนาคต ด้วยเทคโนโลยีการพิมพ์คอนกรีตของพวกเขา บ้าน 1 หลังที่ใช้เวลาในการก่อสร้างเป็นเดือน สามารถเสร็จสิ้นได้ในเวลา 24 ชั่วโมงเท่านั้น

หน้าตาของเครื่องพิมพ์ 3 มิติที่ทำหน้าที่พิมพ์คอนกรีตออกมาตามโครงสร้างของบ้านที่ออกแบบไว้

บ้านหลังแรกที่ถูกพิมพ์ขึ้นนี้มีพื้นที่รวม 38 ตารางเมตร ตัวบ้านถูกออกแบบเป็นวงกลม มีมุมสามมุมที่ยื่นออกมาในแบบสมมาตรเพื่อเพิ่มพื้นที่ใช้สอย ในขณะที่หลังคานั้นแบนราบและถูกออกแบบมาเพื่อรองรับหิมะตกหนักโดยเฉพาะ

Apis Cor ใช้เครื่องพิพม์ 3 มิติขนาดใหญ่ที่มีหน้าตาเหมือนเครนค่อยๆพิมพ์ชั้นคอนกรีตของผนังไปทีละชั้นๆ ซึ่งทางบริษัทระบุว่าความคงทนของบ้านหลังนี้นั้นสามารถใช้งานได้นานถึง 175 ปีเลยทีเดียว

มุมมองด้านบนของตัวบ้านชั้นเดียว

 หลังโครงสร้างของกำแพงบ้านเสร็จเรียบร้อย ตัวเครนที่ใช้พิมพ์ก็จะถูกยกออก ประตูหน้าต่าง รวมถึงหลังคาถูกนำมาติดตั้งแทน ตามด้วยเฟอร์นิเจอร์ใช้สอย และของประดับตกแต่งบ้าน ซึ่งทางบริษัทระบุว่าค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการสร้างบ้านหลังนี้อยู่ที่ราว 10,134 ดอลล่าร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยเพียง 350,000 บาท

ทั้งนี้ทางบริษัทตั้งความหวังไว้ว่าเทคโนโลยี และผลิตภัณฑ์ของพวกเขาจะมีส่วนช่วยในการสร้างบ้านหลังใหม่ได้อย่างรวดเร็ว แก่บรรดาผู้ประสบภัยพิบัติจนสูญเสียที่อยู่ หรืออาจนำไปแก้ไขปัญหาคนจรจัดที่ขาดแคลนที่อยู่อาศัยในเมือง เป็นต้น

ภายในของบ้านที่สามารถใช้อยู่อาศัยได้จริงๆ

 เทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิตินี้นับเป็นข่าวดีแก่บรรดาลูกค้าบ้านต้นทุนต่ำ แต่สำหรับบรรดาผู้ประกอบการก่อสร้างแล้วพวกเขาคงหนาวๆร้อนๆเป็นแน่แท้ เนื่องจากเครื่องพิพม์ 3 มิตินี้สามารถทดแทนแรงงานมนุษย์ในการเทคอนกรีตได้เร็วกว่าหลายเท่า อย่างไรก็ตามทางบริษัทเองระบุว่า เป้าหมายของพวกเขานั้นต้องการเปลี่ยนแปลงระบบการก่อสร้าง เพื่อช่วยให้ผู้คนนับล้านมีโอกาสเข้าถึงชีวิตที่ดีขึ้นมากกว่า

ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่ http://apis-cor.com/en/

 

แอพพลิเคชั่นที่ช่วยให้คนตาบอดมองเห็นโลกรอบตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 มีนาคม 2560 เวลา 14:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/483759

แอพพลิเคชั่นที่ช่วยให้คนตาบอดมองเห็นโลกรอบตัว

Aipoly แอพพลิเคชั่นที่ทำหน้าที่เป็นดวงตาให้แก่บรรดาผูืพิการ ด้วยการมองวัตถุรอบตัวและรายงานออกมาผ่านเสียง

เทคโนโลยีกลายเป็นหูเป็นตาให้แก่มนุษย์ในปัจจุบันไปแล้ว เรามองเห็นโลกใบนี้ และได้ยินเสียงที่เกิดขึ้นจากทั่วทุกมุมผ่านสมาร์ทโฟน ผู้คนที่อาศัยอยู่คนละฝั่งของมหาสมุทรสามารถติดต่อสื่อสารกันได้ และเหตุใดบรรดาผู้พิการจะมีตัวช่วยที่ทำให้ชีวิตของพวกเขาสะดวกสบายขึ้นไม่ได้เช่นกัน

พบกับ Aipoly แอพพลิเคชั่นปัญญาประดิษฐ์สำหรับไอโฟน ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อช่วยเหลือบรรดาผู้พิการทางสายตาโดยเฉพาะ ด้วยการระบุวัตถุที่พวกเขาพบในชีวิตประจำวัน

วิธีการก็ง่ายแสนง่าย เพียงแค่จ่อโทรศัพท์ไปที่วัตถุเท่านั้น แอพพลิเคชั่นจะช่วยพวกเขาด้วยการบ่งบอกผ่านเสียงว่าวัตถุดังกล่าวคืออะไร ราวกับทำหน้าที่เป็นดวงตาให้แก่พวกเขาเลยทีเดียว และยังสามารถสื่อสารออกมาได้ทั้งหมด 7 ภาษาด้วยกัน โดยไม่จำเป็นต้องมีอินเตอร์เน็ต

สำหรับการทำงานของ Aipoly นั้น ตัวแอพพลิเคชั่นสามารถระบุวัตถุได้อย่างแม่นยำหลายร้อยชนิด โดยที่ไม่จำเป็นต้องเห็นวัตถุนั้นมาก่อน และไม่จำเป็นต้องถ่ายภาพใด แอพพลิเคชั่นจะจับข้อมูลผ่านกล้อง และระบุได้ด้วตนเอง นอกจากนั้นยังสามารถระบุสีของวัตถุนั้นๆได้อีกด้วย จึงไม่เพียงแต่มีส่วนช่วยเหลือผู้พิการทางสายตาเท่านั้น แต่ผู้มีปัญหาตาบอดสีก็สามารถใช้แอพพลิเคชั่นช่วย เมื่อพวกเขาไม่มั่นใจในสีที่กำลังมองเห็นอยู่ได้เช่นกัน

คุณสมบัติของแอพที่บอกข้อมูลของวัตถุตรงหน้า และสีสันได้แบบเรียลไทม์

และที่พิเศษก็คือแอพพลิเคชั่นนี้สามารถเรียนรู้วัตถุใหม่ๆเพิ่มเติมได้ เพียงแค่พิมพ์บรรยายลักษณะของวัตถุนั้นๆที่ต้องการให้ Aipoly จดจำเพิ่มเติมลงไป ซึ่งในอนาคตทางผู้สร้างตั้งความหวังวไว่าพวกเขาจะพัฒนาให้แอพสามารถอ่านข้อมูลที่มีความซับซ้อนได้มากขึ้น เช่น “สุนัขตัวหนึ่งกำลังนั่งอยู่ข้างเสาไฟ” เป็นต้น เพื่อช่วยให้การใช้ชีวิตของผู้พิการทางสายตาเห็นภาพรอบตัวได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม

เทคโนโลยีที่ช่วยให้ชีวิตของบรรดาผู้พิการทางสายตาทำความเข้าใจกับโลกรอบตัวได้มากขึ้น

“เมื่อผมเดินไปรอบๆตามท้องถนน มันเป็นความรู้สึกที่มหัศจรรย์มาก ที่ได้รับรู้ว่ามีสิ่งใดบ้างอยู่รอบตัวผม อาคารข้างหน้าของผมคืออะไร รถยนต์ที่อยู่ข้างหน้าผมเป็นรถรุ่นอะไร ผมจินตนาการไม่ออกเลยจริงๆว่าแอพนี้จะมีประโยชน์กับชีวิตผมมากขนาดไหน” Rob Turner ประธานผู้บริหาร Silicon Valley Council of the Blind กล่าว

Aipoly คว้ารางวัลในระดับสากลมาแล้วจำนวน 12 รางวัลด้วยกัน ในจำนวนนี้รวมถึงรางวัลนวัตกรรมยอดเยี่ยมจาก CES2017 ด้วยปัจจุบัน Aipoly ให้ความช่วยเหลือเป็นดวงตาให้แก่ผู้พิการแล้วทั่วโลกกว่า 200,000 คน แน่นอนในฐานะของผู้ใช้งานแล้ว ชีวิตของพวกเขาเพลิดเพลินขึ้นมาก เมื่อได้รับรู้ และได้ยินว่าสิ่งของรอบๆตัวเป็นอย่างไร เพื่อๆของพวกเขากำลังใส่เสื้อสีอะไร ตลอดจนการซื้อของด้วยตัวเองผ่านแอพพลิเคชั่น

ปัจจุบันแอพสามารถบอกวัตถุได้ราวหนึ่งพันชนิด และจะพัฒนาเพิ่มเป็น 5,000 ชนิดในอนาคต

 

 

ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่ http://aipoly.com/index.html

 

 

เฟซบุ๊กรุกใช้เอไอ สกัดถ่ายทอดสดปลิดชีพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 มีนาคม 2560 เวลา 07:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/483669

เฟซบุ๊กรุกใช้เอไอ สกัดถ่ายทอดสดปลิดชีพ

โดย…กิตติณัฏฐ์ จันทร์สุเทพ

บริการถ่ายทอดสดชีวิตประจำวันผ่านเฟซบุ๊ก หรือเฟซบุ๊กไลฟ์ ซึ่งเฟซบุ๊กพยายามชักชวนให้ผู้ใช้งานราว 1,800 ล้านคน เข้ามาใช้งานนั้น เริ่มกลายเป็นดาบสองคม เมื่อเกิดเหตุการณ์ถ่ายทอดสดฆ่าตัวตายขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งทำให้เฟซบุ๊กเดินหน้าเพิ่มเครื่องมือป้องกันการถ่ายทอดสดฆ่าตัวตาย เพื่อหวังระงับโศกนาฏกรรมดังกล่าว

เหตุน่าสลดใจดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา โดยเด็กหญิงวัยเพียง 14 ปี แขวนคอตายผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์ที่บ้านอุปการะเด็กในรัฐฟลอริดาของสหรัฐ และในเวลาไล่เลี่ยกัน นักแสดงหนุ่มตุรกีวัย  33 ปี ผู้ผิดหวังจากความรัก ได้ก่อเหตุยิงตัวตายที่เมืองลอสแองเจลิสผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์

เหตุการณ์ทั้งสองมีส่วนทำให้เฟซบุ๊กเพิ่มความพยายามจัดการกับปัญหานี้ โดยเมื่อวันที่ 1 มี.ค. เฟซบุ๊กได้เริ่มใช้ปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) มาใช้คัดกรองโพสต์และวิดีโอในขั้นแรก เพื่อค้นหาสัญญาณการทำร้ายตัวเองหรือการฆ่าตัวตาย ก่อนจะส่งโพสต์ดังกล่าวให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ

ขณะเดียวกัน เฟซบุ๊กจะให้ความช่วยเหลือแก่บุคคลที่กำลังจะทำการฆ่าตัวตาย โดยข้อความให้ความช่วยเหลือ ซึ่งมีจุดมุ่งหมายปลุกสติของผู้ที่กำลังคิดสั้น จะปรากฏในระหว่างที่กำลังทำการถ่ายทอดสด ซึ่งบุคคลผู้นั้นสามารถเลือกได้ว่าจะติดต่อหาเพื่อนหรือครอบครัว หรือติดต่อกับสายด่วนให้ความช่วยเหลือ

นอกจากนี้ เฟซบุ๊กประกาศว่าจะมีการนำเสนอความช่วยเหลือผ่านทางการสนทนาผ่านแชต โดยดึงผู้เชี่ยวชาญจากองค์กรต่างๆ เข้ามาให้ความช่วยเหลือยามฉุกเฉิน อาทิ สายด่วนจากสำนักงานป้องกันการฆ่าตัวตาย และสายด่วนยามวิกฤตผ่านทางเฟซบุ๊กเมสเซนเจอร์ ซึ่งจะช่วยทำให้การรายงานสถานการณ์เสี่ยงเกี่ยวกับการฆ่าตัวตาย หรือการทำร้ายตัวเองนั้นทำได้ง่ายขึ้น

ความพยายามฆ่าตัวตายออกอากาศและการป้องกันผู้ใช้ฆ่าตัวตายของเฟซบุ๊กไม่ใช่เรื่องใหม่ โดยเมื่อกลางปี 2016 ที่ผ่านมา เฟซบุ๊กเปิดฟีเจอร์ให้ผู้ใช้งานทั่วไปเข้ามามีส่วนร่วมรายงานโพสต์ต้องสงสัยที่นำไปสู่การฆ่าตัวตาย ด้วยการให้ติดธงโพสต์ของผู้มีแนวโน้มฆ่าตัวตาย และส่งโพสต์ดังกล่าวให้ทีมงานตรวจสอบดูอีกที

สัญญาณสังคมอันตราย

แดน ไรเด็นเบิร์ก ผู้บริหารเว็บไซต์ save.org ซึ่งเป็นที่ปรึกษาของเฟซบุ๊กให้ความเห็นว่า แม้การถ่ายทอดสดฆ่าตัวตายทั้งหมด 7 ครั้ง ไม่ได้เกิดขึ้นผ่านเฟซบุ๊กทุกครั้ง เฟซบุ๊กก็มีแนวโน้มกลายเป็นเครื่องมือของบรรดาผู้หวังปลิดชีพตัวเองมากยิ่งขึ้น นับตั้งแต่มีบริการถ่ายทอดสดผ่านอินเทอร์เน็ต

ขณะเดียวกัน เนดีน คาสโลว์ ศาสตราจารย์ภาควิชาจิตวิทยาและพฤติกรรมมนุษย์ มหาวิทยาลัยเอโมรี่ เปิดเผยว่า แม้การฆ่าตัวตายผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์จะมีจำนวนน้อยนิด แต่ถือเป็นปัญหาที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด

“ช่างน่าเสียดายที่คนรุ่นใหม่และผู้ใหญ่ที่พยายามจะฆ่าตัวตายผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์กำลังเพิ่มสูงขึ้น สถานการณ์นี้ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า การกระทำเหล่านี้จะลุกลามไปทั่วหรือไม่ และคำตอบก็คือยังไม่มีใครล่วงรู้ได้”คาสโลว์ กล่าว

ก่อนหน้านี้ หน่วยงานวิจัยดาต้าแอนด์โซไซตี้ในสหรัฐ เปิดเผยผลสำรวจประชากรอเมริกันอายุ 15 ปีขึ้นไป จำนวน 3,002 คน ระหว่างวันที่ 17 พ.ค.-31 ก.ค. 2016 พบว่าผู้ตอบแบบสอบถาม 47% มีประสบการณ์ถูกกลั่นแกล้งออนไลน์ในรูปแบบที่แตกต่างกันถึง 20 รูปแบบ ขณะที่ 72% เคยพบเห็นพฤติกรรมกลั่นแกล้งผู้อื่นบนโลกออนไลน์

 

มี.ค.61ชิงดำคลื่น8ไลเซนส์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 มีนาคม 2560 เวลา 09:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/483581

มี.ค.61ชิงดำคลื่น8ไลเซนส์

กสทช.เตรียมแผนประมูลคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ มี.ค. 61 ใบละ 15 เมกะเฮิรตซ์ ดีแทคทุ่มเต็มกำลังกวาดคลื่น

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า กสทช.เตรียมจัดประมูลคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ ภายใต้สัมปทานของดีแทคที่จะหมดอายุสัมปทานในเดือน ก.ย. 2561 โดยจะจัดประมูลคลื่นล่วงหน้าในเดือนมี.ค. 2561

ทั้งนี้ สำหรับการประมูลคลื่นความถี่ต่าง ๆ จะมีการจัดสรรขึ้นในปี 2561 มีดังนี้ คือ คลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ 3 ใบอนุญาต ใบอนุญาตละ 15 เมกะเฮิรตซ์ คลื่น 850 เมกะเฮิรตซ์ 1 ใบอนุญาต จำนวน 10 เมกะเฮิรตซ์ และ คลื่น 2600 เมกะเฮิรตซ์ 4 ใบอนุญาต ใบอนุญาตละ 20 เมกะเฮิรตซ์

“จะจัดประมูลคลื่นล่วงหน้าในเดือนมี.ค. 2561 เพื่อให้เอกชนได้เตรียมตัวให้บริการแก่ประชาชนโดยไม่ส่งผลกระทบ โดยไม่ต้องเข้าสู่กระบวนการตามมาตรการเยียวยา ซึ่งคลื่นของดีแทคจะหมดสัญญาในเดือน ก.ย. จึงอยากประมูลตั้งแต่เดือน มี.ค. 2561” นายฐากร กล่าว

สำหรับความคืบหน้ากรณีพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมนั้น คณะกรรมการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ไม่ได้ขยายระยะเวลาให้แก่คณะกรรมการวิสามัญ ดังนั้น การพิจารณาในมาตราต่างๆ ใน พ.ร.บ. น่าจะแล้วเสร็จวันที่ 22 มี.ค.นี้ เพื่อทำให้สามารถเดินหน้าในส่วนอื่นต่อไป ซึ่งเอกชนอยากให้บรรจุแผนการประมูลล่วงหน้าลงในร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวด้วย

นายภารไดย ธีระธาดา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มกิจการองค์กร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือ ดีแทค เปิดเผยว่า การประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ ในปี 2561 ของ กสทช. มีความสำคัญต่อดีแทคมาก และอยากให้มีการประมูลล่วงหน้า รวมทั้งต้องการให้ กสทช. ร่างแผนเกี่ยวกับการประมูลล่วงหน้าชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อเอกชนจะได้วางแผนการบริหารจัดการ เพื่อจะไม่ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้บริการ ซึ่งการหมดอายุสัมปทานคลื่นความถี่ 1800 เมกะเฮิรตซ์ ของดีเเทคในปี 2561 นั้น ทำให้ดีแทคต้องการประมูลคลื่นความถี่ดังกล่าวกลับมา จำนวน 20-25 เมกะเฮิรตซ์

ทั้งนี้ การหมดอายุสัมปทานคลื่นความถี่ ในปี 2561 ของดีแทค ทั้งคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ และ 850 เมกะเฮิรตซ์ ทำให้จำนวนคลื่นความถี่ของดีแทคจากปัจจุบันมีอยู่ 50 เมกะเฮิรตซ์ หายไป 35 เมกะเฮิรตซ์ หรือ 3 ใน 4 ของทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ได้เตรียมแผนรองรับความเสี่ยง โดยการนำคลื่นความถี่ย่าน 2300 เมกะเฮิรตซ์ ของบริษัท ทีโอที มาทดแทน มั่นใจว่าสามารถเป็นพันธมิตรการให้บริการคลื่นความถี่ 2300 เมกะเฮิรตซ์ กับ ทีโอที ได้อย่างแน่นอน

ภาพประกอบข่าว

 

“ดีแทค” นำเสนอบริการแฮปปี้ งัดคอนเทนต์สู้ศึกโทรคมนาคม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 มีนาคม 2560 เวลา 22:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/483559

"ดีแทค" นำเสนอบริการแฮปปี้ งัดคอนเทนต์สู้ศึกโทรคมนาคม

โดย…รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

ความท้าทายของดีแทค ไม่ได้มองที่ว่าจะรักษาตำแหน่งอันดับสองจากปัจจุบันมีผู้ใช้บริการ 25 ล้านเลขหมาย หรือช่วงชิงเบอร์หนึ่งจากใคร แต่ดีแทคมุ่งนำเสนอการบริการที่ตอบโจทย์ลูกค้า และทำให้ผู้ใช้บริการรู้สึกแฮปปี้หรือมีความสุขกับการใช้บริการ นั่นคือถ้อยคำพูดของแม่ทัพทางด้านการตลาดของดีแทค

สิทธิโชค นพชินบุตร รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มการตลาด บริษัท โทเทิ่ลแอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือดีแทค เปิดเผยว่าการแข่งขันธุรกิจโทรคมนาคมยังคงมีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง การเติบโตของเทคโนโลยีและอุปกรณ์ไอที ผลักดันให้มีผู้ใช้งานในปีนี้โดยเฉลี่ยราว 4-5% ซึ่งดีแทคมองว่าเราเป็นแบรนด์ทางเลือกหนึ่ง ที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกแฮปปี้กับการบริการกับเน็ตเวิร์ก (Network)และในปี 2560 เป้าหมายการทำตลาดของเราจะปรับปรุงการบริการให้แตกต่างจากคู่แข่งจัดกระบวนทัพเพิ่มปลุกปั้นธุรกิจให้เติบโต หลังจาก 2 ปีที่ผ่านมานี้ดีแทครายได้ไม่เติบโต

สำหรับในช่วงต้นปี ดีแทคเลือกชูสินค้าและการบริการออกมาสร้างความแตกต่าง ด้วยแพ็กเกจ “Go โนลิมิต” และซิม “Go เพลิน” โดยจุดเด่น คือ เป็นแพ็กเกจฟังเพลง แชต ชมคลิปวิดีโอออนไลน์ และเล่นเกม โดยความเร็วของอินเทอร์เน็ตไม่ลดลง และยังโทรฟรีทั้งเครือข่ายตลอด 24 ชั่วโมงไม่อั้น ตามด้วยไว-ไฟ คอลลิ่ง (Wi-Fi Calling) ให้ลูกค้าดีแทคสามารถโทรกลับหรือรับสายผ่านสัญญาณ Wi-Fi จากทั่วทุกมุมโลกเหมือนอยู่ในไทย โดยสัปดาห์แรกของการเปิดตัวแพ็กเกจดังกล่าว ถือว่าเซอร์ไพรส์มากมีคนพูดถึงดีแทคเยอะมาก

“เราคาดหวังจะมีทั้งกลุ่มคนที่ย้ายค่ายมาใช้ดีแทค และขยายฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ หลายคนมองว่าเรากำลังเล่นสงครามราคาระลอกใหม่ นอกจากนี้เกมการแข่งขันของดีแทค ส่วนใหญ่จะนำเสนอแพ็กเกจที่ถูกกว่าคู่แข่งอยู่เสมอ แต่ผมคิดในมุมกลับกันว่า ระหว่างถูกกับความคุ้มค่ามันแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ความคุ้มค่าของดีแทค คือ การใช้โทรศัพท์ อินเทอร์เน็ต หรือโทรแบบไม่ต้องกังวลใจ”

นอกจากแพ็กเกจที่ออกมาตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานแล้ว ประเด็นต้องจับตาให้ดีในไตรมาส 2 หรือ 3 กับการนำเสนอ
บริการพร้อมชนกับคู่แข่ง ไม่ว่าจะเป็นเอไอเอส ทรู โดยดีแทคกำลังอยู่ระหว่างเจรกับพันธมิตรเพื่อนำเสนอบริการด้านคอนเทนต์ หลังจากพบว่าพฤติกรรมคนไทยดูรายการทีวีย้อนหลังเพิ่มขึ้น เบื้องต้นคาดว่าจะสรุปผลและเป็นหนึ่งบริการหมัดเด็ดในปีนี้ ส่วนรูปแบบการชมจะมีทั้งการรับชมฟรี หรือบางคอนเทนต์ต้องเสียค่าบริการ ซึ่งเราเชื่อว่าดีแทคสามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ดีและเหนือชัั้น

เมื่อถามถึงสมรภูมิการแข่งขันเอไอเอสกับทรู ยุทธศาสตร์ของทั้งสองค่ายมีความคล้ายคลึงกันมาก ไม่ว่าจะเป็นการนำเสนอบริการด้านคอนเทนต์ การทำฟิกซ์ บรอดแบนด์ อินเทอร์เน็ตเพื่อการใช้อยู่กับที่ รองรับพฤติกรรมการใช้งานตลอดเวลาทั้งนอกบ้านและในบ้าน แต่เกมการแข่งขันธุรกิจโอเปอเรเตอร์จำเป็นต้องมีผู้แข่งขันในตลาดอย่างน้อย 3 ราย เมื่อใดก็ตามธุรกิจเหลือแค่ 2 รายจะเกิดการผูกขาดการค้า เมื่อตัวเลือกน้อยลง ผลสุดท้ายผู้บริโภคจะต้องใช้ค่าบริการที่แพง

“เราไม่ได้สนใจแชร์ เพราะเป็นการวัดผลแค่ในระยะสั้นเท่านั้น ลูกค้าที่ใช้บริการดีแทคมีความผูกพันมีความชอบในแบรนด์ ดีแทคมีความจริงใจ เริ่มตั้งแต่แคมเปญแฮปปี้บริการใจดีให้ยืม ใจดีมากขึ้นกับใจดีให้ยืม คืนเงินไม่ครบ ก็สามารถยืมเงินเพิ่มได้อีก โอนค่าโทร 20-200 บาท ความจริงใจของเราในปีนี้ เพื่อทำให้ลูกค้าไว้วางใจหรือไม่กังวลกับการใช้โทรศัพท์มือถือ เรายังคงเตรียมบริการด้านต่างๆ ให้ เช่น ปัจจุบันมีผู้ใช้โทรศัพท์จำนวนมากที่มีปัญหาเอสเอ็มเอส ที่ใช้เวลาต้องเสียค่าบริการโดยไม่รู้ตัว”

สิทธิโชค แสดงทัศนะเกี่ยวกับการประมูลคลื่น ราคาการประมูลในไทยแพงเป็นอันดับสองของโลก ส่งผลให้ต้นทุนทางธุรกิจสูง สุดท้ายผู้บริโภคหรือประชาชนก็ได้ใช้บริการด้วยการจ่ายเงินที่สูง แม้ว่าในอนาคตจะมีคลื่นความถี่ออกมามากมาย โอเปอเรเตอร์ถามว่าสนใจหมดทุกคลื่นไหม ทุกค่ายอยากได้หมดแต่สุดท้ายก็ต้องเลือก เพราะเงินการลงทุนมีอยู่อย่างจำกัด

สำหรับหน่วยงานทางด้านการตลาด ซึ่งผมเป็นแม่ทัพดูแลนั้น ถือว่าเป็นหน่วยงานที่สำคัญและเป็นหัวใจขององค์กร และแนวคิดการทำงาน ถ้าเราเข้าใจพฤติกรรมของผู้บริโภคก็สามารถทำตลาดที่ตอบโจทย์ได้ ผมว่าไม่ว่าจะเป็นสินค้ากลุ่มใด ธุรกิจโรงแรม โทรคมนาคม ผู้ใช้งานคาดหวังการใช้บริการ สิ่งสำคัญคือการทำธุรกิจด้วยความจริงใจ สร้างสรรค์และเปลี่ยนแปลงสังคม ไม่ใช่ใช้สินค้าแล้วครั้งเดียวจบ

การรักษาตำแหน่งที่ยืนอยู่ให้มั่น และช่วงชิงตำแหน่งผู้นำ เรียกว่าเป็นความท้าทายอย่างยิ่งยวดแล้ว แต่การชนะใจผู้บริโภคทำให้ใช้บริการดีแทคแล้วแฮปปี้เป็นงานที่ท้าทายมากกว่า

 

สตาร์ทอัพเอสโตเนียสร้างหุ่นยนต์ส่งอาหาร ช่วยประหยัดค่าขนส่ง10เท่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 มีนาคม 2560 เวลา 20:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/483556

สตาร์ทอัพเอสโตเนียสร้างหุ่นยนต์ส่งอาหาร ช่วยประหยัดค่าขนส่ง10เท่า

Starship Technologies สตาร์ทอัพจากเอสโตเนียพัฒนาหุ่นยนต์ส่งอาหารอัตโนมัติ ชี้ช่วยประหยัดค่าขนส่งได้ 10 เท่า

ปัจจุบันพฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปตามเทคโนโลยี มีการช็อปปิ้งออนไลน์กันมากขึ้น เนื่องจากสะดวก ไม่ต้องฝ่าฟันการจราจรติดขัดนอกบ้าน หลายบริษัทพยายามปรับตัวพัฒนาการขนส่งสินค้าให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ลูกค้า อาทิ อเมซอน ที่เล็งจะนำโดรนมาให้บริการ แต่ก็ต้องพบกับความยุ่งยาก คือต้องขออนุญาตทางการก่อน ทำให้ตอนนี้อเมซอนยังไม่สามารถนำโดรนมาใช้ในสหรัฐได้

ล่าสุด Starship Technologies สตาร์ทอัพสัญชาติเอสโตเนียของ อาห์ตี เฮอินลา กับ จานัส ฟริส อดีตผู้ร่วมก่อตั้งแอพพลิเคชั่นสไกป์ ประกาศบริการใหม่ที่ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายมากกว่าโดรน ด้วยการเปิดตัวหุ่นยนต์อัตโนมัติที่จะนำสินค้าไปส่งถึงหน้าประตูบ้านลูกค้า

โดยตอนนี้กำลังทดสอบการใช้งานหุ่นยนต์กับสองบริษัทเดลิเวอรี่เจ้าถิ่นอย่าง Posrmates และ DoorDash ในเมืองเรดวูด รัฐแคลิฟอร์เนีย และกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ซึ่งหากไม่มีปัญหาก็น่าจะได้ใช้กันเร็วๆ นี้

อาห์ตี เฮอินลา

เจ้าหุ่นยนต์ความสูง 61 ซม. ขับเคลื่อนด้วยล้อ 6 ล้อ เคลื่อนที่ด้วยความเร็วประมาณ 6.4 กม.ต่อ ชม. หรือเทียบเท่ากับการเดินในความเร็วปกติของมนุษย์ โดยจะใช้ทางเท้าร่วมกับผู้คนบนท้องถนน แต่ในช่วงทดลองจะใช้พนักงานเดินประกบก่อนเพื่อประเมินการทำงานและคอยไขข้อข้องใจให้กับคนที่ผ่านไปผ่านมา

นอกจากนั้น หุ่นยนต์อัตโนมัติ หรือโดรนภาคพื้นดินนี้ยังเชื่อมต่อกับเทคโนโลยี 3G เพื่อใช้นำทางไปยังที่อยู่ของลูกค้า และซอฟท์แวร์ที่สั่งให้หุ่นยนต์หลีกเลี่ยงสิ่งกีดขวางบนท้องถนน โดยลูกค้ายังสามารถเลือกเวลาที่จะให้เจ้าหุ่นยนต์ไปส่งของได้ โดยที่ไม่ต้องกังวลถึงความปลอดภัยของสินค้าที่อยู่ภายในช่องใส่ของ เนื่องจากระบบล็อกจะต้องใช้แอพพลิเคชั่นและรหัสเฉพาะในการเปิดเท่านั้น

ที่ผ่านมา หุ่นยนต์ของ Starship Technologies ถูกนำมาใช้ส่งอาหารจริงแล้วใน 40 เมืองของยุโรป อาทิ กรุงลอนดอน ฮัมบูร์ก ดุสเซลดอร์ฟ และเมืองแบร์นในสวิตเซอร์แลนด์

สแตนลีย์ ตัง ผู้ร่วมก่อตั้งของ DoorDash เผยว่า DoorDash จะใช้หุ่นยนต์ของ Starship Technologies ส่งสินค้าในระยะทางไม่เกิน 1 ไมล์ และยังไม่มั่นใจว่าสุดท้ายแล้วการใช้หุ่นยนต์กับการใช้แรงงานคนอันไหนจะมีประสิทธิภาพและประหยัดค่าใช้จ่ายมากกว่ากัน

อย่างไรก็ดี เฮอินลา ผู้ผลิต ยืนยันว่า เทคโนโลยีของเขาจะช่วยประหยัดค่าขนส่งได้ 10 เท่า

หากการทดสอบได้ผลจริง อีกไม่นานเราคงได้เห็นหุ่นยนต์เหล่านี้ออกมาเดินตามท้องถนนพร้อมๆ คนในเมือง

ภาพ : Starship Technologies

 

 

 

ความเชื่อVSความจริง พฤติกรรมผู้ซื้อออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 มีนาคม 2560 เวลา 22:59 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/483469

ความเชื่อVSความจริง พฤติกรรมผู้ซื้อออนไลน์

ส่องความเชื่อและความจริงของพฤติกรรมผู้บริโภคสินค้าออนไลน์ในไทย

iPrice บริษัทค้นหาสินค้าออนไลน์แถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้ศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคสินค้าออนไลน์ในไทยและพบความเชื่อเก่าและความจริงดังนี้

ความเชื่อ

พบว่า คนอายุ 25-34 ปี มีกำลังจ่ายน้อยอาจไม่มีรายได้มาใช้จ่ายสินค้าออนไลน์, ผู้ชายวัย 35-44 ปี เป็นผู้มีอายุ ไม่ทันสมัยส่งเป็นแต่ดอกไม้สวัสดีวันจันทร์ วันอังคาร, คนส่วนมากนั่งฟังเพลง,แชต, แต่งหน้าระหว่างรถติด, เทรนด์โลกเผยผู้ชายต่างประเทศใช้มือถือซื้อสินค้าออนไลน์มากขึ้น, ผู้หญิงไทยติดแบรนด์นิยมใช้สินค้าจาก Apple และระบบปฏิบัติการที่คนไทยใช้ คือ Firefox, Chrome

ความจริง

พบว่า คนอายุ 25-34 ปี คือผู้ซื้อสินค้าออนไลน์อันดับหนึ่ง แม้รายได้ต่ำแต่การได้รับการยอมรับจากสังคมสำคัญยิ่งกว่าจึงยอมจ่ายหนัก ผู้ชายวัย 35-44 ปี ซื้อสินค้าออนไลน์ใหญ่เป็นอันดับสอง ผู้หญิงกว่า 66% หาสินค้าผ่านมือถือระหว่างรถติดและระหว่างทำงาน ผู้ชายไทย 45% ใช้มือถือหาสินค้าออนไลน์ ผู้หญิงไทยกว่า54% ใช้ Android 45% ใช้ iOS ผู้บริโภคกว่า 58% หาสินค้าผ่านChrome

 

 

โฆษณาได้ ROI สูงสุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 มีนาคม 2560 เวลา 22:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/483468

โฆษณาได้ ROI สูงสุด

โดย…กัมพล ธนาปัญญาวรคุณ ประธานเจ้าหน้าที่ บริษัท ไอท้อปพลัส

ROI (Return on Investment) หรือผลตอบแทนจากการลงทุน คือสุดยอดแห่งความปรารถนาของผู้ที่ทำโฆษณาทุกราย ซึ่งวิธีการคิดค่าผลตอบแทนจากการลงทุนทำโฆษณา จะมีวิธีคิดคำนวณง่ายๆ ว่าลงโฆษณากี่บาท ได้ยอดขายกี่บาท หรือลงโฆษณากี่บาทแล้วได้กำไรกี่บาท เป็นต้น

ถ้าวันนี้ผมถามคุณว่าการทำโฆษณาแบบไหนได้ผลตอบแทนดีที่สุด ส่วนใหญ่ตอบไม่เกิน 2 อย่าง คือ โฆษณาหน้าแรก Google กับ โฆษณาบน Facebook

ถ้าคิด 2 ข้อนี้ ตอบได้เลยว่าผิดครับ เพราะโฆษณาที่ได้ผลตอบแทนสูงสุดคือ โฆษณาชนิด Remarketing

โฆษณาแบบ Remarketing เป็นศัพท์ที่ Google เรียก ส่วนถ้าเป็น Facebook จะเรียกโฆษณาชนิดนี้ว่า Retargeting โดยเป็นการทำโฆษณาไปยังกลุ่มคนที่เคยเข้าเว็บไซต์ หรือเคยเข้า Blog หรือเคยเข้า Facebook Fanpage แล้วเท่านั้น แล้วติดตามไปเรื่อยๆ ตามที่เรากำหนด

หากเราเคยเข้าเว็บไซต์จำพวกจองห้องพัก หรือเว็บ e-Commerce เราจะพบโฆษณาห้องพักหรือสินค้าที่เราเคยกดดูตามเราไปยังเว็บไซต์อื่นๆ ที่เราเข้าไปดูในแต่ละวัน ซึ่งหลายๆ คนมักจะเรียกโฆษณาชนิดนี้ว่า โฆษณาแบบหลอกหลอน

มีการวิจัยไว้ว่า มีคนจำนวนมากที่เข้าเว็บไซต์ที่สนใจซื้อสินค้า แต่ยังไม่ซื้อในการเข้าเว็บในครั้งแรก แต่จะกลับมาซื้ออีกครั้ง เมื่อถึงเวลาที่ต้องการ สิ่งที่พบคือ เมื่อถึงเวลาที่ต้องการซื้อ กลับจำเว็บที่เคยเข้าไปดูสินค้าไม่พบ เลยเกิดวิธีการทำโฆษณาแบบนี้ขึ้นมา

แล้วทำไมโฆษณาชนิดนี้ถึงได้ค่า ROI สูงสุด เพราะกลุ่มคนที่เคยเข้าเว็บไซต์เราแล้ว มักจะมีจำนวนไม่มาก เช่น วันละ 500 คน 30 วันแค่ 1.5 หมื่นคน นั่นหมายถึงว่า จำนวนคนที่ส่งโฆษณาไปเห็นมีจำนวนน้อยมาก ทำให้เราสามารถกำหนดค่าโฆษณาต่อวันได้ในจำนวนเงินที่ไม่มาก แต่เป็นกลุ่มคนที่สนใจจะซื้อสินค้าอยู่แล้วเมื่อจำนวนเงินในการทำโฆษณาไม่มาก พอยอดขายขึ้น จึงทำให้เกิดผลตอบแทนจากการลงทุนที่สูงนั่นเอง

แต่โฆษณาชนิดนี้มีอยู่ 2 ประเด็นที่ต้องพิจารณา คือ 1.คุณต้องทำอย่างไรก็ได้ให้คนเข้าเว็บไซต์คุณมีจำนวนมากพอ เพื่อให้โฆษณาชนิด Remarketing นี้ติดตามไปได้ นั่นหมายความว่าคุณจะต้องทำโฆษณาชนิดอื่นที่เรียกคนเข้าเว็บไซต์คุณด้วย ไม่ว่าจะเป็นโฆษณา Google AdWords หรือโฆษณา Facebook

2.การทำโฆษณาชนิด Remarketing ได้ผลตอบแทนสูงก็จริง แต่ไม่ได้เพิ่มยอดขายมาก แต่เป็นโฆษณาที่ทำให้เกิดยอดขาย “ส่วนเพิ่ม” ขึ้นจากลูกค้าบางรายที่สนใจซื้อ นี่คือโฆษณาชนิด Remarketing ครับ